คุณนายซาอุฯ บทที่ 19

เสี่ยวฮักเสี่ยวแพง
เสี่ยวฮักเสี่ยวแพง คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 19

เสี่ยวฮักเสี่ยวแพง

เกือบจะ 2 ทุ่มเข้าไปแล้ว โคมไฟริมถนนในตลาดส่องสว่างในรัศมีแคบๆ เป็นจุดๆ กระนั้นเมื่อผสานเข้ากับแสงไฟจากบ้านเรือนตึกแถวไม้เก่าๆ ตลอด 2 ข้างทางที่ยังไม่ปิดประตูเข้านอนก็มากพอจะขับไล่ภูตผีในจินตนาการไปได้….สวัสดิ์สามีของดากำลังเร่งเก็บของหน้าร้าน และขณะที่ประตูบานสุดท้ายกำลังจะปิด เสียงไรราก็ดังขึ้น

“เดี๋ยวสวัสดิ์อย่าเพิ่งปิด รอเฮาแน่”

“อ้าว! ไร มามืดๆ ค่ำๆ… มีธุระกับดาบ่” สวัสดิ์ถามพลางเปิดประตูไม้อีกบานให้กว้างขึ้น ขณะเดียวกันดาก็เดินออกจากหลังบ้านเจอเข้าพอดี

“อีไร มึงมาเฮ็ดหยังมืดๆ ค่ำๆ” ดาถามแต่เมื่อเห็นหน้าเพื่อนกำลังจะร้องไห้เธอก็ฉุดแขนดึงเข้ามาคุยในร้าน……………

………

อีก 2 วันต่อมา ดาก็เข้ามาหาวารีโดยมีคุณนายศรีที่เธอไปลากมาจากบ้านยืนสีหน้าไม่สู้ดีอยู่ด้านหลัง เริ่มจะมืดแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านโคกอีรวยกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวแลง แสงตะเกียง วิบๆ วับๆ จึงกระจายเป็นจุดๆ ไปตลอดถนนกลางหมู่บ้าน

“พี่นาง พี่นาง…เอื้อยดากับเอื้อยศรีมาหา” เสียงราตรีที่มาช่วยเลี้ยงหลานดังขึ้นที่นอกชาน ไม่นานวารีในชุดเสื้อคอกระเช้าลายดอกกุหลาบก็เดินออกมา

“อ้าว!…พวกสูมีอีหยังกันมามืดๆ ค่ำๆ”

“พอดีอ้ายทิดสวัสดิ์ไปดูวัวที่บ้านหนองบุกข้ามห้วย เลยขอมาด้วย ใจร้อนเรื่องอีไรนะ”

“อีไร มันเป็นหยังอีก” วารีถามขณะไต่บันไดลงมายืนรวมกับเพื่อน “อีศรี…มึงก็ดูบ่ค่อยดีเลย…มีเรื่องอีหยังกันอีก”

“อีวา กูเป็นห่วงอีไรมัน” คุณนายศรีจับมือวารีไปบีบแน่นๆ

“อีไรมันเข้าไปหากูเมื่อ 2 คืนก่อน มันเดินผ่านป่า ผ่านทุ่งไปคนเดียวด้วยนะ”

“มันเป็นบ้าติ…” วารีอดเหน็บเพื่อนไม่ได้ แต่ก็เผลอซี๊ดปากแบบคนพอเดาทางออก “กูฮู้แล้ว พวกมึงรอกูคราวหนึ่ง กูขึ้นไปหยิบจดหมายก่อน”

และไม่ถึง 10 นาที เพื่อนทั้ง 3 ก็มายืนอยู่ใต้ถุนบ้านของไรราที่เห็นแสงตะเกียง วิบๆ วับๆ บอกสถานะ

“ไร ไรเอ้ย อยู่บ้านบ่” วารีเรียกก่อนจะนำเพื่อนทั้ง 2 ไต่บันไดชักสู่ชานระเบียงโล่งที่ไร้หลังคา หมู่ดาวกำลังทอแสงแรกระยิบระยับจนขาวโพลนไปทั้งฟ้า

“วารี แม่นมึงบ่”

“เออ กูเอง อีดา กับอีศรีก็มานำ”

เมื่อไรราเปิดประตู เธอไม่กล้ามองคุณนายศรีตรงๆ และคุณนายศรีก็เลือกจะหลบอยู่หลังดาแบบคนประหม่าเช่นกัน “อ้าว!….พวกสูมีอีหยังถึงมาพร้อมเพรียงกันขนาดนี้…เดี๋ยวกูไปเอาสาดมาปูให้นั่งรับลมข้างนอกนี้ละเย็นดี”

เมื่อทั้งหมดเข้าที่ ดาก็ขยับเข้าไปจับมือไรราแล้วก็เอ่ยขึ้น “เฮา 4 คนเป็นเสี่ยวฮักเสี่ยวแพงกันเด่ กูนอนบ่หลับมา  2 คืน คิดแต่เรื่องของมึง”

คุณนายไรราแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแบบคนใจลอย…..

“พวกเฮาเคยสัญญากันข้อหนึ่งบ่แม่นติ ว่าเฮาทั้ง 4 คนจะบ่มีความลับต่อกัน”

“ดา….” คุณนายไรราพูดเพียงครั้งเดียวก่อนจะกลับไปมองท้องฟ้าตำแหน่งเดิมอีกครั้ง

“กูฮู้ว่ามึงคิดอีหยังอยู่และกูก็ฮู้ว่ากูห้ามมึงบ่อยู่ แต่กูเป็นเสี่ยวกับมึง อีหยังที่กูพอบอกพอแนะนำได้กูก็จะทำ” วารีขยับเข้าโอบกอดจากด้านข้างพลางวางจดหมายฉบับหนึ่งให้

“อีวารี….”

“มึงจะเฮ็ดงานประเทศซาอุดิอาระเบียแม่นบ่”

“อีวา…มึงฮู้ได้จั่งใด”

“อีดาบ่ได้บอกกูก็แล้วกันละ…แม่นอย่างที่กูเดาบ่”

“นี้มันคืออีหยัง….” คุณนายไรราถามวารีขณะที่มือรับซองจดหมายไปถือไว้ในมือ

วารีหันไปจ้องหน้าคุณนายศรีนิดๆ ก่อนจะตอบกลับไปเบาๆ ว่า “กูกับอีศรีสังเกตพฤติกรรมของมึงมาโดนพอสมควรแล้ว และพวกกูบ่น่าเดาผิด อีศรีมันอยากเอามาให้มึงเอง แต่มันก็บ่กล้า”

“มันคือที่อยู่ของเจ้านายเก่ากู ถ้ามึงไปและถ้าตกระกำลำบากก็ให้ไปหาเศรษฐีอาหลับ เขาจะช่วยมึงได้” คุณนายศรีพูดเบาๆ จากหลังดา ก่อนคุณนายไรราจะจ้องไปที่เธอผ่านม่านน้ำที่เริ่มจับผิวกระจกตาเต้นระริกในแสงดาว

“อีศรี อีศรี กู กู ขอโทษ กูขอโทษ” เธอเอาฝ่ามือปิดใบหน้าเรียวๆ ของตัวเอง เสียงสะอื้นดังลอดรูระหว่างนิ้วให้ได้ยิน ก่อนจะขยับเข้าไปกอดเพื่อนรักไว้แน่น “ฮื้อๆ เพราะความอยากเอาชนะมึงแท้ๆ กูถึงทำเรื่องเลวร้ายกับมึงสารพัด”

“ก็เพราะกูมีมึง-กูถึงมีวันนี้อีไร กูโกรธมึง กูสูญมึงแต่ก็บ่นาน กูสูญมึงบ่ลง เพราะกูกับมึงเป็นเสียวฮักเสี่ยงแพงกันมาตั้งแต่เด็ก ชิงดีชิงเด่นกันมาตั้งแต่เด็ก กูก็เลยทำใจได้” (สูญ=โกรธ) คุณนายศรีพูดพร้อมกับตบหลังปลอบเพื่อนไม่หยุด “กูเชื่อว่าคนอย่างมึงทำได้ คนอย่างมึงที่เคยเอาชนะกูทุกเรื่อง ครั้งนี้มึงก็จะผ่านและชนะกูอย่างเคย”

“อีศรี กูเฮ็ดกับมึงถึงขนาดนี้ มึงยังจะแอบช่วยกูอีก ฮื้อๆ กูขอโทษ กูขอโทษ มึงจะยกโทษให้กูได้บ่”

“กูก็บอกมึงแล้วเด่ ว่ามึงเป็นคนเฮ็ดให้กูเข้มแข็งขึ้น มึงเป็นคนเฮ็ดให้กูมีวันนี้ แล้วกูจะโกรธมึงได้อย่างไร” คุณนายศรีเช็ดน้ำตาให้คุณนายไรราก่อนจะจับหน้าให้มองเธอตรงๆ “กูบ่ยกโทษให้มึงดอก เพราะกูบ่เคยโกรธ บ่เคยแค้นมึงเลยสักนิดอีไรเอ้ย”

“อีศรี อีศรี…”

“ฮื้อๆ…อีไร อี เสี่ยวฮักเสี่ยงแพง ของกู….”

“เอาละๆ…ปรับความเข้าใจกันได้สักที เฮื้อย! หมู่เอ้ย พวกเอ้ย” ดาพูดจากอาการโล่งอก มือก็ปาดน้ำตาทิ้งหลัดๆ “แล้วนี้มึงจะไปกับไผ ไปมื้อใดละ”

“ไปกับพวกอีหวีบ้านหนองบุก ผู้หญิงไปนำกัน 3 คน” ไรราบอกก่อนจะถอนหายใจทิ้งยาวๆ “คงอีก 2 อาทิตย์นั้นละเพราะ 2 วันข้างหน้าจะไปตรวจโรคที่โคราชแล้วจะแวะไปทำหนังสือเดินทางเลย”

“มีหมู่มีพวกไปด้วยก็ดีแล้ว แต่จดหมายที่กูให้มึงต้องเก็บไว้ดีๆ เลยนะ ในนั้นมีเบอร์โทรศัพท์ด้วย มีอีหยังโทรไปหาเผิ่นโลด บอกว่าเป็นเพื่อนศรีไทยแลนด์ มีคนหนึ่งในบ้านพูดไทยได้ บ่ต้องเป็นห่วง”

“กูขอบใจหมู่สูหลายๆ ที่บ่ทิ้งกู….”

“เสี่ยวกันจะทิ้งกันได้นำติ สูว่าบ่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” วารีพูด พร้อมกับหัวเราะเบาๆ

“เออ…ไปให้ได้เงินได้คำ ร่ำรวยแล้วก็อย่าลืมเอาเงินมาใช้หนี้กูด้วยละ”

“ฮึ!…กูเคยติดหนี้มึงนำบ่อีศรี” ไรราขึ้นเสียงแบบคนไม่รู้เรื่อง

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า มึงจำตอนที่เฮาเป็นสาวๆ ไปเที่ยวงานบุญพระเจ้าใหญ่ได้บ่ มึงไปเห็นผ้าซิ่นตีนแดงของกู มึงเลยขอซื้อพร้อมกับบอกว่าบักทิดดอนจะมาจ่าย กระทั้งถึงวันนี้บักทิดดอนก็บ่เคยจ่ายเงินกูเลย”

“อีห่าขั่วมึง เว้าชื่อมันขึ้นมาเฮ็ดหยัง กูละสูญ (สูญ=โมโห)” คุณนายไรราเช็ดน้ำตาถอยมานั่งชันเข่าตรงๆ “บักห่าทิดดอนยังบ่จ่ายเงินมึงอีกตี้!…โอ้ย บักห่ามึงเอ้ย กูอยากจะฆ่ามันทิ้งแท้ๆ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า “ และเพื่อนทั้ง 3 คนก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน

“เออกูกลับจากซาอุฯ ก่อนเดี๋ยวจะจ่ายคืนให้”

“กูเว้าเล่นกับมึงซื่อๆ ดอก อีไร แค่กูได้มึงกลับคืนมา กูก็ดีใจหลายแล้ว” คุณนายศรีพูดพลางตบขาเพื่อน 2 ที

“แล้วอีดา มึงจะกลับบ้านอย่างไร มันดึกแล้วเด่ รึมึงจะนอนกับกู มื้ออื่นเซ่าค่อยกลับพร้อมรถเจ๊กเตี้ย”

“ขนาดมึงยังเดินไปหากูมืดๆ ค่ำๆได้เลย เป็นหยังคนอย่างกูจะเดินกลับตลาดคนเดียวบ่ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ก็คนกำลังสูญนะ เฮ็ดได้ทุกอย่างนั้นละ อีห่าขั่วมึง ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ผัวอีดาไปดูวัวอยู่บ้านหนองบุกข้ามห้วยเดี๋ยวจะแวะมารับที่บ้านเจ๊กเตี้ยหน้าวัดนั้นละ” วารีบอก

“มึงมีเพื่อน มีหมู่ไปนำกันขนาดนี้พวกกูก็บ่ห่วงแล้วละ ไปๆ แยกกันกลับบ้านกลับเฮือน ปานนี้ทิดสวัสดิ์คงนั่งรออีดาละ”

“ขอบใจหมู่สูหลายๆ ที่เป็นห่วง”

“ให้ได้เงินได้คำ กลับบ้านโคกอีรวยในแบบคุณนายซาอุฯ เต็มตัวอีกคนเด้อ” คุณนายศรีอวยพรส่งท้ายก่อนจะจับมือไรราเขย่าขึ้นลงแรงๆ

“แน่นอน อีศรี คนอย่างกูบ่มีทางยอมแพ้มึงอยู่แล้ว”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า….”

………

และค่ำคืนปลายฤดูฝน

เมฆมรสุมเริ่มทิ้งช่วง ท้องฟ้าและหมู่ดาวในยามค่ำกระพริบพร่างพราว ทางช้างเผือกก็ยังลากยาวข้ามฟ้าจากโนนบ้านมะกอกไปจนสุดบ้านโนนทุ่งที่เห็นอยู่ลิบๆ ในเงามืด ดอกข้าวที่เพิ่งจะแทงรวงเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาอาบ-ปะไปด้วยเกสรสีขาวราวกับปุยแป้งเล็กๆ กระนั้นเมื่อมองภาพรวมก็ยังเห็นทั้งหมดเป็นสีเขียวขจีสุดลูกหูลูกตาเช่นเดิม และที่กระท่อมปลายนาติดกับหนองกะเดาที่เห็นดอกบัวแดงสีชมพูกำลังเด่นบานรับแสงดาวเต็มหนองอยู่นั้น เสียงหนุ่มสาวพลอดรักลอยมาพร้อมกับสายลมเอื่อยๆ ยิ่งทำให้ความรู้สึกเย็นวาบลงไปอีกหลายองศา

“เป็นหยังบักมิตรคือเห็นเอื้อยสำลีช้ากว่าคนอื่น…คิดถึงทุกคืน จะขึ้นหาที่บ้านก็ไม่ได้ ต้องเดินข้ามทุ่งมารอเมียอยู่หนองกะเดาทุกๆ คืน บางคืน หลายคืนต้องทนนั่งตบยุงคนเดียวค่อนแจ้ง…” เงาของ 2 ร่างเปลือยเปล่าโอบรัดเลื้อยสลับกันขึ้นคร่อม…แสงดาวถึงจะน้อยนิดแต่ก็มากพอจะบอกสีเนื้อเป็นสีเนื้อชัดเจน

“หนุ่มน้อยบ้านใดน้อ คือปากหวานแท้ๆ….อ้า หน้าตาก็หล่อ จนอีสำลีอยากจะนอนหยุดเวลาอยู่ในอ้อมแขนเลยละ”

“บักมิตรคนนี้ก็คือกัน ถ้าหยุดเวลาได้ บักมิตรก็อยากหยุดอยู่บนเนินนมของเอื้อยสำลีคนเดียว…เอิ้นบักมิตรว่าผัวได้บ่ ได้บ่ เอิ้นผัวได้บ่”

“ขอเวลาอีกบ่โดนดอก….ให้อีสำลีมีเงินมีคำมากๆ กว่านี้ก่อน”

“แล้วเฮาจะหนีไปอยู่กรุงเทพฯ เป็นผัวเป็นเมียให้กันและกันอย่างสมบูรณ์”

“แม่น….แม่นหลายๆ…นี้คือความฝันของอีสำลีเลยละ”

“เมียจ๋า…ถ้าบักมิตรมีป้ายสีทองแขวนคอบอกมีคนจอง มีเจ้าของแล้ว สาวๆ บ้านหนองบุก, หนองเรือ คงบ่ให้ท่าได้ทุกมื้อดอกเนาะ….อ้า”

“ไผ อีหน้าไหน ทิดมิตร อีหน้าไหนมันกล้าเข้ามายุ่งกับชู้ฮักของกู บอกมา บอกมาเดี๋ยวนี้” สำลีขึ้นเสียงไม่พอใจ

“ก็ผู้สาวหลายบ้านหลายคน ไผๆ ก็มักบักมิตรทั้งนั้นละ บอกว่าบักมิตรบ่มีป้ายทองแขวนคอ แสดงว่าบ่ทันมีเจ้าของ….งามๆ ทั้งนั้นเด่เมียจ๋า”

“หึ!…อีสำลีบ่ยอม งานนี้อีสำลีบ่ยอมเด็ดขาด”

“บ่ยอมก็ไปหาซื้อป้ายทองมาแขวนคอให้บักทิดมิตรซะวะ บักทิดมิตรจะได้เป็นของเอื้อยสำลีคนเดียว”

“รถมอเตอร์ไซด์ ยังบ่พอใจอีกตี้!….”

ทิดมิตรไซ้ซอกคอจนเห็นสำลีเชิดใบหน้าอูมๆ สู่แสงดวงดาวที่อยู่ใกล้สวรรค์มากที่สุด “ในอนาคตอย่างไรเสียบักมิตรก็ต้องเป็นผัวเอื้อยสำลีอยู่แล้ว เงินผัวก็คือเงินเมีย เงินเมียก็คือเงินผัว เฮาเกือบจะเป็นชีวิตเดียวกันแล้วบ่แม่นตี้….สำลี เอื้อยสำลี เมียรักของบักมิตร หือ หือ แม่นบ่ที่รัก”

สำลีนิ่งก่อนจะโยกตัวที่เปลือยเปล่าขึ้นลง “โอ้ย โอ้ย….มื้ออื่นเซ่าไปรอเอื้อยที่นาพ่อใหญ่นิว เลยดอนปู่ตาเด้อ เอื้อยจะพาไปหาป้ายทองแขวนคอจองเป็นเจ้าของที่พยัคฯ แต่เช้า” (พยัคฯ=อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม)

“โอ้ย  เมียจ๋า เมียใจดีหล้ายหลาย จะบ่เฮ็ดให้ผัวหนุ่มน้อยคนนี้ฮัก คนนี้หลงได้อย่างไร เมียจ๋า เมียจ๋า”

และสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาทที่แขวนคอหนุ่มหล่อขับมอเตอร์ไซด์ก็ทำให้ชาวบ้านลือหนาหูขึ้นไปอีก กระนั้นคุณนายสำลีก็ยังไม่สะทกสะท้าน จดหมายบอกรักบอกคิดถึงผัวอีกคนที่กำลังทำงานอยู่ประเทศซาอุดิอาระเบียก็ยังหวานล้ำเกินคำบรรยาย

………

อ้ายทิดสัก สบายดีหรือเปล่าคะ สำลีอยู่ทางบ้านคิดถึงทุกค่ำคืน ทุกวันนี้สำลีได้แต่นั่งนับวันรอเวลาที่อ้ายจะได้กลับบ้าน กลับมาหาเมีย กลับมาอยู่ด้วยกัน เรา 2 คนจะได้ไม่ต้องพรากจากกันไปไหนอีก สำลีคิดถึงอ้ายทิดสักใจจะขาด บางคืนนอนคิดถึงจนเก็บไปฝัน  ฝันว่าได้อยู่ในอ้อมแขนของทิดสัก ฝันว่าเราได้อยู่บ้านหลังใหญ่ๆ ฝันว่าเรา 2 คนมีเงินมีทองมีหน้ามีตา และฝันดีๆ อีกมากมายจนเขียนไม่จบ

อ้ายทิดสักจ๋า….สุดท้ายนี้สำลีก็อยากให้อ้ายทิดสักฝันถึงแต่สำลีคนเดียว ห้ามฝันถึงคนอื่นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นอีสำลีเอาตายแน่ๆ

รักและคิดถึงทุกคืนทุกวัน

จุ๊บ! จุ๊บ! สำลีเมียรักที่รอวันกลับบ้านของผัวทุกคืนวัน

………

จบ เสี่ยวฮักเสี่ยวแพง คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 19