อนุชาย2 บทที่32

อนุชาย2 บทที่32อนุชาย2 บทที่32 รายต่อไป

อนุชาย2 บทที่32 รายต่อไป

สายๆ….ณ บ้านไม่มีเลขที่…ขณะปกรณ์กำลังเก็บเครื่องใช้ส่วนตัวของอดีตท่านผู้หญิงแขไขเพื่อจะส่งมอบบ้านคืนเจ้าของ อยู่ๆ ประตูด้านหน้าชั้นล่างที่ลืมล็อกก็ถูกผลักเข้ามาข้างใน โชคดีที่เขายังอยู่ในห้องนอน การซ่อนตัวหรือหลบหนีจากความตายจึงพอเป็นไปได้ เบื่องต้นเขาหมายตาจะใช้หน้าต่างหรือไม่ก็ระเบียงด้านข้างที่อีกฟากของรั้วโปร่งๆ คือเป็นบ้านของนายตำรวจใหญ่เพราะหากจนมุมก็มีสิทธิ์ตะโกนขอความช่วยเหลือได้ไม่ยาก

“ปกรณ์ นายยังอยู่ที่นี่ใช่ไหม” แต่เมื่อน้ำเสียงคุ้นหูเรียก เขาจึงหายใจหายคอได้โล่งขึ้น “นายอยู่ไหม”

ปกรณ์ชะโงกหน้าจากวงกบประตูห้องมองผ่านระเบียงภายในชั้น 2 ลงไปชั้นล่าง เมื่อเห็นอนุชายืนโด่เด่ลากขาวนไปมา จึงขานรับ “ครับอา….กำลังเก็บของใช้ส่วนตัวคุณแม่นะครับ” เขาบอก

อนุชามองแต่ก็ไม่มีท่าทีจะตามขึ้นมาสมทบ “ใกล้เสร็จรึยังลงมาข้างล่างหน่อยอามีเรื่องจะคุยด้วย”

“ครับ….แป๊บหนึ่งนะครับเกือบเสร็จแล้วละ” สักพักปกรณ์ก็หอบลังกระดาษใบย่อมๆ ที่ยังไม่ได้ปิดผนึกลงบันไดมา เมื่อวางลงข้างประตูทางออก ชายรูปร่างท้วมที่เพิ่งสังเกตุเห็นเฉพาะช่วงล่างก็ทำให้ก้าวขาไม่ออก (หรือจะโดนหักหลังจากญาติเพียงไม่กี่คน) เขาคิด

“เป็นไง” แต่เมื่อน้ำเสียงเป็นมิตรทักทาย เสียงอนุชาที่อยู่ด้านในก็ดังขึ้นติดกัน

“คือเฮียชาญอยากคุยด้วยนะ”

“คุณ…..” ปกรณ์เงยใบหน้าซีดขาวสำรวจ เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อยเมื่ออนุชาญปล่อยรอยยิ้มฉ่ำๆ ในแบบที่ไม่เคยเห็น ขาทั้ง 2 ข้างก็ราวถูกตรึงติดกับพื้นอีกวาระ

“เข้ามาคุยข้างในเถอะเฮีย” อนุชาพูดนำ ทำให้ปกรณ์ต้องรีบถอยหลังเปิดทางพร้อมกับวาดมือเชิญเข้าสู่ภายในตัวบ้าน บุคคลิคของคนเจียมเนื้อเจียมตัวเหมือนจะฝังเข้าสู่กมลสันดานจนแก้ไม่หาย ปกรณ์ยืนก้มหน้าขณะที่อนุชาญเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องรับแขกขนาดเล็ก เขานิ่งหันหลังให้สักพักจึงหันกลับมา กระนั้นปกรณ์ก็ยังก้มหน้านิ่งๆ จนคล้ายลูกน้องรอรับคำสั่งจากเจ้านายไม่ผิดเพี้ยน อนุชาญเองก็ไม่พูดไม่จา จนเสียงอนุชากระตุ้นอีก

“อาเฮียครับ”

“อั๊ว! ทำกับพวกลึ! ได้ขนาดนี้เลยรึ!….” เสียงเย็นๆ ลงโทนต่ำจนคล้ายมีความเสียใจปนออกมา ทำให้ปกรณ์เดาไม่ออกว่าชายคนที่เคยอยู่ในสถานะเจ้านายจะมาไม้ไหน เขาจึงใช้ความระมัดระวังเงยหน้ามอง เมื่อดวงตา 2 คู่ประสานกัน…ระยะไม่ถึง 2 เมตรที่ขั้นกลางก็เย็นวาบราวกับฤดูหนาวสั้นๆ มาเยือน “ดวงตาของลึ! ได้ฟองฟ้ามาเต็มๆ……” อนุชาญพูด

“มานั่งคุยกันดีๆ เถอะเฮีย…” เสียงอนุชานำทั้งคู่ไปจบที่โซฟาเล็กๆ ผนังโล่งสีขาว โคมทั้งห้องมีแค่หลอดฟลูออเรสเซนต์ดวงเดียวทำให้ใบหน้าของอนุชาญไม่เสถียร ปกรณ์กับอนุชาที่นั่งคู่กันปล่อยเวลาให้เขาซึมซับ….

“เมื่อสิ้นอาม่ากับอาเตี่ย เราก็ยังมีเฮียชาติที่เป็นหลักให้กับคนตระกูลเชาว์ แต่เมื่อสิ้นเฮียชาติ แทนที่อั๊ว! จะเป็นหลัก อั๊ว! กลับทำตรงกันข้าม” อนุชาญก้มหน้า มือที่จับเข่ากำลังเกร็ง “วันที่อั๊ว!ได้สำนึกคือวันที่อั๊ว! เสียรู้ให้กับคนๆ หนึ่งมาเกือบ 20 ปี และวันนี้อั๊ว! คิดว่าที่เฮียชาติทุบกงสีบ้านตระกูลเชาว์-แบ่งมรดกออกเป็นส่วนๆ ให้ทุกคนดูแลด้วยตัวเอง…เป็นเพราะว่าความไม่เอาไหนของอั๊ว! หากผู้ใหญ่ภายในบ้านไม่เป็นธรรม สมาชิกก็ระส่ำระสายเป็นเรื่องปกติ”

“คุณ….” ปกรณ์อยากพูด แต่ก็พูดไม่ออก อนุชาเหลือบมองเขาสั้นๆ ก่อนจะเลือกเงียบไปอีกคน อนุชาญหลังจากเงยหน้าวางสายตาลอยๆ ไร้จุดตกพอสมควรก็กลับมาที่ปกรณ์อีก คราวนี้แววตาของเขาช่างให้ความรู้สึกอบอุ่นจนอยากพุ่งเข้าสู่อ้อมแขนเสียให้ได้

“ลึ! น่าจะเป็นลูกชายอั๊ว!” อนุชาญพูด ปกรณ์สะดุ้งก่อนจะจ้องอนุชาญตรงๆ “คนโง่ๆ หูเบา ซ้ำยังอยากเป็นใหญ่…ได้เป็นแค่อาของลึ! ก็มากพอว่าไหม”

“คุณ…”

“ที่ผ่านมา…อั๊ว! ทำร้ายทำลายทั้งตัวลึ! แม่ลึ! อั๊ว! หมายถึงสาวเชียงตุงที่ชื่อฟองฟ้า” อนุชาญสะดุดอารมณ์เข้าอย่างจัง

“เล่าเรื่องของเธอให้ฟังได้ไหมครับ” ปกรณ์ได้โอกาส “อย่างน้อยภาพของผู้หญิงที่เป็นแม่แท้ๆ จะได้ชัดเจนขึ้น”

อนุชามองเขา อนุชาญเองก็คล้ายจะร้องไห้แต่ก็กลืนน้ำลายจนเห็นลูกกระเดือกเลื่อนขึ้นลงหลายครั้งเพื่อสกัดกั้น เขาละสายตามองผ่านหน้าต่างบานเลื่อนสลับออกไปด้านนอกที่สว่างกว่า เมื่ออารมณ์เข้าที่เข้าทาง น้ำเสียงขาดน้ำหนักก็ตามขึ้นมา “เวลานั้นอั๊ว! ยังเรียนไม่จบ มศ. 7 ด้วยซ้ำ…หลังวันสงกรานต์แม่ครัวของบ้านตระกูลเชาว์ที่กลับไปเยี่ยมญาติที่เชียงตุงก็ได้นำหลานสาวมาด้วยคนหนึ่ง เธอชื่อฟองฟ้า นัยน์ตา แววตาของเธอเหมือนกับลึ! ไม่ผิดเพี้ยน อั๊ว! เห็นเธอแว๊บแรก หัวใจอั๊ว! ก็สั่น ขณะที่เธอเองก็สั่นเช่นกันแต่เป็นการสั่นที่เกิดจากความหวาดผวา…ขณะนั้นเฮียชาติไปเรียนต่อประเทศแคนาดาแล้ว พี่ใหญ่ในบ้านจึงเป็นอั๊ว! อั๊ว! หาทางข่มเหงเธอหลายครั้ง จนในที่สุดเธอก็หนีไม่รอด เรื่องนี้มีคนในบ้านรู้เพียงไม่กี่คน อั๊ว! สนุกกับเธอเกือบ 2 ปีจนกระทั้งเฮียชาติกลับมา เธอจึงมีคนคุ้มครอง อั๊ว! ทั้งโกรธทั้งแค้นเฮียชาติในเรื่องนี้จนกลายเป็นฉนวนระหว่างพี่น้อง….กระทั้งฟองฟ้าตั้งท้อง แรกๆ อั๊ว!ยังคิดว่าเด็กเป็นลูกอั๊ว!….แต่ในเมื่อความโกรธบังตา…อั๊ว! เลยอยากให้เธอได้รับบทเรียน อั๊ว! ตัดสินใจแต่งงานกับผู้หญิงที่อากง-อาม่าหามาให้ จนกระทั้งฟองฟ้าให้กำเนิดทารกเพศชาย บ้านตระกูลเชาว์ก็วุ่นวายขึ้นมา…..” อนุชาญหยุดมองไปที่ปกรณ์จริงๆ จังๆ “ประเด็นสำคัญที่อั๊ว! อยากบอกลึ!….นั้นก็คือ ฟองฟ้าเป็นผู้หญิงคนเรกและคนเดียวที่อั๊ว! ลืมไม่ลง ถ้าถามว่าอั๊ว! รักเธอไหม?…..” อนุชาญคล้ายคนกำลังอ่านความรู้สึกจากอดีต “วันนี้…อั๊ว!ก็ยังลืมเธอไม่ลง”

“คุณ…..” ปกรณ์จะพูด แต่ก็ยังพูดไม่ออกอีก เขาหลับตาเชิดหน้านิ่งๆ ก่อนจะตัดสินใจแต่อนุชาญก็แทรกอีก

“อั๊ว! ควรจะเป็นพ่อลึ!…แต่ในเมื่อความจริงเฉลย อั๊ว!เลยอยากจะขอร้องให้ลึ! เรียกอั๊วว่าอา….” อนุชาญจ้องหน้าปกรณ์แบบคนประเมิน “ได้ไหม….” เขานิ่งรอ…ปล่อยให้เวลากับความเงียบทำหน้าที่ “และอั๊ว! ก็อยากขอโทษลึ! กับเรื่องทั้งหมด ส่วนลึ!จะให้อภัยได้หรือไม่….ขึ้นอยู่กับตัวลึ!….อา เสีย ใจและอาขอโทษ”

ปกรณ์ตาลุกวาว “คุณ……อา”

อนุชาที่นิ่งมาโดยตลอดก็คล้ายจะช็อกไปด้วย “เฮีย……”

ปกรณ์พิจารณาและไตร่ตรองความรู้สึกของตัวเอง จนอารมณ์ที่ดิ้นพล่านๆ ลดสู่ระดับเกือบปกติ “คุณ  อา….” เขายังเว้นระยะแบบคนเจียมตัว อนุชาญเองก็นิ่งรอ “คุณ…อา…..”

“ให้อภัยฉันได้ไหม”

“คุณ…อาคิดว่า แม่ฟองฟ้ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าครับ” ปกรณ์ถามกลับในลมหายใจเดียวกัน อนุชาญค้างคิดก่อนจะผงกหัวให้เห็น ปกรณ์จึงค่อยๆ ยิ้มออกมาได้…. “ขอบคุณครับคุณอา”

หากกระทำผิดและรู้ว่าตัวเองทำไม่ถูกต้อง…ก็แสดงว่าจิตใต้สำนึกยังเหลือความดีงามอยู่ การพูดเพื่อขออภัยและการให้อภัย จึงเป็นการทำทาน-ให้ทานที่ยิ่งใหญ่….

line1 for timmy

อีกฝ่าย…..

เกือบจะ 5 ทุ่ม เมื่อเด็กๆ ในบ้านตระกูลเชาว์กำลังหลับ เงาสีดำก็หมุนตัวออกจากเรือนคนงานเข้าสู่บ้านหลังใหญ่โดยอาศัยประตูครัวด้านหลัง เขาไต่บันไดขึ้นสู่ชั้น 3 โดยไม่ต้องพึ่งแสงสว่าง เมื่อถึงโถงที่เห็นโคมไฟระย้าในเงาสีดำแขวนระดับสายตา เขาจึงตรงไปยังห้องนอนแขกที่ปิดตายไม่ได้ใช้งานแต่มีการแอบใช้เป็นประจำ เมื่อผลักประตูเข้าสู่ภายในห้องที่เห็นแสงสีเหลืองอ่อนๆ จากโคมกระดาษสา…เสียงผู้หญิงที่รออยู่ก่อนแล้วก็ดังขึ้น

“ทำอะไรอยู่ มาช้าจัง”

“โถ! ซ้อ….กว่าจะหลบตาแก่มาได้….” เขาพูดเสียงสั่นๆ พลางเร่งมือถอดเสื้อผ้าจนเหลือเพียงกางเกงบล็อกเซอร์สีเทา “คิดถึงผัวขนาดนั้นเลยรึจ๊ะที่รัก” เขาพูดระดับแผ่วขณะปีนขึ้นไปเทินทับบนเรือนร่างเกือบเปลือยของเธอ

“อย่างเพิ่งมาปากหวานตอนนี้…ว่าแต่บริษัท SH. ที่สิงคโปร์เป็นอย่างไรบ้าง” ซ้อหงส์ถามขณะปากของสมหวังไม่อยู่สุข “เรามีเวลาทั้งคืนอย่าใจร้อนซิ….”

“ไม่ได้เจอเมียเป็นอาทิตย์ใจแทบขาด”

“ดูพูดเข้า…..ฮิ ฮิ ฮิ อ่า!….บริษัทที่สิงคโปร์เป็นอย่างไรบ้างคะทูนหัว…มีอะไรผิดปกติไหม” ซ้อหงส์ยังไม่หลุดจากประเด็น สมหวังแกะยกทรงพร้อมกับใช้ปลายเท้าถีบจีสตริงลายลูกไม้ให้พ้นทาง บล็อกเซอร์ของตัวเองก็หลุดลงไปกองคู่กัน…. “ดูทำเข้า….คนอะไรไม่รู้….ว่าไงจ๊ะที่รักบริษัทเราเป็นไงบ้าง เงินก้อนโตกำลังถูกถ่ายโอนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแล้วนะ…..”

“อ่า!!!….ทุกอย่างราบรื่นพอๆ กับ อ่า!….ที่รัก…พอๆ กับของเราเวลานี้….”

ซ้อหงส์เชิดหน้าเลยหมอน จนหน้าอกขาวดีดเด้งหลุดจากแสงสีเหลือง เธอดิ้นเร่าได้ไม่นานก็พลิกตัวขึ้นสู่ด้านบน เธอกดหน้าอกล่ำบึกของสมหวังให้จมหายไปกับฟูก “อีกไม่กี่เดือนเราก็สมบูรณ์แบบแล้วละที่รัก….โอ้ย!…ทูลหัว”

“เป็นผัวเมียให้สมบูรณ์มากกว่านี้….”

“ใช่!…ไม่ต้องหลบซ่อน ผัวจ๋า….”

“ผมกำลังให้คนหาซื้อบ้านสำหรับเราที่ประเทศออสเตรเลีย….สวรรค์อยู่แค่เอื้อมแล้วที่รัก”

“แล้วเรื่อง…..”

“ในเมื่อคนของนายชาญไม่ได้เรื่อง ไอ้สมหวังก็ต้องลุยเอง ดูผลงานของผัวซิ! เมียจ๋า….เข้าเป้าเต็มๆ ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 2 ตัว” สมหวังบอก ความหมายคืออาตี้กับอนุชัยที่ขณะนั้นทั้งคู่ยังไม่ได้ข่าวเพิ่มเติม “โดนเต็มๆ ซะขนาดนั้นอย่างไรก็ไม่มีทางรอด”

“ฮิ ฮิ ฮิ เข้าเป้าจนลึกสุดแบบนี้ แบบนี้….ผัวขา ผัวขา เมียชอบสุดๆ….ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

line1 for timmy

ที่สนามบิน……

เมื่อหมอแครรายทำบุญครบ 100 วันให้อดีตท่านผู้หญิงแขไขแล้วเสร็จ ปกรณ์ จึงแนะนำให้เธอพร้อมครอบครับรีบเดินทางออกนอกประเทศทันที ซึ่งหมอแครรายเองก็เชื่อตามนั้น การเดินทางกลับประเทศไทยช่วงหลังๆ ดร.ชวนนท์ขอร้องกึ่งบังคับให้เธอพร้อมครอบครัวเจมส์มาร์ทคอร์มาพักที่บ้านสายสกุลเพื่อความปลอดภัย ก่อน 10 โมงเช้าปกรณ์จึงอาสาขับรถตู้ไปส่งด้วยตัวเอง แต่ก่อนจะไปสนามบินหมอแครรายเผื่อเวลาแวะไปบ้านเด่นดวงที่เป็นทางผ่านเพื่อทักทายบอกลาหลานสาว เมื่อหมอแครายตรวจสุขภาพ-รวมทั้งเรื่องที่ต้องดูแลจนครบ ทุกคนก็มุ่งหน้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิทันที

เคาน์เตอร์สายการบิน XX-718 เปิดไปแล้ว 15 นาที ทันทีที่กระเป๋าสัมภาระถูกลำเลียงสู่สายพาน การร่ำลาแบบจริงๆ จังๆ ก็เกิดขึ้น

“เฮียคะ….” แครรายเพิ่งใช้สรรพนามนี้เรียกเขา ปกรณ์ที่ยืนรวมอยู่กับเบลและ สตีป เจมส์มาร์ทคอร์ จึงหันไปมอง “เมื่อไรเรื่องร้ายๆ ของบ้านตระกูลเชาว์จะจบสิ้นไปสักทีคะ แครอึดอัดทุกครั้งที่ต้องเดินทางกลับมาประเทศไทยนะคะ”

ปกรณ์ผงกหัว “ใกล้จบแล้วละน้องแคร….ผู้ร้ายตัวจริงเริ่มเผยตัวและตำรวจก็เก็บหลักฐานจนดิ้นไม่หลุดในชั้นศาลแล้วด้วย” ปกรณ์บอกในหัวกำลังนึกถึงรอยยิ้มของอนุชาญจนทำให้ตัวเองยิ้มตอบแครรายและสตีปได้มากขึ้น

“หวังว่ามาคราวหน้า เราจะเที่ยวได้สะดวกมากกว่านี้นะครับ” สตีป เจมส์มาร์ทคอร์ พูด “เพราะเมืองไทยมีที่เที่ยวเยอะมาก ผมอยากพารินรี่กับเบลไปเล่นน้ำทะเลก็ยังไม่ได้ไปสักที” เขาพูดต่อพลางตบไหล่เบาๆ ปกรณ์ยิ้มพร้อมกับโบกมือให้รินรี่ที่ยืนข้างแครราย

“กลับมาครั้งหน้า ผมก็หวังว่าประดุจดาวโตพอจะออกทะเลกับพี่สาวของเธอเช่นกัน….” ปกรณ์ตอบพร้อมกับหันไปยิ้มกว้างๆ จนแครรายอดพุ่งเข้าหาไม่ได้

“เฮียคะ….ระวังตัวด้วยนะ”

“ไม่เป็นไร….เดินทางปลอดภัยนะแครรี่….เฮียจะอยู่ที่นี่เพื่อเป็นหลักให้ทุกคนเอง….โชคดีนะครับสตีป เบล รินรี่ กลับมาเยี่ยมน้องบ่อยๆ นะ ลุงจะรอ”

“คะ/ ค่ะ”

เมื่อครอบครัวเจอส์มาร์ทคอร์ขึ้นบันไดเลื่อนผ่านประตูไปแล้ว ปกรณ์ก็หายใจได้โล่ง รอยยิ้มของเขาเฉิดฉายราวกับแสงอาทิตย์แรก เสียงนายตำรวจผู้ดูแลคดีรายงานความคืบหน้าดังขึ้นในหัว เส้นทางการเงินของคนบ้านตระกูลเชาว์ถูกเชื่อมโยงข้ามไปยังประเทศสิงคโปร์ เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากนักแต่ใบหน้าคนร้ายตัวจริงที่ตำรวจเปิดเผยบางส่วนก็ทำให้ถึงกับขนลุก

“ฮื้อ!…ไม่น่าเลย….” เขาพึมพำ ในหัวก็เทียวถามเทียวตอบตัวเองหลายรอบ “ลุงคือน้องชายคนละแม่ของอากงจริงๆ หรือ….เพราะหากเป็นเช่นนั้นการทวงทรัพย์สินส่วนหนึ่งจากคนบ้านตระกูลเชาว์ก็มีส่วนชอบธรรมอยู่ไม่น้อย” ปกรณ์คิดถึงตัวเองและยังนึกถึงคำพูดที่อนุชาญบอก

(ถ้าอากงเป็นธรรมมาตั้งแต่ต้น คนบ้านตระกูลเชาว์ก็ไม่ต้องสู้รบกันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน—–>อ้าว! แล้ว บริษัท SH. จำกัด สมหวังเอาชื่อพ่อตัวเองไปใช้หรือว่า (อนุชาถาม)——>ไม่หรอก ลุงเป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องนี้เองทั้งหมดและตำรวจก็ให้อั๊ว! ปล่อยเงินเข้าบริษัทแล้วกว่า 2 ล้านบาท——>มิน่า! ละตำรวจถึงใช้เวลากับคดีนี้นานหลายปี(ปกรณ์พูด)——>ใช่! รวมทั้ง 15 ปีที่อาติดอยู่ในคุกด้วย)

ปกรณ์คิดไม่ตกระหว่างสะพานเชื่อมเข้าสู่ตัวอาคารจอดรถ สมองเต้นตุบ ๆระหว่างลิฟต์กระจกนำขึ้นสู่ชั้นดาดฟ้า และหูทั้ง 2 ข้างอื้ออึงราวกับมีฝูงแมลงนับล้านบินวนรอบตัวขณะเดินเหม่อลอยตรงไปยังรถตู้ที่จอดอยู่ในระยะ 100 เมตร แดดสีขาวตอนเที่ยงกำลังเปิดเผยทุก ๆสิ่ง แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่แดดไม่มีทางเข้าถึง…

# ปับ! ปับ! ปับ! ปับ! ปับ! #

เสียงปืนเก็บเสียงดังขึ้นติดๆ กันหลายนัดแต่บุรุษร่างท้วมไม่รู้ที่มาก็กระโจนเข้ารับมันไว้หมด ปกรณ์ตกใจสุดขีด เขาโอบอุ้มร่างบุรุษผู้นั้นเอาไว้ในอ้อมแขน เลือดสีแดงฉานกำลังไหลทะลักจนเสื้อสีขาวที่เขาสวมใส่เปียกชุ่มรู้สึกร้อนผ่าวๆ

“คุ คุณ อา!!!!!!!” เขาตะโกนลั่นเมื่อทราบว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใคร รถกระบะสีบลอนต้องสงสัยเลี้ยวตีมุมแคบๆ หายลงไปชั้น 4 ก่อนจะทะยานออกทางยกระดับ รปภ.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ใกล้ๆ ต่างกรูเข้ามาหา “คุณอา คุณอาครับ….”

อนุชาญดิ้นพล่านๆ เลือดที่ปกรณ์ใช้ฝ่ามือปิดปากแผลไหลซึมผ่านง่ามมือทุกนิ้ว

“คุณอาครับ…..ช่วยด้วย ช่วยผมด้วย”

รปภ.สนามบินใช้โทรศัพท์สื่อสารกันให้วุ่น ปกรณ์ก็ยังประคองกอดเขย่าร่างของอนุชาญไม่หยุดกระทั้ง น้ำเสียงกำลังจะไร้น้ำหนักดังให้ได้ยิน

“ปกรณ์ ปกรณ์” อนุชาญเรียก “นี่ นี่…..” เขาชี้นิ้วไปยังหน้าอกใต้เสื้อแจ็คเก็ตสีดำพร้อมกับจับมือเขาสัมผัส ปกรณ์ล้วงดึงซองเอกสารสีน้ำตาลออกมา “มันคือ….เอ เอกสาร  2 ชิ้น 1.เป็นใบมอบอำนาจร่วมให้ลึ! กับอาชาเป็นผู้จัดการมรดกบ้านตระกูลเชาว์ให้จบ….และ….เอ เอ เอสาร ส่าน ส่านที่ ที่ …….”

“อาชาญ อาชาญครับ……”

อนุชาญพูดไม่ทันจบมัจจุราชก็กระชากวิญญาณเขาผ่านประตูมิติไป……

“อาชาญ อาชาญครับ…ฮื้อๆ อา ครับ อาชาญครับ……” ปกรณ์สั่นเขย่าร่างอนุชาญอย่างเอาเป็นเอาตายกระทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาแยก แดดบ่ายมาพร้อมกับอุณหภูมิ แต่เวลานี้กลับหนาวสั่น เอกสารในซองก็สั่นไม่หยุด กระทั้งเขาถูกเชิญตัวเข้าห้องภายในสนามบิน อีก 2 ชั่วโมงต่อมานายตำรวจที่ดูแลคดีก็เดินทางมาถึง เขาขอดูเอกสารในมือ ปกรณ์จึงยื่นให้อย่างไม่อิดออด สักพักนายตำรวจคนดังกล่าวก็ส่งคืนให้

“มันคือเอกสารมอบอำนาจร่วม 2 คนในการจัดการกับมรดกของบ้านตระกูเชาว์ครับ และ……” เขาขยับเอกสารแผ่นที่ 2 ให้เห็น “สำหรับแผ่นนี้ผมคิดว่าคุณปกรณ์น่าจะรู้ความหมายของมัน” ปกรณ์ใช้สายตาของคนหมดอาลัยตายอยากมอง เมื่อแผนที่เมืองเชียงตุงระบุตำแหน่งพร้อมชื่อ-ที่อยู่ของผู้หญิงชื่อฟองฟ้าปรากฏให้เห็น ดวงตาทั้ง 2 ข้างก็ลุกวาว

“แม่……” เขาอุทานพร้อมกับเริ่มไล่อ่านมันจริง ๆจัง ๆ

#ถ้าอยากไปหาฟองฟ้า ให้ลึ! ติดต่อผู้หญิงชื่อสายพินเบอร์โทร 09x-xxx-xxxx เธอเปิดร้านอาหารอยู่ในตัวอำเภอแม่สาย และเธอคือพี่สาวแท้ๆ ของแม่ลึ!….ตามหาชีวิตตัวเองให้เจอ หากพบกับฟองฟ้า ให้บอกเธอด้วยว่า…อั๊ว! ไม่เคยลืมเธอแม้แต่วันเดียว….และฝากขอโทษแทนอั๊ว!ด้วย#

“คล้ายกับคุณอนุชาญจะรู้ตัวอยู่แล้วคุณว่าไหมครับ…” นายตำรวจพูด

แต่ในหัวของปกรณ์กลับมีหลายเรื่องให้คิด ขณะที่สายตากำลังไล่อ่านเอกสารอีกแผ่น การเป็นผู้จัดการมรดกของบ้านตระกูลเชาว์ร่วมกับอนุชา เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงและเขาเองก็ไม่อยากเสี่ยงอีกต่อไปจึงได้โทรปรึกษาเรื่องดังกล่าวกับทนายอำพล เมื่อได้ข้อสรุป เขาจึงส่งเอกสารใบมอบอำนาจร่วมให้ตำรวจ “คุณจะเก็บไว้เป็นหลักฐานหรือเปล่าครับ”

“หมายความว่าอย่างไรครับ” นายตำรวจถามกลับแบบคนคิดไม่ทัน เมื่อปกรณ์ยืนยันด้วยสายตาเขาจึงนำเอกสารไปถ่ายสำเนาเก็บไว้ก่อนจะส่งตัวจริงคืนให้ “ผมเข้าใจคุณ”

ปกรณ์รับมาฉีกทำลายทิ้งต่อหน้า “ขอบคุณมากครับท่าน”

“ต่อจากนี้อำนาจของผู้จัดการกับมรดกบ้านตระกูลเชาว์จะเหลือแค่คุณอนุชา เชาว์เพียงผู้เดียวนะครับ”

“ทราบครับและผมก็ไม่สนมรดกนั้นอีกแล้วละ” พูดจบปกรณ์ก็ชูกระดาษอีกแผ่นสูงๆ “เพราะชีวิตทั้งหมดของผมอยู่ในกระดาษแผ่นนี้ต่างหาก”

เย็นๆ อนุชาก็มาสมทบ ปกรณ์ถูกปล่อยตัวในเวลาใกล้เคียง ตำรวจขอเก็บศพและเรื่องที่อนุชาญเสียชีวิตไว้เป็นความลับเพื่อการบางอย่าง ทั้งอนุชาและปกรณ์จึงไม่ว่าอะไร แผนซ้อนแผนเพื่อเข้าจับกุมเป้าหมายใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้น….แสงสุดท้ายกำลังลับขอบฟ้า ทิศตะวันออกมืดไปแล้ว 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ ยังเป็นสีเลือดอาบฟ้าทางทิศตรงข้ามราวจะบอกให้หลายคนที่เกี่ยวข้องได้รู้ชะตากรรม….

“ถ้าลุงคือน้องชายต่างมารดาของอากง การได้รับสถานะเป็นแค่ยามภายในบ้านของตัวเองมาทั้งชีวิต มันเจ็บปวด….ผมเข้าใจและจะไม่ผูกใจเจ็บหรืออาฆาตแค้นใครเด็ดขาด….จบสิ้นกันซะที…” ปกรณ์พึมพำก่อนจะขับรถตู้สีบลอนเงินออกจากอาคารจอดรถกลับสู่บ้านหลังใหม่ที่อบอุ่นกว่า….เขายิ้มได้ทั้งๆ ที่ฟ้ากำลังอาบไปด้วยสีเลือด ดวงตาเขาสดใสวิบๆ วับๆ ขณะใบหน้าสาวน้อยประดุจดาวผุดขึ้นมาในหัว การเป็นหัวหน้าครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาในเวลานั้น….

จบ อนุชาย2 บทที่32 รายต่อไป

Spread the love