กระเรียนหลงฟ้า บทที่17

กระเรียนหลงฟ้า บทที่17
กระเรียนหลงฟ้า17
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3

กระเรียนหลงฟ้า17

หล่อนคือเพชฌฆาต

ณ บ้านดาวล้อมจันทร์  คลอง 4 ปทุมธานี

“นิล…ผมถามว่าคนพวกนี้เป็นใคร…นิล…นิลดา!” ต้องตะวันตะโกนข้ามกลุ่มชายฉกรรจ์ 5 คนที่อยู่ในชุดพลางสีดำสนิทยืนนิ่งราวกับหินล้อมตัวเขาอยู่ภายในห้องนอนของบ้านหลังหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย แขนและขาถูกมัดรวบติดกันทำให้เขาต้องนอนดิ้นเป็นหนอนดักแด้อยู่บนเตียงสีขาว และหญิงสาวคนที่เขาคิดว่ารู้จักเป็นอย่างดีก็ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น

“นิล!…ปล่อย ผมสั่งให้ปล่อย” ต้องตะวันโวยวายไม่เลิก แต่หญิงสาวและชายฉกรรจ์ก็ยังยืนนิ่งทำเป็นหูทวนลมในท่าเดิม  เขาพยายามออกแรงดิ้นเพื่อให้ตัวเองหลุดจากเชือกที่พันธนาการ แต่ในที่สุดก็เป็นเขาเสียเองที่หายใจช้าลง จนกระทั้งหลับไปอีกเป็นครั้งที่ 2 ไม่เหลือภาพคุณชาย The M อยู่เลยแม้แต่น้อย นิลดายืนมองชายหนุ่มอยู่พักหนึ่ง ก่อนเธอจะเดินแทรกชายฉกรรจ์เข้าไปนั่งข้างๆ เธอแตะฝ่ามือลงที่ปมเชือกจนมันค่อยคลายออกเองช้าๆ

“จะทำอะไรนะ…ไอซึเกะ” ชายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ตะคอกถาม แต่เธอก็ไม่ยอมฟัง…

“ไอซึเกะ…ข้าถามว่าจะทำอะไร”

“คุณคิดว่า ถ้าเขาไม่ถูกมัดแล้วจะมีปัญญาหนีไปได้เหรอ อย่าดูถูกตัวเองนักซิ!” ไอซึเกะ นามิ สวนกลับด้วยท่าทีฉุนเฉียว จนชายคนดังกล่าวเกร็งมัด…กัดฟันแน่นและทันทีที่เชือกปมสุดท้ายหลุด ต้องตะวันก็ดีดตัวผลักเธอกระเด็นไปนอนที่ปลายเตียง

“คุณต้อง…หยุดนะ!” ไอซึเกะ นามิ ตะโกนห้ามแต่หมัดที่เกร็งรออยู่ก่อนแล้วก็อัดเปรี้ยง!เข้าที่จุดหลับ จนต้องตะวันกระเด็นกลับไปนอนขดอยู่มุมห้อง

“คุณต้อง!…ปล่อยเขา” ไอซึเกะ นามิ ตะโกนห้ามขณะอีก 2 คนจะเข้าไปซ้ำ เธอกระโจนพรวดเดียวเข้าประคองร่างที่นอนขดเป็นกุ้งแห้งด้วยความรู้สึกผิด…

“เอาเขาขึ้นไปนอนบนเตียง” ไอซึเกะ นามิ ออกคำสั่งเสียงหลง แต่ไม่มีใครขยับ นัยน์ตาของเธอในเวลานี้เต็มไปด้วยความผิดที่โยนบาปให้ใครรับไม่ได้ “คุณต้อง!…” เสียงอุทานยังติดหายในลำคอ สักครู่นัยน์ตาคู่เดิมก็เงยขึ้นกราดมองไปยังทุกคน “ยืนเซ่ออยู่อีก เร็วเข้า” เธอแผดเสียงแหลมสูงใส่เป็นครั้งที่ 2  จนชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นเดินเข้ามาลากต้องตะวันกลับไปยังเตียงนอนแบบเสียไม่ได้

“ออกไปรอข้างนอก…” ไอซึเกะ นามิ พยายามกดเสียงต่ำเรียบๆ แต่ทุกคนก็ยังนิ่งเป็นหิน นาทีนั้นแววตาที่เกรี้ยวกราดของเธอก็พร้อมจะระเบิดทุกสิ่ง… “ฉันสั่งให้ออกไป…เลือดคุณชาย The M 1 หยดมีค่าเท่ากับหัวพวกแกทุกคน” เสียงที่ต่ำลึกได้ผล พวกเขามองหน้ากันไปมาเหมือนเดาใจ…“ออกไป!” เธอพ่นเสียงกระด้างลอดไรฟัน จนที่สุดทุกคนจึงทยอยออกไปจนหมด

“คุณต้องตะวันฉันขอโทษ….” ไอซึเกะ นามิ พูดกับร่างที่หลับไม่ได้สติ เธอเอาผ้าที่เตรียมมาชุบน้ำซับเลือดมุมปากให้เขาเบาๆ จนเหลือเพียงรอยเขียวซ้ำเป็นวงเล็ก เธอนั่งจ้องหน้าอยู่นาน ก่อนจะลุกเดินออกจากห้องนั้นไปอีกคน แต่ยังไม่ทันที่ขาจะก้าวพ้นประตู เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เธอวางขันน้ำลงบนเคาน์เตอร์ใกล้ๆ พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เมื่อรู้ว่าเป็นใครสีหน้าของเธอก็ซีดเผือดเป็นผ้าดิบทันที

“คะท่าน…”

“………….”

“ทุกอย่างเรียบร้อยคะท่าน”

“…………..”

“ตอนนี้คุณชายหลับแล้วคะ…คุณท่านไม่ต้องเป็นห่วง…คะ…สวัสดีคะ” เธอชายตาไปตกที่ร่างของต้องตะวันอีกครั้ง โทรศัพท์ในมือกดวางสายไปแล้ว แต่แผนการของตัวเองเพิ่งจะเริ่มต้น…

“ทำไมบีบคั้นเราทุกด้าน…” ไอซึเกะ นามิ พึมพำ แววตาวิตกกังวลตกอยู่ที่พื้นเหมือนจะหาทางออก  “สักวันแม่จะพ้นพันธนาการจากโคงะ…หนูสัญญา”

……….

ความงามสยบได้แม้กระทั้งนักปราชญ์

ยกเว้นข้าผู้โง่เขลา……………………

ต้องตะวัน ประภาสกร

……….

ฉันมิใช่หญิงร้อยเล่ห์

ที่ห้องประชุมลับ

นาธาร  ยูกาว่า โยนหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับที่ถือมาด้วยลงกลางโต๊ะประชุม “ฮาๆ…” เขาระเบิดเสียงสะใจออกมาออกมาเป็นอย่างแรก จนหลายคนในห้องจำเป็นต้องหัวเราะเป็นลูกไล่ตามไปด้วย… “ฮาๆๆ…” โดยเฉพาะ สึเดโอะ ฮิโยชิ…ชายร่างอ้วนที่สวมแว่วกลมอันเล็กกระจิ๊ดริดคนนั้น “ฮา ฮ่า ฮ้า ฮ่า…”  แต่เสียงหัวเราะของเขาก็ยาวเกินพอดี

“ข่าวการหายตัวไปของลูกชาย The M และนี้อีกข่าวการยกเลิกสัญญาการจัดงานแสดงเพชรที่เมืองทองธานี โดยให้คู่แข่งทางธุรกิจ อย่าง Siam Noble หยิบชินปลามันไปกิน…มันต้องอย่างนี้ถึงจะเป็นมิตรแท้ ฮาๆ…ฮาๆ…”

“เยี่ยม…The M ยกเลิกแผนจะดึงโคงะเข้ามาเสริมทีมรักษาความปลอดภัยก็หมดสิทธิ์ไปด้วย ดีมาก…ดีจริงๆ”

“แผนขั้นที่ 1 เป็นไปได้ด้วยดี…เราน่าจะจัดงานฉลองให้กับพวกสื่อหน้าโง่กันซะหน่อยแล้ว หึๆ…”

“คะ…เยี่ยมทีเดียว….ทุกอย่างราบรื่น” ยูจีนหยิบแก้วที่มีของเหลวสีแดงตรงหน้าชูนำ “ฉลองความสำเร็จ…ของเราและขอบใจสื่อที่เบิกทางให้…เชียร์” เธอดื่มรวดเดียวหมด จนหลายคนตาค้างเหมือนไม่เคยเห็นเธอในภาพนี้

“นามิจัง…หญิงยูจีน เธอ 2 คน ทำงานกันได้ดีมาก…” นาธารชมเชยพลางหันไปยักคิ้วให้กับ สึเดโอะ ฮิโยชิ  “เป็นของพวกเธอ…วู้!” เขาพูดต่อเสียงใส แต่ดูเหมือนฮิโยชิเลือกที่จะแบะปากยักไหล่…เหมือนกับเห็นมันไม่เข้าท่า

“ต่อไป…เป็นหน้าที่ของเธอแล้วนะ หญิงยูจีน…พาคุณชายอีกคนเข้ามาติดกับดักซะ…ประเภทบอบช้ำ อย่างคนนี้…ไม่เอา!…เพราะเขาคือคุณชายอูคาชิ…คุณชายแห่งหุบเขาอิงะ…น่าขำสิ้นดี ฮาๆ ฮาๆ” น้ำเสียงไม่เต็มใจแสร้งพูดต่อจนจบ เขาหันรีหันขวางเหมือนกับคนดีใจจนลืมตัว ก่อนจะเลือกยกแก้วที่บรรจุน้ำสีแดงขึ้นดื่มอีกคน “ชิ!…คุณชาย หึๆ”

“ไม่มีปัญหาคะ…ตอนนี้ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี” ยูจีนกระแทกเสียงต่ำตอบยิ้มๆ ตามแบบของหญิงเจ้าเล่ห์ที่ได้ฝึกมาจาก “มารยาหญิง 180 เล่มเกวียนบทที่ 98”   แต่สำหรับไอซึเกะ นามิ ในวันนี้กลับซึมผิดเป็นคนละคน นาธาร ยูกาว่า หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาพิจารณาอีกรอบ แล้วก็ระเบิดเสียงหัวเราะตามมาอีกตามเคย

“พวกสื่อมวลชนที่นี้มันโง่จริงๆ เหมาะแล้วที่จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด…ลงทุนน้อยที่สุดสำหรับเรา ฮาๆ ฮาๆ”

“นามิจัง…หน้าที่ดูแลลูกชายไอ้ป๋าแห่ง The M เป็นของเธอ…และอย่าลืมว่าเธอเป็นใคร…มาที่นี่เพื่ออะไร”

“คะ…”  ไอซึเกะ นามิ ตอบนิ่งๆ ไม่แสดงท่าทีจะสนใจอะไรอีกจนกระทั้งนาธาร ยูกาว่ากล่าวปิดประชุม

แสงไฟสีขาวนวลจากหลอดนีออนของกรุงเทพฯ ค่อยๆ สว่างทีละดวงหลังอาทิตย์จมหายไปกับลำน้ำเจ้าพระยา ฮิโยชิและชายในชุดพรางสีดำอีก 3 คนลุกเดินออกมาจากห้องประชุมอย่างเร่งรีบ  ทันทีที่พวกเขาพ้นประตูกระจกออกสู่ระเบียงร่างในชุดพรางสีดำก็พุ่งจากระเบียงชั้น 84 หายลงสู่เบื้องล่างพร้อมๆ กัน

“คืนนี้ฉันจะไปดูต้องตะวันกับไอซึเกะ” ยูจีนหันไปพูดเสียงเรียบๆ กับนาธาร เขากำลังสาละวนอยู่กับคอมพิวเตอร์ แต่สักพักแววตาที่ไม่พอใจก็จ้องเขม็งเหมือนจะกำหลาบเธอให้อยู่หมัด แต่ยูจีนก็ยังดื้อตาใสไม่รับรู้

“มันไม่ใช่หน้าที่…เธอควรจะพักผ่อนเพื่องานของตัวเองจะดีกว่า”

“ยูกาว่าซัง…ฉันไม่มีปัญหา” เธอตอบกลับห้วนๆ ลุกเดินออกจากห้องประชุมไปพร้อมๆ กับ ไอซึเกะ นามิ โดยไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านจาก นาธาร ยูกาว่า ที่ตะโกนไล่หลังเลยแม้แต่น้อย

ยูจีน…หญิงยูจีน…

 ……….

อย่าเพิ่งบอกว่าตนเองเป็นใคร

จนกว่าจะรู้ว่าคนที่ถามคือผู้ใด

มินาโมโต ยูจีน

……….

“ฉันเอง มินาโมโต ยูจีน”

แดดจางๆ ของเช้าวันใหม่สาดแทรกรอยทับที่ไม่สนิทของผ้าม่านสีทึมทึบเข้ามาในห้อง มันพาดลำแสงสีขาวยาวจนถึงเตียงนอนขนาด 8 ฟุตกลางห้อง  ต้องตะวันลืมตาได้อีกครั้ง เขาเอามือกุมแผลที่มุมปาก เสียงซีดครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นเบาๆ  แววตาเพิ่งตื่นยังสะลึมสะลือไม่ปกติ แต่ก็พยายามกวาดมองไปรอบๆ ตามสัญชาตญาณ ไม่มีใครอยู่ในนั้น เขาหยุดคิดอะไรบางอย่าง…ก่อนจะยันตัวเองลุกนั่งเบาๆ ราวกับไม่ต้องการให้เกิดเสียงก่อนจะลุกเดินไปตามลำแสงที่สาดเข้ามาเหมือนจะใช้มันเป็นเข็มทิศนำทาง ดวงตาแทรกทับรอยต่อผ้าม่าน ภาพระเบียงชั้น 2และประตูรั้วไม้สูงที่มียามแก่ๆ กำลังนั่งหลับอยู่ในป้อมเล็กๆ ทำให้เขาเผลอยิ้มบางๆ เขาดินกลับไปยังประตูที่เป็นทางเชื่อมต่อกับโถงชั้นบนภายในตัวบ้าน รอยเขียวช้ำที่ข้อมือขณะจับลูกบิดทำให้เขาหยุดชะงัก สักครู่ก็เปลี่ยนใจเดินกลับไปยังประตูอีกด้านที่เปิดออกระเบียงแทน  เขาแง้มผ้าม่านดูลาดเลาอีกก่อนจะค่อยๆ จับลูกบิดและเปิดมันออกอย่างแผ่วเบา เสียงบานพับทำให้เขาหยุด และเริ่มใหม่เป็นระยะๆ จนกว้างพอจึงแทรกตัวผ่านออกไปนั่งกับพื้นหินแกรนิตสีดำด้านนอกอย่างคนระวังภัย

“สำเร็จ!…” เขาให้กำลังใจตัวเองพลางเป่าลมออกมาทางปากและมองลอดลูกกรงระเบียงเพื่อสำรวจแนวหลบหนีต่อไป มันว่างเปล่าไร้ผู้คน หากผ่านยามแก่ๆในป้อมยามไปได้ เขาก็มีสิทธิ์รอด เป็นความคิดวูบเดียวในชั่วโมงอันตราย

“โอกาสเป็นของเราแล้ว” ต้องตะวันพึมพำพลางชะโงกหน้าสำรวจด้านล่าง และเขาก็ตัดสินใจปีนลงตามแนวกันสาดคอนกรีตพร้อมกับโหนตัวยื่นขาข้างหนึ่งกะจะเยียบหินน้ำตกในระยะคาดการ แต่ฝ่าเท้าก็ลอยห่างจากมันประมาณคืบ เขาพยายามจะยืดตัวอีกครั้งและอีกครั้ง…จนหินก้อนนั้นค่อยยกตัวเองขึ้นมารับ ในที่สุดเขาก็พาร่างบอบช้ำลงมายืนกับพื้นหญ้าสีเขียวได้สำเร็จ เขาเหวี่ยงตัวหลบเข้าหลังพุ่มไม้ที่ใกล้ที่สุด และรอจนคิดว่านิ่งพอ

“มันต้องมีทางออกสักทางละน่า”สายตาระแวดระวังยังกวาดไปรอบๆเป็นระยะๆ ยามแก่ๆ ยังหลับลึกอยู่ในท่าเดิม แต่อาการห้าวเชิดหน้าขึ้นสูง ก็ทำให้คิดถึงทางเลือกอื่น “ใช่ด้านหลัง” เขาย้ำความคิดแต่ทันทีที่เท้าจะขยับ น้ำเสียงของคนคุ้นเคยก็ทักขึ้น

“สวัสดีคะ…พี่ต้อง ทำไมไม่ลงมาทางบันไดละคะ” ทำเอาต้องตะวันถึงกับชะงัก เขาค่อยๆ หันไปหวังจะใช้มือปิดปากเธอคนนั้น แต่สัญชาตญาณของอีกคนไวกว่า เธอรวบแขนทั้งสองข้างของเขาไขว่หลังจนรอยช้ำเดิม สำแดงฤทธิ์ออกมาอีก “โอ้ย!…”

“พี่ต้อง…คงหิวแล้วละ…เชิญข้างในดีกว่านะคะ” เธอพูดต่ออย่างใจเย็น พร้อมๆ กับปล่อยให้เขาเป็นอิสระ

“ไหมจีน!…” ต้องตะวันหลุดอุทานอย่างไม่เชื่อ “จีน…เธอ”

“คะ…จีนเอง” เธอพูดเสียงเรียบเหมือนไม่มีอะไร

“นี่อะไรกัน…พวกคุณกำลังเล่นตลกอะไรกับผม เมื่อวานก็นิลดา วันนี้ก็เป็นจีนอีก”

“พี่ต้อง…ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องราวที่ไม่ต่างอะไรกับบทนิยายหรอกคะ…ถือซะว่ามาเปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกัน” เสียงของเธอยังปกติเหมือนทุกครั้ง มีเพียงกิริยาของหญิงบอบบางเท่านั้นที่เปลี่ยนไป

“อาหารเช้าพร้อมแล้วคะ เชิญพี่ต้อง…ด้านในดีกว่า”

“ไม่…ผมจะกลับบ้าน” ต้องตะวันเสียงขุ่นแต่หญิงสาวก็ไม่ยี่หระ “ตอนนี้พี่อยู่ในถ้ำชิโนบิ เอ่อ…นินจานะคะ พวกเขาพรางตัวอยู่รอบๆในทุกๆ ที่ และเวลานี้พวกเขาก็กำลังขำในพฤติกรรมของพี่อยู่ ถ้าไม่เชื่อจีนก็เชิญ…” เธอผายมือเชื้อเชิญตามคำพูดก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปด้านใน ต้องตะวันยืนงงสักพักเขาก็ตัดสินใจวิ่งเพื่อหวังจะเอาตัวเองให้รอด แต่ไม่ทันจะพ้นเสาเฉลียงด้านหน้า ก้อนหินน้ำตกที่เพิ่งใช้เป็นฐานเหยียบลงมาจากระเบียงเมื่อครู่ ก็ค่อยขยับเขยื้อนเหมือนมีชีวิต เขาหยุดอ้าปากค้าง สักครู่ร่างของนินจาในชุดสีพรางเดียวกับหินก้อนนั้นก็ กระโจนพรวดออกมาขวางเอาไว้ พร้อมๆ กับอีก 5 คนในชุดพรางสีขาวที่เผยตัวออกมาจากเสาโชว์รอบๆ บ้าน

“คุณต้อง…เหยียบหัวผมคอแทบหัก…” เสียงบ่นจงใจจะให้ได้ยินดังขึ้นและต้องตะวันก็ตาเหลือกโพลงเหมือนเห็นผีในเวลากลางวันแสกๆ…

“เข้าไปทานอาหารเช้าเถอะคุณต้อง…น้องหญิงอุตสาห์ตื่นขึ้นมาทำเองเชียวนะ” เสียงใครบางคนดังออกมาจากผนัง ต้องตะวันหันขวับไปทางนั้นแล้วร่างของนินจาในชุดพรางสีต่างๆ ก็ค่อยๆ เผยตัวทีละคน พวกเขาเดินเข้ามาสมทบอีก 10 คน และเพิ่มอีก 10 คน จนหน้าเขาซีดปากสั่น  “ไหมจีน!…”

“บ้าน บ้าน ดาวล้อม ล้อมจันทร์ ยินดี ต้อน ต้อนรับ” เสียงติดๆ ขัดๆ ทักทายอีก… “ฮาๆๆๆ”

“ไหม…ไหมจีน รอด้วย…ไหมจีน!” ต้องตะวันตะโกนไล่ตามหลังและไม่รีรอที่จะวิ่งตามเธอเข้าไปด้านใน… จีน…

 

………..

จงไว้ใจตัวเองอันดับแรก

ก่อนจะวางใจคนที่เห็น

ต้องตะวัน ประภาสกร

………..

จบ กระเรียนหลงฟ้า17 (บทที่17)

Spread the love