คุณนายซาอุฯ บทที่ 30

ซื้อนา


ซื้อนา คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 30

ซื้อนา

เรื่องคุณนายสำลีตั้งท้องไม่มีพ่อและกำลังเป็นบ้าแพร่สะพัดเป็นไฟลามทุ่งไปหลายหมู่บ้าน หลายคนก็หลายความ พันคนก็พันเรื่องที่ถูกต่อเติมเสริมแต่งอย่างไม่มีวันจบง่ายๆ จนเป็นเหตุให้คู่กรณีอย่างคุณนายไรราอยู่ไม่เป็นสุข และเย็นวันจันทร์ขณะที่หลายๆ ครอบครับกำลังเตรียมอาหารสำหรับพาแลง คุณนายไรราก็บุกถึงบ้านคุณนายศรีอย่างคนร้อนใจ

และขณะที่ทิดไซกำลังล้างหม้อก๋วยเตี๋ยวอยู่นั้น

“อ้ายทิดไซ อีศรีมันอยู่บ่” คุณนายไรราใช้น้ำเสียงเบาๆ เรียบๆ ถาม จนทิดไซที่นั่งหันหลังให้หันหน้ากลับมายิ้มให้พร้อมกับคุณนายศรีที่เดินออกมาจากหลังร้านพอดี

“มีหยังกัน…”  ทิดไซถามภรรยาแบบปล่อยๆ และก็ไม่วายหันไปถามคุณนายไรราอีกคน “ได้หยังกินข้าวแลงละคุณนาย”

“โอ้ย! อยากคุยกับอีศรีมันซื่อๆ ดอก…กับข้าวลูกสาวกำลังเฮ็ดบ่ฮู้คือกัน”

“เรื่องของผู้หญิง ล้างหม้อล้างไหเสร็จ ไปตักแกงส้มแม่ใหญ่แพะให้อีคุณนายสักถ้วยเด้อ” คุณนายศรีสั่งสามีก่อนจะลากแขนคุณนายไรราออกนอกร้านเดินไปนั่งในบ้านของตัวเองที่อยู่ติดกัน

“อ้ายทิดไซนี้ดีขนาดเนาะ….เมียเว้า-เมียว่า-เมียสั่ง-ไม่หือไม่อือสักคำ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำตามงกๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“อีห่าขั่วมึง…ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“แม่ใหญ่แพะตลาดฝากข้าวฝากแกงมาให้เป็นประจำ หนูพรรณกับว่าที่คุณหมอตี๋ใหญ่คงจะบ่แคล้วคลาดกันดอกเนาะ” คุณนายไรราพูดพลางหันไปเห็นพอนที่เพิ่งขับรถมอเตอร์ไซด์เข้าไปจอดในบ้าน

“สวัสดีแม่ไร สวัสดีอีแม่ ข่อยไปช่วยอีพ่อเก็บร้านก่อนเด้อ…” เด็กหนุ่มตัวสูงพูดเร็วๆ แบบวัยรุ่นก่อนจะเดินข้ามรั้วไปด้วยชุดนักเรียนมัธยมต้น คุณนายไรราได้แต่ยิ้มตามหลัง

“บักพอนปีนี้ก็อยู่ ม.3 แม่นบ่ ลูกมึงยิ่งโตยิ่งฮู้จักความเนาะ”

“แมน ไปช่วยอีพรรณขนของเข้าร้านกับบักตี๋เล็กลูกแม่ใหญ่แพะนั้นแหละเรียนอยู่ห้องเดียวกัน” คุณนายศรีพูดอย่างคนภาคภูมิใจ

จนคุณนายไรราอดยิ้มตามแววตาของเพื่อนไม่ได้ “มึงนี้โชคดีขนาด….กูบ่อิจฉามึงแล้วละ แต่กูกลับดีใจหลายๆ มึงเป็นเสี่ยวกู มึงมีความสุขกูก็มีความสุขนำ”

“กูคือกัน เห็นมึงผ่านเรื่องเลวร้าย ต่อสู้ ฝ่าฟันมาได้จนถึงทุกวันนี้กูก็อดน้ำตาไหลบ่ได้…มึงรวย มึงมีความสุขกูก็มีความสุขคือกันนั้นละ…” พูดจบคุณนายศรีก็ใช้หลังมือซับน้ำใสๆ ที่หางตาทีละข้าง ก่อนจะพูดขึ้นมาอีก “เออ เห็นคนเว้าเรื่องอีสำลีแล้วกูก็บ่สบายใจ”

“กูมาหามึงก็เรื่องนี้แหละ…ถึงแต่ก่อนกูกับอีสำลีจะบ่ค่อยลงรอยกัน แต่ในฐานนะที่มันกับกูต่างก็เคยตกอยู่ใต้กิเลสของคุณนายซาอุฯ มาก่อน เลยอดเป็นห่วงมันบ่ได้”

“เฮ้ยยยย….อีสำลีเป็นบ้าตอนผัวกลับบ้าน”

“มันเป็นบ้าเพราะผัวอีกคนหนีต่างหาก…บักทิดมิตรเลวกว่าบักทิดดอนหลายเท่า”

“ลุงสักกลับถึงบ้านแล้วแม่นบ่….ได้ข่าวว่าบ่ได้กลับไปหาอีสำลีเลย ไปอยู่บ้านแม่ใหญ่สวนพู้นนะ”

“ลุงสักได้เว้ากับกูสองสามความ ลึกๆ ลุงสักยังฮักและเป็นห่วงอีสำลีมันอยู่หลาย….กูเห็นแววตาแกแล้วก็อดน้ำตาไหลบ่ได้….” คุณนายไรราดึงแขนเสื้อซับน้ำตาของตัวเองบ้าง “ถึงอีสำลีจะจำไผบ่ได้ แต่ถ้าเป็นกู อีนี้มันบ่มีทางลืมแน่นอน”

“มึงคิดจะเฮ็ดอีหยังกับมันอีก…อย่าเด้ออีไร เหลือโตนมัน” (สงสารมัน) คุณนายศรีพยายามปรามเพื่อน

คุณนายไรราส่ายหน้าให้เพื่อนเห็นก่อนจะเป่าลมออกมาทางปากดังๆ… “บ่ๆ…กูปลงชีวิตได้หลายแล้วละ เรื่องอาฆาตมาดร้ายกูบ่ไหว…บ่เอาอีกแล้ว”

“มึงคิดจะเฮ็ดอีหยังกับมัน” คุณนายศรีขยับเข้าใกล้ๆ พลางดึงไหล่เพื่อนให้หันมามองหน้าตัวเองตรงๆ

“ผัวทั้ง 2 คน บ่มีไผเอามัน อีสำลีตัวคนเดียว แม่กับพ่อก็ตายจากมันไปตั้งแต่เป็นเด็กน้อย…ซ้ำเวลานี้มันกำลังมีลูกอีก…อีไรใจดำบ่ลงดอก อย่างไรมันก็เป็นคนบ้านโคกอีรวย อยากได้ อยากมี อยากเด่น อยากดัง อยากเป็นที่ยอมรับเหมือนๆ กับเฮา…” คุณนายไรรานิ่ง ขณะที่คุณนายศรีก็นิ่งรอ “อย่างไรกูก็ทิ้งมันบ่ได้ดอก”

“มึงจะเข้าไปหามันแม่นบ่….”

“กูถึงได้มาหามึง มื้ออื่นตอนบ่ายๆ มึงไปเป็นเพื่อนกูนำเด้อ….กูมั่นใจว่าอีนี้มันไม่มีทางลืมคนอย่างกูแน่นอน ถ้าความทรงจำส่วนนี้ของมันกลับคืนมา ส่วนอื่นๆ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างแน่นอน”

คุณนายศรีจ้องเข้าไปในดวงตาของเพื่อนก่อนจะดึงเข้ามากอดแน่นๆ…. “กูดีใจขนาดอีไร ดีใจที่กูมีเสี่ยวดีๆ อย่างมึง…ได้ๆ…มื้ออื่นบ่ายๆ กูจะเข้าไปหามึงที่บ้านแล้วเฮาค่อยไปพร้อมกัน”

“คุณนายซาอุฯ ก็ต้องช่วยคุณนายซาอุฯ ด้วยกัน…บ่แม่นมาชิงดีชิงเด่นกันเอง มึงว่าแม่นความกูบ่”

“แม่นหลายๆ อีไรเอ้ย….กูมีความสุขขนาดที่ได้รับฮู้ความคิดของมึง”

และเมื่อทั้งคู่กำลังจะแยกย้ายกันเสียงทิดไซก็ดังขึ้นที่ประตู “ลองเอาแกงส้มแม่ใหญ่แพะไปชิมเบิ่ง…ว่ามันจะเข้ากับข้าวเหนียวบ้านเฮาได้บ่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ขอบใจ ขอบใจหลายๆ เข้าบ่เข้าก็ต้องเข้าแล้วละคนกำลังจะเป็นดองกันแล้วนี้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“หืย! อย่าฟ้าว!เว้าไปก่อนหลายสู….”

“เออๆ…อย่างนั้นกูกลับก่อนเด้อ ปานนี้อีรัตน์น่าจะทำกับข้าวเสร็จแล้วละ”

“เออ มื้ออื่นบ่ายๆ กูจะเข้าไปหา อย่าลืมแกงส้มเด้อ”

“อยู่ในตระกล้าวางอยู่บนเตียงนั้นละ”

“เออ…ขอบใจหลายๆ”

………

บ่ายๆ วันต่อมา

แดดสีขาวกำลังทำอุณหภูมิสูงสุด…อยู่ๆ เงาของพ่อใหญ่เหลือกับแม่ใหญ่สิมก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าบ้านของวารีกับทิดทองขณะที่ทั้งคู่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับกองเอกสาร ปรึกษาหารือบางอย่างอยู่กับแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้านโล่งๆ และทันทีที่พ่อใหญ่เหลือโยนกล้องยาสูบลงกับพื้น วารีที่เห็นก่อนจึงทักขึ้น

“อ้าวอีพ่อ อีแม่ มีอีหยังคือมาพร้อมกันดีแท้ๆ”

พ่อใหญ่เหลือที่หน้านิ้วคิ้วขมวดมาตั้งแต่บ้านตัวเองเดินผ่านไปนั่งลงอีกมุมของแคร่ตัวนั้น ส่วนแม่ใหญ่สิมก็เลือกจะหย่อนก้นลงข้างๆ ลูกสาวพลางชะเง้อคอข้ามไหล่ดูกองเอกสารเงียบๆ

“ทิดทอง กูขอถามมึงตรงๆ ข้อหนึ่งได้บ่” เสียงพ่อใหญ่เหลือดังขึ้นเครียดๆ

ทิดทองวางเอกสาร 2 แผ่นไว้ข้างๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองพ่อตา “แม่นอีหยังพ่อ”

“โอ้ย!…มีคนหลายคนมาเว้าให้พวกกูฟัง…” แม่ใหญ่สิมแทรกก่อนจะหันไปถ่มน้ำหมากทิ้งข้างๆ “แม่นมึงได้ส่งเงินส่งคำไปให้พ่อใหญ่จันทร์จนอีราตรีมีเงินออกเฮือนออกซานกับบักทิดยนอีหลีบ่”

“ไหนๆ มึง 2 คนก็อยู่ด้วยกัน ไหนลองเว้ามาให้พวกกูฟังแน่ ว่าเรื่องจริงๆ เป็นอย่างไร” พ่อใหญ่เหลือเสริมตบท้าย ขณะที่ทิดทองกับวารีนิ่งราวกับช็อก พ่อใหญ่เหลือจึงเสียงดังขึ้นมาอีก “ถ้าเป็นแบบที่คนเขาว่ามา มึงทั้งครอบครัวก็จะอยู่บนพื้นดินของกูบ่ได้”

แม่ใหญ่สิมรีบกวักมือสะกิดเรียกสติพ่อใหญ่เหลือ…กระนั้นแกก็ขึ้นเสียงดังขึ้นมาอีก “ที่พวกกูเว้ากับพวกมึงตรงๆ ก็ด้วยความเป็นห่วง ชาวบ้านชาวเมืองเขาไปเฮ็ดงานประเทศซาอุฯ มีแต่คนมีเงินมีคำ ก็มีแต่ครอบครัวสูนี้ละยังบ่ไปไสมาไส บ้านฝาใบมะพร้าวก็ยังแห้งจนกรอบคือเก่า กูละเหลือใจหลาย”

วารีหันไปมองหน้าทิดทองแว๊บหนึ่ง “อีแม่ อีพ่อเอ้ย ไปฟัง ไปเชื่อความ 10 ปากก็ 10 เรื่อง เงินทิดทองบ่ได้ส่งให้พ่อใหญ่จันทร์ดอก ก็มีแต่ข่อยนี้ละเอาไปให้แก่ซื้อยุกซื้อยาตอนวันขึ้นปีใหม่กับสงกรานต์คือกับพวกเจ่านั้นละ ที่อีราตีมันออกเฮือนออกซานกับบักทิดยนบ้านโศกกระถินนะก็มีแต่เงินของทิดยนทั้งนั้น เงินทิดทอง เงินของพวกข่อยก็ยังอยู่ในธนาคารนั้นละบ่ไปใสดอก”

“พวกเจ่ามาก็ดีแล้ว มาช่วยพวกข่อยเบิ่งแบบบ้านแน่ ว่าจะเฮ็ดแบบไหนมันถึงจะงาม” ทิดทองส่งแบบบ้านให้พ่อตา พ่อใหญ่เหลือหยิบมาส่องดูไกลๆ พลอยอดยิ้มไม่ได้

“เอามาให้ข่อยเบิ่งนำแน…” แม่ใหญ่สิมชะโงกหน้าข้ามทิดทองไปดูอีกคน “ไสคนเขาบอกว่าพวกสูบ่มีเงินมีคำ คือจะเฮ็ดบ้านหลังใหญ่แท้”

“โอ้ย อีแม่ ลูกๆ ข่อยก็ 3 คน กำลังจะโตเป็นหนุ่มต้องมีห้องให้เขาคนละห้องนั้นละ” วารีบอกขรึมๆ

“แม่นพวกสูมีเงินมีคำอีหลีบ่….เฮ็ดบ้านเฮ็ดเฮือนหลังใหญ่หลังงามขนาดนี้ใช้เงินบ่แม่นน้อยๆ เด่” พ่อใหญ่เหลือพูดก่อนจะพลิกดูอีกด้าน “ไม้ที่นาโคกเฮาก็มีอยู่หลายต้นอยู่….ว่างๆ สูก็ชวนบักเหลิมบักเริ่มไปเบิ่งนำกันก็ได้ จะเอาต้นไหนเลือกได้เลย กูให้สูได้หมดนั้นละ”

“คงจะบ่ใช้ไม้เยอะเท่าไดดอกพ่อ ไม้บ้านเก่าของข่อยก็มีส่วนหนึ่งแล้ว” ทิดทองบอก จนแม่ใหญ่สิมหันมาพูดขึ้นเร็วๆ

“ห้วย!…สร้างบ้านสร้างเฮือนทั้งทีจะเอาไม้บ้านเก่าไปใช้อยู่บ่ คือบ่เอาไม้ใหม่ทั้งหมดโลด”

“อีแม่เอ้ย….ลูกข่อยกำลังโตเป็นหนุ่ม เงินส่วนหนึ่งก็ต้องกันไว้ให้เป็นทุนการศึกษา อีหยังประหยัดได้ข่อยก็อยากจะประหยัดเอาไว้ก่อน” วารีบอก ก่อนจะพูดขึ้นเสียงดังๆ ราวจะปรามพ่อแม่ตัวเองในตัว “คราวนี้พวกเจ่า 2 คนสบายใจแล้วบ่ ไปฟังคำคนอื่น บ่เชื่อใจลูกสาวลูกเขยเจ่าของ มันแมนความบ่ละ”

“เออๆ….”

“พวกกูใจดีกับมึง 2 คนแล้วละ แล้วนี้บักก้องไปใส” แม่ใหญ่สิมถามหาหลานชายคนเล็กแก้เก้อ

“นอนหลับอยู่บนบ้าน…เลยมีเวลามานั่งดูเอกสารจดจำนองที่นาของลุงสักนี้ละ เห็นบอกแลงๆ จะเข้ามาคุยเรื่องจะขายที่นาให้” วารีบอก

“แลงๆ พวกเจ่าก็มาเบิ่งนำกันเด้อ….” ทิดทองหันไปบอกพ่อตาที่เพิ่งวางแบบบ้านลงต่อหน้า

“มันจะมาคุยจักโมง” พ่อใหญ่เหลือถาม

“ก็หลังข้าวแลงนั้นละ มืดๆ หน่อย…อีแม่ฝากถือถือขันสแตนเลสบ้านเฮามานำเด้อ เผื่อจะได้วางเงินวางคำกันไปเลย เพราะลุงสักอยู่บ้านบ่โดน… (โดน=นาน) ถ้าบ่มีปัญหามื้ออื่นจะได้ไปโอนให้เสร็จๆ” วารีบอก

“อ้าว! บักทิดสักมันจะไปไสอีก” พ่อใหญ่เหลือถาม

“เห็นว่าเสี่ยวบ้านหนองเรือซวนไปเป็นยามอยู่กรุงเทพฯ กรุงไทพู้นละ” ทิดทองบอก

“เป็นหยังมันบ่ไปเฮ็ดงานประเทศซาอุฯ คือเก่า” แม่ใหญ่สิมถามอีกคน

“โอ้ย! เจ่าบ่ได้ฟังข่าวบ่ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เขาบ่รับคนงานไทยกลับเข้าประเทศแล้วละ คนที่หมดสัญญาก็จะบ่ได้กลับไปเฮ็ดงานอีก ส่วนคนงานไทยที่เหลือก็เฮ็ดงานรอวันถูกส่งตัวกลับประเทศทั้งหมดนั้นละ”  ทิดทองอธิบาย

“คือเป็นแนวนั้นน้อ” แม่ใหญ่สิมพูดเสียงละเมอ

“คนงานไทยไปเฮ็ดเรื่องบ่ดีบ่งามเอาไว้ ผลกรรมก็ส่งผลมาตกที่คนไทยด้วยกันทั้งชาติ พูดไปพูดมาข่อยก็เสียดายหลายๆ อยากกลับไปหาเงินหาคำอีกสัก 3-4 ปีก็ไปบ่ได้” ทิดทองบ่น จนพ่อใหญ่เหลือยืนมือมาตบไหล่ปลอบเบาๆ

“บ้านโคกอีรวยก็มีงานให้มึงเฮ็ด ให้มึงทำคือกันนั้นละบักทิดทองเอ้ย”

“สร้างบ้านเสร็จข่อยจะออกรถตุ๊กๆ (รถอีแต๋น) สักคันพอจะได้วิ่งรับจ้างขนข้าวขนของในไร่ในนาบ้าง…” ทิดทองบอกก่อนจะรวบเอกสารที่กระจัดกระจายแยกเป็น 3 กอง

“เอาเอกสารบ่เกี่ยวกับที่นาลุงสักมาทางนี้ข่อยจะเอาไปเก็บ” วารีพูดกับสามีก่อนจะรวมเอกสาร 2 กองตรงหน้ามาถือเอาไว้ “ทิดไซก็จะออกรถตุ๊กๆ คือกัน กำลังให้ทิดสวัสดิ์ผัวอีดาเบิ่งๆ ราคาให้อยู่”

เมื่อลูกสาวกับลูกเขยพูดจบใบหน้าเคร่งเครียดของ 2 ตา-ยายก็สดชื่นขึ้น รอยยิ้มบางๆ สาดฉายให้เห็น ก่อนพ่อใหญ่เหลือจะหันมาบอกลูกเขยอีกที “พวกสูจะไปเบิ่งต้นไม้วันไหนบอกกูแนเด้อ กูจะได้ไปเบิ่งนำ”

“กะว่าโอนที่นาของลุงสักเรียบร้อยนั้นละพ่อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ทิดทองตะโกนตามหลังก่อนจะเห็นแม่ใหญ่สิมหันมายิ้มกึ่งหัวเราะให้ลูกสาวกับลูกเขยอีกคน….แดดบ่ายๆ รู้สึกเย็นออกมาจากข้างใน อุณหภูมิที่กำลังสูงทำอะไร 2 ตา-ยายไม่ได้ เสียงเป่าลมออกมาทางปากดังๆ ของพ่อใหญ่เหลือบอกความอึดอัดที่อัดแน่นอยู่ข้างในถูกปลดปล่อย

“ได้ยินความจากปากของมันผัวเมีย ข่อยก็สบายใจแล้วละ”

“ข่อยกะคือกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า…ไป ไป ฟ้าวเดินให้เร็วอายพวกมัน”

………

จบ ซื้อนา คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 30