คุณนายซาอุฯ บทที่ 1

คุณนายซาอุฯ1


คุณนายซาอุฯ1 งานวัดพระเจ้าใหญ่ (ฉบับบ้านโคกอีรวย)

คุณนายซาอุฯ1

บทที่ 1 งานวัดพระเจ้าใหญ่

พ.ศ.2510 หมู่บ้านเล็กๆ ไม่ถึง 50 หลังคาเรือนที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าเต็งรังทางภาคอีสานตอนล่างห่างจากแม่น้ำมูลไม่ถึง 10 กิโลเมตร ป้ายชื่อเป็นเพียงแผ่นปีกไม้กลางเก่ากลางใหม่เขียนด้วยอักษรภาษาไทยประดิษฐ์สีขาวที่เกือบจะลบเลือนสั้นๆ ว่า “บ้านโคกอีรวย” แดดใกล้เที่ยงกลางฤดูหนาวอาบอุ่นดันสีน้ำนมครีมๆ แทรกผ่านกิ่งก้านของป่าเต็งรังสูงทิ่มฟ้าที่โรยใบทิ้งราวกับซากยืนต้นตายแล้งโอบล้อมหมู่บ้านแห่งนี้ไว้ทุกด้าน มองเผินๆประหนึ่งไร้สิ่งมีชีวิตอาศัยตลอดแนวใต้กิ่งก้านที่มองทะลุผ่านได้ไกลสุดสายตา แต่เมื่อเดินตามทางเกวียนเล็กๆกว้างไม่ถึง 6 ศอกที่รองพื้นด้วยทรายสีชมพูแดงผ่านต้นขนวนใหญ่สูงรกครึ้มสีเขียวมืดๆ (ต้นขนวนเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผิวเปลือกสีเทา ใบเล็กแต่ดกหนาทึบตลอดทั้งปี) ผ่านดินดอนที่มีศาลปู่ตาตั้งอยู่ ภาพบ้านเรือนไทยอีสานนอกชานกว้างๆ บันไดชัก หลังคาสังกะสีเก่าๆ ที่กระจายทอดยาวไปตามทางเส้นนั้นก็จะปรากฏให้เห็น เล้าไก่ คอกวัว-คอกควายใต้ถุนบ้านยกสูงก็จะโชยกลิ่นอับๆ อันเป็นเอกลักษณ์ออกมาทักทายสไตล์บ้านโคกโนนเนิน…คงมีแต่บ้านเจ๊กเตี้ยที่อยู่หน้าทางเข้าวัดโคกอีรวยหลังเดียวกระมังที่เป็นบ้านปูนครึ่งไม้หลังคามุงกระเบื้องสีปูนกึ่งเก่ากึ่งใหม่พอให้ระลึกถึงซุบเปอร์มาร์เก็ตขึ้นมาในหัวได้บ้าง ถ้าจะว่าไปแล้วบ้านของเจ๊กเตี้ยก็เป็นซุบเปอร์มาร์เก็ตประจำบ้านโคกอีรวยจริงๆ นั้นแหละ ด้วยความที่แกเป็นคนอัธยาศัยดี เสียงหัวเราะก็จะดังให้ได้ยินไม่ขาดระยะ จึงเป็นที่นิยมชมชอบของคนทั้งหมู่บ้าน…

และในเวลาเดียวกัน ณ มุมหนึ่งของบ้านโคกอีรวย

“อิ อีศรี…มึงไปได้ผ้าสิ้นตีนแดงตง (ผ้าสิ้น=ผ้าถุง, ตง=ผืน) นี้มาจากใส (ไหน) แม่นงามแท้ๆ อีห่าคั่วมึง (อีห่าคั่ว=ทักทายประมาณเพื่อนซี้เพื่อน LOVE นะครับ)” เสียงสาวสวยใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีดำย้อมมะเกลือชื่อ ไรรา อายุ 17 จะย่าง 18 ก้มๆ เงยๆ ลูบๆ คลำๆ อยู่กับผ้าถุงที่เพื่อนสาววัยเดียวกันหน้าแหลมคมตัวเล็กกว่าชื่อ ศรี เอาออกมาอวดโชว์ให้เห็น ศรียืนยิ้มอย่างภาคภูมิอยู่สักพักก่อนจะพูดด้วยเสียงต่ำๆ แหลมๆ สมกับใบหน้าว่า

“อีแม่ได้ลายนี้มาจากบ้านส้มกบติดลำมูลพู้น (พู้น=บอกระยะทาง ประมาณ…โน้น)…กูเลยลองต่ำ (ทอผ้า) เมื่อปีกลาย (ปีก่อน) มึงกะเห็นอยู่บ่แม้นติ (เธอก็เห็นไม่ใช่หราหะ!)”

“มึงต่ำกี่ตง (เธอทอกี่ผืนยะ!)…ขอกูซื้อนำแน (นำแน= ด้วย) งามปานนี้กูสิใส่ไปเที่ยวงานบุญพระเจ้าใหญ่บ้านหัวแฮดคืนนี้”

“อีไร…มึงสิไปเที่ยวงานพระเจ้าใหญ่คืนนี้บ่”

“เออ แม่นแล้ว (ใช่แล้ว) ไอ้ทิดไซให้กูมาซวน (ซวน=ชวน) มึงไปนำกัน (ด้วยกัน)” ไรราก้มกระซิบข้างหูก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะคริ คริ ดังในโพรงอุ้มมือราวกับเป็นความลับสุดยอด “ไอ้ทิดดอนกะไปนำกันแม่นบ่ (แม่นบ่=ใช่ไหม)”

“อีดา อีวารี ไอ้ทิดทอง บ้านโนนทุ่งกะไปคือกัน…เลยให้กูมาซวน (ชวน) มึง ฮิ ฮิ ฮิ”

“อีวารีกับไอ้ทิดทอง…เหลือแต่อีดาบ่มีคู่กับเขา มันสิไปนำเฮาบ่ละ (เฮา=เรา)”

“ไป…เพราะไอ้ทิดดอนมันนัดลูกชายเสี่ยเจริญค้าไม้ในตลาด กะว่าจะให้มันได้กัน”

“ห้วย (หึ!) มันสิแมนอยู่บ่ (มันจะใช่ไหมละตะเอง)”

“แมนบ่แมน (ใช่ไม่ใช่) มันอยู่ที่อีดา ส่วนคุณสวัสดิ์นะแอบมักอีดามาโดนเติบแล้ว (โดนเติบ=นานพอสมควรแล้ว)”

“ห้วย (หึ!) เป็นหยังข่อยบ่ฮู้ (รู้) เรื่อง”

“กะมึงต่ำแต่หูกอยู่กับบ้านสิฮู้เรื่องกับเขาบ่ละ (ต่ำ=ทอผ้า หูกคืออุปกรณ์ทอผ้าของชาวอีสาน)”

“เออๆ….แต่กูต้องไปขอกับอีพ่ออีแม่ก่อน”

“บ่ต้องๆ…ไอ้ทิดไซมันขอกับพ่อใหญ่เงินกับแม่ใหญ่ย้อยไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

“แมนอีหลีติ (ใช่จริงๆหราตะเอง)”

(พ่อใหญ่เงินกับแม่ใหญ่ย้อยเป็นพ่อกับแม่ของศรีนะครับ)

“หึ!…มึงนี้บ่ฮู้ (รู้) อีหยังเลยเนาะ (อิหยัง= เรื่องราว)”

“ฮึๆ…..”

“เอาผ้าสินมาให้กูตง (ผืน) หนึ่ง…ขายเท่าไรเดี๋ยวให้ไอ้ทิดดอนมันมาจ่าย”

“นี้พวกสูสิแต่งกันแล้วบ่”

“บ่ฮู้ดอก…รอหมดหน้านาหลังเกี่ยวข้าวปีหน้าพู้นละ (พู้นละ=โน้น, บางโอกาสบอกระยะเวลาได้ด้วย)”

“เออๆ…คริ คริ คริ”

……..

ทันทีที่ต้อนวัวควายเข้าคอก แดดเย็นใกล้อัสดงก็ผลักเงาต้นยางสูงข้างวัดโคกอีรวยข้ามกุฏิหลวงพ่อหลอด พระองค์เดียวในวัดโคกอีรวยไกลเลยไปราวกับไร้จุดตก หนุ่มๆ สาวๆ ที่รอเวลาอยู่แล้วก็ได้เวลาเตรียมตัวออกเดินเท้าไปยังวัดพระเจ้าใหญ่บ้านหัวแฮดที่จะต้องเดินข้ามป่าข้ามทุ่งโล่งอีก 7 กิโลเมตร

“อีดา มึงมีบักหนามแท่งบ่ (บักหนามแท่งเป็นไม่พุ่ม-ต้น-กิ่ง-ก้านมีหนามแหลมยาว-ลูกกลมๆสีเขียวเท่ากำปั้นมีขนรอบๆ ผ่าใช้เนื้อข้างในแทนสบู่-ยาสระผม-ผงซักฟอก)” ศรีถาม

“หึ..บ่ได้เก็บมาจากโคกดอก” ดาหญิงขาวบางๆ หน้ากลมเป็นเหรียญบาทตอบพร้อมกับโยนห่อผ้าขึ้นบ่า “เตรียมไปแต่แป้ง…นี้ไงตรางูด้วย”

“อ้ายเก็บมาเผื่อทุกคนแล้วละ…ไปกับอ้ายทิดไซบ่ต้องห่วง ฮะ ฮ่า”

“กูก็เตรียมให้คือกันนั้นละ อย่าขี้คุยหลาย” ทิดดอนที่ยืนอยู่ข้างๆ ไรราแทรกขึ้นบ้าง

“แล้วไอ้ทิดทองกับอีวารีเด่….”

“พู้น…(โน้น)” ไรราชี้นิ้วให้เพื่อนเห็น “กำลังมา”

“คืนนี้บ้านโคกอีรวยไปเที่ยวงานหลายบ่ (มากหรือเปล่า)” ดอนถามลอยๆ

ก่อนจะเป็นศรีพูดแทน “เห็นเดินไปแล้ว 2 กลุ่ม พวกคุ้มโรงเรียนนะ มียายสมเป็นหัวหน้าทีม ฮ่า ฮา”

“เออ…คือคนสิหลายเนาะ”

“ไปเฮาฟ้าว (รีบ) ออกเดินทางกันเถอะ…ไปให้ถึงสักมืดๆ จะได้ลงอาบน้ำในบึงได้สะดวก”

“อีวารี ไอ้ทิดทอง เป็นหยัง (ทำไม) ช้า…เฮ็ดอีหยังอยู่ (เฮ็ดอีหยังอยู่=ทำอะไรกันอยู่ยะ)”

“เออๆ ปะ ปะ (ไป ไป) ออกเดินเถอะเดี๋ยวจะมองบ่เห็นทาง” ทิดทองที่ตามหลังวารีมาเร่งเสียงทุ้มๆ

“ไป ไป พร้อมแล้วไปกันโลด” (โลด=เลย)

“อ้ายสวัสดิ์เด่…”

“ถามหาเขาเอ็ดหยัง (ทำไม)” ดาที่เดินคู่กับศรีแทรกเบรกแบบอายๆ

“นัดกันที่ประตู 1 บ่ต้องห่วงคืนนี้อีดามีคนถือห่อผ้าให้แน่ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”  ทิดดอนแหย่จากท้ายสุด

“อย่ามาเว้า (พูด) หลาย…คนบ่ได้มักกันสักหน่อย”

“มักบ่มัก..คืนนี้ฮู้ (รู้) แท้ๆ ละ อีดาเอ้ย”

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮาๆ…ขบวนของ 4 สาว กับ 3 หนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำเดินตามทางเกวียนเก่าๆ สู่ป่าอีกผืนทางทิศใต้ โดยมีขบวนชาวบ้านหนองบุกข้ามห้วยลำพังชูตามมาไม่ห่าง อีกชั่วโมงนิดๆ แดดสุดท้ายก็เอ่ยลา พวกเขาและเธอต่างเร่งเดินให้ถึงบึงกว้างน้ำใสๆ ก่อนจะเข้าตลาดตามเวลาที่วางแผนไว้ เมื่อทั้งหมดมาถึงสาวๆ บ้านโคกอีรวยก็จะลงอาบน้ำท่าหนึ่ง ส่วนหนุ่มๆ ก็นุงผ้าขาวม้าสลับกันกระโจนจากต้นตะโกรายสู่ผิวน้ำเสียงดัง ตุ้ม! ตุ้ม! สลับกับเสียงหัวเราะของสาวๆ เป็นระยะๆ

เมื่ออาบน้ำแต่งตัวแล้วเสร็จฝ่ายชายก็จะใช้ผ้าขาวม้าที่เตรียมมาด้วยพันห่อเสื้อผ้าของเขาและเธอรวมกันก่อนจะผูกติดเอวด้วยท่าทีโก้หรูสุดชีวิต

“พู้นนะ (โน้นไงตะเอง)….แสงไฟในงานวัดพระเจ้าใหญ่เป็นหยัง (ทำไม) มันงามแท้ๆ”

“เก็บห่อผ้าอีดาไว้ให้ไอ้สวัสดิ์มันถือ…ปะ ปะ ฟ้าวๆ (รีบๆ) เดินเถอะ ใจมันเต้นแรงแล้ว”

“พู้นนะ…แฟนไผ่กะบ่ฮู้ (รู้) เนาะ….”

“บ่ฮู้ละ…ทาแป้งเสร็จแล้วไป ไป ออกเดินทางเร็วๆ” ไรราเร่งอีกคน

“ฮ่า ฮ่า ทิดดอนกับอีไรใจตรงกันแท้ๆ เนาะ….แต่งเดือนไหนบอกก่อนเด้อ สิได้หลีกทางให้ (สิได้=จะได้) ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

……….

งานวัดพระเจ้าใหญ่

แสงหลากสีจากเครื่องปั่นไฟหลายเครื่องกระจายอยู่ทั่วงานวัดพระเจ้าใหญ่บ้านหัวแฮด มันทลายความมืดของรัตติกาลลงอย่างราบคาบ ชิงช้าสวรรค์ 3 ตัวทำให้สาวๆ พากันหยุดยืนดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ กระทั้งทิดดอนที่หายไปสักพักได้ลากแขนสวัสดิ์หนุ่มวัยเดียวกันแต่ขาวตาตี่สไตล์คนจีนเข้ามาหยุดใกล้ๆ

“ใส (ไหน) อีดาห่อผ้ามึงเอามานี้ให้บักสวัสดิ์มันคาดเอวไว้เดี๋ยวหาย” ดอนกุลีกุจอเป็นพ่อสื่อพ่อชักเต็มกำลัง โดยมีบรรดาเพื่อนๆของสาวสวยใบหน้ากลมราวกับเงินเหรียญยืนบิดไปมาอยู่ไม่ห่าง

“บ่เป็นหยังดอก (ไม่เป็นไรหรอกคะ) เฮ้าถือเองได้” ดาก้มหน้าตอบเบาๆ จนทิดดอนต้องดันสวัสดิ์ที่หน้าแดงไม่ต่างกันเข้าไปยืนเทียบข้างๆ

“เอาห่อผ้าให้เขาทะแหม่ (เอาห่อผ้าให้เขาซิเธอนะนะนะ) อายอยู่ได้” ไรรากดเสียงต่ำทำตาดุกระซิบ จนสวัสดิ์ต้องยืนมือไปคว้ามาคาดพุงเสียเอง

“สิได้คือคนอื่นนะ (จะได้เหมือนคนอื่นน่านะ..ปิ้งๆ)”

“ปะ ปะ พร้อมกันหมดทุกคนแล้ว เฮา (เรา) ไปปิดทองพระเจ้าใหญ่กันก่อนเถอะ…”

“อีไรมันอยากขึ้นชิงช้าสวรรค์” ศรีที่ยืนอยู่ข้างๆ ทิดไซพูดเสียงดัง จนไรราถึงกับก้มหน้านิ่ง (ลืมอธิบาย คำว่าทิด ในภาษาอีสานใช้เรียกนำหน้าคนที่ผ่านการบวชเรียนมาแล้วอย่างน้อย 1 พรรษานะครับ เช่น ทิดดอน ทิดไซ ทิดทอง เป็นต้น)

“ไปปิดทองกันก่อนเดี๋ยวอ้ายจะพาขึ้นสวรรค์นะนะ” ทิดดอนกระซิบเบาๆ ไรราถึงถูกวารีฉุดข้อมือตรงไปยังอุโบสถหลังใหญ่ที่มีผู้คนแน่นขนัด ขณะที่สาวกำลังถูกเบียดจนเซไปทางนั้นทีทางนี้ที หนุ่มๆ บ้านโคกอีรวยจึงแทรกเข้าไปยืนประกบ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะถูกเสียงงานวัดสารพัดกลบจนหมดสิ้น หลายครั้งที่พวกเขาต้องก้มตะโกนใส่หูกันและกันจนเป็นเหตุให้สาวๆ หน้าแดงซ่านตลอดเวลา….หลังปิดทองพระเจ้าใหญ่แล้วเสร็จ น้ำมนต์ที่หลวงพ่อตั้งกระจายเอาไว้หลายโอ่งก็ถูกหนุ่มๆ สาวๆ ใช้แทนงานสงกรานต์ย่อมๆ ก่อนจะพากันไปนั่งชิงช้าสวรรค์เป็นคู่ๆ และออกเดินเที่ยว-เข้าร้านนั้น-ออกร้านนี้ กระทั้งมาจบที่หน้าเวทีหมอลำคณะใหญ่ตามที่สาวๆ เรียกร้อง กระนั้นพวกเขาและเธอก็ดูหมอลำไม่รู้เรื่องอยู่ดี

“ดา….”

“อิหยังอ้าย (อะไรคะคุณพี่ขา)”

“ดาฮู้บ่ (ดารู้หรือเปล่าจ้ะ) ว่าอ้ายแอบมักดามาโดนแล้วตั๊ว (แอบมัก=แอบชอบ,โดน=นาน, ตั๊ว=นะ)”

“อ้ายสวัสดิ์นะ…”

“ยามที่ดาเอาข้าวใส่เกวียนมาขายในตลาด อ้ายใจสิขาดให้ได้ฮู้แน่บ่ (รู้บ้างไหมตะเอง)”

“ปากอ้ายสวัสดิ์หวานแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนบ่อ้าย”

“อ้ายบ่เคยขึ้นบ้านสาวคนไดเลย (ขึ้นบ้านหมายถึงการขึ้นไปจีบสาวบนบ้านของฝ่ายหญิงในเวลากลางคืน จีบอย่างเดียวนะครับเพราะพ่อผู้หญิงมักจะถือปืนลูกซองซุ่มรอจังหวะอยู่มุมใดมุมหนึ่ง)” สวัสดิ์ก้มกระซิบพร้อมกับขยับใกล้เข้าหาอีก

“แม่นบ่น้อ (ใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้) อย่ามาตั้วน้องเด้ (อย่ามาหลอกหนูนะคะ)”

สวัสดิ์ได้ใจจึงขยับจนชิด “อ้ายย่านแต่ดานั้นละบ่มักอ้าย (พี่กลัวแต่น้องนั้นแหละไม่ชอบพี่)” พร้อมกับหายใจรดต้นคอขาวๆ 1 ฟู๊ด

“น้องเป็นคนลาว อ้ายเป็นคนเจ๊กคนจีน พ่อแม่อ้ายสิมักน้องอยู่บ่ (น้องเป็นคนลาวพี่เป็นคนจีน พ่อแม่พี่จะชอบน้องรึเปล่าไม่รู้) ดากดเสียงพูดพร้อมกับใช้ข้อศอก ทิ่ม! ทิ่ม! หน้าอกสวัสดิ์ 2 ดอก

“แม่น ปะป๋ะ!กับมามะอ้ายแฮ่งฮัก (ยิ่งรัก) น้องดาหลายกลัวพี่อีก กลัวแต่พ่อแม่ของดานั้นแหละ สิฮักลูกเจ๊ก-ลูกจีนอย่างอ้ายบ่น้อ”

“บ่ฮู้ละ…”

“ถ้าอย่างนั้นอ้ายสิให้ปะป๋ะกับมามะไปสู่ขอ ดาจะว่าอ้ายบ่”

“อันนั้นดาก็แล้วแต่พ่อกับแม่ของดาแล้วละอ้าย” (อ้าย= พี่,พี่ชาย)

บนเวที-หมอลำกำลังเต้ยมันส์สุดฤทธิ์สุดเดช (คำว่าเต้ยควรไปค้นหาใน Youtube นะครับแล้วคุณจะสุดฤทธิ์สุดเดชของจริง) หนุ่มๆ ที่มาด้วยกันกำลังออกลีลาแบบหนุ่มบ้านโคกสุดเหวี่ยง มีเพียงสวัสดิ์กับดาเท่านั้นที่ยังอยู่ในอาการไม่รับรู้ใดๆ ราวกับทั้งสองกำลังนั่งคุยกันกลางป่าดอกรักที่กำลังผลิกลีบขาวโพนในคืนเดือนหงายที่พราวพร่างไปด้วยแสงดารา

“ขออ้ายจูบมัดจำได้บ่”

“มันบ่ดีดอกอ้าย (มันไม่ดีกระมังคุณพี่ขา) อายเขา”

“ดากะหลับตาซะตั้ว (ดาก็หลับตาซินะนะนะ)”

“บ่อ้าย…ถ้าอ้ายสวัสดิ์ฮักดาอีหลี่ (อีหลี่=จริงๆ) อ้ายสวัสดิ์ต้องรอได้”

“งั้นขออ้ายโอบเบาๆ แบบคู่อื่นได้บ่”

“ดาบ่หนาว”

“แต่อ้ายสวัสดิ์หนาว หนาวแฮ้งแฮง (แต่พี่หนาวแร้งแรง)”

“อ้ายสวัสดิ์นะ…ขี้โกง คนผีบ้า (คนบ๊อง!)”

ว้าย! ว้าย!…อีดาโดนหอมแก้ม…

จบ คุณนายซาอุฯ1