คุณนายซาอุฯ บทที่ 13

หัวใจเธอทำด้วยหิน


หัวใจเธอทำด้วยหิน คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 13

หัวใจเธอทำด้วยหิน

คืนเดือนมืดขณะที่คนบ้านโคกอีรวยหลับกันหมดแล้ว สายลมเบื้องบนพัดปลายไผ่กับต้นพะยอมที่กำลังแตกใบใหม่พลิ้วไปทางนั้นทีทางนี้ที ใบต้นไทรที่อยู่ใกล้ๆ กันขนาดเท่ากระดิ่งลมที่หอระฆังวัดโคกอีรวยก็ยังแกว่งไกวไม่หยุดนิ่ง หากเสียงดัง “ซ่า ซ่า” เปลี่ยนเป็นเสียงดัง “กุ๊งกิ๊ง กุ๊งกิ๊ง” คงนึกว่าเป็นกระดิ่งหลายร้อยหลายพันใบมาแขวนอยู่บนต้นไม้ไม่ผิดแน่ พรุ่งนี้เช้าขบวนที่จะไปทำงานประเทศซาอุฯ จากบ้านโคกอีรวยอีก 3 ชีวิตประกอบไปด้วย ทิดทอง ลุงสัก และศรีก็จะออกเดินทาง สำหรับศรี คืนนี้จึงเป็นค่ำคืนที่ยากลำบากและยาวนานอย่างยิ่งสำหรับเธอ เพราะขณะมือหนึ่งจูงแขนพรรณลูกสาวคนโตอีกมือก็ถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบเก่าๆ ไปด้วย เกือบจะ 5 ทุ่มแล้วความมืดมิดปกคลุมไปตลอดถนนทรายสีชมพูแดงที่มองไม่เห็นสี กระนั้นความเคยชินก็ยังนำทาง 2 แม่ลูกจนกระทั้งแสงตะเกียงเจ้าพายุบ้านเจ๊กเตี้ยบอกสถานะ พรรณถึงได้สะอึกสะอื้นขึ้นมาในความเงียบอีกรอบ

“ต่อจากนี้พรรณต้องเรียกแม่ใหญ่หงส์ว่าแม่พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยว่าพ่อเข้าใจบ่” ศรีกดเสียงสั่งบุตรสาวเบาๆ ขณะที่น้ำตาก็ไหลลงไปอาบหัวใจจนเกือบจะสำลักแล้วขณะนั้น พรรณบอกสถานะผงกหัวให้ศรีเห็น พอแม่ลูกเดินลอดประตูเหล็กเข้าไปในบริเวณบ้าน ร้านค้า และโรงสีข้าวของเจ๊กเตี้ย แม่ใหญ่หงส์ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วก็กุลีกุจอเดินเข้ามารับกระเป๋าจากศรีพลางจูงมือพรรณสาวน้อยวัยใกล้จะ 10 ขวบเข้าไปในบ้านโดยมีเจ๊กเตี้ยนั่งยิ้มรับรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อทั้งหมดเข้าที่ ศรีจึงพูดขึ้น

“พรรณกราบแม่หงส์กับพ่อเจ๊กเตี้ยสิลูก”

พรรณหันไปร้องไห้กับศรีที่สะอึกจุกแน่นอกสักพัก เธอก็คลานเข่าเข้าไปนั่งต่อหน้าคนทั้งคู่ก่อนจะบรรจงกราบลงกับพื้นอย่างเด็กว่านอนสอนง่าย จนเจ๊กเตี้ยกับมาใหญ่หงส์อดน้ำตาล้นทะลักไม่ได้

“ไหว้พระเถอะลูกเอ้ย” เจ๊กเตี้ยบอกพลางลูบหัวเด็กสาวด้วยความเอ็นดู แม่ใหญ่หงส์ที่ร้องไห้ไม่หยุดก็ดึงพรรณลุกขึ้นไปกอด

“เฮามีลูกสาวกับเผินแล้วละตา” แม่ใหญ่หงส์บอกสามี ก่อนจะเช็ดน้ำตาให้พรรณและลูบผมให้เข้าทรง  “ต่อจากนี้หนูต้องเอิ้นแม่ใหญ่หงส์ว่าแม่ และเอิ้นเจ๊กเตี้ยว่าพ่อเด้อลูก” พรรณพยักหน้า ก่อนจะขยับออกไปนั่งกุมมือศรีที่เริ่มเก็บอาการไม่อยู่เช่นกัน

“ศรีเอ้ย ที่พวกกูขอหนูพรรณมาเลี้ยงบ่แมนจะพรากลูกพรากเต้าจากสูดอกเด้อ พวกกูฮักหนูพรรณคือลูก รับหนูพรรณเข้ามาอยู่ในบ้านฐานะลูกสาวบ่แมนคนรับใช้ กูอยากให้มึงเข้าใจ ไปเฮ็ดการเฮ็ดงานอยู่เมืองนอกเมืองนาก็จะได้สบายใจ ส่วนหนูพรรณ ลูกหล่า” เจ๊กเตี้ยหันไปพูดกับสาวน้อยตรงๆ อีก “หนูพรรณเข้ามาอยู่บ้านพ่อกับแม่ หนูพรรณเข้ามาอยู่ในฐานะลูกสาวเจ๊กเตี้ยกับลูกสาวแม่หงส์เข้าใจบ่”

เด็กสาวผงกหัวรับ ก่อนเจ๊กเตี้ยจะพูดต่อ “พ่อกับแม่ไม่ห้ามถ้าหนูจะกลับไปนอนกับพ่อใหญ่เงิน แม่ใหญ่ย้อยแล้วก็พอนเป็นบางครั้ง แต่พ่ออยากให้หนูรู้ว่าที่นี่ก็คือบ้านอีกหลังหนึ่งของหนูเอง จะไปไหนมาไหนก็ขอให้บอกให้กล่าว พ่อกับแม่จะได้บ่เป็นห่วงเข้าใจบ่ลูก”

“คะ” เด็กสาวยกมือไหว้รับปากอีก

“แม่หงส์จัดห้องนอนไว้ให้พรรณแล้ว ศรีมื้ออื่นจะไปกี่โมง”

“รถจะมารอที่ตลาดตอน 8 โมงเช่า”

“โอ่….ไปตลาดจะเดินไปหรือเกวียนใครจะไปส่ง”

“เห็นว่าได้เกวียนพ่อใหญ่เหลือ ลุงสักก็เลยนัดกันที่บ้านอีวารีตี 5 นั้นละเจ๊กเตี้ย” ศรีบอกก่อนจะดึงพรรณเข้ากอดแน่นๆ เป็นครั้งสุดท้าย “อีหล่าอยู่กับพ่อเจ๊กเตี้ยกับแม่หงส์ก็อย่าดื้อนะ ช่วยงานอีหยังได้ก็ต้องช่วยเข้าใจบ่”

“อีแม่….”

“มีแม่ 2 คน มีพ่อ 2 คนมันดีมากๆ บ่แม่นติพรรณเอ้ย” แม่ใหญ่หงส์บอก

ศรีคลานเข่าเข้าไปก้มลงกราบเจ๊กเตี้ยกับแม่ใหญ่หงส์ก่อนจะเงยใบหน้าที่อาบน้ำตาขึ้นมาพูด “แม่ใหญ่หงส์พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ย อีศรีมันคนมีเวรมีกรรม มีลูกมีเต้าก็บ่ได้อยู่นำ มีผัว ผัวก็มีอันเป็นไป อีศรีบ่มีทางเลือกขอฝากลูกสาวแน่เด้อ ถ้าอีศรีบ่ตายจะกลับมาทดแทนบุญคุณ…ฮื้อๆ…ถ้า ถ้า พรรณมันดื้อก็ให้ตีได้อีศรีอนุญาต”

“บ่เป็นหยังๆ (ไม่เป็นไรๆ) ดอกศรี เป็นบุญของกูกับเจ๊กเตี้ยนำที่บ่เคยมีลูกกลับมามีลูกสาวตอนแก่ กูดีใจขนาด กูก็ให้สัญญากับมึงกับบักทิดไซพร้อมพู้นละ ว่ากูกับเจ๊กเตี้ยจะฮักหนูพรรณให้เหมือนกับลูกสาวในไส้จริงๆ บ่ต้องเป็นห่วง เดินทางก็ขอให้ราบรื่น เฮ็ดการเฮ็ดงานก็อย่าได้ห่วงหน้าพะวงหลัง ถึงบักพอนลูกชายมึงอีกคนมันก็จะเหมือนกับลูกชายกู กูจะซอย (ช่วย) ดูแลให้ สบายใจได้”

“ถ้าเป็นแบบนี้อีศรีมันก็สบายใจแล้วละ ถึงคนบ้านโคกอีรวยจะซุบซิบเอาอีศรีไปนินทาเสียๆ หายๆ หาว่าอีศรีจะไปเป็นกระหรี่ขายตัวไถ่นา อีศรีก็ไม่หวั่นไหวดอก”

“คนเขามีปากนะศรีเอ้ย….จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวเรา จักมื้อหนึ่งข้างหน้าคนบ้านโคกอีรวยที่เคยดูถูกมึงเดี๋ยวพวกเขาก็จะได้ฮุ้เอง….ไปเป็นคุณนายซาอุฯ อยู่ที่ประเทศซาอุฯ ให้คนร่ำลือสามบ้านแปดบ้านไปโลด กูกับแม่ใหญ่หงส์จะเอาใจช่วย” พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยบอกก่อนจะเห็นศรีเช็ดน้ำตาแบบรีบๆ

“ถ้าอย่างนั้นข่อยลาก่อนเด้อพ่อใหญ่แม่ใหญ่” ศรีหันไปมองบุตรสาวนิ่งๆ “พรรณลูกต้องเชื่อฟังแม่หงส์พ่อเจ๊กเตี้ยเข้าใจบ่ลูก”

“ฮื้อๆ อีแม่ อีแม่”

“แม่สัญญา แม่สัญญาจะช่วยพ่อไซของลูกกลับบ้านให้ได้”

“แม่ต้องสัญญากับพรรณนำ ว่าแม่จะกลับบ้านเฮา….ฮื้อๆ จะกี่ปี อีแม่ก็ต้องกลับบ้านเฮ้า”

“…สัญญาแม่สัญญา…แม่จะบ่ยอมตาย จะกลับมาตายอยู่บ้านเฮานี้ละ”

“ไปหนูพรรณแม่หงส์จะพาไปเบิ่งห้องนอน” แม่ใหญ่หงส์รีบตัดบทก่อนจะเห็นศรีจมลึกมากไปกว่านี้

“แม่ใหญ่หงส์….”

“เออ บ่ต้องเป็นห่วง ไปเอาผัวมึงกลับบ้าน ไปเอาเงินเอาคำกลับบ้าน กูจะเลี้ยงหนูพรรณให้คือกับลูกสาวกูพู้นละ สบายใจได้”

“ถ้าแบบนั้นศรีก็กราบลาเลยเด้อ พรรณเป็นเด็กดีรอแม่นะลูก”

“อีแม่  อีแม่ ฮื้อๆ อีแม่”

ทันทีที่ศรีก้าวพ้นแสงตะเกียงเจ้าพายุ เธอก็ไม่ยอมหันหลังกลับไปมองลูกสาวอีกเลย การเดินทางออกจากบ้านโคกอีรวยก่อนสว่าง เหมือนกับไม่อยากให้คนบ้านโคกอีรวยเห็นเธอในวันสุดท้าย… อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรน้อ  นิยามบวกความฝันของคุณนายซาอุฯ สำหรับเธอจะอยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียอย่างนั้นหรือ พระพรหมที่ลิขิตเขียนเส้นทางชีวิตเกิดวันตลกแห่งชาติหรือไรถึงต้องเล่นพิเรนกับเธอได้ถึงเพียงนี้

ในขณะฝ่าเท้ากำลังจมสู่เม็ดทรายสีชมพูแดงที่มองไม่เห็นสีอยู่นั้น ความหนาวเย็นก็แล่นขึ้นมาสู่หัวใจ เธอใช้หลังมือปาดน้ำตาทิ้งเพียงครั้งเดียวและความมืดมิดที่ไร้แสงดาวก็ทำอะไรเธอไม่ได้เช่นกัน

…ถึงจะไร้แสงนำทาง…

…แต่ความมืดมิดก็มิอาจกีดกั้น…

…2 ฝ่าเท้าก้าวไปข้างหน้า…

…ไม่ยอมหยุด…

…ราวกับคนไร้จุดหมาย…

…แต่เมื่อหัวใจยังมีหวัง….

…ความฝันยังคงอยู่…

…เพียงเท่านั้น…

…ขอเพียงเท่านี้…

…ที่เหลือ…อีศรีลุยเอง…

………

เมื่อขบวนของเธอได้จากบ้านโคกอีรวยไปก่อนแสงแรกจะเปิดเผยแล้ว เสียงนินทาตามหลังก็ยังไม่เงียบหาย ผู้คนยังพูดถึงเธอ เรื่องราวของเธอก็ยังถูกเล่าวนไปวนมาไม่จบง่ายๆ อาจจะเป็นเพราะเธอเป็นผู้หญิงจากบ้านโคกอีรวยคนแรกที่ไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งชาวบ้านก็ยังนึกไม่ออกว่าผู้หญิงจะไปทำงานอะไรได้ถ้าไม่ไปเป็นกระหรี่ขายตัวตามเรื่องเล่าผิดๆ ที่บันทึกไว้ในสมองของหลายคน

“อีศรี ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีศรีมึงจะไปได้สักกี่น้ำ อีกระหรี่”

“แต่อีศรีมันก็งามอยู่เด่”

“มันงามเท่ากูบ่ มันจะงามเท่าคุณนายไรราอย่างกูบ่ พวกสูลองบอกกูให้ฮู้แน่ เชอะ! สักวันก็ต้องคลานกลับมาตายบ้านโคกอีรวยนี้ละวะ กูจะคอยเบิ่งมัน กูจะคอยสมน้ำหน้ามึงอีกระหรี่ขายตัวไถ่นา ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“และกูคุณนายสำลีก็จะเข้าไปแทนที่…”

“มึงจะเข้าไปแทนทีไผ อีสำลี มึงเว่ามาให้ดีๆ นะ”

“คุณนายไรรานะอีสำลีมิอาจยกตัวขึ้นไปเทียบดอก….แต่คุณนายสำลีจะเข้าไปแทนที่อีศรีมันต่างหาก มึงว่าแมนบ่คุณนาย”

“เทียบกับไผ มึงเทียบได้หมด แต่อย่ามาเทียบกับคุณนายไรราเป็นอันขาด”

“คะ คุณนาย” กระนั้นสำลีก็ยังแอบทำอาการสำรอกลับหลังแบบคนสะอิดสะเอียนให้สายลมเห็น….

ตะวันเริ่มลับยอดไม้ของอีกวัน แต่ความฝันของบางคนในบ้านโคกอีรวยเพิ่งจะเริ่มต้น หมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวในป่าเต็งรังไม่มีวันเงียบเหงา การขยายเส้นทางจากอำเภอเข้าสู่หมู่บ้านกำลังจะเริ่มต้น เมื่อถนนหนทางดีขึ้น ความเจริญก็จะตามเข้ามา สิ่งใหม่ๆ แปลกๆ ก็จะเข้าสู่หมู่บ้านได้ง่ายขึ้น วิถีความเชื่อ ความเป็นอยู่แบบโบราณกำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในเร็ววันนี้หรือไม่-ไม่มีใครรู้แต่มีสิ่งเดียวที่พอคาดการได้นั้นก็คือ จำนวนคุณนายซาอุฯ ในหมู่บ้านกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระนั้นก็ยังไม่มีใครเทียบชั้นคุณนายไรราได้สักคน

“ป้าด! ป้าดๆ เอื้อยสำลี….ผัวไปเฮ็ดงานบ่ทันถึงปี เป็นหยังจังงามแท้ๆ สร้อยทองก็มีทั้งคอทั้งแขน ปากก็แดง แก้มก็แดง”

“งามอีหลีบ่ทิดมิตร….”

“งามแท้ งามอีหลี งามปานผู้สาวซ่ำน้อย (สาวแรกรุ่น) พู้นละ”

“งานบุญพระเจ้าใหญ่คืนนี้ไปบ่ เดี๋ยวคุณนายสำลีเลี้ยงเอง”

“ถ้าเป็นคนอื่นมาซวนบักมิตรบ่ไปดอก แต่ถ้าเป็นคนงามอย่างเอื้อยสำลี ว่างบ่ว่างก็ต้องไปละ”

“ปากหวาน ถ้าแบบนั้นคืนนี้พ้อกันเด้อ เดี๋ยวอีสำลีจะจัดให้อย่างงาม ฮิ ฮิ ฮิ”

……..

จบ หัวใจเธอทำด้วยหิน คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 13