คุณนายซาอุฯ บทที่ 27

นิทานดาวลูกไก่
นิทานดาวลูกไก่
คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 27

นิทานดาวลูกไก่

เย็นวันหนึ่งหลังจากต้อนวัวควายเข้าคอกเรียบร้อยแล้ว เสียงตำพริกประกอบอาหารมื้อเย็นก็ดังสลับขึ้นๆ ลงๆ จบบ้านนั้นต่อบ้านนี้กระทั้งป้าหมายกับป้านงปรากฏตัวขึ้นเงียบๆ หน้าบ้านแม่ใหญ่สวน

“สมร สมร แม่ใหญ่สวนอยู่บ่”

“อ้าว!…นั้นป้านงกับป้าหมายมาเฮ็ดหยังมืดๆ ค่ำๆ” สมรวางมือจากหม้อแกงเหนือเตาไฟที่เพิ่งย้ายลงมาข้างล่างเดินเข้าไปถามใกล้ๆ

“แม่ใหญ่สวนอยู่บ่…”

“ไปบ้านแม่ใหญ่สิม โอะ!…นั้นเด่ กลับมาพอดี” สมรชายตาเห็นแม่ตัวเองพร้อมกับป้านงกับป้าหมาย เธอจึงแยกไปทำอาหารต่อ

“พวกมึง 2 พี่น้องมีอีหยัง มามืดๆ ค่ำๆ”

“นั่งก่อนแม่ใหญ่นั่งก่อน ข่อยกับอีนงมีเรื่องร้อนใจจะมาถาม” ป้าหมายพูดนำ เมื่อทั้งหมดเข้าที่ ป้านงจึงพูดต่อ “เมื่อ 4 – 5 วันที่แล้วข่อยกับอีนงขายข้าวได้คนละ 6,000 บาท พอดี อีสำลีมาขอยืม บอกว่าจะเอาไปตัดดอกนาที่เอาไปจำนองกับอีดา…..”

“มันแม่นบ่แม่ใหญ่” ป้านงใจร้อนแทรกขึ้นเร็วๆ

“โอ้ย!…พวกสูอย่ามาถามคือหลาย นาที่บักทิดสักเอาไปจำนองกับอีดาในตลาด อีสำลีบ่เอาเงินไปตัดดอกเกือบ 3 ปีแล้ว” แม่ใหญ่สวนพูดด้วยท่าทีรังเกียจรังงอน ก่อนจะหันไปถ่มน้ำหมากทิ้งข้างๆ “ตอนนี้กูก็เอาสัญญาจดจำนองไปไว้ที่บ้านอีวารีพู้น มันบ่ได้เกี่ยวข้องกับอีสำลีเลย…เว้ามามันสูญแท้ๆ” (สูญ=โกรธ)

“หา! แม่นอีหลีติแม่ใหญ่….”

“อีหมาย อีหมาย งานนี้เฮาถูกอีสำลีหลอกเอาเงินแล้วละ”

“ไป ไป ลุก ลุก กูจะพาบุกบ้านมัน ไปถามให้ฮู้เรื่องคืนนี้ละ…กลับก่อนเด้อแม่ใหญ่ อยู่บ่ไหวแล้ว มันต้องฮู้เรื่องกันคืนนี้”

“มีเรื่องอีหยังกัน” แม่ใหญ่สวนดึงแขนป้านงถามเบาๆ สีหน้าป้านงกับป้าหมายไม่ดีมาตั้งแต่ต้นกลับหมองเครียดลงไปอีก

“โอ้ย! แม่ใหญ่เอ้ย พอข่อย 2 คนกลับจากขายข้าวในตลาดอีสำลีก็บุกถึงบ้าน มันมาขอยืมเงินสัก 3 – 4 วันจะเอาไปตัดดอก พอเงินทิดสักฝากมาให้จะรีบคืน แต่นี้มันก็ 5 วันเข้าไปแล้ว พวกข่อยร้อนใจเลยมาถามให้รู้เรื่องนี้ละ”

“เฮอะ!…บักทิดสักบ่ฝากเงินมาให้อีสำลีหลายเดือนแล้วตั้งแต่มันป่วยพู้น….พวกสูโดนน้องสาวหลอกเอาเงินแล้วละ”

“ไป ไป อีนง กูละฮ้อนใจขนาด”

“ไปเด้อแม่ใหญ่”

“เออ ไปถามมันให้ฮู้เรื่องซะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ป้าด!….ข่อยก็บ่นึกว่าอีสำลีจะร้ายกาจขนาดนี้” สมรที่เอียงหูฟังเดินเข้ามากระซิบใกล้ๆ แม่ตัวเอง

“กูก็สงสัยคือกันว่าอีสำลีจะเอาเงินไปเฮ็ดอีหยัง…” แม่ใหญ่สวนเงยหน้าส่งคำถามขึ้นไปบนฟ้า ในเมื่อท้องฟ้าเหนือบ้านโคกอีรวยไม่มีเทวดาไม่มีนางฟ้า คำถามของแกเลยเป็นหมัน คิ้ว 2 ข้างที่ขมวดเข้าหากันก็ยังเป็นรูปโบว์สีดอกเลาเช่นเดิม “มึงฮู้บ่อีสมร….มึงสงสัยคือกูบ่”

“โอ้ย! อีแม่บ้านโคกอีรวยมีบ่ถึง 100 หลังคาเรือน สักวันเรื่องนี้ก็ต้องแดง เฮาบ่ต้องอยากฮู้ดอก เดี๋ยวเรื่องมันก็วนกลับมาให้ฮู้เองนั้นละ”

……..

ที่ร้าน-บ้าน และโรงสีข้าวเจ๊กเตี้ยหน้าวัดโคกอีรวย เมื่อรถเที่ยวสุดท้ายแล่นมาจอดเทียบหน้าวัด คนกลุ่มหนึ่งก็แยกย้ายกันกลับบ้านอีกกลุ่มหนึ่งก็เข้ามาสมทบกลุ่มที่มารอข้าวจากโรงสี ประเด็นที่ถกเถียงกันก็หนีไม่พ้นเรื่องคุณนายซาอุฯ ของบ้านโคกอีรวย โดยเฉพาะวารีกับทิดทอง คุณนายศรีกับทิดไซและคุณนายไรราที่เพิ่งกลับมาเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าและลงจักรเย็บผ้าใหม่กว่า 10 หลังสำหรับสาวๆ ที่จะทำงานกับเธอ….

“โอ้ย!…อีคุณนายไรนี้มันรวยขนาดสูว่าบ่”

“ถ้าจะเปรียบเทียบคนที่ไปเฮ็ดงานประเทศซาอุดิอาระเบียรุ่นแรกๆ กูว่าอีคุณนายศรีจะมีเงินมีคำที่สุด สูว่าบ่ ร้านก๋วยเตี๋ยวบักทิดไซนะดังถึงตลาดแล้วเด่….ขายดีขนาด”

“กูงึด (งึด=งง) แต่บักทิดทองนั้นแล้วไปเฮ็ดงานก่อนอีไรอีก บ้านช่องก็ยังคือเก่า บ่เห็นจะร่ำจะรวยกับเขา”

“แม่นๆ ลุงสุกเว้าถูก ทีอีคุณนายไรไปบ่ทันถึง 3 ปีกลับมายังเห็นหน้าเห็นหลังมากกว่าอีวารีกับบักทิดทองหลายเท่า”

“บักทิดทองมันไปเป็นกรรมกรก่อสร้าง กูว่าบ่มีเงินบ่มีคำดอก”

“อ้าวทิดชาย….ทีลุงสักเด่ก็ไปเป็นกรรมกรก่อสร้างคือบักทิดทอง เป็นหยังส่งเงินมาให้อีสำลีผลาญหลายแท้ๆ”

“แม่นๆ ลุงสักไปทีหลังบักทิดทองเป็นปี”

“หรือบักทิดทองจะส่งเงินไปให้พ่อใหญ่จันทร์บ้านโนนทุ่ง เห็นว่าแกเพิ่งจะออกเฮือนให้ลูกสาว” ทิดชายพูดอย่างคนวิเคราะห์ จนทำให้ลุงสุกที่นิ่งฟังถึงกับฉายแววตาสว่างวาบให้เห็น

“แม่นความบักทิดชาย…กูจะเอาเรื่องนี้ไปเล่าสู่พ่อใหญ่เหลือแม่ใหญ่สิมฟัง….”

“เหลือโตนแต่อีวารีนั้นละ….ออกเรือนกับผัวต่างบ้าน ลูกก็ 3 คน เงินผัวก็ส่งไปให้พ่อตัวเองหมด”

“อีวารีมันบ่เป็นคนปากคนเว้า…โอ้ย! เว้ามาแล้วก็เหลือโตน (สงสาร) บักภู บักผา บักก้อง หลานกูเด้”

และอยู่ๆ เจ๊กเตี้ยที่นิ่งฟังมาตลอดก็แทรกขึ้นดังๆ “พวกสูอย่าเดาสุมไปหลาย คนอย่างบักทิดทองกับอีวารีนะโหงวเฮ้งมัน 2 คนเศรษฐีชัดๆ อีวารีมันเป็นคนบ่เว้า บ่ขี้คุย บ่ขี้อวด ลูกเต้ามันก็ว่านอนสอนง่าย จะมาซื้อขนมร้านกูแต่ละอย่าง อีวารีต้องให้ลูกเฮ็ดงานแลก คนแบบนี้บ่ จะบ่มีเงิน อีกอย่างคนอย่างพ่อใหญ่จันทร์บ้านโนนทุ่งนะ แกบ่มาเอาเงินลูกเงินหลานดอก พวกมึงเชื่อสายตากูเถอะ กูมองคนบ่ผิดแน่นอน บ่เชื่อพวกมึงคอยเบิ่งก็แล้วกัน”

“โหงวเฮ้งคืออีหยังพ่อใหญ่” ทิดชายถาม ลุงสุกที่ยืนอยู่ไกลก็ขยับเข้ารับฟัง

“โหงวเฮ้งก็คือลักษณะบุคลิกพฤติกรรมของคนนั้นละ ใบหน้า แววตา ท่าทางก็แม่นหมด โหงวเฮ้งทั้งบักทิดทองกับอีวารี ถือว่าดีมากๆ ทั้งคู่ พวกเจ่าก็สังเกตเบิ่งแน อีวารีกับบักทิดทองถึงว่ามันจะอยู่บ้านหลังน้อยๆ ฝาใบมะพร้าวแห้งตาบทับดัวยซีกไม้ไผ่ แต่ใบหน้ามันมีรอยหมองคล้ำบ่…มันมีเงินมีคำหลายคักขนาดบ่เชื่อคอยเบิ่ง” เจ๊กเตี้ยท้าทายก่อนจะเลี่ยงเดินเข้าบ้าน และเวลานั้นบ้านโคกอีรวยก็เริ่มค่ำ เงามืดโรยตัวเข้าครอบคลุม แสงตะเกียงเริ่มจุดให้เห็นทีละบ้านทีละเรือน สักพักคนที่รวมตัวกันอยู่รอบๆ ม้าหินอ่อนก็แยกย้าย

“พรรณเอาน้ำมันก๊าชให้ป้าแน”

“เอาจักบาทจ้า!….”

“10 บาท อ้าว!….ป้าลืมเอาขวดมานำ”

“บ่เป็นหยังดอกจ้า พรรณจะใส่ถุงให้”

………

ถึงเสียงซุบซิบนินทาจะดังเพียงใด วารีก็ยังนิ่ง และในคืนเดือนหงายขณะที่ดวงจันทร์และดาวกำลังแข่งกันฉายแสงจนเผลอคิดว่าเป็นตอนกลางวัน วารีก็เอาเสื่อเอาหมอนมาปูนั่งเล่นกับลูกๆ ที่นอกชานโล่งๆ ไร้หลังคา

“อีแม่ดาวแจ้งๆ ใกล้ๆ กับดวงจันทร์นั้นคือดาวอีหยัง” ผาถาม ภูที่กำลังจะเข้าเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 จึงตอบแทน

“ดวงแจ้งๆ ใกล้ดวงจันทร์นั้นบ่” ภูชี้นิ้วให้ผาดู (แจ้งๆ= สว่างไสว)

“อื้อ! ดวงนั้นละ”

“เขาเอิ้นว่าดาวเหนือ….มันจะขึ้นแต่หัวค่ำและแจ้งกว่าดาวดวงอื่นๆ” ภูบอก ก่อนผาจะพลิกตัวหันไปถามวารีอีกที

“แม่นบ่อีแม่”

“อื้อ แม่นตามที่พี่ภูเขาบอกนั้นละ”

“แล้วดาวดวงนั้นเด่….เป็นกลุ่มๆ เล็กๆ รวมๆ กันกระพริบปิ๊บๆ ปิ๊บๆ นั้นนะ”

“เขาเรียกว่าดาวลูกไก่” ภูตอบขึ้นอีกและผาก็พลิกตัวไปถามวารีเช่นเคย

“แม่นบ่อีแม่”

“แม่นอีกนั้นละ แล้วไผอยากฟังนิทานดาวลูกไก่บ้างยกมือขึ้น” วารีถาม ก้องไกรเด็กชายที่เพิ่งจะพูดได้ไม่กี่คำยกมือพร้อมกับลุกไปนั่งขย่มท้องของภูเล่นราวกับเป็นม้าหมุน

“โอ้ย!..บักก้องขี้ดื้อ”

“อ้าวๆ ลงมานอนข้างๆ แม่นี้มา บ่อย่างนั้นแม่บ่เว้านิทานให้ฟังเด่” ในที่สุดก้องไกรก็ยอมมานอนข้างวารีอย่างว่าง่าย “ลองนับซิว่าดาวลูกไก่มีทั้งหมดกี่ดวง”

“ 6 ดวง”

“3 ดวง” เสียงก้องดังขึ้นแหลมๆ ก่อนจะหัวเราะลั่น “ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ”

“7 ดวง”

“9 ดวง”

“อ้าว! ใครนับได้เท่าไรก็เก็บไว้ในใจ แม่จะเล่านิทานให้ฟัง….กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีตายายคู่หนึ่งอาศัยอยู่บนภูเขาบนดอยที่ทุรกันดาร ฝนไม่ตกข้าวในไร่จึงไม่ได้เกี่ยว ผักที่ปลูกไว้ก็แห้งตาย เหลือเพียงแม่ไก่กับลูกไก่อีก 7 ตัวในเล้าเท่านั้น”

“แล้วลูกๆ ของตากับยายเด่อีแม่…” ผาแทรก

“ไปเฮ็ดงาน กรุงเทพฯ อย่าสอดหลายกำลังฟังม่วนๆ” ภูดุน้องชายทำให้วารีแอบยิ้มเกือบจะหัวเราะออกมา

“คงจะเหมือนกับพี่ภูบอกนั้นละ เพราะบนภูเขาบนดอยฝนบ่ตกเลยบ่ฮู้จะเฮ็ดอีหยังกิน”

“แบบอีพ่อเฮาแม่นบ่” ผาแทรกอีก

“คงประมาณนั้น อ้าวฟังต่อนะ….อยู่มาวันหนึ่งก็มีพระธุดงค์มาปักกรดใกล้บ้านในละแวกนั้นก็มีเพียงบ้านตายายหลังเดียว ตกกลางคืนตายายจึงคุยกันว่าจะมีอะไรไปให้พระธุดงค์ฉันในตอนเช้า”

“อีแม่ฉันแปลว่ากินแม่นบ่”

“แม่นๆ อย่างสอดดุหลาย….อีแม่เร็วๆ เว้าต่อกำลังม่วน”

วารียิ้มบางๆ

“แม่น ฉันก็แปลว่ากินหรือรับทานนั้นละ…ฟังต่อเด้อ…ฝ่ายยายจึงพูดขึ้น ข้าวเราก็พอจะมี แต่กับข้าวนั้นแล้วจะได้อีหยังถวายพระ ตาเลยเสนอ ถ้าอย่างนั้นเฮาก็ฆ่าแม่ไก่แกงให้พระฉันก็แล้วกัน เพราะวันข้างหน้าลูกไก่ก็จะต้องโตเป็นพ่อไก่แม่ไก่เหมือนเดิม ยายจึงเห็นดีเห็นงามด้วย….มาฝ่ายแม่ไก่เมื่อได้ยินเสียงตายายสรุปได้แบบนั้น ในหัวของมันก็คิด : หากจะพาลูกๆ ทั้ง 7 ตัวหนีก่อนฟ้าสาง ในป่าในเขาที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายก็จะเอาชีวิตตัวเองกับลูกๆ ไปทิ้งซะเปล่าๆ บุญคุณที่ตายายให้เม็ดข้าวเม็ดถั่วเม็ดงาทุกวันจึงผุดตามขึ้น นาทีนั้นน้ำตาของแม่ไก่จึงไหลล้นออกนอกเบ้า มันร้อง กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก เรียกลูกๆ ที่กำลังนอนกระจายอยู่รอบๆ ให้เข้ามาซุกใต้ปีกอก….” วารีสำรวจลูกๆ ที่หลับอยู่ข้างๆ พวกเขาหลับแล้ว ขณะที่นิทานดาวลูกไก่ยังไม่จบ เสียงลูกๆ ที่ถามเธอเมื่อครู่ก็วนขึ้นในหัว….

                #…แล้วลูกๆ ของตากับยายเด่อีแม่…

                …ไปเฮ็ดงานกรุงเทพฯ อย่าสอดหลายกำลังฟังม่วนๆ…

                …คงจะเหมือนกับพี่ภูบอกนั้นละ เพราะบนภูเขาบนดอยฝนบ่ตกเลยบ่ฮู้จะเฮ็ดอีหยังกิน…

                …แบบอีพ่อเฮาแม่นบ่…#

“แมน แมนแล้วลูกแบบอีพ่อเฮานั้นละ ถ้าแม่เป็นแม่ไก่ตัวนั้นและลูกเป็นลูกไก่ มื้ออื่นเซ่าแม่จะต้องถูกตาเชือดทำแกงให้พระธุดงค์ได้ฉัน ก่อนแจ้งแม่จะจับลูกๆ ขังไว้ จะบ่ยอมให้กระโจนเข้าไปตายในกองไฟเป็นอันขาด” เธอขยับผ้าห่มผืนเดียวขึ้นระดับหน้าอกให้ลูกๆ ก่อนจะเพ่งสายตาไปนับหมู่ดาวลูกไก่ที่กำลังกระพริบแบบคนต้องการคำตอบ

“อ้ายทิดทอง ดาวลูกไก่มีทั้งหมดกี่ดวงอ้าย….บอกวารีแน มื้ออื่นเซ่าภูกับผาต้องถามแน่ๆ แม่ไก่ในเล้าของเฮาก็จะโดนข่อยเชือดแกงสู่ลูกๆ กินอีก 1 ตัว….” น้ำตาใสๆ ของเธอก็หยดแหม่ลงที่รูปถ่าย วารีใช้นิ้วเช็ดออกแบบเร็วๆ “คืนนี้แสงจันทร์งามขนาด อ้ายเบิ่งดวงจันทร์อยู่บ่ อ้ายจะได้ยินเสียงวารีบ่น้อ….”

………

จบ นิทานดาวลูกไก่ คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 27

อ่านตอนอื่นๆ คลิ๊กเลยจ้า

ลิงค์ผู้สนับสนุน

loading...