กระเรียนหลงฟ้า บทที่14

กระเรียนหลงฟ้า บทที่14
กระเรียนหลงฟ้า14
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3

กระเรียนหลงฟ้า14

เพื่อนเก่า

รถ BMW สีดำสาดแสงนำทางด้วยความเร็วสูงผ่านจังหวัดสมุทรสงครามเข้าสู่เขตจังหวัดสมุทรสาครโดยมีรถตู้สีขาวจงใจจะเร่งความเร็วเสมือนคู่แข่งตามมาติดๆ ความสนุกตื่นเต้นเกิดขึ้นพอๆ กับความสะใจที่ระเบิดออกมาเป็นเสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มวัย 20 เสมือนพ่อจริงๆ ของชายวัย 72 ที่อยู่ในอารมณ์เดียวกัน

“วู่!…วี้ด” เสียงผิวปากดังต่อเนื่องตั้งแต่รถยนต์เริ่มออกสตาร์ทที่จังหวัดเพชรบุรี บรรยากาศไม่ต่างอะไรกับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ถือวิสาสะใช้ทางหลวงเป็นสนามตอนใกล้รุ่งสาง

“ฮา…ฮ่า ฮ้า ฮ่า ฮา”

(คุณเหมือนลูกชายของผมจริงๆ เลยเซดะ) ดาบไผ่ยิ้มกับภาพที่กำลังดำเนินอยู่ เซดะหันขวับมาจ้องหน้าเหมือนจะได้ยินสิ่งที่เขาคิด

“ก็ข้าเป็นบุตรชายของเจ้าจริงๆนี้นา…ฮา ฮ่า ฮ้า ฮา”

แต่ทันทีรถยนต์เข้าสู่เขตกรุงเทพฯ ฟ้าทางทิศตะวันออกก็เปิดแสงแรกให้เห็น  เซดะนึกถึงสัญญาชิโนบิให้ไว้กับฟูจิกาว่าที่อ่าวโอซาก้า แต่อีกคนกลับนิ่งเงียบในความรู้สึกแปลกๆ ของตัวเอง

“สัญญาชิโนบิไม่มีวันตาย”

“ทำไมแสงแรกจึงทำให้ผมคิดถึงบ้านนะเซดะ”

“ข้าไม่เคยลืมสัญญาชิโนบิที่ให้ไว้กับท่านปู่ อิสรภาพกำลังรอเราอยู่ที่คาโกคุมะ…ท่านพ่อ” เซดะพึมพำ เขาเหลือบมองดาบซามูไรเล่มยาวที่อยู่ในมือของเด็กหนุ่มเป็นระยะๆ “มันสมควรจะกลับไปอยู่ในที่ๆเป็นของมัน”

“คุณหมายถึงดาบซามูไรเล่มนี้นะหรือ” ดาบไผ่ถามอีกคนพยักหน้ารับแบบเป็นจริงเป็นจัง

รถยนต์ยังใช้ความเร็วสูงวิ่งไปตามถนนพระราม 2 ก่อนจะเลี้ยวขึ้นทางยกระดับมุ่งตรงสู่สะพานแขวนข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่รถตู้ของอีกฝ่ายกลับแยกไปดาวคะนอง เหมือนจงใจจะปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระ

“พวกมันไปแล้ว”

“ยังหรอกพวกนี้ทำงานกันเป็นทีม เจ้าลองสังเกตดูดีๆ ยังมีอีกกลุ่มกำลังตามเราอยู่ เวลานี้พวกมันไม่ยอมให้เจ้าคลาดสายตาแน่ๆ” เซดะกระซิบ

“ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน!” ดาบไผ่พ่นความเกลียดชังออกทางจมูก เซดะหันไปมองยิ้มๆแต่ก็ไม่ตอบโต้อะไร “ผมจะแวะไปหาคุณป๋าก่อน หวังว่าคุณคงไม่ว่าอะไร” ดาบไผ่พูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ตามใจเจ้า…แต่เราต้องหาทางสลัดปลิงลมสันดานหนอนตัวใหม่ที่กำลังติดตามให้ได้เสียก่อน” พร้อมกับขยิบหางตาให้ดาบไผ่สังเกตรถเก๋งสีเทาที่กำลังปาดข้ามเลนตามมาในระยะประชิด

“ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน!…” ทั้งดาบไผ่และเซดะต่างหลุดคำด่าออกมาพร้อมๆ กัน… “เฮ!…ฮา ฮ่า ฮ้า”

“ผมจะต่อรองกับพวกมัน หลังจากเสร็จธุระที่บ้านคุณป๋าเรียบร้อยแล้ว” ดาบไผ่พูดอย่างหาทางออก เพื่อหวังจะช่วยเพื่อน

(เรื่องนั้นเราค่อยคุยกับภายหลัง แต่ตอนนี้ต้องเงียบแล้ว เพราะพวกมันคนหนึ่งกำลังตรวจดักฟังเสียงเราอยู่) เซดะเปลี่ยนมาใช้เสียงสื่อทันทีที่สัมผัสถึงพลังงานไม่ปกติแทรกเข้ามา ดาบไผ่พยักหน้า เซดะสั่งให้คนขับรถเปิดสัญญาณลวงเพื่อหลอกให้พวกมันหลงกลด้วยรหัสลับ ในที่สุดพวกมันก็หลงกลแซงเข้าไปในเลนซ้ายสุดจนได้ และรถติดขนัดก็หยุดพวกมันเอาไว้ตรงนั้น

“สำเร็จ…” ดาบไผ่โพล่งขึ้นก่อนรถจะวิ่งออกออกจากทางด่วนเข้าสู่ถนนสุขุมวิทตอนเวลา 06.23 นาฬิกา

“แค่ชั่วคราว…พวกมันมีจิตพิรุธสามารถติดต่อกับคนที่เป็นชิโนบิด้วยกัน เรามีเวลาเหลือเฟือที่จะแวะไปทำธุระที่บ้านคุณป๋าของเจ้าให้เสร็จ” เซดะพูดแผ่วๆ ในขณะกำลังหลับตา “เจ้าบอกทาง…ขอข้างีบสักพัก”

ดาบไผ่บอกนำทางจนกระทั้งรถยนต์ของพวกเขาแล่นมาจอดนิ่งประตูรั้วหน้าบ้านหลังใหญ่ทรงโรมัน ในซอยอารี 8 เขากดโทรศัพท์มือถือเข้าไปข้างใน สักพักประตูที่ควบคุมด้วยรีโมทร์คอนโทนก็ค่อยๆ เลื่อนเปิด

“เข้าไปจอดเทียบเฉลียงด้านหน้า” ดาบไผ่สั่ง คนขับรถรอจนประตูเลื่อนเปิดจนกว้างพอจึงเคลื่อนเข้าไปโดยมีบอดี้การ์ด 2 คนวิ่งประกบคนละด้านกระทั้งรถจอดสนิท คุณป๋าในชุดนอนเดินวนไปวนมาดูจะร้อนรนเป็นเชื้อไฟรออยู่ที่เฉลียงทางเข้า เซดะลืมตาพลางหันมามองหน้าดาบไผ่แบบคนมีคำถาม แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดอะไร เซดะเปิดประตูรถเดินวนมายืนนิ่งใกล้ๆ เวลานี้เหมือนเขาจะเงียบจนผิดวิสัย

“คุณป๋าครับ…” ดาบไผ่อุทานราวกับคนผิด นัยน์ตาของชายวัย 70 ปีเหม่อลอยจนไม่ทันสังเกตชายอีกคนที่ยืนอยู่หลังบุตรบุญธรรมตัวเอง

“ไผ่…” คุณป๋าดึงเขาเข้าไปกอด สักพักดาบไผ่ก็เบี่ยงตัวออกแนะนำคนที่ตามมาด้วย

“คุณป๋าครับ…นี้คือ คุณอูคาชิ   เซดะ…ในที่สุดผมก็หาเขาจนพบ” ดาบไผ่แนะนำ ทันทีที่สายตาของ 2 คน ประสานกัน รอยหยักที่มุมปากของเซดะก็ปรากฏชัด ขณะเดียวกันชายวัย 70 ปีที่อยู่ข้างๆ ดาบไผ่ก็เกร็งบีบมือตัวเองแน่น

“ยิน…ยินดีที่ได้รู้จักครับ…คุณ…เซดะ” คุณป๋าก้มหน้าหลบสายตาของเซดะที่กำลังจ้องเขาไม่กระพริบ

“ยินดี!…เช่นกัน!” เซดะย้ำหนักแน่นทุกคำพูด…ฟันกรามทั้ง 2 ข้างบดขยี้จนได้ยินเสียงความรู้สึกที่อ่านไม่ออกเล็ดลอดออกมา…

“เชิญ…เชิญคุยกันด้านในเถอะ” คุณป๋าเอ่ยเสียงแกว่งๆ เขาเดินนำอย่างไม่มั่นคงเข้าไปในห้องรับแขก โดยขณะนั้นมีหนังสือพิมพ์กรอบเช้า 2 ฉบับวางรออยู่

“เท่าไรเท่ากัน หากมันจะได้ต้องตะวันกลับคืนมา” คุณป๋าพูดชักนำสายตาคนทั้งคู่ไปยังหนังสือพิมพ์ ดาบไผ่อ้าปากค้างเมื่อเห็นรูปของต้องตะวันใหญ่เกือบเต็มพื้นที่หน้าหนึ่ง เซดะเหลือบมองนิดๆ เขากระตุกมุมปากและพ่นลมหายใจที่อ่านไม่ออกแรงๆ “หึๆๆ…”

……….

ต้องตะวัน คุณชาย The M หายตัวลึกลับ

 เมื่อเย็นวาน

 ใครสามารถชี้เบาะแสคนร้ายได้ จะได้ค่าตอบแทนอย่างงาม

……….

โดยรายละเอียดของข่าวยังขุดเอาคดีเก่าเมื่อหลายสิบปีของภรรยาและบุตรสาวที่ถูกชายลึกลับลักพาตัวไปฆ่าและจุดไฟเผาที่จังหวัดสระบุรีมาประกอบด้วย

“สองแม่ลูกประภาสกร” ดาบไผ่อ่านตามเนื้อหาในข่าวหลุดออกมาดังๆ…จนเซดะตาลุกวาว เขาแย่งหนังสือพิมพ์ที่ดาบไผ่ถือไปอ่านเอง สักพักมือที่ถือหนังสือพิมพ์อยู่ก็สั่นเกร็งดวงตาเขม่นตั้งแต่บรรทัดแรก สักพักก็ละจากหนังสือพิมพ์ไปจ้องหน้าคุณป๋าเต็มๆ เหมือนตั้งใจจะปล่อยความเกลียดชังที่ดาบไผ่ไม่รู้ความหมายไปด้วย และชายอีกคนก็ได้แต่นั่งก้มหน้านิ่งๆ จนกระทั้งแม่บ้านสาวในชุดฟอร์มสีฟ้ายกน้ำชาเข้ามาให้ เซดะจึงเลือกที่จะยกมันขึ้นมาดื่มรวดเดียว

 “ป๋าคิดว่า มันต้องเกี่ยวข้องกับนินจากลุ่มที่ลักพาตัวคุณหญิงกับยายหนูไปอย่างแน่นอน” น้ำเสียงผิดธรรมชาติของคุณป๋ากับปฏิกิริยาของเซดะทำให้ดาบไผ่ฉงนสนเท่ห์…แต่เขาก็เลือกจะนิ่ง

“เมื่อคืน เซดะ กับผมต้องการพิสูจน์อะไรบ้างอย่างนะครับ…” (อย่างพูดถึงเรื่องดาบคาตานะ มูโตเด็ดขาด) พลันเสียงสื่อเตือนจากเซดะก็แทรกขึ้นในหัว

“เรื่องดาบซามูไรที่ต้องตะวันเคยเล่าให้ฟังหรือเปล่า” คุณป๋าชักสีหน้าเปลี่ยนจากเศร้าเป็นตื่นเต้นทันที จนดาบไผ่รู้สึกเย็นวาบแทบช็อกในอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงครู่นั้น “แล้วดาบอยู่ไหน” คุณป๋าซักน้ำเสียงสูงแบบคนลืมตัว เขาเหลือบมองเซดะนิดๆ ก่อนจะหลบไปอีก

“คือ….”

(บอกเขาว่ามันไม่อยู่แล้ว) เสียงสื่อแทรก

“เอ่อ…มันถูกขายก่อนที่เราจะไปถึง” ดาบไผ่จำใจต้องโกหก เมื่อจิตพิรุธชี้นำอย่างที่เซดะบอก (ข้าจะเล่าเรื่องลวงโลกที่ลึกลับยิ่งกว่านิยายให้ฟังทันทีที่กลับถึงบ้านที่นี้ไม่ปลอดภัย…เราต้องกลับเดี๋ยวนี้)

“อะไรนะ? ดาบนั้นถูกขายไปแล้ว โถโว้ย!” คุณป๋าหลุดประโยคไม่สมควร

“ขายให้ใคร? ขายไปที่ไหน?” เขาตะคอกจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนทั่วใบหน้า…

“ขอโทษนะ…เราต้องกลับกันแล้วละ” เซดะแทรกเองเสียงดัง เขาลุกนำ…

“……” คุณป๋าจ้องหน้าเซดะเต็มๆ แต่ก็ต้องชะงักและหลบไปอีกจนได้

“ดาบไผ่เป็นลูกชายผม เขาต้องอยู่ที่นี้” คุณป๋าเอ่ยเสียงต่ำ แต่เซดะก็ก้มหัวบอกลาเหมือนจะไม่ยอมเข้าใจ

“เราต้องขอตัวเลยนะครับ….คงได้เจอกันอีกแน่” เซดะกดเสียงลอดไรฟันและเพ่งสายตาที่แข็งกร้าวขู่ จนดาบไผ่ชักไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ขึ้นมาแบบจริงๆ จังๆ

(พอแล้วเซดะ…)

“คุณป๋า ผมมีธุระบางอย่างที่ต้องทำ…” ดาบไผ่พูด คุณป๋าพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ เขาจึงเดินแยกไปทักทาย อลัน ชูเบิร์ก ที่นั่งนิ่งเป็นหินที่มุมบันไดสักพักจึงตามเซดะออกไปที่รถ

#มันโกหก…ส่งคนตามประกบและสืบรู้ให้ได้ว่าดาบเล่มนั้นอยู่ที่ไหน# และเสียงกระซิบคล้ายวิทยุคลื่นสั้นก็แววมาตามหลัง…ดาบไผ่หันไปสบตากับเซดะ เหมือนจะได้ยินเช่นเดียวกัน แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้พูดอะไร กระทั้งรถของพวกเขาถึงหน้าปากซอย

“คุณได้ยินเสียงพูดเมื่อครู่หรือไม่เซดะ” ดาบไผ่โพล่งถาม “เป็นเสียงคุณป๋า”

“อื้อ…ดาบไผ่…เจ้าเป็นคนที่มีพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิ อาจจะเหนือกว่าชิโนบิอีกหลายๆ คนที่อยู่ในประเทศนี้ จงไว้ใจคนที่เจ้าพึงไว้ใจ จิตพิรุธไม่มีทางหลอกตัวตน จำไว้” เซดะพูดจริงจัง “เจ้ารู้ไหมว่าดาบ คาตานะ มูโต เล่มนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นให้ราคาของมันเอาไว้เท่าไร…มันมีค่ามหาศาล ยิ่งกว่าเพชรบนมงกุฎราชินีเสียอีก” คำพูดของเซดะทำให้ดาบไผ่ตื่น เขาหันขวับไปมองหน้าชายวัย 72 อย่างคนไม่แน่ใจ

“คุณก็เลยอยากเป็นเจ้าของมันเสียเอง…” ดาบไผ่กระแทกเสียงดัง “ฆ่าผมซะตอนนี้…แล้วมันก็จะเป็นของคุณ…เซดะ ฆ่าผมซะ ถ้าคุณต้องการมันจริงๆ”

“คุณชาย!…” คนขับรถที่เงียบมาตลอดอุทาน แต่เซดะก็ยกมือห้ามเอาไว้

“ฟังนะ…เจ้าต้องใช้จิตพิรุธที่ข้าแนะเมื่อครู่แล้วจ้องเข้ามาในดวงตาของข้า” เซดะแนะ แต่นาทีนั้นดาบไผ่ก็ผล็อยหลับไปก่อน เหมือนจงใจจะให้เซดะเป็นผู้ตัดสินชีวิตเดียวกับดาบคาตานะที่ล้ำค่าของเขา

(มันเป็นดาบซามูไรประจำตระกูลมินาโมโต ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็สามารถครอบครองมันได้โดยง่าย  หากไม่มีสายสัมพันธ์เจ้าเองก็ไม่มีสิทธิ์ถือมันอยู่ในมือเยี่ยงเวลานี้  มีตำนานบอกว่าดาบคาตานะเล่มนี้มีวิญญาณของนกกระเรียนมงกุฎแดงกว่า 215  ตัวฝังอยู่ และนกกระเรียนพวกนั้นจะที่เป็นผู้เลือกเจ้านายของมัน  นับตั้งแต่เริ่มแรก จนกระทั้งเจ้า ไม่ใช่ข้า) เซดะกรอกเสียงสื่อผ่านกระแสจิต  (และเวลานี้ข้ามั่นใจแล้วว่า…เจ้าคือซามูไรลำดับที่ 203 ที่สืบทอดมาจากจิตวิญญาณของตัวเจ้าเอง เจ้าคือคนสำคัญยิ่งสำหรับ มินาโมโต ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน และนำดาบ คาตานะ มูโต ไปเก็บไว้ที่ๆ ของมัน)

“อยากกลับบ้าน…ผมอยากกลับบ้าน” และเสียงละเมอของดาบไผ่ก็หลุดออกมาลอยๆ มันทำให้เซดะสะอึก  “55 ปี เชียวนะท่านพ่อ” เขาโอบดันหัวเด็กหนุ่มเข้ามาซบไหล่อย่างทะนุถนอม “ประโยคนี้แหละ…คือคำพูดของพ่อข้า…จงหลับให้สบาย หากจิตพิรุธบอกไว้ใจข้า…ข้าจะอยู่ข้างๆ ท่านพ่อเสมอ ข้าให้สัญญา…”

 

………

อย่าหลับตาเพียงเพื่อจะพิสูจน์หัวใจศัตรู

เพราะอาจไม่มีโอกาสได้รู้แม้กระทั้งใจตัวเอง

ดาบไผ่ ธารารักษ์

………

จบ กระเรียนหลงฟ้า14 (บทที่14)

Spread the love