คุณนายซาอุฯ บทที่ 23

วันหย่าร้าง
วันหย่าร้าง
คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 23

วันหย่าร้าง

ทิดดอนกลับบ้านโคกอีรวยอย่างคนไม่เหลืออะไร ขณะที่ลูกๆ 2 คนยังไม่กลับจากโรงเรียน พ่อใหญ่บุญมากับแม่ใหญ่สายพินก็ไม่ให้ลูกเขยขึ้นบ้าน และขณะที่บัวไหลกับเพื่อนบ้าน 3-4 คน กำลังปลอบใจอยู่กับแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้านอยู่นั้น พ่อใหญ่หมานพ่อทิดดอนก็เดินหน้าตึงๆ มายกกระเป๋าพร้อมกับดึงแขนลูกชายตัวเองให้ลุก

“ไปบักดอน ถ้าเขาบ่รับว่าเฮาเป็นลูกเป็นเขย ก็กลับไปอยู่บ้านเฮา”

“พ่อแล้วลูกข่อย เมียข่อยละ”

“เมียมึงไปเฮ็ดงานประเทศซาอุฯ…เป็นปีแล้วเด่ มึงบ่ฮู้เรื่องเลยบ่” พ่อใหญ่หมานบอกลูกชายเชิงคะคอก “สมควรเขาทิ้งมึงดอกบักดอนเอ้ย..ไป ไป ลุกกลับบ้านกลับเฮือนเฮา อายเขา”

“แมน ทิดดอนอีไรรามันไปเฮ็ดงานประเทศซาอุฯ ได้ปีกว่าแล้วละ” บัวไหลเสริมอีกคน จนเห็นแววตาประหลาดใจสุดชีวิตออกมาให้เห็นและทิดดอนก็ก้มหน้าร้องห่มร้องไห้เสียงดังขึ้นไปอีก

“ฮื้อๆ ข่อยคือชั่วปานหมาแท้ ข่อยคือชั่วปานนั้น ฮื้อๆ….ไรเอ้ย ไรราเอ้ยอ้ายขอโทษ อ้ายขอโทษ ฮื้อๆ”

“ขอโทษยามนี้ บ่มีประโยชน์อีหยังแล้ว กลับเฮือนกลับซานมึงไปซะ ยิ่งอยู่ลูกสาวกูก็ยิ่งลำบากหลาย ไป ไป” เสียงแม่ใหญ่สายพินแหลมจนแสบแก้วหูดังลงมาให้เจ็บช้ำน้ำใจมากขึ้นไปอีก

“แม่ บักดอนขอโทษ บักดอนผิดไปแล้ว”

“มันสายเกินไปแล้วละ บักหมานไปพาลูกชายมึงกลับบ้านเดี๋ยวเด็กน้อยก็จะกลับจากโรงเรียน เดี๋ยวมันจะเว้ากันลำบาก” พ่อใหญ่บุญมาเสียงดังขึ้นบ้าง

“ไป ทิดดอนกลับบ้าน กลับไปตั้งหลักซะก่อน ค่อยเว้ากันใหม่ภายหลัง” บัวไหลเข้าไปช่วยยกกระเป๋าอีกใบก่อนพ่อใหญ่หมานจะลากแขนลูกชายที่กำลังเช็ดน้ำตาออกนอกประตูรั้วไปแบบรีบๆ

“ยามมีเงินเขาก็เอิ่นว่าน้อง ยามมีทองเขาก็เอิ่นว่าพี่ ยามบ่มีอีหยัง…แม้แต่หมามันก็บ่เบิ่งดอก…เฮ้ย!…นี้คือความจริงมึงจำไว้…จำให้ขึ้นใจ…จังแมนกูสูญเด้ อีบัวไหลเอ้ย”

“ไป ไป ถึงบ้าน ถึงซ่องแล้วค่อยเว้ากัน ไปทิดดอนอย่าร้องไห้โดนหลาย ใจแข็งๆ เข้าไว้ อยู่บ้านโคกอีรวยถึงบ่มีเงินก็บ่อดตายดอก”

“ข่อยมันคือชั่วปานหมาแท้เอื้อยบัวไหล ฮื้อๆ บักดอนอยากตายเด้ กูอยากตาย ฮื้อๆ”

………

และเย็นๆ ของวันเดียวกัน เมื่อแม่ใหญ่สวนกับสมรไปถามข่าวหาลุงสักจากทิดดอนเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็ตรงดิ่งไปยังบ้านลูกสะใภ้ใหญ่ทันที

“สำลี สำลี อยู่บ้านบ่”

“อยู่บ้านป้านง กำลังกินส้มตำอยู่ พวกเจ่ามีอีหยังถึงได้มาถึงเฮือนถึงซาน” สำลีตะโกนถามจากใต้ถุนบ้านป้านงที่อยู่ห่างออกไปแค่มองเห็น เธอดื่มน้ำแบบรีบๆ ก่อนจะเดินมาเกาะรั้วไม่ไผ่ถามขึ้นอีก “พวกเจ่ามีอีหยัง”

“มึงฮู้เรื่องบักทิดสักผัวมึงป่วยไข้แล้วบ่ ผัวมึงกำลังป่วยเพราะเฮ็ดงานหนักมึงได้ข่าวมันแล้วบ่” แม่ใหญ่สวนพูดซ้ำๆ 2 รอบเชิงตะะคอกจนสำลีหน้าตึงขึ้นมาทันที

“อ้าวบ่ทันเดินไปถามข่าวก็บ่ทันฮู้แล้ว” สำลีพูดลอยหน้าลอยตา

“ผัวเจ้าของเฮ็ดงานหนักจนล้มป่วย เมียอยู่ทางบ้านกลับขนเงินไปให้ผู้ชายคนอื่น โอ้ย!…กูเหลือใจหลายๆ เด้” สมรตะโกนใส่เสียงดัง จนป้างนงและเพื่อนบ้าน 3 4 คนที่กำลังนั่งล้อมวงกินส้มตำอยู่ต้องลุกเดินเข้ามาสมทบ

“มึงเว้ามาดีๆ เด้อ ถ้าบ่แม่นน้องสาวผัว กูตบปากฉีกไปโดนแล้ว” สำลีถลกผ้าถุงแบบคนจะเอาเรื่อง

“อีห่า!…มึงกล้ากับกูบ่…อีกระหรี่ ตั้งแต่มื้ออื่นเป็นต้นไป มึงกับพวกกูตัดขาดกัน มึงกับทิดสักจะบ่แม่นผัวเมียกันอีกต่อไป และอย่าส่งจดหมายไปขอเงินกับพี่ชายกูอีกเด็ดขาด….” สมรถลกผ้าถุงท้าวสะเอวท้าทายอย่างคนไม่ยอมคน จนแม่ใหญ่สวนหันไปดึงแขนปราม กระนั้นตัวเองก็…..

“มึงอย่าส่งจดหมายไปขอเงินจากลูกชายกูอีกต่อไป บ่เห็นกับไผก็เห็นกับคนหัวหงอกๆ อย่างกูบ้างเถอะ” แม่ใหญ่สวนเสียงเบาแต่หนักแน่น จนป้านงข้ามรั้วเข้ามากันไว้ให้ห่าง…

“พวกเจ่ากลับบ้านไปก่อนแม่ใหญ่ อายชาวบ้านชาวช่องเขา ทางนี้ข่อยจะคุยกับมันเอง”

“หัวหงอกหัวดำก็บ่เกี่ยว เป็นแม่ผัวก็ให้อยู่อย่างแม่ผัว เป็นน้องผัวก็ให้อยู่อย่างน้องผัว กูบ่ได้เป็นขี้ข้าพวกสู่เด่”

“พี่ชายกูก็บ่แม่นขี้ข้ามึงคือกัน บ่แม่นคนงานหาเงินให้มึงเอาไปซื้อรถ-ซื้อทองแขวนคอให้ผู้ชาย”

“สมรๆ ใจเย็นๆ พาแม่กลับบ้านไปก่อน”

“ป้านง เจ่าก็เป็นพี่สาวกับอีสำลี เจ่าก็ต้องเข้าข้างน้องสาวเจ่าอยู่แล้ว อย่ามาไล่แต่พวกข่อย หันไปบอกน้องสาวตัวเองบ้าง หันไปดูน้องสาวตัวเองหน่อยว่ามันชั่วช้า กากี กระหรี่นรกขนาดไหน”

ป้านงหน้าซีด ถึงกับถอยหลังไปชนเสาไม้ใต้ถุนบ้านสำลีเสียงดัง

“อีสมร อีนงมันบ่เกี่ยวเด่ อย่าลามได้บ่” สำลีปีนขึ้นรั้วไม่ไผ่ชี้หน้าขึ้นมาอีก “ถ้าพวกมึงแน่จริงก็เอาพี่ชายมึง เอาลูกชายมึงให้อยู่ละวะ…และให้มันฮู้มั่งว่าไผ่เป็นไผ อีสำลีเป็นเมียทิดสัก ส่วนพวกสูก็เป็นแค่คนอื่น ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผัวบ่เชื่อเมียแล้วจะให้ไปเชื่อหมาที่ไหน พวกสูว่าแม่นบ่” สำลีหันไปถามกองเชียร์ที่วนเวียนอยู่รอบๆ และค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ

“อีสำลีมึงหุบปาก….” ป้านงขึ้นเสียงดังทันทีที่ตั้งสติได้ บักนาดบักจานพาแม่กับแม่ใหญ่สูกลับบ้านกลับเฮือนไปก่อน มายืนด่ากันให้คนเห็นมันดีงามซั่นบ่…ไป ไป สมร เอาแม่ใหญ่สวนกลับบ้านกลับเฮือน แยกย้ายกัน…..เฮ้ย….กัดกันยังกับหมา”

ขณะเดียวกันพ่อใหญ่สาที่มาถามข่าวทิดดอนก็เข้ามาแยกอีกคน ทั้งสำลี ทั้งสมรและแม่ใหญ่สวนถึงกับเงียบหน้าบึ้งอยู่คนละมุมก่อนสมรจะจูงแขนแม่ใหญ่สวนเดินกลับไปตามทางเดิม

คุณนายซาอุฯ

กำลังสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้กับบ้านโคกอีรวย และกำลังเปลี่ยนแปลงบ้านโคกอีรวยไปตลอดกาล คนข้างบ้าน คนบ้านใกล้เรือนเคียงที่เคยแกงหม้อยื่นถ้วย ยื่นจาน ทำกับข้าวอย่างเดียวได้อาหารเพิ่มเป็นสิบอย่างกำลังเก็บตัวเงียบอยู่บ้านใครบ้านมัน ไม่มีคนยื่นถ้วยยื่นจานให้กันอีกต่อไป ความโหดร้ายรุนแรงก็กำลังเข้าไปฝังในใจของเด็กรุ่นใหม่วันละนิด ไม่แปลกใจเมื่อมีงานบุญมีหมอลำมาแสดงในวัดในโรงเรียนเด็กหนุ่มๆ สาวๆ บ้านโคกอีรวยจะยกพวกตีกันได้ทุกครั้ง หนองกะเดาไม่มีคนสนใจความอดสูก็กำลังแผ่กระจายไปทั้งหมู่บ้าน…..

ครั้งเมื่อก่อน………………………..

…ยามแลง แลง นั่งเปิบข้าวร่วมพา…

…ยามเจ็บป่วยเอิ้นหาไผ ไผก็หัน…

…ยามโศกเศร้าฮ้อง ฮ้องไห้เสียงดังดัง…

…ต่างลุกพลันปลุกปลอบรอบ รอบกาย…

แต่เดี๋ยวนี้…………………………………

…แสงตะเวน แดงฉานเหนือน่านฟ้า…

…เจ็บอุรา จักหาไผ อาศัยได้….

…ฮ้องเสียงดัง ฮ้องเสียงหลง เจียนสิ้นใจ…

…บ่มีไผเหลียวแล แม้หมาเมิน…

……….

เมื่อไรรารู้ข่าวจากดาว่าทิดดอนกลับบ้านและไปอยู่กับพ่อใหญ่หมานแล้ว เธอก็เขียนจดหมายบอกเพื่อนว่าจะกลับมาหย่าขาดให้เป็นทางการ ไม่อย่างนั้นชีวิตเธอกับลูกจะก้าวต่อไปทิศทางไหนก็ล้วนลำบากใจทั้งสิ้น ดาจึงเริ่มวางแผนไว้ให้เธอในเรื่องนี้ จนกระทั้งอีก 1 อาทิตย์ต่อมา สาวสวยแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดจนเข็ดฟันก็กางร่มใส่แวนตากันแดดใหญ่ๆ สวมรองเท้าส้นสูงแบบสาวไฮโซฯ เมืองกรุงก็เข้าสู่บ้านโคกอีรวย

“ป้าด! แม่นไผนะ คือคุ้นๆ แท้…เจ๊กเตี้ยๆ แม่นไผมากับรถเจ่ากำลังเดินไปนั้นนะ” ลุงสุกกระซิบเบาๆ ข้างเจ๊กเตี้ยที่กำลังนั่งลงกับม้าหินอ่อนหันตามปลายนิ้วก่อนจะหัวเราะรัวๆ ถี่ๆ ให้ได้ยิน

“ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ เจ่าจำอีไรบ่ได้บ่”

“เออ….นั้น นั้น อีคุณนายไรราวาติ….ห้วย! มันคือผู้งามแท้”

“ซาอุฯ ก็เฮ็ดให้คนหล่อคนงามแบบนี้ละ….ฮะๆ”

“เออ ถ้าอย่างนั้นข่อยกลับบ้านก่อนเด้อ ฟ้าวไปบอกแม่ใหญ่สิม พ่อใหญ่เหลือให้ไปถามข่าวหาบักทิดทองก่อน” ลุงสุกพูดเร็ว และไม่รอฟังเสียงตอบกลับ เท้าไวๆ ก็พ้นประตูรั้วเหล็กไปไกลแล้ว

“อ้าวตาสุก คือฟ้าวคือฟั๊งแท้…ค่อยๆ เดินก็ได้เดี๋ยวจะล้มเด้” เสียงเจ๊กเตี้ยดังขึ้นด้านหลัง แต่ลุงสุกก็ไปไกลจนคล้ายจะไม่ได้ยินแล้ว

ที่บ้านพ่อใหญ่สาอีก 1 อาทิตย์ต่อมา คุณนายไรรา คุณนายศรี วารี และดา ก็มาอยู่รวมกันพร้อมหน้า โดยอีกฝ่ายคือพ่อใหญ่หมาน ป้าหมาย แม่ใหญ่นงและทิดดอนก็นั่งอยู่ใกล้ๆ สายตาของคุณนายไรราที่มองไปยังสามีตัวเองช่างวังเวงจนน่ากลัว ผิดกับสายตาของทิดดอนที่มองมายังภรรยาอย่างกับคนต้องการขอความหวังจากนางฟ้า หึ หึ….ขอความหวังจากนางฟ้า….ทิดดอนภาวนาในใจจนกระทั้งเสียงผู้ใหญ่สาดังขึ้น

“มื้อนี้เฮามาประชุมกัน บ่มีเรื่องอีหยังจากอำเภอดอก แต่มันเป็นเรื่องของคน 2 คน คืออีไรรากับบักทิดดอน” ผู้ใหญ่สาหันไปมองหน้าคุณนายไรราก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “อีไร มึงมั่นใจ มึงคิดดีแล้วแม่นบ่”

“คิดดี คิดอย่างหนักและมั่นใจที่สุดแล้วพ่อใหญ่” คุณนายไรราพูดเสียงดังฟังชัด

“แล้วบักทิดดอนเด่  เมียมาขอหย่าแบบนี้แล้วจะว่ากันแบบไหนต่อ” ผู้ใหญ่สาหันไปถามทิดดอนที่นั่งยองๆ ข้างป้าหมาย ก่อนจะเป็นพ่อใหญ่หมานพูดขึ้นแทนลูกชาย

“จริงแล้วก็บ่อยากให้มันเลิกร้างกันดอก ลูกเต้าก็มีด้วยกันตั้ง 2 คน”

“ลูก 2 คน อีไรเลี้ยงเองได้บ่ต้องเป็นห่วง” อยู่ๆ คุณนายไรราก็แทรกแบบคนร้อนใจ จนพ่อใหญ่สายกมือห้ามไว้

“มึงใจเย็นๆ แล้วนี้พ่อใหญ่บุญมากับแม่ใหญ่สายพินเด่ บ่มาตี้!”

“กูอยู่ทางนี้แม่ใหญ่สายพินเลี้ยงหลานเลยบ่ให้มาด้วย” พ่อใหญ่บุญมาตะโกนจากแนวกอไผ่ที่มีพ่อใหญ่แม่ใหญ่อีกหลายคนนั่งรวมกันอยู่

“อ้าว!…ไปนั่งเฮ็ดหยังไกลแท้ ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ จะได้พูดจบทีเดียว ต่อไปจะได้บ่ต้องไปทะเลาะกันอีก” พ่อใหญ่สาตะโกนบอกก่อนพ่อใหญ่บุญมาจะลุกเดินเข้ามานั่งเทียบข้างๆ ลูกสาว

“เออ จะเอาแบบไหนก็เว้ามาโลด ได้ยินชัดอยู่”

“อ้าวๆ เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว อีไรมึงจะเอาอย่างไร”

“ข่อยก็ขอหย่าอย่างเดียวนั้นละพ่อใหญ่” คุณนายไรราย้ำเสียงดังอีกครั้ง

“แล้วบักทิดดอนเด่….เมียขอหย่าแล้วจะว่าอย่างไร” พ่อใหญ่สาหันไปถามอีกฝ่าย ทิดดอนร้องไห้ออกมาเสียงดังๆ ก่อนจะตอบตะกุกตะกักกลับไปว่า “ข่อยเป็นห่วงแต่ลูกนั้นละ ฮื้อๆ”

“เจ่าบ่ต้องเอาลูกมาอ้างดอก”

“อีไร มึงเงียบก่อน ความกูยังบ่จบ” ผู้ใหญ่สาตวาด ก่อนจะหันกลับไปพูดกับทิดดอนอีกครั้ง

“ถึงจะหย่าขาดกันแล้ว อย่างไรมึงก็ยังเป็นพ่อเขา มึงก็มีสิทธิ์เลี้ยงลูกมึงคือเก่านั้นละ”

“เป็นลูกผู้ชายใจแข็งๆ ใจใหญ่ๆ เข้าไว้ พูดให้มันเด็ดขาดไปโลด” พ่อใหญ่หมานขยับเข้าไปตบหลังลูกชาย “ลูกมึงก็หลานกูคือเก่านั้นละ”

“ที่ผ่านมาข่อยก็ฮู้ว่าข่อยผิด ผิดที่บ่สามารถพาเมียพาลูกไปตลอดรอดฝั่งได้ ขอเพียงให้บักดอนมีสิทธิ์เลี้ยงลูก มันก็มากเกินพอแล้วละ ฮื้อๆ”

“เป็นอันว่ามึงจะยอมหย่าแม่นบ่” พ่อใหญ่สาถามย้ำแบบคนต้องการบทสรุป

“ฮื้อๆ “ทิดดอนร้องไห้ออกมาเสียงดังพร้อมกับพยักหน้าแรงๆ ให้เห็น “ข่อยยอมรับ ข่อยยอมแพ้ ฮื้อๆ”

เมื่อทุกฝ่ายผ่านไปเรียบร้อยแล้ว วันรุ่งขึ้นทั้งคู่ก็ไปจดทะเบียนหย่าที่ว่าการอำเภอ ก่อนคุณนายไรราจะเข้าไปรอขึ้นรถทัวร์กลับเข้ากรุงเทพฯ โดยมีเพื่อนทั้ง 3 คนไปส่งอย่างพร้อมเพียง

“กูฮู้ว่ามึงเข้มแข็ง มึงต้องผ่านมันไปให้ได้อีไร” คุณนายศรีบอกพร้อมกับโผเข้าไปกอด คุณนายไรราถอดแว่นเช็ดน้ำตาทิ้งเพียงครั้งเดียวก่อนจะหันไปกอดวารีและดาเป็นคนสุดท้าย แดดใกล้จะค่ำแล้ว ท้ายรถทัวร์สีขาวน้ำเงินก็เห็นอยู่ลิบๆ กระทั้งหายไปทางทิศตะวันตก คุณนายไรรากลับไปแล้ว หลายคนในบ้านโคกอีกรวยยังเข้าใจว่าเธอกลับไปทำงานประเทศซาอุดิอาระเบีย มีเพียงเพื่อนทั้ง 3 คนเท่านั้นที่รู้ความจริงอันขมขื่นยิ่งกว่านิยาย…

                #ถ้ากูพร้อม กูมีเงินเปิดร้านตัดเสื้อผ้าเมื่อไร กูจะกลับมาอยู่กับลูก บ้านโคกอีรวยคือบ้านกู กูจะกลับมาตายที่นี้ พวกสูรอกูเด้อ รออีไรมันด้วย#

เสียงคุณนายไรราดังก้องอยู่ในหู เธอจากไปแล้วแต่เสียงเธอยังดังซ้ำๆ ไม่หยุด

“กูว่ามึงเฮ็ดได้ มึงจะผ่านมันไปได้อีไร….”

“ใช่ อีไรมันต้องผ่านไปได้ กูดีใจหลายๆ ที่มันเอาเงินมาไถ่นาแปลงแรกได้แล้ว แต่ยังเหลืออีกแปลงที่มันจะต้องมาไถ่คืนสักวัน”

“เออเนาะ ขายนาแปลงน้อยมาไถ่นาแปลงใหญ่ อีไรน้ออีไร”

“เซาๆ อย่าเว้าดังหลายเดี๋ยวคนอื่นจะได้ยิน….” (เซาๆ=หยุดๆ)

……..

จบ วันหย่าร้าง คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 23

อ่านตอนอื่นๆ คลิ๊กเลยจ้า

ลิงค์ผู้สนับสนุน

loading...