คุณนายซาอุฯ บทที่ 25

จดหมายจากแดนไกล
จดหมายจากแดนไกล
คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 25

จดหมายจากแดนไกล

ที่หน้าโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง เกือบจะ 4 โมงเย็น พรรณในชุดนักเรียนมัธยมปลายก็เดินหอบหนังสือ 3-4 เล่มสะพายกระเป๋าผ้าเดินออกมา จะรอรถเข้าไปในตลาดพร้อมกับเพื่อนๆ เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะต่อกระซิบดังขึ้นเป็นระยะๆ กระทั้งเห็นตี๋ใหญ่นั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซด์สีแดงข้างๆ ศาลาป้ายรถประจำทาง สายตาที่มองลอดใต้กรอบแว่นกันแดดสีดำของเขาก็จ้องมาตกที่เธอ

“โอ้ย! กูละอิจฉาอีพรรณหลายเด่….พู้นนะมีพระเอกอนาคตคุณหมอมารอรับอีกแล้ว”

พรรณรีบหันไปมองไวๆ แต่เธอก็นิ่งก่อนจะพูดขึ้น “แมนเฮียตี๋ใหญ่จะมารอกูบ่ดอก เว้าไปก่อนหลาย สุ่มห่าขั่วสู ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“แม่นบ่แมนก็จะได้ฮู้กันละ” เพื่อนผู้หญิงตัวใหญ่คล้ายทอมบอยกระซิบก่อนจะตะโกนข้ามหัวเพื่อนหลายคนถาม

“เฮียคุณหมอคะ…มารอพรรณหรือว่านุ๋งนิ๋ง”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงหัวเราะดังพร้อมๆ กัน จนทำให้ตี๋ใหญ่ทำอะไรไม่ถูกในตอนแรก กระทั้งพรรณและเพื่อนเดินเข้าไปหยุดใกล้ๆ “ตกลงมารอนุ๋งนิ๋งแม่นบ่” เธอคนเดียวกันเล่นต่อพลางกระพริบตาถี่ให้เห็นอีก

“ผมรอพรรณครับ” ตี๋ใหญ่พูดอย่างสุภาพพลางดันแว่นที่หล่นลงมาครึ่งจมูกให้เข้าที่

“หึ! รอพรรณ รอเฮ็ดหยังเฮีย…” พรรณถามอย่างคนแปลกใจ

“เออน่าไปกับเฮียคราวหนึ่ง” ตี๋ใหญ่ดันตัวเองเข้าไปกระซิบจนพรรณต้องถอยห่างอย่างคนไว้ตัว

“รถอีพ่อรอพรรณอยู่ในตลาดเด่” พรรณบอก แต่ตี๋ใหญ่ก็เดาะดิ้นดังๆ ก่อนจะบอกกลับไปเร็วๆว่า

“เฮียบอกกับพ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยแล้วว่าเย็นนี้จะไปส่งพรรณเอง….ไป ไป ขึ้นรถ อย่าลีลาหลาย”

“เออ อีพรรณเอ้ยเป็นกูขึ้นนั่งควบตั้งแต่เฮียคุณหมอยังบ่ทันเว้าด้วยซ้ำ…” นุ๋งนิ๋งพูดพลางขยับเข้าใกล้ตี๋ใหญ่อีกครั้ง “จะพาเพื่อนนู๋ไปไหนเหรอคะเฮีย”

“เออๆ ก็ได้ ไปก่อนเด้อนุ๋งนิ๋ง ไปก่อนเด้อทุกคน” พรรณบอกเพื่อนก่อนจะขึ้นไปนั่งเอียงข้างจับท้ายรถแน่น จนตี๋ใหญ่ต้องเอามืออ้อมหลังตัวเองดึงมือพรรณให้โอบเอว

“ตกรถเป็นหยังมา พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยกับแม่ใหญ่หงส์คงบ่เอาบักตี๋ใหญ่ไว้แน่ๆ” ตี๋ใหญ่พูดเสียงดุๆ จนพรรณที่นั่งอยู่ด้านหลังอายหน้าแดงขึ้นมาทันทีทันใด

“ไป ไปได้แล้ว….”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พรรณอายเพื่อนแม่นบ่”

“อายเฮ็ดหยังเฮียบ่แมนแฟนพรรณสักหน่อย” พรรณพูดเบาๆ ก่อนจะเอาฝ่ามือตบหลังตี๋ใหญ่แรงๆ 1 ที

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ตี๋ใหญ่หัวเราะพลางอมยิ้มไม่หยุด รถมอเตอร์ไซด์แล่นไปตามถนนลาดยางมะตอยอ้อมออกนอกตัวเมืองสู่บึงน้ำกว้างๆ ไร้ผู้คน พอรถแล่นเข้าไปจอดใต้ร่มจาจุรีที่แผ่กิ่งก้านรอบทิศ ตี๋ใหญ่ก็ลงขาค้ำพร้อมกับแย่งหนังสือกับกระเป๋าของพรรณวางเบาะหลังก่อนจะฉุดแขนเดินไปตามคูน้ำที่เห็นดอกบัวหลวงสีขาว สีชมพูเบ่งบานสุดลูกหูลูกตา แดดสีน้ำส้มปล่อยกับสายลมพัดปอยผมที่ผูกรวบไว้ด้านหลัง กระนั้นปลายที่ยาวเลยกลางหลังก็ยังเป็นอิสระจนบางขณะตี๋ใหญ่ต้องปัดรำคาญให้เข้าที่เสียงเอง

“เฮียตี๋ มื้อนี้เป็นหยังมาแปลกแท้” พรรณถามก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปยิ้มให้ราวจะปลุกชายคนที่กำลังซึมให้ดีขึ้น “สงสัยท้องบ่ดี…ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

และเมื่อตี๋ใหญ่หันกลับมาเขาก็รวบมือหญิงสาวมารวมกันและจ้องหน้าเธอในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน “พรรณอีกบ่กี่เดือนเฮียก็จะจบและไปเรียนต่อแล้ว” เขาหยุดและขยับเท้าเข้าใกล้ๆ จนร่างทั้งคู่แทบจะชิดกัน แดดสุดท้ายกับสายลมเอื่อยๆ บอกสถานะชะงักงัน ท้องฟ้าเย็นวันนั้นสดใสสีฟ้า-น้ำเงินเข้ม “เฮียต้องไปเรียนต่ออย่างน้อย 5 ปีถึงจะจบ”

“เฮียจะบอกอีหยังพรรณ” พรรณพูดจากใบหน้าแดงๆ ที่ปิดไม่มิด

“เฮียบอกพรรณทุกเรื่อง แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เฮียบ่ทันได้บอก”

“มีอีหยังที่พรรณต้องฮู้อีก…”

ตี๋ใหญ่จ้องหน้าหญิงสาวนิ่งๆ แววตาสื่อให้เห็นหัวใจที่กำลังเปิดกว้าง สักครู่เสียงนุ่มๆ ของตี๋ใหญ่ก็ดังขึ้น

“เฮียฮักพรรณหล้ายหลายเด่ฮู้บ่”

พรรณนิ่งอึ้ง แบบคนทำอะไรไม่ถูก สักครู่เธอก็ชักมือกลับพร้อมกับหลบสายตาหันไปมองดอกบัวอย่างคนต้องการจะหลบเลี่ยง เธอนั่งลงกับโขดหินสีทราย สถานะหันหลังให้อย่างสมบูรณ์จนทำให้ตี๋ใหญ่อดใจสั่นไม่ได้ เขาเดินเข้าไปนั่งข้างก่อนจะเอื้อมมือไปโอบไหล่เธอไว้อีก

“พรรณบ่ได้ฮักเฮียบ่”

พรรณหันกลับมามองหน้าตี๋ใหญ่พร้อมกับจับมือเขาวางไว้ตำแหน่งที่เหมาะสมก่อนจะเอ่ยขึ้น “เฮีย หนทางสำหรับเฮา 2 คนยังอีกยาวไกล เฮียสอบติดคณะแพทย์ศาสตร์ เฮียจะต้องไปเรียนต่ออีกตั้ง 5 ปี และในระหว่าง 5 ปีอีหยังๆ ก็เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะสาวๆ นักศึกษาแพทย์ด้วยกัน อาจจะมีไผสักคนกำลังรอเฮียอยู่ และผู้หญิงคนนั้นอาจจะบ่แม่นพรรณก็ได้”

“พรรณ” ตี๋ใหญ่ตะลึงในความเป็นผู้ใหญ่ของเธอ พร้อมๆ กับลุกขึ้นยืน เงาจากแดดสุดท้ายพาดยาวไปไกลจนหาจุดตกไม่เห็น

“อย่าเพิ่งมาให้ความหวังกับพรรณเลยเฮีย ถ้าอนาคตเฮาคือเนื้อคู่กันจริงๆ ก็ขอให้อนาคตตัดสินเถอะ” พูดจบพรรณก็ลุกหมุนตัวจะเดินกลับ แต่มือตี๋ใหญ่ก็ไวกว่าเขาคว้าแขนเธอดึงเข้ามากอดเอาดื้อ ลมหนาวปลายฤดูผสานเข้ากับแดดสุดท้ายลากเงาเกือบจะค่ำไปตกยังที่ทั้งคู่มองไม่เห็น แต่เสียงเต้นของหัวใจ 2 ดวงที่ห่างกันแค่เนื้อกันก็ยังเต้นตุบๆ จนกลัวว่ามันจะหลุดออกมาข้างนอก

“นี้คือกอดแรก และจะเป็นกอดสุดท้ายของเฮีย เฮียให้สัญญา”

“อย่าเฮีย อย่าสัญญาอีหยังทั้งสิ้น เพราะคำสัญญาจะทำให้เฮาเจ็บทั้งคู่ หากผู้หญิงคนนั้นบ่แม่นพรรณ”

“เฮียอยากไปเรียนหนังสือแบบสบายใจ ถ้าพรรณพูดบ่ได้ก็ให้พยักหน้าให้เห็นแทนได้บ่” ตี๋ใหญ่พูดแบบคนไม่ยอมแพ้

“ได้บ่” และวิงวอนเธอด้วยสายตาที่ยากจะเดาความหมาย “ได้บ่พรรณ”

สักพักพรรณก็พยักหน้าให้เห็น จนตี๋ใหญ่ยิ้มกว้างๆ และเริ่มไล่คำถามเป็นข้อๆ

“ 1.พรรณจะรอเฮียได้บ่”

“……..”

“2.พรรณจะคิดถึงเฮียทุกเมื่อเชื่อวันแม่นบ่”

“……..”

“3.พรรณจะบ่ฮักไผนอกจากเฮียแม่นบ่”

“……..”

“4.พรรณจะต้องเขียนจดหมายไปหาเฮียดุๆ” (ดุๆ=บ่อยๆ)

“………”

“5.เมื่อเฮียเรียนจบเฮียจะให้อาม่าแพะไปขอพรรณแต่งงาน พรรณโอเครบ่”

คราวนี้หญิงสาวนิ่ง ก่อนเธอจะชะโงกกระซิบข้างหูว่า “พรรณต้องเรียนจบพยาบาลก่อนเท่านั้น”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เฮียสบายใจแล้วละ เฮียสบายใจที่สุดใน 3 โลก ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

……….

อีกมุมหนึ่งก่อนเที่ยงคืน…..

ถึงวารีสุดที่รัก

                วารีสบายดีหรือเปล่า ส่วนอ้ายสบายดี แต่ก็ยังคิดถึงวารีกับลูกเช่นเดิม รูปที่ส่งมาให้ อ้ายได้รับแล้ว มันเป็นยาใจ เป็นกำลังใจที่ดีที่สุด ทำงานเหนื่อยๆ กลับแค้มป์พักมาเห็นรูปถ่ายก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง วารีเอ้ย อ้ายมาทำงานหลายปี บ้านช่องวารีก็บอกยังไม่ต้องทำ อ้ายเป็นห่วงแต่ผนังใบมะพร้าวแห้งนั้นแหละ กลัวลูกๆ จะเผลอเอาแสงตะเกียงไปใกล้ๆ ถ้ายังไม่อยากทำใหม่ก็ให้วารีระวังเรื่องนี้ให้หนักๆ อีกไม่กี่เดือนสัญญาอ้ายก็จะสิ้นสุดลง และวันนั้นอ้ายจะกลับไปอยู่บ้านโคกอีรวยเป็นการถาวร อ้ายถึงจะลงมือปลูกสร้างบ้านในฝันด้วยมือของอ้ายเอง

                อ้ายอยากจะให้วารีอดทน อดทนกับคำพูดของคนให้ถึงที่สุด อ้ายเป็นห่วงหลายๆ เงินที่อ้ายส่งไปให้ อ้ายจะยกให้วารีเป็นคนบริหาร แต่มีอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อคืนก่อนลุงสักมาร้องห่มร้องไห้กับอ้าย บอกว่าอีสำลีมีคนอื่น วารีเรื่องนี้มันเรื่องของคนอื่นก็จริง แต่แม่ใหญ่สวนก็เป็นน้องสาวแม่ใหญ่สิมแม่เฮา  และลุงสักแกอยากจะขายที่นาแปลงที่เอาไปจำนองไว้กับดาซึ่งเป็นแปลงที่ติดกับนาทุ่งห้วยลำพังชู อ้ายเองก็สนใจอยู่ สงสารลุงสักที่ส่งเงินทุกบาททุกสตางค์ไปให้อีสำลีผลาญ แต่เวลานี้ระยะเวลาทำงานของแกเหลือน้อยลงทุกวัน แกกะว่าจะเก็บเงินก้อนสุดท้ายเอาไว้เองยามที่ต้องกลับไปอยู่บ้านโคกอีรวย อ้ายก็เลยว่าจะซื้อนาแปลงนั้น วารีจะว่าอย่างไร เห็นดีเห็นงามกับอ้ายหรือไม่

                ถ้าคิดเห็นว่าอย่างไร วารีก็เขียนจดหมายบอกอ้ายนะ จะได้บอกลุงสักให้แกสบายใจ สงสารคนแก่ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงานแบบไม่มีวันหยุด

                สุดท้ายนี้ อ้ายคิดถึงบ้าน นอนนับวันนับเวลาจะได้กลับไปอยู่บ้านโคกอีรวย อยู่กับวารี อยู่กับลูกๆ แล้ววันนั้นอ้ายจะสร้างบ้านหลังงามๆ ให้วารีกับลูกๆ ได้อยู่

รักและคิดถึง

ทิดทอง

วารีนั่งอ่านจดหมายใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าช วิบๆ วับๆ ลมหนาวปลายฤดูลอดพัดผ่านผนังใบมะพร้าวแห้งกรอบที่เป็นรูโหว่รอบๆ จนบ้านไม้ยกพื้นสูงหลังนี้ไม่อาจกั้นความเหน็บหนาวได้อย่างสิ้นเชิง วารีรู้ดีว่าลูกๆ เธอต้องทนหนาวเพียงใด แต่ผ้าห่มนวมที่สามีขนมาจากประเทศซาอุดิอาระเบีย 3 – 4 ผืนก็อุ่นพอ หากแม่กับลูกๆ นอนเบียดอัดในห้องเดียว เมื่ออ่านจดหมายฉบับล่าสุดจบ เธอก็คว้ากระดาษกับปากกาลูกลื่นสีเหลืองบักขี้กาเงยหน้ามองผนังใบมะพร้าวก่อนจะจรดปลายปากกาลงแผ่นกระดาษอย่างคนตั้งใจ (บักขี้กาเป็นผลไม้เปลืองแข็งชนิดหนึ่งกินไม่ได้ เวลาสุกผิวเปลือกแข็งๆ จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองจีวรของพระ)

……..

ถึงอ้ายทิดทองสุดที่รัก

                อ้ายทิดทองเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเปล่า ส่วนวากับลูกสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อวานก้องไกรอายุครบ 3 ขวบเลยพาไปถ่ายรูปที่ตลาด และส่งมาให้พร้อมกับจดหมายฉบับนี้ หวังว่าอ้ายทิดทองคงจะได้รับแล้ว ก้องไกรกำลังดื้อและซน ผากับภูเอาน้องไม่อยู่ก็แล้วกัน แต่ลูกๆ ก็ว่านอนสอนง่าย ไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนเงินทองที่อยู่ในธนาคารมันไม่เน่าไม่เปื่อยหรอก ซ้ำยิ่งเยอะเท่าไรดอกเบี้ยก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ก็รอตอนที่อ้ายทิดทองกลับมาอยู่บ้านถาวรนั้นละจะทำอะไรก็ค่อยว่ากัน เรื่องของอีสำลีกับลุงสักมันก็เป็นเรื่องของเขา  ส่วนเรื่องที่อ้ายทิดทองอยากซื้อที่นาลุงสักนั้นวารีก็เห็นดีเห็นงามด้วย แต่ต้องรอให้อ้ายทิดทองกับลุงสักกลับมาถึงบ้านก่อนค่อยว่ากัน เคยคุยเรื่องนี้กับดาและสวัสดิ์อยู่บ้าง อีดามันก็เชียร์ให้ซื้อเพราะเห็นเป็นพี่น้องกัน ไม่อยากให้ที่ดินของปู่ย่าตาทวดตกไปอยู่ในมือคนอื่น

                ส่วนเรื่องบ้านไม่ต้องเป็นห่วงพร้อมเมื่อไรค่อยทำ วากับลูกยังพออาศัยได้ บ้านจะเล็กจะใหญ่มันไม่สำคัญดอก เพราะความสุขอยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่หัวใจเราต่างหาก ถ้าเราเข้าใจกัน จะอยู่ที่ไหนก็มีความสุข แต่หากไม่เข้าใจกันแล้วถึงจะมีบ้านหลังใหญ่หลังโตก็ไม่ต่างกับนั่งบนกองไฟนั้นละ

                สุดท้ายนี้วารีจะคอยอ้ายทิดทองกลับบ้าน คำนินทาถ้าเอามาใส่ใจ ใจเราก็จะไม่เป็นสุข ถ้ารู้ว่ามันต้องเป็นแบบนี้ วาก็เลือกจะใส่ใจ ใครจะหาว่าเราไม่มีเงินไม่มีคำ ไปทำงานหลายปีไม่เห็นสิ่งใดงอกเงยก็เรื่องของเขา เพียงเรา 2 คนเข้าใจ รอเวลาที่ควรจะเป็น รอเวลาที่พร้อม ทุกอย่างก็จะดีขึ้นมาเอง ไม่ต้องเป็นห่วง วารีชินชากับเสียงซุบซิบเหล่านี้แล้วละสบายใจได้

รักและคิดถึงเสมอ

วารีและลูกๆ

แสงตะเกียงในบ้านหลังเล็กๆ ยกพื้นสูงมีนอกชานไร้หลังคาโล่งๆ ผนังใบมะพร้าวแห้งๆ ตาบทับด้วยไม้ไผ่แตะดับพรึบลง แสงดาวนับล้านบนท้องฟ้าก็กระจ่างขึ้นมาแทนที่ วารีเข้านอนแล้ว ความงามของแสงดาวเหล่านั้นจึงเข้าไปอยู่ในความฝันของเธออย่างสมบูรณ์แบบ…

……..

จบ จดหมายจากแดนไกล คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 25