คุณนายซาอุฯ บทที่ 9

จดหมายขาดหาย


จดหมายขาดหาย คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 9

จดหมายขาดหาย

เมื่อวันพระใหญ่มาถึงคนบ้านโคกอีรวยก็จะออกไปทำบุญที่วัดมากกว่าปกติ และประเด็นถกเถียงกันก็หนีไม่พ้นเรื่องของคุณนายซาอุฯ 2 คนของบ้านโคกอีรวย เมื่อพิธีทางศาสนาจบลงหลายๆ คนก็ไปถกประเด็นดังกล่าวต่อที่บ้านเจ๊กเตี้ย และขณะที่พ่อบ้านแม่บ้านพ่อเฒ่าแม่แก่กว่า 20 คนกำลังพูดคุยอยู่กับม้าหินอ่อนข้างกรงนกแก้วแสนรู้ อยู่ๆ คุณนายซาอุฯ คนที่กำลังตกเป็นข่าวก็เฉิดฉายมาด้วยเสื้อผ้าสีแดง ทาลิปสติกสีแดง เล็บแดง รองเท้าส้นสูง สวมสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ ทำผมทรงแปลกตาก็ปรากฏตัวขึ้น

“นั้นๆ แมนผู้ใดนะ (นั้นนะใครกันเหรอ)”

“ป้าดโถ ปาดโถ้ ( โอ่โฮ! อ้าหา! หรือ Oh my god) อิ อีไรตั้ว! นั้นแหม (อีไรนั้นเอง)” เสียงลุงสุกดังขึ้น ก่อนสายตาทุกคู่จะจับจ้องไปที่เธอไม่กระพริบ

“อีไร อีไร”

“อย่านะคะ พวกสูจะมาเรียกอีไรเหมือนเดิมไม่ได้แล้วนะ รู้ไหมตอนนี้ฉันคือใคร” ไรราแสยะปากพูดพร้อมกับกระตุกริมฝีปากแดงๆ ราวกับสีพริกสดทักทายก่อนจะชะโงกคอที่มีสร้อยคอทองคำให้สูงๆ จนทำเอาหลายคนถึงกับพูดไม่ออก เธอเดินอาดๆ เข้าไปกลางวงก่อนจะกรีดนิ้วคุณนายชี้ไปทางนั้นทางนี้อีก “เรียกฉันว่า คุณไรรา หรือคุณนายเฉยๆ ก็ได้”

“ป้าด!…อีไร”

“ฉันบอกแล้วไง อย่าเรียกฉันว่าอี….”

“เออ คุณนาย กะจังว่าผัวมึงฝากเงินมาจักแสน (จักแสน=กี่แสน)” ลุงสุกกัดฟันถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“โอ้ย! ลุง ทิดดอนเพิ่งไปเฮ็ดงานไม่ถึงสามเดือน ก็ฝากมาให้ซื้อสร้อย 5 บาท แล้วก็” เธอไล่นิ้วมือตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าให้ประเมิน พร้อมกับเชิดหน้าเดินเข้าไปในร้านที่มีภรรยาเจ๊กเตี้ยยืนมองอยู่ข้างใน “แม่ใหญ่หงษ์..ฉันจะซื้อของหลายอย่าง”

“จ้า เชิญเลือกได้เลยคะคุณนาย” แม่ใหญ่หงษ์เชื้อเชิญกึ่งประชด แต่ไรราก็ไม่มีท่าทีจะสะทกสะท้าน เธอเดินเฉิดฉายเข้าไปหยิบนั้นหยิบนี้สักสักก็โชว์เงินแบงค์ 500 บาทสูงๆ ให้ทุกคนเห็นอีก

“ทั้งหมดเท่าไร” เธอวาดมือกว้างถามเสียงดังๆ ผู้คนที่นั่งๆ ยืนๆ รอบม้านั่งต่างเงียบกริบจ้องเธอไม่กระพริบ กระทั้งแม่ใหญ่หงษ์ทอนเงินเอาของใส่ถุงให้เสร็จเรียบร้อย เธอจึงเดินกลับมายืนที่เดิมอีกครั้ง

“วันนี้แดดร้อนมากๆ…ไรขอตัวนะคะ” เธอพูดปากแบะๆ แล้วก็พารองเท้าส้นสูงเดินกระโดกกระเดกจากไปแบบไม่หันกลับมาอีกเลย กระทั้งลับมุมโรงสีข้าวไปแล้ว เสียงเจ๊กเตี้ยที่ตะลึงค้างมาตั้งแต่ต้นก็ดังขึ้นก่อนคนอื่น

“มันแมน อีไร ลูกพ่อใหญ่บุญมาแม่ใหญ่สายพินบ่สู่”

“เออ กูก็คิดคือพ่อใหญ่เจ๊กเตี้ย แมนอีไรราเมียบักทิดดอนบ่”

“โอ้ย!…เขากะบอกอยู่นั้นเด่ว่า ฉันคือคุณนายซาอุฯ คุณนายไรรา กะพวกเจ้าบ่ได้ยินตี้….” ทิดสมร่ายยาวก่อนเสียงหัวเราะจะตามขึ้นดังๆ ฮ่า ฮ้า ฮ่า ฮา ฮา

“คนไปซาอุฯ มันได้เงินได้คำหลายอีหลีเนาะ (จริงๆ)…”

“ผัวอีศรีก็ฝากเงินมาหลายหมื่นบาทเด่”

“แล้วบักทิดทอง ผัวอีวารีละ”

“โอ้ย บักทิดทองโชคร้าย  เขาว่ามันได้งานเป็นกรรมกรก่อสร้าง ยังบ่มีเงินมีคำฝากมาให้ดอก” แม่ใหญ่สายที่รับฟังมาจากบนศาลาบอก “เป็นตาเหลือโตน (เหลือโตน=สงสาร)”

“โอ่…เป็นจังซั่นติ (เป็นแบบนั้นรึ)”

“เป็นอันว่ามื้อนี้ข่อยบ่ไปดำหนอก-ดำนาดอกเด้อ จะวิ่งเต้นไปเฮ็ดงานประเทศซาอุฯ กับเขาดีกว่า” ลุงสักที่ไปลงแขกนาพ่อใหญ่บัวเมื่อวานพูดขึ้นพร้อมกับลุกเดินกลับบ้านแบบคนเอาจริง

“จั่งแมน (แบบว่า) อยากกลับมาเป็นหนุ่มเด้…จะได้ไปหาเงินหาคำประเทศซาอุฯ กับเขาบ้าง…เจ้าอยากไปบ่เจ๊กเตี้ย”

“ถ้ากูอายุ 30 ปีต้นๆ เจ๊กเตี้ยกะบ่อยู่บ้านดอกเด้อ ฮะๆๆๆๆๆ”  และแกก็หัวเราะรัวๆ สั้นๆ จนไอโขกให้ทุกคนหัวเราะตามอีกที…..

แดดสายๆ ของวันพระใหญ่เมื่อทุกคนแยกย้ายไปแล้ว บ้านโคกอีรวยก็กลับมาเงียบแบบอึมครึม ผิดไปจากปกติ หลายบ้านหลายครอบครัวต่างซุ่มแอบวิ่งเต้นเพื่อจะให้ตัวเองได้ไปทำงานประเทศซาอุดิอาระเบียอย่างเอาเป็นเอาตาย หลายคนเข้าตลาดไปถามหาสายนำทางใหม่ๆ จนคนแปลกหน้าต่างถิ่นเดินเข้าๆ ออกๆ บ้านโคกอีรวยเป็นว่าเล่น

และเย็นๆ ของวันนั้นเอง พ่อใหญ่เหลือกับแม่ใหญ่สิมก็อดรนทนไม่ได้ ทั้งคู่จึงพากันเดินตรงไปยังบ้านวารีแบบคนอยากรู้อยากเห็น เมื่อเข้าไปนั่งลงแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้านเรียบร้อยแล้ว วารีจึงถือขันน้ำเข้าไปส่งให้

“วา บักทิดทองฝากเงินฝากคำมาให้มึงรึยัง ทีผัวอีไรคือรวยกันแท้ละ” แม่ใหญ่สิมถามเบาๆ

“บักทิดทองได้เฮ็ดงานอีหยังเกาะ (ทิดทองได้ทำงานอะไรนะ)” พ่อใหญ่เหลือแทรกตามอีกคน

“โอ้ย!…อีพ่อ อีแม่เอ้ย อ้ายทิดทองก็เพิ่งไปได้บ่ถึง 3 เดือน จะมีเงินมีคำที่ไหนส่งมา” วารีตอบแบบคนเจียมตัว กระนั้นพ่อใหญ่เหลือก็ถามประโยคเดิมขึ้นอีก

“มันเฮ็ดงานอะไรนะ..”

“อ้ายทิดทองกับทิดดอนได้งานเป็นกรรมกรก่อสร้าง อยู่แค้มป์คนงานเดียวกัน มีแต่ทิดไซผัวอีศรีนั้นละมีเศรษฐีอาหรับรับตัวเข้าไปเฮ็ดงานในบ้าน ท่าทางจะสบายกว่าเพื่อน” วารีบอกความจริง แต่แม่ใหญ่สิมก็แทรกขึ้น

“อ้าว!…บักทิดดอนเฮ็ดงานกับผัวมึงเป็นหยังมีเงินส่งมาให้อีไรหลายขนาดนั้น กูบ่เข้าใจ”

วารีนิ่งแบบคนปากหนัก ไอ้จะบอกความจริงก็กลัวจะเสียเพื่อน จนพ่อใหญ่เหลือเห็นอาการเลยสรุปเสียเอง

“เออ ฮู้ว่ามันได้เฮ็ดการเฮ็ดงานแล้ว จะงานอะไรก็ได้เงินทั้งนั้น…ตกลงอีราตรีน้องสาวทิดทองจะมานอนเป็นหมู่สูมื้อใด (หมู่สู=เพื่อนมึง)”

“อาทิตย์หน้าก็จะมาแล้วละ บ่เป็นหยังดอก ถ้ามีอะไรจะเดินไปบอก”

“อ้าวๆ…กูฮู้ส่ำนี้ (รู้เท่านี้) ก็สบายใจแล้วละ เออ…ข่อยบ่เข้าใจกับบักทิดดอนมันเอาเงินเอาคำจากไหนส่งมาให้อีไร” แม่ใหญ่สิมยังคาใจกับประเด็นเดิม

“ซางมันยาย (ชั่งมันเถอะยาย) เรื่องของเขา อีวาเว่ามาก็ถูกของมัน คนไปเฮ็ดยังบ่ถึง 3 เดือนจะเอาเงินเอาคำจากที่ไหนส่งกลับบ้านเป็นแสน ปะๆ กลับบ้านเถอะ”

“แล้วมื้อแลงสูกับเด็กน้อยกินข้าวกับหยัง (ตอนเย็นกินข้าวกับอะไร)”

“แกงขี้เหล็ก เด็กๆ ก็คงจะทอดไข่นั้นละ”

“เออ ถ้าแบบนั้น ผาเอ้ย ผา” แม่ใหญ่สิมตะโกนเรียกหลานชายคนโตที่ก้มหน้าก้มตาทำการบ้านอยู่บนชานระเบียงบ้าน

“ครับ แม่นอีหยังแม่ใหญ่ (มีอะไรครับยาย)”

“ไปเอาปิ้งปลากับแม่ใหญ่เร็วๆ….” แม่ใหญ่สิมบอก ก่อนแกกับหลานจะเดินตามหลังพ่อใหญ่เหลือไปติดๆ

ค่ำแล้ว…วารีจุดตะเกียงมองตามหลังลูกชายแบบคนมีคำถามมากมาย

คุณนายซาอุฯ แบบคุณนายไรราที่เธอเห็นเดินผ่านหน้าบ้านแว๊บๆ ทำให้ปวดใจขึ้นมาทันที ทำไมเส้นทางที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ถึงได้น่ากลัวขึ้นมาเรื่อยนะ…. เธอกับสามีจะเดินฝ่ามรสุมไปได้ตลอดทางหรือไม่ เป็นคำถามที่ยังไม่เห็นคำตอบ และอาจจะไม่มีคำตอบเลยก็ว่าได้

“กูหมดปัญญาจะเตือนอีไรจริงๆ อีดาเอ้ย” วารีบ่นกับตัวเอง

#อีไรมาเอาเงินเพิ่ม แต่อีศรีพอทิดไซฝากเงินมากลับรีบร้อนเอามาคืน วารีเอ้ย มีโอกาสก็เตือนมันแน่เด้อ เฮ้าทั้ง 4 คนเป็นเสี่ยวฮักเสี่ยวแพงกันมาตั้งแต่เป็นเด็ก อดเป็นห่วงมันบ่ได้# เสียงดายังก้องอยู่ในหูกระนั้นโอกาสที่ว่าก็ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไร

“กูคงต้องขอโทษมึงแล้วละดา….หมดปัญญาจริงๆ”

แสงตะเกียงน้ำมันก๊าชบอกสถานะลิบลี่ บนชานระเบียงโล่งๆ ที่ยกสูง แม่กับลูกชายตัวน้อย 2 คนก็ได้เวลาอาหารค่ำ

“ผาการบ้านแล้วๆ บ่ (การบ้านเสร็จรึยัง)”

“เรียบร้อยแล้วครับอีแม่”

“อีแม่ ภูอยากเขียน ก.ไก่”

“เออ กินข้าวเยอะๆ เดี๋ยวแม่จะสอน”

“อ้ายสอนกะได้ ง่ายๆ เอง” ผาเสนอตัวพร้อมกับโยนข้าวปั้นกับปิ้งปลาของแม่ใหญ่สิมเข้าปาก

“เออนั้นนะกินเยอะแบบพี่ผา จะได้โตเร็วๆ เรียนหนังสือเก่งๆ”

“แบบนี้บ่อีแม่” ภูปั้นข้าวเหนียวก้อนใหญ่กำลังจะโยนเข้าปาก แต่ก็โดนวารีห้ามไว้ซะก่อน

“คำใหญ่โพด เดี๋ยวกะติดคอดอก ปั้นคำน้อย กับปลาแบบนั้นก็พอแล้ว” วารีชี้มือให้ภูดูพี่ชายเป็นตัวอย่าง กระทั้งทุกคนอิ่ม ผาก็เอาสมุดเก่าๆ มานอนหมอบสอนภูเขียน ก.ไก่ อยู่ที่เดิม แสงดาวยังพร่างพราวเต็มท้องฟ้า วารีนั่งมองลูกๆ ของเธออยู่เงียบๆ จนกระทั้ง

“อีแม่ ภูเขียน ก.ไก่ งามบ่ อ้ายผาสอน” แสงตะเกียงวิบๆ วับๆ ก็มากพอ

“โอ้..งามๆ เก่งๆ” เธอดึงหัวลูกชายคนเล็กมาหนุนตักด้านซ้ายก่อนที่ผา ลูกชายคนโตจะเดินอ้อมมานอนหนุนอีกข้าง “คิดถึงอีพ่อบ่ (คิดถึงพ่อไหม)”

“คิดถึงครับ”

“ผมคิดถึงมากกว่า” ภูทับถม

“คิดถึงมากแค่ไหน” วารีแกล้งถามอีก

“ของผมเท่านี้” ผาวาดวงแขนกว้างๆ ให้เห็น ก่อนภูจะสมทบขึ้นอีก

“ของผมเท่าฟ้า…..”

และหลังจากวันนั้นอีก 3 เดือน วารีท้องแก่ใกล้จะคลอด ราตรีก็มานอนเป็นเพื่อน พ่อใหญ่ แม่ใหญ่ พี่ๆ น้องๆ เรือนใกล้ๆ ก็แวะเวียนมาดูแลไม่ขาดสาย กระทั้งคืนหนึ่งหลังจากทุกคนหลับกันหมดแล้ว อยู่ๆ เสียงเรียกเบาๆ ก็ดังขึ้นที่ใต้ถุนบ้าน

“วารี อีวามึงนอนแล้วบ่” เป็นเสียงศรี

วารีกำลังจะดับตะเกียงก็ชะงักมือเอียงหูฟังให้แน่ใจ

ก่อนจะเปิดประตูเดินลงบันไดไปหา ศรีมากับลูกสาวคนโตที่กำลังจะเป็นสาวน้อยๆ กำลังน่ารัก สีหน้าของเพื่อนบอกไม่สู้ดีจึงทำให้วารีเตรียมใจรับสถานการณ์ เมื่อทั้งคู่นั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่เรียบร้อยแล้ว ศรีก็ดึงมือวารีไปบีบเบาๆ

“อีวา ช่วงนี้อ้ายทิดทองส่งจดหมายมาบ่”

วารีมองหน้าศรีนิดๆ ก่อนจะตอบตามความจริง “ก็ส่งมาประจำ เพิ่งจะถึงเมื่อวานฉบับหนึ่ง เป็นหยัง (เป็นอะไร)” วารีถามกลับ

“อ้ายทิดไซบ่เขียนจดหมายมา 2 เดือนแล้ว เป็นห่วง ฉบับสุดท้ายบอกว่าอึดอัดกับคนงานประเทศศรีลังกา….เห็นบ่นอยากไปเป็นกรรมกรกับอ้ายทิดทอง แล้วก็หายเงียบไปเลย….แล้วอ้ายทิดทองได้พูดถึงทิดไซแน่บ่ (แน่บ่=บ้างไหม)”

“อ้ายทิดทองก็บอกว่าวันหยุดกะได้พ้อ (เจอ) กับทิดไซอยู่เด่ละ บ่เห็นว่ามีเรื่องอะไร” วารีบอกความจริงซึ่งก็ทำให้สีหน้าของศรีดีขึ้นทันที

“ไคแน่ (ค่อยยังชั่ว) เป็นห่วงหลายๆ”

“กะเขียนจดหมายไปหาทิดไซดุๆ วะ (บ่อยๆ วะ)”

“โอ้ย! กูเขียนหนังสือบ่เก่งแบบมึงดอก เขียนได้บรรทัด 2 บรรทัดก็จบแล้ว” ศรีบอก แล้วก็คลายมือออก “สบายใจแล้วละ”

“ถ้าเขียนบ่ได้ ไปให้อีดาอัดเทปเสียงก็ได้….มันมีเครื่องเสียงอยู่ ไผเขียนหนังสือบ่เป็นก็จะไปให้มันอัดเทปให้ทั้งนั้นแหละ” วารีแนะ

“อื้อ เป็นหยังอีดาบ่บอกกูละ….”

“มันคงเห็นมึงเขียนหนังสือได้อยู่มั่ง”

“เขาเอาตลับเทปยัดใส่ซองจดหมายไปเลยแม่นบ่ (แม่นบ่=ใช่ไหม)”

“โอ้ย! ทางบ้านแดงน้อย เขาก็เฮ็ดแบบนั้นละ”

“โอ่!….ถ้าอย่างนั้นมื้ออื่นเซ่า (พรุ่งนี้เช้า) จะไปตลาดกับเจ๊กเตี้ย” ศรีบอกแบบคนมีทางออก

“เออ แล้วช่วงนี้อีไรเป็นอย่างไรบ้าง กูท้องใหญ่เลยบ่ได้เดินไปหามัน”

“มันเก็บตัวเงียบในบ้าน กูกะบ่ฮู้คือกัน….เดี๋ยวว่างๆ จะแวะไปถามให้ ถ้าอย่างนั้นกูกลับบ้านเด้อ จะได้ตื่นไปตลาดพร้อมเจ๊กเตี้ยแต่เช้า”

“เออ…มีอีหยัง (มีอะไร) ก็แวะมาก็แล้วกัน กูไปไหนไม่ไหวคิดว่าเดือนหรือ 2 เดือนก็จะคลอดแล้วละ”

“เออๆ ขึ้นบ้านดีๆ กูไปเด้อ”

……….

จบ จดหมายขาดหาย คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 9