คุณนายซาอุฯ บทที่ 24

อิสรภาพ
อิสรภาพ
คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 24

อิสรภาพ

นกตะขาบทุ่งตัวสีเทาปลายปีก-ปลายหางรวมทั้งขนกลางหัวสีฟ้า-น้ำเงินเข้มกำลังโผบินกลางแดดยามบ่ายปลายฤดูหนาวเป็นกลุ่มๆ ตอซางข้าวสีเหลืองน้ำตาลกำลังจะล้ม แต่หลายจุดของทุ่งหนองกะเดากว้างสุดสายตาที่แนวต้นไม้สีเขียวทึบๆ สลับสีแสด-ส้มของต้นดอกจานบอกตำแหน่งของแนวลำห้วย มีกลุ่มควันไฟจากงานเผาตอซางทิ้งให้เห็น จุดประสงค์ก็เพื่อให้หญ้าที่แทงหน่อรออยู่ใต้ดินขึ้นให้วัวควายได้กินเร็วขึ้น

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไผไปถึงหนองกะเดาเป็นคนสุดท้ายเป็นหนอน”

เสียงเด็กๆ วิ่งไล่กันลงทุ่งเพื่อไปปล่อยควายที่ผูกหลบแดดใต้ร่มเงาต้นไม้ให้กินหญ้า หนองกะเดาน้ำเริ่มลดระดับเหลือน้อยลงทุกวัน วัวควายก็คงมีน้ำดื่มอีกไม่กี่อาทิตย์ก่อนน้ำบาดาลที่พวกมันชอบน้อยกว่าจะเข้ามาแทนที่

“บุญกฐินบ้านเฮาปีนี้มีหมอลำนำเด่…”

“อีเจ้ยมันแม่นอีหลีบ่…”

“ลำเพลินคณะใหญ่นำ…”

“คณะอีหยัง….แล้วไผ่มาทอดกฐินบ้านเฮากูคือบ่ฮู้ละ”

“คนในตลาด ลูกชายสอบติดหมอเลยจ้างลำเพลินคณะ สาวน้อยเพชรบ้านแพง มางัน (มางัน=มาแสดง)”

“หา!….แม่นอีหลีบ่ สาวน้อยเพชรบ้านแพง หมอลำดีขนาด”

“แมน…แมน…พ่อกูเป็นคนบอกเอง”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี ดี กูดีใจขนาด งานนี้ละกูจะฟ้อนให้ซ้อดแจ้งเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า (ซ้อดแจ้ง=ยันสว่าง)”

……….

สรุปตี๋ใหญ่ก็สอบติดคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แม่ใหญ่แพะพร้อมกับครอบครัวดีใจเป็นอย่างมาก เลยเป็นโต้โผตั้งองค์กฐินจะไปทอดวัดโคกอีรวยด้วยตัวเอง พร้อมกับจ้างหมอลำคณะใหญ่มาเฉลิมฉลอง ดาเลยถือโอกาสนี้เขียนจดหมายบอกไรราพร้อมกับกำชับว่าถึงอย่างไรต้องกลับมาร่วมงานให้จงได้

เมื่อถึงวันงาน เจ๊กเตี้ยอาสาเอารถ 2 แถวของตัวเองมาช่วยขนองค์กฐิน พรรณกับแม่ใหญ่หงส์เลยต้องมาช่วยงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“แม่ใหญ่แพะเอ้ย เป็นหยังลูกชายเจ่าถึงได้เก่งแท้ๆ อยากเรียนหมอก็สอบติดหมอ ข่อยดีใจนำขนาด” แม่ใหญ่หงส์ในชุดผ้าลูกไม้สีชมพูสวมผ้าถุงสีเปลือกเม็ดมะขามนั่งคุยข้างๆ แม่ใหญ่แพะยิ้มร่า แบบคนมีความสุขสุดยอดก่อนจะดึงมือแม่ใหญ่หงส์มาบีบเบาๆ

“หนูพรรณก็เรียนเก่งคือกัน อีก 2 ปีถ้าสอบติดพยาบาล เจ่าก็จะต้องตั้งองค์กฐินทอดวัดโคกอีรวยคือกันเด้อ จะได้เป็นบุญกับลูกๆ เฮา ฮ่า ฮ่า ฮ่า…” แม่ใหญ่แพะหัวเราะก่อนจะโน้มเข้ากระซิบ “ดูๆ หนูพรรณของพวกเจ่ากับไอ้ตี๋ใหญ่ของฉัน ท่าทางเฮา 2 บ้านจะได้เป็นดองกันจริงๆ แล้วละ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แล้วแต่เด็กๆ เขาเถอะ…นี้ถ้าหนูพรรณสอบติดพยาบาลจริงๆ ข่อยก็ต้องอยู่บ้านคนเดียวคือจะเหงาน่าดูเนาะ”

“คือกันนั้นละ ไอ้ซาตี๋ปีหน้าก็จะเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ไอ้ตี๋เล็กวันๆ ก็บ่ค่อยอยู่บ้านอยู่ช่อง ฉันก็คงจะเหงาคือกันนั้นละ”

เมื้อขบวนรถ 2 แถวและรถกระบะเกือบ 10 คันพร้อม การเดินทางจึงเริ่มขึ้น จากตลาดไปบ้านโคกอีรวยใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงรถทุกคันก็มาจอดเรียงกันเป็นแถวยาวอยู่หน้าวัด คนทั้งหมู่บ้านต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงามสุดชีวิต บรรดาคุณนายซาอุฯ เองก็ได้เวลาโอ้อวด ไม่มีใครยอมใครแม้กระทั้งต้นกันหลอน (ต้นกันหลอน=ต้นดอกเงิน) ที่ถือมาร่วมสมสบ และเกทับกันด้วยแบงก์ 10 บาท 20 บาท 100 บาท 500 บาทเป็นแถวยาว (สมัยนั้นแบงก์ 1000 บาทยังไม่นำออกมาใช้)

“อีศรีบักทิดไซ…คือได้ต้นกันหลอนใหญ่แท้ๆ” คุณนายไรราที่เดินนำพ่อใหญ่บุญมาและลูกๆ 2 คนถามขึ้น

“ของมึงก็คือกันนั้นละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เมื่อศรีหัวเราะจนอิ่ม วารีกับลูกๆ และดา-สวัสดิ์กับครอบครัวใหญ่ก็เดินเข้ามาสมทบ คุณนายซาอุฯทั้ง 4 ต่างแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาดต่างกันไป ใบหน้าสีหน้าเบิกบานสลับกันหัวเราะต่อกระซิบไม่หยุดกระทั้งเสียงคนโห่นำขบวนดังขึ้น

“โฮ โหย โหย่ว โหย่ว ฮิ้วๆๆๆๆๆๆ โฮ โหย โหย่ว โหย่ว ฮิ้วๆๆๆๆๆๆ โฮ โหย โหย่ว โหย่ว ฮิ้วๆๆๆๆๆๆ” เมื่อเสียงโห่เอาฤกษ์เอาชัยครบ 3 จบ เสียงมโหรีวงใหญ่ก็ดังขึ้น คุณนายซาอุฯ ทั้ง 4 คนฟ้อนนำขบวนเข้าสู่เขตวัด เสียงเพลง เสียงหัวเราะ เสียงโห่แซวสลับดังไม่ขาดระยะ แม้แดดจะเริ่มร้อนขึ้นทุกขณะแต่บรรดานางรำก็ไม่สะทกสะท้านและไม่มีใครยอมใครง่ายๆ

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีวารีแล้วลูกมึงเด่” ดาโก่งคอถามกระนั้นก็เกือบจะไม่ได้ยิน

“พู้นอยู่กับแม่ใหญ่สิม ขอกูโสดสักมื้อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” วารีฟ้อนอยู่ข้างๆ ดา ก่อนคุณนายศรีกับคุณนายไรราจะแหวกทางเข้ามาสมทบ “เอาพวกเฮาม่วนกันให้เต็มที่…ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“อีคุณนายศรี อีพรรณลูกสาวมึงคืองามแท้ๆ” คุณนายไรราก้มตะโกนใส่หู “ยืนคู่กับบักตี๋ใหญ่ลูกชายแม่ใหญ่แพะแล้วเหมาะสมกันขนาด ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“บ่แมนเด็กมันมักกันบ่” วารีแทรกขึ้น

“กูบ่ฮู้ดอก แล้วแต่เด็กๆ เขา” คุณนายศรีบอกขณะฟ้อนรำไม่หยุด “เห็นแม่ใหญ่หงส์บอก อีก 2 ปีพรรณก็จะไปสอบเรียนพยาบาล บ่ฮู้จะสอบติดเหมือนกับบักตี๋ใหญ่บ่ดอก ฮ่า ฮา ฮา”

“ถ้าติดอย่าลืมเอาหมอลำมางันแบบแม่ใหญ่แพะเด้อ”

“ให้มันสอบติดก่อนเถอะ กูว่าแม่ใหญ่หงส์คงบ่ยอมแม่ใหญ่แพะแน่นอน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

คุณนายไรรากลับบ้านก่อนวันงานจะเริ่ม 2 วัน และคืนที่ผ่านมาเธอกับพ่อใหญ่บุญมาก็เข้าไปหาดากับสวัสดิ์ที่บ้านพร้อมกับวางเงินก้อนใหญ่เพื่อไถ่ถอนที่นาแปลงสุดท้ายคืน สิ่งที่เธอแสดงออกในเช้าวันนี้จึงไม่ต่างจากนกในกรงได้รับอิสรภาพ

“กูกำลังเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า อีกบ่นานก็จะจบแล้ว” คุณนายไรราบอกเพื่อน หลังถวายองค์กฐินและต้นดอกเงินให้วัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“มึงจะเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าแม่นบ่” วารีถามขึ้นเบาๆ

“ก็ว่าอย่างนั้นแหละ กูอยากกลับมาอยู่บ้านโคกอีรวย อยากกลับมาอยู่กับลูกๆ อยู่กับพ่อแม่ และอยู่กับพวกสู กูเหนื่อยเต็มทีแล้ว” คุณนายไรราพูดในท่าทีจริงจัง ดาและศรีที่นั่งอยู่ไกลๆ เลยขยับเข้ามาหา

“ดีแล้วละ บ่มีที่ไหนจะดีเท่าบ้านเฮาอีกแล้ว” ศรีสนับสนุน

“มึงเป็นอิสระแล้วไรเอ้ย…ต่อจากวันนี้เป็นต้นไปโลกจะอยู่ในมือของมึง มึงอยากทำให้วันพรุ่งนี้เป็นแบบไหนก็ทำได้-สร้างได้ด้วยมือมึง หัวใจมึงอยู่ที่ไหน ความสุขของมึงก็อยู่ที่นั้น” ดาบอกพลางตบหลังเพื่อน 2 ที “คุณนายซาอุฯ เฮ็ดให้เรา 4 คนเกือบจะบ่ได้เป็นเพื่อนกัน แต่คุณนายซาอุฯ ก็เฮ็ดให้พวกเรากลับมาฮักกันเหมือนเดิม”

“คุณนายซาอุฯ เฮ็ดให้เฮาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น รู้จักโลกภายนอกมากขึ้น และคุณนายซาอุฯ ยังเฮ็ดให้พวกเราสบายขึ้นนำ สูว่าแม่นบ่”

“กูยังต้องอีกสักพักนั้นละ…” คุณนายไรราพูดเสียงอ่อยๆ ก่อนเธอจะเบนสายตาเหนื่อยล้าไปจบที่ร่างของทิดดอนอดีตสามีที่นอนเมาคลุกฝุ่นคลุกดินอยู่ใต้ต้นมะขามหน้าบ้านครูจำเริญ

“บ่มีไผมาเอากลับไปนอนบ้านเลยบ่นั้นนะ เป็นตาเหลือโตนแท้”

“ถ้าความสงสารจะทำให้ชีวิตกูกลับไปอยู่จุดเก่าๆ….กูขอเช็ดน้ำตาแล้วเดินหนีให้ไกลดีกว่า เพราะสันดานคนแก้บ่หายดอก”

“แมนความอีไรมัน…”

“นกตะขาบที่อยู่นอกกรง มันบ่อยากเข้าไปอยู่ในกรงอีก กูก็คือกัน ไป ไป ไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านทิดไซสักถ้วยแล้วค่อยแยกกัน มื้อนี้กูเลี้ยงเอง”

“บ่เป็นหยัง วันบุญวันทาน อีศรีขอเลี้ยงเพื่อนๆ ก็แล้วกัน ไป ไป ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“อีดาแล้วคืนนี้จะเข้ามาเบิ่งหมอลำบ่”

“สาวน้อยเพชรบ้านแพง ไผละจะพลาด ฮ่า ฮ่า ฮ่า คืนนี้คงให้อากงกับอาม่านั้นละดูลูกๆ แทน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“คืนนี้ละอีคุณนายไรราจะฟ้อนให้มันซ้อดแจ้งไปเลย มึงเอากับกูบ่อีวารี”

“บ่ บ่ บ่ พวกห่าขั่วสู กูขอนั่งเบิ่งซื่อๆ ก็ม่วนคือกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

แดดบ่ายกำลังจะคล้อยต่ำ ทีมงานหมอลำคณะดังกำลังเร่งมือติดตั้งฉากและอุปกรณ์การแสดงบนอาคารไม้ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ ผู้คนส่วนใหญ่กำลังเดินทางกลับเข้าบ้านเพื่อเตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ มีเพียงทิดดอนชายที่เมามายไม่รู้สึกตัวคนเดียวยังนอนหายใจคลุกฝุ่นอยู่ที่เดิม

“ไร อ้ายขอโทษ อ้ายขอโทษ”

“บักซาง บักมืด มาซอยพ่อใหญ่เอาบักทิดดอนมันกลับบ้านแน่….นอนเกลียกดินปานหมา อายชาวบ้านชาวช่องเขา” พ่อใหญ่หมานยืนมองลูกชายพักหนึ่งขอแรงจากชายหนุ่มที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนพวกเขาจะช่วยกันประครองร่างไร้สติกลับไปตามถนนลูกรังอย่างทุลักทุเล

“ไร ไร อ้ายขอโทษ อ้ายขอโทษ”

……..

อีกมุมหนึ่งในบ้านโคกอีรวย

สำลีนั่งนับนิ้วตัวเองมาครึ่งวัน นับเสร็จก็เริ่มนับใหม่อย่างคนหวาดวิตกไม่จบสิ้น กระทั้งคืนนั้น ขณะที่เธอเห็นทิดมิตรกำลังฟ้อนรำกับเพื่อนๆ อยู่หน้าเวทีหมอลำ เธอก็นับนิ้วตัวเองเพื่อจะย้ำความมั่นใจรอบสุดท้ายก่อนจะลุกเดินเข้าไปดึงแขนทิดมิตรที่กำลังเมาได้ที่หายไปในมุมมืด

“กำลังม่วน…ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ทิดมิตร ข่อยมีเรื่องจะบอก”

“เอาไว้มื้อหลังได้บ่ มื้อนี้บักมิตรกำลังม่วนขนาด ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ทิดมิตรหัวเราะร่าพลางเซไปทางนั้นทีทางนี้ทีจนสำลีคอยประคองไม่ให้ล้ม “ฮ่า ฮ่า ฮ่า บ่เมา บักมิตรบ่เมา” เสียงหัวเราะหยุดชะงักเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเหลือบซ้ายทีขวาทีก่อนจะดึงสำลีเข้ามากอดแบบคนอยากเอาใจ “สำลีจ๋า เมียจ๋า…ผัวขอเงินซื้อเหล้าสักขวดแน่…” ทิดมิตรพยายามสอดไซ้ใบหน้าตึงๆ ไปตามซอกคอ แต่ก็ถูกสำลีกันเอาไว้อย่างคนรำคาญ

“ทิดสักบ่ส่งเงินมาให้หลายเดือนแล้ว บ่มีเงินดอก” สำลีบอกทำให้ทิดมิตรที่กำลังเลื้อยหยุดทันที เขามองหน้าเธอตรงๆ ก่อนจะค่อยๆ ขยับขาถอยห่างทีละก้าว

“ข่อยมีเรื่องจะบอกเจ่า มันเป็นเรื่องสำคัญหลายๆ สำหรับเฮา 2 คน”

“เจ่าบ่มีเงินวาติ…” ทิดมิตรสวนขึ้นเสียงดัง

“ทิดมิตร เงินจะสำคัญมากกว่า…มากกว่า….” สำลีสะอึกตัวสั่น แต่ทิดมิตรก็ยังถอยห่างออกไปอีกหลายก้าว “เงินจะสำคัญกว่า….ฮื้อๆ ฮื้อๆ”

เสียงร้องไห้ทำให้ทิดมิตรหยุดอยู่กับที่ ก่อนความลังเลจะเข้ามาฉุดแขนสำลีเดินออกทุ่งที่ประดับด้วยแสงดาวเพียง 2 คน….

“ทิดมิตร ทิดมิตร เมียมีเรื่องสำคัญจะบอก” ขณะทั้งคู่นอนด้วยกันที่กระท่อมติดหนองกะเดา

“หึ มีหยังก็บอกมาโลด…”

“ทิดมิตร ข่อย ข่อย….”

“อยากอีกแม่นบ่….”

“ข่อยท้อง……………………………………………………………………..”

………

จบ อิสรภาพ คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 24