กระเรียนหลงฟ้า บทที่15

กระเรียนหลงฟ้า บทที่15 อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3 อ่านเพิ่มเติม กระเรียนหลงฟ้า บทที่15

กระเรียนหลงฟ้า บทที่13

กระเรียนหลงฟ้า บทที่13 อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3 อ่านเพิ่มเติม กระเรียนหลงฟ้า บทที่13

กระเรียนหลงฟ้า บทที่12

กระเรียนหลงฟ้า บทที่12 อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3 อ่านเพิ่มเติม กระเรียนหลงฟ้า บทที่12

กระเรียนหลงฟ้า บทที่8

กระเรียนหลงฟ้า บทที่8
กระเรียนหลงฟ้า8
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3

กระเรียนหลงฟ้า8

เล่ห์กุหลาบ

เบ็นซ์สีดำแล่นตามรถตู้เข้ามาจอดนิ่งๆ หน้าห้างสรรพสินค้า The M shopping center อีกคันที่แล่นตามมาก็แซงขึ้นมาจอดเทียบข้างๆ บอดี้การ์ด 10 คน ลงจากรถและกระจายตัวออกไปยืนระแวดระวังอยู่รอบๆ สักครู่ เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ หนึ่งในพวกเขาก็เดินเข้ามาเปิดประตูรถให้ต้องตะวันและดาบไผ่อย่างระมัดระวัง โดยมี อลัน ชูเบิร์ก ที่นั่งประกบอยู่ด้านหน้าเปิดประตูตามลงมาพร้อมๆ กัน บอดี้การ์ดเดินประกบคนทั้งสองเข้าไปในห้างสรรพสินค้าเป็นขบวนใหญ่ ผู้คนต่างมองพวกเขาตาไม่กระพริบ แรกๆ มันก็ทำให้ดาบไผ่รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่พอนานวันเข้าความอึดอัดก็กลายเป็นความเคยชินโดยไม่รู้ตัว

#นั่นไงเธอคุณชายประภาสกร หล่อมาก!#

#ไหนๆ…คนไหน#

#ไม่รู้ คงทั้งสองคนนั้นแหละ#

#เออๆ…หล่อและเท่ชะมัดโดยเฉพาะคนผิวคล้ำที่หน้าเหมือนญี่ปุ่น…ฉันจอง# เสียงจ้อกแจ้กจอแจในขณะที่พวกเขาเดินผ่าน แต่ชายหนุ่มทั้งคู่ยังนิ่ง การก้าวต่อไปข้างหน้าดูจะเป็นเรื่องที่สมควรที่สุดหากต้องการรอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกปลิงลมสันดานหนอน ที่กำลังจ้องจะเล่นงานพวกเขาอยู่ในขณะนี้

#คุณชาย The M เธอนั้นไงคุณชาย The M#

#คนไหน…#

#ทั้งสองคนนั้นแหละ พี่น้องกัน#

#คนขาวๆ ตี๋อินเตอร์ชะมัด# เสียงกระซิบที่แววเข้าหูทำเอาต้องตะวันถึงกับอมยิ้ม แต่บอดี้การ์ดก็ยังเดินนำไม่หยุด

……….

ในความทรงจำ…

“…เขาคือทายาทคนเดียวของ The M Group  ต้องอารักขาตลอด 24 ชั่วโมง…เราจะหวังพึ่งตำรวจไม่ได้อีกแล้ว เมียและลูกสาวอั๊ว ต้องมาตายก็เพราะเชื่อใจตำรวจไทย แต่สุดท้ายเป็นไง…ทุกวันนี้ยังตามตัวคนร้ายมาลงโทษไม่ได้…อลัน ลึเป็นคนเดียวที่อั๊วไว้ใจ ฝากดูแลคุณชายด้วย…” เป็นเสียงในความทรงจำที่ต้องตะวันใช้เตือนสติตัวเอง เขาไม่รู้สึกภาคภูมิหรือใดๆ กับตำแหน่งทายาทธุรกิจหลายหมื่นล้านของ The M Group การทำทุกอย่างไปตามเกมที่วางเอาไว้แล้วดูจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมและถูกต้อง แม้แต่เรื่องที่ถูกสั่งให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในเมืองไทยแทนที่จะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศก็ตามที พักหลังพอมีดาบไผ่เข้ามาเป็นเพื่อน ทุกอย่างก็รู้สึกผ่อนคลายลง

(ขอบใจมากเพื่อน…ขอบใจนายที่ยอมเป็นเพื่อนกับเรา) ต้องตะวันหันไปสบสายตาและยิ้มแทนคำพูดจากปาก

(เราต่างหากที่ต้องขอบใจนาย หากไม่มีบอดี้การ์ดเราเองก็คงจะไม่รอดเงื้อมมือของพวกปลิงลมสันดานหนอนเช่นกัน) ดาบไผ่ยิ้มแทนความรู้สึก…แต่นานวันเข้ามันกลับกลายเป็นมิตรภาพที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

บอดี้การ์ด 2 คนเดินนำผ่านเข้าไปในโถงกลางของห้างสรรพสินค้าโดยมีอลันและบอดี้การ์ด 4 คนเดินประกบไม่ห่างและอีก 2 คนคอยรั้งท้าย ที่เหลือก็แทรกปะปนไปกับผู้คน พวกเขาเดินผ่านน้ำตกจำลองแล้วขึ้นบันเลื่อนสู่ชั้น 2 ก่อนจะเลี้ยวซ้ายตรงไปยังลิฟต์ขนสินค้าที่ซ่อนอยู่หลังน้ำตกแห่งนั้น

“คุณชายเชิญ” อลันเอ่ยขึ้น แต่ต้องตะวันกลับไม่เต็มใจ

“ไปเถอะ มันปลอดภัยที่สุดแล้วละ” ดาบไผ่กระซิบพลางขยิบตาให้เหมือนจะบอกบางอย่างที่กำลังไม่ปกติด้านนอก อลันกดลิฟต์ขึ้นสู่ชั้น5 และมันก็ค่อยเลื่อนขึ้นจนกระทั้งประตูเปิดเสียงความเคลื่อนไหวและกลิ่นสาบจางๆ ของนินจาก็ทำเอาดาบไผ่ถึงกับผงะ

(พวกปลิงลมสันดานหนอน) เขาสำรวจซ้ายทีขวาทีแต่แล้วเสียงแห่งความตายก็ดังขึ้น…

“ทางนั้น” เขาชี้นำ แต่วัตถุปริศนาได้พุ่งแหวกอากาศใกล้เข้ามา ถึงจะไม่รู้ว่าเป้าหมายเป็นใคร แต่ดาบไผ่ก็ผลักต้องตะวันให้พ้นรัศมีสังหาร โดยตัวเขาเองก็ล้มไปอีกทาง

“มันอยู่บันไดเลื่อน” หนึ่งในบอดี้การ์ดตะโกนขึ้น เสียงกรีดร้องของผู้คนที่กำลังเดินจับจ่ายซื้อของดังลั่น หลายคนนอนราบไปกับพื้นและอีกหลายคนวิ่งหนีแตกกระเจิง บอดี้การ์ด 3 คนยืนถือปืนตั้งเป็นกำแพงรอบๆ พวกเขา อลันกดโทรศัพท์ ในมือแจ้งหน่วยรักษาความปลอดภัยให้ช่วยสกัดทางออกทุกด้าน สุดท้ายก็ไร้ร่องรอย พวกมันหายตัวได้ราวกับเป็นปิศาจจากโลกมืด…

“เสี้ยวจันทรา…อาวุธของพวกนินจา”

“เก็บมันไว้ แล้วเคลียพื้นที่ให้เรียบร้อย” อลันสั่งเสียงต่ำกับหน่วยรักษาความปลอดภัยที่พึ่งจะวิ่งกรูกันมาถึง

“ครับ คุณอลัน” หัวหน้า รปภ.ก้มศีรษะรับ อลันจ้องเขาตาขวาง ดูเหมือนจะโกรธจัดในเรื่องนี้

“อย่าให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก” เขาขู่เสียงลอดไรฟัน ก่อนจะพูดต่อเสียงดัง “นำทางคุณชายต่อไป” บอดี้การ์ดเก็บปืนแล้วเร่งเดินนำแทรกผ่านผู้คนที่กำลังตื่นตกใจไปอย่างรวดเร็ว อลันส่งสัญญาณนำพวกเขาเลี้ยวขวาตรงไปยังภัตตาคารจีนขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งเข้าไปกระจายตัวนั่งเสมือนเป็นแขกในร้าน อีก 2 คนคอยยืนระวังอยู่ด้านหน้าส่วนตัวเขาก็เดินนำคนทั้งคู่ไปยังห้องรับรองพิเศษที่อยู่ด้านในสุด

“คุณท่าน…เด็กๆ มาถึงแล้วครับ” อลัน ชูเบิร์ก แทรกกระซิบชายร่างอ้วนที่นั่งหันหลังให้

“อ้าว…มาฝากเนื้อฝากตัวกับท่านนายกและท่านรัฐมนตรีเร็วเข้า” เสียงคุณป๋าดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ต้องตะวันตรงรี่เข้าไปกระซิบบอกเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น จนสีหน้าคุณป๋าเริ่มแจ้งพิรุธ…

“คุณป๋าครับ…” ดาบไผ่กระแซะเตือน ซึ่งดูเหมือนคุณป๋าจะรับลูกได้ไวไม่น้อยไปกว่าเขา

“เอ่อ…ทุกๆ ท่านครับ” คุณป๋าพูดและหยุดหันมาพูดกับอลัน อลันรีบพยักหน้ารับก่อนจะเดินกลับไปนั่งรวมอยู่กับบอดี้การ์ด “เอ่อ…วันนี้ผมต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษสักหน่อย คือผมอยากจะแนะนำบุตรชายผม 2 คนอย่างเป็นทางการ…เผื่อวันข้างหน้าทุกๆ ท่านจะเรียกใช้ได้สะดวก” คุณป๋าพูดเสียงดังพลางฉีกยิ้มกว้างกระจายไปทั่วห้อง

“ยินดี…ยินดี ดูหน่วยก้านก็ยอดเยี่ยมทั้งคู่…มีโอกาส มีโอกาส ฮึๆ”

“ขอบคุณครับท่านนายก…” คุณป๋ากล่าวขอบคุณสั้นๆ เขาเริ่มแนะนำวนไปรอบโต๊ะ จนครบ

“นี่ครับ ต้องตะวัน ประภาสกร และ ดาบไผ่…เอ่อ…ธารารักษ์ บุตรบุญธรรมของผมอีกคน”

“ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” ต้องตะวันพูดเสียงมั่นใจเหมือนไม่ตื่นเต้นกับสังคมแบบนี้ ส่วนดาบไผ่ก็ได้แต่ยิ้มและก้มหัวให้ในแบบของเขา

#คนผิวคล้ำ หน้าเหมือนญี่ปุ่นนั้นละ…#

#ใช่เขาแน่หรือ#

#นัยน์ดวงตาบอกว่าใช่…แต่มันเป็นสิทธ์ของพวกอิงะก่อน#

#ฮึๆ…ฮึๆ ชักน่าสนใจแล้วซิ# และเสียงกระซิบกระซาบต่ำกว่าระดับที่คนทั่วไปจะได้ยินแววมาเข้าหูดาบไผ่โดยบังเอิญ เขากรอกลูกตาสำรวจเพื่อจะมองหาต้นเสียง

“โคงะนะครับคุณชาย คนของเราไม่มีอะไร” ฮายาชิเอียงตัวกระซิบราวจับตามองเขาทุกอิริยาบถ

“เอาละ เอาละ นั่ง นั่ง คนกันเองทั้งนั้นไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมากมาย” นายกรัฐมนตรีพูดยิ้มๆ พลางโปกมือโปรยยิ้มจนเกลื่อน…ดาบไผ่กับต้องตะวันนั่งคู่กัน…แต่ก็ยังเหลือเก้าอี้ว่างอีกตัว เหมือนมันกำลังรอใครอีกคนที่ยังมาไม่ถึง

“ท่านครับบุตรสาวคุณหญิงวิภาดา” เสียงเรียบๆ ของบอดี้การ์ดนายกรัฐมนตรีดังขึ้นที่ประตูทางเข้า

“อ๋อ!…เจ้าหญิงแห่ง พริ้นซ์เซสส์ไดมอล ครับท่าน” คุณป๋าโพล่งขึ้นแนะนำอีก และดูเหมือนจะกระตือรือร้นมากกว่าเมื่อสักครู่หลายเท่า

“ขอประทานโทษคะ ที่ดิฉันเสียมารยาท” เสียงอู้อี้เหมือนคนผิดดังตามขึ้นเบาๆ

“สวัสดีคะท่านนายก สวัสดีคะคุณป๋า…เมื่อเช้าคุณหญิงแม่คงโทรแจ้งให้ทราบแล้วนะคะ…คือท่านติดธุระด่วนที่ญี่ปุ่น เลยให้ดิฉันมาแทนนะคะ” เธอพูดเกรงๆ แต่ก็แข็งแรงไม่น้อย เธอเดินเข้ามาสวมกอดคุณป๋าที่กุลีกุจอตอนรับ ชุดราตรียาวสีโอโรสที่เธอสวมใส่พร้อมกับเครื่องประดับเพชรชุดใหญ่ ทำเอาบรรดารัฐมนตรีที่นั่งอยู่ก่อนแล้วถึงกับตกตะลึง  ดาบไผ่เองก็เห็นเธอตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในร้านพร้อมๆ กับบอดี้การ์ดสาวที่ดูทะมัดทะแมง 2 คน เขาอมยิ้มที่มุมปากให้กับความสวยสะพรั่งราวกับดอกกุหลาบสีเดียวกับชุด แต่ฉับพลันสายตาที่คมกริบก็จ้องเขม็งตรงมายังเขา บางอย่างที่มาพร้อมกันแทบจะแยกประสาทในหัวออกเป็นส่วนๆ… “โอ้ย!…” เขาอุทานพลางบังคับไม่ให้มีเสียงหลุดออกมา และมันก็เป็นคำสุดท้ายที่เขาได้ยิน (โอ้ย!…เกิดอะไรขึ้นกันแน่) เขาพึมพำอย่างคนไม่รู้เหนือรู้ใต้ เสียงพูดของต้องตะวันในระยะประชิดเบาแทบจับใจความไม่ได้ (เกิดอะไรขึ้น) เขาถามตัวเองพร้อมกับชำเลืองกลับไปที่เธอคนนั้นอีกที

“ทุกๆ ท่านครับผมขออนุญาตอีกครั้ง…บางท่านอาจจะคุ้นเคยและรู้จักเธอดีอยู่แล้ว แต่ผมขอแนะนำและฝากเนื้อฝากตัวทายาทคนเดียวแห่ง พริ้นซ์เซสส์ไดมอล เธอชื่อ นิลดา เกียติสกุล บุตรสาวคนสวยของ คุณหญิง วิภาดา เกียติสกุล ครับท่าน” เสียงพูดของคุณป๋าเบามากจนรับรู้เพียงแค่การอ่านริมฝีปาก หญิงสาวยกมือไหว้ไปรอบๆ จนกระทั้งแววตาที่ดูจะสะใจก็วนมาหยุดที่เขาจนผิดวิสัย

“ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล…เมื่อเช้าคุณหญิงวิภาดาก็ได้โทรมาแจ้งให้ทราบแล้ว” นากยกกล่าวเสริมพลางยิ้มบางๆคืนให้

“นิล…เพิ่งบินกลับจากญี่ปุ่น…ขอฝากเนื้อฝากตัวกับทุกท่านด้วยนะคะหากมีอะไรที่ พรินซ์เชสส์ไดมอลพอจะช่วยเหลือได้โปรดแจ้งกับคุณหญิงแม่ได้ทุกเวลา” เธอพูดพลางโปกมือไล่บอดี้การ์ดสาวทั้ง 2 คนให้ออกไปรอด้านนอก

“ลูกสาวของคุณหญิงวิภาดา หรอกหรือนี่…สวยเหมือนแม่ไม่มีผิด” เสียงรัฐมนตรีมหาดไทยที่นั่งถัดจากนายกพูดเย้า เขาทำตากะลิ้มกะเหลี่ยอย่างไม่ระมัดระวัง…เธอเผยอมุมปากแสยะยิ้มกลับไปให้อย่างมีเชิง…และก็ไม่วายชายหางตามาตกที่ดาบไผ่อีกเป็นครั้งที่ 3

“ใช่สวยเหมือนแม่…อ้าว อ้าว นั่ง นั่ง คนกันเองทั้งนั้นไม่ต้องพิธีรีตองมาก…มาๆ เราดื่มเพื่อต้อนรับเจ้าหญิงแห่ง พรินซ์เชสส์ไดมอล กันเถอะ” นายกรัฐมนตรีนำ ดาบไผ่เห็นเธอหยิบแก้วบรั่นดีที่วางอยู่ชูสูง

“ขอบคุณคะที่ให้เกียรตินิล” เธอพูดพร้อมกับจิบมันนิดๆ

“สวัสดีคะ… พี่ต้องตะวัน พี่ดาบไผ่” เธอทักเหมือนคนเคยรู้จักมานาน ต้องตะวันรับไหว้ทั้งๆ ที่ยังไม่หลุดภวังค์ ดาบไผ่เองก็ยกมือรับไหว้ทั้งๆ ที่ประสาทหูเกือบจะหยุดทำงานไปแล้ว

“พี่ไผ่…พี่ต้องรู้หรือเปล่าคะว่านิลเอ็นติดและเป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยปีนี้”

“เหรอครับ…ยินดีด้วยแล้วนิลเอ็นติดคณะอะไรครับ” ต้องตะวันถาม แต่สายตาที่คมกริบของเธอยังคงเฝ้าจับตกที่ดาบไผ่เป็นระยะๆ

“นิเทศฯ คะ” เธอตอบ ดาบไผ่อ่านปากบางๆ ได้อย่างนั้น ความงามดุจกุหลาบสีโอโรสที่นั่งอยู่ตรงหน้าทำให้เขาแทบจะลืมไปเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น (นิลดา…)

(อย่าไว้ใจผู้หญิงที่มีดวงตาเป็นพิษ…อย่าไว้ใจผู้หญิงที่มีดวงตาเป็นพิษ) และฉับพลันเสียงสื่อที่นุ่มนวลราวกับสำเนียงของชายชราในชุดกิมิโนสีขาวก็ดังเตือนในหัว เหมือนต้องการปลุกให้สมองที่กำลังเคลิ้มฝันตื่นจากภวังค์แห่งความตาย (เกิดอะไรขึ้น) เขาถามตัวเอง และความอยากรู้ก็สั่งให้เขาจ้องเขม็งกลับเข้าไปในดวงตาที่กำลังจ้องเขาอยู่…

“อุ่ย!…” เสียงเธออุทานเบาๆ พร้อมกับสะบัดใบหน้าหนีไปทางอื่น

“นิล…เป็นอะไรครับ” ปากของต้องตะวันที่เขาอ่านได้

(นิลดา…เป็นอะไร) ดาบไผ่เองก็ชะงัก แต่เวลาเดียวกันประสาทหูของเขาก็เริ่มได้ยินเสียงพูดคุยอีกระดับ

“ไม่มีอะไรคะ…นิลรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะบรั่นดี…เพราะนิลไม่คุ้นเคยกับมัน”

“โอ้!…แย่จัง” ต้องตะวันอุทาน

“คุณนิล…” ดาบไผ่พลั้งปากเรียก เธอหันมาแวบเดียวก่อนจะหลบไปอีก

(เธอเป็นใครกันแน่นิลดา) เขาตั้งคำถามขึ้นมาลอยๆ เวลานี้ความสงสัยชักนำให้เขานึกถึงหญิงสาวที่ชื่อไหมจีนขึ้นมาอีกคน

“เรื่องหาเงินเข้าพรรค…ผมขอเสนอให้เราเร่งจัดงานแสดงเพชรและเครื่องประดับระดับโลกให้เร็วขึ้น”

“ผมเห็นด้วยกับท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์…เพราะเวลานี้เสถียรภาพของรัฐบาลเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก การที่จะดึงเพชรเม็ดสำคัญๆ มาแสดงในงาน…เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นเรื่องไม่ยาก” รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศพูดต่อ

“เพชรเม็ดแรกที่ผมอยากจะเห็นในงานนี้ คือ เพชรสีน้ำเงิน ที่มีชื่อว่า  หัวใจราชินี จากอังกฤษ” รัฐมนตีอีกคนที่นั่งข้างคุณป๋าเสนอความต้องการของตัวเองแต่ก็เผยอมุมปากมาทางคุณป๋าอย่างตั้งใจ

“พริ้นซ์เซสส์ไดมอลเห็นด้วย…และขอสนับสนับสนุนแนวความคิดนี้อย่างเต็มที่คะ” นิลดาสมทบอีกคน จนเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีในห้องหันมาจ้องเธอเป็นจุดเดียว “เออ…นิลเห็นว่ามันเป็นธุรกิจเกื้อหนุนนะคะ…คุณหญิงแม่จะต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน”

“ทั้งเก่ง สวย ฉลาด…ผมอดอิจฉาคุณหญิงวิภาดาไม่ได้จริงๆ” นายกกล่าวชื่นชม “หากงานนี้ผ่านที่ประชุมในต้นเดือนหน้าผมคงต้องรบกวนทั้ง The M และ พริ้นซ์เซสส์ไดมอล อีกมาก”

“ยินดีครับท่านนายก…” คุณป๋าตอบยิ้มหน้าบาน พร้อมกับหันไปพยักหน้าให้กับนิลดาอย่างมีความหมาย…

 

……….

……ความงามคืออาวุธอย่างหนึ่งของผู้หญิง

หากลุ่มหลงเข้าแล้วก็ยากจะชนะ…………..

ต้องตะวัน ประภาสกร

……….

จบ กระเรียนหลงฟ้า8 (บทที่8)

กระเรียนหลงฟ้า บทที่3

กระเรียนหลงฟ้า บทที่3
กระเรียนหลงฟ้า3
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3

กระเรียนหลงฟ้า3

แผนควบคุมตัว

#ว่าไง…#

#คณะวิศวกรรม…ถึงกระนั้นก็ไม่อยากให้คุณชายเข้ามายุ่ง#

#หุบปาก…แล้วทำตามที่อั๊ว! สั่ง#

#แต่ว่า…ทางมหาวิทยาลัยในลอนดอน…เออ#

#ยกเลิกซะ…เพราะเขาทั้งคู่จะต้องเรียนด้วยกัน…เป็นเพื่อนรักกันและเข้ากันได้ดี…แต่อย่าให้ไอ้ฝรั่งมันรู้เรื่องนี้เด็ดขาด#

#…นายท่าน#

#ตามนี้…#

……….

 หากโลกมืดเป็นโลกของชิโนบิโนะโมโนะหรือนินจา ดวงจันทร์คงเป็นโคมไฟส่องนำทางให้เหล่าเพชฌฆาตในยามวิกาลเป็นแน่แท้ และหากแสงดวงอาทิตย์คือวิถีแห่งคนกล้า “หนทางของอัศวินนักสู้” หรือ “มรรควิธีที่จะนำไปสู่ความเป็นซามูไร” ลัทธิบูชิโดก็จะเสมือนหนทางให้ซามูไรผู้ที่เห็นความตายเป็นสิ่งเบาบางยิ่งกว่าขนนกใช้นำทางไปสู้เป้าหมายเฉกเช่นเดียวกัน

อีก 1 เดือนต่อมา ดาบไผ่ ธารารักษ์ ก็ย้ายเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ต้องตะวัน ประภาสกร คือเพื่อนคนแรกที่เข้ามาตีสนิทพร้อมๆ กับเหล่าบอดี้การ์ดอีกสิบคน เขาไม่เคยถามเหตุผลจากเพื่อนใหม่ว่าทำไมต้องใช้บอดี้การ์ดมากมายถึงเพียงนี้ ได้แต่คาดเดาไปเองว่า อาจจะเป็นเพราะเขาคือลูกชายคนเดียวของเจ้าของธุรกิจห้างสรรพสินค้า  The M shopping center  ซึ่งมันอาจจะผิดหรือถูกก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาคิด มิตรภาพที่เกิดขึ้นสามารถเชื่อมต่อติดกันและกันได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ จนส่งผลให้เขากลายเป็นอีกคนที่ต้องอยู่ในวงล้อมของบอดี้การ์ดเหล่านั้นไปโดยปริยาย มันวิเศษทีเดียวที่อยู่ๆ ก็มีคนคอยระแวดระวังกันเขาให้ออกห่างจากพวกปลิงลมสันดานหนอน ที่เวลานี้พวกมันยิ่งลุกคืบเข้าใกล้เขามากกว่าเดิมหลายเท่า

“ผิดถนัด…ที่คิดว่าจะหนีพวกปลิงลมสันดานหนอน…” ดาบไผ่กดเสียงต่ำพร้อมกับชำเลืองออกไปนอกหน้าต่างของอาคารเรียนชั้น 5

“นายบ่นอะไรวะ” ต้องตะวันชะโงกหน้าเข้ามาถามในระยะประชิด

“เปล่า…ขอบใจนะ…เอ่อ อย่างน้อยเราก็ไม่ระแวง” ดาบไผ่ตอบและเป่าลมออกจากปากยาวๆ

“อีกแล้ว…ยิ่งฟังยิ่งงง”

“ไม่มีอะไร…คนหน้าตาดีก็พูดไปเรื่อยแหละ” ดาบไผ่ตอบกวนๆ แถมยักคิ้วทะลึ่งใส่

“หลงตัวเองไปไหมเพื่อน…”

“เอ่อน่ายอมๆ เค้าหน่อยเถอะพ่อรูปหล่อ…”

……….

……………..หากมิตรภาพซื้อได้ด้วยเงิน

ก็อย่าหวังจะได้เพื่อนแท้จากข้า…………..

ดาบไผ่ ธารารักษ์

……….

คุณป๋า The M

แสงยามเย็นไล่อาบปุยเมฆที่แผ่ขยายบางๆ สีขุ่นไม่ต่างอะไรกับแผ่นฟิล์มเคลือบสีอำพันกระจายทั่วท้องฟ้าทิศตะวันตก บางองศาลำแสงตกกระทบหลังคาอาคารเรียนสีแดงอยู่ห่างออกไป 2 ช่วงตึกสะท้อนกลับมาชวนให้รู้สึกถึงความร้อนที่ยังระอุอยู่ ไม่นานมันก็ค่อยๆ ลดอุณหภูมิลงตามเวลาที่ไม่ยอมหยุดพัก

(อยากกลับบ้าน) เป็นความโหยหาลึกๆ เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อช่วงเวลาเดินทางเข้าสู่เส้นคาบเกี่ยวระหว่างความมืดกับแสงสว่าง วันไหนเมื่ออาทิตย์กำลังจะหลับและมีดวงจันทร์คอยรับแสงสะท้อนสุดท้าย มันสามารถหยุดทุกอย่างของเด็กหนุ่มจากจังหวัดเพชรบุรีได้โดยไม่มีเหตุผล

……….

  ……………………….แสงอำพันประหนึ่งเสียงรำพัน

แสงสุดท้าย ก็ประหนึ่ง เสียงสุดท้ายจากข้าเช่นกัน

ดาบไผ่ ธารารักษ์

……….

อยากกลับบ้านดาบไผ่หลุดเสียงละเมอลอยๆ อย่างที่เคยเป็น…ขณะเดียวกันต้องตะวันที่นั่งข้างๆ ก็ขมวดคิ้วสงสัยจ้องไปที่เขา

“นายว่าอะไรนะ…ได้ยินไม่ถนัด”

“เอ่อ…เปล่า” เขาปฏิเสธและกลบเกลื่อนด้วยการหันไปเช็คข้อมูลที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่นานนัก อลัน ชูเบิร์ก พี่เลี้ยงฝรั่งร่างยักของต้องตะวันก็เดินนำบอดี้การ์ดตรงเข้ามาหา

“คุณชาย…เชิญครับ” สำเนียงภาษาไทยชัดเจนจนดาบไผ่แปลกใจ เขาก้มหัวแทนการบังคับจนต้องตะวันออกอาการหงุดหงิด

“ช้านิด…ช้าหน่อย…คุณป๋าไม่ว่าอะไรหรอกน่า” ต้องตะวันกระแทกเสียง ในขณะกำลังนั่งเช็คข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว…สักครู่เขาก็ยื่นใบหน้าไปกระซิบดาบไผ่ที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ไผ่…เสาร์-อาทิตย์นายว่างใช่ไหม”

“อื้อ!…” ดาบไผ่ตอบ แต่สายตาก็ยังวุ่นวายอยู่ที่เดิม

“ถ้าอย่างนั้น….ไปหัวหินกัน…ขากลับจะได้แวะไปเที่ยวบ้านนายด้วยเป็นไง”

“…….”  ดาบไผ่มองหน้าเพื่อน เขายิ้มบางๆ ก่อนจะรีบจัดเก็บข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์และปิดลง

“ว่าไง…”

“รีบปิดคอมฯ ซิ…จะได้ไป” ดาบไผ่พูดด้วยน้ำเสียงที่ยินดีสุดๆ เพราะใจเขาเวลานี้มีดาบซามูไรเล่มยาวรอเขาอยู่

“เชิญครับ คุณไผ่ คุณชาย เดี๋ยวคุณป๋าจะรอนาน” อลันกระตุ้นอีกบอดี้การ์ด 2 คนเดินเข้ามาถือกระเป๋าคอมพิวเตอร์ของคนทั้งคู่เดินนำล่วงหน้าไปก่อน

รถเบนซ์สีดำ 2 คันนำพวกเขาออกจากกรุงเทพฯ มุ่งตรงสู่บ้านพักตากอากาศที่หัวหิน โดยมีรถตู้สีบลอนอีกคันคอยวิ่งนำหน้าเบิกทางอยู่ไม่ห่าง

อีก 2 ชั่วโมงต่อมาพวกเขาก็มาถึงที่หมาย แดดสุดท้ายหมดไปเมื่อชั่วโมงเศษๆ ความมืดและกลิ่นแปลกแยกคล้ายๆ กับคนที่เขาเกลียดชังยิ่งกว่าปลิงลมสันดานหนอนโชยมาแตะจมูก ดาบไผ่ชะงักทันทีที่ประตูรถเบนซ์เปิดแต่ก็จำต้องเดินคู่กับต้องตะวันไม่หยุด พวกเขาตรงไปยังบ้านพักที่สร้างติดชายหาดสีขาว หลังคาสีเงินงานปูนปั้นสไตส์นีโอคราสสิคช่วยเสริมให้เกิดพลังบางอย่างเด่นชัดออกมา ดาบไผ่เดินเงียบๆ ด้วยท่าทีอึดอัด แสงไฟจากดวงโคมรอบๆ สนามหญ้าสว่างไสวไปทั่วบริเวณ มันเผยให้เห็นบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทกระจายตัวอยู่รอบๆ รั้วสูง และอีก 3 ถึง 4 คน ก็กำลังยืนจับกลุ่มพูดคุยที่ป้อมยามประตูที่เพิ่งผ่านเข้ามาเมื่อครู่

“คุณหนู…มาถึงแล้วหรือคะ” แม่บ้านรูปร่างอ้วนทักทายในแบบของเธอทันทีที่พวกเขาก้าวผ่านประตูเข้าไปด้านใน เธอยิ้มหน้าบานก่อนจะเดินนำไปยังห้องนั่งเล่น เหล่าบอดี้การ์ดที่ตามมาหยุดกระจายอยู่ที่หน้าเฉลียงทางเข้า มีเพียงอลันคนเดียวเท่านั้นที่ถือกระเป๋า 2 ใบเดินต่อตามเข้าไปด้านใน

“พอทีเถอะครับ…ผมไม่ใช่คุณหนูตัวเล็กๆ ของป้าแล้วนะ” ต้องตะวันว่าให้แต่ไม่จริงจังนัก

“คุณ ห….เอ่อ วันนี้ป้าทำน้ำสำรองเอาไว้แก้วใหญ่ คุณ ห…เอ่อจะรับเลยหรือเปล่าคะ” เธอพูดติดๆ ขัดๆ…หน้าแดงเหมือนคนทำผิด ทันทีที่ทั้งหมดนั่งลงที่โซฟาหนังสีดำอลันก็แทรกขึ้นอย่างรำคาญ “ไปเอามา 2 แก้ว แล้วจัดผลไม้มาชุดหนึ่ง” เธอพยักหน้ารับก่อนจะเดินซอยเท้าสั้นๆ หายเข้าไปด้านหลัง แต่ก็ไม่วายจะชายตามองมายังดาบไผ่เป็นระยะๆ

“เดี๋ยวป้า…คุณป๋าอยู่ที่ไหน”

“คุณท่านว่ายน้ำอยู่ที่สระหลังบ้านคะ คุณหนู” พูดจบเธอรีบเอามือปิดปากตัวเอง เหมือนจะรู้ว่าได้หลุดคำที่ไม่พึงประสงค์ออกมาแล้ว อลันโปกมือไล่อีกหลายที เธอจึงหันหลังแล้วเดินซอยเท้าเป็นตุ๊กตาไขลานหายลับมุมห้องไป

“แกล้งคนแก่นะ…บาปนะคุณชาย” อลันเหน็บเข้าให้ ทั้งสามมองหน้ากันขำๆ ก่อนจะเป็นต้องตะวันที่ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเป็นคนแรก  “ฮ้า ฮ่า ฮา ฮา”

……….

ต้องตะวันเคยเล่าถึงชะตากรรมที่เกิดกับครอบครัวประภาสกรให้ดาบไผ่ฟัง เมื่อเขาเผลอถามถึงที่มาของบอดี้การ์ดที่ดูจะโอเวอร์ไปหน่อยว่า เมื่อหลายปีก่อนแม่และน้องสาวถูกกลุ่มคนที่ไม่แสดงตัวอุ้มไปสังหารในเขต อำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี อย่างไม่มีสาเหตุชักนำ พวกมันเผาทั้งคู่ในรถยนต์ส่วนตัว มีเพียงกระดูกและกำไลข้อมือทองคำขาวประดับอำพันของแม่เท่านั้น ที่พอระบุได้ว่าว่าเป็นบุคคลทั้ง 2

“คนพวกนั้นโผจากเงาสู่เงา อาศัยความมืดเป็นพาหนะคุณป๋าบอกว่าพวกมันเป็นนินจา ที่ถูกว่าจ้างมาจากญี่ปุ่น”

“นินจา…” ดาบไผ่อุทาน พาลให้นึกไปถึงพวกปลิงลมสันดานหนอนขึ้นมาหลอน “แล้วตำรวจเล่นงาน…นินจา พวกนั้นได้ไหม”

“ไม่…ศักยภาพของตำรวจไทยไม่ถึง…” ต้องตะวันหยุดหายใจเพื่อระบายความเจ็บปวด “มันจึงเป็นที่มาของบอดี้การ์ดที่เราแสนจะรำคาญ…ดีนะที่มีนาย” เขาโน้มตัวกระซิบ

ความเจ็บปวดในครั้งนั้นกลายมาเป็นบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทายาทที่เหลือเพียงคนเดียวของ The M Group จะต้องปลอดภัยและสง่างาม…อนาคตกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งกำลังรอเขาอยู่ เงินทุนสนับสนุนที่คุณป๋าเป็นหลักให้พรรคการเมืองในรัฐบาล จึงเสมือนพรมแดงกรุยทางเอาไว้สำหรับเขา

(นินจา…นินจา…ใช่แน่ๆ ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน) ดาบไผ่คิดวนระหว่างเดินคู่กับต้องตะวันผ่านซุ้มประตูสูงหลังบ้าน

“สวัสดีครับคุณป๋า” ดาบไผ่ทักทายขึ้นก่อน ต้องตะวันเดินเข้าไปหาชายร่างอ้วนวัยเกือบ 70 ในชุดกางเกงว่ายน้ำตัวเดียว ที่นอนจิบไวท์อยู่บนแพยางในสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน

“หวัดดีป๋า”

“อ้าว…ดาบไผ่มาด้วยกันหรือ ดีๆ ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำซะ วันนี้คุณป๋าไปได้กุ้งมังกรที่ท่าเรือมา 4 ตัว อาหารเย็นนี้เชียบ! แน่ๆ” คุณป๋าพูดเสียงดังอย่างได้อารมณ์

“ถ้าอย่างนั้น…เราขอตัวนะป๋า เจอกันที่โต๊ะอาหาร” ต้องตะวันพูดและหันหลังเดินเข้าไปในบ้านทันที แต่สายตาที่เต็มไปด้วยเลศนัยของชายวัยใกล้ 70 กำลังจ้องตามแผ่นหลังทำให้ดาบไผ่จับได้และยากจะเข้าใจมัน “เชียร!…” คุณป๋ายกแก้วไวท์ในมือขึ้นสูงก่อนจะจิบมันจนหมดในคราเดียว… “หึๆ”

……..

 หลังอาหารเย็น

ฟ้ารัตติกาลเปิดด้วยแสงจันทร์สีเงินยวง มันสว่างกระจ่างกระทบเกลียวคลื่นทะเลหัวหินสาดสะท้อนเกิดแสงต่างมุมระยิบระยับจนจินตนาการเป็นฝูงปลาขนาดเล็กเทียวกระโจนล้อคลื่นเล่นแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญได้ไม่ยากนัก

ต้องตะวัน ดาบไผ่ และคุณป๋าออกมานั่งย่อยอาหารที่เก้าอี้สนามติดกับชายหาดส่วนตัวรูปจันทร์เสี้ยวที่กำลังสะท้อนแสงจันทร์จนขาวโพลนโค้งไกลจนลับหายเข้าไปในความมืด เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังซ่าๆ ตลอดเวลามันได้หอบเอากลิ่นเกลือจางๆ มาด้วย แต่บางครั้งมันก็มีกลิ่นแปลกแยกของพวกปลิงลมสันดานหนอนปนมาเสียจนดาบไผ่อยากจะอาเจียนทิ้งชุดใหญ่ นั้นแสดงว่าพวกมันยังติดตามเขาไม่เลิกแม้กระทั้งที่นี้ แต่สำหรับคืนนี้เขาอยู่ในวงล้อมของบอดี้การ์ดเกือบ 50 คน จึงไม่มีอะไรที่ต้องระแวง…

(…ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน) กระนั้นก็อดกล่นด่าไม่ได้…

“เครื่องดื่มได้แล้วครับคุณท่าน” บอดี้การ์ดประจำตัวรายงาน เขาวางแก้วปากกว้างที่มีน้ำใสๆ ลอยอยู่ ไม่วายจะชายหางตามาตกที่ดาบไผ่อย่างไม่ระมัดระวัง

“คุณชาย!…” เสียงเรียกติดอยู่ในลำคอ เขารีบวางถาดผลไม้ด้วยท่าทีรีบรน ก่อนสายตาของคุณป๋าจะบอกให้หลบไป

“ไม่มีอะไรหรอกเด็กใหม่…มันคงสับสนไม่แน่ใจว่าใครเป็นใคร เดี๋ยวอีกหน่อยก็คุ้นกันไปเอง” คุณป๋าแก้ต่างแทนพลางยกเครื่องดื่มที่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ขึ้นจิบบางๆ

“ครับ…” ดาบไผ่ตอบ ต้องตะวันพูดแทรกและเริ่มเล่าเรื่องของดาบไผ่ให้คุณป๋าฟังอย่างละเอียด ดาบไผ่เองก็ไม่ได้ติดใจว่าเรื่องเกิดขึ้นกับตัวเองจะเป็นความลับ เขาได้แต่นิ่งฟังขำๆ จนเพื่อนเล่าจบ

“เออ…แปลกมาก…ชายชราในชุดกิโมโนสีขาว” คุณป๋าอุทาน

“เขาเรียกชื่อใครบางคน…เป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยนะป๋า…น่าขันจริงๆ…ชื่ออะไรนะนะ…..เราจำไม่ได้”

“อู คา ชิ  เซ ดะ…” ดาบไผ่บอกเสียงสำหรับ 3 คน

“หา!…อูคาชิ เซดะ…” แต่เสียงอุทานตกใจของคุณป๋าในนาทีนั้นก็ดึงความสนใจไปจนหมด “อูคาชิ เซดะ…อูคาชิ เซดะ” คุณป๋าทวนชื่อนั้นซ้ำๆ และเบาลงในลำคอก่อนจะหันไปยกเครื่องดื่มขึ้นมาซดพรวดเดียวจนหมด “อูคาชิ เซดะ!” เสียงสุดท้ายที่เปล่งออกมาดูเหมือนจะมีความเกลียดชังเจืออยู่

“ครับ…” ดาบไผ่พยักหน้าทั้งที่ไม่เข้าใจ

“อูคาชิ  เซดะ!” คุณป๋าเรียกชื่อนั้นออกมาอีก…แล้วก็เงียบไป

“ป๋า…เงียบเลย อึ้งละซิ ไผ่เขาไม่เคยพูดเล่นหรอก…” ต้องตะวันล้อเสียงสูง ขณะเดียวกันดาบไผ่ก็กระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับเพิ่มแสงให้เห็นอารมณ์ที่กำลังเด่นชัดออกมาจากแววตาคู่นั้น

(คุณป๋าเป็นอะไร…) เขาตั้งข้อสงสัย “ผมเพียงอยากรู้ว่าคนที่ชื่อ อูคาชิ เซดะ เป็นใครแค่นั้นเอง” ดาบไผ่จงใจจะตอกย้ำ…

“…ป๋ารู้สึกเหมือนไม่ค่อยสบาย…เราสองคนอย่านอนดึกละ…” คุณป๋าตัดบทลุกเดินหายเข้าไปในบ้านเอาดื้อๆ “อูคาชิ เวดะ อูคาชิ เซดะ” แต่ก้ไม่วายจะท่องชื่อด้วยอารมณ์ขุ่นมัวราวกับท่องบทสวดมนต์

“อ้าว…ป๋าไปซะแล้ว”

(…เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่…) และทันใดนั้นเสียงสื่อจากชายชราในชุดกิโมโนสีขาวก็ดังขึ้นมาในหัว (ข้าจะปลุกเจ้าให้ตื่นขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับพวกมัน)

“ต้อง…นายได้ยินเสียงอะไรไหม”

“เสียงคลื่น เสียงลม…วู้! โรแมนติกพิลึกนายว่าไหม” ต้องตะวันตอบอย่างคนไม่ทันฉุกคิด

ดาบไผ่ได้แต่ไล่สำรวจไปรอบๆ ราวจะมองหาใครบางคน

(ท่านเป็นใครกันแน่)

……….

บางครั้งเพียงแววตาก็บอกความหมายได้มากกว่า

1,000 คำพูดจากปาก…………………………………

ดาบไผ่ ธารารักษ์

………..

จบ กระเรียนหลงฟ้า บทที่3