คุณนายซาอุฯ บทที่ 14

ลูกอีสานบ้านโคกอีรวย
ลูกอีสานบ้านโคกอีรวย คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 14

ลูกอีสานบ้านโคกอีรวย

เมื่อถนนลูกรังกว่า 7 กิโลเมตร ระหว่างบ้านโคกอีรวยกับอำเภอสร้างเสร็จ เจ๊กเตี้ยก็ซื้อรถ 2 แถวขับรับส่งคนบ้านโคกอีรวยและหมู่บ้านใกล้เคียงไปตลาดในอำเภอ การได้พรรณเข้ามาอยู่ในบ้านฐานะลูกสาวบุญธรรม ทำให้แกมีเวลาขับรถรับส่งผู้คนวันละ 2 เที่ยวต่อวัน การเดินทางติดต่อสื่อสารจึงสะดวกมากขึ้นตามลำดับ และขณะที่แกกำลังนั่งคุยกับสวัสดิ์และดาอยู่ใกล้ๆ สี่แยกและท่ารับส่งผู้โดยสารอยู่นั้น เสียงดาก็ดังขึ้น

“นั้นๆ แมนอีสำลีมันกำลังจะไปใสกับไผนะ หน้าตาคือหล่อแท้”

เจ๊กเตี้ยมองตามก่อนจะตั้งข้อสันนิษฐานว่า “เห็นมันบอกเมื่อวานก่อน…ว่าลุงสักส่งเงินมา สงสัยจะเข้าไปเอาเงินที่เมืองพล แต่นั้นๆ มันเด็กบ้านหนองบุกบ่แมนติ ลูกพ่อใหญ่อะไรนะ มากับรถกูเมื่อเช้า”

“ออ! นึกออกแล้วลูกพ่อใหญ่บุญส่ง แม่ใหญ่มีชื่อทิดมิตรลูกชายคนหล่าเล่า (ลูกชายคนเล็กเขา) แต่เป็นหยังจึงเฮ็ดตัวยังกับเป็นผัวหนุ่มเมียสาวแบบนั้นละ”

“อย่าเว้าดังไปหลาย เดี๋ยวจะมีคนได้ยิน” สวัสดิ์ปรามเมียเบาๆ

“ก็ว่าอยู่ ตอนเช้านั่งรถกูมาจากบ้านโคกอีรวยก็นั่งมาคนละมุม แต่พอมาถึงตลาดกลับจับมือถือแขนกันซะอย่างนั้น…โอ้ย! บ่แมนลุงสักจะไปเสียนา มาเสียเมียซะบ่” เจ๊กเตี้ยพูดต่อ

“ไปเสียนา มาเสียเมียเหลือโตนลุงสักเด่ (เหลือโตน=สงสาร) ได้เมียคราวลูกก็เป็นแบบนี้ละ” ดาปิดปากพูดเบาๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไปหลังร้าน และกลับออกมาพร้อมกับถุงใส่ขนม พร้อมกับผัดและแกงอีก 2 ถุงยื่นให้เจ๊กเตี้ยที่กำลังคุยกับสวัสดิ์เพลินๆ “ฝากไปให้บักพอนแน่ แม่ใหญ่ย้อยกับพ่อใหญ่เงินแก่แล้วจะเฮ็ดอาหารให้หลานกินไหวหรือเปล่าก็บ่ฮู้”

“ขอบใจหลายๆ กูบ่ให้แกเฮ็ดดอก แม่ใหญ่หงส์เฮ็ดกับข้าวให้หนูพรรณเอาไปส่งตอนเช้ากับตอนแลงทุกวัน”

“เออแล้วหนูพรรณเป็นอย่างไรแน่ ดีขึ้นแล้วบ่” ดาถามด้วยความเป็นห่วง

“หนูพรรณมันขยัน ฉลาด เลิกเรียนก็ช่วยแม่ใหญ่หงส์ขายของ จนทุกวันนี้เรื่องขายของหน้าร้าน กูกับแม่ใหญ่หงส์วางมือได้แล้วละ บ่ซั่น (ไม่อย่างนั้น) กูบ่ได้ออกรถ 2 แถวมาขับดอก” เจ๊กเตี้ยเล่าด้วยความปราบปลื้มใจ

“เป็นโชคดีของเจ่าอยู่เนาะ ที่มาได้ลูกสาวตอนแก่”

“เออ…คิดไปคิดมามันก็เป็นโชคของพวกกูหลาย หนูพรรณปรับตัวได้เร็วด้วย เนี้ยตอนเช้าๆ วันเสาร์วันอาทิตย์ยังขอกูมาซื้อของเองเลย บอกว่ากูกับแม่ใหญ่หงส์ซื้อขนมแต่ละอย่างไปขายบ่ถูกใจเด็กน้อย ฮะๆ ฮะๆ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม่นอีหลีติ เสียดายที่เฮาบ่ได้พรรณมาอยู่เป็นเพื่อนหนูอี๊ดกับน้องอาร์ทเนาะดาเนาะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” สวัสดิ์พูดพลางดึงลูกสาววันใกล้เคียงกับพรรณเข้ามากอด

“อายุคงเท่าๆ กับหนูพรรณของพ่อใหญ่บ่เนี้ย”

“เป็นน้องพรรณ 8-9 เดือนนี้ละ ไปเบิ่งอีศรีอยู่ไฟกลับมาท้องน้องอี๊ดเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ดาพูดพร้อมกับหัวเราะขึ้นอีกคน

“ไปก่อนเด้อๆ สงสัยคนเต็มรถแล้วละบักทิดมืดเอิ้นแล้ว…ขอบใจหลายๆ สำหรับของฝาก”

“บ่เป็นหยังดอกพ่อใหญ่ ฝากเด็กๆ นำเด้อ”

“โอ้ย!…กะลูกกูทั้ง 2 คนนั้นละมึงบ่ต้องเป็นห่วงดอก” พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยพูดส่งท้ายก่อนจะสาวเท้าตรงไปที่รถเร็วๆ

รถ 2 แถวสีน้ำเงินคันใหญ่วิ่งตามถนนที่เคยเป็นทางเกวียนเดิมไปเรื่อยๆ แดดเช้าไม่ถึง 10 โมงกำลังอุ่นพอดี ต้นเดือนมิถุนายนยังไร้เมฆมรสุม กระนั้นต้นไม้ในป่าก็แทงยอดอ่อนสีเขียวเหลืองรอฝน ต้นกล้าในแปลงเพาะเริ่มจะเหลืองแล้ว ถ้าฝนยังไม่มาภายในอาทิตย์นี้สงสัยคนบ้านโคกอีรวยต้องจัดแห่นางแมวขอฝนเหมือนปีที่ผ่านมาอีกเป็นแน่ๆ….เฮ้ย….พูดมาแล้วก็เศร้าใจ บางปีฝนดี น้ำก็ท่วมต้นข้าวตายหมด เจอปีไหนฝนแลงแม้แต่น้ำท่าจะให้วัวควายกินก็หายาก

“ดีแล้วละที่คนบ้านโคกอีรวยไปเฮ็ดงานประเทศซาอุฯ บ่อย่างนั้นมีหวังอดตายมึงว่าบ่มืด”

“ถ้าข่อยมีพ่อมีแม่ มีไฮ่มีนากับเขาข่อยก็บ่อยู่แล้ว” ทิดมืดลูกกำพร้าที่แม่ใหญ่สายเก็บมาเลี้ยงตะโกนจากหลังรถ…

“อ้าวรอบบ่ายรถจะออกตอนเที่ยงครึ่งเด้อ พี่น้องคนไหนจะเข้าตลาดออกมารอขึ้นรถที่บ้านเจ๊กเตี้ยได้เลย”

……..

ถึงจะเป็นต้นเดือนมิถุนายน แต่ก็เป็นต้นเดือนกลางฤดูฝนที่ยังไม่มีฝนเลยสักเม็ด พื้นดินในป่าเต็งรังทางทิศใต้ของหมู่บ้านแห้งสนิท ถึงใบอ่อนของต้นไม้จะทำให้ดูรกครึ้มขึ้นมาบ้างแต่หลายต้นก็ยังปล่อยกิ่งก้านราวกับจะแห้งตายซากไม่ต่างจากฤดูที่ผ่านมา

พอนเด็กชายวัย 8 ขวบนุ่งเสื้อผ้าเก่าๆ สะพายข้อง ในมือถือหนังสติ๊กเดินเข้าป่าเพื่อหากิ้งก่าหรือกะปอมเพียงลำพัง สายตาคอยสอดส่องไปทั่วไม่เว้นแม้กระทั้งกองขี้ควายที่มีแมงจีนูนปีกแข็งขุดดินทำรังอยู่ข้างล่าง เขาใช้มือเปล่าๆ ทั้งคุ้ยและโกยก่อนจะเก็บแมงจีนูนสีดำใส่ลงไปในถุงพลาสติกที่เตรียมมาทีละตัวๆ เมื่อหมดกองหนึ่งกิ้งก่าคอเขียวบนต้นมะค่าก็เร่งให้เด็กน้อยย่างสามขุมเข้าหา เมื่อได้ระยะพอเหมาะหนังสติ๊กในมือก็โกงเล็งไปยังเป้าหมาย และมันก็ไม่ค่อยพลาดสักครั้ง จนกิ้งก่ากับแมงจีนูนหลายตัววิ่งวนไปมาบอกปริมาณ และเมื่อสายตาปะเข้ากับเป้าหมายที่โคนต้นตะโกสีดำ ขณะที่ขากำลังก้าวเข้าสู่เป้าหมาย หนังสติ๊กในมือพร้อมจะทำงาน อยู่ๆ กลุ่มเด็กชายรุ่นพี่ตัวใหญ่ 5 – 6 คนก็ตวาดข้ามมาจากอีกด้านที่มองไม่เห็น

“ตัวนี้ของพวกกู” เด็กชายร่างอ้วนไม่สวมเสื้อท่าทางห่ามๆ เดินเข้าหาเหมือนกับคนจะเอาเรื่อง จนพอนต้องลดหนังสติ๊กในมือลงก่อนจะตอบกลับเบาๆ ว่า

“กูเห็นมันก่อน”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไผเห็นก่อนบ่สำคัญ อยู่ที่ว่าไผจับมันได้ก่อนต่างหาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เขาดักหน้าปล่อยให้เพื่อนที่เหลือล้อมยิงกิ้งก่าตัวนั้นจนสำเร็จ ก่อนทั้งหมดจะเดินเข้ามาสมทบ

“บักพอนลูกกระหรี่ พ่อเป็นฆาตกรฆ่าคน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อีกคนตัวใหญ่พอกันสวมเสื้อลายทางสีหม่นๆ แหกปากตะโกนเสียงดังมาจากด้านหลัง จนทุกคนพากันหัวเราะลั่นป่า

พอนนิ่ง นิ่งด้วยความแค้นใจ เมื่อเสียงหัวเราะลดระดับ “แม่กูบ่ได้เป็นกระหรี่ พ่อกูก็แค่ป้องกันตัวเอง พวกสูบ่ฮู้เรื่องอย่ามาพูดดีกว่า”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม่มึงบ่ได้เป็นกระหรี่ แล้วไปเฮ็ดงานอีหยังอยู่ประเทศซาอุฯ (เฮ็ดงานอีหยัง=ทำงานอะไร)”

“ไอ้ลูกกระหรี่ ไอ้ลูกกระหรี่ ไอ้ลูกฆาตกร ไอ้ลูกฆาตกร”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไปโว้ยพวกเฮา แม่กูบอกอย่าพูดกับมันเยอะเดี๋ยวจะติดเชื้อโรค ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ตะวันคล้อยบ่ายจวนใกล้ค่ำลงไปทุกขณะ

ทุกคำสบประมาททำให้พอนทำอะไรไม่ถูก เมื่อกลุ่มเด็กชายเดินจากไปไกลแล้ว เขาก็ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้อย่างหนัก “แม่กูบ่ได้เป็นกระหรี่ พ่อกูก็แค่ป้องกันตัว ฮื้อๆ” แดดสุดท้ายกำลังลับยอดไม้แต่พอนก็ยังจมดิ่งสู่วังวนความคิดเดิมๆ….. “แม่กูบ่ได้เป็นกระหรี่ พ่อกูบ่ได้เป็นฆาตกร….”

และที่ร้านค้าบ้านเจ๊กเตี้ย….แม่ใหญ่ย้อยเดินด้วยไม้เท้าตรงเข้ามาหาแม่ใหญ่หงส์ด้วยความร้อนใจก่อนจะตะโกนเสียงดัง “พรรณเอ้ยพรรณ”

“มีเรื่องอีหยังแม่ใหญ่” แม่ใหญ่หงส์ถาม ก่อนที่เด็กสาววัย 10 ขวบจะเดินออกจากหลังร้านเข้ามายืนจับแขนพร้อมกับถามขึ้นอีกคน

“แม่ใหญ่มีอีหยัง”

“บักพอนบ่ฮู้ไปใส จะมืดจะค่ำแล้วมันบ่ทันกลับบ้านเลย”

พรรณยืนนึกสักพักก่อนจะหันไปบอกแม่ใหญ่หงส์เสียงดังว่า

“แม่หงส์พรรณฮู้แล้วว่าบักพอนมันไปใส เดี๋ยวพรรณกลับมา”

“พรรณใกล้ค่ำแล้วเด้อลูก”

“บ่โดนดอกแม่” เสียงเด็กสาวผ่านประตูรั้วเหล็กสีน้ำตาลไปแล้ว แม่ใหญ่หงส์จึงจูงแขนแม่ใหญ่ย้อยเข้ามานั่งรอในร้าน

“มาๆ แม่ใหญ่ มารอมันในร้านก่อน” กระนั้นสายตาที่อดเป็นห่วงไม่ได้ก็ตามก้นเด็กสาวไปไม่ยอมลดละ

ในป่าเต็งรังลึกเข้าไปทางทิศใต้ของบ้านโคกอีรวย แดดสุดท้ายกำลังจะหมดแล้ว แต่เด็กสาวก็ยังวิ่งไปตะโกนไปตามทางเกวียนไม่ยอมหยุด

“พอน พอน พอน อยู่ใส พอน”

สัญชาตญาณนำเธอลึกเข้าไปในป่ามากขึ้นเรื่อยๆ “พอน พอน พอน อยู่ใส ฮื้อๆ พอน พอน “ เธอร้องไห้ไปเรียกน้องชายจนกระทั้งเห็นพอนกำลังเดินกลับในสภาพเหมือนคนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เธอจึงหยุดจับแขนเขย่าถามทั้งๆ ที่ตัวเองก็ร้องไห้ไม่หยุด

“เป็นหยัง (เป็นอะไร) ฮื้อๆ เป็นหยังเฮ็ดให้เป็นห่วง แม่บอกแล้วบ่แมนติ (แม่บอกแล้วไม่ใช่เหรอ) ว่าอย่าทำให้ยายลำบากนะ”

และนาทีเดียวกัน พอนก็โผเข้ากอดพี่สาวแน่น “ฮื้อ เอื้อยพรรณ แม่เฮาบ่ได้เป็นกระหรี่แม่นบ่”

พรรณผลักน้องจ้องหน้านิ่งๆ “บ่ๆ แม่เฮาไปช่วยพ่อเฮา”

“พ่อเฮาบ่ได้ตั้งใจฆ่าคนแม่นบ่”

“บ่ พ่อเฮาแค่ป้องกันตัวเอง…พอนจำบ่ได้ติ พ่อเฮามีแค่มีด แต่เขามีปืนนะ”

“เอื้อยพรรณ ฮื้อๆ เอื้อยพรรณ เอื้อยอย่างทิ้งผมเด้อ ผมบ่มีไผอีกแล้ว”

“บ่ๆ เอื้อยบ่ทิ้งน้องชายเอื้อยดอก เฮามีกันแค่ 2 คนในโลก เฮามีกันแค่ 2 คนในโลกจำที่แม่บอกก่อนไปบ่ได้ตี้!”

“ครับ ครับ ครับ…จำได้ ผมจำได้ฮื้อๆ”

และขณะที่พี่สาวกับน้องชายกำลังกอดคอกันร้องไห้เดินตามทางเกวียนที่กำลังมืดลงทุกขณะอยู่นั้น แสงไฟฉาย 2 กระบอกก็สาดแสงสีขาวใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงเรียกชื่อเด็กทั้งคู่

“พรรณ พอน…ลูก อยู่ใส” เป็นเสียงเจ๊กเตี้ยที่เพิ่งกลับมาจากตลาด อีกสักพักก็เสียงทิดมืดตามหลังขึ้นอีก “พอนเอ้ย พรรณเอ้ย ได้ยินบ่”

“นั้นไงพอน เฮายังมีพ่อเจ๊กเตี้ย มีแม่หงส์อยู่เด่” พรรณบอกน้องชายก่อนเธอจะตะโกนกลับ “พ่อ” ขณะที่แสงไฟฉายก็สาดกระทบพอดี

“พ่อเจ๊กเตี้ย พ่อเจ๊กเตี้ย ฮื้อๆ”

พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยวิ่งเข้าไปกอดทั้งคู่ “บ่เป็นหยัง บ่เป็นหยังพ่ออยู่นี้ บ่ต้องร้องไห้แล้ว กลับบ้านเรากลับบ้านเฮากัน”

“ป้าด! เจ๊กเตี้ย บักพอนคือได้อีปอม (อีปอม=กิ้งก่า) หลายแท้ ข่อยขอซื้อได้บ่จะเอาไปผัดเผ็ดสู่อีแม่กิน”

“ต้องถามเจ้าของมันจะขายบ่”

“ขายครับ” พอนตอบเสียงใส “จักบาทผมก็เอา”

“ทั้งหมดนี้ 15 บาทมึงขายบ่”

“มันกะหลายตัวอยู่เด่น้าทิดมืด พรรณขอให้ค่าขนมน้องสัก 20 บาทก็แล้วกัน” พรรณต่อลองแทน จนพ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยที่กำลังเช็ดน้ำตาหัวเราะขึ้นเสียงดัง “ฮะๆ ฮะๆ”

“โอยอีพรรณมันสมกับเป็นลูกสาวเจ๊กเตี้ยแท้ๆ น้อ เอาๆ ได้ค่าแรงมาซื้ออีปอมบักพอนมันพอดี”

“บ่ต้องๆ มึงเก็บไว้ซื้อหมากซื้อพลูให้แม่ใหญ่สายเถอะเดี๋ยวกูจ่ายแทนเอง”

“นั้นพ่อ มันบ่แมนอัฐยายซื้อขนมยายแบบครูที่โรงเรียนสอนแล้วบ่” พรรณแทรกทันควัน

“เออน่า…อย่าหัวการค้าแต่น้อยหลาย ไปๆ กลับบ้านเฮา”

แสงตะเกียงดับไปแล้ว เด็กๆ ก็หลับสนิท พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ใหญ่หงส์ฟัง

“มันหัวการค้าแท้เด่หนูพรรณนะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า วันเสาร์เจ่าก็พาไปเลือกซื้อขนมด้วยก็แล้วกัน มันบอกขนมที่มีอยู่ในร้านเด็กบ่ค่อยมัก”

“ก็ว่าอย่างนั้นละ…เฮาโชคดีแท้ๆ เลยเนาะที่ได้หนูพรรณมาเป็นลูกสาว”

“แมนแล้ว!….ข่อยเห็นหนูพรรณครั้งแรกก็ถูกชะตาแล้วละ เรื่องขายของทอนเงินเดี๋ยวนี้บ่ห่วงแล้วหัวเร็วขนาด”

“ข่อยมีความสุขหล้ายหลาย ในที่สุดชีวิตครอบครัวของเฮาก็สมบูรณ์แบบกับเขาสักเทีย (สักที)  ฮะๆ คืนนี้น่าจะหลับฝันดีขนาด ฮะ ฮะ ฮะ”

………

จบ ลูกอีสานบ้านโคกอีรวย คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 14

อ่านตอนอื่นๆ คลิ๊กเลยจ้า

ลิงค์ผู้สนับสนุน

loading...