กระเรียนหลงฟ้า บทที่19

กระเรียนหลงฟ้า19
กระเรียนหลงฟ้า19
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3

กระเรียนหลงฟ้า19

อัครนินจัตสึ 1

เกือบ 2 ยามเข้าไปทุกที แต่ดาบไผ่ ยังคงติดสมาธินั่งนิ่งอ่านความวังเวงอยู่ที่เดิม อากาศปลายฝนต้นหนาวของกรุงเทพฯ ไม่ทำให้รู้สึกแตกต่างไปจากค่ำคืนฤดูอื่น เสียงกรนเบาๆ ของยามที่ป้อมเล็กๆ หน้าบ้านยังคงสม่ำเสมอไม่ต่างอะไรกับเสียงเดินของเข็มนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังในห้องนั่งเล่น เสียงทั้ง 2 ดังสลับกันขึ้นลงสม่ำเสมอตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน หลังๆ เขารู้สึกชินจนคิดว่าสองเสียงเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไปแล้ว

เสียงคุยกันเบาๆ ของคนสวน 2 คนที่เรือนเล็กหลังบ้านยังแว่วมากับลมแสดงว่าพวกเขายังไม่หลับ ส่วนแม่บ้านญี่ปุ่นรายนั้นไม่ต้องพูดถึงนางหลับไปตั้งแต่ยังไม่สามทุ่มดี เพราะเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของนาง ทำให้อดอิจฉาในความสุขที่กำลังเสพไม่ได้

นับตั้งแต่วันแรกๆ ที่มีเซดะอยู่ข้างกาย ดูเหมือนเขาจะหลับได้ยาวขึ้น ไม่ต้องคอยระแวงพวกนินจาที่โผทะยานไปมาราวกับปิศาจเหมือนเมื่อก่อน พวกมันไม่ได้ทำให้กลัวมากไปกว่าความสงสัยในจุดประสงค์ หลังๆ มันก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความรำคาญ และเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังยิ่งกว่าปลิงลมสันดานหนอนในที่สุด

และทันทีที่เวลาเดินเข้าสู่เส้นแบ่งกึ่งกลางของรัตติกาล เสียงผิดปกติก็ลอยมากับสายลมที่ตีวนผ่านซอกตึกสูง มันทำให้เขาชะงักงัน

“ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน” เขาบดขยี้ฟันกรามพร้อมๆ กับเสียงกล่นด่าประโยคเดิม แต่ทิศทางของกระแสลมที่ไม่แน่นอนกำลังสร้างความลำบากให้กับเขา เสียงฝีเท้าสัมผัสยอดต้นไม้เริ่มตีวนใกล้เข้ามามากขึ้น…แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าพวกมันบุกเข้ามาทางทิศไหนกันแน่ มีเพียงกลิ่นสาบจางๆ เท่านั้นที่บอกชัดเจนว่าเป็นพวกปลิงลมที่เขาแสนจะเกลียดชังยิ่งกว่าหนอนหมื่นตัวในซากเน่า

“ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน!” ดาบไผ่กดเสียงด่าลอดไรฟันออกมาอีก

(4 คน เอะ!ไม่ซิ  5  คน ทิศหน้าบ้าน…ไม่…บ่อบัว…หรือต้นมะม่วง) เขาสับสนกับเสียงเคลื่อนไหวอันแผ่วเบาจากรอบทิศ แต่คาถานิ่งสยบมารก็ช่วยให้ไม่ตื่นจนขาดสติ นาทีนั้นสัญชาตญาณก็บอกให้เขาถอดกายทิพย์ทิ้งไว้ ณ จุดเดิมในท่าเดิมเพื่ออำพรางไม่ให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญไหวตัว และถอดอีกหลายร่างทิ้งเอาไว้เป็นจุดๆ ก่อนจะดีดตัวพาร่างที่ไม่ต่างกับไอน้ำขึ้นไปยืนนิ่งริมระเบียงข้างสวนหิน เขาเดินทะลุผนังดุจปิศาจโลกที่ 3 เข้าไปด้านใน

“เข้ามา…” และกระพริบตาเพื่อเปิดใช้ดวงตาชิโนบิสำรวจเข้าไปในความมืดที่เห็นเป็นแสงสีเขียวอมเหลืองและกระพริบตาอีก 3 ครั้งติดกันเพื่อปรับสว่างให้เห็นชัดมากขึ้น ดาบคาตานะ มูโตอยู่ในมือ ดูเหมือนมันจะกระหายอยากพอกับเขาในเวลานี้

“ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน!” เขากล่นด่าอีกด้วยความเกลียดชังเป็นครั้งที่ 3 และนาทีนั้นเสียงกรนจากป้อมยามเล็กๆหน้าบ้านก็หยุดลง คงเหลือเพียงเสียงพูดคุยกับเรื่องไม่เป็นเรื่องของคนสวนเท่านั้นที่ยังเรียกสติให้ใช้ยึดเพื่ออ่านความเงียบรอบๆ ตัวได้

#ชิ!…# เสียงที่คล้ายจะดูหมิ่นดังมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่ก็ไม่ไกลจากกายทิพย์ที่ยังคงนั่งนิ่งเป็นเป้าล่ออยู่กลางสนามหญ้า ดาบไผ่ชักดาบคาตานะออกจากฝัก เขากำด้ามจับที่พันด้วยหนังปลากระเบนสีดำแน่น นี้เป็นครั้งแรกที่เขากับมันจะใช้ลมหายใจร่วมกัน เขาเร่งถอดร่างพร้อมดาบคาตานะทิ้งไว้ในห้องนั่งเล่นชั้นบนก่อนจะขยับร่างใหม่ฝังกับผนังสีน้ำตาลอีกฝั่ง แต่รู้สึกมีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องไปที่กายทิพย์เบื้องล่างของเขา

#ชิ!…คุณชาย# เสียงดูหมิ่นดังขึ้นอีก…แต่คราวนี้เหมือนเนื้อเขาจะกระตุกสั่นไปพร้อมน้ำเสียงนั้น

(ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน) เขากล่นด่าขึ้นในใจเป็นครั้งที่ 4 ทันใดนั้นเงาสีดำของ 3 ร่างก็ปรากฏชัด มันโผวูบวาบไปมารอบๆบ้าน และอีก 2 ร่างก็ดึงตัวเองด้วยเชือกป่านติดตะขอขึ้นมายืนนิ่งในเงามืดของระเบียงภายในสวนหิน มันหยุดห่างจาก 2 ร่างพรางแค่ไม่กี่เมตร เขาผ่อนระยะหายใจยาวขึ้นเพื่อลดเสียงสะท้อน

(อ่านความเงียบให้ออก แล้วสิ่งที่เจ้ามองไม่เห็นจะปรากฏชัดในดวงตาชิโนบิ เจ้าจะปลอดภัยเมื่อรู้ทันศัตรู) เขาใช้คำพูดของเซดะกลับมาใช้กับร่างพรางที่ดักซุ่มรอพวกมันอยู่ และพรางอีกร่างกับตำแหน่งที่สามารถเห็นพวกมันชัดเจน นาทีเดียวกันดวงตาที่สะท้อนใสแวววับในความมืดของบางคนก็กระโดดพราดเดียวข้ามสวนหินเข้ามายืนนิ่งใกล้ๆกับโต๊ะเดี่ยวในท่าที่พร้อมจะจู่โจม อีกคนยังหันไปจับนิ่งอย่างระแวดระวังกับกายทิพย์ที่ใช้เป็นเป้าล่อกลางสนามหญ้าอย่างไม่ยอมลดละ พวกมันไม่ทันระวังกับอีกหลายร่างของเพชฌฆาตอย่างเขาเลยแม้แต่น้อย

“ค้นให้เจอ…แล้วรีบไปก่อนที่มันจะรู้ตัว”เสียงกระซิบกระซาบที่ส่อถึงความโง่เขล่าดังขึ้น ดาบไผ่ติดนิ่งรอให้ 2 คนในระยะกระชากวิญญาณเดินเข้ามาในรัศมีความตาย และก็เป็นไปดั่งคาด เมื่ออีกคนโผเข้ามาสมทบและย่างสามขุมเข้ามาหา กลิ่นความตายเริ่มชัดเจน พวกมันหยุดนิ่งอยู่คนละมุมราวกับมีบางอย่างสะดุด และทันทีที่ขาขยับ พวกมันก็กระโจนพรวดหนีห่างออกไป แต่ดาบคาตานะในมือก็ไวกว่า

“ย๊าก!…” เขากวัดแกว่งไปมาตามจังหวะการเคลื่อนที่ของเงาทั้งคู่  อาวุธของนินจาชั้นต่ำอย่างดาวกระจายจากเงาที่มองไม่เห็นลอยแหวกอากาศพุ่งเข้าใส่ตัวเขาเป็นห่าฝน  ดาบไผ่ย้ายจากร่างหนึ่งไปยังอีกร่างที่พร้อมอยู่แล้ว จนดาวกระจายผ่านทะลุร่างพรางไปติดกับผนังด้านใน เขาดึงร่างพรางจากเสาเฉลียงด้านล่างขึ้นมาใช้งานและตวัดปลายดาบดักหน้า คาตานะในมือแบ่งร่างและวิญญาณของมันคนหนึ่งออกเป็นสองส่วนในดาบเดียว

“อ๊าก!…”

“ย้าก!…” และอีกคนมือที่กำลังกำผงหมอกสีเขียวเพื่อหวังพรางหนี

“ย้าก!…” เขาซ้ำเข้าจุดตายที่ 5 ก่อนที่ผงหมอกจะทำงาน เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดขึ้นไปตามแรงเหวี่ยง มันสะท้อนแสงสีเงินของโคมไฟที่ห่างออกไปราวกับน้ำพุสีแดงรูปจันทร์เสี้ยว

“โอ้ก!…เจ้า” เป็นเสียงร้องเดียวของมันที่มีโอกาสเปล่งออกมา ดาบไผ่ยืนนิ่งอยู่กับที่ พร้อมกับรวบร่างพรางทั้งสามของตัวเองเข้ามารวมกัน ปลายดาบคาตานะ มูโตยังชี้ขึ้นฟ้าในท่าเตรียมพร้อม มันเป็นภาพเดียวกับปีกทั้งสองข้างของนกกระเรียนที่พร้อมจะโผบินสู่อิสรภาพ เลือดหยดสุดท้ายจากปลายดาบหยดลงสู่พื้น…

ตูม!และเสียงร่างไร้วิญญาณของมันทั้งคู่หล่นกระแทกกับผิวน้ำเบื้องล่าง…ตูม!…และดังขึ้นอีก จนปลุกคนสวนที่ยังไม่หลับให้วิ่งกรูกันเข้ามา แสงสปอร์ตไลท์ทั้ง 8 จุดสว่างขึ้นพร้อมๆกัน มันสาดปะทะเข้ากับร่างหนึ่งในชุดพรางสีดำที่ยืนตะลึงอยู่กับกันสาดคอนกรีต มันมองเขาสลับไปมาระหว่างกายทิพย์ที่เป็นเป้าล่อด้านล่าง

#นี้นะรึ!…พ่อข้า…ฮึๆ#  เสียงแหบแห้งจนคล้ายจะเป็นเซดะดังขึ้น มันก้องกังวานไปรอบตัวเขาจนไม่อาจจับตำแหน่งที่แท้จริงได้

“ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน” ดาบไผ่ตะโกนอย่างไม่ยำเกรง

“ข้า อิ เงะ สึงิ…เคน ซึ  รายงาน ตัวครับ…คุณ ชาย” เป็นเสียงพูดด้วยสำเนียงภาษาไทยแปล่งๆ มาจากมันคนนั้น พร้อมกับดึงผ้าคลุมใบหน้าออกเหมือนจงใจจะเผยตัวตนให้เห็น

#ไอ้เด็กคนนี้หรือ…คือพ่อข้า#

“ไม่ผิดแน่…เจ้าควรจะบอกราตรีสวัสดิ์พ่อของเจ้านะ”

#ฮึๆ…แค่เห็นหน้าข้าก็รู้สึกเกลียดเขาเป็นร้อยเท่าพันทวี…#

“เด็กของข้าไม่มีมารยาท…ซุมินะเซ็น ขอโทษสำหรับเขาและโอยะซุมินะไซ ราตรีสวัสดิ์คุณชาย…ไม่นานเราจะได้เจอกันอีก…แน่นอน” มันจงใจจะเน้นคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นๆ

“เข้ามา…แน่จริงเข้ามา!” ดาบไผ่ขู่แต่ก็นิ่งเพื่อรอจังหวะ มันคาดผ้าปิดบังใบหน้าอย่างเดิมก่อนจะกระโจนหายเข้าไปในเงามืดของต้นมะม่วงที่อยู่อีกฝั่ง

ดาบไผ่ไม่รอช้า เขาย้ายตัวเองไปยังร่างพรางที่ดักซุ่มรออยู่ก่อนแล้ว ดวงตาของมันเบิกโพลงเหมือนจะไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นและเพลงดาบชิโนบิกับซามูไรจึงมีโอกาสบรรเลงขึ้นมาอีก

“เจ้าไม่มีทางสังหารข้าได้หรอก…” คำพูดในวินาทีที่ดาบคู่นินจาประลองกำลังกับเพลงดาบคาตานะอย่างออกรส

“ก็ลองดู!” เขาคำรามใส่พร้อมกับแบ่งตัวตนออกเป็น 4 ร่าง 4 ทิศ  กระหน่ำใส่คู่ต่อสู้จนเกิดเป็นประกายไฟ ทุกกริยาอยากเห็นเลือดของอีกฝ่ายพุ่งกระฉุดในแสงโคม แต่ทันใดนั้นเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อร่างของนินจาอีกคนพุ่งแทรกเข้ามาเหมือนจงใจจะปลิดชีพตัวเอง…

“คุณชายอูคาชิ…ขอบคุณ อ๊ากๆ…” เสียงแหลมสูงดังขึ้นพร้อมๆกับเลือดสีแดงพุ่งกระฉูดสะท้อนกับแสงสปอร์ตไลท์เป็นทางยาว อวัยวะหลายส่วนถูกแยกออกจากกันเป็นชิ้นๆ กระเด็นดระดอนไปคนละทิศคนละทาง ดาบไผ่ชูดาบคาตานะ มูโตชี้ปลายแหลมคมขึ้นฟ้า เขาตะลึงและตกใจกับพฤติกรรมแปลกประหลาดของมัน

“อะไรกัน”

(ผู้บุกรุกที่มาพร้อมกับเงามืดแห่งรัตติกาลย่อมไม่ใช่ทูตจากสวรรค์แน่นอน) น้ำเสียงอบอุ่นจากชายชราในชุดกิโมโนสีขาวดังขึ้นในหัวเหมือนจะเตือนสติไม่ให้นิ่งนานจนอาจจะพลาดพลั่ง

“ท่าน” ดาบไผ่อุทาน แต่คำพูดเมื่อครู่ก็กระตุ้นให้เขากระโจนตามนินจาที่เหลืออีก 2 คนแต่…  

“อย่าคุณชาย…ต้องข้าเอง” เสียงยามแก่ๆที่เขามองว่าเป็นแค่หินล้มดังขึ้นข้างๆ ต้นหางนกยุงฝรั่ง ความไวของเขาทำให้ดาบไผ่ตะลึง พอๆ กับมีดพกสั้นกว่า 10 เล่มที่สะบัดจากปลายนิ้วพุ่งเข้าใส่ยังเป้าหมาย  “ข้าเอง!” และก็เป็นเขาอีกที่พุ่งตามไม่หยุด นาทีเดียวกันกับดักที่วางเอาไว้ก็ทำให้กิ่งมะม่วงดีดร่างของนินจาลอยกลับมากองอยู่แทบเท้า…

“ตามอีกคนไป…อย่าให้หนีไปได้” ดาบไผ่ตะโกนสุดเสียง ส่วนตัวเขาก็กระโดดค่อมร่างนินจาคนนั้นแล้วกระชากผ้าคลุมหน้าของมันออก “ไม่ใช่มัน…” ดาบไผ่บอกตัวเอง

“ข้าดีใจ…และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้บอกเจ้าเป็นคนแรกๆ…” มันพูดราวกับจะยื่นไมตรี ทั้งที่ความตายยืนรออยู่ตรงหน้า

“อะไร…มันคืออะไร” ดาบไผ่ควบคุมเสียงโมโห ขณะเดียวกันปลายดาบคาตานะก็จ่อคาดที่ลำคอ

“….เจ้าคือคุณชายแห่งหุบเขาอิงะ….” น้ำเสียงของเขาเหมือนไม่ใช่ศัตรู และแววตาคู่นั้นก็ส่อแววมิตรภาพให้เห็น “คุณชาย…ช่วยกู้ศักดิ์ศรีของชิโนบิกลับคืนโดยเร็วก่อนเรื่องเล่าจากหุบเขาอิงะจะกลายเป็นความชั่วร้ายดุจปิศาจในโลกมืดไปชั่วนิรันดร์”

“นี้…มัน” เขากดคมดาบเข้าใกล้ไปอีก

“คุณชาย…”

มันเรียกและยิ้มให้อีก ก่อนจะใช้ลิ้นจะดุลบางอย่างในปากและเสียงกระเปาะแก้วแตกก็ดังให้ได้ยิน

“อะไรกัน ทำไม…ทำไมผมถึงฆ่าคุณไม่ลง” ดาบไผ่กระแทกเสียงใส่หน้า สักครู่แววตาอ่อนโยนและยินดีก็เปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด กลิ่นยาพิษโชยออกมาจากปากที่เริ่มเขียวคล้ำพร้อมกับฟองสีม่วงล้นทะลักออกมาจากปาก

“คุณ…ชาย…อย่า ทิ้ง อู คา ชิ ให้ โดด เดี่ยว เหมือน ที่ ผ่าน…มา”

“ไม่นะ…อย่า…อะไรกัน…นี้มันอะไรกัน” ความสับสนทำให้สติและสมาธิของเขาแตกกระเจิง (มันเป็นคนที่ 2 ที่เรียกเราว่าคุณชาย) ความคิดวูบหนึ่ง มือของเขากระตุกจนดาบคาตานะ มูโตแทบจะหลุด

“ไม่มีประโยชน์…อย่างไรมันก็ต้องตายอยู่ดี” เสียงเรียกสติจากยามแก่ๆ “คุณชาย…นี้คือการตายอย่างมีเกียติของชิโนบิ” เขานั่งลงใช้นิ้วเช็คลมหายใจที่จมูกของมัน “เขาตายแล้ว…แต่หนีไปได้อีกคน”

“ปล่อยมัน…สักวันคงได้พบกับมันอีกแน่นอน” ดาบไผ่กดเสียงต่ำแบบคนหมดแรง ถึงสมาธิจะกลับคืนมาแล้วแต่คำพูดทุกคำยังคงก้องเป็นปริศนาใหม่ในหัว

“แขน…แขนอีก..ๆ ข้างของมันละ…” เสียงคนสวนดังขึ้นในระยะไกล

“ระเบียงสวนหิน” เขาตะโกนบอก และคนสวนอีกคนจึงวิ่งขึ้นไปดู

บน บน บน นี้มีอีกศพ แต่ไม่มีหัว

……….

…………………………..ความมืดปกปิดได้ทุกสิ่ง

ยกเว้นแสงสะท้อนจากดวงตาของทูตรัตติกาล

ดาบไผ่ ธารารักษ์

……….

จบ กระเรียนหลงฟ้า19 (บทที่19)