ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 14

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 14
Sex Shop เรื่องราวใน ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 14

ตอนที่ 14 “เดทแรกในแวนคูเวอร์ 3”

ที่ร้านเฝอ (คล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวแต่เป็นอาหารเวียดนาม) บนถนนคิงส์เวย์ (Kings way ST) ผมมาถึงก่อนเวลานัด 5 นาที อาการเมื่อยล้าบนถนนเทรนส์แคนาดา (Trans Canada HWY) เมื่อกลางวันบวกความกระหายน้ำอย่างแรงทำให้ผมไม่ลังเลจะผลักประตูเดินเข้าไปภายในร้านอาหารเวียดนาม

“กินเฝอสักชามเผื่อแก๊บบี้มาช้า” ผมคิดและสั่งเฝอพร้อมกับน้ำเปล่าที่เคาน์เตอร์ ไม่ลืมเผื่อที่นั่งให้แก๊บบี้อีกที่ สักพักพนักงานสาวเอเชียท่าทางคล่องแคล้วขาวสูงโปร่งน่าจะเป็นคนเวียดนามก็เดินนำไปยังโต๊ะในสุด ผมโชคดีที่ไม่ต้องยืนรอ นางฟ้าตัวกลมบอกว่าร้านเฝอบนถนนคิงส์เป็นร้านดังและมีชื่อเสียงมากๆปกติคนจะเต็มต้องยืนรอไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้กิน ใช่ครับเป็นอย่างที่นางฟ้าตัวกลมพูด ผู้คนทั้งฝรั่ง เอเชีย นักเรียน นักศึกษาต่างอัดกันอยู่ภายในร้านกระจกเต็มทุกโต๊ะ พวกเขากินกันเงียบๆ จะมีโหวกเหวกเสียงดังมั่งก็เฉพาะโต๊ะหนุ่มๆ สาวๆ น่าจะกำลังเรียนอยู่มหาลัยฯ แต่พวกเขาก็เสียงดังอยู่ในโลกของพวกเขา ผมเองก็เลือกจะควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสร้างโลกส่วนตัวระหว่างรอเช่นกัน

“แม่เอ้ย!….” ผมเผลออุทานระดับปานกลางแต่ก็มั่นใจว่าผู้คนรอบๆ ไม่มีใครเข้าใจภาษาไทยแน่นอน “แบตเตอร์รี่เหลือไม่ถึงครึ่ง” พาวท์เวอร์แบงค์ที่เตรียมมาก็ดันลืมไว้ในกระเป๋าเดินทาง “ตายห่าละ ถ้าแบตฯหมดจะทำไงวะเนี้ย” ผมคิดวนไปเรื่อยๆกระทั้งเฝอกับน้ำเปล่ามาเสริฟ “Thanks ไอ้แก๊บบี้มันน่าจะช่วยได้ กินก่อนดีกว่า” ผมลงมือกินเฝอยังไม่ถึงครึ่งชามไอ้แก๊บบี้ก็โทรเข้ามา สำเนียงภาษาอังกฤษของมันเร็วจนรัว แต่ผมก็อาศัยจับคำพูดเพียงไม่กี่คำแล้วเดาแปลแบบถูกมั่งผิดมั่ง สุดท้ายมันก็เดินเข้ามาหาผมในร้านถูก เราทักทายกันตามมารยาทแบบคนพึ่งเจอกัน ไอ้แก๊บบี้เป็นคนฟิลิปปินเกิดแวนคูเวอร์ครับ แต่ภาษา ท่าทางของมันฝรั่งทุกกระเบียดนิ้ว ส่วนรูปร่างหน้าตา สูงต่ำ ดำขาวไม่ต่างกับผมเท่าไรนัก ผมน่าจะขาวกว่ามันด้วยซ้ำ เพราะเหตุนี้เองเวลาอยู่กับมันผมเลยไม่รู้สึกเกร็ง สบายๆ มันสั่งเฝอกับน้ำเปล่าแบบเดียวกับผม เราใช้เวลา 30 นาที เมื่อท้องอิ่ม เราทั้งคู่ก็พร้อมลุยราตรี…ค่าเฝอกับน้ำเปล่าผมจ่ายนะครับ มันไม่ใช่เดทแรกในแวนคูเวอร์ของผม แต่มันมาในฐานะเพื่อนพี่สาวเท่านั้น สบายๆไม่มีอะไรในกอไผ่

Sex Shop

รถฟอร์จูนเนอร์สีน้ำตาลแดงไม่มีเบาะหลัง (แอบสงสัยไอ้นี้มันนอนในรถหรือเปล่าวะ) พาเราวิ่งไปตามถนนคิงส์ มันพูดไปหัวเราะไปจนผมลืมเรื่องแบตฯโทรศัพท์โดยสิ้นเชิง สะภาพบ้านเมืองที่น่าอยู่อันดับต้นๆ ของโลกถูกบันทึกอยู่ในสายตาและความทรงจำ สิ่งที่ถนนทุกเส้นไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือนอกเมืองมีคล้ายคลึงกันก็คือต้นเมเปิ้ลและป่าสนแทรกสลับกับมินิมาร์ทเล็กๆ ตลอดเส้นทาง น้อยมากที่ผมจะได้เห็นชุมชนหนาแน่น ผู้คนพลุกพล่านเร่งรีบเหมือนกับกรุงเทพ พูดง่ายๆ คนในแวนคูเวอร์ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ กำหนดเวลาบนถนนได้เอง มีคนทุกเชื้อชาติ เอเชีย ฝรั่ง แขก แอฟริกา หัวดำ หัวแดง ครบแต่สิ่งที่คนที่นี้มีให้กันคือ “การให้เกียรติ” จะข้ามถนนทุกแยกจะมีปุ่มกด มีสัญญาณไฟแจ้งสถานะ รถทุกคันเต็มใจชะลอความเร็วลดกระจกผงกหัวหรือโปกมือให้ข้าม ถึงพวกเขาจะไม่ค่อยยิ้ม แต่พวกเขาก็พร้อมจะยิ้มได้ตลอดเวลา ผมเจอแบบนี้จริงๆ

Sex Shop

แก็บบี้ขับรถพาผมเที่ยวไปรอบๆแวนคูเวอร์ เข้าถนนนั้นออกถนนนี้จนผมขี้เกียจจำ กระทั้ง 4 ทุ่มเกือบๆ 5 ทุ่มมันก็วนรถเข้ามาจอดริมถนนเดวี่ย์ (Davie ST.) ซึ่งจะมีไนต์คลับหลายแห่งเปิดอยู่ สังเกตจากการ์ดฝรั่งร่างยักษ์ที่กำลังยืนตรวจบัตรนักเที่ยวเป็นจุดๆอยู่หน้าประตูทางเข้า ซึ่งแต่ละจุดก็จะมีกลุ่มวัยรุ่นยืนจับกลุ่มดูดบุหรี่ คุยปะปนกันทั้งชายและหญิง เห็นแล้วผมอดนึกถึง RCA บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่บ้านเราไม่ได้ ไอ้แก๊บบี้มันนำผมเดินเล่นจากร้านนั้นเข้าร้านนี้ จากไนต์คลับนั่งดริ้งแบบเงียบๆ สู่ไนต์คลับสำหรับวัยหนุ่มสาวที่ชอบวาดลวดลายแดนซ์กระจายท่วมกลางแสงสีและเสียง เราใช้เวลาอยู่แต่ละที่แค่ 1 ดริ้งมันก็จะลากคอผมไปอีกที่หนึ่งประมาณกะจะให้ผมเที่ยวให้ครบว่างั้น จนกระทั้งเราตึงๆ มันจึงลากผมเข้าไปในร้าน Sex Shop ข้างๆ กับร้าน Soppers ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ผมนิ่งจนก้าวขาไม่ออกเพราะสินค้าภายในร้านที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์บำบัดความใคร่สารพัด โซ แซ่ กุญแจมือ ตุ๊กตายางระดับร้อยกว่าเหรียญถึงหลายพันเหรียญ อวัยวะเพศหญิง-ชายที่กำกับด้วยชื่อดาราหนัง AV ดังๆ หรือแม้แต่ฮอลลีวูดก็ไม่เว้น มันเปิดเผยโจ๋งครึ่ม ก็เพราะของพวกนี้ไงครับ “จะไม่ให้คนถือศีลสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืนช๊อก!ได้ไง ว่าไหม?”

ผมลองคิดในมุมกลับ….เมืองที่น่าอยู่อันดับต้นๆ ของโลกได้ฝังคุณธรรม จริยธรรมเข้าสู่หัวใจของคนได้จริงๆ ไม่ต้องพูดถึงกาสิโนเพราะในแวนคูเวอร์มีทุกอยู่ทุกมุมเมือง ทุกระดับให้เลือก แก๊บบี้เองก็ทำงานเป็นคนแจกไพ่ในการสิโนตั้ง 3 แห่งต่อคืน ผมได้ถ่ายรูปในร้านไว้ 2 มุม โดยเจ้าของร้านที่เป็นหนุ่มฝรั่งกล้ามใหญ่เป็นคนจัดให้ แต่อย่างว่าแหละครับ การโพสต์รูปไม่เหมาะสมอาจจะโดนบล็อกได้ เลยเก็บไว้ก่อนใครสนใจแจ้งมาหลังไมล์เดี๋ยว Timmy จัดให้ก็แล้วกัน….

ว่ากันต่อไปยาวๆ ในโพสต์หน้า ผม Timmy Buto รายงานในร้าน Sex Shop ถนนเดวี่ย์ (Davie ST.) ผมไม่มีทางบอกแน่ๆ ว่าผมได้อะไรจากร้าน ติดมือมาบ้าง…อุ๊บ!

(Visited 2 times, 1 visits today)
ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 13

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 13

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 13เดทแรกในแวนคูเวอร์ 2 ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 13

ตอนที่ 13 “เดทแรกในแวนคูเวอร์ 2”

รถไฟฟ้าจากเซอร์รี่เซ็นทัล (Surry Central) ค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ดาวทาวน์ที่ละสถานี เมื่ออยู่เพียงลำพังในหัวของผมก็เกิดคำถามขึ้นมากมาย นางฟ้าตัวกลมกับเด็กหญิงวัย 12 จะย่างเข้า 13 ร่างป้อมๆ นุ่งผ้าซิ่นเก่าลายแดงดำที่คอยเช็ดขี้มูก เช็ดน้ำตาให้เด็กชายอายุน้อยกว่าตัวเองแค่ 4 ปีที่พ่อซึ่งเป็นนายฮ้อยซึ่งออกตระเวนหาซื้อควายแถบบ้านนาโพธิ์ได้นำมาฝากไว้กับเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าในตลาดซึ่งเป็นเพื่อนกับแม่จริงรึ

(บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย บ่ต้องฮ่องไห่ดอก เดี๋ยวอีพ่อกะกลับมา) สำเนียงสาวเวียงจันทร์แหลมเล็กๆ ปลอบด้วยถ้อยคำที่ผมต้องร้องไห้ออกมาอีก 30 กว่าปียังก้องอยู่ในหัว และเป็น 30 กว่าปีที่เธอย้ายมาอยู่ประเทศแคนาดาพร้อมกับครอบครัว แม่ต้อยเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าที่จ้างเธอวันละ 20 บาทสมัยนั้น ก็ไปทำงานกับพี่สาวที่เมืองซิดนี่ย์ประเทศออสเตรเลีย เรื่องราวของพวกเราน่าจะจบตั้งแต่ปีฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2525 ไปแล้ว ซึ่งผมเองก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้จนเข้าใจว่ามันสาบสูญชั่วนิรันดร แต่อยู่ๆ คำพูดประโยคเดิมก็หลุดออกมาจากปากของ “นางฟ้าตัวกลม” มันเป็นยิ่งกว่านิยายและตอกย้ำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่านางฟ้าตัวกลมกับเด็กหญิงในปี พ.ศ. 2525 เป็นคนๆเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย ครับผมนั่งคิดเรื่องนี้เพลินๆอยู่บนรถไฟฟ้าสายเอ็กโปร์ (Expo Line) ในแวนคูเวอร์ยังอดคิดไม่ได้ว่ามันนี้คือความจริงหรือความฝัน แต่เมื่อเสียงแจ้งเตือนผู้โดยสารเป็นภาษาอังกฤษบอกสถานีต่อไปคือ Metro town Station ก็ปลุกให้ผมตื่น ตอนแรกผมตั้งใจจะเฉลยเรื่องราวของเราทั้ง 3 โดยละเอียดในตอนสุดท้าย ซึ่งมันจะเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด ก่อนจะส่งมอบให้นางฟ้าตัวกลมและแม่ต้อยเก็บไว้เป็นที่ระลึก เผื่อว่าเราทั้ง 3 คนจะต้องจากกันอีกในอนาคต

เดทแรกในแวนคูเวอร์ 2

คืนนี้ “แก๊บบี้” เพื่อนนางฟ้าตัวกลมอาสานำเที่ยวในดาวทาวน์ บาร์ ไนต์คลับ และชีวิตกลางคืน แสง สี เสียงของแวนคูเวอร์ เรานัดกันที่ร้านเฝออาหารเวียดนามเลย Metropolis Shopping Complexไป 3 บล็อก 3 ทุ่มในช่วงซัมเมอร์แสงสุดท้ายไม่ต่างจาก 4 โมงเย็นของกรุงเทพฯ เท่าไร จึงเป็นอีกสาเหตุที่ผมไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือกลัวในเมืองใหญ่แม้จะมาเยือนเป็นครั้งแรกก็ตาม คุณจำเด็กมหาลัยโตเกียวที่ชื่อ “ฮิเดะ” ลูกชายคนเดียวของลูกค้าสมัยที่ผมยังทำงานอยู่เซ็นทรัลฯ ได้หรือเปล่าครับ จำได้ว่าผมเคยโพสต์เรื่องราวของเขาใน Facebook หลายครั้ง พ่อแม่ของฮิเดะเป็นคนญี่ปุ่นได้มอบหมายให้ทีมงานผมออกแบบและก่อสร้างโรงงานอาหารกระป๋องที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูฯ ปิดภาคเรียนพ่อแม่ของฮิเดะจะปล่อยให้เขาเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกเพียงลำพัง เพื่อฝึกการใช้ชีวิต ช่วงที่ฮิเดะแวะมาประเทศไทยปรากฏว่า พ่อกับแม่ของเขาต้องบินกลับญี่ปุ่นด่วน บริษัทเลยมอบหมายให้ผมเป็นคนดูแลแทนตลอด 1 อาทิตย์ ภาษาอังกฤษของมันห่วยแตกมากๆ ภาษาอังกฤษของผมในเวลานั้นก็ห่วยแตกพอๆ กัน

คำถาม : “เราทั้งคู่จะคุยกันรู้เรื่องไหม ผมก็เหมาๆ ทุกภาษานั้นแหละครับ ทั้งมือ ทั้งเท้าเราสื่อสารกันได้หมด เราสนุกกันมากๆ บางครั้งแค่มองหน้าเราก็หัวเราะกันได้ Trip เกาะ พีพี ผมไม่มีวันลืมกับความโง่ของตัวเอง ครั้งนั้นเราเหมาเรื่อหางยาวเที่ยวรอบเกาะ ดำน้ำ ดูปลา ดูปะการังไปตามเรื่อง ช่วงหนึ่งขณะที่เราเดินเข้าไปในถ้ำนกนางแอ่นที่มีภาพเขียนรูปเรือสำเภาโบราณ ไอ้เราก็อุตส่าเตรียมเรื่องราวนี้ไปพรีเซ้นท์ซะเต็มที่ มันไม่ถามสักแอะ! แต่ดันชี้นิ้วขึ้นข้างบนที่มีลำไผ่มัดรวบแทนบันไดสำหรับปีนขึ้นไปเก็บรังนก…ผมนึกไม่ออก และพยายามนึกว่าไอ้รังนกภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เลยตอบมันไปแบบสุ่มๆว่า “Home Bird” มันพยักหน้าเข้าใจ แล้วเราก็หัวเราะกัน เรื่องอาหารผมเห็นมันชอบน้ำซุปข้าวมันไก่ ผมก็สั่งให้มันกินได้ทุกวัน เออมึงแดกน้ำซุป เอาไก่กูมา มันไม่เบื่อ ผมมีรึจะเบื่อ…(แต่กูโคตรเบื่อเข็ดกับข้าวมันไก่ไปหลายเดือน) เราก็อยู่ด้วยกับแบบเนี่ยจนกระทั่งมันขึ้นเครื่องกลับญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษมันไม่ดีแต่มันก็เดินทางได้รอบโลก โดยอาศัยความกล้าและลูกบ้าเข้าช่วยและขณะที่ผมเดินลงมาจากสถานี Metro Town กำลังจะข้ามถนน ผมก็อดคิดความกล้าและลูกบ้าของไอ้ฮิเดะไม่ได้ ใช่ครับเวลานี้ผมคิดถึงมันมากๆ…มันอยู่รอดในนิวยอร์ก 2 อาทิตย์ ผมก็ต้องอยู่รอดในแวนคูเวอร์เพียงลำพังในคืนหนาวเช่นนี้ให้ได้เช่นกัน

ผมเดินผ่าน Metropolis Complex ไปอีกมุมถนนก็จะถึงร้านเฝอที่นัดกันไว้แล้ว หวังว่าโพสต์ต่อไปชีวิตยามค่ำคืนในแวนคูเวอร์จะทำให้คุณหลงใหล จนเผลอแดนซ์ตามนะครับ ตอนนี้ยาวไปอีกละ

ผม Timmy Buto รายงานบนถนนคิงส์เวย์ (Kings way ST.) มองเห็นร้านอาหารเวียดนามที่นัดแก๊บบี้ไว้ละ เวลาสำหรับเดทแรกก็เปะพอดี…เจอกัน ตอนที่ 14 “เดทแรกในแวนคูเวอร์ 3” สวัสดีครับ

(Visited 2 times, 1 visits today)
ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 12

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 12

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 12เดทแรกในแวนคูเวอร์1 ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 12

ตอนที่ 12 “เดทแรกในแวนคูเวอร์ 1”

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงข้อเท็จจริงสำหรับตอนที่ 12-15 “เดทเรกในแวนคูเวอร์1-4” ไว้ก่อนเลยนะครับว่า

1. เหมาะสำหรับเรท 18+ เท่านั้น ผู้ที่มีอายุต่ำกว่าควรมีผู้ปกครองคอยแนะนำ

2. เดียร์เนียวเป็นชื่อที่ผมตั้งขึ้นสำหรับเด็กหนุ่มจากมหาวิทยาลัย บริติช โคลัมเบีย ที่บังเอิญเจอกันมุมถนนเดวี่ย์ (Davie ST.) ในดาวทาวน์นะครับ

3. เนื้อหาบางส่วนผมแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น…

ก่อนจะเริ่มต้นผมขอตัวเช็คอีเมลล์จากเมืองไทยนิดหนึ่ง อื้อๆ…..จากน้องแจง W.T.V. วีซ่า 2 ฉบับเก็บไว้ก่อน และอื้อๆๆ จาก ดร……รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวง……ฉบับนี้กูเครียดแน่ๆ….. “กูมาเที่ยวโวยยังตามมาหลอกหลอนอีก” ผมเผลอแหกปากให้ดังที่สุดในใจ…ก่อนจะเหลือบมองแบบคนหวาดระแวงไปยังร่างกลมๆ ป้อมๆ ที่หลับสนิทอยู่อีกมุมหนึ่ง…. “เกือบแล้วไหมละ” ผมโล่งอกที่ยังควบคุมตัวเองได้

OK มาเข้าเรื่องกันเลยครับ การออกเดทหรือ Date, Dating ไม่มีความหมายหรือคำนิยามที่ตายตัว แต่รวมๆ น่าจะหมายถึงการนัดเจอ-เที่ยวของคน 2 คนที่ไม่ใช่เพื่อน แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้กันและกันในแง่มุมของความรักหรือในภาษาไทยเรียกว่า “การจีบ” น่าจะตรงที่สุด

ทุกวันนี้การออกเดทกลายเป็นภาษาสากลไปเรียบร้อยแล้ว แล้วเราจะต้องเตรียมตัวสำหรับออกเดทอย่างไรละ ยิ่งออกเดทครั้งแรกด้วยแล้วถือว่าสำคัญมากๆ ผมพอสรุปคร่าวๆ ดังนี้ครับ

1. เราต้องเตรียมร่างกายของเราให้พร้อม อาบน้ำ แต่งตัวสะอาดเหมาะกับสถานที่นัดหมาย พรมน้ำหอมนิดๆ จะดีมาก….แต่….อย่าเยอะเกินงามอันนี้ขอร้องเลย

2. ต้องไปให้ตรงเวลา ขีดเส้นใต้หนาๆ “ห้ามสายเกิน 5 นาที” และหากต้องการสร้างความประทับใจคุณต้องเตรียมของขวัญชิ้นเล็กๆ บ้านและที่ดินเก็บไว้คราวหน้า เน้นต้องเป็นของขวัญชิ้นเล็กๆแต่มีความหมายไปด้วยจะเวิร์กสุดๆ Timmy Confirm…OK

3. ต้องทำตัวเป็นสุภาพชน รู้จักให้เกียติ…ถ้าเป็นชายคุณต้องเป็นสุภาพบุรุษ ตั้งใจฟังอีกฝ่ายพูด กล่าวชมเชยเมื่อถึงสถานการณ์โกยคะแนน….อันนี้ต้องจำ จำ จำ….พูดมากทิมมี่รับรองว่า “ไก่ตื่นแน่ๆ”

4. เตรียมบทสนทนาไว้ล่วงหน้า หลายๆ เรื่องเผื่อคับขัน….แหมมมมๆ สำหรับกูต้องมากกว่า 20 เรื่องขึ้นไปอะนะ…

5. เมื่อทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ฝ่ายชายต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายสำหรับเดทนั้นเสมอและห้ามลืมบอกว่าจะโทรหาภายหลัง มิฉะนั้นอาจจะจบได้ง่ายๆ

ก็ผมบอกแล้วไงครับเนื้อหาในส่วนนี้ผมแต่งขึ้นล้วนๆ ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด ก็ขนาดผมยังโสดหาแฟนยังไม่ได้เลย ยังมีหน้ามาสอนชาวบ้านอีก…ถุ้ย! จริงๆ แต่เอาน่าบันเทิงๆ ไป อย่างซีเรียตเดี๋ยวขนจมูกหงอก จะหาว่า Timmy ไม่เตือน

เดทแรกในแวนคูเวอร์1

ผมตื่นราวๆ 2 ทุ่มผ้าม่านที่ปิดไม่สนิทบอกแสงสว่างภายนอกไม่ต่างจาก 4 โมงเย็นเมืองไทยเลยสักนิด นางฟ้าตัวกลมที่หลับอยู่อีกมุมหนึ่งงัวเงีย คงได้ยินเสียงผมพลิกตัวเช็คอีเมลล์จากโทรศัพท์มือถือแน่ๆ

“บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อยไปๆ อาบน้ำ” แกไล่ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เธอลุกเดินหายเข้าห้องนอน พอผมอาบน้ำเสร็จชุดเสื้อหนังสปอร์ตๆ กับหมวกก็ถูกเตรียมไว้ให้เสร็จ “ใส่เสื้อหนังของเฮียจั้สไปนะเธอ…ตัวนี้เฮงสุดๆ สมัยจีบฉัน ฮาๆ”

“อ้าว! ไหนว่าอาเจ่จีบเฮียจั้สไง” ผมอดแซวไม่ได้

“ไม่ต้องพูดมากเลยเร็วๆ ฉันจะไปส่งสถานีรถไฟฟ้า” นางฟ้าตัวกลมไล่ “จำได้ใช่ไหมว่าต้องลงสถานีไหน ร้านเฝอใกล้สี่แยกถนนคิงส์(King ST.) สังเกตร้าน 7-11 นะรู้ใช่ไหม” นางฟ้าตัวกลมย้ำหลายรอบยังกับคิดว่าผมเป็นเด็ก

เดทแรกในแวนคูเวอร์1
“คืนนี้อาจจะไม่กลับนะเจ่” ผมบอกขณะรถยนต์กำลังเลี้ยวเข้าสู่ถนน 4 เลนหน้าสถานีรถไฟฟ้าเชอร์รี่เซ็นทัล (Surry Central)

“อาลัยยย….แกจะใจง่ายไม่ได้นะบักหล่าเอ้ยยยย”

“ก็แค่เผื่อนะ ไม่ต้องห่วงหรอก บางทีคืนนี้อาจจะไปนอนบ้านแก๊บบี้นั้นแหละ”

“ฉันจะโทรตามจิกไอ้แก๊บบี้ทั้งคืนเลยคอยดู” นางฟ้าตัวกลมบอกส่ง ขณะผมก้าวลงจากรถ

“ไปละ มีไรเดี๋ยวโทรหานะ บาย”

แฮๆ….ถ้าจะยกคำนิยามของการออกเดทที่ผมกล่าวเอาไว้ข้างต้น คืนนี้ไม่ใช่เดทแรกในแวคูเวอร์สำหรับผมเลยสักนิด แบบว่าไอ้แก๊บบี้เพื่อนนางฟ้าตัวกลมนัดเที่ยวนะ เอะ…แต่ไอ้เดียร์เนียวมันบอกผมว่าเป็นเดทแรกของมันอะนะ…ผมก็เลยใช้คำพูดของหนุ่มมหาวิทยาลัย บริติช โคลัมเบีย มาตั้งเป็นชื่อตอน คงไม่น่าจะผิด…ครับผม Timmy Buto ขอตัวไปซื้อตั๋วรถฟ้าก่อนนะครับ เจอกันโพสต์ต่อไป…. “เดทแรกในแวนคูเวอร์ 2” เร็วๆ นี้ครับ เบ่ เบ๋…

(Visited 2 times, 1 visits today)
ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 11

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 11

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 11ทางหลวงหมายเลข1 เกิดอะไรขึ้น? ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 11

ตอนที่ 11 “เกิดอะไรขึ้นบนทางหลวงหมายเลข 1 Trans Canada Hwy.”

เรากินไอครีมของไอ้เบ๊บหน้าบ้านหลังคารูปตัว A ใต้ต้นเมเปิ้ลสูงจนหมดทั้ง 3 ถ้วย แดดเที่ยงที่แวนคูเวอร์ไม่ได้น้อยหน้ากรุงเทพฯ เลยแม้แต่น้อย….

(ลืมซันบล็อกอีกแหละ) ผมคิดขณะเลียช้อนตักไอครีมของไอ้เบ๊บเพลินๆ… “หมดกันชุดหนังกับเสื้อคอเต่าที่ถอยมาหลายพันบาท” ผมตั้งใจบ่นดังๆให้นางฟ้าตัวกลมได้ยิน

เธอหัวเราะรัวลั่นก่อนจะไอโขกๆ หลายทีจนหน้าเขียว “บักหล่าคำแพงเอ้ย! ไม่เชื่อใครดันไปเชื่อยายต้อย ฮาๆ”

เราออกจากฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บ เที่ยงครึ่งพอดี จากถนนโดวเนส์ (Downes RD.) ก็เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 1 Trans Canada HWY. มุ่งหน้าสู่อับบอทฟอร์ด (Abbotstord) และชิลลีวีคซ์ (Chilliwack) อันเป็นเป้าหมาย ระหว่างทางไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากไปกว่าป่าสนที่ขึ้นเป็นแผงโดยมีต้นเมเปิ้ลเตี้ยๆสลับพื้นล่างให้หนาทึบ แต่ไม้เครือเถาวัลย์ที่คลุมโคนต้นเมเปิ้ลและพยายามโอบรัดต้นสนอยู่ละมันคืออะไร ช่างละม้ายคล้ายกับต้นแบรี่ที่ผมโพสต์รูปครั้งที่แล้วยิ่งนัก ผมจึงอดถามนางฟ้าตัวกลมไม่ได้

“นั้นแหละบักหล่าคำแพงต้นแบรี่ป่าละ…ขากลับฉันจะพาเธอแวะเก็บผลไม้ป่าจริงๆ” นางฟ้าตัวกลมพูดราวกับให้สัญญากับเด็กน้อย เธอบังคับรถไปเรื่อยๆแม้ทั้งถนนจะมีเพียงเธอก็ตาม

“ไม่เร็วกว่านี้สักหน่อยรึ” ผมพูดลอยๆ ตามนิสัยส่วนตัว

“ที่นี้ขับรถเร็วไม่โดนตำรวจทางหลวงแจกสั่งก็โดนจดหมายทวงเงินถึงบ้าน…เธอจ่ายให้ฉันไหมละ” นางฟ้าตัวกลมตอกกลับ

“เออ…รึ ถ้าเป็นที่เมืองไทยผมซัด 140 150 แล้วโล่งๆ แบบเนี้ย…ทิมมี่ชอบบบ!”

เราขับไปเรื่อยๆ ประมาณบ่ายโมงเกือบครึ่งก็มาถึงชิลลีวีคซ์ (Chilliwack) นางฟ้าตัวกลมเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าบ้านที่สร้างบนเนินดินเตี้ยๆ “ไปบักหล่าเปิดท้ายรถเอาบลูเบอร์รี่ไปให้เขา เราจะได้กลับกัน วิลเลี่ยมหิวแล้ว” ผมทำตามอย่างว่าง่าย เพื่อนฝรั่งนางฟ้าตัวกลมทำงานที่วอร์มาร์ท (Walmart) ด้วยกันถามผมว่าคุณอยู่ที่นี้กี่วัน ผมตอบด้วยภาษาง่ายๆว่า “ I been here 2 week” ฉันอยู่ที่นี้ 2 สัปดาห์เธอและสามีพยักหน้าขอบคุณ นางฟ้าตัวกลมโบกมือทักทายเพื่อนจากในรถ ผมบอกลา เธอและสามีก็ขอบคุณอีกเป็นครั้งที่ 2 แล้วเราก็แยก

ทางหลวงหมายเลข1
ขากลับรถบนหลวงในช่วงชิลลีวีคซ์ (Chilliwack) ไปอับบอทฟอร์ด (Abbotstord) ยังคงปกติ แต่ขณะที่รถอยู่บนเนินเขา ภาพรถติดสุดลูกหูลูกตาบนถนนTrans Canada HWY. ก็ทำให้นางฟ้าตัวกลมถึงกับอุทานออกมาดังๆ คราวนี้ไม่ใช่ 8 หลอดละ…. “What Going on” จุ จุ จุ “Oh! My God”

“รถติดไง ปกติเห็นๆ” ผมตอบแบบคนชินตา

“มันจะปกติได้ไงเธอดูซินั้นนะ….ยาวหลายกิโล แบบเนี่ยนะปกติ” เธอส่ายหน้าแบบรับไม่ได้ “Mom, I Hungry” วิลเลี่ยมพูดจากเบาะหลัง ผมจึงแกะข้าวกล่องที่เตรียมไว้ตั้งแต่เช้าให้

“กรุงเทพแบบเนี้ย ถือว่าปกติมากๆ….” ผมบอก

“บ้าไปแล้วเธอ” นางฟ้าตัวกลมบ่นและบ่นยาวเป็นภาษาอังกฤษจนฟังไม่ทัน ส่วนวิลเลี่ยมเดี๋ยวก็ว่าร้อน เดี๋ยก็หิวน้ำ เดี๋ยวก็ง่วงนอน เดี๋ยวก็ฉันเบื่ออย่างมาก ต่อไปฉันจะไม่มากับพวกเธอแล้วตามประสาเด็ก…สุดท้ายเขาก็ปวดฉี่ รถก็ไม่ยอมขยับไปไหน 2 ชั่วโมงผ่านไป ผมพาวิลเลี่ยมลงไปฉี่ก็แล้ว เก็บลูกแบรี่สีแดงข้างทางกับครอบครัวฝรั่งที่ขนเรือไว้บนหลังคารถแวนก็แล้ว ขบวนรถร่วมทางก็ยังนิ่งอยู่ที่เดิม ขยับได้ก็แค่ 5 เมตร 10 เมตร ส่วนนางฟ้าตัวกลมนั่งจมเครียดอยู่กับพวงมาลัยไม่ต่างอะไรกับซาลาเปาบูดหลายวัน “Why…What Happen?”

จนผมต้องหาเรื่องชวนคุยเพื่อให้เธอรู้สึกดีขึ้น พลันสายตาผมก็เหลือบไปเห็นไม้กางเขนที่ปักอยู่บนเนินดินข้างทางหลวง อันที่จริงผมก็พอเดาออกแหละ แต่ก็อยากจะหันเหความสนใจของเธอ “มันคืออะไรเจ่” ผมแบะปากประกอบใช้สายตาชี้นำไปยังเป้าหมาย

“อ้อบักหล่าคำแพงนั้นนะ เป็นจุดที่เคยเกิดอุบัติเหตุแล้วมีคนเสียชีวิต เขาก็เลยสร้างขึ้นเพื่อเตือนใจ” เธอพูดขณะที่สายตายังนิ่งกับภาพขบวนรถเบื้องหน้า….

ผมนึกคงไม่ต่างจากศาลเพียงตาบ้านเรา “อื้อ…ดีเนอะ!”

“ดู ดู ผู้หญิงคนนั้นซิเธอ” น้ำเสียงนางฟ้าเริ่มสดใสขึ้น เธอชี้ป้อมๆ ไปยังสาวฝรั่งร่างอวบสวมเสื้อเขียวใส่หมวกแก๊บสีฟ้าเดินลงมาจากรถโวยวายยังกับคนบ้า ก่อนจะควักบุหรี่ออกมาสูบลึกจนสุดปอดแล้วก็พ่นควันสีขาวขึ้นฟ้าแรงๆ ไม่ต่างจากนาฬิกาไอน้ำที่แก๊สทาวน์เลย “What happen” เธอตะโกนระดับ 10 หลอดจนเกิดเสียงสะท้อนกลับจากหุบเขาข้างหน้า รถหลายคันเริ่มเปิดประตูลงมาคุยด้วย จากหนึ่งเป็น 2 จาก 2 เป็นสาม รวมทั้งผมและนางฟ้าตัวกลมและอีกหลายคน

ทางหลวงหมายเลข1

เรายืนคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว ผมฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็พอสรุปได้ประมาณว่า ช่วงเวลาประมาณ 11 โมงมีรถขนซุง (ไม้สนขนาดใหญ่) เกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงหมายเลข 1 ก็คือ Trans Canada HWY. ระหว่างแลงเลย์จะเข้าเชอร์รี่ ตำรวจกำลังเคลียร์พื้นที่ พร้อมกับแจ้งให้รถบนทางหลวงที่กำลังมุ่งหน้าเข้าแวคูเวอร์ใช้เส้นทางสำรองที่เจ้าหน้าที่กำหนดให้ ประมาณนี้ เราจึงแยกกลับขึ้นรถที่ยังคงจอดนิ่งสนิทอยู่ที่เดิม

“ตาย ตาย ตาย บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย ขาเอื้อยใหญ่หรือเปล่า”

(ตายละกู) ผมขนหัวลุกซู่ ขืนตอบพล่อยๆมีหวังต้องได้เดินกลับบ้านจริงละคราวนี้…ผมคิด “นางฟ้า ขาจะใหญ่เท่าไม้ซุงหรือตะเกียบก็เป็นนางฟ้าวันยังค่ำ” ผมคิดคำตอบอยู่พักใหญ่ มันได้ผลแฮะเมื่อเสียงหัวเราะรัวลั่นอันเป็นเอกลักษณ์ปลุกวิลเลี่ยมที่หลับอยู่หลังรถให้ตื่น วิลเลี่ยมจึงถามแบบงัวเงีย “What Happen Mom”

“Willeam you know about The Big Angels นางฟ้าตัวกลม” ผมตั้งใจจะเรียกเสียงหัวเราะให้กับวิลเลี่ยมต่อ แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะแหบๆออกมาอีกคน คงนึกถึงความลับที่เราคุยกันเมื่อคืนแน่ๆ

วันนี้เป็นวันศุกร์ เราติดอยู่บนทางหลวงหมายเลข 1 Trans Canada HWY. 6 ชั่วโมงเต็มๆ…พอถึงบ้าน ทุกคนอาบน้ำแยกย้ายกันนอนคนละมุม ผมก็แหมะลงบนโซฟาหน้าทีวีนั้นแหละ ขึ้นบันไดไม่ไหว…คืนนี้มีนัดเดทใน Dowtown ซะด้วย ต้องนอนสัก 2 ชั่วโมงเพื่อปรับใบหน้าให้สดใสซะหน่อย เจอกันคืนนี้ครับ “เดทแรกในแวนคูเวอร์” ตอนนี้ผม Timmy Buto เพลียสุดๆ ไปแล้วครับ บายยย

(Visited 1 times, 1 visits today)
ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 10

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 10

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 10
ไอติมของไอ้เบ๊บ ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 10

ตอนที่ 10 “ไอติมของไอ้เบ๊บ”

ในฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บ คนงานที่เข้ามาเก็บบลูเบอร์รี่ในช่วงซัมเมอร์จะมีหลายชาติหลายภาษา ทั้งจีน อินเดีย ไทย ลาว เวียดนาม ปากีสถาน ฯลฯแต่ละชาติ แต่ละภาษาจะแยกกันเก็บลูเบอร์รี่เป็นแถวๆ จีนแถวหนึ่ง อินเดียแถวหนึ่ง ลาวแถวหนึ่ง ไทยแถวหนึ่ง ทีมไหนเก็บหมดตลอดแนวก่อนก็จะได้สิทธิ์ไปเลือกจองแถวใหม่ที่พ่อไอ้เบ๊บเป็นคนกำหนดให้ ในการเก็บบลูเบอร์รี่มีข้อห้ามเด็ดขาดอยู่ข้อหนึ่งคือ ห้ามเก็บบลูเบอร์รี่ข้ามแถวเด็ดขาด ถ้ามีข้อขัดแย้งในเรื่องนี้ พ่อไอ้เบ๊บจะให้เลิกเก็บบลูเบอร์รี่ในวันนั้นๆ ทันที

“บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย…ขาเอื้อยใหญ่หรือเปล่า”

ผมรำคาญมากๆ เลยตอบแบบกวนๆว่า “ทั้งใหญ่ ทั้งดำเลยละเจ่เอ้ย!” ผลลัพธ์ก็อย่างที่คาดเอาไว้ ผมโดนนางฟ้าตัวดี เอ้ย! ตัวกลมสวดตั้งแต่หัวแถวยันบลูเบอร์รี่ต้นสุดท้าย ซ้ำยังคอยกำชับไม่เว้นระยะหายใจเป็นภาษาอินเดียระดับ 8 หลอดว่า

“บันจี บันจี” จนแขกอินเดียหลายคนพากันหัวเราะลั่น “อย่าเก็บข้ามแนวนะเธอพวกแขกมันขี้ฟ้อง”

ขณะที่แดดของวันเริ่มแรง “Jackky Slowly Please Slowly” เสียงพ่อไอ้เบ๊บก็ดังขึ้นที่ท้ายแนว นางฟ้าตัวกลมที่ซุ่มเก็บบลูเบอร์รี่ใส่ลังกระดาษหวังจะเอาไปฝากเพื่อนที่ชิลลีวีคซ์ (Chilliwack) เหนือจากอับบอทส์ฟอร์ด (Abbotsford) ขึ้นไปราวๆ 1 ชั่วโมงก็กุลีกุจอยกลังกระดาษลอดใต้แนวต้นบลูเบอร์รี่ให้ไกลจากพวกแขกอินเดียข้ามมาอีกฝั่งก่อนร่างกลมๆ จะกลิ้ง คลุ คลิๆ ตามออกมา

“พ่อไอ้เบ๊บอยู่กับยายจั๊กกี้ ฉันจะเอาไปใส่ท้ายรถก่อนนะ มองๆ พวกแขกให้หน่อยขี้ฟ้องฉิบหาย” นางฟ้าตัวกลมสั่งเสียงรัวต่ำๆ ก่อนจะเดินยกลังกระดาษที่มีลูกบลูเบอร์รี่อยู่เต็มก้าวฉับๆ ถี่ๆ หายไปทางที่รถจอด ปกติคนงานที่มาเก็บบลูเบอร์รี่ บางฟาร์มเขาจะกำหนดให้เอากลับไปกินที่บ้านได้ปริมาณหนึ่ง แต่ทั้งนางฟ้าตัวกลมและป้าจั๊กกี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “พ่อไอ้เบ๊บขี้เหนียวจะตาย ขอบลูเบอร์รี่กลับไปกินสักกำมือยังยากเลย” แต่นั้นไม่ใช่ธุระอะไรที่ผมจะต้องรับฟัง ผลเลยเฉยๆ กับเรื่องนี้

ผมกับนางฟ้าตัวกลมช่วยแม่เก็บบลูเบอร์รี่เสร็จ 1 แถวพอดี แดดใกล้เที่ยงมาละ ถึงจะมีลมเย็นๆ วูบผ่านเป็นครั้งๆ แต่เหงื่อก็ยังซึมผ่านผ้าโพกหัวอยู่ดี

“ไปเถอะโมน่า สงสารวิลเลี่ยมมัน” แม่บอกขณะเข้ามานั่งเลือกลูกเบอร์รี่สีแดง เขียวใส่กระเป๋าเสื้อ

“วันนี้เราได้เยอะนะที่ตั้งอยู่น่าจะ 300 พาวด์ได้แล้วมั่ง” นางฟ้าตัวกลมคะเน

“เออ Thanks Thanks…ก็ขอให้มันได้เถอะจะแบ่งช่วยค่าตั๋วเครื่องบินไอ้ทิมมี่มันสักหมื่น”

“โอ้ยยยย…หมื่นเดียวไม่เอานะ เหนื่อยแทบตาย” ผมแหกปากเหน็บดังๆ จริงๆ ผมตั้งใจจะมาช่วยคนแก่เฉยๆ เก็บด้วยกินด้วยเพลินดี อิ่มอีกต่างหาก ที่แหกปากนะก็แหกปากไปงั้นๆ แหละ…

“อย่ามาพูดมาก จะไปไหนก็ไป” แม่ไล่ขณะที่ผมยืนหัวเราะตัวโคลง

“ฉันจะรอกินไอติมไอ้เบ๊บ ฮาๆๆ” นางฟ้าตัวกลมก้มกระซิบก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะลั่นทั้งฟาร์ม “ไป ไป บักหล่าไป เราจะต้องเดินทางอีกไกล” ผมยกกระแตะบลูเบอร์รี่ที่แม่เลือกลูกสีเขียวแดงออกหมดแล้วซ้อนกัน 2 ชั้นก่อนจะตามก้นกลมๆ ที่หมุนซ้ายที ขวาทีไปไว้หน้าแนวเพื่อรอให้ไอ้เบ๊บมาชั่งน้ำหนัก ซึ่งขณะนั้นมันก็กำลังยืนอยู่บนหลังรถกระบะเก่าๆ ชั่งบลูเบอร์รี่แถวคนจีนอยู่พอดี

“ไอ้เบ๊บนอกจากจะหล่อแล้วยังขยันอีกต่างหาก…ไอ้นี้แม่งสมบูรณ์แบบจริงๆ” ผมพูดกับนางฟ้าตัวกลมขณะที่ตั้งใจจะเดินผ่านแบบเงียบๆ แต่ไอ้เบ๊บก็หันหน้านิ่งๆ มายิ้มให้พร้อมผงกศีรษะแทนคำทักทายพอดี (แหมม กูอยากแหกปากลั่นฟาร์มเหลือเกิน…ไอ้เบ๊บมันยิ้มให้ฉานนน) ผมคิดนะแต่มันก็ดันแทรกขึ้นมาระหว่างนั้น

“Do you want it” มันถามผมว่าคุณต้องการไหมพร้อมกับชี้นิ้วไปยังถังใส่ไอครีมท้ายรถ นางฟ้าตัวกลมไวกว่า คว้ามา 3 ถ้วย

ผมบอกขอบคุณ “Thank a lot” และยิ้มตอบมันอย่างคนไว้เชิง ก่อนจะเดินตามนางฟ้าตัวกลมออกไป

“ไอ้เบ๊บมันยิ้มให้กูโว้ย! วันนี้กูเป็นดาวแล้วรึนี้” ผมระบายออกมาระดับเสียงพึมพำในขณะที่หัวใจเต้นตุบๆ ส่วนปากแม่ง!เผลอยิ้มเมื่อไรไม่รู้ “ขายขี้หน้าซะมัด” ถ้านางฟ้าตัวกลมล้วงรู้ความลับข้อนี้ มีหวังคงโดนล้อไปทั้งถนน 88 แน่นอน….

ไอติมของไอ้เบ๊บOK ยาวเกินไปอีกละ กะจะให้ถึง Trans Canada HWY. ก็ไม่ถึง รูปที่ผมโพสต์ต่อท้าย คือลูกแบรี่นะครับ ต้นจะเป็นเครือเถาวัลย์ ใบสากมีขน ไม่ค่อยมีคนงานเก็บเพราะเมื่อขนหรือหนามเล็กๆ โดนผิวจะระคายเคือง…คันสุดๆ ส่วนใหญ่เจ้าของฟาร์มจะใช้รถจักรเก็บแบบในรูป ครับสำหรับตอนนี้ก็ขอตัดทอนไว้แค่นี้ ยาวมากเดี๋ยวนางฟ้าตัวกลมจะเซ็ง

ผม Timmy Buto รายงานในฟาร์มแบรี่ข้างๆ ฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บ ถนน 40 แลงเลย์ (Langley) แวนคูเวอร์ แคนาดาครับ ไปละบายยย…หายเร็วๆ นะเจ่นะ…Take Care and Love you…

“ไอ้ เบ๊บ มัน ยิ้ม ให้ กู โว้ย!”

(Visited 1 times, 1 visits today)
ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 9

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 9

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 9 หัวเราะทั้งน้ำตา ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 9

ตอนที่ 9 “หัวเราะทั้งน้ำตา”

เช้าวันต่อมาผมถูกนางฟ้าตัวดี เอ้ย! ตัวกลมปลุกตั้งแต่ยังไม่ 4 นาฬิกาดี เมื่อวานเราตะลุยดาวทาวน์เมืองชั้นในอันไม่ใช่เป้าหมายหลักของการมาเยือนแคนาดาซะขาลาก ผมขี้เกียจปีนบันไดขึ้นไปนอนชั้นบน ด้วยเหตุผล

1. เพราะกลางคืนที่แวนคูเวอร์จะเป็นเวลาทำงานของกรุงเทพฯ ถึงจะเคลียงานไว้กว่า 2 สัปดาห์ แต่พวกเสื้อ สิงห์ กระทิง แรดคู่แข่งต่างบริษัทที่คอยจะขย้ำทีมงานที่เมืองไทยยังคงตามรังควานไม่เลิก

2. เสียงข้อความผ่านไลน์เพื่อให้แก้ปัญหาจึงดัง ตี๊ดๆ ตี๊ดๆ รบกวนเกือบทุกชั่วโมง เพราะฉะนี้ผมเลยลากผ้าห่อกับหมอนมาจบที่โซฟาหน้าทีวีให้รู้แล้วรู้รอดกันไปข้างหนึ่ง

“บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย ตื่นๆ ไปล้างหน้าไป…ฉันชงกาแฟให้แล้วนะเธอ วันนี้ใส่รองเท้าไอ้ลูกปลาไปก็แล้วกัน”นางฟ้าตัวกลมจัดการเสื้อผ้า กางเกง รองเท้าไว้ให้เสร็จสับเช่นเคย ผมไม่แปลกใจกับเด็กรุ่นน้ำซาวข้าวอย่างผม (สมัยก่อนเวลาหุงข้าวจะรินน้ำต้มข้าวทิ้ง ซึ่งผมเรียกมันเรียกว่า “น้ำซาวข้าว” เด็กรุ่นผมก็จะได้กินน้ำซาวข้าวนี้แหละแทนน้ำนม) กับเด็กรุ่นนมวัวแม้แต่น้อย อะไรๆก็ใส่ด้วยกันได้หมด ก็ว่ากันไปผมสูงได้ถึง 165 ซม.ก็ถือว่าบุญละ “วันนี้ไอ้วิลเลี่ยมจะตามไปด้วยนะเธอ” นางฟ้าตัวกลมบอกขณะผมกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า

“ตื่นไหวรึ…สงสารหลานอะเจ่” วิลเลี่ยมเป็นลูกชายเฮียจัสอายุจะ 8 ขวบไม่กี่วัน แต่มันก็งัวเงียถือตุ๊กตาไดโนเสาร์ออกจากห้องนอนมาล้มแผละที่โซฟาตรงที่ผมพึ่งลุกขึ้น นางฟ้าตัวกลมคุยกับลูกชายเป็นภาษาอังกฤษยาวๆ วิลเลี่ยมได้แต่ทำเสียง “ฮื้อหึ อื้อหึ” ก่อนจะวิ่งเข้าไปเอาเสื้อแจ็คเก็ตและกระเป๋าที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนมายืนรออยู่หน้าประตูทางออก

“ไป ไป GO Go Sleep on car” นางฟ้าตัวกลมไล่เราทั้งคู่ก่อนยัดแก้วกาแฟใหญ่ๆ ให้ถือ

ฟ้าที่แวนคูเวอร์สลัวเรืองรองตลอดทั้งคืน นาฬิกาข้อมือจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำหรับที่นี้ อย่างเมื่อคืนกว่าตะวันจะตกดินก็ปาเข้าไปเกือบๆจะสี่ทุ่ม แดดสามทุ่มจึงไม่ต่างจากสี่โมงเย็นบ้านเรา ผมมักจะหลงเวลาอยู่บ่อยๆ แต่เช้าวันนี้อากาสดีเป็นพิเศษไม่หนาวเหมือนกับวันแรกที่มาถึงหรืออาจจะปรับตัวได้หรือเปล่าอันนี้ไม่ทราบ เราขับรถคันใหญ่สีขาวออกจากถนน 88 เลี้ยวขวาเข้าถนน 160 และเลี้ยวซ้ายอีกทีตรงแยกไฟแดงข้างซุปเปอร์มาเก็ตและร้านกาแฟที่ผมมานั่งอ่านหนังสือเมื่อวานก่อน (แหมยังกล้าเขียนเนอะว่ามานั่งอ่านหนังสือ “กูตอแหลอีกละ” แต่ได้เพื่อนฝรั่งเป็นเด็กหนุ่มวัย 19 ปี กำลังเรียนอยู่วิทยาลัยอาชีพแห่งหนึ่งในดาวทาวน์ คุยกันร่วม 2 ชั่วโมง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง อาศัยพูดอังกฤษให้รัวๆเร็วๆเข้าไว้ ที่เหลือไม่ใช่หน้าที่ของผม แต่เป็นหน้าที่ของเขาจะต้องทำความเข้าใจด้วยตัวเอง นี้คือสูตรเด็ดของผมละ “หน้าด้านสุดๆ”) เมื่อรถแล่นเข้าสู่ถนนฟราเซอร์ (Fraser HWY) มุ่งตรงสู่แลงเลย์ (Langley) เพื่อไปรับแม่กับป้าจั๊กกี้ เราแวะซื้ออาหารเช้าให้หลานชายสั้นๆ ท้องฟ้าสีแปลกตาทำให้คนต่างถิ่นอย่างผมเผลอเสพอย่างไม่รู้จักอิ่มเอม “นานมากแล้วนะที่อารมณ์แบบนี้หายไป” ผมคิดวนไปเรื่อยๆนานๆนางฟ้าตัวกลมจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆถามโน้นถามนี้ไปเรื่อย เวลามีหลานกำลังหลับปุ๋ยอยู่หลังรถ นางไม่กล้าเล่นผมแน่ ผมคิดสลับกับเสพสุขสีท้องฟ้ากระทั้งเรามาถึง สวนเฟิร์นสันเขา เมื่อเราทั้ง 5 คนอัดแน่นเป็นปลากระป๋องตราพ่อไอ้เบ๊บใส่หมวกแล้ว รถก็พุ่งทะยานสู่ถนนหมายเลข 40Ave อย่างรวดเร็ว

“เมื่อวานเก็บคนเดียวได้กี่พาวด์อะ” ผมหันไปถามแม่ที่นั่งหน้างออยู่เบาะหลัง

“โอ้ย! เมื่อวานยายต้อยทำกระแตะบลูเบอร์รี่คล่ำรีบโกยรีบเก็บแทบไม่ทัน ฮาๆๆ” ป้าจีกกี้แทรกขึ้นก่อนแถมหัวเราะจนเสียงหายลงลำคอ “โอ๊ะๆๆๆๆ” แกไปโขกๆ จนหน้าแดงกล่ำ “..โอ้ย! สำลักน้ำลายตัวเองเกือบตาย”

“ฮ่าๆๆ….” เราหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน จนหลานชายตัวเล็กสะดุ้งตื่น

“สมน้ำหน้า…อยากให้ฉันยืมรถเข็นดีนัก…ฉันก็หิ้วของฉันเองทุกวันพอเธอเคี้ยวเข็นให้ใช้รถแล้วเป็นไงละ”

“แหมมมม….พี่ต้อยก้อ” ยายจั๊กกี้พูดพลางหัวเราะต่ออีกยาว แต่นางฟ้าตัวกลมกลับร้องไห้….

“อ้าวร้องไห้ทำไมอะอาเจ่….” ผมรีบถามเมื่อเห็นแกใช้ข้อมือป้อมปาดที่หางตาทั้ง 2 ข้างไปมา

“ฉานนหัวเราะยะ….” นางฟ้าตัวกลมตอกกลับพร้อมปล่อยเสียหัวเราะตามมาอีก ผมจึงยื่นแผ่นกระดาษทิชชู่ให้ “อีบ้า!….ฉานนไม่ได้ร้องไห้ ฉานนหัวเราะโว้ยยยยย”

เมื่อทุกคนสงบลง “แม่ได้เกือบๆ 300 พาวด์ ถ้าไม่คล่ำฉันมีสิทธิ์ได้ 300 พาวขึ้นนะ พูดแล้วยังเสียดายไม่หาย ฮ่าๆ”

“ถ้าพ่อไอ้เบ๊บมาเจอตอนเรากำลังโกยลูกบลูเบอร์รี่ขึ้นจากดิน…มีหวังโดนไม่ใช่น้อยๆ ฮะๆ”

“อุ้ย!…ก็ได้เยอะนะ 130-140 เหรียญเลยนะนั้นนะ” นางฟ้าตัวกลมคำนวณตัวเลขให้เสร็จสับ แล้วพูดต่อไวไว “วันนี้เราสามคนเอาให้ได้ 400 พาวด์เลยนะ จะได้ไม่แพ้ยายจั๊กกี้”

“เอาเลยจ้า!!!!! ดีใจด้วยยยย” ป้าจั๊กกี้ลากเสียงยานๆ ยาวๆ

ป้าจั๊กกี้แกเป็นคนแบบนี้แหละครับ ใจดี ยิ้มง่าย ไม่เคยด่า ไม่เคยบ่น ไม่เคยด่าใครนอกจากพ่อไอ้เบ๊บ ไอ้เรื่องนินทรา อิจฉานะลืมได้เลย วันๆเอาแต่หัวเราะตามคนนั้นทีคนนี้ที…ขอขยายเรื่องราวของป้าจั๊กกี้ซะหน่อยนะครับ ป้าจั๊กกี้เป็นคนไทยเช่นเดียวกับแม่และผมนี้แหละแต่ปัจจุบันแกได้เป็นคนแคนาเดี้ยนเรียบร้อยแล้วครับ แกย้ายมาอยู่ที่นี้เกือบ 15 ปีละ แกพึ่งเลิกกับสามี ถ้าแม่ไม่มาอยู่ด้วยแกก็จะอยู่คนเดียวโดยมีพี่พรกับนางฟ้าตัวกลมแวะมาเยี่ยมเป็นระยะๆ

เช้านี้เรามาถึงฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บเร็วหน่อย แต่ก็มีรถคันใหญ่ของคนงานที่มาเก็บบลูเบอร์รี่ด้วยกันจอดอยู่ก่อนแล้ว 3 คัน แดดแรกกำลังเลียยอดสนสูงทางทิศตะวันออกและค่อยลามสู่ยอดเมเปิ้ลกลางฟาร์มที่ยังเป็นสีทึมๆ บ้านหลังคารูปตัว A ก็ยังมืดไร้ผู้อาศัยแม้แต่บ้านของป้าเบล็กกี้สาวฝรั่งผมบลอนขี้ยาก็ไม่ต่างกัน

“ไป ไป แถวโน้น!…ที่มีกระแตะซ้อนกัน 4 ใบนั้นละ เข้าเลยๆ” ป้าจั๊กกี้ออกคำสั่ง

“แหมๆ พ่อไอ้เบ๊บยังไม่มาเสียงดังเชียวนะ” นางฟ้าตัวกลมอดแซวไม่ได้ ก่อนจะหันมาหัวเราะกับผม “บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย ขาเอื้อยใหญ่ไหม”

“เอาอีกแล้วไงละกู” ผมพึมพำพยายามไม่ให้ริมฝีปากขยับ “หาเรื่องด่าผมแต่เช้าเลยเนอะ” ผมดักคอข้ามพุ้มบลูเบอร์รี่ไปหลายแปลง

นางฟ้าตัวกลมจึงหันไปหัวเราะพลางกระซิบกระซาบบางอย่างกับแม่แทน “เนี้ย!ยายต้อย ฉันพูดกับไอ้ทิมมี่มันแล้วนะ ถ้าปีหน้ามันไม่ยอมทำใบขับขี่ ฉันจะให้มันเดิน…รถมี 2 3 คันถ้ามีใบขับขี่มันสะบายไปแล้วไม่ต้องให้ฉันด่าได้ทุกวัน แกว่าจริงไหม”

“กลับไปก็ไปทำใบขับขี่มาละกัน…แม่จะได้สะบายไปด้วย” แม่แหกปากข้ามแถวมาสั่ง เธอมักจะเห็นดีเห็นงามกับนางฟ้าตัวกลมในเรื่องทำนองนี้เสมอ

“ยังไม่รู้จะเคลียงานได้ถึงเดือนรึเปล่าเลย ขนาดมาแค่ 2 วีคยังโดนเล่นซะบาน” ผมหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ “ยิ่งเมื่อคืนทีมวิศวกรไลน์มาถามเรื่องโน้น เรื่องนี้เกือบเช้า” เบื่อโคตร

….OK ยาวเกินอีกละยังไม่เริ่มเก็บบลูเบอร์รี่กันเลย คราวหน้า…อาจจะได้รู้สักทีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบนทางหลวงหมายเลข 1 Trans Canada HWY. ผม Timmy Buto รายงานจากฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บ ถนน 40Ave แลงเลย์ แวนคูเวอร์เช่นเคยครับ…ไปละบายย!

(Visited 1 times, 1 visits today)
ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 8

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 8

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 8 แก๊สทาวน์ ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 8

ตอนที่ 8 “แก๊สทาวน์ Getaway Gastown

แก๊สทาวน์ (Getaway Gastown) เป็นย่านธุรกิจเก่าแก่ มีอาคารสไตส์วิคตอเรียนและหอนาฬิกาไอน้ำมุมถนนแคมบี้และถนนวอเตอร์เป็นจุดสังเกต ในปี 1867 บริเวณเดียวกันนี้จะมีโรงเหล้าขนาดเล็กเปิดให้บริการเครื่องดื่มดับกระหายแก่คนงานในโรงเลื้อย โดยเจ้าของโรงเหล้าชื่อ จอห์น “แก๊สซี่ แจ็ค” ดีตัน เป็นคนคุยเก่ง คุยสนุกจนเป็นที่เลื่องลือไปทั้งบาง เพราะเหตุนี้ชื่อของเขาจึงเป็นที่มาของย่านธุรกิจที่ชื่อว่า “แก๊สทาวน์” ในปัจจุบัน อันนี้ก็เป็นประวัติคร่าวๆ สำหรับย่านแก๊สทาวน์ (Getaway Gastown) นะครับ

ส่วนหอนาฬิกาไอน้ำที่นี้ถือว่าเป็นเครื่องแรกในโลกถูกสร้างในปี 1977…โดย นักวิทยาศาสตร์ ชาวแคนาดา ชื่อ ไรม่อน แซนเดอร์…… เพื่อใช้สำหรับเป็นการแสดงในที่สาธารณะ ว่ากันว่า ไรม่อน แซนเดอร์ได้สร้างหอนาฬิกาไอน้ำที่ใกล้เคียงกันนี้ไว้อีกหลายแห่งทั่วโลกเช่น โอตารุ (Otaru )ในญี่ปุ่น อินเดียและสหรัฐอเมริกา จุดเด่นของหอนาฬิกาไอน้ำที่ แซนเดอร์สร้างขึ้นก็คือทุกๆ 15 นาที นาฬิกาจะส่งเสียง ปูน! ปู่น! ปู๊ด! พร้อมกับพ่นไอน้ำสีขาวลอยฟุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้าแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ ซึ่งก็สร้างความตื่นเต้นให้แก่นักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย

อีกเสน่ห์หนึ่งของย่านนี้ก็คือตึกเก่าสไตส์วิคตอเรียน ต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองนะครับ เปิดทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้เวลาเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ให้นานสักหน่อย แหล่งท่องเที่ยวยามราตรี ร้านบูทิคแฟชั่น ร้านขายของเก่าและแกลลอรี่ศิลปะ ของที่ระลึก ของตกแต่งบ้านเก๋ๆ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารที่มาจากทั่วทุกมุมโลกรอคุณอยู่ที่นี้ครบครัน

และเมื่อเดินเล่นผ่านหอนาฬิกาไม่ไกลจะพบกับรูปปั้นของ “แก๊สซี่ แจ็ค” บนถังวิสกี้ที่ตั้งอยู่บนจัตรัสเมเปิลทรี บริเวณเดียวกับจุดที่เคยเป็นโรงเหล้าแห่งแรก เพลินตาดีครับ ใครมาแวคูเวอร์แล้วพลาดย่านแก๊สทาวน์ พลาดการเดินจิบกาแฟชิวๆ จะถือว่าคุณมาไม่ถึงแวนคูเวอร์นะครับ

ผมมีเรื่องสนุกๆ เครียดนิดๆ มาเล่าให้ฟัง ปกติผมจะเป็นคนง่ายๆ โง่ๆ มองโลกมุมบวก ภาษาอังกฤษระดับห่างแถว แต่เพราะความหน้าด้าน กล้าได้กล้าเสีย ชอบพูดกับฝรั่ง อยากเข้าใจภาษาอังกฤษรัวๆ และฝรั่งหรือคนแปลกถิ่นที่นี้ก็จะพยามจะเข้าใจภาษาอังกฤษโง่ๆ ของผมด้วย สิ่งนี้แหละที่ทำให้ผมสนุกและผ่านทุกอย่างมาได้ ส่วนตัวปัญหาในชีวิตก็เยอะ ถ้าจะให้เครียดผมจะเครียดจนเป็นบ้า เมื่อรู้ผลว่าจะเกิดอะไรขึ้น

: ปัญหาที่ไม่ก่อเกิด…ผมจะโยนออกจากสมองให้เร็วที่สุด

: ปัญหาใดที่เครียดแล้วได้เงิน ผมยอม!

ครั้งหนึ่งผมอยากขับฟอร์จูนเนอร์ (Fortuner) ใจแทบขาด จอง 6 เดือนไม่ได้รถจนต้องใช้อัลติส (Altis) แต่กลับต้องผ่อนฟอร์จูนเนอร์ให้ชาวบ้านใช้ ใช้หนี้สินแทนรวมๆ หลายล้าน ผมก็สบายๆ

: จบแล้ว จบเลย

: ผ่านแล้ว ผ่านเลย

: เวริกร์นะแบบเนี้ย! ชีวิตเดียว ง่ายดี…

อีกประเด็นซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมผมจึงใช้ชื่อเล่นว่า Timmy…ครับสารภาพส่วนหนึ่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากชายเจ้าของโรงเหล้าชื่อ “แก๊สซี่” นั้นแหละครับ เดิมผมชื่อ “ต่อ” ตัวอักษร T เวลาฝรั่งเรียกมักจะเรียกผิดๆ ถูกๆ ตอ ต้อ ต๋อ ท่อ ถอย ท้อย ต่างสำเนียงกันไปจนปวดหัว ใครจะก่นด่าว่า “แม่งตั้งชื่อไม่ดูเบ้าหน้า ไม่เจียม ไอ้บักเสี่ยว หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมจะถามกลับดังๆ ว่า…ใครสน?” แก๊สซี่แห่งแก๊สทาวน์เป็นคนคุยสนุก ทิมมี่ (Timmy) แฮปปี้แลนด์ก็ปรารถนาจะทำให้ผู้คน แฮปปี้ Happy เช่นเดียวกัน…

แก๊สทาวน์“ฮึๆ…กูนี้บ้าชะมัด ใครอยากหัวเราะ หัวเราะไป Timmy สนรึ! ผ่านๆ Let it Be ช่างแม่งมัน” ก็แบบนี้แหละครับตัวผม กระจ่างแล้วนะสำหรับชื่อใหม่ สนุกๆ ชีวิตเดียวจะซีเรียสอะไรกันมากมาย หัวเราะเถอะโลกสวยๆ กำลังรอคุณอยู่…

ต้องขอโทษที่เสริมเรื่องส่วนตัวมากไปหน่อย ถือว่าแลกเปลี่ยนทัศนะคติกันนะครับ เพราะประสบการณ์ชีวิตของคนๆ หนึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนอีกหลายคนก็ได้

…. “ถึงจะต้องสูญเสียบางอย่างแต่คุณจะได้หลายสิ่งกลับคืนมา”….

ผม Timmy Buto รายงานจากถนนวอเตอร์ (Water ST.) แวคูเวอร์ แคนาดา….ครั้งต่อไปผมจะพาทุกท่านที่ผจญภัยบนถนนเทรนส์ แคนาดา (Trans-Canada HWY) สงสารสาวแก่วัย 65 ปีนะครับ จะไปเก็บบลูเบอร์รี่ช่วยเธอที่ฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บสักครึ่งวัน…แล้วเจอกันนะครับ บายยยย!

(Visited 1 times, 1 visits today)
ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 7

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 7

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 7
ขอย้อนกลับไปยังสถานีวอเตอร์ฟรอนท์ ดาวทาวน์ อันเป็นสถานีเชื่อมต่อเส้นทางจราจรหลายทาง

ตอนที่ 7 “ก่อนจะถึง Gastown 2.”

ขอย้อนกลับไปยังสถานีวอเตอร์ฟรอนท์ (Waterfront) ดาวทาวน์ (Downtown) อันเป็นสถานีเชื่อมต่อเส้นทางจราจรหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าบนดิน-ใต้ดิน-ลอยฟ้า-เรือข้ามไปยังฝั่งเหนือ และรถประจำทางหลายสายก่อนสักนิดนะครับ

ดาวทาวน์

ดาวทาวน์

นางฟ้าตัวกลมที่ผมเคยประเมินเธอไว้ต่ำก้าวฉับๆ ถี่ๆ ตามหลังเด็กๆ หายลับมุมถนนวอเตอร์ (Water ST.) ไปก่อน แต่ผมยังยืนนิ่งเป็นหุ่นหินอยู่กับรูปปั้นคล้ายนางฟ้าติดปีก กำลังอุ้มชายแต่งกายคล้ายนักรบไร้สติไว้ในอ้อมแขนหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งบนถนนโครโคว่า W.Cordova ST. (ถ้าผมจำไม่ผิด) ประติมากรรมนี้ต้องการสื่ออะไร คงไม่ใช่นางเมขลากับพระมหาชนกแน่ๆ…ผมไม่สนใจจะนั่งอ่านประวัติที่สลักบนแผ่นโลหะสีดำแปะอยู่กับฐานคอนกรีตด้านล่าง…แต่สิ่งที่ผมกำลังค้นหาคือ Sign สัญญาณที่รูปปั้นต้องการจะพูดตามนิยามของตัวเอง ผมเลือกที่นั่งเหมาะๆ ข้างกระบะสีปูนที่เวลานี้มีเพียงดอกหญ้าไร้สีแห้งๆ กระจัดกระจายอย่างไม่เป็นระเบียงไปทั้งกระบะ ผมจ้องเข้าไปในรูปปั้นพลางขบคิดคู่ขนานไปกับจินตนาการที่ก่อเกิดคำถามขึ้นในหัว แล้วพยายามกลั่นออกมาเป็นคำพูด

ถาม : เวลานี้กูเหนื่อยไหม? ตอบ : ใช่กูยอมรับ

ถาม : กูยังจะสู้ไปพร้อมๆ กับโลกไหวหรือเปล่า? ตอบ : ถึงจะกระอักออกมาเป็นลิ่มเลือด กูก็จะใช้พลังงานสุดท้ายตอบว่า “แน่นอน”

ถ้ายังมีสติกูจะก้าวต่อไป เหนื่อยต่อไป ท้อต่อไป…และจะท่อง “ถอยกูตายแน่” ให้ 4 คำนี้ฝังลึกเข้าสู่กมลสันดานส่วนที่ลึกที่สุด

ขุดเรียวแรงสุดท้ายสู้เพราะเป็นทางรอดเดียว แต่ถ้าสติดับวูบเช่นเดียวกับรูปปั้นชายแต่งกายคล้ายนักรบ กูจะไม่ปรารถนาให้นางฟ้า จะตัวผอมหรือตัวกลมมาโอบอุ้มร่างไรวิญญาณของกูเป็นแน่…เพราะร่างกายของกูมันเกิดจากดิน จะแผ่นดิน CANADA หรือแผ่นดินบ้านเกิดมันก็คือแผ่นดิน…คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกที่จะเป็นได้ เลือกจะตายได้แต่เมื่อคนเกิดได้เพียงรอบเดียว สู้ต่อให้สุดทางจนกว่าธรรมชาติจะทวงธาตุทั้ง 4 ทวงดิน ทวงน้ำ ทวงลม ทวงไฟกลับคืน เมื่อเวลานั้นมาถึง 1 วัฎจักรแห่งชีวิตก็จะถือว่าสมบูรณ์แบบ

…กระบะสีปูนกับดอกหญ้าแห้งๆ…

…เพียงสายลมบาง บางก็หลุดลอย…

…ใช่ที่เห็นจะสูญสิ้น….

…เมื่อเม็ดฝนโปรยปราย….

…ฤดูใบไม้ผลิจะปลุกเรียก…

…หญ้าดอกเดิมก็ผลิบานได้ใหม่…

…กระบะสีปูนกลับมาสมบูรณ์แบบ…

…วัฎจักร 1 วงรอบชีวิต…

…ฅน………….ก็เช่นกัน…


.…ผม Timmy Buto รายงานพิเศษจาก W.Cordova ST. เจอกันที่หอนาฬิกาไอน้ำบนถนน Water ST. Gastown ครับ-บาย.

(Visited 1 times, 1 visits today)
ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 6

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 6

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 6เมืองแวนคูเวอร์ ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 6

ตอนที่ 6 “ก่อนจะถึง Gastown 1.”

ระบบขนส่งสาธารณะในแวนคูเวอร์จะแบ่งออกเป็น 3 โซน ด้วยกันนะครับ ได้แก่ โซนที่ 1 ใน เมืองแวนคูเวอร์ Vancouver, โซนที่ 2 ทิศเหนือของเมือง North Vancouver, ตะวันตกของเมือง West Vancouver, ริชมอนต์ Richmond, เบอร์นาบี Burnaby, นิวเวสท์มินเตอร์ New Westminster และ โซนที่ 3 ควิทแลม Coquitlam, เชอร์รี่ Surrey, ไวท์ร็อก White Rock, เดลต้า Delta, แลงเลย์ Langley

บ้านของอาเจ่ตัวกลมหรือต่อไปผมจะรียกเธอว่า “นางฟ้าตัวกลม” นะครับ อยู่ Zone 3 เชอร์รี่ Surry ในวันจันทร์ – ศุกร์ ก่อนเวลา 18:30 ค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะจะคิดราคาตามอายุและการเดินทางระหว่างโซน ถ้าอายุระหว่าง 20 – 64 ปีและเดินทาง 1 โซนราคา 2.75 ดอลล่าร์ เดินทาง 2 โซน Zone ราคา 4 ดอลล่าร์ หรือเดินทาง 3 โซน Zone ราคา 5.5 ดอลล่าร์ บัตรโดยสารระบบขนส่งสาธารณะจะสามารถใช้ร่วมกันได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้บนบัตร ประกอบด้วย รถเมล์, รถไฟฟ้า (Canada line, Millennium line, Expo line), เรือโดยสาร (Seabus) บัตรโดยสาร 1 ใบสามารถใช้ได้ภายในระยะเวลา 90 นาที โดยจะใช้กี่ครั้งก็ได้ ไม่จำกัดจำนวน สำหรับวันจันทร์ – ศุกร์ หลังเวลา 18:30 และวันหยุดประจำปี รวมทั้งเสาร์-อาทิตย์ ค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะจะคิดราคาตามอายุเท่านั้น คือ 2.75 ดอลล่าร์ (อายุ 20 – 64 ปี) และ 1.75 ดอลล่าร์ (เด็กและผู้ใหญ่อายุอย่างน้อย 65 ปี) โดยสามารถใช้เดินทางได้ทุก โซน โอเคเบื้องต้นประมาณนี้นะครับ ใครจะต้องเดินทางไปแวนคูเวอร์สามารถใช้ข้อมูลนี้ได้ ง่ายมากๆ

เมืองแวนคูเวอร์
เช้าๆ ผมกับนางฟ้าตัวกลมไปช่วยแม่เก็บบลูเบอร์รี่ที่ฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บตามปกติ สายๆ ก็จะกลับบ้านปลุกเด็กๆ เตรียมตัวออกเดินทาง ผมไปแวนคูเวอร์เป็นช่วงซัมเมอร์ (ปิดเทอม) พอดี การเดินทางไปไหนมาไหนเลยต้องไปกันเป็นทีม ก็สนุกดีครับ…เป็นคนรักเด็ก แหมมจริงเล้ยยย…

ตอนอยู่เมืองไทยก่อนจะมาแวนคูเวอร์แม่ขู่ผมสารพัด อากาศหนาวติดลบ 2 องศาบ้าง ต้องใส่เสื้อหนาๆ ซื้อถุงเท้า ถุงมือมาเยอะๆ บ้าง ดีหน่อยที่แกบอกไม่ให้เตรียมเสื้อโอเวิอร์โค้ทมาจากประเทศไทย แต่เสื้อผ้าหนาๆที่เตรียมมาก็ใช้ไม่ได้สักตัว ผมเลยกะจะแวะไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่ Metropolis at Metrotown Shopping Complex ก่อน ซึ่งผมวางแผนจะเดินทางล่วงหน้าโดยนั่งรถไฟสาย EXPO Line หรือสายสีน้ำเงินจากสถานี Surrey Central ไปสถานี Metrotown ประมาณ 8-9 สถานี ด้วยเป็นห่วงสะภาพร่างกายของนางฟ้าตัวกลมนะครับ คือเธอพึ่งผ่าตัดหัวใจมาใหม่ๆ เวลาไล่เลี่ยกับแม่จริงๆ ของผมที่เมืองไทย แต่นางฟ้าก็คือนางฟ้าวันยันค่ำ สุดท้ายแกก็ดื้อดึงจะพาไปด้วยตัวเอง จบเลยชีวิตคนโสดที่หวังจะโสดๆ แบบฝรั่งแบล็คแพ็คด้วยตั๋วใบเดียวนั่งรถต่อเรือแบบชิวๆ

ครับตกลงเราแวะที่ Metrotown Shopping complex ราว 3 ชั่วโมง โดยเฉพาะผมเสื้อผ้าต้องซื้อใหม่ทั้งหมด ที่ยัดมาในกระเป๋าเดินทางบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกใช้ได้เฉพาะกางเกงใน โอ้! พระเจ้า…กูโดนเล่นเข้าแล้ว ผมคิดในใจ… “กูโง่เอง”

“บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย ซื้อไปทำไมเยอะแยะอะเธอ ไปวิคตอเรีย เอาไปชุดเดียวกับชุดนอนก็พอแล้ว” นางฟ้าตัวกลมบ่น ขณะส่องกระเป๋าที่ผมกำลังยัดเสื้อผ้าหลายตัวลงไปสมทบกับอีกหลายตัวที่แอบซื้อก่อนหน้านั้น

“อีกตั้งอาทิตย์กว่าขี้เกียจซัก” ผมพูดปัดๆ

“จะขนกลับไปซักประเทศไทยรึไงละเธอ”

“ไอ้ที่ขนมาจะทิ้งให้หลาน…ขี้เกียจซักแค่อาทิตย์กว่าขนกลับไปซักที่ทุ่งบางกะปิโน้นแหละง่ายดี”

“ฮาๆๆๆ….เธอนี้น่า จริงๆ เลย รวยโคตร” นางฟ้าตัวกลมแซวแบบแอบกัดนิดๆ

เมืองแวนคูเวอร์

เมืองแวนคูเวอร์

Gastown คือโซนท่องเที่ยวในดาวทาร์วในแวคูเวอร์ (Downtown Vancouver) เป็นที่ตั้งของหอนาฬิกาไอน้ำหรือเรียกว่า Steam Clock ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกบนถนนวอเตอร์ (Water ST.) เป็นแหล่ง Shopping มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านเบียร์ บนผิวถนน ทางเท้าก็จะมีศิลปินอิสระมาสร้างสีสันเป็นระยะๆ ทั้งเอเชีย ฝรั่ง แอฟริกา มองเผินๆ เมื่อเทียบกับบ้านเราก็น่าจะประมาณถนนข้าวสารผสมกับถนนสีลม ผมคิดว่านะ แต่ที่นี้จะโล่งๆ โปร่งๆ มากกว่า หากนั่งรถรถไฟฟ้าจาก Surrey ต้องนั่งรถไฟฟ้าสาย EXPO Line หรือสายสีน้ำเงินจาก Surrey Central ไปลงสถานีวอเตอร์ฟรอนท์ (Waterfront) ดาวทาวน์ (Downtown) ซึ่งสถานีนี้คุณสามารถใช้ตั๋วใบเดียวนั่งเรือข้ามฟากไปยัง North Vancouver หรือ Lower Lonsdale ได้เลย และทีมของเราก็ใช้สิทธิ์นั่งเรือข้ามฟากไป-กลับเล่นๆ ดูเหมือนเด็กๆ จะตื่นเต้นไปพร้อมๆ กับผมอยู่ไม่น้อย

“ไหนๆ ซื้อตั๋วเข้าเมืองละต้องเอาให้คุ้ม” นางฟ้าตัวกลมกระซิบและหัวเราะคิกๆ ผมประเมินร่างการเธอต่ำไปจริงๆ…ขณะที่ผมเหนื่อยจนหอบแฮกๆ แต่นางฟ้าตัวกลมกลับก้าวขาป้อมๆสั้นๆ ย้ำถี่ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน

“Go Go ไปๆ บักหล่าคำแพงไป Gastown” เราเดินออกมาจากสถานีรถไฟฟ้า Waterfront สู่ถนน W.Cordova ST. มันน่าจะอ่านว่าถนนโครโดว่า นะครับ และก่อนจะถึงถนนวอเตอร์ (Water ST.) อันเป็นที่ตั้งของหอนาฬิกาไอน้ำ สิ่งที่กรุงเทพฯ มีที่นี้ก็มีเช่นกัน ผมหมายถึงขอทานนะครับ แต่ขอทานที่นี้เขาจะมีป้ายบอกเรื่องราว วัตถุประสงค์ และนำเสนอไอเดียแปลกๆ เป็นการแลกเปลี่ยน…

ตอนนี้ผมเดินมาถึงปากทางถนนวอเตอร์แล้วครับ นางฟ้าตัวกลมกับเด็กๆ เดินหายเข้าไปในร้านของที่ระลึก

ก่อนแยกเธอบอกว่า “บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย…เดินเล่นให้สุดถนนเลยนะ ฉันจะพาเด็กไปวาดรูปที่บล็อก 3” นี้แหละครับเวลาโสดๆ ชิวๆ ในเมืองใหญ่มาถึงซะที…ครับผมขอตัดทอนแค่นี้ก่อน คราวหน้าผมจึงจะพาตะลุย Gastown อย่างเต็มรูปแบบ ตอนนี้ขอตัวหากาแฟร้อนสักแก้ว เห็นร้านหนึ่งละน่าจะเป็นร้านคนจีนหรือไม่ก็เอเชียด้วยกันน่านั่งมากๆ ขอเวลาส่วนตัวสัก 10 นาทีนะครับ

เจอกันโพสต์ต่อไปครับ…ผม Timmy Buto รายงานจากปากทางถนนวอเตอร์ Gastown แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาครับผม

(Visited 4 times, 1 visits today)
ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 5

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 5

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 5นางฟ้าตัวกลม ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 5

ตอนที่ 5 “นางฟ้าตัวกลม”

“บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย…ขาเอี้อยใหญ่รึเปล่า” อาเจ่ตัวกลมถามแบบคนตั้งหน้าตั้งตาจะหาเรื่องด่า 100 เมตร ผมรู้สึกเย็นวาบ วูบยันไข่…แรกๆ ก่อนจะมาแวนคูเวอร์ผมได้จองโรงแรม Holiday Inn Vancouver Downtown&Suites บนถนน Howe ST.เอาไว้ 3 วัน แต่เพราะของที่แม่ฝากมาค่อนข้างเยอะ ประกอบกับผมตื่นเต้นที่จะได้เจออาเจ่คนสวยกับครอบครัวจึงตกปากรับคำให้แกมารับที่สนามบิน…ฉะนี้ก็เลยต้องพักอยู่บ้านสีขาวบนถนน 88 โดยปริยาย ผมเป็นคนขี้เกรงใจนะครับเพราะทั้งอาเจ่ตัวกลมและอาเฮียฝรั่งยอมหยุดงานเพื่อจะพาผมเที่ยวตั้ง 1 เดือน เทียวไปรับไปส่งที่โรงแรมเห็นจะไม่สะดวก (ผมคิด) แต่ก็ดีครับยอมเสียเครดิตกับทางเอ๊กพีเดีย แล้วได้ความเป็นพี่เป็นน้องคืนมามันสุดแสนจะดีต่อจิตใจ…คุณว่าไหม

“ว่าไงเธอ ขาเอื้อยใหญ่ไหม” เอาอีกแล้วกู ผมเกาหัวยิกๆ ขณะเดียวกันก็คิด คิด คิดว่า (กูจะออกทางไหนวะถึงจะไม่เจ็บตัว) ผมเหลือบมอง นั้นแน่แววตาคนมีชัยเตรียมจัดการกับลูกแกะน้อยๆแผ่กระจายไปทั่วห้องโดยสาร “ตอบเร็วๆ สิทิมมี่….” เธอกระตุ้น

“…ใหญ่มาก…” ผมหาทางออกไม่เจอเลยตอบแบบง่ายเข้าไว้ หวังจะให้จบๆ ไป แต่…

“แก่ว่าฉันอ้วนเหรออ…ลงไปเดินถนนเลย” อาเจ่ตัวแสบ เอ้ย! ตัวกลมแว๊ดๆ เสียงแหลมสูง

“นั้นไงกูว่าแล้ว” ผมครางในลำคอ พยายามไม่ให้ปากขยับ

“ตอบใหม่ๆ ฉันให้โอกาสแกอีก 1 ครั้ง”

ผมก็ยังหาทางออกไม่เจอ “เออๆ เล็กยาว สวย เหมือนหยวกกล้วยเลย”

“แกตอแหลฉันอะ ทิมมี่นะ….แกโกหกฉานนน แกตอแหลฉานนน” นี้แหละครับอาเจ่ตัวแสบของผม เป็นไงละสาววัยดึก ถ้ารถไม่วิ่งบนถนน Trans-Canada HWY. ผมจะยอมลงเดินกลับเชอร์รี่เลยเอาซิ “ทิมมี่อะ ตอบใหม่ ตอบใหม่ บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย…เร็วๆ”

“อาเจ่สวย สวยเหมือนนางฟ้า” ผมหยุดหายใจประเมินสถานการณ์ เมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปาก “นางฟ้าตัวกลมๆ นะ” ไม่ลืมแดกดัน จิกกัดหวังจะเอาคืน แต่…เอ้อ! เฮ่ย! คราวนี้มันได้ผลแฮะ ผมแปลกใจ เสียงหัวเราะรัวลั่นจนเห็นน้ำตาเล็ดออกมา

“ฮาๆ ฉานนชอบ นางฟ้าถึงจะตัวกลมแต่ก็เป็นนางฟ้า ฮาๆๆ”

และขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บนถนน Fraser HWY ตัดกับถนน 160 ทางเลี้ยวจะเข้าบ้าน

“บักหล่าคำแพง ดูๆ ขอทานที่นี้ก็มีนะเธอ เห็นป้ายแขวนคอเขาไหม” อาเจ่ตัวแสบชี้ให้ดูขอทานผู้ชายฝรั่งที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นหินอยู่เกาะกลางถนน โดยมีป้ายลังกระดาษพร้อมเชือกคล้องคอเขียนด้วยภาษาอังกฤษว่า I’m Hungry, I no money, I’m Sick, I’m not Home

“น่าสงสารเขานะเธอ เรียกให้ฉันหน่อยซิ” นางฟ้าก็คือนางฟ้าครับท่านผู้อ่าน

“Hey! you Come here” ผมลดกระจกตะโกนข้ามรถอีก 2 คัน จนเห็นขอทานคนที่พูดถึงยิ้มกว้างแล้วเดินตรงเข้ามาหา นางฟ้าตัวกลมส่งเงินเหรียญให้หลายเซ็นต์ จังหวะเดียวกับกล้องจากโทรศัพท์มือถือก็ถ่ายรูปอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาเอาไว้ได้ในเสี้ยวนาที ผมกลับถึงบ้านไล่ดูภาพที่ละเฟรม ทีละรูป สุดท้ายก็มาจบที่ภาพๆ นี้…มันนิยามความหมายเอาไว้ได้มากมาย เมตตาขยายความกรุณาในกระจกข้าง (สังเกตกระจกข้างรถนะครับ) อย่างพอเหมาะพอเจาะ….อุ้ย! ผมชอบภาพนี้มากๆ ให้ตายซิ…

ครับ พรุ่งนี้ผมรับปากว่าเราจะถึง Gastown อย่างแน่นอน…หิวละผมขอตัวไปหาอะไรกินก่อน บ่ายๆ ค่ำๆ เห็นร้านกาแฟข้างซุปเปอร์มาเก็ตของคนอินเดียที่สี่แยกมุมถนน Fraser น่านั่งมาก กะจะไปนั่งอ่านหนังสือ “มูซาชิ ฉบับ ท่าพระจันทร์ที่เตรียมมาจากเมืองไทยให้จบ…ที่บอกว่าจะไปนั่งอ่านหนังสือนะ แม่งกูโคตรตอแหลเลย ความจริงในหัว “กูกะจะไปนั่งอ่อย ฝรั่งต่างหาก…ฮิ้วๆๆ”

ผม Timmy Buto รายงานจากบ้านสีขาวทรงบาวาเรียนถนน 88 แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ไปหาซันบล็อคกับแป้งก่อนละ…. “ค่ำๆ กูจะไปนั่งอ่านหนังสือ ฮิ้ว!”

(Visited 3 times, 1 visits today)
ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 4

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 4

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 4ในป่าบลูเบอร์รี่ ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 4 

ตอนที่ 4 “ในป่าบลูเบอร์รี่”

“Hey Morning Def บันจี บันจี…” อาเจ่ตัวกลมทักทายพ่อไอ้เบ๊บที่ชื่อ “เดฟ” เสียงดังระดับ 8 หลอดยังมาครบ ขณะก้าวลงจากรถ ไอ้คำว่า บันจี บันจี 2 คำหลังเป็นภาษาอินเดีย แรกๆผมไม่รู้หรอก ว่ามันหมายถึงอะไร หกโมงเช้านิดๆแดดแรกสีวะนิลาเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่เฉดสีเบจบางๆจนยอดเมเปิ้ลบอกสีม่วงเขียวชัดเจน กระนั้นก็ยังไม่ตกกระทบถึงพื้นดิน รถคนงานเก็บบลูเบอร์รี่จอดเรียงเป็นแถวยาวอยู่แล้ว 4-5 คัน ล้วนแต่เป็นรถหรูคันใหญ่ราคาหลายล้านบาททั้งสิ้น รถที่ราคาถูกที่สุดเห็นจะเป็น HONDA ACCORD ของพี่พร นั้นแสดงว่างานที่นี้ไม่มีเส้นขีดบอกระดับ คนใช้แรงงานกับรัฐมนตรีล้วนเสมอเท่าเทียมกัน…

ครับพ่อไอ้เบ๊บเป็นคนแคนาเดี้ยน-อินเดีย ก็ถือว่าเป็นคนอินเดียรุ่นใหม่ ปู่ของปู่พ่อไอ้เบ๊บ อพยพมาบุกเบิกที่นี้ จนมีฟาร์มมีไร่เป็นของตัวเอง ก็อย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่โพสต์ที่แล้วนั้นแหละครับ คนที่อยู่มณรัฐบริติชโคลัมเบียไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ล้วนแต่ต้องเช่าที่ของรัฐบาล CANADA ทั้งสิ้น อาคาร 2-3 หลังที่เห็นอยู่กลางฟาร์มจึงเป็นแบบง่ายๆ 2 หลังแรกตรงมุมด้านทิศตะวันออกเป็นเพียงตู้คอนเทรนเนอร์เก่าๆต่อเชื่อมกันด้วยระเบียงไม้สีขาว ว่ากันว่ามีป้าฝรั่งผมบลอนแก่ๆขี้ยาชื่อเบร็คกี้อาศัยอยู่เพียงลำพัง อีกหลังเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงหลังคาเป็นรูปตัว A สีทึมๆ ดูดีใช้ได้ แต่ไม่มีคนอยู่ หลังนี้แหละที่พ่อไอ้เบ๊บหวังเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ปีหน้าจะให้ผมกับแม่มาอยู่ระหว่างเก็บบลูเบอร์รี่ที่ฟาร์ม….ก็ว่ากันไป

คราวนี้มาถึงคิวไอ้เบ๊บกันบ้าง สาวๆ คนไหนอยากเป็นสะใภ้แขกอินเดียไม่ควรพลาดเพราะนี้คือความจริงล้วนๆ ไอ้เบ๊บเป็นเด็กหนุ่มวัย 20 ต้นๆ ผิวคล่ำแบบอินเดีย สูงราวๆ 180-190 cm. ใบหน้าคม จมูกโด่งเป็นสัน ผิวคล้ำนิดๆ หุ่นสมาร์ทแมนไม่อ้วนและไม่ผอม ไอ้นี้ไม่ค่อยยิ้มให้ใครง่ายๆ ขยันแบบพ่อของมัน รวมๆ แล้วบอกตรงๆ แม่งหล่อชะมัด เวลามันขับรถกระบะมาชั่งบลูเบอร์รี่ตอนเที่ยง มันมักจะมีไอศกรีม ของหวาน น้ำอัดลมหรือกาแฟมาฝากคนงานในฟาร์มเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้เองที่สาวๆ ทุกรุ่นทุกวัยจะชอบมันเป็นพิเศษ

“ไอ้เบ๊บมันยิ้มให้ฉาน” ผมมักจะได้ยินประโยคนี้ดังมาจากสาวๆที่มองไม่เห็นเกือบทุกวัน คล้ายๆ ว่าใครได้พูดประโยคนี้ก่อนคนนั้นจะถูกยกให้เป็นดาวประจำฟาร์มของวัน เอาละสาวๆ คนไหนสนใจเตรียมตัวยื่นวีซ่าไว้เลยครับ ต้นกรกฎาคมจะได้พร้อมบิน เราจะไปแวนคูเวอร์กานนนนนน

“Morning This’ s my son, he came from Thailand Yesterday.” แม่ทักทายพ่อไอ้เบ๊บพร้อมกับแนะนำผมให้รู้จักประมาณ-นี้คือลูกชายฉันพึ่งมาจากประเทศไทยเมื่อวาน ผมทักตอบเป็นภาษาอังกฤษโง่สั้นๆ และไม่สนว่าพ่อไอ้เบ๊บจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ แค่พูดรัวๆ เร็วๆ เข้าไว้ เมื่อจบต้องรีบยิ้มกว้างๆ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพ่อไอ้เบ๊บหรือฝรั่งจะต้องไปเดาเอาเอง…ยังไม่ทันจะได้ยินเสียงตอบกลับอาเจ่ตัวแสบ เอ้ย! ตัวกลมก็พุ่งเข้ามาลากคอผมหายเข้าพุ่มบลูเบอร์รี่ไป

“บันจี บันจี Go Go Go Now” ขาป้อมๆ ราวกับขาโต๊ะสนุกเกอร์ก้าวสั้นๆ ย้ำใบไม้กิ่งไม้แห้งถี่ๆ 4 5 ก้าว แล้วก็หันกลับมาเรียกอีก “บักหล่าคำแพง มา มา พ่อไอ้เบ๊บคุยได้ทั้งวันแหละ”

“บันจี บันจี แปลว่าอะไร” ผมสงสัยคำแสลงนี้สุดๆ

“รีบๆ หน่อยประมาณนี้แหละเธอ…ยายจักกี้เอ้ย! ยายจักกี้ อยู่แถวไหน” อาเจ่ตัวกลมตะโกนเรียกเสียงแหลม เพราะทันทีที่ลงจากรถป้าจักกี้ก็พุ่งหายเข้าแนวต้นบลูเบอร์รี่ที่สูงท่วมหัวทันที (สงสัยกลัวพ่อไอ้เบ๊บ) ผมคิดแต่หลังๆ จึงรู้ว่าผมผิดถนัด

ในป่าบลูเบอร์รี่“เข้ามาเลย 2 แถวที่มีกระแตะตั้งอยู่นั้นละ” ต้นบลูเบอรี่เขาจะปลูกกันเป็นแถวยาวจนสุดแนวเขตที่ดิน ความสูงก็พอๆ กับต้นหม่อน ใบออกจะหนาสักหน่อยคล้ายใบชาทางภาคเหนือบ้านเรา ลูกบลูเบอร์รี่จะออกเป็นพวงติดกิ่งหรือปลายสุด เมื่อสุกได้ที่จะเห็นเป็นสีน้ำเงินดำส่วนลูกที่ยังไม่สุกก็จะออกสีแดงเขียวตามลำดับ นี้คือการเก็บบลูเบอร์รี่รอบแรกของปี มันไม่ใช่งานยากสำหรับผม แต่มันก็ไม่ง่ายสำหรับครั้งแรกเช่นกัน…ก็อย่างว่าแหละครับอะไรที่เป็นครั้งแรกมักจะงกๆเงิ่นๆเสมอคุณว่าจริงใหม… (กรุณาแหกปากดังๆ ว่า ใช่! หรือ มาใช! ก่อนอ่านต่อ)

“บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย…มาๆ เจ่สิสอน นี่ๆ ใช้ 2 มือรูดเอาๆ แบบนี้มันถึงจะได้ไว ถ้าเก็บทีละเม็ดทั้งวันก็ไม่ได้ถึง 100 เหรียญ” ผมดูวิธีไล่นิ้วแล้วทำตามไม่นานก็คล่อง แต่ลูกสีแดง เขียวที่พ่อไอ้เบ๊บเน้นหนักๆว่าห้ามเก็บเด็ดขาดก็เผลอหลุดตามนิ้วมาจนได้ “ลูกเขียวๆ แดงๆ เราก็ค่อยเก็บออกแบบนี้” แกสาธิต “แต่อย่าให้พ่อบักเบ๊บเห็นเชียว มันด่าเปิงเลย”

“Slowly Slowly Jackky” ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงพ่อไอ้เบ๊บดังขึ้นท้ายแนว ผมเกือบจะหลุดกร๊ากออกมาดังๆ “GO GO you see you see, So beautiful” เป็นเสียงป้าจักกี้ “ไม่รู้จะพิศวาสฉันอะไรกันนักหนา” แล้วต่อท้ายด้วยภาษาไทยแบบนี้ทั้งวัน

“คู่นี้เขาเป็นแบบนี้แหละเธอ…ฉันละเบื้อเบื่อ” อาเจ่ตัวกลมบ่น

ไม่นานแม่ก็ขยับเข้ามานั่งข้างกระแตะใกล้ๆ แล้วกระซิบกระซาบราวกับว่ากลัวพ่อไอ้เบ๊บจะได้ยิน “พ่อไอ้เบ๊บมันจู้จี้หน่อย แต่ก็ใจดีนะแม่ชอบ” แกพูดมือก็ควานเก็บบลูเบอร์รี่สีเขียว สีแดงในกระแตะยัดในกระเป๋าเสื้อ “ยายจักกี้จะเก็บลูกเขียวๆ แดงๆ ฝั่งดินหรือเยียบขยี้แบบเนี้ยๆ” แม่สาธิตให้เห็น “พ่อไอ้เบ๊บมันรู้ มันด่าใหญ่ เลยตามจิกแต่มันทั้งวันแบบเนี่ยละ”

“อ้าวแล้วแม่ทำลายหลักฐานอย่างไรละ” ผมหมายถึงลูกบลูเบอร์รี่สีเขียวแดงในกระเป๋าที่แกพึ่งยัดมันลงไป

“อุ่ยยยย! ฉันฉลาดกว่ายายจักกี้ตั้งเยอะ เรื่องอะไรจะฝังดินให้พ่อไอ้เบ๊บจับได้ละ มันเผลอแม่ก็แอบเดินขว้างทิ้งในป่าสนโน้น!” พร้อมกับชี้นิ้วบอกทิศทางเสร็จสับ วีรกรรมของทั้งแม่และป้าแจ๊กกี้พอๆ กัน แต่พ่อไอ้เบ๊บเหมือนจะชอบแม่ผมมากกว่า เพราะเวลาเดินเข้ามาใกล้ แม่มักจะแปลงร่างเป็นสาวเชียงใหม่กำลังฟ้อนเล็บ ต่องต้อย ตะต่องต้อย ตะต่องต่อยต๋งต่อยต๋องตอย เก็บช้าๆ จนงามไปทั้งกระแตะโชว์พ่อไอ้เบ๊บ “Good Good TOY Thanks Thanks” นี้ก็คือเสียงพ่อไอ้เบ๊บคุยกับแม่ทุกรอบที่เดินผ่าน แต่ลับหลังยายต้อยหรือ TOY ของพ่อไอ้เบ๊บก็รูดเอา รูดเอาเหมือนก้านน! ผมว่างานนี้ใครแพ้ ใครชนะมันอยู่ที่เทคนิคล้วนๆ ครับ….

OK ผมบอกตามจริงนะผมกับอาเจ่ตัวกลมมีเวลามาช่วยแม่เก็บบลูเบอร์รี่แค่ช่วงเช้าก็ประมาณ 05.00 น. ถึงราวๆ 9.00-10 โมงนิดๆ เท่านั้น ก็ทีมงานที่เมืองไทยดันให้เวลาผมมาน้อยเองทำไมละ เรื่องอะไรผมจะฝังตัวอยู่แต่ในฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บทั้งวันจริงไหม…ครับ

ครั้งหน้าผมจะนำทุกท่านไปชมหอนาฬิกาไอน้ำบนถนน Geta way Gastown เราจะไปซ๊อปปิ้งกัน….ส่วนตอนนี้เกือบ 10.00 โมงเช้าละ แดดเย็นๆหนาวๆกำลังมา ผม Timmy Buto ลืมซันบล็อกมาซะด้วย ต้องรีบกลับแล้วรายงานจากฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บถนน 40 แลงเลย์(Langley) แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ครับผม

(Visited 3 times, 1 visits today)
ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 3

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 3

ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 3ก่อนถึงป่าบลูเบอร์รี่ ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 3

ก่อนถึงป่าบลูเบอร์รี่

ในขณะที่ผมเขียน “I &The Big Aangels ฉันกับนางฟ้าตัวกลม” ตอน ก่อนจะถึงป่าบลูเบอร์รี่ อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมขนาด 24 ตร.ม. บนถนนแฮปปี้แลนด์ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย นางฟ้าตัวกลมหรืออาเจ่ตัวกลมกำลังนอนอ่าน “สวนเฟิร์นสันเขา” (Fern Ridge Park) อยู่บนเตียงพยาบาลสีขาวภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาผ่าน Facebook สายออกซิเจนระโยงรยางค์รอบตัวเธอ ทำให้ผมต้องเร่งเขียนตอนที่ 3 ให้จบ เพราะภาพที่เธอส่งมาให้เมื่อวาน ทำให้ผมแทบจะร้องไห้ ผมคิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ด้วย ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

มันเป็นช่วงเวลาอึดอัดที่ยาวนาน ผมใช้ความรู้สึกนึกย้อนกลับสู่ช่วงเวลานั้น…หากมีเพียงช่อดอกไม้สวยๆ วางอยู่ใกล้ๆ ก็ส่งผลถึงจิตใจผู้ป่วยและญาติได้อย่างมหาศาล ครับผมไม่สามารถส่งกุหลาบสีโอโรสที่ผมรักสุดชีวิตให้เธอได้ ผมจึงทำได้แค่เร่งส่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเราให้เธออ่านแทน อาเจ่ตัวกลมเคยบอกว่าเธออ่านภาษาไทยได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่สามารถเขียนได้…ผมก็หวังลึกๆ ว่าเธอจะได้อ่านและเข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการสื่อ ผมอยากได้ยินเสียงหัวเราะรัวลั่นอันเป็นเสน่ห์ ผมอยากจะเห็นเธออาระวาด ฟาดงวงฟาดงาแบบแม่ช้างอ้วนๆ ตกมันเร็วๆ Take Care my big angels Love Love

เอาละ…ในที่สุดพวกเราก็เกือบถึงป่าบลูเบอร์รี่ ผมหมายถึงฟาร์มของพ่อไอ้เบ๊บละ และระหว่างที่รถกำลังแล่นอยู่บนถนน 216st. มุ่งตรงไปยังถนน 40Ave. อันเป็นเป้าหมายนั้น ผมต้องขออธิบายข้อมูล ข้อเท็จจริงคร่าวๆ เกี่ยวกับบลูเบอร์รี่ให้ทุกท่านเข้าใจกันสักนิดพอเรียกน้ำย่อยก่อนนะครับ

ก่อนถึงป่าบลูเบอร์รี่
บลูเบอร์รี่อดีตก็คือผลไม้ป่า คล้ายกับต้นบักต้อนแล้น บักเล็บแมว บักคางครกแถวบ้านผมนะแหละ (ชื่อผลไม้ที่พูดถึงเป็นภาษาอีสานใครรู้ชื่อทางการกรุณาขยายความต่อให้เพื่อนๆที่สงสัยด้วยก็แล้วกัน ขอบคุณมาก) แต่เมื่อมีคนจีน คนอินเดียอพยพเข้าไปอยู่ในแผ่นดิน CANADA พวกเขาจึงช่วยกันบุกเบิกและนำผลไม้ป่าหลายชนิดมาปลูกเอาไว้กินเอง ข้อมูลนี้อาเจ่ตัวกลมเธอผมเป็นคนเล่าให้ฟัง ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดต้องขออภัยไว้ ณ.ตรงนี้เลย ถ้าใครอยากรู้เพิ่มเติมสามารถค้นหาข้อเท็จจริงในInternet เสริมต่อยอดอีกทางหนึ่ง

แรกๆ พวกเขาตั้งใจจะปลูกเอาไว้กินเองนั้นแหละ แต่มันกลับขายได้ พวกเขาเลยค่อยขยาย พัฒนาสายพันธุ์ จนเป็นฟาร์มกว้างสุดลูกหูลูกตาอย่างปัจจุบัน ครับการเก็บบลูเบอร์รี่ในแวนคูเวอร์ไม่ได้เป็นไปอย่างผมเคยจินตนาการตอนยังอยู่เมืองไทย เดิมนึกว่าจะต้องหิ้วตระกล้าเข้าป่าปีนเขาเป็นวันๆสุดท้ายก็จบที่ฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บ…(เดี๋ยวผมจะพูดถึงพ่อไอ้เบ๊บทีหลัง) การเก็บบลูเบอร์รี่ที่แวนคูเวอร์เป็นการเก็บในฟาร์มหรือบ้านเราเรียกว่าไร่นั้นแหละครับ หากจะเทียบภาพที่ใกล้เคียงที่สุดเห็นจะประมาณไร่ชาทางภาคเหนือ หรือสวนหม่อน ไร่มันสำปะหลังบ้านเราดีๆ นั้นเอง เดือนที่บลูเบอร์สุกเต็มที่ มีแค่ 2 เดือนใน 1 ปีครับคือต้นเดือนกรกฎาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม

การเก็บบลูเบอร์รี่จะเก็บประมาณ 2-3 รอบ รอบแรกบลูเบอร์รี่จะยังไม่สุกทั้งพวง จะเก็บได้เฉพาะลูกสีดำซึ่งรอบแรกจะเก็บยากสักหน่อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับคนชำนาญ รอบที่ 2 บลูเบอร์รี่จะสุกประมาณ 80-9 เปอร์เซ็นต์ ช่วงนี้แหละคนเก็บบลูเบอร์รี่จะโกยเงินเข้ากระเป๋าได้วันละหลายร้อยดอลล่าร์ต่อวัน พอรอบที่ 3 บลูเบอร์รี่เหลือน้อยละ ลูกติดต้นจะไม่สวยหาคนมาเก็บยากเจ้าของฟาร์มส่วนใหญ่จะใช้รถจักรมาเก็บและขายตรงสู่โรงงานทำไวน์

การเก็บบลูเบอร์รี่จะเก็บใส่ถาดพลาสติกขนาดกล่องใส่ผลไม้บ้านเรา แม่กับป้าจักกี้จะเรียกมันว่ากระแตะ เมื่อเก็บเต็ม 1 กระแตะก็จะยกไปวางไว้หน้าแถว เพื่อรอชั่ง ที่นี้เขาจะชั่งบลูเบอร์รี่เป็นพาวว์(Pound) ซึ่ง 1 พาวว์ (Pound) จะเท่ากับ 0.453 กิโลกรัม หรือ 1 กิโลกรัมจะเท่ากับ 2.2 พาวว์ (Pound) โดยประมาณ ส่วนค่าแรงงานเก็บบลูเบอร์รี่ 1 พาวว์เจ้าของฟาร์มแต่ละแห่งจะให้ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความยาก-ง่าย แต่โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 45 เซ็นต์ต่อ 1 พาวว์ อธิบายให้เข้าใจง่าย ถ้าเก็บได้ 1 กิโลกรัมนิดๆ คุณก็จะได้เงินละ 1 ดอลล่าร์ หรือประมาณ 25.6 บาท ถ้าสวนไหน บลูเบอร์รี่ลูกใหญ่ พวงสวยๆ รูด 2 ทีก็ได้แล้ว 1 พาวว์ รูด 4-5 ทีก็จะได้ละ 1 กิโลกรัม…ประมาณนี้นะครับ

ขณะที่รถกำลังแล่นอยู่บนถนน 216st. “ไปทางไหนยายจักกี้” อาเจ่ตัวกลมถามขึ้น

“เลี้ยวซ้ายเข้าถนน 40 ตรงไฟแดงโน้น…แหมเมื่อวานพ่อไอ้เบ๊บนะตามฉันติดทั้งงงงงวัน จู้จี้จุกจิกน่ารำคาญที่สุ๊ดดด” ป้าจักกี้พึมพำขึ้นมาคนเดียว ซึ่งทำให้แม่ที่นั่งอยู่เบาะหลังข้างกันถึงกับหัวเราะกร๊ากๆ

“ก็เธอมันสวยนะจักกี้….ฮาๆๆๆ”

“พูดแต่คำว่า Slowly Jackky Slowly ทั้งงงงงวัน”

“เธอทำบลูเบอร์รี่หล่นพื้นเยอะไง พ่อไอ้เบ๊บเลยตามเก็บให้ ไม่ดีใจรึ” แม่ต้อยว่าต่อเพราะเมื่อวานแกไปเก็บกัน 2 คน

“พ่อไอ้เบ๊บมันก็แบบนี้แหละ มันลงทุนลางาน 2 เดือนเพื่อมาเก็บบลูเบอร์รี่ในฟาร์มโดยเฉพาะเลยนะ” อาเจ่ตัวกลมให้ข้อมูลเพิ่ม และพูดขึ้นอีก “กล้าแต่กับคนลาว คนไทย คนเวียด (คนเวียดนาม) คนจีน ทีคนอินเดียเพื่อนมัน ญาติมัน เงียบกริ๊บ!…”

“ช่ายยย! โมน่าพูดถูกต้อง เยี่ยมที่สู๊ดดดดด” คำสุดท้ายของป้าจั๊กกี้สูงแหลมปิ๊บบบบ สาวๆวัยดึกคุยกันอย่างออกรส ขณะที่ผมได้แต่มองป่าต้นเมเปิ้ล ต้นสนที่รกครึม สลับกับบ้านพักทรงแปลกตา 2 ข้างทางอย่างไม่รู้เบื่อ

“หนาวเนอะ” ผมพูดลอย ทำให้อาเจ่ตัวกลมที่นั่งข้างสับกะโหลกทีนึง “โอ้ย!”

“ยายต้อยเอ้ย ลูกชายแกบ่นว่าหนาว ฉันร้อนจะตายอยู่แล้วยังต้องทนเปิดฮิตเตอร์ให้มันอีก”

“ฉาน! ก็หนาวนะโมน่า เราพึ่งมาจากประเทศไทยนะใช่ไหม” แม่ออกรับแทน

“มันร้อนขนาดนั้นเลยรึยายต้อยที่เมืองไทยนะ” อาเจ่ตัวกลมถามขณะรถกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนหมายเลข 40 Ave.

“ร้อนมากๆ คะ…ป้าจักกี้ไปเมืองไทยเดือนมีนา เมษา แพลนกลับพฤษภาคม ยังต้องเลื่อนตั๋วกลับก่อนเลย…ร้อนม๊ากกกก” ป้าจักกี้ลากคำสุดท้ายจนสุดลมหายใจก่อนพูดต่อ “นั้นแหละ เลี้ยวขวาเข้าถนนดินข้างๆ เสาไฟฟ้านั้นแหละ นี้แหละ นี้แหละใช่เลยยยย”

“อ้าวเมื่อวานมากันอย่างไรอะป้า” ผมถามเพราะระยะทางจากบ้านรถถึงที่นี้ก็ไม่ใช่ใกล้ๆ

“สมพรมารับ มาส่งจ้า…เดี๋ยวจะแนะนำให้ทิมมี่รู้จัก”

“เช้าๆ ไอ้พรมันเก็บเห็ดรึยายจักกี้” อาเจ่ตัวกลมถาม

“ฟาร์มสมพรเห็ดกำลังจะออก อุ้ยย! มันเก็บเห็ดเช้าเดียวก็ได้ 200-300 ดอลฯ แล้ว เห็นโมน่าจะมารับเลยโทรบอกตั้งแต่เมื่อคืนวาน” ป้าจักกี้เสียงแหลมหวาน “พุ้นละ 8 โมง 9 โมงมันจึงจะมาถึง”….เอาละครับในที่สุดเรามาถึงป่าบลูเบอร์รี่สักที่ ผมเห็นพ่อไอ้เบ๊บยืนใส่หมากปีกกว้างแบบเอเชียยิ้มแป้นๆแบบแขกอินเดียรอใต้ต้นเมเปิ้ลละ….คราวหน้าจะพาไปรู้จักทั้งพ่อไอ้เบ๊บและไอ้เบ๊บ…ว่าทำไม้ ทำไม สาวๆถึงได้ชอบพูดถึงกันนัก…รอผมนะแล้วคุณจะรักมัน…หมายถึงไอ้เบ๊บนะ….

ครับ ผม Timmy Buto รายงานจากฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บบนถนน 40 แลงเลย์ (Langley) แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา…เจอกันตอนที่ 4 เร็วๆ นี้ สวัสดีครับ…..

(Visited 1 times, 1 visits today)