คุณนายซาอุฯ บทที่ 18

เปรียบเทียบ
เปรียบเทียบ คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 18

เปรียบเทียบ

ตะวันบ่ายแก่ๆ สีน้ำส้มปล่อยกำลังลดอุณหภูมิลงเรื่อยๆ คุณนายไรรานั่งเหม่อตั้งแต่กินข้าวเที่ยงกระทั้งเวลานี้ก็ยังไม่มีท่าทีจะลุกไปไหน แม่ใหญ่สายพินกับพ่อใหญ่บุญมาเดินวนไปมา 3 รอบเธอก็ยังไม่มีท่าทีจะขยับ ภาพเด็กหญิงตัวน้อย 2 คนในปี พ.ศ. 2508 ที่โรงเรียนวัดโคกอีรวยอนุสรณ์ผุดขึ้นมาในหัว แดดบางๆ สีน้ำนมผสมครีมในอดีตฉาบไปที่เด็กหญิงทั้งคู่ เสื้อผ้าฝ้ายตัวใหม่กับผ้าถุงย้อมมะเกลือสีดำก็ยังเหมือนกันราวกับคู่แฝด พวกเธอวิ่งเล่นกันอยู่กลางสนามทรายสีชมพูพร้อมกับปล่อยเสียงหัวเราะสดใสให้แม่ๆ ที่นั่งมองใต้ร่มมะม่วงได้หัวเราะ

                “อีย้อยลูกสาวมึงคลอดก่อนลูกกูหรือลูกกูคลอดก่อนลูกมึงนะ…กูจำบ่ได้” เสียงสายพินขณะอายุเพิ่งจะ 20 ต้นๆ ถามเพื่อน

                “อีศรีคลอดหลังกินข้าวแลง แต่อีไรราลูกสาวมึงคลอดเกือบจะยาม 2 บ่แม่นติ”

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่า…เออ…แสดงว่าอีศรีเป็นพี่อีไรบ่กี่ชั่วโมง แต่เหมือนกับเป็นฝาแฝดกันเลยเนาะ”

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม่นๆ…ก็มึงกับกูบ่ยอมกันอยู่แล้วนิ ลูกมึงมีอีหยัง ลูกกูก็ต้องมีเหมือนกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ย้อยพูดอย่างคนอารมดี

กระทั้งภาพมัวๆ ขยับผ่านไปอีกหลายปีขณะที่ศรีกับไรราเริ่มจะโตเป็นสาว

                “อีไร เสื้อมึงเป็นหยังสีมันงามแท้ๆ มึงย้อมสีจากตลาดแม่นบ่ ขาวๆ-ฟ้าๆ โอ้ย! กูมักหลาย”

                “เขาเอิ่นว่าย้อมคราม….” ไรราบอกพลางหมุนตัวให้เพื่อนอิจฉาอีกรอบ “งามบ่…งามบ่ กูจะใส่ไปเอาบุญบั้งไฟเดือน 6 ที่บ้านหนองบุกกับอีพ่อกู”

                “ย้อมคราม มันเป็นจังใด กูคือบ่ฮู้จัก”

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่า มึงฆ่ากูให้ตายก็บ่บอกดอก เสื้อสีนี้ต้องมีกูเพียงคนเดียวในบ้านโคกอีรวยที่ได้ใส่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

                “อีไร อี่ห่าขั่วมึง กูนะเป็นเสี่ยวมึงเด่  (เสี่ยว=เพื่อนรัก เพื่อนตาย)”

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่า มึงนะบ่มีทางตามกูทันดอกอีศรีเอ้ยยยยย”

ไรรานั่งยิ้มบางๆ อย่างคนเลื่อนลอย แดดสีน้ำส้มปล่อยกำลังเข้มขึ้นเรื่อยๆ เสียงลมพัดปลายไผ่ดังซ่าๆ พาเส้นผมที่ยาวสลวยถึงกลางหลังปลิวอย่างอิสระไปรอบทิศ บางขณะเธอต้องใช้ปลายนิ้วปัดไล่รำคาญเหน็บไว้หลังหู จนกระทั้งภาพในอดีตเวลาถัดมาผุดขึ้นให้เห็นต่อเนื่อง

“อิ อีศรี…มึงไปได้ผ้าสิ้นตีนแดงตงนี้มาจากใส แม่นงามแท้ๆ อีห่าขั่วมึง”

“อีแม่ได้ลายนี้มาจากบ้านส้มกบติดลำมูลพู้น กูเลยลองต่ำเมื่อปีกลายมึงกะเห็นอยู่บ่แม่นติ”

“มึงต่ำกี่ตงขอกูซื้อนำแนงามปานนี้กูจะใส่ไปเที่ยวงานบุญพระเจ้าใหญ่บ้านหัวแฮดคืนนี้”

“อีไร…มึงจะไปเที่ยวงานพระเจ้าใหญ่คืนนี้บ่”

“เออ แม่นแล้วไอ้ทิดไซให้กูมาซวนมึงไปนำกัน”

“ไอ้ทิดดอนกะไปนำแม่นบ่”

“อีดา อีวารีไอ้ทิดทองบ้านโนนทุ่งกะไปคือกัน…เลยให้กูมาซวนมึง ฮิ ฮิ ฮิ”

“อีวารีกับไอ้ทิดทอง…เหลือแต่อีดาบ่มีคู่กับเขา มันจะไปนำเฮาบ่ละ”

“ไป…เพราะไอ้ทิดดอนมันนัดลูกชายเสี่ยเจริญค้าไม้ในตลาด กะว่าจะให้มันได้กัน”

“ห้วย! มันจะแมนอยู่บ่”

“แมนบ่แมน  มันอยู่ที่อีดา ส่วนคุณสวัสดิ์นะแอบมักอีดามาโดนแล้ว”

“ห้วย!  เป็นหยังกูบ่ฮู้เรื่อง”

“กะมึงต่ำแต่หูกอยู่กับบ้านจะฮู้เรื่องกับเขาบ่ละ”

“เออๆ….แต่กูต้องไปขอกับอีพ่ออีแม่ก่อน”

“บ่ต้องๆ…ไอ้ทิดไซมันขอกับพ่อใหญ่เงินกับแม่ใหญ่ย้อยไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

“แมนอีหลีติ”

“หึ!…มึงนี้บ่ฮู้อีหยังเลยเนาะ”

“ฮึๆ…..”

“เอาผ้าสินมาให้กูตงหนึ่ง…ขายเท่าไรเดี๋ยวให้ไอ้ทิดดอนมันมาจ่าย”

“นี้พวกสูสิแต่งกันแล้วบ่”

“บ่ฮู้ดอก…รอหมดหน้านาหลังเกี่ยวข้าวปีหน้าพู้นละ”

“เออๆ…คริ คริ คริ”

ลมหัวค่ำกำลังแรงขึ้นเรื่อยๆ ไรรารวบเส้นผมมัดรวมกันไว้แบบง่าย ก่อนจะขยับเอนหลังพิงผนังไม้พร้อมกับถอนหายใจทิ้งออกมายาวๆ….

“อีศรีเอ้ย….ชีวิตมึงกับกูเป็นหยังต้องแข่งกันมาตลอดด้วย บักทิดดอนตอนแรกก็เป็นแฟนมึง สุดท้ายกูก็ได้มา และสุดท้ายบักทิดดอนก็เฮ็ดให้ชีวิตทั้งชีวิตของกูพัง บักทิดไซก็เกือบจะทำให้ชีวิตมึงพังเหมือนกู แต่มึงก็ผ่านมันมาได้….มึงไปเฮ็ดงานถึงประเทศซาอุฯ เป็นคุณนายซาอุฯ อย่างสมบูรณ์แบบ…มึงเฮ็ดได้ มึงผ่านมันมาได้ เห็นทีงานนี้อีไรราต้องลุยเองแล้วละ….”

…ตะวันรอนสาดแสงค่ำ ค่ำ…

…คำรำพึงรำพันก็ขม ขม…

…ฝืนจวนเจ็บ ปวดร้าว เฝ้าระทม…

…ตรอมตรม ขมขื่น เหลือคณา…

…โอ้!…พระพรหม ผู้ลิขิตชีวิตข้า…

…เวทนา โชคชะตาของลูกบ้าง…

…โปรดเห็นกับหลายชีวิตที่เจียนพัง…

…ผูกติดหลัง ฉาบแน่นเป็นแผ่นกาว…

…ไม่ขอเยอะ ขอเพียง 1 กำลังใจ…

…เพื่อจะใฝ่ ไขว่คว้าตามทวงฝัน…

…เพียงพยุง ขอเวลา วันต่อวัน…

…จะเก็บฝัน สร้างไว้ ให้โลกลือ…

……….

อีกคนหนึ่ง….

แสงสุดท้ายใกล้จะหมดแล้ว คุณนายศรีก็ยังนั่งรอลูกสาวตัวเองอยู่กับม้านั่งหินอ่อน ยิ่งแสงโรยต่ำลงเท่าใดใจคอก็ไม่สู้ดีเท่านั้น เธอกระสับกระส่ายไปมากระทั้งไปหยุดที่กรงนกแก้วแบบคนพยายามหาสิ่งบำบัดเพื่อระงับความฟุ้งซ่านไม่ให้สำแดงตน

“แก้วจ๋า แก้วจ๋า แก้วจ๋า” เธอดีดนิ้วให้สัญญาณ สายตาก็คอยเหลือบมองต้นทางเข้าหมู่บ้านที่เห็นอยู่ลิบๆ “แก้วจ๋า แก้วจ๋า” กระทั้งแสงรถมอเตอร์ไซด์ สาดนำเสียงที่ดอนปู่ตาผ่านต้นขนวนใหญ่ใกล้เข้ามา เสียงเจ๊กเตี้ยจึงดังขึ้น

“นั้นเด่ บักตี๋ใหญ่มาส่งหนูพรรณแล้วละ”

ศรียิ้มกว้างๆ แบบคนโล่งอก จนกระทั้งรถมอเตอร์ไซด์วิ่งผ่านประตูเข้าไปจอดเทียบส่งหญิงสาวหน้าแหลมใกล้ๆ เสียงพรรณจึงดังขึ้นมาก่อน

“สวัสดีคะแม่ศรี….มาถ่าหนูบ่….มีกิจกรรมที่โรงเรียนเลยกลับมืดหน่อย” เธอเดินเข้าไปยกมือไหว้ ก่อนจะหันไปยกมือไหว้เจ๊กเตี้ยกับแม่ใหญ่หงส์ที่ยืนคู่กันอยู่หน้าร้าน “สวัสดีคะพ่อ สวัสดีคะแม่หงส์”

และเมื่อเสียงรถมอเตอร์ไซด์เงียบลง เด็กหนุ่มวัย 16 ปี รูปร่างขาวสูงใหญ่สไตล์คนจีนก็เดินเข้ามายกมือไหว้คุณนายศรีอย่างนอบน้อม “สวัสดีครับคุณแม่…ซ้อมกีฬาสีมืดไปหน่อย” และหันไปยกมือไหว้พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยกับแม่ใหญ่หงส์แบบเด็กรุ่นใหม่อีก “…สวัสดีพ่อใหญ่ สวัสดีแม่ใหญ่ พาลูกสาวมาส่งแล้วเด้อ”

“นี้แหละศรี ไอ้ตี๋ใหญ่ ลูกชายคนโตแม่ใหญ่แพะละ” เจ๊กเตี้ยตะโกนบอกก่อนพรรณจะเดินอ้อมเอาของหน้ารถไปส่งให้ “แม่ดาฝากแกงมาให้บ้านละถุง”

“โอ้ย!…ดีแท้ๆ มื้อแลงบ่ต้องเฮ็ดอาหารแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า”  คุณนายศรีพูดไปหัวเราะไป

“เป็นไงเห็นหน้าว่าที่ลูกเขยแล้ว สบายใจแล้วบ่” แม่ใหญ่หงส์ตะโกนถามแบบทีเล่นทีจริง จนตี๋ใหญ่กับพรรณถึงกับหน้าแดงอยู่คนละมุม

“แม่หงส์นะ เดี๋ยวมื้ออื่นเฮียตี๋บ่กล้ามาส่งพรรณดอก” พรรณพูดแบบคนเก็บอาการและก้มหน้าขอบคุณตี๋ใหญ่นิดๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าถือกระเป๋าและถุงแกงหายเข้าหลังบ้านไป

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฝากดูแลน้องหน่อยเด้อตี๋ใหญ่” คุณนายศรีพูดเพื่อให้เด็กหนุ่มดีขึ้น

“ครับบ่ต้องเป็นห่วง…”

“ใกล้จบแล้วบ่….เห็นว่าอยากเรียนหมอ” คุณนายศรีถามขึ้นอีก

“ม. 4 แล้วครับ อีก 2 ปีก็ว่าจะสอบเข้าคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นี้แหละครับ” ตี๋ใหญ่ตอบเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้าม “ได้ข่าวว่าพ่อไซเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวแม่นบ่ครับ”

“แม่น ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“พรรณเล่าให้ฟังนะครับ ว่างๆ ผมจะชวนเพื่อนที่โรงเรียนมาอุดหนุน”

“ไอ้ตี๋ใหญ่รู้จักเข้าหาผู้ใหญ่ดีแท้ๆ น้อ ฮะ ฮะ ฮะ” เจ๊กเตี้ยหัวเราะลั่นก่อนจะเดินถือถุงใส่บางอย่างเข้ามายื่นให้ “ฝากหน่อข่าอ่อนกลับไปให้แม่ใหญ่แพะนำแน…เห็นแกบ่นอยากต้มจิ้มน้ำพริกปลาทู”

“ขอบคุณ คุณพ่อเจ๊กเตี้ยหลายๆ…ช่วงนี้แกสุขภาพบ่สู้ดี ได้หน่อข่าอ่อนไปให้กิน มาม่าคือจะดีขึ้น คือหน่อข่าบ้านเฮาเป็นยาสมุนไพรนะครับ”

“มึงเห็นบ่ศรี นี้ละคนที่จะมาเป็นหมอบ้านเฮาละ เห็นหน่อข่า ตะใคร้ ใบมะกูดเป็นยาไปหมด”

“แม่นครับ พืชผักบ้านเฮามีแต่ยาทั้งนั้น โดยเฉพาะแกงลาว ต้มลาว ผมชอบขนาด ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ตี๋ใหญ่พูดด้ายท่าที่คุ้นเคยและเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม

“ดีแล้วมาคราวหน้า แม่จะได้แกงเห็ดป่า แกงหน่อไม้ไปฝากแม่ใหญ่แพะบ้าง” คุณนายศรีบอก พร้อมกับยิ้มให้ตี๋ใหญ่กว้างๆ

“เฮียตี๋!…อย่าพูดยาวหลายกลับบ้านได้แล้ว” เสียงพรรณดังข้างๆ แม่ใหญ่หงส์ที่ยิ้มร่าตลอดเวลา

“นั้นซิ!….ถนนหนทางบ่ค่อยดี กลับมืดค่ำๆ แม่เป็นห่วง” คุณนายศรีบอกอีกคน

“ครับ” ตี๋ใหญ่ขานรับ ก่อนจะหันไปถามพรรณอีก “แล้วมื้ออื่นจะให้เฮียมารับบ่”

“มื้ออื่นวันอังคาร….บ่ไปโรงเรียนบ่หนูพรรณ” แม่ใหญ่หงส์หันไปถามลูกสาวเบาๆ

“โรงเรียนหยุดวันมาฆบูชาแต่มีกิจกรรมเวียนเทียนนะแม่….บ่เป็นหยังดอกจะไปกับรถอีพ่อ เฮียก็รออยู่ร้านนั้นละ”

“OK OK…ถ้าแบบนั้นเฮียจะได้รออยู่ร้านค่อยไปด้วยกัน”

“อย่าหลายความหลายคำ ไป ไป กลับบ้านได้แล้ว”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..” ตี๋ใหญ่หัวเราะชอบใจยาวๆ

“ไป ไป ตี๋ใหญ่ขับรถดีๆ อีพรรณมันเขินจะม้วนได้อยู่แล้ว” เจ๊กเตี้ยแซวขึ้นอีก จนคุณนายศรีหน้าแดงอดหัวเราะตามไม่ได้ เด็กหนุ่มยกมือไหว้ไปรอบๆ ก่อนจะควบรถมอเตอร์ไซด์กลับไปตามทางเดิม

ถนนบ้านโคกอีรวยมืดแล้ว แต่เสียงหัวเราะของเจ๊กเตี้ย คุณนายศรี และแม่ใหญ่หงส์ก็ยังไม่จบ ถึงเม็ดหินศิลาแลงจะทำให้เจ็บเท้า แต่คุณนายศรีก็ยังมีรองเท้าฟองน้ำตราดาวเทียมรองรับ เธออมยิ้มขณะเดินกลับบ้าน ความสุขในค่ำคืนนั้นชั่งงดงามเหลือเกินสำหรับคุณนายซาอุฯอย่างเธอ ดาวเหนือเริ่มทอแสงพร้อมๆ กับดวงจันทร์ที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก แต่เธอก็หันหลังยิ้มให้มันไปตลอดทาง

“พรรณเอ้ย….แม่มีความสุขเหลือเกิน ฝันอยากเป็นนางพยาบาลก็ขอให้ได้เป็นเด้อลูก….อย่าได้ฝันอยากเป็นคุณนายซาอุฯ อย่างแม่เลย กว่าจะผ่านมันมาได้ แม่เกือบเอาตัวบ่รอด….เฮ้ยยยยย ชีวิตน้อชีวิต”

……….

จบ เปรียบเทียบ คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 18