อนุชาย ตอนที่ 26

อนุชาย ตอนที่ 26
อนุชาย ตอนที่ 26 ห้องสีขาว

เมื่อคุณหญิงพวงพรกับอนุชาติมาถึงโรงพยาบาล พวกเขาก็ตรงดิ่งสู่ห้องฉุกเฉิน เกือบ 4 ทุ่มแล้ว แพทย์เวรประจำโรงพยาบาทอำเภอเล็กๆ ยังเป็นนายแพทย์ฝึกหัด เขายังจับเครื่องไม้เครื่องมือบางตัวไม่ชำนาญด้วยซ้ำ

“ดิฉันเป็นแพทย์” คุณหญิงพวงพรโชว์บัตรให้พยาบาลเห็น “เอาเสื้อกาวน์มาให้ฉันที คงต้องลุยเองละ…อนุชาติ”

“ครับคุณพี่…ฮื้อๆ” เขายังร้องไห้ไม่หยุดตั้งแต่เห็นหน่วยฉุกเฉินลากร่างเปียกชุมสีแดงฉานลงมาจากรถ

“เธอรอฉันอยู่ข้างนอกอย่าไปไหนเด็ดขาด…ใจเย็นๆ พวกเขาต้องรอด ฉันให้สัญญา”

“ครับคุณพี่”

เมื่อคุณหญิงพวงพรตรงดิ่งเข้าไปหา 2 ร่างที่นอนนิ่งคู่กันอยู่บนเตียง เธอเลือกจะเข้าไปเช็คชีพจรของอนุชัยที่มีเลือดท่วมตัวเป็นอันดับแรก โดยมีพยาบาลวิ่งควักไขว่ไปมารอบๆ เสร็จเธอก็ตรงดิ่งไปหาบุตรชายที่โดนกระสุนฝั่งในบริเวณอกด้านซ้ายอีกคน

“ที่นี่เรามีเลือดกรุ๊ป AB RH- หรือไม่คะ” คุณหญิงพวงพรถามอย่างคนมีประสบการณ์กับนายแพทย์ฝึกหัดที่ใส่แว่นหน้าตี๋ๆ

“มีแต่ AB RH+ อยู่ถุงหนึ่งครับคุณหมอ” เขาตอบเร็วๆ

“ลองให้พยาบาลโทรเช็คโรงพยาบาลใกล้เคียงทีซิ เผื่อว่าจะโชคดี” เธอกดเสียงต่ำขณะที่มือยังทำงานไม่หยุด

“ครับ ได้ครับ” นายแพทย์หนุ่มหมุนตัวเดินไปสั่งพยาบาลที่โต๊ะแล้วก็เร่งฝีเท้าเข้ามาสมทบอีก

“เธอไปดูลูกชายฉันก็แล้วกัน คนนั้นเลือดกรุ๊ป A ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก ส่วนคนนี้ฉันเองดีกว่า”

“ครับๆ”

แพทย์พยาบาลต่างเร่งมือช่วยเหลือชีวิตคนทั้งคู่กันจ้าระหวั่น สักพักพยาบาลสาวก็วิ่งเข้ามารายงาน

“ดิฉันเช็คโรงพยาบาลรอบๆ ในรัศมี 100 กิโลเมตรทั้งหมดแล้วคะคุณหมดเลือดกรุ๊ป AB RH- ไม่มีเลย แต่มีรายชื่อคนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้อยู่อำเภอกบินทร์บุรี และนครนายก ดิฉันจะให้คนตามให้”

คุณหญิงพวงพรนิ่งวิเคราะห์  “4 ทุ่มกว่าแล้วนะ อย่างไรก็ไม่ทันแน่ๆ  แต่เรามี RH+ อยู่ใช่ไหม”

“คะคุณหมอ” เธอตอบอย่างคล่องแคล้ว

“ถ้าอย่างฉันก็ยังพอมีวิธี….เออๆ…เธอเห็นผู้ชายที่สวมเสื้อสีน้ำเงินลายขาวที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องไหม”

“คะคุณหมอ”

“ไปบอกให้เขาเตรียมพร้อมไว้….เขา RH- แต่ปัญหาคือเลือดเขาน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย”

“คะได้คะ”

“เธอต้องสู้นะอนุชัย….ป้าอยู่นี้แล้ว เราจะสู้ไปพร้อมกัน โอเคไหม” คุณหญิงพวงพรกระซิบ ก่อนจะลุยงานที่เคยชินอย่างคนชำนาญ

(หมายเหตุ  ถ้าเกิดกรณีฉุกเฉิน ผู้ป่วยต้องการ Rh- ในจำนวนมากเพราะกำลังตกเลือดอย่างหนัก มีวิธีแก้คือให้ Rh+ เข้าไปก่อน  พอผู้ป่วยดีขึ้น เลือดเริ่มหยุดไหล ผ่าตัดเย็บแผลแล้ว ค่อยเอา Rh- ที่มีไม่มากนักใส่เข้าไปตบท้าย เพราะ Rh+ที่ใส่เข้าไปในตอนแรกมันจะไปหล่อเลี้ยง แต่หลังจากนั้นมันจะออกมาเพราะตกเลือดอีกครั้ง แต่การที่จะให้ Rh+ กับผู้ป่วยที่เป็น Rh-  ทำได้แค่หนึ่งครั้งเท่านั้น เพราะว่าร่างกายของผู้ป่วยเป็นเนกาทีฟ พอรับเอาเลือดโพสิทีฟเข้าไป จะมีการสร้างแอนตี้บอดี้ ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ถ้าให้ครั้งต่อไปอาจทำลายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก…https://board.postjung.com/704450.html)

เมื่อคนทั้งคู่พ้นขีดอันตรายคุณหญิงพวงพรจึงสั่งย้ายไปยังโรงพยาบาลของเธอในกรุงเทพฯ ทันที….

แสงสีขาวนวลดันทุกสิ่งเป็นสีขาว ขาวตั้งแต่เพดาน แสงไฟ ผนังลามมาจนถึงผ้าปูที่นอนหมอนและชุดที่สวมใส่ (มันที่ไหนกันน้อ!)อนุชัยกำลังใช้สมองเรียบเรียง แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังนึกไม่ออกกระทั้ง

“เป็นไงบ้างอนุชัย…ตื่นแล้วรึ”

เขาพลิกศีรษะเอียงไปตามทิศที่มา คุณหญิงพวงพรในชุดกาวน์สวมถุงมือสีขาวยิ้มให้  สมองเขาเริ่มทำความรู้จักเธอกระทั้งความทรงจำสิ่งแรกกลับมา และสิ่งที่อยากจะรู้ต่อจากนั้น

“ไอ้คุณละครับ” พูดจบเขาก็หลับตา

“คนไหนจ้ะอนุชัย…” คุณหญิงพวงพรไม่รู้มาก่อนว่าอนุชัยเรียกลูกชายเธอด้วยสรรพนามนี้

เขาลืมตาแล้วก็เผลออดขำไม่ได้ “เอ่อ ผมหมายถึงชานนท์นะครับ”

“อ้อ!….เอ้!…เธอ 2 คนอะไรกันนะ คนนั้นตื่นก็ถามหาคนนี้ คนนี้ตื่นก็ถามหาคนนั้น….ฮิๆๆ เขานอนอยู่เตียงข้างๆนี้แหละจ้า ลองพลิกไปดูซิ พึ่งจะหลับเมื่อกี่เอง” คุณหญิงพวงพรถอดถุงมือจนได้ยินเสียงดังแปะ แปะก่อนจะบีบแอลกอฮอล์ข้างเตียงล้างมือที่เปลือยเปล่า

“สมรกับศักดาดิ์ก็มาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ พวกเขากำลังคุยกับ….เอ่อ” เธอเชิดหน้าราวกำลังคิดถึงความเหมาะสม ก่อนจะกลับมาจ้องเขาอีก “กำลังคุยกับพ่อแท้ๆ ของเธออยู่ด้านนอก”

“พ่อ พ่อแท้ๆ…..ของ ของผมเหรอ….” อนุชัยออกเสียงคล้ายคนขาดความมั่นใจ

“จ้ะ…พ่อแท้ๆ ที่มีเลือดกรุ๊ป AB RH- เช่นเดียวกับเธอ เขาเป็นคนช่วยชีวิตเธอนะรู้ไหม…. ป้าหมายถึงอนุชาตินะ เขาเป็นคนเลือดน้อย ลำพังตัวเองก็จะเอาตัวไม่รอด แต่เขาก็พร้อมจะเสี่ยงเพื่อลูกชายอย่างเธอนะ….เดี๋ยวป้าจะไปตามมาให้” คุณหญิงพวงพรกำลังจะลุกแต่อนุชัยก็คว้าแขนเธอเอาไว้อย่างคนประหม่า

“เอ่อ ขอโทษครับคุณป้า….ผมไม่รู้จะเริ่มต้นพูดกับเขาอย่างไร”

“ฮ่าๆ อุ้ย!เด็กคนนี้นิ….ก็เริ่มต้นด้วยรอยยิ้มที่ตาชายมักจะบอกว่า เธอใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝี่ปากไงละ…ง่ายจะตาย…เอานะไม่ลองไม่รู้”

“ถ้าอย่างนั้นผมขอคุยกับแม่สมรกับพ่อศักดิ์ดาก่อนละกัน” อนุชัยใช้สายตาวิงวอน

“อย่างนั้นก็ได้”

อนุชาย ตอนที่ 26 ห้องสีขาว

เมื่อสมรเห็นอนุชัยลืมตายิ้มให้เธอ เธอถึงกับร้องไห้จนพูดไม่ออก ได้แต่ลูบคลำบีบมือเขาไปมา ศักดิ์ดาคุยกับเขาหลายคำก่อนจะชวนเธอออกไปข้างนอก และต่อจากนี้เป็นนาทีเปิดตัวครั้งแรกสำหรับพ่อ-ลูก เขาคิดและกังวลสารพัด กระทั้งชายที่ดูคล้ายเขาในอีก 30 ปีข้างหน้ามายืนยิ้มฉ่ำๆ ที่ปลายเตียง  เขารู้สึกเขินแต่ก็ยิ้มเบิกทางตามที่คุณหญิงพวงพรแนะนำ อนุชาติเดินมานั่งลงข้างๆ ก่อนจะดึงมือเขามาบีบกุม ใบหน้าเขายังยิ้มฉ่ำๆ จนเกือบจะเห็นน้ำตา นิ้วแต่ละนิ้วก็ไล่เลียงราวต้องการจะอ่านมันให้ครบ….และอยู่ๆ

“พ่อ…..” อนุชัยเรียกและน้ำตาที่กำลังเอ่อเมื่อครู่หล่นแหมะ “พ่อ…” เขาเรียกอีก

อนุชาติสะอื้นจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว “พ่อ พ่อขอโทษอนุชัย พ่อขอโทษที่ไม่สามารถปกป้องลูกกับแม่ได้ พ่อขอโทษ” เขายกมือลูกชายขึ้นมาจูบ แล้วก็ฟุบลงกับลำตัว “พ่อขอโทษ”

อนุชัยยิ้มน้ำตาจากอารมณ์ยินดีอาบไหลลงหางตาและติ่งหู เขาพยายามสกัดกั้น แต่ก็ได้เท่านั้น “แต่พ่อก็ยังช่วยผมได้ทันนิ” เขาบอก

อนุชาติเงยหน้า เขาเช็ดน้ำตาให้ลูกชายด้วยมือตัวเอง ทีละข้าง “ทุกคืนพ่อหลับตา พ่อก็จะเห็นแต่เด็กทารถดวงตากลมๆ โตๆ ใสๆ จะสิบหรือ 20 ปี ภาพซ้ำๆ ก็ยังอยู่กับพ่อครบถ้วน”

“ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป พ่อควรลบภาพเก่าๆทิ้งได้แล้วนะ เพราะ นุ อยากให้พ่อจำแต่ นุ คนปัจจุบัน” อนุชัยตั้งสติพูด จนลืมสังเกตอีกคนที่นอนท้าวค้างยิ้มจ้องเขาอยู่บนเตียงข้างๆ….

“นายพูดภาษาลิเกก็เป็นเนอะ…” ชานนท์แทรกจนอนุชัยยิ้มเกือบๆจะหัวเราะ

“นายตื่นตั้งแต่เมื่อไร…ทำไมไม่ให้สัญญาณเลย” อนุชัยพลิกตัวถามข้ามพ่อตัวเอง

“ฉันตื่นตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว….จริงๆ แม่จะให้ฉันกลับไปรอนายที่บ้านลอฟท์เลิฟก่อนด้วยซ้ำไป….แต่มันไม่แฟร์กับฉัน…นายว่าไหม ในเมื่อไปด้ายกัน..เจ็บด้วยกัน  ก็ต้องอยู่ด้วยกันจนจบถึงจะถูกต้อง ว่าไหมละ….”

“หยุดพูดเลย” อนุชัยปรามก่อนชานนท์จะหลุดความลับในบ้านลอฟท์เลิฟให้อนุชาติได้ยิน “นี้ นุ หลับไปกี่วันครับพ่อ” อนุชัยแก้เขิน

“วันนี้วันที่ 3 ลูกโดนยิง 2 แผลแต่กระสุนเม็ดหนึ่งทะลุไปฝังในอกตรงจุดเกือบจะเป็นหัวใจคุณชานนท์” อนุชาติบอก

“พอเลยครับคุณอา ถ้าเป็นลูกธนูจากคิวปิด ชายจะไม่ว่าอะไรสักคำ”ชานนท์พูดพลางส่งสายตาหวานๆข้ามไปตกยังเขา อนุชัยได้แต่ขยิบตาปราม “แต่ถ้าชายตื่นทันชายจะห้ามไม่ให้เอาออกนะ จะได้มีของขวัญจากใครบางคน… ฮ่าๆๆ”

“นายนะบ้าไปแล้ว…คุณพ่ออย่าไปฟังมันนะครับ”

“พ่อดีใจนะที่ลูกกับคุณชายเข้ากันได้ดี ลูกเป็นพี่เขา ลูกควรให้อภัยน้องถึงจะถูกใช่ไหม”

“ต้องให้ชายเรียกเขาว่าพี่ด้วยไหมละครับคุณอา” ชานนท์ยิ้มเยอะอีก

“ใช่ๆ…ต่อจากนี้เป็นต้นไป นายต้องเรียกฉันว่า พี่นุนะห้ามพลาด ไม่งั้นโดนพี่เล่นแน่ๆ”

“ครับพี่ทิมมี่…..”

“เอ้ย!…เดี๋ยวเถอะ ลุกได้เมื่อไรนายโดนจัดหนักแน่ๆ”

“ฮ่าๆ…รอมา 2 คืนแล้วเนี่ย…ฮ่าๆๆ”

“เอาละๆ พ่อจะปล่อยให้พักผ่อนแล้ว นอนพักให้เยอะ ลูกพ้นขีดอันตรายแล้วละ”

“ครับ…ขอบคุณครับพ่อ”

“ขอบคุณครับคุณอา” ชานนท์บอกส่งอีกคน

“เอาละพ่อจะออกไปข้างนอกนะ อาไปละชาย พักผ่อนเยอะๆ”

เมื่ออนุชาติเดินออกจากห้องไปแล้ว ชานนท์ลุกนั่งพร้อมกับเดินลากขาเหล็กกระปุ๊กน้ำเกลืออ้อมมาเตียงอนุชัย

“นายจะทำอะไรนะ”

“เอ้อ! ขยับไปหน่อยจะนอนด้วย”

“จะบ้าเหรอ นี้มันโรงพยาบาลนะ”

“โรงพยาบาลแล้วจะทำไม ก็สามีจะนอนกับภรรยาไม่ได้รึไง”

อนุชัยส่ายหน้าละอาในความหน้าหนาของเขา แต่มุมปากก็ซ่อนยิ้มบางๆ พร้อมกับขยับตัวให้

“แค่นั้นแหละ”

ชานนท์จะเอาขามาเกย.. “ไม่เอาเดี๋ยวมีคนเข้ามาเห็น”

“ไม่มีแล้ว นี้มันเกือบจะเที่ยงคืนแล้วนะเด็กโง่”

“หือ! นายดิเด็กโง่ ฉันนะพี่นายนะ”

“ครับพี่ทิมมี่”

และแล้วในห้องสีขาวของคืนนั้นก็มีเพียงพวกเขา “คิดถึงบ้านลอฟท์เลิฟนะนายว่าไหม” ชานนท์พูดเบา

อนุชัยพยักหน้าขณะจ้องแสงไฟบนเพดาน “อื้อ!….บ้านของเรา”

ชานนท์ตะแคลงข้างหันหน้าไปทางอนุชัย พลางใช้มือลูบวนที่หัวเบาๆ “นี้คือกฎเขกกะโหลกข้อที่ 1 ที่ฉันอยากกับนายทุกคืน”

“นี้แน่!…” อนุชัยสับกะโหลกระดับตึบๆ “นี้ก็เป็นกฎเขกกะโหลกข้อที่ 2

“อุ้ย! นายนี้ร้ายใช่ย่อยเลยนะ….นอนเถอะๆอย่างให้ถึงข้อที่ 3 ข้อที่ 4 เลย”

“ข้อที่ 3 ท่าบอกโกรธ แต่ยังรักอยู่ ให้ใช้ฝ่ามือตบหน้าหรือกะโหลกส่วนใดส่วนหนึ่ง น้ำหนักที่ตบอยู่ที่อารมณ์

โกรธนั้น ซึ่งผู้ถูกตบจะต้องประเมินเอง “อนุชัยพูดขณะหลับตาสู่สีดำ

“ข้อที่ 4 ท่าบอกเกลียดหรือบอกเลิกให้ใช้กำปั้นชกเข้าตรงๆ ที่ใบหน้า หรือกะโหลกส่วนใดส่วนหนึ่งแรงสุดชีวิต

แต่หากเราต้องชกกันจริงๆ ฉันจะชกตัวเองจนกว่าจะตาย” ชานนท์ตามก่อนจะหลับตาอีกคน

“นอนเถอะพรุ่งนี้เราจะได้กลับบ้านลอฟท์เลิฟละ”

“อื้อ กอดนะไม่อย่างนั้นฉันนอนไม่หลับ”

อนุชัยเงียบ ชานนท์ก็เงียบไปอีก…เสียงเพลงบอกราตรีสวัสดิ์ดังคลอเบาๆแล้วทั้งคู่ก็หลับลึก  แต่ภายในห้องสีขาวก็ยังเปิดไฟสว่างอยู่เช่นเดิม

“สวัสดีคะท่าน….” พยาบาลที่เข้าเวรอยู่โถงประสานงานดูแลประจำชั้นกล่าวทัก ดร.ชวนนท์ สายสกุล ในชุดสูทสีดำ ด้านหลังมีคนขับรถถือแจกันกุหลาบขาวแซมสีโอโรสเดินเข้ามาติดต่อ “วันนี่ท่านมาซะดึกเลยนะคะ คุณชายกับเพื่อนเธอคงหลับไปแล้วละคะ”

“ประชุมพึ่งเลิกนะ ผมแค่แวะดูพวกเขาเฉยๆ รบกวนหรือเปล่าครับ”

“อ้อ! เปล่าหรอกคะ” พยาบาลเวรกำลังจะลุกเดินนำไปที่ห้อง แต่…

“ไม่ต้องๆ ผมไปเอง สมหวังส่งแจกันมา ฉันถือเข้าไปคนเดียวก็พอ เข้าไปหลายคนเดี๋ยวจะทำให้พวกเขาตื่นซะเปล่า”

“ครับนาย”

ดร.ชวนนท์เดินถือแจกันใบใหญ่ โดยมีสมหวังวิ่งไปเปิดประตูห้องให้ เมื่อประตูบานนั้นปิดตามหลัง ดร.ชวนนท์ สายสกุลก็แทบลืมว่าก้าวต่อไปจะเป็นซ้ายหรือขวาดี เพาะบนเตียงนอนบุตรชายว่างเปล่า แต่บนเตียงเล็กๆ ของอีกคนกลับมีพวกเขากำลังหลับลึก มือและขาที่กอดเกยกันไปมาทำให้เขาหายใจลำบากเป็น 2 เท่า กระนั้นแจกันใหญ่ก็ยังถูกวางเบาๆ ที่หัวเตียงตรง เขายืนพิจารณา 2 ร่างสักครู่ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากห้อง

พอเดินกลับมาถึงจุดเดิม “พวกเขาหลับแล้วละ ถ้าไม่มีอะไรฉุกเฉินอย่าเข้าไปรบกวนพวกเขานะ” ดร.ชวนนท์สั่ง

“คะท่าน ราตรีสวัสดิ์คะ”

“ไปสมหวังกลับบ้าน”

อนุชาย ตอนที่ 25 วันสังหาร


อนุชาย ตอนที่ 25 วันสังหาร “ถ้าคนเดียวจบ….ให้เลือกไอ้นกป่า”
มันคือสารจากอเวจี…… อ่านเพิ่มเติม อนุชาย ตอนที่ 25 วันสังหาร

อนุชาย ตอนที่ 17

อนุชาย ตอนที่ 17
วันแต่งงาน
อนุชาย ตอนที่ 17

ค่ำๆ ก่อน วันแต่งงาน ชานนท์ยืนคุยกับสมรหลังจากช่วยเธอเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว 5 โมงเย็นสมรก็ให้ชานนท์เข้าไปเรียกอนุชัย  แต่ก็ไม่ได้บอกอะไร อนุชัยพาลนึกว่าต้องไปเรื่องที่เกี่ยวกับงานแต่งของแม่กับลุงศักดิ์ดาที่จะจัดขึ้นวันพรุ่งนี้เลยไม่อิดออด ขณะที่รถแลนด์โรเวอร์เลี้ยวเข้าไปจอดในวัด

“ถึงแล้วลูก” สมรพูดเสียงไม่มีน้ำหนักกับอนุชัย

“ผมไม่เข้าไปด้วยนะครับ อยากเดินเล่นสักหน่อย” ชานนท์เอ่ย ขณะที่ดวงตากล่ำ สมรพยักหน้าก่อนจะลากแขนลูกชายเดินไปยังทิศที่ไม่น่าจะไป

“แม่…นี้เราจะไปไหน กุฏิหลวงพ่ออยู่ทางโน้นไม่ใช่หรือ” อนุชัยทัก

“ไปเถอะแม่จะพาไปหาใครบางคน” เธอออกเสียงได้เพียงครึ่งเดียวจากปกติ อนุชัยมองซ้ายแลขวา แต่ก็ต้องเดินฝ่ากอหญ้า ฝ่าพุ่มไม้เตี้ย ลอดต้นยางสูงกระทั้ง มาหยุดหน้าสถูปสีขาวเล็กๆ องค์หนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มไทรรกครึ้ม รูปผู้หญิงสาวสวยผมยาวปะบ่า วัย 24 ปีที่อนุชัยแอบบวกลบตามวันเดือนปีเกิดที่แปะไว้ด้านล่าง  ก็ยิ่งทำให้เขาสับสนหนักขึ้นไปอีก สมรหันหลังตัวสั่นเทิ้มเสียงร้องไห้ที่ไม่อาจจะปิดบังยิ่งทำให้อนุชัยใจคอไม่ดี กระเป๋าที่ถือมาด้วยถูกวางไว้ใกล้ๆฐานสถูป เมื่อครองสติได้เกือบปกติ เธอจึงเรียก  แดดสีวะนิลายิงลำแสงผ่านกิ่งไม้กระจัดกระจายทั่วลานหญ้าราวกับดวงดาวที่นับจำนวนได้กำลังเฝ้าดูสองแม่ลูก

“นุ….เข้ามานั่งใกล้แม่ซิลูก” สมรเอ่ยพร้อมกับนั่งพับเพียบลงกับพื้นแบบไม่ต้องการเสื่อหรือผ้ามารองรับ

อนุชัยเริ่มประหวั่นขึ้นมาเงียบๆ เขาอ่านพฤติกรรมของแม่สลับรูปหญิงสาวที่แปะไว้หน้าสถูปไปมา ก่อนจะยอมทำตาม….

“วันฝนตกปอยๆ แม่ไปหาซื้อของสดที่ตลาดกลางดง วันนั้นตรงกับวันที่เท่าไร แม่จำไม่ได้ แม่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งวัยไล่เลี่ยกับแม่กำลังทอดกล้วยขาย ข้างๆมีทารกแรกเกิดกำลังร้องไห้เสียงดังลั่น  มือหนึ่งกวนกล้วยที่กำลังสุกได้ที่ อีกข้างคอยตบปลอบลูกน้อยราวกับงาน 2 อย่างคือเรื่องเดียวกัน…แว๊บแรกแม่รู้สึกเย็นวาบขึ้นในใจและมีคำถามมากมายว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง” สมรหยุดพลางสะอื้นจนตัวสั่น เธอซับน้ำตาด้วยหลังมือและนิ้วทีละข้าง

“เกิดอะไรขึ้นกับเธอครับแม่” อนุชัยกระตุ้นหวังให้แม่ตั้งสติได้ไวขึ้น

“แม่นั่งลงข้างๆ เด็กทารกคนนั้น และขอนางอุ้มปลอบ เพื่อให้นางได้ตักกล้วยในกระทะใบเล็กให้เสร็จ  เมื่อทารกร้องไม่หยุดแม่เลยแกะผ้าอ้อมดู ก็ปรากฏเพศชายให้เห็น ทารกนอนจมน้ำเยี่ยวตัวเองนานแค่ไหนไม่รู้ แต่ผ้าอ้อมที่นางเตรียมมามีแค่ชุดเดียวแม่เลยเอาผ้าขนหนูที่แม่คลุมศีรษะทำการเปลี่ยนให้….ไม่นานทารกเพศชายคนนั้นก็หลับปุ๋ยคาอกแม่….เขาหลับในอกแม่อนุชัย หลับนาน หลับยาวจนแม่นึกเอ็นดูขึ้นมาจริงๆ แม่พยายามถามมากมาย แต่นางก็ได้แต่สั่นหัว บอกแค่ชื่อตัวเองคำเดียวสั้นๆ ว่า พร สุดท้ายในวันนั้นแม่ก็ต้องปล่อย 2 แม่ลูกซุกใต้หลังคาสังกะสีตามลำพัง….วันรุ่งขึ้นดวงตาของทารกยังหลอกหลอนแม่ไม่จบสิ้น แม่คิดถึงเขา คิดถึงดวงตาสีฟ้าของเขา ไม่ทันเที่ยงวันแม่ก็ตัดสินใจไปหานางและลูกน้อยอีก แต่วันนั้นนางไม่ได้เปิดร้าน….ใต้เพิงสังกะสีจึงว่างเปล่า….แม่ไล่ถามแม่ค้าและชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นไปทีละหลัง ทีละคน ทุกกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่รู้จัก แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งบอกว่าเห็นนางอุ้มลูกน้อยเดินออกมาตรอกเล็กๆที่อยู่ข้างตลาดสด แม่เลยไปตามที่บอก มาพยายามมองหา ไล่ไปทีละบ้าน ทีละหลังแต่ก็ไม่เจอ จนแม่อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า…ทำไมแม่ต้องมาตามหาคนที่แม่ไม่รู้จักเลยสักนิด สักพักเสียงป้าบ้านไม้หลังในสุดก็ดังคล้ายกำลังขับไล่ใครบางคนให้ออกไปจากบ้านตัวเอง แม่จึงค่อยๆ เดินตามเสียงเข้าไป ภาพที่เห็นทำให้แม่แทบจะล้มทั้งยืน”

“แม่” อนุชัยกระทุ้ง

สมรเช็ดน้ำตาอีกรอบ….“แม่เห็น นางกำลังป่วยหนัก และไม่ยอมให้ทารกดื่มนมจากเต้า ป้าแก่ๆ หันมาเห็นแม่ยืนอยู่ เธอจึงเล่าบางเรื่องให้ฟัง ว่า….เธอเห็นผู้หญิงคนนี้ยืนอุ้มลูกอยู่ครึ่งวัน สงสารเลยให้มาอาศัยด้วย แต่นางก็ไม่ยอมให้นมลูก ทั้งตัวเองก็ไม่สบาย  เลยกลัวว่าจะมาตายในบ้าน แต่ก็จนปัญญา แม่ถลาเข้าไปนั่งเคียงข้างและดึงทารกในอ้อมกอดที่กำลังจะหมดแรงมากระตุ้นด้วยฝ่ามือและใช้นมกระป๋องที่นางชงทิ้งไว้นิดหน่อยค่อยๆ หยอดเข้าปาก วันนั้นแม่น้ำตาไหลทั้งๆ ที่ไม่ได้สะอื้น เมื่อถามไปถามมา นางจึงยอมเปิดปากถึงสาเหตุที่ไม่ยอมให้ลูกชายดูดนม….ว่านางกำลังจะเป็นมะเร็งด้วยยาพิษชนิดหนึ่ง นางบอกชื่ออะไรนะ….คัทตาร์ท หรือคัดตาด…..อะไรนี้แหละ นางรู้จักมันดีเพราะนางเรียนจบด้านนี้มา และยาพิษชนิดนี้ร้ายแรงมากๆ แม้แต่น้ำนม สารพิษชนิดนี้ก็ยังปนเปื้อนจำนวนมาก นางจึงไม่กล้าเสี่ยง….สุดท้ายแม่ก็อาสาจะเลี้ยงลูกเธอให้เอง แม่พานางและลูกมาไว้ที่บ้าน….นางสอนแม่เรื่องสูตรทำกล้วยทอดที่คนติดอกติดใจไปทั้งตลาด แม่ให้แม่ของแม่เลี้ยงทารก ส่วนเรา 2 คนก็ช่วยกันขายกล้วยทอด จนเธอทนไม่ไหว….” สมรสะอื้น ลมเย็นๆพัดพาความเย็นชื้นๆ มาจากไหนสักแห่ง  2 แม่ลูกจ้องหน้ากัน กระนั้นสมรก็ยังกัดฟันพูดต่อ “เธอเสียชีวิตก่อนลูกชายเธอจะหัดคลานไม่กี่วัน…. ฮื้อออๆ…..หื้อๆ” สมรร้องไห้อย่างหนักพร้อมกับดึงพวงมาลัยออกมาจากกระเป๋า “อนุชัย…..คือชื่อของทารกคนนั้น…”

อนุชัยหน้าซีดๆ ราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ เขาจ้องรูปสาวสวยที่แปะไว้กับสถูปจริงจังกว่าเดิม

“อนุชัย  ไหว้  แม่  ซิลูก….นี้  แหละ  คือ  แม่  แท้ๆ  ของลูก” สมรพูดได้ทีละคำ

“พร ธารากรณ์” อนุชัยอ่านชื่อเธอช้าๆ

“ใช่!…ชื่อพร แต่นางไม่ยอมบอกนามสะกุล แม่กับยายเลยใส่นามสะกุลเราให้ อนุชัย นี้คือแม่จริงๆ ของลูก… แม่ขอโทษ แม่ขอโทษที่ปิดปังลูกมาโดยตลอด”

“แม่…..” น้ำตาไหลอาบแก้มแต่ก็ไร้เสียง  “แม่….แม่…” เขามองสมรที่นั่งพับเพียบสลับกับภาพผู้หญิงบนสถูปสลับกันไปมา ก่อนสมรจะยัดพวงมาลัยใส่ในมือ

“ไหว้แม่ของลูกซิ!อนุชัย….” สมรกระตุ้นเสียงสั่น เขาจึงค่อยๆ คลานเข้าไปนั่งนิ่งแบบคนเหม่อลอย นาน นาน

“แม่….แม่”

“พี่พรฝากกับแม่ไว้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชื่อของลูก และ” สมรดึงกล่องบรรจุแหวนเพชรมาถือกำไว้ในมือ  และขณะแสงสุดท้ายกำลังจะเข้าสู่สีดำ อนุชัยจึงค่อยๆ หันใบหน้าแดงกล่ำมาหา “นี้คือสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่พี่พรฝากแม่ไว้ให้ลูก” เธอยัดกล่องบรรจุแหวนเพชรที่คุณหญิงพวงพรฝากมาใส่มือบุตรชาย

อนุชัยถือมันลอยๆ สักพักเขาก็เปิดออกดู….. “แม่….” เขาอุทานพร้อมกับโผเข้ากอดสมรไว้แน่น แน่นจนยากจะแยกคนทั้ง 2 ออกจากกัน สมรตบปลอบหลังบุตรชายเบาๆ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ไหว  “แม่ครับ….ทำไมแม่ต้องบอก นุ ด้วย ทำไมละแม่ ทำไมครับ ฮื้อๆ ทำไมต้องบอก นุ ด้วย…”

“ความลับไม่มีในโลก วันนี้…วันหน้า หรือวันหนึ่งลูกก็ต้องรู้ความจริง แม่เลยตัดสินใจให้ลูกรู้จากปากแม่เอง….ดีกว่า…อนุชัย แม่รักลูกมากนะ ฮื้อๆๆๆ”

“นุ รักแม่  นุ รักแม่ นุ รักแม่ครับ ฮื้อออ”

ตะวันตกดินไปแล้ว ฟ้าเริ่มต้นรัตติกาลเต็มตัว ชานนท์ที่นั่งรออยู่ในรถผละเปิดประตูเดินออกมารับ ทั้งๆ ที่ได้ทำใจเอาไว้ล่วงหน้า

“นายรู้เรื่องนี้นานแค่ไหนแล้ว” อนุชัยถามขึ้นทันทีที่เห็นหน้า

“ฉันก็พึ่งจะรู้ก่อนนายไม่กี่ชั่วโมง….” ชานนท์พูด ตาที่แดงกล่ำก็ยังแดงกล่ำไม่จบสิ้น  “กลับบ้านกัน พรุ่งนี้ก็เป็นงานแต่งแล้ว ต้องเตรียมของอีกเยอะ…”

อนุชาย ตอนที่ 17 วันแต่งงาน

งานแต่งงานของสมรกับศักดิ์ดาเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีพระช่วงเช้าสั้นๆ  ลูกๆหลานๆ ลุงศักดิ์ดามาร่วมงานครบทุกคน  เพื่อนบ้านเดินเข้าเดินออกขวักไขว่ เจ่ดวงมาในฐานะเพื่อนเก่า ส่วนคุณหญิงพวงพรมากับคนขับรถเพื่อเอาของขวัญมาให้…เธอร่วมกินข้าวสักพักก็ขอตัว โดยกำชับให้ชานนท์อยู่ช่วยงานจนกว่าจะจบ อาหารเครื่องดื่มทยอยมาทั้งวัน กระทั้งผู้คนเริ่มบางตา….ก็ถึงเวลาส่งตัวเจ้าบ่าว-เจ้าสาวเข้าเรือนหอพอดี อนุชัยเมาแอ่นหน้าแอ่นหลังไปหลายรอบ ดูเขาสนุกจนลืมทุกสิ่งจนกระทั้ง

“ไอ้คุณ ฉัน อยาก ไป ใน….ที่ ที่ กว้างๆ ไกลๆ” เขาเอ่ยทีละคำนัยน์ตาแดงกล่ำทำให้อีกคนรีบเข้าไปหิ้วปีก

“ได้ๆ นายรอเดี๋ยว” ชานนท์วิ่งหายเข้าไปในบ้านแป๊บหนึ่งก็ออกมาประคองเขาไปที่รถ สมรและศักดิ์เดินออกมาสมทบ ทันทีที่เห็นหน้า อนุชัยก็โผเข้ากอดแม่แน่น แน่นที่สุดในสามโลกแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร สักพักเขาก็โผเขากอดศักดิ์ดาอีกคนพร้อมกับพูดกับเขาว่า “คุณ เป็น พ่อ ผม ได้ ไหม”

ศักดิ์ดาจ้องตาเขาไม่กระพริบ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแน่นๆว่า “พ่อก็เป็นพ่อของลูกมาตั้งแต่แรกแล้วนิ” เขาผลักอนุชัยออกเพื่อให้เห็นใบหน้าชัดๆ “และจะเป็นจนกว่าจะเบื่อกันไปข้างหนึ่งนั้นแหละ….ไปเถอะไอ้อ้วนของพ่อ”

“ตกลงไม่ค้างรึคุณชาย” สมรถามยิ้มๆ

“แหมม! คืนนี้เป็นคืนเข้าเรือนหอ ผมจะรบกวนได้ไงละครับ” ชานนท์สวนกลับทำเอาทั้งสมรและศักดิ์ดาถึงกับสะอึก

“พอเลย ไป ไป เราไปได้แล้ว” อนุชัยลากแขนชานนท์ไปยังรถ

“ดูพูดเข้า ไอ้เด็กพวกนี้….”

รถแลนด์โรเวอร์วิ่งไปตามถนนมิตรภาพที่มืดสนิท พวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่ อำเภอปากช่อง ลำแสงสีขาวสาดนำทางไปไกล อนุชัยนิ่งไม่พูดไม่จา กระทั้งรถมาถึงเขื่อนลำตะคอง แลนด์ดรเวอร์ ก็จอด พอประตูรถเปิด เขาก็เริ่มพูดอีก พูดอย่างคนเมาปนความในใจผสมความวังเวงจนแยกกันไม่ออก ชานนท์หิ้วปีกไม่ไหวเลยเอาเขาขึ้นใส่หลังแล้วเดินหายเข้าไปในสวนป่าช้าๆ  โคมไฟสนามนำทางเขาสู่ตลิ่งพื้นหญ้า แสงจันทร์ข้างขึ้นกระจ่าง ท้องฟ้าคืนนั้นจึงเจิดจะรัดราวกับต้องการขับไล่ความวังเวงให้พวกเขา

“ฉัน ฉันต้องการไปที่โล่ง ไกลๆ ฮื้อๆ” หลายอย่างในใจถูกขับเคลื่อน แผ่นหลังชานนท์เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ

“ได้ๆ…” ชานนท์บอกขณะแบกเขาสู่ท้องเขื่อนที่แห้งสนิท…แสงจันทร์นำทางทั้งคู่ไปเรื่อยๆ  เมื่อได้ที่กว้างๆ สุดสายตา ชานนท์จึงค่อยๆ ว่างอนุชัย โดยใช้ตักตัวเองให้อีกคนหนุนแทนหมอน “ฉันจะอยู่ข้างๆนายเสมอ”

“ฮื้อ! ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว นายได้ยินไหม ฉันไม่เหลือใครในโลกนี้อีกแล้ว” อนุชัยทยอยหลุดความในใจออกมาทีละอย่าง “เวลานี้….ฉันฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใคร” เขาครองสติลุกนั่งข้างๆ “ชานนท์ นายรู้ไหมว่าฉันเป็นใครกันแน่…หรือฉัน ฉันกับแม่มาจากดาวดวงอื่น ฮื้อๆ”

ชานนท์ลูบวนหัวอนุชัยไม่หยุด ตัวเองก็สุดจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ “ฉันอยู่ตรงนี้ นายยังมีฉันอย่าลืมซิ”

“ฉันเป็นใครกัน  แม่ฉันเป็นใคร ใครทำอะไรเธอ แล้วไอ้สารพิษคัตตาร์ทที่ฆ่าแม่และหวังจะฆ่าฉัน ใครเป็นคนทำ….ฮื้อๆ ตกลงฉันกับแม่ก็แค่คนบาป 2 คนบนโลกใช่ไหม”

“สักวันนายจะรู้ความจริงทั้งหมด ฉันจะอยู่ข้างนาย ทั้งกลางวันและกลางคืน”

“นายอย่าทิ้งฉันนะ…เพราะฉัน ฉันไม่เหลือใครแล้วจริงๆ ฮื้อๆ”

“ฉันสัญญา ฉันจะไม่ยอมปล่อยมือจากนาย แม้แต่วันที่เราโกรธกันสุดๆ…แต่ถ้าฉันโกรธถึงขั้นอยากจะฆ่านายทิ้ง ฉันจะเลือกฆ่าตัวเองก่อน”

“คุณ ไอ้คุณ….ฮื้อๆ…..ไอ้เฮี้ยคุณ…..”

ลำตะคองประดับคบเพลิงจันทรา ไร้แสงดาวในรัศมีเจิดจะรัด 2 คน กับ 2 ร่างเกลียกเกยกันและกัน……พร้อมกับลำนำเพลงจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้าที่ชานนท์จำจากแม่มาแปลงเพื่อเขา

“……จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง……ขอแหวนทองแดง ผูกมือพี่ข้า……ขอช้างขอม้า ให้พี่ข้าขี่……ขอเก้าอี้ ให้พี่ข้านั่ง…..ขอเตียงตั้ง ให้พี่ข้านอน…..ขอละคร ให้พี่ข้าดู……ขอยายชู เลี้ยงพี่ข้าเถิด……ขอยายเกิด เลี้ยงตัวข้าเอง……”

“อย่าทิ้งฉัน ชานนท์ นายอย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวในโลก…. อย่า อย่า ทิ้ง ฉัน ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว” อนุชัยละเมอ

ชานนท์ปาดน้ำตาด้วยหลังมือ “ฉันจะทิ้งนายได้อย่างไรละ…เพราะฉันรักนาย…อนุชายยยย”

อนุชาย ตอนที่ 16

อนุชาย ตอนที่ 16 แม่ครับแต่งงานเถอะ นิยายเรื่อง อนุชาย ตอนที่ 16

ภายในห้องทำงานคุณหญิงพวงพร สายสกุล

ตั้งแต่ยังไม่ 8 โมงจนกระทั้งเวลานี้ 9 โมงจะ 10 โมงเข้าไปแล้ว คุณหญิงพวงพรยังนั่งจ้องแหวนเพชรขนาด 2 กะรัต ตัวเรือนเป็นทองคำขาวด้านในสลักอักษรภาษาไทยโบราณว่า “สายสกุล” มันเล็กแทบจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แว่นขยายที่ถืออยู่ในมือจึงมีประโยชน์มากในเวลานั้น  อีกราว 10 นาทีหลังจากเธอวางแว่นขยายแล้วหยิบกระดาษทิชชู่ซับที่หางตาทีละข้าง โทรศัพท์บ้านจึงถูกใช้งาน

(ฮัลโหล) เสียงปลายสายเป็นผู้หญิง ที่ไม่สามารถเดาอายุอานามได้

“สวัสดีจ้ะสมร ฉันพวงพรเอง”

(สวัสดีคะคุณหญิง) สมรลดระดับเสียงเบาลงจนคล้ายความมั่นใจลดตามไปด้วย

“มันเป็นแหวนเพชรที่ฉันให้น้องสาวฉัน จริงๆ นั้นแหละ…สมรจ้ะ”

(ดิฉันเสียใจด้วยคะ แต่ก็ดีใจแทนอนุชัยด้วย)

“สมรจ้ะ….ไม่วันใดวันหนึ่ง อนุชัยจะต้องรู้เรื่องนี้จนได้…ในฐานะเธอเป็นแม่ที่ประเสริฐสุดสำหรับเขา ฉันจึงไม่อยากให้เขารู้เรื่องนี้จากคนอื่น เธอเข้าใจฉันไหมจ๊ะ”

(แต่คุณหญิงคะ คือ ดิฉันไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน หรือดิฉันอาจจะไม่กล้าพอ)

“ฉันเชื่อว่าเธอทำได้ หากเรื่องนี้อนุชัยรู้จากคนอื่น มันคงไม่ดีสำหรับเธอแน่ๆ…เอออีกเรื่อง ฉันจะฝากแหวนเพชรกับตาชานนท์ไปให้คืนนะจ๊ะ เห็นแพลมๆว่าจะไปเที่ยวบ้านเธอพร้อมอนุชัยอีกไม่กี่วัน”

(แต่มันเป็นแหวนของคุณหญิงนะคะ ดิฉันดีใจที่ได้เก็บรักษามันไว้เพื่อส่งคืนเจ้าของที่แท้จริง)

“ไม่ ไม่ ไม่…มันเป็นแหวนของเธอ น้องสาวฉันให้เธอ มันก็ต้องเป็นของเธอซิจ๊ะ ฉันต้องขอบคุณและไม่รู้จะตอบแทนเธอด้วยอะไรด้วยซ้ำที่พาฉันไปไหว้สถูปน้องสาวของฉัน…ฉันตายตาหลับแล้วละสมรเอ้ย”

(คุณหญิงคะ…ดิฉัน ดิฉัน!)

“เธอฟังฉันดีๆ นะ ความลับไม่มีในโลก สักวันหนึ่ง อนุชัย ก็ต้องรู้ความจริง ฉันจึงอยากให้เขารู้จากปากของผู้หญิงที่เขาเรียกว่า แม่ มาทั้งชีวิต….สมรจ๊ะ เธอเป็นแม่ของอนุชัยโดยสมบูรณ์แบบและเธอก็จะเป็นแม่เขา จนกว่าความตายจะพลัดพรากโน้นแหละ…สมรจ๊ะ….ฉันเชื่อว่าเธอทำได้”

(ขอบพระคุณคะคุณหญิง)

ปลายมีนาคมแดดร้อนหวนกลับมาเยือนอีกครั้ง ดอกทองกราวข้างถนนมิตรภาพก็เริ่มเบ่งบาน สีส้มแดงมองเผินๆ ยิ่งทำให้อุณหภูมิสูงกว่าความเป็นจริงหลายองศา กระนั้นพวงช่อก็ยังดึงดูดสายตาได้ในระยะไกล ชานนท์เปลี่ยนจากรถเบนซ์สปอร์ตสีดำเป็นแลนด์โรเวอร์สีบลอนเมื่อต้องออกต่างจังหวัด โดยเขาให้เหตุผลง่ายๆ กับอนุชัยว่าต่างจังหวัดรถสิบล้อเยอะ ต้องขับคันใหญ่มองเห็นง่ายๆ จึงจะปลอดภัย ซึ่งมันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

เมื่อรถคันใหญ่แล่นเข้าไปจอดข้างตึกไม้โทรมๆ ที่ซ่อนตัวในหุบเขา ภาพชายหญิงวัยกลางคนกำลังง่วนอยู่หน้ากระทะทองเหลืองกับหญิงชรานั่งตัวตรงบนแคร่ไม้กึ่งเก่ากึ่งใหม่ก็ปรากฏให้เห็น อนุชัยเปิดประตูเดินเข้าไปสวมกอดหญิงวัยกลางคนจากด้านหลังจนเธอสะดุ้ง

“ไอ้ลูกคนนี้นิ….แม่ตกใจหมด” เธอหันกลับมาทั้งๆ ที่มือยังถือตะหลิ่วค้างอยู่ “มาก็ไม่บอกไม่กล่าว”

“หวัดดีครับแม่….หวัดดีลุงศักดิ์ดา” แล้วเขาก็เดินอ้อมเอาหัวซุกเข้าไปในตักหญิงชราที่ตาพล่ามัวเต็มที

“นี้ใครกันละ” เธอใช้มือลูบๆ คลำไปจนครบทุกส่วน “ใครกันละสมร” เธอเอ่ยถามอีกจนลุงศักดิ์ดาอดหัวเราะไม่ได้ “ใช่ไอ้อ้วนของยายไหมเนี่ย” เธอพูดดังๆ จนอีกคนที่ยืมมองอยู่… ถึงกับหัวเราะลั่น

“ฮ่าๆ อ้วน เป็นชื่อเล่นนายรึไง ไม่เห็นบอกฉันเลย” ชานนท์พูดไปหัวเราะไป เขาทักทายจนครบทุกคน ก่อนจะหย่อนก้นนั่งข้างๆ “ตกตงนายชื่ออ้วนรึเปล่า”

“เปล่าซะหน่อย….ตอนเด็กฉันอ้วน ยายเลยพูดติดปาก ก็แค่นั้นแหละ”

“หึๆ หึๆ ไอ้อ้วนกลับบ้านแล้ว” ยายเสียงดังอีกพลางใช้มือลูบหัวเขาไปมา ส่วนชานนท์เมื่อตั้งตัวได้ ก็ตรงดิ่งไปยืนหน้ากระทะทองเหลืองที่มีกล้วยกำลังดิ้นพล่านๆ เหนือเตาถ่านแบบคนไม่เคยเห็นมาก่อน

“หอมจังเลย”

“เหม็นเปล่าๆ…คุณชายไปนั่งเถอะ” สมรพูด…จนอนุชัยลุกหันขวับไปยังคนทั้งคู่

“เอ้!….แม่รู้จักชื่อเขาได้อย่างไง ผมยังไม่ทันแนะนำเลย”

“ก็เขาเป็นผู้ชาย แม่เลยเรียกเขาว่า คุณชาย ไม่ถูกรึไง” สมรบอก

ชานนท์หัวเราะตัวงอ “นี้แหละคือผลดีของชื่อฉัน นายควรจะจำมันให้ขึ้นใจด้วยนะ ฮ่าๆๆ”

“ไปๆ เอาของขึ้นไปเก็บบนห้อง เมื่อวานลุงทำความสะอาดไว้ให้ละ” สมรสั่งขณะหันหลังกำลังตักกล้วยชุดใหม่ไปวางไว้บนหิ้งพักน้ำมัน จนชานนท์อดเอื้อมไปหยิบมากัดไม่ได้

“โอ้ยยย ร้อน”

“ฮ่าๆ… ” ทั้งหมดหัวเราะขึ้นพร้อมกัน รวมทั้งยายที่มองไม่เห็นก็พลอยหัวเราะตามอีกคน

“อันที่เย็นในถาดมีก็ไม่กิน สมน้ำหน้านายแล้วละ ฮ่าๆๆๆๆ”

“ร้อนๆ อร่อยกว่าไม่ใช่รึไงเล่า….” ชานนท์สวนกลับ  ขณะลุงศักดิ์ดาเดินถือแก้วน้ำเย็นออกมายื่นให้

“อ้าวๆ คุณชายดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนที่ปากจะพอง”

“ขอบคุณครับ”

ชานนท์เหมือนจะเข้ากับครอบครัวของอนุชัยได้เร็ว หลังจากทั้งคู่เก็บของเข้าที่เสร็จ งานหลักของเขาก็อยู่ที่หน้ากระทะอย่างกับคนเจอของเล่นชิ้นใหม่ จนอนุชัยที่แอบมองอยู่ห่างอดสงสัยไม่ได้ว่า ใครคือลูกชายของแม่กันแน่….

เช้าวันต่อมาแสงแรกปลุกพวกเขาตื่นจากที่นอนที่สีฟ้า ม่านสีขาวสะอาดบังแดดได้เพียง 50 % ชานนท์ลุกแบบคนงัวเงียมายืนมองผ่านหน้าต่างข้ามไปยังหุบเขาที่เห็นถนนมิตรภาพเลื้อยอ้อมไปมาราวกับลำตัวของงูยักษ์ เขาเพลินกับวิวสวยๆ จนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกคนมายืนชิดด้านหลังกี่นาทีมาแล้ว และเมื่อทั้งคู่วาดสายตามาตกที่หน้าร้าน ภาพลุงศักดิ์ดากำลังตั้งเตาไฟ แม่กำลังปลอกกล้วยโยนใส่ชามสแตนเลสทีละใบ โดยมีหลานชายลุงศักดิ์ดาตัวเล็กๆน่าจะ 7 หรือ 8 ขวบวิ่งวนไปรอบๆ สร้างเสียงหัวเราะดังสลับกันขึ้นๆ ลงๆ จนทำให้ภาพอีกครอบครัวที่หัวหินผุดขึ้นมาในหัว

“พวกเขาน่ารักดีนะว่าไหม” ชานนท์พูดขึ้นก่อน

“อื้อ…..” อนุชัยละเมอตามพลางเบียดตัวเข้ากับแผ่นหลังราวกับอยากเห็นใกล้ๆ

“นายไม่อยากให้แม่แต่งงานรึไง…ฉันว่าลุงศักดิ์ดาก็ชอบแม่นายไม่น้อยเลยนะ ดูซิ เวลาพวกเขาอยู่ด้วยกันน่ารักจะตาย” ชานนท์พูด

“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”

“ก็ฉันพูดผิดตรงไหนเล่า ลุงศักดิ์ดาก็อยู่คนเดียว แม่นาย ถ้าพูดไปแล้วก็ยังสวย  หากทั้งคู่ลงเอยกันได้ นายก็จะได้หมดห่วง….” ชานนท์ปล่อยเวลาให้อีกคนคิดตาม…. สักพัก “และนายจะได้ย้ายไปอยู่กับฉันที่บ้านลอฟท์เลิฟ  ไม่ดีรึไงละ”

“แผนสูงจริงนะ…” พูดจบอนุชัยก็เดินไปอาบน้ำ

และเย็นๆ ของวันนั้น ขณะที่ชานนท์อาสาขับรถพาลุงศักดิ์ดาไปเอากล้วยในไร่ เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันลำพัง ชานนท์จึงกระแอมขึ้นมาดังๆ

“เป็นอะไรรึคุณชาย ไหวไหม บอกให้อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่เชื่อ”

“สบายมาก…เอ่อ!…นี้ลุง ขอถามอะไรหน่อยดิ!” ชานนท์ใช้เสียงระดับต้องการรักษาความลับ จนลุงศักดิ์ดาต้องเอียงคอทำหน้าสงสัย “ลุงชอบแม่สมรอยู่ใช่ไหม?” เขากระซิบ จนเห็นใบหน้าของลุงศักดิ์ดาแดงระเรื้อขึ้นมา

“คุณชายอย่าไปพูดที่ไหนน่า!”

“ครับ….ว่าแต่ลุงชอบแม่สมรไหมละ…” ชานนท์ยังไม่ยอมจบ จนลุงศักดิ์ดาพยักหน้าให้ “ก็เท่านั้นแหละ ไม่เห็นยากเลย ฮิๆๆ”

อีกคน…อนุชัยที่คอยจับโน้น จับนี้อยู่ใกล้ๆ กระทะ เขาลอบมองแม่ตัวเองแล้วยิ้มๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนสมรต้องลากมานั่งลงกับแคร่ไม้….

“นุ นุมีอะไรจะพูดกับแม่รึเปล่าลูก”

อนุชัยเงียบ แต่ก็ยังอมยิ้มแบบคนมีเลศนัย “แม่….” เขายิ้มให้เธออีกก่อนจะขยับลงนั่งยองๆ กับพื้น โดยแขนทั้ง 2 ข้างพาดไว้กับตักอุ่นๆ  “แม่”เขาเรียกเธอซ้ำ…แล้วก็ยิ้มอีก “แม่แต่งงานเถอะ”

สมรอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก…นางมองความว่างเปล่าแบบคนกำลังหลงทิศ

แม่ครับแต่งงานเถอะ

“แม่แต่งงานกับลุงศักดิ์ดาเถอะ ผมจะได้หมดห่วง” อนุชัยพูดต่อ เมื่อสมรยังไม่ปริปาก “เพื่อลบคำครหาด้วย….” สมรนิ่ง เธอปล่อยให้สายลมแห่งหุบเขาพัดผ่านก่อนจะดึงลูกชายเธอขึ้นมากอดไว้แน่น….

“แสดงว่าแม่ตกลงแล้วนะ”

อาหารเย็นที่มวกเหล็กคืนนั้นเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในสามโลก ลุงศักดิ์ดาตักข้าวใส่ปากคำเล็กกว่าปกติ สมรได้แต่ก้มหลบสายตาทุกๆ คน มีเพียงอนุชัยกับชานนท์เท่านั้นที่กินข้าวไปยิ้มไป หัวเราะไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้คุยอะไรกัน

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะทั้งคู่ เอ่ยคำอำลาจนครบทุกคนแล้ว รถแลนด์โรเวอร์สีบลอนคันใหญ่ก็ได้เวลาเดินทางกลับ ระหว่างทางกำลังเข้าอำเภอแก่งคอย ชานนท์จึงเอ่ยขึ้น

“เป็นไงสำเร็จไหม”

“สำเร็จอะไรของนาย” อนุชัยพอเดาทางออก แต่ก็ทำเป็นซื่อบื้อไปตามเรื่อง

“อย่ามาทำตาใสกับฉัน นายนะ ฉลาดเป็นกรด” ชานนท์กระทุ้งสีข้างเขานิดๆ “ว่าไงสำเร็จไหม”

“จอมวางแผนดีนักนะ…”

“แสดงว่า สำเร็จ ไชโย!ไชโย!….ฮ่าๆ” ชานนท์ปล่อยอารมณ์ดีใจออกมาสุดเสียง จนอนุชัยจ้องตาค้าง….

“นายจะดีใจไปทำไม….ไม่ใช่กงการอะไรของนายสักหน่อย….”

“ฮ่าๆๆๆ” ชานนท์ยังหัวเราะไม่หยุด

“แม่ฉันจะแต่งงานโว้ย! ไม่ใช่นายซะหน่อย” อนุชัยสอยหมัดเย็บ จนอีกคนเงียบกริบ สักพัก

“ต่อไปก็จะเป็นฉันกับนายไงละ” ชานนท์พูดเสียงทุ้มจริงจัง แต่สายตาก็ยังอยู่บนถนน ขณะกำลังชิดซ้ายเข้าทางเลี่ยงเมือง

“ไอ้คุณ….” อนุชัยเรียกชื่อเขาเสียงดังลั่นห้องโดยสาร

“คราบบบคุณนุ….แต่งงานกับผมนะครับ”

“ไอ้เฮี้ยคุณณณ…..”

“ครับผม….แสดงว่าตกลงแล้วนะเมียจ๋า”

“ไอ ไอ่ ไอ้……..”

“ผมชื่อ ชาย ชานนท์ครับคุณอ้วน  ฮ่าๆๆๆ”

อนุชาย ตอนที่ 15

อนุชาย ตอนที่ 15
นิยาย เรื่อง อนุชาย ตอน วันหนึ่งหลังเลิกเรียน

วันหนึ่งหลังเลิกเรียน

หลังเลิกเรียนอนุชัยหลบชานนท์อกทางประตูหนีไฟ บ่าย 4 โมงละเขาไม่ได้นัดหรือคุยกับอาจารย์พิชัยเกี่ยวกับโปรแกรมในวันนี้ รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างหลังมหาวิทยาลัยจึงเป็นทางออก และขณะที่กำลังจะดันประตูเล็กทางโรงรถเพื่อเข้าไปเอาเสื้อผ้ากับกระเป๋าจะออกไปทำงานที่สวนอาหารสะบันงาตามปกติ เสียงอาจารย์สรวงสุดากับอาจารย์พิชัยก็ดังลงมาจากชั้น 2

“โดนยิงตั้ง 2 นัดเธอจะให้ฉันกับลูกๆ หลับลงได้อย่างไรกัน ย้ายไปสอนที่โคราชกับฉันเถอะนะ ถือว่าทำเพื่อลูกนะคะ”

“สรวงคือผมกำลังถูกเสนอตัวให้เป็นหัวหน้าแผนกเลยนะ เงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกหลายตัง แล้วยังต้องดูแลงานให้ บริษัทเอเชียนกรุ๊ปอีก  คือไอ้เกรียงช่วงนี้มันแย่นะ ผมเลยต้องดูแลแทนหลายๆ เรื่อง”

“สรุปง่ายคือคุณยังไม่พร้อม คุณจะปล่อยให้ฉันเลี้ยงลูกคนเดียวอย่างนั้นหรือ”

“อีกอย่างผมสงสารอนุชัยเค้าด้วย” เมื่อมาถึงตรงนี้อนุชัยถึงกับสะดุ้งโหยง

(เพราะว่าเราคือตัวปัญหาจริงๆ หรือนี้) อนุชัยคิด….

“คุณไม่ต้องเอาคนอื่นมาอ้างเลย เด็กมันโตๆ แล้ว เขาเอาตัวรอดได้ แต่ลูกเราซิคะพิชัย พึ่งจะ 5 ขวบกับ 3 ขวบเอง พวกเขาถามหาคุณพ่อก่อนนอนทุกคืน จนสรวงไม่รู้จะอ้างคำไหนแล้ว”อาจารย์สรวงสุดาไม่มีท่าทีจะลดละความพยายาม เมื่อเสียงทั้งครู่เงียบไปพักใหญ่ “พิชัย ย้ายไปสอนที่โคราชกับสรวงเถอะนะคะ เราพ่อแม่ลูกจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเหมือนครอบครัวอื่นๆ ซะที”

“ผมขอคิดดูก่อนนะสรวง”

“อย่าลืมนะคะลูกๆ ต้องการพ่อ ต้องการให้พ่อเขาไปเล่านิทานก่อนนอนให้ฟัง….ยิ่งตาบอลนะตัวดี ละเมอหาพ่อจนบางคืนสรวงต้องลุกขึ้นมานั่งร้องไห้คนเดียว”

อาจารย์พิชัยเงียบ เสียงของคนทั้งคู่เงียบ อนุชัยจึงค่อยๆเดินออกจากบ้าน เมื่อพ้นเขตปลอดภัยเขาจึงกดโทรออก

(นี้นายยังไม่ลงมาอีกรึไง จะห้าโมงเย็นแล้วนะ) เสียงชานนท์แทรกแบบคนกำลังฉุนเฉียว

“นายมารับฉันที”

(รับ รับที่ไหนกันก็ฉันรอนายใต้ตึกสถาปัตย์ที่เดิมแล้วเนี่ย!)

“ฉันอยู่บ้านอาจารย์ จะเดินไปรอหน้าหมู่บ้าน”

(บ้า! ชะมัด…นายแอบหนีฉันได้ไงวะ!…เออๆ รอฉันตรงนั้นนะ แป๊ปเดี๋ยวไปถึง)

เมื่อทั้งคู่นั่งอยู่ภายในรถ อนุชัยจึงปรึกษาชานนท์เกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะสร้างปัญหาใหญ่ให้กับครอบครัวอาจารย์พิชัย ชานนท์จิ! ปากเสียงดัง ดิกๆๆๆ แบบคนกำลังคิดวน…..

“ช่วงวันหยุดยาวอาทิตย์หน้า…เพื่อนพ่อฉันมีโรงแรมที่หัวหิน  ฉันจะลองคุยขอส่วนลดสัก 70-80% น่าจะได้ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของนายไปนำเสนอกับอาจารย์เอง โดยอ้างไปว่าเป็นโปรโมชั่นพิเศษสำหรับทริฟครอบครัว ต้องไปแบบพ่อแม่ลูกเท่านั้น โอเคไหม”

อนุชัยคิด นาน นาน “แล้วจะเป็นอย่างไรต่อละ”

“อาจารย์เป็นห่วงนายใช่ไหมละ นายก็บอกไปว่า นายต้องย้ายมาอยู่กับฉันไง” ชานนท์พูดหน้าตาย อนุชัยถึงกับควันออกหู

“หือ! แผนการนายนี้เห็นแก่ได้ชะมัด” เขาปาดชานนท์ด้วยหางตา “แผนสูง…นะพ่อ”

“ฮึๆ ใครอยากให้นายเกิดมาหน้าตาดีเล่า….”

“จะเล่นอีกแล้วใช้ไหม” อนุชัยขึ้นเสียง

“ฉันตั้งชื่อบ้านของเราไว้แล้วนะ” ชานนท์ปายตามองอย่างคนประเมิน ขณะรถกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนวงแหวนตะวันออกบางนา-บางปะอินทร์ เมื่ออีกคนยังไม่ขยับ “นายไม่อยากรู้รึว่าฉันตั้งชื่อบ้านของเราว่าอะไร”

“สองคำก็บ้านของเรา สามคำก็บ้านของเรา ตกลงนายจะไปสู่ขอฉันเมื่อไรกันเนี่ย” อนุชัยหยุดคิดนาน นาน กระทั้งรถกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนรามอินทรา “ว่าแต่นายตั้งชื่อบ้านหลังนั้นว่าอะไรละ”

ในที่สุดรอยยิ้มแบบผู้ชนะก็สว่างวาบขึ้น ชานนท์ยกมือปิดปากหัวเราะก่อนจะบอกไปดังๆ “Loft Love House”

อนุชัยอ้าปากค้าง “หา!….อะไรนะ”

“นายก็ได้ยินแล้วนี้”

Loft Love House เหรอ….เออดีเนอะภาษาไทย บ้านลอฟท์เลิฟ น่าขนลุกดี”

“นายชอบชื่อนี้ไหมละ ถ้าไม่ชอบจะเปลี่ยนใหม่ก็ได้นะ”

“ฉันมีสิทธิ์จะชอบหรือไม่ชอบรึไง ก็มันบ้านนายนิ” อนุชัยสวนกลับ

ชานนท์ดึงมืออนุชัยมากุ่มพลางเขี่ยนิ้วชี้ที่หลังมือเขาเล่น “ไม่ใช่บ้านของฉัน แต่เป็นบ้านของเรา” ฟ้าเริ่มสลัวละ อาหารเย็นของคุณชาย ชานนท์ สายสกุล กับ อนุชัย ธารากรณ์ จบที่สวนอาหารสะบันงาตามปกติ เจ่ดวงแอบมองภาพคนทั้งคู่ผ่านกล้องวงจรปิดภายในห้องผู้จัดการด้วยความเคลิบเคลิ้ม นางยิ้มลอยๆ มาเป็นชั่วโมงก่อนเสียงหญิงสาวจะดังขึ้นที่ประตู..

“เจ่…..”

“อุ้ย! ตกใจหมดขวัญเอ้ยขวัญมา”

“เป็นไรอะเจ่ ใจลอยมานานแล้วนะ”

“นี่…” เจ่ดวงกวักมือเรียกแบบต้องการให้อีกคนรีบๆ ด่วนๆ “เธอ…เธอดูสองคนนั้นซิ…น่ารักไหมอะ”

“ต๊าย ต้าย ตาย!….เจ่ขาหนูฟินเวอร์ได้ทุกวันแหละ เมื่อคุณชายมาทานข้าวที่นี้ บิลโต๊ะ 12 นะคะ หนูไปละเดี๋ยวไม่ทันฉากเด็ด”

“ยายบ้าเอ้ย!…ฮ่าๆๆๆ”

แสงสุดท้ายที่หัวหิน

นับตั้งแต่ ชานนท์ สายสกุล ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ดร.ชวนนท์ สายสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ย้ายมาเรียนคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ช่องว่างระหว่างอาจารย์หนุ่มกับลูกศิษย์ก็นับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อนุชัย ธารากรณ์ แทบจะนอนห้องพักคนงานเล็กๆ หลังเรือนครัวของสวนอาหารสะบันงาเป็นหลัก ยกเว้นแต่คืนอาจารย์หนุ่มเมาจนครองสติไม่อยู่เท่านั้น

“แบล็คเลเบิ้ล ทำอารัย เพ่ไม่ได้หรอก” อาจารย์พิชัยพูดสะเปะสะปะ หน้ากลมเคลือบไปด้วยสีแดงเฉดชมพู กระนั้นกรอบแว่นหนาๆแบบคนแก่ก็ยังทำให้เขาดูไม่ต่างจากเด็กหนุ่มไร้เดียงสา “นุวันนี้กลับบ้านกับพี่นะ…”

“เบล็คเลเบิ้ลทำอะไรอาจารย์ไม่ได้ เกรงว่า เอ่อ….ผมจะทำให้อาจารย์เมาหนักกว่าเดิมนะชิ” อนุชัยก้มกระซิบขณะเก็บถ้วย จานที่เปื้อนเศษอาหารใส่ลงในถังพลาสติก

อาจารย์หนุ่มลดแว่นจ้องลอดผ่านมาที่เขา “นุ…” เสียงเรียกเบาๆ ดังขึ้นทางด้านหลัง

“ครับอาจารย์” เขาหยุดทุกสิ่งขยับไปยืนใกล้ พลางยิ้มที่มุมปาก “ครับอาจารย์” เขากระตุ้นอีก

“เมื่อไรจะเรียก พี่ ได้เต็มปากซะที” คำพูดเรียบๆ นิ่งๆ ทำให้คนถูกถามรู้ทันทีว่าเบล็คเลเบิ้ล ทำอะไรชายคนนี้ไม่ได้จริงๆ

อนุชัยค่อยหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ พร้อมกับดึงแผ่นพับโปรโมชั่นพิเศษลด 80% สำหรับทริฟครอบครัวของโรงแรมแห่งหนึ่งที่หัวหินวางให้เขาเห็น “เผื่อว่าเบล็คเลเบิ้ลทำให้อาจารย์เมาได้บ้าง” เขาหยุดสายตาไว้ที่สายตา จนความเงียบก่อความวังเวงขึ้นมาขั้นกลาง “ไม่ใช่ผม”

อาจารย์พิชัยค่อยๆ ถอดแว่นวางไว้กับโต๊ะก่อนจะหลับตาสู้กับแสงดาวไลท์กลางห้อง กระทั้งเสียงหัวเราะระเบิดขึ้นพ้อมกับเพลง “Let it be” ของเดอะบีเทิลส์ อาจารย์พิชัยเลยคว้าไมล์ลอยเดินขึ้นเวทีพร้อมกับร้องเพลงนี้อย่างคนบ้าคลั่ง

When I find myself in times of trouble
Mother Mary comes to me
Speaking words of wisdom, let it be.
And in my hour of darkness
She is standing right in front of me
Speaking words of wisdom, let it be.
Let it be, let it be.
Whisper words of wisdom, let it be.

And when the broken hearted people
Living in the world agree,
There will be an answer, let it be.
For though they may be parted there is
Still a chance that they will see
There will be an answer, let it be.
Let it be, let it be. Yeah
There will be an answer, let it be.

And when the night is cloudy,
There is still a light that shines on me,
Shine on until tomorrow, let it be.
I wake up to the sound of music

Mother Mary comes to me
Speaking words of wisdom, let it be.
Let it be, let it be.
There will be an answer, let it be.
Let it be, let it be,
Whisper words of wisdom, let it be.

นิยาย เรื่อง อนุชาย ตอน วันหนึ่งหลังเลิกเรียน

ประโยคสุดท้ายที่อาจารย์พูดผ่านไมล์ลอยเสียงดังก้องไปทั้งห้อง “วันหนึ่งเบล็คเลเบิ้ลจะทำให้พี่เมาจนได้ นายรอดูละกัน” จบอาจารย์ก็เดินมาหยิบแผ่นโปรโมชั่นพิเศษสำหรับทริฟครอบครัว เขาหยิบแว่นตาขึ้นมาสวมแล้วเดินไปหยุดที่ประตู “ขอบใจมาก” พลางโชว์แผ่นโปรโมชั่นที่ว่าให้อนุชัยเห็น

“อาจารย์ไม่รอผมเลิกงานรึครับ จะได้ขับรถไปส่ง”

“คืนนี้พี่อยากนั่งรถเบนซ์สปอร์ตของคุณชายแห่งบ้านสายสกุลมากกว่า ฮ่าๆๆๆ” ก่อนประตูจะปิดลง “วันหนึ่งข้างหน้าพี่จะทำให้นายเรียกพี่ว่า พี่ชาย ให้จงได้นายคอยดูละกัน ฮ่าๆ”

อนุชัยมองตามหลังอย่างคนเข้าใจเพียงครึ่งเดียว ก่อนจะไปผลักประตูชะโงกออกไปข้างนอกเห็นชานนท์ยกมือให้ เขาพึ่งรู้ว่าไอ้หมอนี้มันยังไม่กลับ หรือพึ่งจะกลับมาอีกอย่างละ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็ยกมือตอบก่อนจะกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปจนกระทั้งเสร็จ

อีก 1 ชั่วโมงต่อมา ชานนท์ก็เร่งฝีเท้าตามหา กระทั้งลากเขาไปหยุดที่หลังน้ำตกด้านหน้า “นายไปพูดอะไรกับอาจารย์นะ อาจารย์ถึงมาลงที่ฉันซะมากมายขนาดนั้น”

อนุชัยทำหน้า งงๆ “อะไรฉันไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับนายซะหน่อย ว่าแต่อาจารย์พูดอะไรกับนายมั่ง บอกมาให้หมดเลยนะ”

ชานนท์ยืนยิ้มแบบเดียวกับผู้ชนะ “เรื่องอะไรจะบอก….” เขากรุ่มกริ่มลอยๆ “หรือไม่จนกว่านายจะย้ายเข้าไปอยู่กับฉันที่ Loft Love House”

“ไอ้คุณ!” อนุชัยคำรามชื่อเขารอดไรฟัน

“ฮ่าๆ ตกลงคืนนี้นายไม่กลับกับฉันใช่ไหม”เมื่ออีกคนไม่หือไม่อือ “ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะนอนกับนายซะที่นี้แหละ” ว่าแล้วเขาก็เดินตรงไปห้องพักเล็กๆ หลังสวนอาหารสะบันงา ปล่อยให้อีกคนยืนไม่หือไม่อืออยู่ที่เดิม

“ไอ้คุณ….นะ…นายนี้ร้ายกาจมากๆ เลยนะ”

………………..หั  ว  หิ  น……………….

แสงสุดท้ายที่หัวหินเริ่มต้นขึ้นแล้ว เฉดอำพันเหนือทะเลสุดขอบฟ้ากำลังจมลงสู่สีดำทีละนิด ครอบครัว “พลแสน” พ่อ แม่ ลูกชายวัย 5 ขวบ กับลูกสาววัย 3 ขวบกำลังเล่นน้ำอาบแสงสุดท้ายอย่างกับไม่มีใครยอมใคร อนุชัยนั่งมองภาพนี้อิ่มๆ เขาเผลอยิ้ม เผลอล่องลอยเข้าไปในฝัน เมื่อครั้งลุงศักดิ์ดาพาแม่กับยายมาที่นี้ ภาพอาจารย์พิชัยกับลูกชายก็ไม่ต่างจากลุงศักดิ์ดากับเขาในวัยเดียวกัน เขาเผลอปาดน้ำตาทิ้งแล้วทิ้งอีก จนเกิดความคิดบ้าๆ ขึ้นในหัว (ทำไมแม่ถึงไม่ยอมแต่งงานกับลุงศักดิ์ดาสักทีน่า ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ต่างก็รักและเอื้ออาทรแก่กันและกันหลายสิบปีจนเกิดข้อครหาขึ้นในชุมชนกลางหุบเขา หากแม่ยอมตกลง เขาคงจะเบาใจมากกว่าที่เป็นอยู่) เขาคิด คิดๆ ยิ้มๆ ล่องลอยในแสงสุดท้ายอย่างคนไม่ยอมอิ่มหนำ กระทั้งอาจารย์พิชัยในชุดกางเกงว่ายน้ำตัวเดียวนั่งลงข้างๆ พร้อมกับโอบไหล่เอาไว้นิ่งๆ

“อาจารย์ครับ” เสียงพูดราวกับคนละเมอ

“หือ!….” อาจารย์พิชัยตอบห้วนๆ สายตาของพวกเขายังไม่ละไปจากภาพเด็กๆกับคุณแม่ที่ใส่เสื้อยืดพลิ้วๆ โปกสะบัดในแสงสุดท้าย เสียงคลื่นไม่ทิ้งช่วง เสียงหัวเราะของเด็กๆ ก็ก้องกังวานไปไกลแสนไกล

“อาจารย์เห็นภาพเดียวกับผมไหม?….ภาพนางฟ้า ภาพลูกสาวนางฟ้า ภาพลูกชายนางฟ้า กำลังจะโต มันเป็นภาพเดียวกับผมเมื่อยังเด็ก  ถึงแม้ผมจะขาดพ่อแต่ผู้ชายคนหนึ่งก็ยังเป็นต้นแบบให้ เหมือนภาพเดียวกันมาซ้อนทับอย่างลงตัว หากวันนั้น ภาพๆ นี้ผมมีเพียงแม่คนเดียว ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมจะแกร่งได้เหมือนกับวันนี้หรือเปล่า”

อาจารย์พิชัยเงียบ เงียบ แต่ฝ่ามือก็เพิ่มแรงบีบนวดที่หัวไหล่หนักขึ้น และหนักขึ้นเรื่อยๆ

“เด็กๆ จะขาดพ่อซึ้งเป็นต้นแบบให้พวกเขาไม่ได้หรอกครับ ผมเองก็มีลุงศักดิ์ดาเป็นต้นแบบมาโดยตลอด ถึงจะไม่มีพ่อเหมือนชาวบ้านเขาก็ตาม…” อนุชัยปล่อยให้เสียงคลื่นเสียงลมทะเลหัวหินเข้าแทรก “ผมปรารถนาอยากจะเห็นน้องๆ โตเป็นผู้ใหญ่ที่แกร่งรอบด้าน อยากเห็นพวกเขายืนเด่นอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นคง มั่นใจ และเชื่อมั่น”

อยู่ๆ….“นุ พี่ ขอโทษ”….อาจารย์พิชัยปล่อยมือจากหัวไหล่มากอดเข่าตัวเอง “แต่ แต่ พี่น้องกัน จะแก้ผ้าอาบน้ำด้วยกันมันก็ไม่ผิดอะไรนิ ว่าไหม หึๆ”

อนุชัยหันไปมองแบบจริงๆ จังๆ…… “………” เขาได้แค่มอง…..

“ขอบคุณนะ ที่ไม่ยอมเป็นอนุชายของพี่….”

“พิ…..”

“พี่หมายถึง นุ ไม่ยอมเป็นเมียน้อยของพี่นะ” อาจารย์หนุ่มหัวเราะขณะก้มหน้าลงระหว่างเข่าทั้ง 2 ข้าง “หึๆ น่าขายหน้าชะมัด ว่าไหมละ”

“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เบล็ค เลเบิ้ล คงจะทำให้พี่เมาจนลืมผมได้แน่นอน” อนุชัยพูดยิ้มๆ

“ฮ่าๆ ก็หวังจะให้เป็นเช่นนั้น ว่าแต่พี่น้องกัน แก้ผ้าอาบน้ำด้วยกันไม่ผิดใช่ไหม” อาจารย์พิชัยยิงคำถามเดิมพร้อมๆ กับจ้องเข้ามาในดวงตาของเขาตรงๆ “ใช่ไหม นุ….ตอบพี่ซิ ใช่ไหม”

อนุชัยยิ้ม ยิ้ม จนน้ำตาปริ่มรื่นๆ ให้เห็น เขาปาดมันดัวยหลังมือเพียงครั้งเดียว “ครับ..ใช่ครับพี่….”

อีกคนตาเหลือกโพลงเมื่อเด็กหนุ่มเรียกสรรพนามที่เขาหวังจะได้ยินดังออกมาจากปาก

“ใช่ครับ ใช่ครับ พี่ พี่ ชายยยยยยย” ทั้งคู่กอดกันแน่น แสงสุดท้ายที่หัวหินอาบทั้งคู่สู่เฉดสีเดียวกับแรกรัตติกาล “ใช่ครับพี่ชัย”

“ขอบใจมากน้องชาย” อาจารย์พิชัยพูดพร้อมกับผลักเขาออก “ขอบใจมาก ขอบใจจริงๆ” อาจารย์พิชัยเช็ดน้ำตาให้บางๆ “ไปเถอะ คุณชายจะรอนาน…แล้วก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านลอฟท์เลิฟเลยละ ออกแบบสวยเหมือนกับเจ้าของเลยว่าไหม ฮาๆๆๆ”

“ครับ ครับอาจารย์ เอ้ย!…พี่ชาย”

เมื่ออนุชัยเดินมาอยู่กับชานนท์ที่จอดรถรออีกมุมหนึ่ง ภาพพ่อแม่ ลูก ฉายชัดเจนในแดดสุดท้าย ชานนท์โอบเขาเอาไว้หลวมๆ พลางยกมืออีกข้างปิดปากราวกับจะกลั้นบางสิ่งเอาไว้ไม่อยู่

“แสงสุดท้ายที่หัวหินสวยมากๆ เลย นายว่าไหม”

อนุชัยผงกหัวแทนคำตอบที่ไม่อาจจะบรรยายเป็นคำพูดได้

“นาย! อยากมีลูกกับฉันไหม นุ….”

อนุชัยหันขวับไปจ้องแบบเดียวกับเสือดำได้กลิ่นเหยื่อ “คุณ….” เขาคำรามใส่

“ก็นายอยากมีลูกกับฉันไหมละ….” ชานนท์ยังดื้อตาใส “เอาสัก โหล เป็นไง”

“ไอ้คุณ…..”

“ฉันสัญญาจะเป็นพ่อที่ดีแบบเดียวกับอาจารย์ให้ได้”

“ไอ้เฮี้ย!…คุณ”

“ฮา ฮ่า ฮาๆ…….ไปกลับบ้านเรากันเถอะ”

“ฉันยังไม่จบ”

“เออนะ….ค่อยไปเคลียร์กับต่อที่บ้านลอฟท์เลิฟนะจ๊ะที่รัก ฮ่าๆๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะยาวๆ ดังไล่ตามเสียงรถสปอร์ตสีดำที่กำลังมุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครอบครัวก็กำลังกอบโกยความสุขอันล้นเหลือจากหัวหินไม่มีวันอิ่มเอม

“ตกลงคุณทำเรื่องย้ายไปสอนที่โคราชเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะพิชัย”

“ครับ….ก็ชีวิตผมอยู่ที่นั่นนี่นา”

จบ วันหนึ่งหลังเลิกเรียน อนุชาย ตอนที่ 15

อนุชาย ตอนที่ 13 สัญญาณเตือนภัย

สัญญาณเตือนภัย อนุชาย ตอนที่ 13 นิยายอ่านฟรีจบเรื่อง อ่านเพิ่มเติม อนุชาย ตอนที่ 13 สัญญาณเตือนภัย

อนุชาย ตอนที่ 12

เธอไม่ใช่เธอ อนุชาย นิยายอ่านฟรีจบเรื่อง ตอนที่ 12

อนุชาย ตอนที่ 12ภายในเรือนรับรอง “บ้านสายสกุล”

โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส สีบลอนเงินแล่นตรงไปจอดเทียบหน้าเรือนรับรองชั้นเดียว ที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านทรงสเปนหลังใหญ่ โดยมีชายวัย 60 คอยตอนรับ เกือบจะบ่าย 2 โมงแล้วพวกเขามาก่อนเวลานัดเพียง 5 นาที สักพักบุรุษใส่สูทสีดำสวมแว่นตาสีเดียวกับเสื้อ 2 คนก็ถือกระเป๋าใบใหญ่ น่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ลงจากรถก่อนจะเดินเข้าไปนั่งรอด้านใน

สักพักคุณหญิงพวงพรที่กระตือรือร้นรออยู่ก่อนแล้วก็สาวเท้ากึ่งวิ่งฝ่าสนามหญ้านวลน้อยที่กำลังเขียวแทนการเดินอ้อมไปตามทางเท้าอย่างปกติ  ซึ่งทั้งหมดได้สร้างความสงสัยให้กับชานนท์ที่กำลังว่ายน้ำอยู่ในสระหลังบ้านเป็นอย่างยิ่ง

                “สวัสดีครับคุณหญิง” ทั้งคู่ยืนยกมือไหว้พร้อมกันก่อนคุณหญิงพวงพรจะโปกมือให้นั่งอย่างไม่เป็นทางการ            

                “สวัสดีจ้า! นั่งลงๆ ตามสบาย…เดี๋ยวลุงเย็นเดินไปบอกให้แม่เตย….” แล้วเธอก็หันมาทางชายทั้ง 2 “จะรับกาแฟหรือน้ำเปล่าดีคะ”

                “ขอเป็นกาแฟดำก็แล้วกัน”

                “ผมใส่น้ำตาลนิดหน่อย ครีมไม่ต้องครับคุณหญิง” อีกคนพูดต่อ

                “ได้จ้ะ…ให้แม่เตยจัดมานะส่วนฉันขอเป็นน้ำส้มค้นก็แล้วกัน”

                ทั้งหมดคุยกันไปต่างนานา บางครั้งเห็นคุณหญิงพวงพรยกมือทาบอกหน้าซีด…. แต่เธอก็สามารถควบคุมตัวเองให้อยู่ในสถานะมั่นคงพอจะรับฟังเรื่องราวสำคัญกว่าได้ เมื่อแม่บ้านชื่อเตยนำกาแฟกับน้ำส้มคั้นมาเสริฟและเดินออกไปแล้ว คนทั้ง 2 จึงนำคอมพิวเตอร์ขนาดกะทัดรัดขึ้นมาวางพร้อมกับเปิดฉายภาพประกอบคำอธิบายไปทีละเฟรม ทีละเฟรม คุณหญิงพวงพรได้แต่หรี่ตาก้มๆ เงยๆ ระหว่างหน้าจอแบบคนสงสัย ก่อนจะยกมือขึ้นมาทาบหน้าอกอีก

                “นี้พวกเขาลำบากขนาดนี้เลยรึ”

                “ก็ถือว่าลำบากครับคุณหญิง” ชายร่างท้วมบอก

                “ไหนฉันขอดูหน้าแม่ค้าที่กำลังทอดกล้วยข้างๆ กระทะชัดๆ สักหน่อยซิ!”

                “ได้ครับ ผมมีภาพหนึ่งคุณหญิงน่าจะเห็นชัดเจนกว่า” เขาคลิ๊กเม้าส์ลากผ่านไปทีละรูปจนกระทั้งภาพใบหน้าแม่ค้าทอดกล้วยโผล่ขึ้นมาชัดๆ

                คุณหญิงพวงพรตบหน้าอกตัวเองอีกก่อนก้มจ้องดูใกล้ๆ “วัยน่าจะใช่ แต่ใบหน้า ไม่ใช่เธอแน่ๆ…ไหนๆ ลองซูม ออกอีกนิดหนึ่งซิ….จุ๊ จุ๊ จุ๊ ยังไงเธอก็ไม่ใช่เธอ”

                “แต่ทีมสืบเรายืนยัน 100 เปอร์เซ็นต์แล้วครับว่าผู้หญิงคนนี้แหละ คือแม่ของคนที่คุณหญิงส่งมาให้ เรามีภาพถ่ายยืนยันด้วย” แล้วทีมสืบก็เปิดภาพที่มีอาจารย์พิชัย อนุชัย ผู้หญิงที่วัยน่าจะเป็นแม่ หญิงชรากับผู้ชายวัยไล่เลี่ยกับแม่ค้าขายกล้วยทอดยืนยัน “นี้ไงครับคุณหญิง เธอผู้นี้มีสถานะเป็นแม่ของเด็กคนนี้จริงๆ และผู้ชายแต่งตัวดีคนนี้ก็คือ….”

เธอไม่ใช่เธอ

                คุณหญิงพวงพรยกมือห้าม “ฉันรู้จักเค้า….เธอลองเปิดภาพแม่ค้าคนนั้นให้ฉันดูอีกรอบซิ….จุ๊ จุ๊ จุ๊ อย่างไร เธอก็ไม่ใช่เธอแน่ๆ ฉันจำน้องสาวฉันได้ดี แม้จะไม่เคยเจอกัน 20 กว่าปีก็ตามทีเถอะ”

                “แล้วจะตามต่อหรือจะทำอย่างไรดีครับ”

                คุณหญิงพวงพรเงยหน้ามองเพดานแล้วทำเสียงคิกๆ ที่มุมปากแบบเดียวกับคนกำลังใช้ความคิด

                “ผมลองชิมกล้วยทอดของเธอแล้วเห็นว่าอร่อยไม่เหมือนใครเลยซื้อติดมือมาฝากด้วยครับ” ชายอีกคนยกถุงขนาดกลางๆ ส่งให้….คุณหญิงพวงพรจ้องตาไม่กระพริบ

                “ไหนๆ ลองมาให้ฉันชิมซิ!” ดูเธอกระตือรือร้นราวกับพึ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้ และทันทีที่กล้วยทอดเข้าปาก เธอก็หลับตาราวจะเห็นภาพในอดีตผุดขึ้นมาในหัว “นี้มันสูตรกล้วยทอดของน้องสาวฉันนิ” เธอตกใจพร้อมกับโยนมันเข้าไปในปากอีกคำ ก่อนจะเห็นรอยยิ้มแห่งความหวังฉายออกมาบางๆ “หน้าที่ของพวกเธอจบสมบูรณ์แล้วละ ที่เหลือคงเป็นหน้าที่ฉัน”

                “ครับคุณหญิงเราก๊อปปี้ข้อมูลทั้งหมดไว้ในซองเรียบร้อยแล้วครับ” พูดจบชายร่างท้วมก็ส่งซองจอหมายสีน้ำตาลขนาดเอ 4 ให้ คุณหญิงพวงพรรับก่อนจะยกแก้วน้ำส้มจรดริมฝีปาก

                “ฉันจะต้องไปคุยกับเธอด้วยตัวเอง เรื่องนี้มันชอบกลอยู่”

                “ถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกผมต้องขอตัวเลยนะครับคุณหญิง”

                “จ๊ะ ขอบใจมาก”

…..เมื่อโตโยต้า โคโรลล่า อัลติส สีบลอนเงินพ้นประตูรั้วด้านหน้าไปแล้ว  ชานนท์ที่มีแค่ผ้าคลุมตัวก็ตรงดิ่งเข้ามาหา “มีอะไรกันรึคะคุณแม่”

                “ดีเลยตาชาย ลองมาชิมกล้วยทอดนี้ซิ!” คุณหญิงพวงพรขยับถุงกล้วยให้ ชานนท์หยิบมันเข้าปากก่อนจะพูดทั้งๆ ที่ยังเคี้ยวจับๆๆ

                “คุณแม่อย่าบอกชายนะคะว่า 2 คนนั้นมาหาเพียงแค่เอากล้วยทอดมาฝากเท่านั้นเองนะคะ…แต่อื้อ!…นี้มันสูตรกล้วยทอดของคุณยายไม่ใช่เหรอคะ อร่อยจัง”

                คุณหญิงพวงพรยิ้มกว้างจนเกือบจะเห็นน้ำตาเล็ดออกมา เธอใช้หลังนิ้วซับบางๆ ทีละข้าง “ชายจ๊ะนั่งก่อนคะ แม่มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง”

                แม่ลูกคุยกันไปสักพัก ชานนท์ก็ดึงรูปถ่ายในซองจดหมายออกมาพิจารณาทีละแผ่น ทีละใบ “ครับ ชายจะช่วยคุณแม่เองคะ….แต่กล้วยนี้ชายขอนะคะจะไปห่อขนมปังไปฝากคนบางคน”

                “อะไรนะ จะเอากล้วยทอดไปห่อขนมปังเนี่ยนะ”

                “เดี๋ยวชายจะทำเผื่อคุณแม่ด้วยคะ…ชายไปละ”

                “ไอ้ลูกคนนี้นิ!” เธอส่ายหน้ายิ้มๆ ตามหลัง ก่อนจะมาจบที่รูปภาพที่ชานนท์เพิ่งกระจายไว้เต็มโต๊ะอย่างคนครุ่นคิด….สักพักเธอก็หยิบโทรศัพท์แล้วโทรออก

                “จ๊ะ สวัสดีจ้ะ เด่นดวงใช่ไหม”

                (สวัสดีคะคุณหญิง)

                “เด่นดวง ถ้าช่วงนี้ชานนท์จะไปทานข้าวเย็นกับอนุชัยทุกวัน จะเป็นการรบกวนเวลางานของเขารึเปล่าคะ”

                (โอ้ย! ยินดีเลยคะ ดวงจะได้มั่นใจว่านุได้ทานข้าว เพราะปกติเด็กคนนี้เป็นคนขี้เกรงใจนะคะ บางคืนไม่ยอมทานอะไรเลยดวงก็อดเป็นห่วงไม่ได้)

                “รบกวนด้วยนะคะ บางวันอาจจะให้ตาชายไปรับเขาที่มหาวิทยาลัย คงไม่เป็นไรใช่ไหม”

                (ยินดีเลยคะดวงจะได้หมดห่วง)

                “ขอบใจมาก”

                (ดิฉันเองต่างหากละคะที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณ คุณหญิง เพราะคุณชายมาทานทีไรเด็กของดวงอ้วนกันทุกคนเลยคะ ฮ่าๆๆ)

                “จ้ะ ยินดีจ้า….ขอบใจอีกครั้งนะ”

                (คะคุณหญิงสวัสดีคะ)

ที่มหาวิทยาลัย หน้าตึกสถาปัตยกรรม

                “นายมาทำบ้า!อะไรเนี่ย” อนุชัยถามขณะรถเบนซ์สปอร์ตสีดำแล่นเข้าไปจอดเทียบ

                “ก็มารับนายไง” ชานนท์พูดหน้าตาย ขณะขยับหมวกแก๊ปสีดำให้เข้าที่พร้อมกับดึงแว่นดำจากกระเป๋ามาสวม

                “หึๆ….แล้วแต่งตัวแบบนี้จะเป็นสายลับรึไงไม่ทราบครับคุณชายยย”

                “ไม่หรอกกลัวคนจำได้ต่างหาก…นี้ๆ” ชานนท์กวักมือเรียก ขณะที่อีกคนกำลังยืนหัวเราะในลำคอ หึๆ “เอ้!เร็วๆ…นายลองชิมขนมที่ฉันทำเองกับมือหน่อยดิ ว่าอร่อยไหม” ชานนท์เปิดประตูรถพร้อมกับหยิบกล่องพลาสติกที่บรรจุขนมปังปิ้งห่อเป็นหลอดยาวๆ ยื่นให้  “ลองหน่อยถือว่าช่วยกันทำมาหากิน”

                “อะไรของนายอ่ะ” อนุชัยทำหน้างงๆ แต่ขณะกำลังจะเปิดฝากล่อง “นายใส่ยาพิษมารึเปล่า” แล้วเขาก็ปิดมันไว้อย่างเดิม

                “บ้าเหรอ! ฉันกินก่อนก็ได้” ชานนท์แกะฝากล่องแล้วหยิบขนมปังหลอดยัดใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ให้เห็นแบบเดียวกับเด็กๆ “เห็นไหมเนี้ย ฉันว่ามันอร่อยโคตรเลยละ เอาๆ ชิมให้ฉันที”

                “แน่ใจนะ” อนุชัยยังทำหน้าเป็นไก่เห็นผี

                “เออ! ชิมเถอะน่า ถ้าอร่อยฉันจะได้ทำขายซะเลย” ชานนท์จ้องหน้าอนุชัยไม่ยอมปล่อยวาง ประมาณกำลังลุ้นบอลโลก เมื่อขนมปังหลอดเข้าปาก เขาก็กลืนน้ำลายทำตาโตเท่าไข่ห่านรอผล

                “นายจะจ้องฉันอะไรนักหนา…แต้เอ้!……” อนุชัยเหมือนจะคิด และสงสัยบางอย่าง “ไส้ขนมปังของนายคืออะไรอ่ะ” เขาแกะขนมปังส่วนที่เหลือมาคลี่ดู “กล้วยทอดนิ” และเขาก็เลือกกินเฉพาะกล้วยอีกคำ ก่อนจะ…. “นี้มันเหมือนกับที่แม่ฉันทอดขายเลย”

                “อร่อยใช่ไหมละ….”

                “สูตรกล้วยทอดของแม่ฉันนิ นายไปซื้อมาจากไหนเหรอ”

                “ตกลงอร่อยไหมละ”

                “เออ!….นายไปซื้อมาจากไหน อย่าบอกฉันนะว่านายทอดเอง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด”

                ชานนท์ยิ้มไม่หุบ “ฉันให้นายทั้งหมดเลย”

                “เฮ้ย! ลงทุนเอาขนมมาฝากถึงมหาลัย พูดมาตรงๆ ดิ! คิดพิเรนๆ กับฉันไหมเนี้ย”

                “เปล่า!…..” ชานนท์ปฏิเสธเสียงสูงลิ่ว แถมจิ๊!ปากแก้เขิน 2 ที “ไม่ได้แค่เอาขนมมาฝากอย่างเดียวหรอกนะ ฉันตั้งใจมารับนายไปทำงานด้วย”

                “ห่า อะ อะไรนะ”

                “เออ! ก็ได้ยินแล้วนิ จะตกใจไปทำไมกันเนี้ย เร็วเข้า รถยิ่งติดๆ อยู่”

                “แต่ฉันต้องเข้าไปเอาของที่บ้านก่อน”

                “เออ! นา ไปไหนสั่งได้เลยครับคุณอนุชายยยย”

                “ฉันไม่ใช่เมียน้อยของนาย เรียกฉันว่า นุ คำเดียวสั้นๆ….จบ!” อนุชัยกดเสียงต่ำแต่ก็ยอมเดินอ้อมไปนั่งอีกฝั่ง

                “ครับคุณนุ”

                “แต่เอ้!….อย่างพึ่งสตาร์ทรถฉันขอถามนายอีกข้อหนึ่ง….ทำไมนายดีกับฉันจังเลย หวังจะเคลมฉันรึเปล่า บอกตรงๆ เลยนะฉันไม่ใช่เกย์ เพราะฉะนั้นนายไม่มีวันได้แอ้มฉันแน่ๆ”

                “ฮ่าๆ….หลงตัวเองไปหน่อยแล้วมั่ง” ชานนท์หัวเราะจนอิ่ม “ก็ฉันว่าง อีกอย่าง บอกตรงๆ นะ เวลาที่นายยิ้มนะ”

                “ทำไม ฉันยิ้มแล้วทำไม”

                “เวลาที่นายยิ้ม นายยิ้มไม่เหมือนคนอื่น” ชานนท์เปิดช่องว่าง

                “ไม่เหมือนคนอื่นตรงไหน พูดมาดีๆ นะ”

                “เวลานายยิ้มเหมือนกับนายใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝีปาก” พูดจบชานนท์เงียบ อนุชัยก็เงียบ “นายได้ใจฉันไปเต็มๆ เลยละ รู้ตัวรึเปล่าหา!”

                “ไอ้คุณ”

                “ครับผม…ไปแล้วครับ” แล้วรถเบนซ์สีดำสปอร์ตก็วิ่งออกไป โดยมีสายตานิสิตทั้งชายและหญิงมองตามไม่กระพริบ

จบ อนุชาย ตอนที่ 12 เธอไม่ใช่เธอ

บ้านตระกูลเชาว์

บ้านตระกูลเชาว์ นิยายอ่านฟรี เรื่อง อนุชาย ตอนที่ 11

เวลา 2 ทุ่มกับ 18 นาที ณ สวนอาหารสะบันงา ถนนเกษตร-นวมินทร์ รถยนต์แลนโรเวอร์ สปอร์ต สีเทาดำแล่นเข้ามาจอดใต้ต้นหูกวางที่ใบกำลังจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ทันทีที่เสียงเครื่องยนต์เงียบ เด็กรับรถก็เข้าไปเปิดประตูให้หญิงสาวร่างเล็ก มีรองเท้าส้นสูงกว่า 4 นิ้วรองรับ เธอจึงดูระหงประหนึ่งดาราตัวท๊อป แต่เมื่อความโดดเด่นมาพร้อมๆ กับความโดดเดียวเธอจึงยังดูธรรมดาในสายตาผู้คนในเวลานี้

บ้านตระกูลเชาว์

เธอเลือกจะไม่พูดหรือคุยกับใคร ขณะดึงแว่นดำมาสวม แสงโคมสีเหลืองนำทางเธอสู่อาคารใหญ่เรือนไม้ระเบียงโปร่งๆที่มีน้ำตกกระจายอยู่หลายๆ จุด

“เชิญทางนี้คะ” สาวเสริฟที่เข้าเวรฝายมือนำเธอสู่มุมข้างน้ำตกสูงใกล้ต้นหมากที่เห็นลูกเป็นพวงกำลังเหลืองแดงเหนือแสงไฟสลัวๆ เธอยกมือปฏิเสธแทนคำพูดก่อนจะหยุดส่ายสายตาใต้แว่นดำไปรอบๆ คล้ายจะมองหาบางคน หรือโต๊ะใดโต๊ะหนึ่ง กระทั้ง…..

“นุ ทางนี้คะ แคร์อยากคุยด้วย”อนุชาย ตอนที่ 11

อนุชัยที่กำลังเวียนเข้ามารับบิลที่เคาน์เตอร์ชะงัก เจ่ดวงที่นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์พยักหน้าให้ เขาจึงเดินเข้าไปหาอย่างคนตั้งคำถาม แต่เมื่อเจอลูกเฉยของเธอ เขาจึงลากแขนไปนั่งยังโต๊ะไกลสุด เมื่อทั้งคู่ประจันหน้ากันตรงๆ แครายจึงถอดแว่นแต่สายตาก็ยังจ้องไปที่เขาไม่กระพริบ

“แครรี่มีอะไรรึเปล่า” อนุชัยเอ่ยเสียงเรียบๆ

“นุ คิดจะถามแคร์หรือเปล่าคะว่า แครรี่ ตัวเองสบายดีไหม? หรือตัวเองทำอะไรอยู่ หรือ…..”

อนุชัยยกมือห้าม “พอๆ….แครรี่ ตัวเองก็รู้ว่านี้คือที่ทำงานของเค้า เค้านั่งคุยกับตัวเองไม่ได้ทั้งคืนหรอกนะ”

แครี่หน้าเสีย  เธอทำหน้าเซ็งเป็ดสุดชีวิตจนคล้ายจะร้องไห้ กระนั้นเมื่อความเงียบเข้าเยียวยา “แคร์ขอโทษคะนุ แต่แคร์ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน กับใคร มี นุ คนเดียวที่แคร์นึกถึง”

อนุชัยเอื้อมมือข้างหนึ่งไปกุมมือที่กำลังสั่นบนโต๊ะในลักษณะปลุกปลอบ เขาจ้องเข้าไปในดวงตาที่กำลังพล่ามัว กำลังอ่านทิศหัวใจ  “แคร์ นุ เองก็ขอโทษที่ นุ ก็ไม่มีเวลาให้แคร์เลยสักวัน”

“แคร์เข้าใจ นุ คะ” แครายพูดช้าๆ พลางดึงมืออนุชัยอีกข้างขึ้นไปกุมรวมกันไว้บนโต๊ะ “แคร์มีเรื่องกลุ่มใจ แคร์ขอระบายกับนุสักครู่จะได้หรือเปล่าคะ”

อนุชัยเหลือบไปยังเคาน์เตอร์ที่อยู่ห่างออกไปราวๆ 10 กว่าเมตร เจ่ดวงที่มองมายังเขาพอดีพยักหน้าให้ “ครับแคร์”

“เทอมหน้าพี่ชายที่เรียนที่มหาวิทยาลัย บริติชโคลัมเบีย จะย้ายกลับมาเรียนในกรุงเทพฯ แคร์ต้องอยู่ที่แวนคูเวอร์คนเดียว หญิงรัดดา เออ! แคร์หมายถึงน้องหญิงของพี่ชาย ชานนท์นะคะ เธอก็ไม่ยอมย้ายจากซานฟรานซิสโกมาเรียนด้วยกัน  แคร์…แคร์ไม่รู้จะทำอย่างไรดี”

อนุชัยฟังเงียบๆ ก่อนจะหลุดพูดขึ้นแบบตั้งใจแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ “แคร์ก็ย้ายกลับมาเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ได้นิ”

“คะ แคร์ก็ปรารถนาอย่างนั้น แต่คุณพ่อกลับไม่ยอม” เธอเว้นให้เวลาหายใจ จนรู้สึกถึงความชุ่มเย็น “แคร์สงสารคุณพ่อคะนุ  ท่านป่วยเป็นโรคเลือดมานาน สามวันดีสี่วันไข้ หมอประจำตัวท่านก็อยู่ในแวนคูเวอร์ เวลาส่วนใหญ่ท่านก็อยู่ที่นั้น สงสัยท่านอยากจะให้แคร์อยู่ใกล้มากกว่า”

“แครรี่ รู้ตัวไหม เค้า เค้า!รักตัวเองก็ตรงนี้แหละ” อนุชัยพูดไปสะดุดไป ในหัวกลับมโนเห็นชายคู่หมั้นของเธอขึ้นมาหลอกหลอน แต่ไอ้หมอนั้นเองก็ไม่มีท่าทีจะใส่ใจเธอเลยสักนิด ด้วยสาเหตุนี้เลยตั้งใจพูดขึ้นมาอีก “แคร์ยังมีเค้านะ เห็นไหมยามใดที่แคร์ไม่สบายใจ แคร์ก็จะคิดถึงเค้าเป็นคนแรก ไม่ใช่ไอ้ไฮโซแอ็คอาร์ตคนนั้นซะหน่อย”

“นุหมายถึงพี่ชายนั้นหรือคะ”

“คนบ้าอะไรไม่รู้…ชื่อชาย แล้วจะบังคับให้ เค้าเรียกว่า คุณชาย น่าอายชะมัด” อนุชัยพึมพำจนได้ยินเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมา

“ฮ่าๆๆ เออ มันก็จริงอ่ะนะ แคร์ลืมนึกถึงข้อนี้ไปเลย แต่พี่ชายก็เทียวถามถึงแต่นุนะ ไม่รู้เพราะเป็นอะไรเหมือนกัน”

“เป็นบ้าไปแล้วมั่ง!” อนุชัยสบถเสียงต่ำพลางปล่อยมือก้มหน้าที่กำลังแดงไม่ให้หญิงสาวจับได้

“ฮ่าๆๆ…..แคร์ก็คิดแบบนั้น…” แครี่หัวเราะยาว กระทั้ง “ว่าแต่ นุ เถอะเรียกพี่ชายว่าอะไรละ”

“จะให้เรียกคุณชายนั้นเหรอ เฮ้ย! ฝันไปเถอะ นุ ก็เรียกเขาว่า คุณ….ไอ้คุณ….เวลาโกรธก็จะเติมสัตว์ลงไปสักตัวหรือ 2 ตัว”

“ฮ่าๆๆ สัตว์อะไรของนุนะ” แครายระเบิดเสียงหัวเราะอย่างต่อเนื่อง

“ก็….เออๆ” เขาก้มเข้าไปกระซิบใกล้ๆ “ไอ้เฮี้ย!คุณไง”

“ฮะ ฮ่า ฮาๆๆๆๆ”

สุดท้าย….. “เค้าได้คุยกับตัวเองแล้วสบายใจจังเลย” แครายวางสายตาซึ้งๆ พร้อมกับเอื้อมดึงมือทั้ง 2 ข้างของเขามากุมไว้ในท่าเดิมอีก แสงเทียนลิบลี่ก็ยังลิบลี่ในสถานะของมัน “นุคะ ขอบใจ นุ มากที่ยอมคุยกับแคร์”

“แครี่” อนุชัยเหมือนจะจับนัยยะบางอย่างจากเธอได้ “ตัวเองมีอะไรจะบอกเค้าเหรอ”

“แคร์จะมาลา นุ คราวนี้เค้าคงไปยาว อาทิตย์หน้ามหาวิทยาลัยก็เปิดเทอมแล้ว เค้า เค้า…คงไม่ได้กลับเมืองไทยอีกหลายปี”

“แครี่”

เธอดึงมือเขาให้ลุกตาม เมื่อทั้งคู่อยู่ในแสงสว่างที่ส้ม เสียงน้ำตกรินหลั่งคลอกับเสียงดนตรีบรรเลงเธอจึงเบียดเข้าไปยืนเกือบชิด “แคร์จะกลับคืนนี้แล้วคะนุ” เสียงของเธอต่ำกว่าความน่าจะเป็น สายตาก็เว้าวอนกับบางสิ่ง “จูบแคร์เป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมคะ”

อนุชัยกำลังหลงอยู่ในภวังค์เสน่หา โดยไม่ทันระวังสายตาจากผู้คนที่กำลังนั่งดื่ม นั่งรับทานอาหารเย็นที่เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งอีกคนที่พึ่งขับเบนซ์สปอร์ตสีดำเข้ามาหยุดจ้องคนทั้งคู่อยู่ลานจอดด้านล่าง อนุชัยค่อยๆ ก้มลงจูบแคราย ในแบบที่เขาเคยทำและฝังมันไว้นาน นานจนปรากฏน้ำใสๆ รินหลั่งออกมาทางหางตาของเธออย่างเงียบๆ

5 นาทีผ่านไป แครายปาดน้ำตาด้วยหลังมือเพียงครั้งเดียวก่อนจะสวมแว่นทับ เธอไม่รอท่าทีใดๆ จากเขาอีก อนุชัยได้แต่มองตามแผ่นหลังบางๆ กระทั้งรถแลนด์โรเวอร์สีเทาดำคันใหญ่พุ่งออกถนนไป… เบนซ์สปอร์ตสีดำที่รอท่าอยู่แล้วก็พุ่งเข้าไปแทนที่

“นายมาทำอะไรเนี้ย”

“ถ้าฉันไม่มาจะเห็นนายยืนจูบกับคู่หมั่นฉันไหม?” ชานนท์ทำทีดุ แต่ก็แอบกรุ่มกริ่ม “หึ…อนุชายยยยย”

“อย่าบังอาจเรียกฉันด้วยชื่อนั้น” อนุชัยเกรงหมัดแน่น ๆรอ….

“งั้นนายก็สอนฉานนดิ!….อนุชายยยยยย”

“ไอ้คุณ…..”

“เรียกผมคุณชายสิครับ”

“ไอ้เฮี้ยคุณ……” สุดท้ายก็เป็นเขานั้นแหละที่โดนลากคอมานั่งกินข้าวด้วยจนอิ่ม โดยเจ่ดวงเป็นคนส่งเสริมสุดๆ (ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย เจ่ได้ทั้งนั้น) เธอพูดไปขำไป หัวเราะไป…

“ตกลงนายจะเรียกฉันว่าอะไรกันแน่หา!” ชานนท์ถามขึ้น

“จะให้ฉันเรียกว่า คุณชาย ไม่มีวันซะหรอก” อนุชัยเอ่ยหลังดื่มน้ำเสร็จพอดี

ชานนท์เห็นคาบครีมที่อนุชัยพึ่งอัดใส่ปาก “อยู่นิ่งๆ”

“อะไรของนายนะ”

“เออนา!…. ” แล้วเขาก็ใช้นิ้วโป้งเช็ดครีมที่มุมปากให้ก่อนจะยัดมันใส่ปากตัวเองแบบคนมีความสุขที่สุดในสามโลก จนอีกคนหน้าแดงซ่านอย่างไม่รู้ตัว…. “หวานชะมัดยาดเลยว่าไหม”

“ไอ้คุณ” อนุชัยตะเบ็งเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อน

“อะไนนะ นายเรียกฉันว่าอะไรนะ”

“ไอ้เฮี้ยคุณ!”

“ฮ่าๆๆ เออ! เอาชื่อนี้แหละฉันชอบ”

วันต่อมาที่บ้านตระกูลเชาว์

10 โมงเช้าแดดเริ่มร้อนขึ้นทุกขณะ เมื่อมองผ่านผนังกระจกไปยังสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานที่อยู่หลังบ้านทรงร่วมสมัยสีครีม ผิวน้ำที่กระเพื่อมระยิบระยับชวนให้ปวดตา หากไม่มีม่านอลูมิเนียมสีเทาคงต้องเปลี่ยนสระว่ายน้ำเป็นอย่างอื่นแน่ๆ อนุชาตินั่งกึ่งเอนหลังอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ที่เผยกระดานหุ่นสีเขียวแดงวิ่งวนในห้องนั่งเล่น  ที่อีกฝั่งเป็นหน้าบ้านมีจามจุรีต้นใหญ่พอให้นึกถึงความสุขขึ้นมาได้บ้าง….สักครู่

“คุงชายใหญ่คะ คุงหญิงพวงพรมาขอพบคะ” แม่บ้านสาวสำเนียงไทยไม่ชัดพูดที่มุมบันได เธอก้มหน้ารอคำสั่งราวกับหุ่นหิน

“อื้อ! ผมได้นัดคุณพี่เอาไว้ละ….เอาน้ำเข้าไปเสริฟแล้วให้เธอรอในเรือนรับรองนะ”

“ได้คะคุงชาย”

เมื่อทั้ง 2 อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง คุณหญิงพวงพรจึงเอ่ยถามขึ้นมาก่อน

“ทำไมเธอเฉยจังเลยหึ! อนุชาติ”

“เอ้! ทะ ทำไมรึครับคุณพี่”

คุณหญิงพวงพรยกฝ่ามือขึ้นมาทาบอกพร้อมกับหน้าซีดทันที “ว่าแล้วเชียว! ฉันไม่น่าประมาทขนาดนั้นเลยจริงๆ”

“คุณพี่เป็นอะไรหรือครับ” อนุชาติ เซ้าซี้อย่างคนเริ่มอยากรู้อยากเห็น

“แสดงว่าเธอไม่ได้อ่านโน้ตที่ฉันซ่อนไว้ใต้หมอน ตอนอยู่โรงพยาบาลเลยใช่ไหม” คุณหญิงพวงพรพูดเร็วๆพลางทุบหน้าอกไปด้วย “ฉันนี้ยิ่งแก่ยิ่งเลอะ….”

“โน้ต โน้ตอะไรเหรอครับผมไม่เห็นรู้เรื่องพยาบาลก็ไม่บอก” เขาหยุดคิดพอสมควร “พยาบาลที่เข้ามาเปลี่ยนหมอนเปลี่ยนที่นอนตอนเช้าผมก็อยู่ด้วย ไม่เห็นมีโน้ตอะไรนี้ครับ….เอ้! หรือว่า…”

“เธอฟังฉันดีๆ นะอนุชาติ…..พวงพรกับลูกชายเธอยังไม่ตาย”

“ห่า!…คุ คุณพี่ว่าอะไรนะ” เขาผวาสะดุ้งโหยง ดวงตาที่เบิกโพลงจ้องคุณหญิงพวงพรไม่กระพริบ “จริงหรือครับคุณพี่….”

คุณหญิงพวงพรพยักหน้าช้าๆ “90 เปอร์เซ็นต์”

“แล้วตอนนี้พรกับอนุชัยอยู่ที่ไหน คุณพี่ คุณพี่ “อนุชาติเร่งเร้าอย่างเอาเป็นเอาตาย คุณหญิงพวงพรได้แต่นิ่งหายใจไม่ทั่วท้อง “คุณพี่ครับได้โปรดบอกผมเถอะครับ”

“เด็กคนที่คาดว่าจะเป็นลูกชายของเธอฉันพบแล้ว แต่แม่เขากำลังให้นักสืบตามอยู่ รออีกนิดเดียว”

“ห่า ลูก ลูกผม” น้ำตาลูกผู้ชายไหลล้นออกนอกเบ้าทันที “ตอนนี้เขาอยู่ไหนครับคุณพี่ คุณพี่ครับ”

“ใจเย็นๆ รอผลดีเอ็นเอก่อน…หากใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ฉันนี้แหละจะพาเขามาหาเธอเอง”

“ผมอยากเจออนุชัยเดี๋ยวนี้ ตอนนี้” อนุชาติแบบไม่ต้องคิด น้ำตาถึงจะปาดทิ้งหลายต่อหลายรอบ แต่มันก็ยังไหลออกมาอย่างกับจะไม่มีวันหมด…. “นะครับคุณพี่ ผมอยากเจอเขา ผม ผมอยากเจอลูก”

“ตอนนี้เขาปลอดภัยดี แต่เธอต้องรักษาตัวเองเพื่อจะได้เจอเขาให้ได้ สัญญากับฉันซิ”

“คุณพี่”

“สัญญากับฉันซิ…ว่าเธอจะรักษาตัวเองเพื่อเค้า…” คุณหญิงพวงพรย้ำเสียงแน่นๆ  อนุชาติก้มหน้าร้องไห้อย่างไม่อาย พร้อมกับพยักหน้าแทนคำตอบที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ “ดีแล้วละ ฉันเองก็ตื่นเต้นจะได้เจอน้องสาวฉันไม่แพ้เธอ”

“ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ ฮื้อๆๆๆ”

“พอๆ เช็ดน้ำตาให้แห้งเถอะ ฉันยังมีธุระอื่นต้องไปทำต่อ” คุณหญิงพวงพรประเมินชายตรงหน้าเงียบๆ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เธอจึงลุกขึ้น “ดี ดีแล้วละ…คราวนี้เราจะได้สู้ไปด้วยกันจริงๆ จังๆ สักที…ฉันไปละนะ…ว่าแต่หนูแครายกลับแวนคูเวอร์รึยัง”

“ผมไปส่งเธอเมื่อคืนนี้ครับ”

“แล้วเธอจะบินตามไปเมื่อไร”

“ผมอยากเจอ อนุชัยก่อน เป็นไปได้อยากจะพาเขาไปเริ่มต้นใหม่ซะที่โน้นด้วยกันเลย” อนุชาติพูดออกมาจากความในใจ “ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

“อื้อ! อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด….เฮ้ยยยยย!” คุณหญิงพวงพรถอนหายใจทิ้งยาวๆ “ไปละนะ”

“ครับคุณพี่ ขอบคุณอีกครั้ง”