ลดน้ำตาลสู่วัยหวานกันเถอะ

ลดน้ำตาลสู่วัยหวานกันเถอะ

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ลดน้ำตาลสู่วัยหวานกันเถอะ

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ลดน้ำตาลสู่วัยหวานกันเถอะ

น้ำตาล ทำให้แก่เร็วจริงหรือ… “นั้นนะซิ!…เออน่าสนอ่านรอไว้โม้ให้ยัยออมสินฟังดีกว่า”

น้ำตาลสัมพันธ์กับความแก่อย่างไร? ผิวหนังของมนุษย์ประกอบไปด้วยโปรตีนคอลลาเจนและอีลาสตินอยู่รวมกันในลักษณะเป็นโครงข่ายช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงและยืดหยุ่น เมื่อบริโภคอาหาร-เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเข้าไป น้ำตาลจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเหตุให้ปริมาณน้ำตาลบริเวณผิวหนังสูงตามไปด้วย น้ำตาลบริเวณผิวหนังสามารถจับโปรตีนอีลาสตินและคอลลาเจนจนเกิดเป็นองค์ประกอบที่มีชื่อว่า Advanced glycation end products หรือ AGEs ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดริ้วรอยและแก่ก่อนวัย ซึ่งนอกจากการสร้าง AGEs ในโครงสร้างผิวหนังแล้ว น้ำตาลยังเกี่ยวข้องกับการสร้างสภาวะแก่ของเซลล์อื่นในร่างกายได้อีกด้วย….

“อ้อ! เป็นแบบนี้เอง”

….โดยทั่วไปร่างกายจะมีกลไกในการทำลายโปรตีนที่เสื่อมสภาพตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่จากการศึกษาในระดับเซลล์ผิวหนังเพาะเลี้ยงพบว่า AGEs สามารถยับยั้งการทำงานของกลไกดังกล่าวจนทำให้มีการสะสมของโปรตีนคอลลาเจนและอีลาสตินที่เสื่อมสภาพ….

“OH!…My god! น้ำตาลชอบสะสมวัตถุโบราณด้วยหรือนี่!”

“แก!…ฉันซื้อกาแฟเย็นมาฝาก” ยัยออมสินใช้หัวไหล่ดันประตูพร้อมถือกาแฟเย็นเดินเข้ามาวางใกล้ๆ “ร้านนี้อร่อยมาก”

ผมมองด้วยสายตานิ่งๆ….และขณะที่มันกำลังยกแก้วของตัวเองขึ้นจิบ “เดี๋ยวๆ….”

“อะไร….” มันถลึงตาถาม “แก้วของแกอยู่โน้น มายุ่งอะไรกับของฉันยะ!”

“ฉันรู้….นั่งลงฟังเรื่องของน้ำตาลให้จบก่อน แล้วค่อยเลือกระหว่างกาแฟเย็นแก้วนี้กับกาแฟดำ”

“ฮึ!…..”

“น้ำตาลทำให้แก่เร็ว ยัยโง่เอ้ย!”

“อ้าว!….เหรอ ไหนๆ ฉันขออ่านมั่งดิ!”

ผมจึงเบี่ยงตัวเปิดช่องให้มันเห็นจอคอมฯ ชัด ๆ……ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง จึงช่วยชะลอการเกิดผิวเหี่ยวย่นหย่อนคล้อยจากการเกิด AGEs ได้

“เอาสำคัญๆ เลยแก”

“จัดไป…..

  1. น้ำตาลเป็นตัวทำลายคอลลาเจนใต้ผิวหนัง
  2. น้ำตาลในเลือดจับตัวกับโปรตีน ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า AGEs
  3. กินน้ำตาลมากไป ยังทำให้ผิวโดนแสงแดดถูกทำลายได้ง่าย
  4. น้ำตาลไม่ได้เป็นตัวทำให้ใบหน้าเหี่ยว-แห้ง-มันเพียงส่วนเดียว อวัยวะอื่นๆ ภายในก็พลอยถูกทำลายด้วย….พูดง่ายๆ อีกครั้ง น้ำตาลทำให้แก่เร็ว จบข่าว!”

“จริงดิ!….”

“ถ้าไม่เชื่อ….เอาอย่างนี้-แกลองเจียวไข่ระหว่างใส่น้ำตาลกับไม่ใส่น้ำตาลดูนะ ไข่เจียวที่ใส่น้ำตาลจะไหม้ดำกว่าไข่เจียวที่ไม่ใส่น้ำตาล”

“เออวะ!…ใช่ ๆ แกพูดถูก…แต่ฉันยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมน้ำตาลถึงทำให้ใบหน้าแห้งและมัน”

ผลร้ายของน้ำตาลที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่ง นั้นก็คือ

  1. ใบหน้ามัน-ยิ่งปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงเท่าไร ไอ้หนูจอมขยันที่ชื่ออินซูลินก็จะยิ่งสูงเท่านั้น เมื่อไอ้หนูอินซูลินสูง ต่อมไขมันก็จะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น….ก็อย่างที่แกรู้นั้นแหละ ความมันคืออาหารโปรดของแบคทีเรียใช่ไหม?-ปัญหาสิวและอื่นๆ จึงตามมาเป็นขบวนไงละ
  2. ทำให้เกิดการอักเสบ ถ้าปริมาณน้ำตาลในเลือดขึ้นๆ ลงๆ การอักเสบภายในร่างกาย-ผิวและใบหน้าก็ตามมา
  3. ผิวหนังขาดน้ำ น้ำตาลนอกจากจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงแล้ว น้ำตาลยังเป็นตัวการดูดน้ำออกจากเซลล์ผิว จนเป็นสาเหตุให้เซลล์ผิวขาดน้ำ-ผิวแห้ง-หน้าบวม-เกิดริ้วรอย-หมองคล้ำ-ถุงใต้ตาและอื่นๆ อีกสารพัด…..เพราะฉะนั้นฉันจะทวนปริมาณบริโภคน้ำตาลให้อีกรอบ

ผู้ชาย : ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 37.5 กรัมหรือ 9 ช้อนชาต่อวัน

ผู้หญิง : ไม่ควรเกิน 25 กรัมหรือ 5 ช้อนชาต่อวัน ตามนี้ จบ!”

“ฉันเริ่มกลัวแล้ววะ….แก น้ำตาลมีกี่ชนิดอะ…เหมือนหรือต่างกันอย่างไร”

“ไปลากเก้าอี้มานั่งก่อน….ฉันจะได้เล่ายาวทีเดียว”

น้ำตาลคืออะไร?…น้ำตาลหรือ Sugar คือสารประกอบคาร์โบไฮเดรตประเภท โมโนเซ็กคาไรด์ (Monosaccharide) และไดแซ็กคาไรด์ (Disaccharide) ซึ่งให้รสหวานแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide) กับน้ำตาลโมเลกุลคู่ (Disaccharide)

น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide)

ก็คือส่วนประกอบที่เล็กสุดของคาร์โบไฮเดรต คุณสมบัติเด่นก็คือละลายในน้ำได้เร็ว ร่างกายหรือเพื่อนตายสามารถดูดซึมนำไปใช้งานได้ทันที น้ำตาลที่พบในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย

  1. น้ำตาลกลูโคส (Glucose) เป็นน้ำตาลอีกชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย มีความหวานสัมพันธ์เท่ากับ 100 ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม แหล่งอาหารที่พบว่ามีกลูโคสคือ ข้าว แป้ง น้ำตาล ผักและผลไม้รสหวานโดยเฉพาะองุ่น ในน้ำผึ้งก็พบกลูโคสผสมอยู่ด้วยนะครับแต่ปริมาณไม่มาก
  2. น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) พบมากที่สุดในผลไม้รสหวาน เช่น มะม่วง กล้วย แตงโม สตรอว์เบอร์รี่ เบอร์รี่และพบมากที่สุดในน้ำผึ้ง น้ำตาลชนิดนี้ถูกดูดซึมและเผาผลาญออกได้ง่ายก็จริง…แต่ก็มีส่วนกระตุ้นให้หิว-อยากอาหารและทำให้ร่างกายอิ่มยากหรือยิ่งกินยิ่งอร่อยประมาณนั้น
  3. น้ำตาลกาแลคโตส (Galactose) พบในน้ำนมที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์มาแล้ว ถือว่าเป็นน้ำตาลที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับน้ำตาลกลูโคสพอสมควรแต่จะแตกต่างกันตรงที่กาแลคโตสสามารถเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ได้ ประโยชน์ก็คือ ช่วยในกระบวนการสร้างเนื้อเยื้อให้กับเด็กอ่อน

น้ำตาลโมเลกุลคู่ (Disaccharide)

เป็นน้ำตาลที่เกิดจากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวตั้งแต่ 2 โมเลกุลมารวมกัน คุณสมบัติละลายน้ำได้และให้ความหวานได้ดี แต่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไปใช้งานได้ทันที ต้องผ่านกระบวนการย่อยโดยอาศัยเอนไซม์จำเพราะให้กลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อน น้ำตาลโมเลกุลคู่มีหลายชนิดได้แก่

  1. น้ำตาลมอลโตส (Maltose) น้ำตาลชนิดนี้ไม่สามารถพบเห็นในธรรมชาติทั่วไป เพราะเกิดจากการรวมตัวของน้ำตาลกลูโคส 2 โมเลกุลด้วยพันธะไกลโคไซด์ จะพบน้ำตาลชนิดนี้จากการย่อยเอนไซม์ในข้าวมอลต์ ข้าวบาเลย์หรือธัญพืชต่าง ๆเท่านั้น
  2. น้ำตาลแลคโตส (Lactose) ก็อย่างที่รู้กันนั้นแหละ น้ำตาลแลคโตสกับกาแลคโตสจะเจอในน้ำนมเป็นส่วนใหญ่ น้ำตาลชนิดนี้ก่อนจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะถูกเอนไซม์แลคเตสย่อยให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อนนะครับ

แน่นอนน้ำตาลให้ความหวานให้พลังงานและเป็นสารอาหารที่ร่างกายขาดไม่ได้ แต่ร่างกายก็สามารถรับน้ำตาลได้ปริมาณจำกัด หากบริโภคเกินความจำเป็น เพื่อนตายจะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันสะสมไว้ตามพุง-ต้นเขน-ต้นขา-ตามชั้นผิว ส่วนน้ำตาลที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นไขมันก็จะกระตุ้นให้ชั้นผิวหนังรวมถึงอวัยวะอื่นๆ ภายในร่างกายเหี่ยวย้อย-หย่อนยานขาดสมรรถภาพ-แก่ก่อนวัย

….เมื่อรู้แบบนี้แล้ว งานลดน้ำหนักลดสัดส่วนควรลดน้ำตาลเพื่อ…คืนเพื่อนตาย-ฟื้นฟูผิวพรรณย้อนกลับสู่วัยหวานให้เร็ว เข้าใจตรงกันแล้วนะครับ

“แก! แล้วพวกน้ำตาลเทียมละ”

“ใช่!….ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ….ต่อเลย…..”

ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมานักโภชนาการรวมถึงวงการแพทย์ทั่วโลกก็มีการคิดค้นสารที่ให้ความหวาน (น้ำตาลเทียม) ขึ้นมาทดแทนน้ำตาล โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ สารให้รสหวานที่ได้จากธรรมชาติและสารสังเคราะห์ที่ให้รสหวานแต่ไม่ให้พลังงาน

สารให้รสหวานได้จากธรรมชาติ ที่ไม่ใช่น้ำตาลมีอยู่หลายชนิด นับตั้งแต่ให้ความหวาน 50 เท่าของน้ำตาลทรายไปจนถึง 2000-3000 เท่า ส่วนใหญ่จะเป็นสารสกัดจากพืช เช่น ชะเอม หญ้าหวาน เป็นต้น อีกชนิดหนึ่งคือสารจำพวกไม่มีรสในตัว หรือมีรสหวานเพียงเล็กน้อยแต่สามารถเปลี่ยนรสเปรี้ยวของอาหารให้กลายเป็นรสหวานได้ ตัวอย่างที่พบได้ในประเทศไทยคือ เคอร์คูลิน (Curculin) ที่สกัดได้จากต้นพร้าวคุ่ม หรือพร้าวนกคุ่ม พบมากที่สุดในภาคใต้และฝั่งตะวันตกของประเทศมาเลเซีย

ส่วนสารสังเคราะห์ที่ให้รสหวานมี 4 ชนิดดังนี้

  1. ไซคลาเมต (Cyclamate) สารชนิดนี้ให้ความหวานสูงกว่าน้ำตาลทราย 30 เท่าแต่ไม่ให้พลังงาน เป็นที่นิยมตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 แต่เนื่องจากค่าความหวานไม่สูงประกอบกับมีการศึกษาพบว่าสารชนิดนี้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ความนิยมจึงลดลงราวปี พ.ศ.2500 สำหรับประเทศไทยไซคลาเมตถือว่าเป็นสารต้องห้าม ห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้าหรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทุกประเภทนะครับ
  2. ขัณฑสกร หรือแซกคารีน (Saccharin) เป็นสารสังเคราะห์ที่ให้ค่าความหวานสูงกว่าน้ำตาลทรายถึง 300-700 เท่า และไม่ให้พลังงานจึงมีการใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมหลายชนิด แต่ในประเทศไทยไม่อนุญาตให้ใช้ขัณฑสกรในเครื่องดื่ม นักวิชาการได้ถกเถียงประเด็นความปลอดภัยของสารชนิดนี้มาร่วม 30 ปี-กระทั้งมีการคิดค้นสารตัวใหม่ขึ้นมาทดแทนนั้นก็คือ…
  3. แอสปาร์เทม ถ้าพิจารณาในเชิงเคมี แอสปาร์เทมจัดว่าเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง เป็นสารสังเคราะห์ให้รสหวานและให้พลังงานเท่ากับน้ำตาลทรายคือ 4 กิโลแคลอรี่ต่อกรัม แต่ให้ความหวานสูงกว่าน้ำตาลทรายถึง 200 เท่าและยังไม่มีงานวิจัยว่าแอสปาร์เทมมีผลกระทบต่อร่างกายด้านใด-แอสปาร์เทมจึงยังปอลดภัยและอนุญาตให้ใช้เป็นส่วนผสมอาหารจนถึงปัจจุบัน
  4. เอซซัลเฟม เค สารสังเคราะห์ให้ความหวานตัวนี้อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักและใช้กันแพร่หลายมากนัก ถูกค้นพบตั้งแต่ พ.ศ.2510 กระทั่งองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ผสมในอาหารได้เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2531 ใช้ชื่อการค้าว่า “ซันเนต” (Sunnette) มีค่าความหวานสูงกว่าน้ำตาลทราย 200 เท่าและไม่ให้พลังงาน ปัจจุบันมีใช้อยู่ในประเทศต่างๆ ราว 20 ประเทศ

ครับ…ในเมื่อมนุษย์ยังต้องการพลังงานและต้องการขจัดพลังงานส่วนเกินเพื่อรักษาสมรรถภาพคืนความสมบูรณ์ให้กับร่างกาย อนาคตก็ยังจะมีการคิดค้น-ค้นพบสารที่ให้ความหวานตัวใหม่ๆ ตามออกมา แต่ในบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ไม่ได้สนับสนุนให้ใครที่กำลังลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนใช้สารทดแทนเหล่านี้นะครับ ถึงแม้สารบางตัวองค์การอาหารและยาจะอนุญาตให้ใช้ผสมอาหารได้-สำหรับบทความนี้ต้องการให้ฝึกใช้สมองเป็นตัวควบคุมหลัก ผมจึงต้องการให้ทุกๆ ท่านใช้สมองคิด-วิเคราะห์และประมวลผลด้วยตัวเองว่าอาหารกลุ่มไหนตอบโจทย์ความต้องการของร่างกายในด้านใด อาหารที่จะผ่านเข้าปากหมายถึงสุขภาพของเจ้าตัว-สมการตรงไปตรงมาครับ เมื่อเพื่อนตายได้พลัง-ร่างกายก็จะแข็งแรง-งานคืนร่างกายกลับสู่วัยหนุ่ม-วัยสาวโดยไม่พึ่งพาศัลกรรมก็จะปลอดภัยมากขึ้น สุดท้ายผมอยากจะพูดแบบนี้ครับ

“ถ้าคุณสามารถควบคุมปริมาณน้ำตาลให้เหมาะสมกับความต้องการของเพื่อนตายได้แล้ว-ก็จงเพิ่มโปรตีน-กินโปรตีนให้ถึง ออกกำลังกายตอนเช้าเพื่อรีสตาร์ทระบบภายในทุกๆ วัน-เป็นประจำ-งานย้อนกลับสู่วัยหวานก็จะเป็นเรื่องง่าย…ไม่เกินความสามารถของคุณอย่างแน่นอน”

“จริงรึแก…”

“Sure!”

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะเอากาแฟเย็นไปทิ้งให้นะ….ไม่ดงไม่แดกมันละ”

“ดีมากๆ….กาแฟดำถึงจะขมหน่อยแต่ก็เป็นยาวิเศษเลยนะเพื่อน แต่….เฮ้ย!….เดี๋ยว ๆ”

“อะไร….”

“ฝากซื้อแอสปาร์เทม ถ้าไม่มีขอเป็นอิควลให้ซองดิ!….”

“อิควลคืออะไรของแกวะ ฉันไม่รู้จัก”

“สารสกัดจากใบหญ้าหวานนะ…ที่แผนกชา-กาแฟมีขาย”

“Oh! โอเคร….ฉันจะลองหาดู”

“ขอบใจมาก”

“ฉันจะลดน้ำตาลกลับสู่วัยหวานไปพร้อมกับแกทิมมี่5555555”

line1 for timmy

Spread the love