คุณนายซาอุฯ บทที่ 5

ข้อตกลงผูกมัด
ข้อตกลงผูกมัด คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 4

ข้อตกลงผูกมัด

เช้าวันต่อมาที่ม้านั่งหินอ่อนภายในบริเวณบ้าน โรงสีข้าวและร้านค้าของเจ๊กเตี้ยที่เสมือนซุบเปอร์มาเก็ตประจำหมู่บ้าน แดดบางๆ สีน้ำนมผสมครีมก็อาบซุ้มประตูทางเข้าวัดโคกอีรวยที่เกือบจะผุพังไปตามกาลเวลาให้เด่นสว่างขึ้นมา ขอบตัวหนังสือสีทองบนแผ่นปีกไม้เก่าๆ สะท้อนแสงวิบๆ วับๆ มาถึงม้านั่ง จนทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงมาใช้บริการในช่วงเวลานี้  แต่สำหรับ 2 หนุ่มสาว 2 ครอบครัวก็ยังแต่งตัวราวกับจะไปเที่ยวงานวัดมานั่งไม่พูดไม่จา นานๆ พวกเขาต่างสลับกันถอนหายใจทิ้งยาวๆ ราวกับมีเรื่องขับข้องหมองใจที่ไม่อาจพูดได้ ไม่นานชายวัยกลางคนรูปร่างไม่สูง ขาวตี๋สไตล์คนจีนก็นุ่งผ้าขาวม้าเปิดพุงเดินถือเหยือกน้ำดื่มเข้ามาให้ จนวารีที่นั่งริมสุดเดินเข้าไปช่วย

“เจ๊กเตี้ยใจดี อารมณ์ดีตลอดเวลาเลยเนาะ” ทิดไซนั่งติดภรรยาเอ่ยทักเป็นคนแรก ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะรัวๆ ติดๆ สั้นๆ ดังขึ้น

“ฮะๆๆๆๆ พวกสูซิไปใสกันแต่เซ่า (พวกคุณจะไปไหนกันแต่เช้า)” เจ๊กเตี้ยถามพร้อมกับเดินส่ายพุงกลมๆ อ้อมไปทางกรงนกแก้ว นกตัวโปรดที่ชอบแหกปากว่า “เจ๊กเตี้ยผีบ้า…เจ๊กเตี้ยผีบ้า” ทุกครั้งที่มีคนเดินผ่านจนเป็นที่ขบขันไม่จบสิ้น รวมทั้งเวลานี้ด้วย “เจ๊กเตี้ยผีบ้า เจ๊กเตี้ยผีบ้า เจ๊กเตี้ยผีบ้า”

“ฮ่า ฮา ฮ้า…แม่นผู้ใดสอนมัน” ทิดทองถามอย่างคนอารมณ์เพิ่งจะดีขึ้น

“โอ้ย! บักห่าจ่อยผัวอีบัวไหล…มันมาเฮ็ดงานในโรงสีสอนทุกมื้อ…กูสิบ้าตาย ฮะ ฮะ ฮะ”  ตบท้ายเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์เช่นเดิม

“เออ…ดีเนาะข่อยสิหาไปเลี้ยงไว้ที่บ้านสักตัว เผื่ออีด่าง (หมา) จะสอนมันเห่าไล่คนมั่ง” ศรีพูดลอยๆ จนทำให้เจ๊กเตี้ยหัวเราะยาวจนไอโขกๆ ตบท้าย

“เข้าท่า….เดี๋ยวจะให้บักจ่อยมันสอน…”

“โอ้ย! พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยเอ้ย บักจ่อยมันบ่แม่นหมา (ไม่ใช่หมา) กลับมาสิฟ้องอีบัวไหลก่อนน่า! ฮ่า ฮา ฮ้า อยากหัวเราะ” ทิดไซพูดพร้อมกับเดินเข้าไปยืนฝั่งตรงข้ามกับเจ๊กเตี้ยพร้อมกับดีดนิ้วให้นกแก้วขานรับ ขณะเดียวกัน ศรีผู้เป็นภรรยาก็เรียกชื่อสามีหวังจะขอปากกาที่เหน็บในกระเป๋าเสื้อ

“ทิดไซ”

“ทิดไซผีบ้า ทิดไซผีบ้า ทิดไซผีบ้า ทิดไชผีบ้า” นกแก้วแสนรู้ก็ร้องขึ้นเสียงดังติดกันหลายครั้ง จนทำให้คนทั้งหมดหัวเราะงอหายน้ำตาเล็ดน้ำตาล่วงไปตามๆ กัน

“ฮ่า ฮา ฮ้า บักทิดไซ โดนเข้าแล้ว ฮ่า ฮ้า ฮ้า ฮ่า”

“ห้วย!…จับลาบกินมื้อแลงซะบ่ นกขี้ข้าตัวนี้แหม ฮ่า ฮา ฮ่า”

หลังเช็ดน้ำหูน้ำตาจนอิ่มแล้ว เจ๊กเตี้ยจึงเอ่ยถามประโยคเดิมขึ้นอีก “แม่นว่า..พวกสูสิพากันไปไสเกาะ (ตกลงว่าพวกคุณจะไปไหนเหรอ)”

“โอ้ย!….อยู่บ้านเฮามันอึดมันอยากโพด (มันอึดมันอยาก=มันลำบากเกินไป) กะว่าสิพากันแล่นเรื่องไปเฮ็ดงานประเทศซาอุฯ นั้นละพ่อใหญ่” วารีเป็นคนบอก พร้อมกับจิปากหันไปสบตากับสามี

“โอ่ บักทิดทองนี้ติสิไปนะ” เจ๊กเตี้ยถามพลางเดินเข้าไปหาทิดทองพร้อมกับตบไหล่ 2 ที

“แมน บักทิดไซบักทิดดอนผัวอีไรนำ (นำ=ด้วย)” ศรีพูดบ้าง ก่อนหยิบปากกาจากสามีมาเขียนชื่อตัวเองในเอกสาร

“สูกำลังถ่าอีไรบ่ (พวกคุณกำลังรออีไรเหรอ)”

“เออกะถ่าอีนางเอกกับบักพระเอกนั้นละ เป็นหยังมันจังมาซ่าแท้ (ซ่า=ช้า)”  ศรีตอบพลางตั้งคำถามกับตัวเอง

“นั้นเด่ มันออกมาพอดี….”  และเจ๊กเตี้ยก็ชี้มือบอกเมื่อเห็น 2 ผัวเมียเดินอี๋อ๋อเกาะแขนกันมาตรงทางแยก

“พวกสูเฮ็ดหยังกัน….เป็นหยังมาซ่าแท้ (พวกคุณทำอะไรกันอยู่ หึ! ทำไมมาช้าจังเลย)” วารีตะโกนถาม ขณะที่แดดเริ่มจะแรงมากขึ้น

“อีไรมันสั่งเสียข่อยอยู่” ทิดดอนป้องปากตะโกนบอก จนไรราหน้าแดงทุบแขนสามีตัวเองด้วยความเขินอาย

“บอกเขาเฮ็ดหยังอ้ายทิดดอนนะ (บอกเขาทำไม)” ไรรากระซิบพร้อมกับตบหลังไหล่สามีแรงๆ อีก 1 ที

“พวกห่าขั่วสู…กูว่าแล้ว” ศรีกดเสียงต่ำกับวารีพร้อมกับหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน

“ไป ไป ฟ้าว (รีบ) ออกเดินทางเถอะเดี๋ยวแดดสิฮ้อน (เดี๋ยวแดดจะร้อน)” ทิดไซบอกเพื่อนและทั้งหมดจะบอกลาเจ๊กเตี้ยที่กำลังจะหันหลังเดินเข้าร้าน

“เออๆ…โชคดี ขอให้ร่ำรวย มีเงินมีคำ (มีคำ=มีทองคำ) หลายๆ”

“ขอบใจหลายพ่อใหญ่เจ๊กเตี้ย ไปก่อนเด้อ”

“เออ…ไป-มาปลอดภัย”

“ขอบใจ ขอบใจหลายๆ”

แดดเริ่มจะแรงขึ้นทุกขณะแต่ร่มใบของกอไผ่ที่สูงปิดฟ้า ต้นชาติใบหนาและต้นกรุงใบใหญ่ราวกับหูช้างก็บังแดดแทนร่มให้คนทั้งกลุ่ม ทางเกวียนโบราณแคบๆ ไม่ถึง 6 ศอกที่มีทรายสีชมพูแดงรองรับฝ่าเท้าทำให้อุ่นจนร้อนถ้าสายกว่านี้ แต่ร่มต้นขนวนใหญ่เลยศาลปู่ตาประจำบ้านโคกอีรวยก็ยังร่มรื่นจนอยากจะหยุดพักสักครู่

“ฟ้าวๆ (รีบๆ) เถอะไร หมู่เขา (เพื่อนๆ) เดินไปไกลแล้ว” ทิดดอนเร่งเมีย จนไรราต้องทำเป็นวิ่งให้เห็น

“ต้นขนวนใหญ่ดอนปู่ตาน่าเอาสาด (เสื่อ) มาปูนอนเนาะอ้ายทิดดอน”

“เออๆ…ฟ้าวเถอะ บักทิดทองกับอีวาไปถึงส่างน้ำพ่อใหญ่นิวแล้ว (ส่างน้ำ=บ่อน้ำ)”

“โอ้ยน้อ…กะฟ้าว (รีบ) อยู่นี้ละ…ไปๆ”

อีก 2 ชั่วโมงทั้งหมดก็มาหยุดที่บึงน้ำขนาดใหญ่ที่พวกเขาเคยมาลงอาบเมื่อตอนมาเที่ยวงานบุญพระเจ้าใหญ่เมื่อหลายปีก่อน วารีกับศรีนั่งยองๆ กับพื้นโดยมีทิดทองเอาผ้าขาวม้าที่มัดเอวมาด้วยพัดกระพือเอาใจจนถูกไรราที่ยืนอยู่กับทิดดอนถึงกับจ้องตาขวาง

“โอ้ย!…ผัวเผิ่นจังแมนดีเนาะ (สามีชาวบ้านทำไมดีอย่างนี้) ผัดผัวเจ้าของแค่สิเช็ดหน้าให้ก็บ่มี” ไรราแดกดันพลางกระเง้ากระงอดอยู่ข้างๆ

“กูบ่ถีบกะดีแล้วตั๊ว (ถูไม่ถีบก็ดีขนาดไหนแล้ว) โอ้ยฮ้อนเด่” ทิดดอนพูดลอยๆ แบบคนไม่เอาจริง ยิ่งทำให้ไรราออกอาการหนักกว่าเดิม

“ไอ้ทิดดอนนะ…..”

“โอ โอ๋….” ทิดดอนดึงเมียเข้ามากอด “กลับไปสิจัดให้ 2 ดอก”

“น้าน! (นั้นแน่!) พวกห่าขั่วสู (ห่าขั่ว ประมาณ พวกบ้าหรือคนผีทะเล)” เสียงศรีดังขึ้นจากด้านล่างตามด้วยเสียงหัวเราะจากวารีจนไม่มีท่าทีจะจบลงง่ายๆ…

“ฮ่า ฮา ฮ้า ฮ่า”

“ไปๆ เซาเหมื่อยแล้วเดินต่อเดี๋ยวมันสิเที่ยง (เซาเหมื่อย=หายเหนื่อย)” ทิดไซเร่งเพื่อนๆ จึงทำให้ 2 สาวที่นั่งอยู่กับพื้นลุกเดินตามชายหนุ่มไปติดๆ

ที่เจริญค้าไม้สี่แยกตลาดประจำอำเภอ ต้นปี พ.ศ.2523

ทันทีที่สวัสดิ์มองเห็นเพื่อนทั้ง 6 คนเดินตากแดดตรงมายังร้าน เขาก็ยกมือโบกทักทายพร้อมกับตะโกนเข้าไปในร้านเสียงดัง

“ดา เตรียมน้ำเตรียมท่าไว้ให้หมู่เฮาแน….มาถึงกันแล้ว”

“มาถึงกันแล้วติ กำลังถ่า (รอ) อยู่เลย มา มา เข้ามาด้านใน เฮาได้ขนมบักตาลมาจากพยัคฯ แซ้บแซบ (พยัคฯ= อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ปัจจุบัน) พวกผู้หญิงต่างเดินหายเข้าไปในครัว และทักทายแม่ของสวัสดิ์ที่นั่งอยู่ตรงนั้น ส่วนพ่อยังไม่ลงมาจากด้านบน เมื่อสาวๆ หนุ่มๆ กินขนมตาลดื่มน้ำกันจนหายเหนื่อยแล้ว พ่อสวัสดิ์ก็เดินลงมาทักทาย ก่อนจะเดินไปนั่งข้างภรรยาที่เดินไม่ค่อยไหวปล่อยให้เป็นหน้าที่ของดาและสวัสดิ์ดูแล

“พวกเฮาไว้ใจโตเด่ดา ถึงได้มาหา (โต= แทนนำหน้าคนที่เป็นเพื่อนรัก)” วารีเอ่ยนำร่อง

“บ่เป็นหยัง (ไม่เป็นไร) เดี๋ยวจะช่วยดูให้ ผัวบ่ได้ไปทำงานซาอุฯ แต่เมียก็อยากเป็นคุณนายซาอุฯ กับเขาอยู่เด่ ฮ่า ฮ่า ฮ้า” ดาพูดติดตลก… “ใสโฉนดที่ดินนะ (ใส=ไหน) เอามาเบิ่งซิ (เบิ่ง=ดู)”

“นี้ของกูมีแค่ 2 แปลงเองเด่ อันนี้เป็นที่นาทุ่งบ้านมะกอก 10 ไร่ 2 งาน”  ไรราส่งโฉนดที่ดินให้ดาเป็นคนแรก ก่อนสวัสดิ์จะรับไปดูอีกคน

“ของกูกะมี 2 แปลงเหมือนกันนั้นละ” ศรีตาม ก่อนวารีที่นั่งเงียบจะยื่นต่อให้ สวัสดิ์รับไปพิจารณาก่อนจะเดินวนเข้าๆ ออกๆ ประตูหลังเพื่อไปถ่ายเอกสารออกมาวางเรียงกันเป็น 3 ชุด

“แล้วค่าเดินทางเด่…เขาคิดกับพวกโต (พวกคุณ) คนละจักบาท” ดาถาม

“เผิ่น (เขา) ว่าเอาหัวละแสนสองพู้นแล้ว” ทิดไซเสริม

“บ้านส้มกบ เผิ่นกะมาเฮ็ดเรื่องอยู่นี้ละเผิ่นเอาหัวละแสนห้าพู้นนะ…แล้วพวกหมู่โตจะเอาเงินคนละจักบาทละถึงสิพอ”

การเจรจาพูดคุยเป็นไปอย่างเงียบๆ หลายคนหน้าดำคล่ำเครียดๆ กระทั้งจบลงเวลาบ่าย 3 โมงพอดี สวัสดิ์กับดาจึงหาข้าวหาน้ำออกมาให้กิน เมื่อทุกคนอิ่มท้องการร่ำลาจึงได้เริ่มต้น

และเมื่อขบวนของหนุ่มสาวบ้านโคกอีรวยจากไปแล้ว พ่อกับแม่สวัสดิ์ที่แอบนั่งฟังอยู่ด้านในก็อมยิ้มคล้ายๆ กำลังคิดบางอย่างอยู่ในใจ

ตะวันเริ่มอ่อนแสงลงทุกขณะ การเดินทางกลับที่ไร้เสียงพูดคุยกินเวลาไม่นานเท่าขามา ความฝันเริ่มต้นแบบจริงๆ จังๆ ในขณะที่ตะวันคล้อยต่ำละเลียดไปกับยอดไม้ ร่มเงาตลอดทางเกวียนไม่ทำให้ร้อนมากนัก ทุกคนต่างมุ่งหน้ากลับสู่บ้านโคกอีรวยด้วยความหวังมากมาย คุณนายซาอุฯ ในมโนภาพของผู้หญิง 3 คนที่เดินตามก้นสามีจะแตกต่างหรือเหมือนกันเช่นไรน้อ พวกเธอคิดอะไรกันอยู่ รอยยิ้มที่ฉายออกมาให้เห็นเป็นระยะๆ ตลอดทางเกวียนกว่า 7 กิโลเมตร จะเป็นรอยยิ้มของคุณนายซาอุฯ จริงๆ หรือเปล่า อนาคตที่ดำมืดเท่านั้นจึงจะตอบได้….

ค่ำแล้ว ทางเข้าสู่บ้านโคกอีรวยก็ดำมืด ยิ่งเมื่อยามต้องเดินผ่านตันขนวนใหญ่ 2 ต้นก็ยิ่งมองทรายสีชมพูแดงใต้ฝ่าเท้าแทบไม่เห็น เมื่อทั้งหมดเดินมาถึงศาลปู่ตาที่เห็นอยู่ลิบๆ ทั้ง 6 ก็ยกมือไหวก่อนไรราจะหลุดพูดขึ้นเสียงดัง

“สาธุ ถ่าบักทิดดอนได้ไปเฮ็ดการเฮ็ดงาน (ทำการทำงาน) ที่ประเทศซาอุฯ กับเขา ลูกจะมาเลี้ยงไก่กับเหล้า สาธุ สาธุ สาธุ”

“ข่อยนำ…สาธุ” ศรีตามสมทบอีกคนก่อนจะตบท้ายด้วยวารีที่ทำปากขมุบขมิบแบบคนไม่อยากเปิดเผย

“ไป ไป แยกกันกลับบ้านไผบ้านมันกันเถอะ ปานนี้บักแดงมันฮ้องหาพ่อแล้ว”

“ไปๆ พ้อกันมื้ออื่นเด้อ (เจอกันวันพรุ่งนี้นะ)”

……..

จบ ข้อตกลงผูกมัด คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 5