อนุชาย2 บทที่22

กลิ่นความตายอนุชาย2 บทที่22 กลิ่นความตาย

อนุชาย2 บทที่22 กลิ่นความตาย

สัญญาณแจ้งว่ามีข้อความเรียกเข้ามือถือที่วางบนอยู่โต๊ะทำงานดัง #ตี๊ดๆ ตี๊ดๆ# ขณะที่อนุชัยยังติดประชุมอยู่ภายในห้องกระจก จนกระทั้งแสงอาทิตย์กำลังโรยต่ำ ภาพกรุงเทพฯ บนชั้น 18 ก็ถูกแดดสีครีมเข้าครอบคลุม ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆมรสุมก็ยังครามค่อยๆ จมสู่สีน้ำเงินทีละส่วน….เมื่อดีลเลอร์ของบริษัท BCOL จำกัด (มหาชน) ลุกขอจับมือด้วยท่าทีพึงพอใจ การประชุมนานร่วม 6 ชั่วโมงก็สิ้นสุดลง

“ขอบพระคูณมากค่ะ….เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ” เสียงเลขาบอกส่งดีลเลอร์กว่า 10 คนอยู่หน้าประตู สักพักอนุชัยพร้อมทีมงานของบริษัท APT. Group 4 คนก็หอบเอกสารเดินตามออกมา เธอเข้าไปรับพร้อมกับรายงานตามหน้าที่ “บอสคะ….มีข้อความเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งค่ะ”

“ขอบใจมาก เอาเอกสารไปแก้ตามข้อความที่ผมลงลายมือกำกับแล้วจัดส่งไปให้ BCOL. ตรวจสอบก่อนค่อยส่งต่อให้ดีลเลอร์ตามหลัง” อนุชัยสั่ง

“ค่ะ….ได้ค่ะ….”

“อ๋อ…แนน….ขอด่วนหน่อยนะ เพราะผมอยากเซ็นสัญญาให้จบๆ”

“ค่ะ…” เลขาสาวสวยรับปากก่อนจะหอบเอกสารพวกนั้นกลับไปที่โต๊ะของเธอ ส่วนอนุชัยก็เร่งฝีเท้าแยกเข้าห้องกระจกที่อยู่ติดกัน ทันทีที่หยิบมือถือขึ้นมาเช็คข้อความ เขาก็ต้องหลับตาซี๊ด! ปากราวกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก สักพักก็หมุนตัวไปยืนนิ่งๆ กับผนังกระจกที่ด้านหน้าเป็นทิศของบ้าน Loft Love

(คะ…คุณนุ)

“คืนนี้ผมอาจจะกลับช้า ฝากน้าสมใจทำข้าวต้มกุ้งสำหรับชานนท์ที่เดียวพอนะครับ”

“ค่ะ ได้ค่ะ”

เมื่อวางสายเขาก็ต่อมือถือเข้าอีกเครื่อง…สัญญาณเรียกดังอยู่นาน จนเริ่มเห็นรอยกังวลจับเหนือหน้าผาก เขาเป่าลมทิ้งขณะรอ จนกระทั้งคนที่ปลายสายรับด้วยน้ำเสียงรีบรน

“นายทำอะไรอยู่” เขากรอกคำถามเกือบจะรัว

(เข้าห้องน้ำ….เพิ่งออกมา) เสียงดร.ชานนท์บอก เขาเงียบสักครู่ก่อนจะพูดขึ้นมาอีก (นายเลิกประชุมแล้วเหรอ)

“อื้อหึ!….แต่ฉันยังติดธุระอีกที่หนึ่ง คืนนี้อาจจะกลับดึกๆ หน่อย”

(นายกลับมากี่โมง โลกของฉันก็ยังเป็นสีดำอยู่ดีนั้นแหละ)

“คุณ….”

(ฮ่า ฮ่า ฮ่า…ฉันแหย่นายเล่นเฉยๆ….ไม่เป็นไรฉันอยู่ได้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก)

“อื้อ…..แล้วเจอกัน” อนุชัยวางสาย เขายืนนิ่งรับแสงสุดท้ายราวกับคนคิดไม่ตกหลายนาที “ขอโทษนะชานนท์ ฉันบอกความจริงกับนายไม่ได้…เพราะเวลานี้นายเปาะบางเกินกว่าจะรับรู้เรื่องสกปรกโสมม…ฉันต้องช่วยเขา เพราะเขาคือคนเดียวที่ฉันมี” อนุชัยพึมพำก่อนจะหันหลังกลับไปนั่งลงเก้าอี้นวมสีดำ กูเกิลแมปส์ถูกเปิดใช้งานจากคอมพิวเตอร์พีซีสั้นๆ ก่อนจะปิดและหิ้วกระเป๋าเดินออกจากห้องไปเงียบๆ

“คนชี้เป้า….ชายอาภัพ….น้องชาย….ต้องหมายถึงนาย ต้องเป็นนายแน่ ๆ” เขาพึมพำขณะลิฟต์กำลังนำดิ่งสู่ชั้น 4 เมื่อ BMW สีน้ำตาลดำวนหลุดจากตัวอาคารไปอยู่บนถนนสุขุมวิท มันก็มุ่งหน้าสู่มินบุรีทันที

………. คนชี้เป้าจะไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารสวนกวาง มินบุรี……….

………นอกพื้นที่ควบคุม………..

………. ชายอาภัพไม่รอดแน่นอน………

……….หากน้องชายไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ………..

จาก…….XXXX…….

ร้านอาหารสวนกวาง มินบุรี

เมื่ออนุชัยมาถึงร้านอาหารสวนกวางตามที่กูเกิลแมปส์นำทาง ลูกค้าภายในร้านยังบางตา จึงไม่ใช่ปัญหาที่จะสำรวจแบบไม่มีพิรุธ

“สวัสดีคะ” เสียงพนักงานสาวดังขึ้นใกล้ๆ

“ขอเปิดห้อง VIP. ก็แล้วกันครับ” เขาบอกพลางหมายตาห้องกระจกที่อยู่บนชั้น 2 เวลาเกือบจะ 6 โมงเย็น แดดก็ทิ้งเงาต้นหมากที่กำลังมีลูกสีแดงพวงใหญ่ข้ามถนนไปตกที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม “ขอเป็นชั้น 2 ห้องนั้นครับ”

“แต่ห้องนั้นแอร์ไม่เย็นนะคะ กำลังเรียกช่างมาดูนะค่ะ”

อนุชัยพยักหน้ารับทราบ “ไม่เป็นไรผมมาคนเดียวอยากเป็นส่วนตัวสักหน่อย”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามสะดวกค่ะ”

อนุชัยกระวนกระวายตั้งแต่อาหารชุดแรกยังมาไม่ถึง ข้อความเพียงไม่กี่คำแล่นวนอยู่ในหัวขณะที่สายตาก็คอยสำรวจไปรอบๆ เพื่อหาสิ่งผิดปกติ แสงสุดท้ายถูกขอบฟ้าทางทิศตะวันตกกลืนหายไปร่วมชั่วโมง ทุกสิ่งทุกอย่างภายในร้านก็ยังปกติ กระทั้งเขาสะบัดหัวให้หลุดรำคาญ

“เราเป็นบ้าอะไรวะเนี่ย!….” เมื่อเวลากำลังเดินเข้าสู่ 2 ทุ่ม ความอดทนก็สิ้นสุด เขาเอื้อมมือกดกริ่งเรียกบริกรเข้ามาเช็คบิล แต่แล้วชายร่างท้วมผิวขาวแบบคนจีนหัวล้านเลยหน้าผากไปไกลก็ปรากฏตัวที่ลานจอดรถ “อาชาญ” เขาอุทานพลางซี๊ด! ปากราวกับมีบางอย่างมาถ่วงดึง

#ก๊อกๆ….# “ขอโทษค่ะ มีอะไรสั่งเพิ่มอีกไหมคะ” เสียงบริกรสาวดังที่หน้าประตู

“ขอเบียร์ขวดหนึ่ง แล้วเช็คบิลเลยนะครับ” เขาสั่งทั้งๆ ที่ไม่ได้หันไปมอง

“ค่ะ ได้ค่ะ”

อนุชาญเลือกที่นั่งริมสุดติดกับลานจอดรถ เขาสั่งเครื่องดื่มเป็นเบียร์กระป๋องเพียงอย่างเดียว ท่าทางกระวนกระวายไม่นิ่งราวกำลังรอการมาของใครบางคน กระทั้งรถกระบะโฟวิลสีดำค่อยๆ เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบรถกระบะสีขาว แรงบีบอัดจากข้างในจึงเร่งเร้าความตื่นเต้นเพิ่มเป็น 2 เท่า

“นั้นมันรถปกรณ์นี่…..” อนุชัยอุทานจนหลังมือสั่นและเกือบจะโทรแจ้งทีมบอดี้การ์ดของบ้านสายสกุลหลายรอบ แต่สุดท้ายสติสตังที่เต้นตึบๆ ก็ห้ามเอาไว้… “ไม่ ไม่นะ…” เขาอุทานเมื่อเห็นปกรณ์เร่งฝีเท้าเข้ามาสมทบ อนุชัยพยายามหาช่องโหว่เพื่อให้ได้ยินเสียงของคนทั้งคู่แต่ก็ไม่เป็นผล กระทั้งเบียร์ที่สั่งหายไปกว่าครึ่ง…ชายลึกลับอีกคนสวมหมวกแก๊ปสีดำมีแว่นตากันแดดคล้ายจะอำพลางรูปลักษณ์ภายนอกก็ก้าวลงจากรถแท๊กซี่ที่จอดเทียบข้างถนน บทสนทนาที่ดูจะเคร่งเครียดถูกอนุชาญยกมือห้าม  เขาพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลานิดๆ ก่อนปากจะขยับ 2 – 3 คำแล้วลุกเดินจากโต๊ะ อนุชัยเดาออกทันทีว่าเขาจะไปที่ไหน แรงถีบส่งจากข้างในจึงเร่งฝีเท้าล่วงหน้าเข้าไปดักซุ้มรอในห้องน้ำพร้อมกับเปิดอัดเสียงจากโทรศัพท์มือถือราวจะตั้งรับ

“นก 2 ตัวมาถึงแล้ว สอยมันให้ร่วงทั้งคู่”

“…………….”

“อย่าให้รอดไปได้อีก…อั๊ว! ลองทุนชี้เป้าด้วยตัวเอง….หากพวกลึ! ยังพลาด เราเลิกกัน”

“…………..”

โทรศัพท์เงียบได้ไม่นาน เสียงปืนกว่า 10 นัดก็ดังรัวกลบบรรยากาศยามเย็นพร้อมกับเสียงแตกตื่นของผู้คนภายในร้าน #ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!#…..อนุชัยสะดุ้งโหยง…..

“อาชา….ลึ! ทำแบบนี้ได้อย่างไร” และเสียงของเขาก็ดังประโยคซ้ำๆ ออกจากห้องน้ำ อนุชัยเปิดประตูเดินตามด้วยท่าทีบอกไม่ถูก กระทั้งเห็นอนุชาญช้อนร่างปลวกเปียกของปกรณ์ที่อาบโชกไปด้วยเลือดมากอดเขย่าด้วยท่าทีเสียอกเสียใจให้หลายคนเห็น เขาแสดงบทนี้ได้แนบเนียนพอๆ กับดาราตัวท็อป “อาชา ลึ! ทำแบบนี้กับหลานอั๊ว! ได้อย่างไร…อาชา!….อนุชา….ลึ! มันเลวสิ้นชาติฮื้อๆ….” ละครน้ำเน่ายังดำเนินต่อไปจนกระทั้งหน่วยกู้ภัยกับตำรวจกรูเข้ามากันเขาออกไป อนุชัยจึงได้จังหวะ โทรศัพท์มือถือถูกใช้งาน เขาคุยด้วยท่าทีเคร่งเครียดและเร่งรีบกับใครบางคนสักพัก ก็หมุนตัวตามร่างโชกเลือดของปกรณ์ขึ้นไปในรถฉุกเฉิน

“คุณเป็นใครครับ” ชายอาสาของหน่ายกู้ภัยถามสั้นๆ อนุชัยจึงโยนโทรศัพท์ให้ เขาเช็คชีพจรของคนที่เพิ่งจะรู้ว่าเป็นพี่ชายแบบรีบๆ “ถ้าอย่างนั้นคุณควรจะเปลี่ยนชุดนั้นครับ” เสียงหน่วยกู้ภัยดังอีกพร้อมส่งโทรศัพท์มือถือคืนให้ อนุชัยไม่ยอมเสียเวลา เขาหยิบเสื้อฟอร์มสีขาวที่แขวนอยู่ข้างๆ มาสวมทับ

“เราต้องช่วยเขา”

“คุณเป็นอะไรกับผู้ประสบภัยครับ” เสียงแข็งๆ ถามอีก

“ผมเป็นน้องชายเขา…เราไม่มีเวลาแล้ว”

“ครับๆ…..เคลียร์พื้นที่ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด” เขาออกคำสั่งผ่านไมล์ตัวเล็กจิ๋วที่เหน็บบริเวณปกเสื้อ ทีมปฐมพยาบาลกรูกันขึ้นมาสมทบอีก 3 คน สายประคองชีพถูกงัดออกมาใช้งาน จนระโยงระยางรอบๆ ร่างที่กำลังดิ้นเร้าๆ….

“ปกรณ์ ปกรณ์ นายได้ยินฉันไหม อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ ฉันอยู่นี่ น้องชายของนายอยู่นี่…” อนุชัยจับมือเขย่าเรียกสติ กระทั้งทีมกู้ภัยนำทั้งคู่มาถึงโรงพยาบาลมินบุรี “นายต้องเข้มแข็งนะ นายต้องตั้งสติ หายใจ ปกรณ์ นายต้องเข้มแข็ง นายต้องรอด”

“คุณเป็นอะไรกับผู้ป่วยคะ” เสียหมอหรือพยาบาลไม่ทราบถามเร็วๆ อนุชัยจ้องดวงตาของปกรณ์ที่กำลังหวาดผวา “ผมเป็นน้องชายเขา”

“กรุณารอด้านนอกค่ะ”

“ฝากด้วยนะครับ ฝากพี่ชายผมด้วย” อนุชัยเกือบจะหลุดสะอื้น แต่ทันทีที่ร่างโชกเลือดถูกเข็นเข้าสู่ห้องฉุกเฉิน สภาวะเงียบงันก็ก่ออารมณ์สารพัดขึ้นข้างใน “นายเป็นอะไรไม่ได้นะ นายจะทิ้งฉันไว้คนเดียวอีกไม่ได้” ร่างโงนเงนสั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ทรุด อนุชัยรูดตัวลงตามผนังปูนก่อนจะร้องไห้ไร้เสียงโหยหวนดังก้องในโลกเงียบ กระทั้งทีมบอดี้การ์ดของบ้านสายสกุลมาถึงโรงพยาบาล

“ท่านครับ”

“พวกคุณมัวทำอะไรกันอยู่” อนุชัยคล้ายจะต่อว่า แต่สถานะคนเจียมเนื้อเจียมตัวก็ได้แค่จ้องด้วยแววตาแข็งๆ

“ขอโทษครับท่าน เขาออกนอกเขต ตำรวจพื้นที่ช้าไปหน่อย” เสียงหัวหน้าทีมออกตัว เขานำอนุชัยไปนั่งรอกับเก้าอี้ กระทั้งเวลาเกือบจะเที่ยงคืน เสียงหมอหนุ่มที่มีหน้ากากปิดบังใบหน้าก็ดังขึ้น

“คนไข้พ้นขีดอันตรายระดับหนึ่งแล้วครับ”

“เขาจะรักษาตัวโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ไม่ได้ อันตรายเกินไป” อนุชัยพูด

“ท่านครับ…”

“ผมไว้ใจคุณอีกต่อไปไม่ได้…คุณหมอครับช่วยทำเรื่องส่งตัวให้ผมที” อนุชัยหันไปพูดกับหมอหนุ่มก่อนจะยื่นเอกสารแสดงตัวตนให้ หัวหน้าทีมบอดี้การ์ดได้แต่ยืนทำใจจนกระทั้ง

“ถ้าอย่างนั้นผมจะช่วยท่านเอง….”

……….นกกาเหว่า กูก้องก้อง ร้องขับขาน ……..

………เสียงยานยาน ทางเศร้าเศร้า เคล้าโหยหวน………

……….มิใช่เสียง บอกรักรัก ปักรัญจวน……..

……..แต่โหยหวน โหนลึกลึก นึกวายปราณ……….

“นายต้องรอดปกรณ์ นายต้องรอดเพื่อฉัน”……เสียงหวอรถพยาบาลพร้อมแสงไฟฉุกเฉินนำทางหายเข้าไปในความมืดทีละส่วน ถนนวงแหวนตะวันออกมุ่งหน้าสู่ อำเภอบางปะอิน หลังเที่ยงคืนรถบางตา โคมไฟสีเหลืองบนหอสูงสาดฉายราวกับดาวดวงหนึ่งประดับฟ้า กระนั้นอนุชัยที่นั่งไปกับรถพยาบาลคันนั้นก็ยังมองไม่เห็น เขาไม่เห็นสิ่งใด ลืมเวลา ลืมทุกสิ่งกระทั้งมาถึงโรงพยาบาลเอกชนในเมืองเล็กๆ อันเป็นเป้าหมาย เมื่อทีมแพทย์พยาบาลนำร่างของชายที่เพิ่งรู้ว่าเป็นพี่ชายในสายเลือดเข้าสู่ห้องฉุกเฉิน เขานั่งรอกับเก้าอี้ด้านนอกกระทั้งแสงแรกสีวะนิลาเริ่มต้นที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ร่างบนเตียงสีขาวก็ถูกเข็นออกมาขึ้นสู่ห้องพิเศษที่อยู่บนชั้น 3 ดวงตามัวๆ ของคนที่เพิ่งจะรู้ว่าเป็นพี่ชายแท้ๆ จึงได้ลืมขึ้น

“อนุชัย” ปกรณ์เรียกระดับเสียงกระซิบ อนุชัยสะดุ้งนิดๆ แต่ก็เผยความยินดีอย่างแจ่มชัด

“หือ!….” อนุชัยเข้ากุมมือพลางยิ้มบางๆ ให้ “นายต้องพักผ่อน”

“ฉันดีขึ้นบ้างแล้วละ”

“แต่นายก็ต้องนอนนิ่งๆ ไม่อย่างนั้นแผลจะปริ….” อนุชัยบอกพร้อมกับจ้องใบหน้าเรียวๆ ซีดๆ ไม่กระพริบ “นายรู้มานานแล้วใช่ไหม….” อนุชัยหลับตานึก “ฉันหมายถึงเรื่องของเรา 2 คนนะ”

ปกรณ์พยักหน้ายิ้ม… “ฉันดีใจมาก”

“ฉันรู้….ฉันรู้….”

“นายควรจะพักผ่อนบ้าง….ดูตาของนายซิ!….”

“นายเองก็ต้องพักผ่อนเช่นกัน….พี่ชาย” อนุชัยเอ่ยคำสุดท้าย ทั้งคู่จ้องตากันจนคล้ายจะเรียกน้ำตา แต่…..

“ไม่เอา ไม่เอา…เราเพิ่งรู้จักกันแท้ๆ อย่าให้มีน้ำตาเลยนะน้องชาย เข้มแข็งไว้ พี่ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก” ปกรณ์พูดกึ่งจะปลอบ

“ทำไมนายถึงไปพบเขา….ฉันหมายถึงอาชาญนะ” อนุชัยถาม

ปกรณ์ส่ายหน้าเบื่อหน่ายให้เห็น “ฉันอยากให้เรื่องมันจบๆ….”

“หมายความว่าอย่างไร” อนุชัยถามพลางขยับเก้าอี้ชิดขอบเตียงมากขึ้น

“ฉันแจ้งกับทนายอำพลเรื่องจะขอสละสิทธิ์ในพินัยกรรมของบ้านตระกูเชาว์ แต่ดันเกิดเหตุขึ้นเสียก่อน”

“หา!…..”

“ใช่! ฉันตั้งใจจะสละสิทธิ์จริงๆ ทรัพย์สินเงินทองสำหรับฉันล้วนเป็นเรื่องรองจากความจริงที่ฉันอยากจะรู้….ฉัน ฉัน”

อนุชัยเห็นอาการสะอึกจึงตบหลังมือเขา “พอเถอะ…นายต้องพักผ่อนแล้วละ”

“อนุชัย ฉันเพียงแต่อยากประกาศให้ทุกคนรู้ว่าฉันมีตัวตน ฉันมีที่มาที่ไป และฉันก็มีญาติ มีน้องชาย มีหลานเหมือนชาวบ้านชาวเมืองก็เท่านั้นเอง”

“ฉันเข้าใจ และฉันก็รู้แล้วด้วย….พี่ชาย”

“นายกอดฉันที” ปกรณ์พูดจนเสียงหายลงลำคอ อนุชัยจ้องด้วยแววตาฉ่ำๆ ก่อนจะล้มตัวลงกอดรอบเอว ปกรณ์ใช้มือข้างที่สะดวกลูบหัวเขาด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยพบเจอ จนน้ำตาไม่สามารถก็ทะลักทะลาย…อนุชัยนิ่งหลับความอบอุ่นทั้งมวลก็อยู่รอบๆ เอวเหนือหน้าท้องราว 10 เซ็นติเมตร

“ฉันเกือบจะฆ่านาย เกือบฆ่าน้องชายคนเดียวของตัวเอง….ฉันเลวขนาดนั้นได้อย่างไรกัน อนุชัย อนุชัยน้องรัก” เขาพึมพำขณะหลับตานิ่งๆ….ในที่สุดฤทธิ์ยาก็ทำให้เขาหลับไปอีกคน….

อีกฝ่าย

เมื่อ อนุชาญ เชาว์ จบจากให้ปากคำกับตำรวจในพื้นที่ เขาก็ออกควานหาตัวปกรณ์ทันที ครึ่งวันผ่านไปกับการตระเวนเช็คตามโรงพยาบาลในรัศมี 10 กิโลเมตรแต่ก็ไม่เจอ…

“มันหายหัวไปไหนของมันวะ” เขาพึมพำอยู่เบาะหลังรถเบนซ์ สักครู่ “กลับไปที่สถานีตำรวจอีกครั้งซิ!….”

“ครับนายชาญ” คนขับรถรับปากสั้นๆ ก่อนจะสตาร์ทรถวนกลับทางเดิม ขณะเดียวกันเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น

“ฮัลโหล” อนุชาญตอบด้วยน้ำเสียงรำคาญ

(เราเช็คข้อมูลจากหลายๆ หน่วย แต่ยังไม่เจอเลยครับ)

“เจอไม่เจอ…อั๊ว! ไม่สนใจ อั๊ว! อยากรู้เพียงว่ามันตายรึไม่เท่านั้น…สั้นๆ…”

(แม้แต่….)

“หุบปาก…คนทั้งคนจะหายตัวไปได้อย่างไรวะ….ตามหาแล้วเอาศพมาเบิกเงินก้อนสุดท้ายซะ เราจะได้จบๆ กันเสียที อั๊ว! รำคาญพวกลึ!เต็มทนแล้วรู้ไว้ซะด้วย”

(…………..)

“ฮัลโหล ฮัลโหล ฮัลโหล….แม่งเอ้ย! กล้าดีอย่างไรถึงได้ตัดสายอั๊ว! ไปเฉยๆ ไอ้พวกฉิบหาย”

เมื่อทุกอย่างภายในรถเงียบ 10 นาที เสียงคนขับรถก็ดังขึ้น

“นายชาญ หรือว่านายน้อยจะยื่นมือเข้ามาช่วย”

“มันรู้แล้วเหรอว่าไอ้คนขับรถของนังแพศยาเป็นพี่ชายแท้ๆ ของมัน” อนุชาญถามกลับด้วยอารมณ์โมโห

“ได้ข่าวว่านายน้อยยังติดต่อกับทนายอำพล ไม่แน่……”

“ถ้าอย่างนั้น ลึ! ลองหานักสืบสืบเรื่องนี้ให้อั๊วหน่อย…..หากความสัมพันธ์ของมันทั้งคู่เชื่อมโยงถึงกัน ไอ้คุณชายบ้านสายสกุลก็ต้องมีส่วนรู้เห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

“ครับ ได้ครับ….”

“ถ้าอย่างนั้นเราวนรถกลับไปรอที่บ้านดีกว่า ตำรวจพวกห่านี้ไม่ยอมบอกเราแน่ๆ” อนุชาญออกคำสั่งจากเบาะหลังอีก

“ครับ ได้ครับนาย”

และขณะที่รถยนต์กำลังทำความเร็วอยู่บนทางด่วน เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าก็ดังขึ้นมาอีก

“ฮัลโหล….พวกลึ! กล้าดีอย่างไรถึงได้วางสายใส่อั๊ว!” อนุชาญกรอกน้ำเสียงโมโหสุดขีด จนใบหน้าคล้ำๆ แบบคนไม่ได้นอนแดงเป็นสีเลือด “ พวกลึ! มัน มัน…..”

(สัญญาณไม่ดี…เราได้ข่าวใหม่ล่าสุดมาจากหนึ่งในทีมกู้ภัยเมื่อคืน) เสียงตอบกลับทำให้อนุชาญสงบลง เขานิ่งจนลมหายใจกลับสู่สภาวะปกติ (ได้ยินไหมครับ)

“เออ….ว่ามา”

(หน่อยกู้ภัยบอกมีชายคนหนึ่งอ้างตัวเป็นน้องชายนำตัวเขาออกนอกพื้นที่หลังเที่ยงคืน….เวลานี้คนของผมกำลังติดตามอยู่ว่าเขาเอา DEATH04PK ไปรักษาตัวที่ไหน)

“นั้นแสดงว่า….มันยังไม่ตาย” อนุชาญลงเสียงต่ำแบบคนคาดคะเน

(เราก็คิด….เออ…..)

อนุชาญสวนกลับในลมหายใจเดียวกัน “ตามหามันให้เจอแล้วฆ่าทิ้งทั้งคู่”

(ขอให้เจอเถอะ เราไม่ปล่อยแน่นอน สบายใจได้)

“หึ!…..ให้อั๊ว! เห็นศพมันก่อนเถอะถึงค่อยพูดคำนี้…ไปจัดการได้แล้ว” อนุชาญเสียงแข็งก่อนใบหน้ายับยู่ยี่ราวกระดาษหลังชำระจะเปิดเผยรอยยิ้มเหี้ยมๆผ่านกระจกหลังให้คนขับรถเห็น…. “ลึ!….ไม่ต้องเสียแรงแล้วละ ต่อจากวันนี้คุณชายบ้านสายสกุลก็ต้องเจอกับอั๊ว หึๆ…แส่หาเรื่องดีนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ที่โรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดแห่งหนึ่ง…

แดดสีขาวหลังม่านสีฟ้าปลุกอนุชัยตื่นจากเตียงเล็กๆ ที่อยู่อีกฟาก ปกรณ์นอนกึ่งนั่งจากเตียงที่พยาบาลเพิ่งปรับระดับจ้องไปที่เขากว่าชั่วโมง รอยยิ้มอุ่นๆ อ่านวงหน้าหลับลึกกระทั้งเห็นร่างกายขยับ…..

“ตื่นแล้วเหรอ…..”

อนุชัยลุกนั่งผงกหัวให้ “กี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย” เขาไม่กึ่งถามพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “เกือบเที่ยงแล้วรึ”

“นายโทรบอกคุณชายรึยัง”

อนุชัยมองปกรณ์ด้วยท่าทีตกใจ “เออ…ฉันลืมไปเลย”

“ไปโทรบอกเดี๋ยวนี้เลย….” ปกรณ์เร่ง แต่ก็อดซี๊ด!ปากเพราะเจ็บแผลไม่ได้

“จะให้ฉันบอกเขาว่ามาเฝ้าผู้ชายอีกคนเนี่ยนะ….ชานนท์เล่นฉันตายแน่ๆ” อนุชัยก้มหน้าสีดำราวกำลังคิด

“คุณชายยังไม่รู้เหรอว่าเราเป็นพี่น้องกัน…” ปกรณ์ถามเร็วๆ อนุชัยส่ายหน้าตอบ “ถ้าอย่างนั้นนายก็ต้องรีบบอก ก่อนคุณชายบ้านสายสกุลจะมาเล่นงานฉัน โอ้ย!…..” ปกรณ์ร้องเสียงดัง อนุชัยจึงกระโจนเข้าไปสำรวจแผลใต้ผ้าก๊อซที่พันอยู่รอบๆ ตัว

“นาย…”

“ไม่เป็นไร ฉันเผลอพลิกแรงไปหน่อย…แต่อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับดวงละ….” ปกรณ์พูดจบก็เงียบ อนุชัยนิ่งรอเหตุผล “แบบฉันกลัวว่าเธอจะเป็นห่วงนะ”

“แล้วที่นายหายไปเฉยๆ แบบเนี่ย เจ้ดวงจะไม่ห่วงรึไง….” อนุชัยย้อนกลับ….

ปกรณ์นิ่งคล้ายกำลังใช้ความคิด “ให้ฉันดีขึ้นกว่านี้ก็แล้วกัน….แต่นายต้องโทรบอกคุณชายตอนนี้เลยเข้าใจไหม”

“อื้อ! แต่ฉันจะบอกกับชานนท์อย่างไรดีละ….” อนุชัยพูดก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในห้องน้ำ (นายจะตื่นรึยังหนอ….หรือว่า…..นายยังไม่หลับ…..หรือว่า…..ไม่ ไม่…..นายเข้มแข็งอยู่แล้วนี่…..ฉันจะบอกอย่างไรดีนายถึงจะไม่เครียด ไม่กังวล….หรือยิ่งฉันเงียบ นายก็ยิ่งคิดมาก ยิ่งจมเครียดเพราะฉัน…ชานนท์….ชานนท์ ฉันจะบอกนายอย่างไรดี จะพูดกับนายอย่างไรดี…..)

จบ อนุชาย2 บทที่22 กลิ่นความตาย

ลิงค์ผู้สนับสนุน

loading...