คุณนายซาอุฯ บทที่ 29

ผีบ้าเมียซาอุฯ
ผีบ้าเมียซาอุฯ
 คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 29

ผีบ้าเมียซาอุฯ

ทันทีที่ลุงสุกกลับจากร้านเจ๊กเตี้ย แกก็ตรงดิ่งไปยังบ้านพ่อใหญ่เหลือกับแม่ใหญ่สิมทันที แดดสุดท้ายทิ้งเสียงอำลาเป็นแสงสีแดงฉานเหนือขอบฟ้าทางทิศตะวันตก 2 เท้าที่ก้าวฉับๆ ไวไว บอกสิ่งที่กำลังระอุอัดแน่นอยู่ข้างในได้เป็นอย่างดี และทันทีที่เดินมาถึงตีนบันได แกก็ไม่เสียเวลาเรียก เพราะแสงตะเกียง วิบๆ วับๆ ที่ลอดผ่านผนังไม้จิกเก่าๆ บอกว่าคนที่ต้องการจะคุยด้วยต้องอยู่ข้างในอย่างแน่นอน เมื่อเท้าเหยียบขึ้นสู่ชานระเบียงโล่งๆ ไร้หลังคาทั้ง 2 ข้าง เสียงแผ่นพื้น อี๊ดๆ แอ๊ดๆ ก็ส่งสัญญาณจนได้ยินเสียงเจ้าของบ้านตะโกนออกมาถาม

“ไผอยู่ข้างนอกนะ”

“น้องเองพี่ทิดเหลือ” ลุงสุกบอก และเมื่อโผล่หน้าเข้าไปข้างใน แม่ใหญ่สิมที่กำลังนั่งเล่นกับหลานสาวก็ถามขึ้นอีกคน

“อ้าว! ทิดสุก มีหยังคือฟ้าวคือฟังแท้ๆ” (ฟ้าวฟัง=รีบร้อน)

ลุงสุกสาวเท้าเข้าไปนั่งลงข้างพ่อใหญ่เหลือพลางคว้ากระป๋องยาเส้นกับใบตองแห้งมามวนยาสูบเป็นอย่างแรก จนแม่ใหญ่สิมที่นั่งอยู่ไกลออกไปต้องลุกขยับเข้ามาหาอีกคน

“คือว่าอย่างนี้พี่ทิดเหลือ…พี่นางสิม” เขาเอ่ยขณะจุดไฟสูบมวนยาเส้นก่อนจะพ่นควันสีขาวลอยขึ้นสู่หลังคา “เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนบักทิดชายมันเว้าเรื่องบักทิดทองให้ฟัง มันบอกว่าบักทิดทองแอบส่งเงินส่งคำไปให้พ่อใหญ่จันทร์บ้านโนนทุ่งจนอีราตรีได้ออกเฮือนออกซานกับบักทิดยน ข่อยก็เลยเข้าไปบ้านโนนทุ่งเพื่อจะไปเบิ่งให้เห็นกับตาตัวเอง….จุ๊ จุ๊ จุ๊….พี่ทิด พี่นางเอ้ย….”

“มันแมนอีหยัง” แม่ใหญ่สิมแทรกถามแบบคนร้อนใจพลางคว้ากระป๋องยาเส้นมาปั้นเป็นก้อนกลมถูฟันขึ้นๆ ลงๆ ก่อนจะเหน็บไว้ใต้ริมฝีปากบน… “เว้ามาเร็วๆ กูฮ้อนใจขนาด”

“บ้านใหม่อีราตรีเสา 18 ต้น ใหญ่ขนาด ไม้ก็ได้แต่ไม้ดีๆ ท่าทางจะหาซื้อมาจากที่อื่น….” ลุงสุกพูดไปตบเข่าตัวเองไป ก่อนจะสูบยาเส้นในมือแล้วเป่าควันสีขาวทิ้งอีกรอบ “ข่อยเหลือใจขนาด นี้ถ้าบ่เห็นว่าอีวารีเป็นน้องเป็นนุ่ง ข่อยจะบ่เดือดร้อนขนาดนี้ดอก….งานนี้บักทิดทองเฮ็ดกับอีวารีคักหลายๆ…โอ้ยเว้าไปเว้ามาข่อยกะนอนบ่หลับ”

“ป้าด!…บักทิดทองส่งเงินส่งคำไปให้พ่อใหญ่จันทร์อีหลีติ….โอ้ยๆ ถ้าเป็นแบบนั้นมันกับกูก็จะอยู่ร่วมหมู่บ้านเดียวกันบ่ได้แล้ว” พ่อใหญ่เหลือที่นิ่งฟังมาตลอดขึ้นเสียงสูง “เป็นจังใดละลูกเขยคนดีของเจ่านะ” และไม่วายจะหันหน้าไปกระแทกเสียงใส่แม่ใหญ่สิม

“บักทิดทองคือเฮ็ดกับลูกกับเมียมันแบบนั้น…โอ้ยกูละงึดอีวารีหลาย…มันคือเฉยได้แท้…” แม่ใหญ่สิมบ่น ก่อนจะถ่มน้ำหมากลงรูระหว่างพื้นไม้ 2 แผ่นที่ไม่สนิทแบบรีบๆ “กูอยากไปเว้ากับมัน 2 คนให้ฮู้เรื่องคืนนี้เด้….สูญขนาด”

“ข่อยกะคือกันนั้นละพี่นาง พอเห็นเสาบ้านอีราตรี 2 คนยังโอบไม่หุ้ม ข่อยกะแทบจะหมดแรงเดินกลับบ้านโคกอีรวย”

“เฮาจะเฮ็ดกับบักทิดทองมันอย่างไรดี….” พ่อใหญ่เหลือถาม

“มื้ออื่น มื้ออื่นค่อยไปเว้ากับมัน….เออทิดสุกได้ข่าวว่าลุงสักมาถึงเมื่อตอนเย็นแล้วแมนบ่” แม่ใหญ่สิมพูดก่อนจะเปลี่ยนประเด็นราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้กะทันหัน

“เห็นอีสมรบอกว่าลงเฮือบินเย็นนี้ละ คิดว่ามื้ออื่นเซ่าหรือมื้ออื่นตอนแลงๆ คือจะมาถึงบ้านเฮา” ลุงสุกรายงานก่อนแสงไฟจากมวนยาเส้นจะสว่างสีแดงวาบเป็นครั้งสุดท้าย

“โอ…มันคือจะได้เงินได้คำกลับมาหลายกว่าบัดทิดทองอยู่แล้วละ” พ่อใหญ่เหลือดับมวนยาสูบที่พื้นไม้ตามลุงสุกแรงๆ “เว้าถึงบักทิดทองแล้วกูก็เหลือใจบ่หาย” (เหลือใจ=เหนื่อยใจ อ่อนใจ)

“เอาน้ำเย็นลูบหัวใจไว้ก่อน…ข่อยก็บ่ยอมคือกันนั้นละ…ทิดสุกได้ยินข่าวว่าอีสำลีมันท้องวาติ…มันแม่นความเผิ่นเว้ากันบ่”

“คือสิแม่นนั้นละ…เห็นอีจอยกับอีแตนมาเว้าอยู่บ้านเจ๊กเตี้ยเมื่อวาน เหลือโตนแต่ลุกสักนั้นแล้ว…ไปเสียนา กลับมาก็เสียเมีย ซ้ำตัวเองยังเสียหมาอีก หึ หึ”

“คุณนายซาอุฯ เฮ็ดให้คนดีๆ กลายเป็นผีบ้าก็ได้….บ่เอาละเด้อหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็บ่ให้บักเหลิม บักเริ่ม ไปเฮ็ดงานประเทศซาอุดิอาระเบียกับชาวบ้านชาวเมืองเด็ดขาด…”

“โอ้ย ตาเอ้ย คุณนายซาอุฯ บ่ได้เฮ็ดให้คนเป็นบ้าดอก มีแต่คนนั้นละเฮ็ดตัวเอง ดูอย่างอีสำลีเป็นตัวอย่างเถอะ” แม่ใหญ่สิมตบท้ายก่อนลูกสาวคนเล็กจะยกพาแลงมาตั้งใกล้ๆ

“ลุงสุกอยู่กินข้าวแลงนำกันก่อนเด้อ มื้อนี้ไปเลี้ยงวัวได้กบมา 2 ตัวเลยอ่อมใส่ปลีกล้วย แซบหลายๆ”

“บ่ๆ ยายอานกำลังรอกินข้าวแลงอยู่คือกัน ถ้าอย่างนั้นข่อยกลับเลยเด้อพี่นาง พี่ทิดเหลือ”

“เออ…ถ้าบ่สนใจกินอ่อมกบนำกันนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

………

เวลาเดียวกันที่บ้านไม้เก่าๆ ติดโรงเรียนวัดโคกอีรวยอนุสรณ์

“ปล่อยกู อีหมาย อีนง มึงปล่อยกู กูจะไปหาผัว กูจะไปหาทิดมิตรที่กรุงเทพฯ ฮื้อๆ อีหมาย อีนง …มึงเห็นผัวกูบ่….ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผัวกูกำลังมาหากูแม่นบ่ ทิดมิตรกำลังมาหาเมียแม่นบ่…ทิดมิตรช่วยเมียด้วย เมียอยู่ในห้องนี้ ฮื้อๆ ทิดมิตร ทิดมิตร ช่วยเมีย ช่วยลูกด้วย….ฮื้อๆ….พวกสูขังกูเฮ็ดหยัง พวกสูกีดกันกูเฮ็ดหยัง อีหมาย อีป้าหมาย อีนง” เสียงโหยหวนดังลอดฝาไม้เก่าๆ สีเทาจมดำ ดังๆ เบาๆ หัวเราะสลับร้องไห้ไม่หยุดตั้งแต่บ่าย ทำให้หลายคนที่รวมตัวกันอยู่ใต้ถุนบ้านถึงกับพูดไม่ออก การสบตากันไปมาก็รังแต่จะเห็นน้ำตาและความสลดหดหู่แผ่กระจายราวกับเชื้อราสีขาวบนพื้นดินที่เฉอะแฉะ

“อีสำลีเอ้ย….มื้ออื่นผัวมึงก็จะกลับมาหาแล้ว…ลุงสักจะกลับบ้านโคกอีรวยแล้วเด้อ”

“ทิดสัก ทิดสัก ทิดสัก ผัวอีสำลี ทิดมิตร ทิดมิตรก็ผัวอีสำลี ฮื้อๆ กูอยากตาย กูอยากตาย…ทิดสักจะกลับบ้าน ทิดสักจะกลับมาหาลูกหาเมีย ฮ่า ฮ่า ฮ่า…มื้ออื่นเซ่าอีสำลีก็จะได้เป็นคุณนายซาอุฯ คุณนายสำลี ฮ่า ฮ่า ฮ่า….เต่ง เต้ง เต้ง…อีสำลีจะได้เป็นคุณนายซาอุ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮื้อๆ ฮื้อๆ….ทิดมิตร อีป้าหมาย อีนงมึงปล่อยกู กูจะไปหาผัวกูที่กรุงเทพฯ ฮื้อ ฮื้อ ปล่อยกู ปล่อยกูเดี๋ยวนี้”

“นั้นเด่ พ่อใหญ่สากับพ่อใหญ่แหวนมาแล้ว” ป้านงลุกชี้นิ้วบอก เพื่อนบ้านเกือบ 10 คนหันไปมองพร้อมๆ กัน แสงตะเกียงหลายดวงถูกจุดกระจายไปรอบๆ

“มันเป็นจังใดแน่….” พ่อใหญ่สาถามขึ้น

“มันก็เอาแต่ฮ้องไห้สลับหัวเราะอยู่แบบนี้ละ ข้าวปลาก็บ่กิน ไผ่ขึ้นไปบนบ้านมันก็จะฆ่าอย่างเดียว…ช่วยน้องสาวข่อยแน่เด้อพ่อใหญ่ มันยิ่งกำลังท้องกำลังไส้ ฮื้อๆ” ป้าหมายพูดไปเอาฝ่ามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้ไป “ช่วย ช่วย อีสำลีมันแน่….ฮื้อๆ มันตัวคนเดียว มันอยู่คนเดียว…ฮื้อๆ”

“มึงใจเย็นๆ พ่อใหญ่แหวนได้น้ำมนต์มาจากวัดพระเจ้าใหญ่แล้ว อ้าว! คนหนุ่มแข็งแรงๆ สัก 2 3 คนขึ้นไปช่วยกัน” พ่อใหญ่สาบอกก่อนจะเดินนำหนุ่มๆ ขึ้นบันไดตามหลังพ่อใหญ่แหวนที่มีขันน้ำมนต์-ด้ายสายสิญจน์พร้อมดอกไม้ธูปเทียนครบขึ้นบันไดล่วงหน้าไปแล้ว

“อีสำลี อีสำลีเอ้ย…มึงเป็นหยังจังเป็นแบบนี้ ฮื้อๆ”

“อีนงตั้งสติให้ดี…ถ้าคืนนี้มันบ่ดีขึ้นมื้ออื่นคงต้องจับมันส่งโรงพยาบาลแล้วละ” ป้าหมายบอกก่อนที่เสียงบนบ้านจะอึกทึก กรีดร้อง หัวเราะสลับร้องไห้ของสำลีขึ้นดังๆ สักครู่ก็ค่อยๆ เงียบลง จนเป็นเหตุให้ทั้งป้าหมายและป้านงต่างรีบสาวเท้าขึ้นบันไดไปดู

“สำลี อีสำลี  อีสำลี….”

“พวกสูไปต้มข้าวต้มหยดปากให้มัน อีสำลีคงหมดแรงนะ” เสียงพ่อใหญ่สาออกคำสั่ง ก่อนจะเห็นป้านงวิ่งกลับลงมา…

“หน้ามันเหลืองซีดไปหมด กูฟ้าวไปต้มข้าวต้มให้มันก่อน” พูดจบก็เร่งผ่านรั้วไม้ไผ่ตรงไปยังบ้านตัวเองที่อยู่ติดกัน

“อีแตนไปเอายาหอมที่บ้านมานำแน เร็วๆ” และเสียงป้าหมายดังลงมาจากด้านบนอีก

“จ้า!…..” แตนขานรับแม่ก่อนจะวิ่งกลับบ้านตัวเองเร็วๆ

“เฮ้ย….คุณนายซาอุฯ เฮ็ดให้คนเป็นบ้าได้อีหลีน้อ….”

“บ่ๆ คุณนายซาอุฯ บ่ได้เฮ็ดให้คนเป็นบ้าดอก แต่เป็นผีบ้าเมียซาอุฯ ต่างหากที่เฮ็ดตัวเอง…ไปอีหมายไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้มัน…ตื่นขึ้นมาก็ป้อนข้าวป้อนน้ำ ถ้าบ่ดีขึ้นมื้ออื่นค่อยพามันไปโรงพยาบาล” เสียงพ่อใหญ่สาสั่งก่อนจะเห็นหลายคนทยอยลงบันไดมา

คืนนี้เดือนมืด ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆหนาๆ บางๆ ปิดดาวไว้หลายชั้นจนท้องฟ้าเหนือบ้านโคกอีรวยไม่มีสีอื่นนอกจากสีดำและดำสนิท คุณนายซาอุฯ ไม่ได้ทำให้คนเป็นบ้า แต่เป็นผีบ้าเมียซาอุฯ ต่างหากที่ทำตัวเองอย่างผู้ใหญ่สาบอก บ้านหลายหลังดับแสงตะเกียงเข้านอนไปแล้ว มีเพียงบ้านของคุณนายสำลีหลังเดียวที่ผู้คนยังพลุกพล่านราวกับรอการกลับมาของคนๆ หนึ่งจากประเทศซาอุดิอาระเบีย…หรือรอการกลับมาของคนๆ หนึ่งที่เป็นพ่อของลูกในท้องของเธอ….แล้วคุณนายสำลี คุณนายซาอุฯ แห่งบ้านโคกอีรวยละ เธอกำลังรอใครกันแน่ หรือการรอคอยจะเป็นนิรันดร มีเพียงพรุ่งนี้เท่านั้นที่จะตอบคำถามได้หมด….

…ฟ้าตะวันออกของวันพรุ่ง..

…คำภาวนายิ่งเหน็บหนาว…

…ความฝัน ความหวัง ปวดร้าว…

…กินลึก กัดกร่อน…

…แสงตะเวนบอกวันใหม่…

..ใช่แสงตะวันดวงเดียวกัน…

…อาจเป็นลูกไฟจากขุมนรก…

…โพยพุ่งมาแผดเผามอดไหม้…

…หัวใจของคุณนายซาอุฯ…

…และหัวใจอีกดวง…

…ไปเสียนา กลับมาก็เสียเมีย…

…ไปเสียเมีย กลับมาก็เสียผัว…

…คุณนายซาอุฯ ผีบ้า…

…หรือผีบ้าเป็นเมียซาอุฯ…

…ลมเอย ลมพัด…

…สันดาลตน สันดาลคนคือคำตอบ…

…ไม่ใช่คำภาวนาที่พร่ำเพ้อ…

…เปลืองน้ำลายอายสายลม…

…แท้ๆ น้อ อีสำลี…

จบ ผีบ้าเมียซาอุฯ คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 29