อนุชาย ตอนที่ 10

อนุชาย ตอนที่ 10
บนเตียงสีขาว นิยายอ่านฟรี เรื่อง อนุชาย ตอนที่ 10

ภายในห้องสีฟ้าอ่อน ชั้น 18 โรงพยาบาลแห่งหนึ่งบน ถนนพระราม 9 แสงสีขาวจากโคมไฟสาดรัศมีครอบเตียงพยาบาลที่ขาวอยู่แล้วยิ่งทำให้มันดูขาวเด่นราวกับหลุดลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ เวลาของธรรมชาติถูกปกปิดจากม่านสีฟ้าทึบๆ เมื่อคิดว่าตัวเองเป็นคนป่วย คงเดาเวลาจริงๆไม่ถูก คุณหญิงพวงพรเดินคู่มากับชานนท์ที่หอบแจกันดอกกุหลาบสีโอโรสจากสวิตเซอร์แลนด์เข้ามาภายในโดยไม่ทันเคาะประตู แคราย เชาว์ที่นั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ก่อนแล้วจึงสะดุ้งนิดๆ แต่เธอก็มีไหวพริบพอที่จะลุกพร้อมๆ กับยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

“ขอโทษคะ น้องแคร์ พี่ชายนึกว่าไม่มีคนอยู่” ชานนท์ออกรับก่อนจะเดินนำแจกันไปตั้งประดับไว้ที่หัวเตียง

“สวัสดีคะคุณหญิงป้า สวัสดีคะพี่ชาย”

“อ้าว!….หนูแครี่ป้าก็นึกว่าหนูกลับไปแล้วซะอีก ไม่เห็นเข้าไปเล่นกับป้าที่บ้านเลย” คุณหญิงพวงพรทัก

“คุณแม่ยังนึกว่ามหาวิทยาลัยไทยกับแคนาดา เปิด-ปิดพร้อมกันนะคะ” ชานนท์แทรก

“อิ อิ อิ….อันที่จริงแคร์เตรียมแพ็คกระเป๋าเดินทางไว้แล้วละคะ…แต่พอดีคุณพ่อลงเครื่องก็ถูกหามส่งตัวมาที่นี้ แคร์เลยถือโอกาสอยู่ต่ออีกสัก 2 อาทิตย์”

“ดีแล้วแหละจ้าหนูแคร์” คุณหญิงพวงพรเดินอ้อมไปหยิบถุงมือพยาบาลในลิ้นชักมาสวมจนเกิดเสียงดังแต๊บๆอย่างชำนาญก่อนจะกดแอลกอฮอล์ที่แขวนอยู่ปลายเตียงถูกับฝ่ามือ “ป้าขอเช็คความดันเลือดให้คุณพ่อสักพักนะจ้ะ…ชาย พาน้องไปทานข้าวก่อนซิลูก แม่จะอยู่กับคุณอาสักครึ่งชั่วโมง”

“คะคุณแม่….แคร์ทานอะไรบ้างรึยัง หน้าซีดเชียว” ชานนท์หันไปถามแครายก่อนจะลากแขนเธอเดินตรงไปยังประตู

“เดี๋ยวก่อนคะพี่ชาย….เออ! ขอบคุณนะคะคุณหญิงป้า แคร์ฝากคุณพ่อด้วย ดีเหมือนกันตั้งแต่เที่ยงแคร์ยังไม่ได้ทานอะไรเลย”

แคราย เชาว์ เธอมักจะเป็นคน 2 บุคลิก แบบนี้เสมอ บางครั้งเธอก็บ้าระห่ำ  แต่บางเวลาเธอกลับดูดีมีมารยาท น่าสงสาร ซึ่งคนที่รู้จักเธอดีที่สุดเห็นจะมีแค่อนุชัย ธารากรณ์ เท่านั้น

“จ้าหนูแคร์ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกลูก” สายตาของคุณหญิงพวงพรที่จ้องแคราย บอกความหมายเอาไว้มากมาย มากมายกว่าความเอ็นดูธรรมดาๆ

“ขอบคุณคะ”

“ไปน้องแคร์ พี่ชายมีเรื่องจะถามเยอะเชียว”

“เรื่องอะไรคะ….พี่ชายชอบอำแคร์อยู่เรื่อยจนไม่อยากตื่นเต้นละ”เสียงของหนุ่มสาวดังห่างออกไปเรื่อยๆ จนเสียงประตูปิดลงตามหลัง คุณหญิงพวงพรจึงลงมือทำหน้าที่

และเมื่อชายวัยไล่เลี่ยกับเธองัวเงียสะลึมสะลือ ดวงตากระพริบช้าๆ แต่ก็มัวจนแทบจะคิดว่าเป็นสายตายามละเมอ คุณหญิงพวงพรจึงก้มกระซิบใกล้ๆ หู

บนเตียงสีขาว

“อนุชาติ ฉันมีข่าวดีมาบอก เตรียมฟังให้ดีนะ” เธอหยุดประเมินพลางเช็คความดันที่ข้อมือไปด้วย “ลูกชายเธอ อนุชัย กับพวงพรยังไม่ตาย พวกเขายังมีชีวิต อนุชาติเธอได้ยินฉันไหม ถ้าได้ยินกระพริบตาให้ฉันรับรู้หน่อยซิ” กระนั้นดวงตาที่สะลึมสะลือก็ผล็อยหลับลงอีก  เธอจึงหยิบกระดาษกับปากกาที่หัวเตียงมาเขียนบางอย่าก่อนจะสอดมันไว้ใต้หมอน “ตื่นแล้วก็อ่านมันด้วยนะ เพราะฉันเองก็ดีใจเหลือเกิน ดีใจจนอดทนรอบอกเธอตรงๆ ไม่ไหว หายเร็วๆ พักผ่อนอีกสัก 3 วันก็น่าจะปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก” คุณหญิงพวงพรพูดพร้อมกับดึงถุงมือพยาบาลโยนลงถังขยะก่อนจะกดแอลกอฮอล์ล้างมืออันเปลือยเปล่าอีกรอบ

“มรสุมกำลังผ่านไปแล้วละ ถ้าฉันได้ข่าวพวงพรเมื่อไรฉันจะรีบแจ้งให้เธอรู้ทันที” คุณหญิงพวงพรสำรวจร่างชายที่กำลังหลับใหลบนเตียงสีขาวไปมา ก่อนจะหยิบแฟ้มประวัติที่เสียบอยู่ข้างขึ้นมาอ่าน “ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง พักผ่อนซะนะ ฉันจะกลับมาเยี่ยมใหม่ แต่คิดว่าเธอคงไม่อยู่รอให้ฉันกลับมาโรงพยาบาลแล้วละ ฮึๆ…เจอกันที่บ้านตระกูลเชาว์จ้า…” เมื่อคุณหญิงพวงพรเดินออกจากห้องได้ไม่นาน ท่านผู้หญิงแขไขกับคนขับรถรุ่นลูกหน้าใสหล่อราวกับพระเอกเกาหลี ก็ผลักประตูเดินเข้ามาแทนที่

“คุณเป็นโรคบ้าอะไรนักหนา….หึ! คุณอนุชาติ” มาถึงท่านผู้หญิงแขไขก็ร่ายยาว โดยมีคนขับรถหน้าใส่หล่อเดินผ่านไปนั่งกับโซฟาที่มุมห้องพร้อมกับควักมือถือขึ้นมาฆ่าเวลาแบบไม่ใส่ใจ “อันที่จริง ถ้าคุณไม่หงก คุณก็ควรจะตายไปเกิดใหม่ได้แล้ว ไม่แน่ปานนี้คุณอาจจะเกิดมาเป็นพระเอกหรือลูกพระเอกไปแล้วมั่ง ฮ่าๆๆๆ” ท่านผู้หญิงแขไขหัวเราะด้วยน้ำเสียงน่ารำคาญก่อนจะสะบัดผมทรงฟาร่าที่ตั้งเสาเอกเสาโทเกินหน้าผากกว้างๆหลายเซนติเมตรไปทางคนขับรถ “เธอว่าไหมปกรณ์”

ปกรณ์ปล่อยขาที่ก่วยห้างแล้วตอบนิ่มๆ “ครับท่านผู้หญิง”

“พี่บอกเธอกี่ครั้งละ….เวลาเราอยู่ 2 ต่อ 2 ให้เรียกฉันว่าพี่” ท่านผู้หญิงแขไขดุ แต่ไม่จริงจัง สายตาหวานเยิ้มราวกับมีน้ำผึ้งสาดใส่เขาอย่างฟุ่มเฟือย แต่หางตาปกรณ์หนุ่มขับรถกลับชี้ไปตกยังร่างที่นอนเป็นผักอยู่บนเตียง “ฮ่าๆ เธอกลัวเขารึ…..จุ๊ๆๆๆๆ….ดูเขาเวลานี้ซิคะปกรณ์ขา เขาก็ไม่ต่างจากจงอางโดนรีดพิษจนหมดสภาพรอวันตายเท่านั้นแหละค้า….” ท่านผู้หญิงแขไขเดินเข้าไปยืนจนสะโพกผายกว้างๆอยู่ระดับสายตา “เรียกพี่ซิคะ ปกรณ์ขา” พร้อมกับก้มลงจูบหน้าผากเด็กหนุ่มราวจะประชด

“ครับพี่แข” ปกรณ์พูดพร้อมกับปล่อยมือจากโทรศัพท์มาโอบสะโพกท่านผู้หญิงแบบมีนัยยะหลายๆ อย่าง กระทั้งเสียงพลิกตัวดังมาจากเตียง ท่านผู้หญิงแขไขจึงเดินกลับไปดูใกล้ๆ

“คุณอนุชาติ อย่าสำออยไปเลยคะ….คุณต้องเซ็นเอกสารหลายแผ่นให้ฉัน  ลุกขึ้นมา ลุกเดี๋ยวนี้…” เธอใช้สองมือเขย่าร่างสามีแบบคนไม่ใส่ใจ “คุณ คุณอนุชาติ บ้าเอ้ย!….” แต่อยู่สายตาก็เหลือบไปเจอเข้ากับกระดาษโน้ตที่คุณหญิงพวงพรทิ้งไว้โดยบังเอิญ  ท่านผู้หญิงแขไขหยิบมันขึ้นมาอ่าน พร้อมกับสีหน้าตื่นตระหนกจนเห็นใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดๆ ฝ่ามือแน่นๆทุบหน้าอกตัวเองจนปกรณ์รีบสาวเท้าเข้ามาประคองหลัง

“เกิดอะไรขึ้นพี่แข”

ท่านผู้หญิงแขไขยัดกระดาษโน้ตใส่กระเป๋า “2 คนแม่ลูกมันยังไม่ตาย…” เธอพึมพำปนกับเสียงขบกราม “เรากลับกันได้ละ….” เธอออกคำสั่งและเดินนำไปยังประตู “ไปซี้!….ห่วงอะไรกับคนไม่มีน้ำยา”

“ครับ  ครับ ครับ”

ขณะที่คนทั้ง 2 อยู่ภายในลิฟต์ “หานักสืบ นักฆ่า มือสังหารให้ฉันที”

“หา!…” ปกรณ์อุทานเสียงหลง แต่เมื่อสายตาพิฆาตยิ่งใส่ตรงๆ สติที่ตัดผึงก็กลับคืน “ครับๆพี่แข”

“เร็วที่สุด…ที่เซฟเฮ้าส์วันศุกร์….อย่าให้พลาด”

“ครับ ครับได้ครับ”

และขณะที่รถเบ้นซ์สีดำคันใหญ่กำลังจะออกตัว

“เดี๋ยวคะปกรณ์ขา! พี่ขอไปนั่งหน้าดีกว่า” ท่านผู้หญิงแขไขไม่ยอมเสียเวลาเปิดประตูรถ เธอก้าวขายาวข้ามมานั่งเบาะหน้าอย่างชำนาญ และขณะรถยนต์แล่นอยู่บนถนนพระราม 9 กำลังข้ามแยกศรีนครินทร์ออกสู่ถนนมอเตอร์เวย์  ท่านผู้หญิงแขไขก็หยิบกระดาษโน้ตเจ้าปัญหาออกมาอ่านอีก เธอสะบัดผมแรงๆ ก่อนจะปลอดแขนเสื้อย้วยๆบางๆลงไปกองที่เอว

“โอ้ย! ฉานนเครียดดด ปกรณ์ขา….. ” พร้อมกับปล่อยกลิ่นกระดังงาลนไฟเอื้อมไปคว้ามือเด็กหนุ่มมาแปะกับหน้าอกที่เปลือยเปล่า “เค้นนมให้พี่ที….ปกรณ์ขา!”

“ครับๆ ท่านผู้หญิง”

“ฉันสั่งเธอว่าไง หา!”

“ครับๆ พี่แข”

…ฟิล์มสีดำทึบๆ ปิดบังสายตาผู้คนไว้จนหมดสิ้น  6 โมงเย็นเกือบจะครึ่งละ

“อื้อดีๆ อื้อดีจังเลยคะ ปกรณ์ขา!”

เซฟเฮ้าส์ ณ เขาแผงม้า

เมื่อแดดสุดท้ายกำลังบอกลา ไร่ภูตะวัน ณ เขาแผงม้า ก็ค่อยหมอง แสงจากโคมไฟสนามที่ขนานทั้ง 2 ข้างของถนนคอนกรีตสีปูนลาดลงตามไหล่เขาก็สว่างขึ้นทีละดวง ความลึกลับของที่นี้ไม่ใช่ไร่ภูตะวัน แต่หากเป็นเซฟเฮ้าส์ก่อสร้างด้วยไม้หลังขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านท้าทายขุนเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตาต่างหาก เมื่อลำแสงสุดท้ายจากดวงอาทิตย์สาดกระทบสีไม้ที่เคลือบด้วยน้ำยามันวาว มันก็สุกสว่าง และสุกสว่างอย่างต่อเนื่องถึงแม้เงาจะพยายามนำจมสู่รัตติกาลก็ไม่เป็นผล

รถเบนซ์สีดำคันใหญ่วิ่งผ่านประตูไม้รูปกงเกวียน ไต่ระดับลงไปตามทางลาดชันช้าๆ ก่อนจะเข้าไปจอดนิ่งใต้หลังคามุข หน้าประตูทางเข้าบานไม้สักคู่สูงไม่ต่ำกว่า 3 เมตรที่อยู่เหนือเฉลียงกว้างๆ  คนขับรถหน้าหล่อสวมสูทดำทับเสื้อเชิ้ตเวอร์ซาเช่ลายเทาน้ำตาล เดินอ้อมมาเปิดประตูรับไฮโซสาวรุ่นแม่ที่คล้องแขนเขาทันทีที่ผ้าลูกไม้บางๆพลิ้วๆเข้าชุดกันทั้งเสื้อและกระโปรงยืนนิ่งในแนวตั้ง แว่นดำบนใบหน้าของเธอสำรวจไปรอบๆ สักพักเธอก็ปล่อยจากคล้องแขนมากุมมือคนขับรถส่วนตัวแบบคู่รักขณะพาส้นสูงกว่า 4 นิ้วไต่ขึ้นไปตามบันได แดดสุดท้ายสีอำพันทาทับ สายลมแผ่วๆพัดชายกระโปรงปลิวพลิ้ว มองเผินๆ ตั้งแต่ผมทรงฟาร่าสีน้ำตาลอ่อนจรดปลายเท้า เธอก็ไม่ต่างอะไรกับนางพญาดีๆ นี่เอง

“สวัสดีครับท่านผู้หญิง” เสียงทักทายดังจากที่ไหนสักแห่ง เมื่อคนทั้งคู่เดินไปหยุดยื่นใกล้ๆ ประตูบานนั้น

“หวัดดีจ๊ะ….จะต้องให้ฉันกดรหัสเองไหม” ท่านผู้หญิงแขไขกระแหนะกระแหนเสียงแหลมจนคนขับรถใช้ฝ่ามือปิดปากหัวเราะเบาๆ

“ไม่ต้องลำบากหรอกครับท่านผู้หญิงทุกคนรออยู่ในลับหมายเลข U 312 เรียบร้อยแล้ว” พอเสียงบุรุษทุ้มๆ สิ้นสุด ประตูไม้สักบานใหญ่ก็ค่อยเปิด

“ทางนี้ครับท่านผู้หญิง” ปกรณ์ผายมือนำทาง

เพี้ย!…เสียงฝ่ามือตีต้นแขน จนเด็กหนุ่มคนขับรถสะดุ้งโหยง “จะให้พี่บอกกี่ครั้งเธอถึงจะจำ”

“ครับ ครับพี่แข”

“เออดี….ต่อหน้าพวกโสโครก ก็ต้องเรียกฉันว่าพี่ด้วย เข้าใจไหมจ๊ะ…”

“ครับพี่แข” ปกรณ์ตอบเร็วๆ พร้อมกับปล่อยมือที่กุม ยกตั้งฉากให้ท่านผู้หญิงแขไขสอดมือเข้าหว่างกลางพร้อมกับดันหน้าอกที่เพิ่งไปยกกระชับมาหมาดๆ สัมผัสกับหัวไหล่ของเด็กหนุ่มให้แน่นที่สุด

“อุ่นจังเลยคะปกรณ์ขา…”

“ครับพี่แขเชิญทางนี้ครับ เราต้องลงลิฟต์แคบสัก 2 ชั้น” ปกรณ์เอ่ยพลางผายมือนำทาง

“ดีคะ ยิ่งแคบ ยิ่งชิดกับปกรณ์ พี่ยิ่งชอบ” เธอส่งสายตาหวานเยิ้มพลางดันหน้าอกดุลแขนเขาอย่างจงใจ ขณะทั้ง 2 ยืนนิ่งอยู่หน้าตู้เก็บของบานทึบๆ “สถาปนิกเขาออกแบบเซฟเฮ้าส์ที่นี้ได้ดีมากๆ เลย ว่าไหม”

“ครับ”

สักพักบานตู้ห้องเก็บของก็เลื่อนเปิดช้าๆ คนทั้งคู่เข้าไปยืนเบียดกันและกันในนั้น

“ดีเหลือเกิน ว่าไหมคะปกรณ์ขา”

“ครับพี่แข”

เมื่อลิฟต์นำมาถึงโถงสีขาวเพดานเตี้ย พ่อบ้านลักษณ์ขี้โรคกับหญิงวัยดึกอ้วนดำจนเผลอนึกว่าเป็นถ่านมีชีวิตก็เปิดประตูกระจกกล่าวต้อนรับพร้อมกับยื่นหน้ากากอำพรางใบหน้า

“เชิญด้านในคะท่านผู้หญิง” หญิงวัยดึกผายมือนำทาง เมื่อเห็นทั้ง 2 สวมหน้ากากเข้าที่เรียบร้อยแล้ว

“พวกเธอ ได้กำชับพวกสวะในห้องแล้วใช่ไหมว่าให้ใช้ทางออกประตูหลัง” ท่านผู้หญิงแขไขก้มกระซิบ แต่ระดับเสียงก็ดังพอที่พ่อบ้านลักษณะขี้โรคยืนห่างออกไปราวๆ 2 เมตรได้ยิน เขาจึงตอบขึ้นมาแทน

“เรียบร้อยแล้วครับวางใจได้เลย”

“ดีมากจ๊ะ”

เมื่อคนทั้งคู่เดินเข้าไปหยุดกลางห้อง เธอไม่ยอมแนะนำตัวเอง และพวกเขาก็ปรารถนาในลักษณะเดียวกัน ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆหลุดลอดออกมา แม้จะตะโกนสุดเสียงพ่อบ้านลักษณ์ขี้โรคกับหญิงวัยดึกอ้วนกลมก็ไม่มีทางได้ยิน ท่านผู้หญิงแขไข เดินแจกซองสีน้ำตาลให้คนทั้งหมด ก่อนจะกล่าวสรุปสั้นๆ ด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง จนกลุ่มชายโสโครกก้มหัวให้เธอทีละคน…

อีก 10 นาทีต่อมา “ให้พวกสวะใช้ประตูสำรอง เข้าใจไหม” ทานผู้หญิงแขไขกำชับเป็นครั้งที่ 2 ก่อนจะถอดหน้ากากคืนให้

“คะ…”

“ไม่ทราบว่าท่านผู้หญิงจะค้างหรือเปล่าครับ” ชายพ่อบ้านลักษณะขี้โรคถาม เมื่อสายตาเกรี้ยวกราดยิงใส่ เขาจึงก้มหน้า “เออกระผมเพียงแต่อยากรู้ว่าจะต้องเตรียมอาหารเย็นหรือเปล่าเท่านั้น”

“ฉันขอเป็นสะลัดโลกับน้ำส้ม…แล้วปกรณ์ละจ๊ะ” เธอส่ายหน้าทำตาแบ๊วๆ ไปยังเด็กหนุ่ม

“ผมเอาแบบพี่แขก็แล้วกันครับ….แต่ขอเปลี่ยนจากน้ำส้มเป็นเบียร์เย็นๆ”

“อ้อ ใช่!แล้วอย่าลืมเอาเบียร์ไปแช่ไว้ในห้องสักไหลด้วยนะจ๊ะขอบใจมาก ไปคะปกรณ์ขา”

“ครับๆ ท่านผู้หญิง”

ภายในห้องใต้หลังคากระจก ท้องฟ้าในคืนเดือนมืดผลักแสงดาวทั้งจักวาลให้สุกสว่าง ทางช้าเผือกเผยแสงโคมของโกโบริให้เห็น เหนือระเบียงนอกผนังกระจก ณ.ยอดต้นลำพูก็ยังมีหิ่งห้อยนับร้อยกระพริบแสงราวกับโคมไฟของอังสุมาริน แขไขสวมชุดน้อยชิ้นนอนอาบแสงดาวอยู่บนเตียงสีขาว เมื่อแสงไฟแบล็คไลท์ถูกเปิดมันก็ผลักร่างของเธอลอยเด่นจากรัตติกาล จนแทบจะเห็นจากดาวอังคารอย่างนั้น….ท่านผู้หญิงแขไขอ้อยอิ่งขณะเด็กหนุ่มกำลังถอดเสื้อสูทสีดำ เธอวาดวงขาเรียวยาวให้เปิดกว้างขณะเขาปลดเข็มขัดก่อนจะรูดกางเกงสแล็คเหวี่ยงทิ้งๆ อย่างไม่แยแส เธอถอดชุดนอนให้พ้นตัวก่อนจะวางกระป๋องเบียร์ไว้ที่เนินอก ขณะที่เด็กหนุ่มมีเพียงบล็อกเชอร์คานเข้าหาช้าๆ

“ปกรณ์ขา”

“ครับพี่แข….”

“พี่ยังสวยสำหรับเธอไหม”

“ทั้งขาว ทั้งสวยไปหมดทุกส่วนเลยครับ”

“ฉันอยากให้เธอเมาเบียร์บนหน้าอกฉัน” แล้วท่านผู้หญิงแขไขก็คว้ากุมเป้าเด็กหนุ่มจนล้นมือ ปกรณ์เปิดเบียร์ลาดจากปลายยอดของเนินสวรรค์ “อ้า!….บอกพี่ซิคะปกรณ์ขา…ว่าจะมีพี่แขเพียงคนเดียว”

“ครับพี่แข…”

แสงดาวที่สุกสว่างบนท้องฟ้า ก็ประหนึ่งสวรรค์ลงมาประดับดิน รัตติกาลแห่งนี้ยืดยาว แม้แต่เสียงคร่ำครวญก็ยาวนานไม่ต่างกัน

“ปกรณ์ขาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

อนุชาย ตอนที่ 9

อนุชาย ตอนที่ 9ในห้องกระจก อนุชาย ตอนที่ 9 นิยายอ่านฟรี

ที่โต๊ะอาหารบ้านสายสกุล เวลา 08.30 น.

“ชายวันนี้ไม่มีธุระที่ไหนใช่ไหมจ๊ะ” คุณหญิงพวงพรเอยเบาๆ ขณะที่ชานนท์กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับชามข้าวต้มกุ้งฝั่งตรงข้าม แดดสีวะนิลาแทรกริมผ้าม่านสีครีมวางลำแสงเป็นเส้นตรงพาดผ่านโต๊ะไม้สักราวกับปลายดาบคาตานะมาตกใกล้ๆ “ชาย แม่ถามนะได้ยินไหม”

สักครู่ชานนท์จึงค่อยๆ ดึงบลูทูธอันเล็กๆ ออกจากหู “คุณแม่ว่าอะไรนะคะ…”

คุณหญิงพวงพรส่ายหน้าอย่างคนเอือมละอาก่อนจะพูดประโยคเดิมอีก “แม่ถามว่าวันนี้ชายมีธุระที่ไหนหรือเปล่าคะ พ่อคุณทูนหัว”

“ทำไมคะคุณแม่”

“คือแม่จะไปทำธุระที่มหาวิทยาลัยที่ชายจะต้องโอนหน่วยกิจมาเรียนนะจ๊ะ…แล้วก็ธุระอื่นๆ อีกนิดหน่อย” เธอพูดเสียงดังขึ้น กระนั้นชานนท์ก็ยังต้องดึงบลูทูธที่เสียบอีกข้างเอามากองไว้รวมกัน พร้อมกับทำหน้า งงๆ

“ชายไม่เข้าใจอ่ะ!  ทำไมคุณแม่ถึงรีบร้อนขนาดนั้นด้วยคะ อีกตั้ง 2 เดือนกว่าๆ มีเวลาถมเถไป”

คุณหญิงพวงพรจ้องบุตรชายราวกับตำหนิเรื่องความเฉื่อยชาอ้อยอิ่งอันเป็นนิสัยส่วนตัวที่แก้ไม่หาย…

“โอเค โอเค คะชายว่างตลอดแหละ….ดีเหมือนกันชายจะได้ไปเอาคืนไอ้หมอนั้นด้วย” เขารีบสรุปแบบมีนัยยะ จนคุณหญิงพวงพรส่ายหน้าไปมา

“ไม่ใช่ไอ้หมอนั้น เขาชื่อ อนุชัย”

“คะ อนุชายยยย นั้นแหละคะ คนอารัยยย! เวลายิ้มได้ใจชะมัด”

“ชายคะ…..ฟังแม่ดีๆ นะ เขาชื่อ อนุชัย ออกเสียงคำสุดท้ายสั้นๆ เดี๋ยวก็โดนตอกหน้าหงายมาอีกหรอก”

“ฮาๆๆๆ……” ชานนท์หัวเราะลั่นเพราะเผลอนึกถึงวันที่อนุชัยต่อว่าเขาเมื่อวันก่อน “อนุชาย อนุชัย อนุชัย…ใช่ไหมคะคุณแม่”

“อนุชัยคะลูก อนุชัย ไม่ใช่อนุชายยยยย”

“เออ! ว่าแต่คุณแม่ไม่ให้เลขาโทรไปนัดอธิการบดีล่วงหน้าก่อนรึคะ…” ชานนท์ถามหลังซดข้าวต้มเข้าไปเกือบครึ่งชาม

“แม่ยังไม่ได้ไปพบอธิการบดีวันนี้หรอกจ๊ะ แต่จะไปพบอาจารย์พิชัย เพื่อนเด่นดวงเขาหน่อย” พวงพรตอบลูกชายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ จนทำให้อีกคนเผยอปาก หรี่ตา เอียงคอในมุมที่สับสนสุดๆ จนคุณหญิงพวงพรยกมือขึ้นห้าม “ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น”

“คะ…ตกลงนี้ชายกลายเป็นคนขับรถส่วนตัวของคุณแม่ไปเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ” ชานนท์ถามจริงจัง คุณหญิงพวงพรยิ้มมุมปากมองลอดแว่นในลักษณะข่มขู่ “โอเค โอเค….”

“ดีคะลูก แล้วกรุณากินข้าวต้มให้หมดด้วยนะ”

“แน่นอนคะคุณแม่ ชายยังไม่อิ่มด้วยซ้ำ” ชานนท์ตอบก่อนจะลงมือตักข้าวต้มใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะยกถ้วยเปล่าหายเข้าไปในครัวซะเอง จนคุณหญิงพวงพรอดหัวเราะในพฤติกรรมประหลาดๆ ของเขาไม่ได้

“ไอ้ลูกคนนี้นิ….ไม่รู้จักโตสักที”

บ่าย 2 โมงที่ตึกคณะสถาปัตยกรรม

อาจารย์พิชัยอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกเนคไทสีน้ำเงินกรรมท่า แว่นตายังเป็นแว่นกรอบหนาแบบคนแก่แต่พออยู่บนใบหน้ากลมๆ สะอาดๆ กลับทำให้เขาดูเด็กลงหลายปี เขากำลังนั่งคุยกับสาวใหญ่ผมทรงเรียบๆ แต่ดูดีเข้าขั้นมาตรฐานคุณหญิงที่มาด้วยชุดสีครีม โดยมีพู่ที่คอเป็นสายกุหลาบสีโอโรสประดับอย่างลงตัว ทั้ง 2 คุยกันไป หัวเราะกันไป โดยหารู้ไม่ว่าข้างนอก อนุชัยที่บังเอิญเดินผ่านมาเจอเข้าพอดีถึงกลับหยุดลอบมองอยู่กับมุมผนังอย่างคนเสียมารยาท  เขาพยายามอ่านปากคนทั้งคู่ สลับกับขบคิดวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา

ในห้องกระจก

“คุณหญิงพวงพรนี้นา!…มาคุยกับอาจารย์เรื่องเรารึเปล่าวะ!” เขาคิด คิด คิด จ้อง จ้อง จ้อง โดยไม่ทันรู้ตัวเลยว่ากำลังมีบางคนขยับเข้ามายืนอยู่ด้านหลังจนเกือบชิด

ชานนท์กลุ้มกริ่ม อยากแกล้งหรือทำอะไรบางอย่างที่จะเอาคืน แต่เขาก็ได้แต่ยืนคิดนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นจนกระทั้งอนุชัยส่ายหน้ายืดตัวขึ้น

“เฮ้ย!…….” เสียงอุทานตกใจสุดขีดจนร่างโงนเงน ไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา

“เพล้งๆๆๆ….ว้ายยยย!” เวลาเดียวกับเสียงแก้วน้ำหลายใบก็กระแทกพื้นแตกกระจายเป็นวงกว้าง จนสาวสวยที่ตั้งใจจะเอาเข้าไปเสริฟในห้องกระจกได้แต่ยืนหน้าซีดในชุดนิสิตรัดติ้ว “อุ้ยยยย…..นาราขอโทษคะอาจารย์” เธอขอโทษขอโพยอาจารย์พิชัยกับคุณหญิงพวงพรที่เดินออกมายืนดู

ขณะเดียวกันเมื่ออนุชัยได้สติเขาก็ก้มลงเก็บเศษแก้วราวกับเป็นงานประจำ “โอ้ย! บ้าชะมัด” เขาอุทาน คราวนี้เลือดสีแดงที่นิ้วไหลล้นอย่างกับไม่มีทางหยุดง่ายๆ

“นายนี้ซุ่มซ่ามกว่าที่ฉันประเมินไว้เยอะเลยนะ….ไหนดูดิ” ชานนท์นั่งจับมืออนุชัย และบังคับให้อยู่เฉยๆ

“ใครให้นายมายืนเป็นผีขนุนอยู่ด้านหลังฉันเล่า โอ้ย!….บ้าเอ้ย เจ็บชะมัด”

“นิ่งๆ ซิ…” ชานนท์ขู่ จนคุณหญิงพวงพรต้องตัดบท

“ชายพาอนุชัยเข้าไปนั่งในห้องแม่จะทำแผลให้”

“ไม่รบกวนดีกว่าครับคุณหญิงให้อนุชัยไปห้องพยาบาลใกล้ๆ นี้เอง” อาจารย์พิชัยกล่าวเรียบๆทั้งๆที่หน้าซีดจนก้าวขาไม่ออก

“พิชัยจ๊ะ….ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์อย่างดิฉันเถอะคะ…ไปตาชายพาอนุชัยไปนั่งบนเก้าอี้  รู้สึกว่าแม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นติดกระเป๋ามาด้วยนะ”

“คะ คุณแม่” ชานนท์พูดอย่างเคยตัว จนคนบาดเจ็บแอบชำเลืองเขาด้วยหางตา….

เมื่อคุณหญิงพวงพรทำแผลเสร็จสับ “ขอบคุณครับคุณหญิง แต่ผมต้องเคลียบางอย่างกับ คุณชายยย สักครู่” อนุชัยจงใจเรียกชื่อคู่กรณียาวๆ ยานๆ ก่อนจะลากเขาออกไปจากห้อง

“นายแกล้งฉัน” อนุชัยพูดด้วยท่าทีจริงจังพร้อมกับกระชับคอเสื้อคู่กรณีที่เอาแต่ยิ้ม  “นายยิ้มอะไร สะใจมากใช่ไหม ที่แผนการของนายสำเร็จนะ”

“เปล่า! “ชานนท์ปฏิเสธก่อนจะกลับไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อีก “คือๆ ฉันๆ ไม่ได้ขำในความสะเหร่อของนายหรอกนะ…แต่ฉันขำที่เห็นนายโกธร”

“ทำไม ฉันโกธรแล้วทำไม”

“เวลานายโกธร..น่ารักชะมัดยาดเลยรู้ตัวรึเปล่า” ชานนท์พูดไปยิ้มไปจนอีกคนถึงกับควันออกหู

“นี่ นายยย!….”

“เดี๋ยวๆ จุๆๆ…..โกธรก็น่ารัก ยิ้มก็สดใส” ชานนท์เว้นจังหวะให้สายตาทำงาน “รู้ตัวไหม เวลาที่นายยิ้ม ฉันเห็นหัวใจของนายนะ ไม่ใช่ริมฝีปาก” ชานนท์ก้มกระซิบ  “ถามจริงๆ นายใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝีปากให้ฉันเพียงคนเดียวใช่ไหม”

อนุชัยหน้าแดงใช้ข้อศอกดันกระแทกเขาออกให้ไกลและขณะกำลังจะหันหลังเดินหนี

“นี่เดี๋ยวดิ! ฉานนออกเสียงชื่อนายได้แล้วนะ นาย อนุชายยยยยยย”

อนุชัยหันขวับพุ่งกระชากคอเสื้อกลับเข้าสู่ท่าเดิมอีก มือที่มีผ้าพันแผลกำแน่นจนสั่นไปพร้อมกับใบหน้าราวกับสีเลือดข้นๆ “ฉัน ไม่ ใช่ เมีย น้อย ของ นาย”

“อนุชัย อนุชัยฉันออกเสียไม่ถูกรึไงเล่า” ชานนท์รีบสวนกลับเร็วๆ

                “ไหนลองพูดใหม่อีกทีดิ…”

                “อนุ……..ชะ ชะ ชะ ชัย”

                “เออค่อยยังชั่วหน่อย” พูดจบอนุชัยก็หมุนตัวเดินจากไป แต่ขณะที่กำลังจะลับมุมห้อง เสียชานนท์ก็ดังขึ้น

                “จะยิ้มให้ฉันอีกสักหน่อยไม่ได้รึไงวะ!”

                อนุชัยจึงยกนิ้วกลางที่มีผ้าพันแผลให้ 1 ดอก รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของชานนท์จึงดังขึ้นมาอีกรอบ “ฮาๆๆๆ….บ้าเอ้ย….แม่ง!เจ็บปวดชะมัดยาดเลยวะ”

                หลังจากเสร็จธุระกับอาจารย์พิชัย คุณหญิงพวงพรจึงเร่งให้ชานนท์ขับรถมาส่งที่โรงพยาบาลของเธอบนถนนพระราม 9 หลังจากเธอหายเข้าไปในห้องแล็บ ราวครึ่งชั่วโมง “ชาย…กลับบ้าน” เสียงพูดสั่นๆ ที่เธอไม่อาจปิดบังก็ทำให้ชานนท์ใจคอไม่สู้ดี แต่ก็ยังอดทนเดินคู่กับเธอไปยังอาคารจอดรถเงียบๆ

                “คุณแม่เป็นอะไรรึเปล่าคะ เหมือนจะไม่ค่อยสบายเลย” ชานนท์ถามขณะที่ทั้ง 2 อยู่ภายในรถเรียบร้อยแล้ว

                คุณหญิงพวงพรไม่ตอบ ใบหน้าที่ซีด ก็ยังเป็นสีขาวสด เธอเป่าลมออกมาทางปากหลายครั้งต่อหลายครั้ง จนชานนท์อดทนรอไม่ไหว “คุณแม่คะ…..”

                “ชายฟังแม่ให้ดีๆ นะลูก….ผลเลือดของอนุชัยเป็น AB RH- (กรุ๊ปเลือด AB RH Negative)” พูดจบเธอก็เป่าลมออกทางปาก…..แต่ชานนท์ยังเอ๋อ!….นิ่ง แบบคนตามไม่ทัน

“เป็นกรุ๊ปเลือดที่หายากและยังเป็นกรุ๊ปเลือดเดียวกับ อาอนุชาติ” คุณหญิงพวงพรอธิบายช้าลง คราวนี้ชานนท์ถึงกับยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง

                “นั้นก็หมายความว่า”

                “ใช่!…สิ่งที่แม่สันนิฐานไม่น่าจะผิด รอแค่เพียงผลดีเอ็นเอเท่านั้น”

                “คุณแม่คะ….”

                “ชายคือสปอร์ตไลท์ ส่องแสงสว่างไปที่พี่เขาให้มากที่สุดนะคะลูก ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดเผยเมื่อไร บ้านตระกูลเชาว์จะได้รับทั้งข่าวดีและข่าวร้ายไปพร้อมๆ กัน”

                “คุณแม่”

                “รีบจัดการเรื่องโอนหน่วยกิจมาเรียนกับพี่เขาให้เร็วที่สุด เพราะอนุชัยคือลูกชายของน้องสาวแม่เกือบ 95 เปอร์เซ็นต์แล้ว”

“คะๆ….” ชานนท์ตอบสั้นๆ ก่อนความเงียบจะหล่อเลี้ยงพวกเขากระทั้งกลับถึงบ้านสายสกุลในซอยพหลโยธิน 24 

(นายเกิดมาเพื่อฉัน หรือฉันเกิดมาเพื่อนายกันแน่นะ ไอ้บ้า!เอ้ย)

อนุชาย ตอนที่ 8

อนุชาย ตอนที่ 8จะให้เรียกนายว่าอะไร นิยายอ่านฟรี เรื่อง อนุชาย ตอนที่ 8

เกือบจะ 2 ทุ่ม ถ้านาฬิกาโรเล็กซ์ที่ข้อมือไม่ถูกตั้งให้เร็วกว่าเวลาจริง 10 นาทีตามนิสัยส่วนตัว การจราจรจากสี่แยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน มุ่งหน้าสู่ถนนนวมินทร์ติดขัดเป็นช่วงๆ คุณหญิงพวงพรในชุดเรียบๆ สีน้ำตาลครีม ใบหน้าแต่งบางๆ เปิดเผยริ้วรอยตามวัยนั่งนิ่งๆ อยู่เบาะหลัง โดยมีชานนท์เป็นคนขับแทนคนขับรถที่เธอไม่ค่อยไว้ใจนัก และอีก 20 นาทีต่อมารถเบนซ์สีน้ำเงินคันใหญ่ก็แล่นเข้าไปในลานจอดของสวนอาหารสะบันงา พนักงานรับรถจึงเดินเข้าไปบริการตามระเบียบ

“ฉันอยากจะได้ที่คุยเงียบๆ เป็นส่วนตัวสักหน่อย” คุณหญิงพวงพรเอ่ยด้วยน้ำเรียบๆ ระดับกลาง พนักงานต้อนรับสาว 2 คนจึงเดินนำสู่เรือนรับรองที่แยกจากตัวอาคารใหญ่เข้าไปในสวนที่เปิดไฟสนามสีส้มทางทิศตะวันออก

“เชิญคะคุณหญิง” พนักงานต้อนรับเหมือนจะจำได้ นำเธอเข้าสู่ห้องกระจกติดแอร์อย่างสุภาพ ทันทีที่ทุกอย่างเข้าที่ พนักงานสาวที่อยู่ภายในจึงนำเมนูอาหารเข้ามาวางให้

“ดูเหมือนฉันจะมาที่นี้เป็นครั้งแรกนะเนี่ย….สวย และเป็นส่วนตัวดีมากๆ” คุณหญิงพวงพรเอ่ย ขณะที่ชานนท์หยิบเมนูอาหารขึ้นมาอ่าน “นี้หนู เอ่อ” เธอจ้องป้ายชื่อพนักงานที่ติดไว้ระดับอก “หนูแก้วจ๊ะ”

“คะคุณหญิง” พนักงานสาวสวยแต่งหน้าหนาเตอะ ริมฝีปากแดงสดเดินเข้ามารอรับคำสั่ง

“ฉันอยากพบเจ้าของร้านหน่อยจะได้ไหมคะ”

“อ้อ….” เธออึกอักสักครู่ก่อนจะพยักหน้า “คะๆ….คุณหญิงรอสักครู่นะคะ” แล้วเธอก็หายออกไปข้างนอกสักพัก เด่นดวง สาววัย 40 ปี อวบ ใบหน้ากลมสวยก็เดินนำเข้ามา

“สวัสดีคะคุณหญิง เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คุณหญิงแวะมา”

“เออ…เธอ”

“อ้อ ขอโทษคะ ดิฉันเด่นดวงผู้จัดการดูแลที่นี่คะ” เจ่ดวงพูดแบบคนถ่อมตัว

“ที่นี่จัดได้น่ารักมากเลยนะ ดวง ฉันเรียกเธอว่าดวงเฉยๆ ได้ใช่ไหมคะ”

“คะ…ได้คะ…ว่าแต่นี้คือคุณชานนท์ใช่ไหมคะ” เจ่ดวงเหลือบไปที่ชายหนุ่ม เธอคงจำคนที่พึ่งมาส่งอนุชัยเมื่อก่อนค่ำ

“ใช่คะ ฉันลืมแนะนำไปเลย แกพึ่งกลับจากอเมริกาเมื่อ 2 อาทิตย์นี้เอง”

“สวัสดีคะคุณชานนท์” เจ่ดวงทักทายด้วยคำพูด

ชานนท์เงยหน้าขึ้นมายิ้มสบตานิดๆ ก่อนจะจมอยู่กับเมนูอีกรอบ

“เออ นี้ดวง คืออย่างนี้ ฉันอยากจะคุยกับอนุชัยสักชั่วโมง 2 ชั่วโมงจะเป็นการรบกวนเธอไหม” คุณหญิงพวงพรตัดสินใจพูดตรงๆ เจ่ดวงชะงักพยายามทำความเข้าใจ เธอนิ่งคิดอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจถามออกไปตรงๆ เช่นกัน

“อนุชัย ไปทำอะไรไม่ดีรึคะคุณหญิง…” พูดจบเธอก็เกรงนิ่งราวกับรอลุ้นหวยรางวัลที่ 1

“อ้อ เปล่าๆ….แค่อยากคุยกับเขาเฉยๆ”

“หากเป็นเรื่องที่เกิดเมื่อหัวค่ำ…เออกับคุณชานนท์ที่ลานจอดรถนะค่ะ ดิฉันต้องขอโทษแทนอนุชัยด้วยนะคะคุณหญิง” เจ่ดวงพูดสีหน้าหวาดวิตก เธอก้มหน้าราวใช่กิริยานั้นแทนคำขอโทษอีกที

“ฮาๆ….ไม่ ไม่ ใช่เรื่องนั้น สบายใจได้ ฉันแค่อยากจะคุยกับเขาเท่านั้นเอง”

“ใช่ครับ เรื่องเมื่อหัวค่ำผมต้องเคลียกับเขาเป็นการส่วนตัว” ชานนท์แทรก “เรียกผมว่าชายเฉยๆ ก็ได้ครับ”

“อ้อ….คะ คะ คะคุณชาย ดิฉันก็หายใจไม่ทั่วท้อง เพราะเห็นอนุชัยเกือบจะชกคุณเข้าให้…คะได้คะไม่มีปัญหา ดิฉันสบายใจละ เดี๋ยวจะตามมาให้…คุณหญิงจะสั่งอะไรก็สั่งกับน้องแก้วได้เลยนะคะ เดี๋ยวดวงจะลดพิเศษให้” เจ่ดวงปล่อยยาวใบหน้าเคร่งเครียดเมื่อครู่ผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด

“ว่าแต่คืนนี้ทางร้านได้อะไรพิเศษๆ มาบ้างหรือจ๊ะ” คุณหญิงพวงพรถาม

“ก็หลายอย่างคะ อาหารทะเล….”

“ไม่ ไม่ ไม่….ฉันอยากชิมอาหารพื้นๆ อาหารป่านะ”

“เออ ใช่ วันนี้เราได้เห็ดโคลนป่าขาวๆ มาเยอะเลยคะ รวมทั้งไข่มดแดงกับผักหวานด้วย แม่ครัวเป็นคนอีสาน ฝีมือเด็ดอย่าบอกใครเลยคะคุณหญิง”

“แบบนี้แหละที่ฉันชอบ….ดวงจัดมาเลยละกันนะ ว่าแต่อนุชัยเขาชอบทานอะไรดวงพอจะรู้ไหม” คุณหญิงพวงพรกระซิบ

“ไม่ต้องหรอกคะคุณแม่  ไอ้หมอนั้นชายจัดให้เขาเอง” ชานนท์เสียงดัง ทำให้เจ่ดวงถึงกับอดขำไม่ได้

“โอเคคะคุณหญิงถ้าอย่างนั้นดวงไม่รบกวนแล้วนะคะ เดี๋ยวจะตามอนุชัยมาให้….”

เมื่อเจ่ดวงเดินออกไป ไม่ถึง 10 นาที เด็กหนุ่มตัวสูงหน้าขาวก็เดินเข้ามาหา พอปะกับโจทย์เก่าเขาก็ยืนนิ่งไม่กล้ากระดุกกระดิก

คุณหญิงพวงพรจ้องสำรวจเด็กหนุ่มตาไม่กระพริบ เธอชอนไชไปทุกๆ ที่ จนชานนท์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มอึดอัด “คุณแม่คะ”

“เอ่อๆ ขอโทษ ขอโทษ ฉันเสียมารยาทไปหน่อย….นั่งก่อนเถอะอนุชัย” ทั้ง 3 สนทนาไปตอบโต้กันไปมาราวกับคนเคยรู้จักกันมานาน อาหารทยอยเข้ามาเสริฟบนโต๊ะทีละอย่างจนเต็ม กระนั้นก็ยังไม่มีใครแตะต้อง

“อนุชัย…พอเห็นหน้าเธอชัดๆ ฉันก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น….อย่าหาว่าคนแก่อย่างฉันจู้จี้จุกจิกเลยนะ ฉันมีเรื่องๆ หนึ่งอยากจะเล่าให้เธอฟัง” คุณหญิงวางรูปถ่าย 3 ใบ ลงระหว่างหนุ่มหล่อทั้ง 2 พลางผายมือราวจะบอกใบ้ ทั้งอนุชัย และชานนท์ต่างชะโงกจ้องที่ภาพถ่ายเหล่านั้น แต่คนที่ชักสีหน้าแปลกใจที่สุดเห็นจะเป็นอนุชัยมากว่า “เมื่อ 20 ปีที่แล้วฉันมีน้องสาว อันที่จริงไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ หรอก เธอเป็นลูกสาวแม่ครัวที่บ้านฉันนะ แต่เธอทั้งสวย ขยัน เรียนหนังสือก็เก่ง อาจจะเก่งกว่าฉันเสียด้วยซ้ำ เราถูกเลี้ยงคู่กันมาตั้งแต่จำความได้ เรามีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง

เมื่อเราเรียนจบ ม.ศ. 7 คุณพ่อก็ส่งฉันไปเรียนต่อที่อเมริกา เรา 2 คนเลยต้องแยกกันโดยปริยาย และเมื่อฉันเรียนจบแพทย์กลับมาเมืองไทย ฉันก็ทราบข่าวว่าเธอได้แต่งงานกับลูกชายครอบครัวใหญ่ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งฉันเองก็ปลาบปลื้มไม่น้อย ต่อจากนั้นไม่นานฉันเองก็แต่งงานกับเพื่อนรักของสามีเธอ โดยเธอเป็นคนแนะนำ ฉันดีใจมาก ดีใจที่มีน้องสาวอย่างเธอ บางครั้งฉันเองก็อดถามพระเจ้าไม่ได้ว่า ทำไมชีวิตของฉันกับน้องสาวคนนี้ถึงได้ลงเอยด้วยดีกันนัก….เราอยู่ด้วยกัน ดูแลกัน สามีเราทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนรักกัน มีอะไรเรา 4 คนจะคุยกันได้ทุกเรื่อง จนกระทั้งน้องสาวฉันตั้งท้อง ฉันก็ตั้งท้องหลังเธอ 3 เดือน” คุณหญิงพวงพรหยุดกลืนน้ำลาย พลางจิบน้ำส้มนิดๆ ชานนท์กับอนุชัยนิ่งฟังราวกับรูปปั้น 2 ตัว

“แล้วไงต่อคะ คุณแม่ ดูเหมือนเรื่องนี้ชายไม่เคยรู้มาก่อนเลย” ชานนท์กระทุ้ง

“ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวของฉันกันแน่ เธอมักจะร้องไห้บ่อยๆ และหนักขึ้นเรื่อยๆ กระทั้งคลอด ฉันนี้แหละเป็นคนทำคลอดให้เธอกับมือในขณะที่ตัวเองก็ท้องได้ 6 เดือนนิดๆ แล้ว พอเช้าวันต่อมาเธอกับลูกก็หายออกจากโรงพยาบาลและหายไปจากชีวิตฉันและสามีของเธออย่างถาวร สามีเธอทรมานมากพยายามตามหาทุกๆ ที่ที่มีข่าวแววเข้าหู แต่ก็สูญเปล่า” เธอหยุดหยิบกระดาษทิชชู่ในกระเป๋าซับบางๆ ที่หางตาทีละข้าง

อนุชัยหยิบรูปถ่ายแผ่นหนึ่งขึ้นมาพินิจพิจารณาใกล้ๆ แต่ก็ยังไม่พูดไม่จา แววตาอ่านไม่ออกได้แต่ไล่วนไปเรื่อยๆ

“เราทั้ง 3 พยายามตามหาเธอและลูกชายที่พ่อเค้าเป็นคนตั้งชื่อให้อยู่หลายปี…กระทั้งตัดใจคิดว่าคนทั้ง 2 ได้ตายไปแล้ว…”

“คุณหญิงกำลังจะบอกอะไรผมหรือครับ.” อนุชัยโพล่งขึ้น

“เปล่า ฉันก็แค่คนแก่ขี้บ่นเท่านั้นเอง” คุณหญิงพวงพรตัดบท “น้องสาวที่ฉันหมายถึงเธอชื่อ….” แล้วคุณหญิงพวงพรก็หยุด เธอกลืนน้ำลายลงคอและพ่นลมหายใจออกมายาวๆ

“คุณแม่คะ….” ชานนท์เห็นอาการ

“เธอชื่อพวงพร”

“คุณแม่……” ชานนท์สะดุ้งโหยง

“เดิมฉันชื่อพวงลัดดา….ชานนท์ได้ 2 ขวบฉันจึงเปลี่ยนเป็นชื่อของน้องสาว เพราะหวังว่าเธอจะอยู่กับฉันตลอดไป”

“คุณหญิงครับ ถ้าคุณหญิงเข้าใจว่าผู้หญิงในภาพจะเป็นแม่ของผม ถึงหน้าตาจะคล้าย แต่เธอไม่ใช่แม่ผมแน่ๆ” อนุชัยพูดขณะที่สีหน้าบอกกังวล เขาขบฟันแน่น จนชานนท์อดเหลือบมองไม่ได้ “ไม่ใช่เธอ ไม่ใช่แม่แน่นอน”

คุณหญิงพวงพรตะลึงตาค้าง….เธอจ้องมาที่เด็กหนุ่มตาไม่กระพริบ “ฉันอยากจะเจอแม่เธอให้เร็วที่สุด”

อนุชัยส่ายหัวไปมา ชานนท์เอื้อมมือตบหลังคล้ายจะปลอบ กระทั้งอาการของอนุชัยกลับมาสู่จุดปกติ

“เรื่องนี้จะต้องเป็นความลับ จะมีแค่เรา 3 คนเท่านั้นที่รู้….”

“ไม่มีทางเป็นไปได้” อนุชัยหลุดออกมาอีก

“ใช่หรือไม่ใช่ ขึ้นอยู่กับฉัน ถ้าเธอคือเด็กผู้ชายที่ฉันเป็นคนตัดสายสะดือให้ เธอต้องมีสัญชาตญาณที่จะไว้ใจฉันได้หรือไม่ได้” คุณหญิงพวงพรบีบริมฝีปากแน่นๆ สักพัก “…อนุชัยทั้งหมดขึ้นอยู่กับเธอ ถ้าเธอเลือกจะจบ ฉันก็จะได้สรุปว่าน้องสาวฉันได้ตายไปแล้วจริงๆ…และถ้าเด็กคนนั้นเป็นเธอ จะเป็นเธอเพียงคนเดียวที่สามารถช่วยพ่อแท้ๆ ของเธอได้….”

“ผมไม่เข้าใจ”

“ยังไม่ต้องเข้าใจในเวลานี้….รอให้ฉันได้เจอกับแม่ของเธอก่อน ถ้าเป็นไปอย่างที่คิด ฉันจะเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟังทีหลัง” คุณหญิงพวงพรสรุป สายตามุ่งมั่น และมั่นใจฉายออกเด่นชัด  คืนไร้ดาวใช่ว่าจะไม่มีดวงดาวฉันใดความลับที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้หลังแสงพล่าระดับต่ำก็จะเป็นเช่นนั้น

จะให้เรียกนายว่าอะไร

เมื่อบทสนทนาจบลงทั้ง 3 ลงมือกับอาหารตรงหน้า ถึงรสชาติจะสุดยอด แต่ทุกคนก็ขมขื่นเกินกว่าจะกินให้อิ่ม กระทั้ง 5 ทุ่ม 15 นาที เมื่อคุณหญิงพวงพรเดินเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว ชานนท์จึงเดินอ้อมเข้ามาหยุดที่อนุชัยในระยะเกือบชิด

“ที่นายพูดกับฉันเมื่อตอนเย็น ฉันรู้ความหมายของมันแล้วนะ”

“ทีหลังก็อย่าสะเหล่อเรียกฉันว่าเมียน้อยของนายอีกละกัน” อนุชัยกระทุ้งกลับ

“แล้วจะให้ฉันเรียกนายว่าอะไรดีละ…เมียหลวง หรือที่รัก”

“ชานนท์……” อนุชัยตวาด

“ผมชื่อชายครับ ไม่ทราบว่าสุดหล่อชื่ออะไรไม่ทราบ” ชานนท์ค้อมหัวพูดแบบให้เกียติหรือประชดอย่างละ 50 เปอร์เซ็นต์

“เออ….ทีหลังเรียกว่านุ คำเดียวสั้นๆ พอ แต่ผมไม่มีทางเรียกคุณว่า คุณชายแน่ๆ”

“ทำไมอะ”

“ก็นายไม่เขินบ้างรึไง เวลามีใครตะโกนเรียกว่า คุณชาย คุณชายครับนะ”

จะให้เรียกนายว่าอะไร

“เฉพาะนายเรียกเท่านั้นแหละ แต่คนอื่น เฉยๆ ดีแล้วที่นายออกตัวซะก่อน” ชานนท์เชิดใบหน้าใส่ แต่ก็หันขวับกลับมาจ้องตาเขาอีก “นี้ๆ นะ นาย…นายเขินแสดงว่านายต้องคิดบ้าๆ กับฉันอยู่แน่นอน” ชานนท์แซว จนอีกคนออกอาการ แต่ก็ทำเป็นถอยห่างออกไป.“โอเค….นายจะเรียกฉันว่าอะไรก็ได้ ฉันอนุญาตแค่นายคนเดียวเท่านั้น….ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณ นุ ฝันดีนะ อย่าลืมฝันถึงผมบ้างละ…..Good night” แล้วชานนท์ก็เดินอ้อมไปนั่งประจำตำแหน่ง รถเบ้นซ์สีน้ำเงินคันใหญ่แล่นออกจากลานไปแล้ว แต่อนุชัยยังยืนนิ่งเขินอายหรืองงๆ อยู่ที่เดิม….เงารัตติกาลครอบงำได้หลายส่วน สุดท้ายแสงไฟประดิษฐ์ก็เปิดเผยหลายๆ ส่วนเช่นกัน…

“ไอ้คุณ….ไอ้เหี้ยคุณ”

เขาคือ ชานนท์ สายสกุล

เมื่อชานนท์และคุณหญิงพวงพรอยู่ภายในรถเพียงลำพัง เธอจึงเอ่ยกับลูกชายแบบคนถอดบทสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ชาย…” คุณหญิงพวงพรเรียกจากเบาะหลัง

“อะไรหรือคะ คุณแม่”

“ปีหน้าที่บิชติส โคลัมเบีย ชายเรียนปีสุดท้ายแล้วใช่ไหม”

“คุณแม่ มีอะไรรึเปล่าคะ เหลือทำธีสิส กับฝึกงานก็จบแล้วคะ”

“แม่อยากให้ชายโอนหน่วยกิจทั้งหมดมาเรียนต่อกับอนุชัยที่นี่” คุณหญิงพวงพรใช้น้ำเสียงเด็ดขาด

“อันที่จริงชายก็คิดๆ อยู่อะนะ เพราะฝึกงาน 3 เดือนชายก็ต้องมาฝึกงานกับคุณพ่อที่เมืองไทยอยู่แล้ว แต่ชายเบื่อรถติดที่นี้นะคะ ไปไหนมาไหนกะเกณฑ์เวลาไม่ได้สักที” เขาร่ายยาวพร้อมกับส่ายหัวไปมา แต่ก็ยิ้มออกในตอนท้าย “เออ ก็ดีเหมือนกันนะ ชายจะได้แกล้งไอัหมอนั้นได้บ่อยขึ้น”

“อะไรของชายนะ”

“คุณแม่ไม่สังเกตเหรอคะ เวลาไอ้หมดนั้นยิ้มนะ เหมือนกับเขาใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝีปาก เห็นแล้วรู้สึกดีชะมัด ฮ่า ฮ่า ฮา”

“เด็กบ้า….” คุณหญิงพวงพรค้อนนิดๆ แต่ก็อดขำแบบเห็นด้วยไม่ได้ “แม่อยากให้ชายประกบเขา ถ้าอนุชัยเป็นลูกชายของอาอนุชาติจริงๆ เขาก็ไม่ต่างจากเป้าสังหาร” คุณหญิงพวงพรกดเสียงต่ำ ความรู้สึกเย็บวาบโรยจากหัวหลุดใต้ท้องรถ

“คุณแม่หมายความว่า”

“สปอร์ตไล้ท์ทุกดวงจะส่องตรงๆ มาที่ชาย ถ้าอนุชัยอยู่กับชาย เขาจะปลอดภัย…” คุณหญิงพวงพรสรุปด้วยปริศนา ชานนท์ได้แต่นิ่งรับฟัง ไตร่ตรองด้วยสติ ก่อนจะผงกหัวรับทั้งๆ ที่ยังไม่กระจ่าง “อีกอย่าง ถ้าชายอยู่ห่างจากหนูแครายได้ แม่ก็จะเบาใจมากขึ้นไปอีก”

“รักแครี่ให้มากๆ แต่ให้อยู่ห่างๆ คุณแม่ย้ำกับชายมา 2 ปี มันหมายความว่าอะไรคะ ชายเริ่มงงไปหมดแล้วเนี่ย”

“วันหนึ่งชายจะขอบคุณแม่ในเรื่องนี้ เชื่อแม่ซิ”

จะให้เรียกนายว่าอะไร

อีก 2 วันอนุชัยยังไปๆ กลับๆ ระหว่างสวนอาหารสะบันงากับมหาวิทยาลัยตามปกติ และวันที่ 3 ระหว่างนั่งรถกลับบ้านกับอาจารย์พิชัย บรรยากาศภายในเงียบเหมือนกับทุกครั้ง กระทั้ง 19.45 น. ขณะที่เขากำลังนั่งอ่านหนังสือด้วยชุดลำลองผ้ายืดสีเทาเพื่อเตรียมสอบวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมอยู่ภายในห้องทำงานที่มิดชิด อาจารย์พิชัยในชุดผ้าเช็ดตัวสีขาวผืนเดียวก็เดินถือแก้วนมอุ่นๆ เข้ามาวางให้ข้างๆ โดยในมือของตัวเองก็มีชามะนาวมาด้วย เขานั่งลงขอบโต๊ะพร้อมกับลูบหัวอนุชัยไปมา กระทั้งเด็กหนุ่มซบใบหน้าที่เหนื่อยล้าลงบนตักสีขาว พวกเขาเงียบ เงียบ กระทั้งชามะนาวพร่องลงไปกว่าครึ่งแก้ว อาจารย์พิชัยจึงเอ่ยขึ้น

“เมื่อวานก่อนพี่เห็น นุ ขึ้นรถเบนซ์สปอร์ตสีดำไปกับใครเหรอ” เขาเหมือนจะแกล้งถาม ทั้งๆ ที่รู้อยู่ก่อนแล้ว

อนุชัยบดขยี้ใบหน้ามัวๆ ของตัวเองไปกับร่องผ้าเบาๆ เขาโอบกอดร่างครึ่งเปลือยด้วยวงแขนหลวมๆ “อย่าบอกนะว่าอาจารย์หึง”

“เปล่า!….” อาจารย์พิชัยพูดไม่เต็มเสียง มือที่ถือแก้วชามะนาวสั่นระริก

อนุชัยโอบกระชับเคล้าคลึงผ้านุ่มๆ หนักเข้าไปอีก “อาจารย์กำลังหึงแน่ๆ” เขาย้ำคำเดิม

อาจารย์ก้มลงจูบหลังศีรษะ ผมสีดำนุ่มๆ เผยกลิ่นแชมพูบางๆ “ใช่ๆ….พี่หึง พี่หวง พี่สับสน สารพัด นอนไม่หลับตลอด 2 คืนที่ไม่มีนุ เขาเป็นใครครับนุ หนุ่มหล่อไฮโซคนนั้นนะ”

อนุชัยยังไม่ตอบ เขาค่อยแกะปมผ้าขนหนูที่เหน็บไว้ด้านหลังให้หลุด “สำคัญด้วยรึครับอาจารย์ ว่าเขาเป็นใคร”

“สำคัญซิ เพราะพี่กลัวว่าวันหนึ่งพี่จะต้องเสียนุให้เขา” อาจารย์ค่อยแยกขาออก ปมผ้าหลุดแล้ว แต่ก็ยังห่อส่วนที่เหลือไว้ครบ “นุครับ พี่กลัว พี่กลัวทุกครั้งที่เห็นนุเดินขึ้นรถคันนั้น  แล้ว แล้ว” เสียงเต้นหัวใจสลับลมหายใจถี่ๆ “แล้วนุก็หายไปกับเขา”

“แต่คืนนี้อาจารย์ยังมี นุ อยู่ไม่ใช่รึ จะนึกถึงพรุ่งนี้ ทำไมกัน” อนุชัยเอียงคอซ้ายที ขวาทีเพื่อสัมผัสกับสิ่งที่กำลังตื่นตัว “ใช่ไหมครับ….” และเขาก็จูบมันผ่านผ้าสีขาว

“นุ นุ ครับ…เขาชื่ออะไร พี่ พี่ เพียงอยากจะรู้เท่านั้น”

อนุชัยเงยใบหน้าอิ่มๆ ขึ้นมาสบสายตาที่กำลังหวานเยิ้ม แสงไฟสีขาวเผยอารมณ์ที่ดิดดิ้นให้อีกฝ่ายได้เห็นอย่างไม่ปิดบัง เขาลุกถอดเสื้อผ้าตัวเอง ก่อนจะทึ้งร่างขาวๆ ให้พ้นผืนนั้น ทั้งคู่ล้มลงกับโซฟาแคบๆ แต่ก็พอดีกับทั้งคู่ “อาจารย์สนด้วยเหรอว่าเขาคือใคร” ปากพูดขณะกำลังไซ้ด์พรมจูบไปทั่ว

อาจารย์พิชัยพลิกตัวขึ้นค่อม ร่าง 2 ร่างปิดบังกันและกันจนมองเห็นราวกับ 1 เดียว “สนซิ….มากด้วย”

“เขาชื่อ ชานนท์ ลูกชาย ดร.ชวนนท์ สายสกุล รัฐมนตีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พอใจรึยัง….”

อาจารย์วิชัยนิ่งเงียบ ทุกสิ่งอย่างไม่ไหวติงราวกับโดนไฟฟ้าช็อต!

“อาจารย์ครับ อาจารย์เป็นอะไร เขาก็แค่ไปส่ง นุ ที่สวนอาหาร แค่นั้นเอง”

“แค่นั้นจริงๆ นะนุ” อาจารย์ยิงคำถามด้วยน้ำเสียงปกติ

“ครับ” เขาตอบสั้นๆ ลมหายใจอุ่นๆ กลิ่นกายเถื่อนๆ ยังอยู่ครบ กระนั้นร่างที่พันพัวอยู่ข้างบนก็ยังไม่ขยับ “อาจารย์ อาจารย์เป็นอะไร”

“เปล่า เพียงแต่พี่กลัวหนักขึ้นไปอีก กลัวว่าคุณชานนท์จะมาแย่ง นุ ของพี่….นุ เรียกพี่ชัยซิ นะ เรียกพี่ชัยเถอะนะ”

“นุ ไม่ชอบเค้า แล้วเค้าจะมาแย่ง นุ ไปได้อย่างไรละ…อีกอย่างเขาก็มีแฟนอยู่แล้วด้วย” ประโยคสุดท้าย  อนุชัยลงเสียงต่ำจนเห็นละอองพิษฟุ้งกระจายในโลกที่เงียบสนิท

อาจารย์พิชัยเผยยิ้มบางๆ ก่อนจะฝังใบหน้าใช้ริมฝีปากขบติ่งหูเบาๆ “ได้พี่เชื่อนุแล้ว เรียกพี่ได้หรือยัง”

“ครับพี่ชัย ครับ….”

“คืนนี้พี่ขอได้ไหม….” เมื่อคำพูดนี้หลุดออกจากปาก อนุชัยก็ชะงัก เขาหลับตาราวกับคนคิดหนัก

“ไม่ได้ครับพี่ เราคุยกันรู้เรื่องแล้วนิ ผมให้พี่ได้แค่นี้จริงๆ” อนุชัยพูดด้วยเสียงเกือบปกติ อาจารย์พิชัยหน้าสลดนิดๆ ก่อนจะบรรจงจูบไปทีละส่วน

“ถ้าไม่ต้องเสีย นุ ไป พี่ยอมทั้งนั้น” ดาวพัน หมื่น แสน ล้านดวงกำลังพร่างพรายอยู่ภายนอก ถึงทั้งคู่จะมองไม่เห็น แต่เมื่อแสงไฟดับพรึบลง มันก็ระยิบระยับจนเอื้อมสัมผัสได้ด้วยเสน่หา  “โอ้ย!….พี่จะจูบนุให้ครบพันครั้ง…”

หนึ่งรัตติกาลไม่ยอมเผยสิ่งใด แต่เสียงครางกระเส่าจะกี่แสนรัตติกาลก็มิอาจปกปิด

 “เขาคือคุณชายแห่งบ้านสายสกุลครับอาจารย์”

อนุชาย ตอนที่ 7

อนุชาย ตอนที่ 7กระแซะไฮโซ นิยายเรื่อง อนุชาย ตอนที่ 7

กระแซะไฮโซ

ที่บ้านสายสกุล เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน ซอย 24 คุณหญิงพวงพร สายสกุล ภริยาของ ดร.ชวนนท์ สายสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รวมทั้งนิตยสารบันเทิงหลายเล่มที่กองรวมกันอยู่กับโต๊ะสีขาวเล็กๆ ข้างเก้าอี้เอนหลังที่ทำจากไม้สักริมสระว่ายน้ำรูปเลข 8  เธอค่อยหยิบค่อยๆ อ่านที่ละเล่มที่ละฉบับแบบไม่รีบร้อน เสื้อคลุมสีขาวปิดบังชุดว่ายน้ำ 2 พีทไว้อย่างมิดชิด กระทั้งนิตยสารกระแซะไฮโซอยู่ในมือ ภาพหน้าปกจากช่างภาพมือสมัครเล่นหรือปาปารัสซี่อย่างละครึ่งโชว์ภาพ 2 หนุ่มในชุดสูทสีดำกับหญิงสาวในชุดราตรีสีโอโรสถูกตีพิมพ์ขึ้นปกหน้าพร้อมกับข้อความสั้นๆว่า “ใครคือตัวจริงของแครี่” เธอรู้จักชายหนุ่มกับหญิงสาวที่ยืนอยู่คู่กันเป็นอย่างดี แต่อีกคนละ ทำไมหน้าตาของเขาทำให้เธอนึกถึงคนๆ หนึ่งขึ้นมาในใจแบบปัจจุบันทันด่วนเช่นนี้

“หรือว่า…” เธอเอาฝามือทาบหน้าอกด้วยความตกใจสุดขีดก่อนจะเหวี่ยงตัวลุกเดินเข้าไปภายในบ้านทรงสเปน 3 ชั้น… “ แม่เตย….ตามตาชายไปพบฉันที่ห้องทำงานด่วน” เธอพูดกับแม่บ้านหน้าแหลมๆ ไม่ต่างอะไรกับปลาทูพึ่งกินยาลดความอ้วนมา

“คะ…” เตยรับปากเร็วๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นบันไดสู่ชั้น 3 อย่างคนรีบรน

อีก 10 นาทีต่อมา ภายในห้องทำงานของคุณหญิงพวงพร ที่เปิดประตูค้างเอาไว้ ชานนท์ก็เดินต้อยๆ ด้วยชุดลำลองกางเกงขา 3 ส่วน บนหัวทรงผมยังยุ่งเหยิงเป็นรังนกกระจกแต่เขาได้แค่ลูบๆ ขณะใช้สันมือเคาะประตู 2 ทีก่อนจะตรงไปนั่งลงเก้าอี้หนังหน้าโต๊ะทำงานที่มีหญิงวัยกลางคนกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับนิตยสารฉบับดังกล่าว

“คุณแม่มีอะไรกับชายแต่เช้าคะ” ชานนท์มักจะใช้คำลงท้ายแบบนี้เฉพาะกับเธอและน้องสาวที่กำลังเรียนไฮสคูลที่ซานฟรานซิสโกจนติดเป็นนิสัย คุณหญิงพวงพรเหลือบมองบุตรชายลอดกรอบแว่นนิดๆ ก่อนจะฝังสายตาไว้ที่หน้าปกนิตยสารเล่มเดิมอีก “คุณแม่คะ….” ชานนท์เสียงดังขึ้นไปอีก

“ชายจำเย็นๆ วันที่เรานัดดิ้นเนอร์กับคุณอาอนุชาติ และน้องแครายได้ไหม”

“คะชายจำได้ คุณแม่มีอะไรรึคะ”

“นี้ๆ…..” เธอหันปกหนังสือที่ปรากฏภาพคนทั้ง 3ให้บุตรชายได้พิจารณาใกล้ๆ “ชายรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ไหม น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน”

“อ้อ….เห็นน้องแคร์บอกชายว่าเป็นเพื่อนเค้านะคะคุณแม่ ฮา ฮา” เขาหัวเราะเสียงดังก่อนจะหน้าบึ่งไปอีก “อย่าบอกนะที่คุณแม่ปลุกชายแต่เช้าเพราะเรื่องนี้เรื่องเดียว”

“ไม่ ไม่ ไม่…ชายลองสังเกตหน้าตาเด็กหนุ่มคนนี้ดีๆซิ ว่าเหมือนใคร” เธอพูดพลางใช้ปลายนิ้วชี้ที่ปรากฏแหวนเพชรเม็ดใหญ่วนไปรอบๆ ใบหน้าคนที่เธอหมายถึง

ชานนท์หลี่ตาข้างหนึ่ง สมองก็วิ่งวนไล่หาคำตอบ แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ได้แต่ส่ายหัวไปมา

“ตาชายนิ….ดูดีซิว่าเหมือนคุณอาอนุชาติหรือเปล่า” เธอโน้มตัวเข้ามากระซิบใกล้ๆ

ชานนท์ทำเสียงแจะ แจะ แจะ แล้วก็หรี่ตาจ้องใกล้เข้าไปอีก “ก็มีส่วนคล้ายนะคะ…..” เขาเว้นให้สมองได้ทบทวน “ว่าแต่คุณแม่สงสัยอะไรกับอนุชายหรือคะ” เขาเอ่ยชื่อเด็กหนุ่มที่แครายแนะนำออกมาช้าๆ ซึ่งยิ่งทำให้คุณหญิงพวงพรถึงกับหงายท้องเอนไปกับเก้าอี้พร้อมกับยกฝ่ามือขึ้นทุบอกรัวๆ

“ชาย บอกว่าเด็กคนนี้ชื่ออะไรนะ” เธอพูดเร็วราวกับต้องการเร่งคำตอบ

ชานนท์จ้องอาการของแม่ด้วยคำถามมากมาย “คุณแม่มีอะไรรึเปล่าคะ…เรื่องให้ชายรักน้องแคร์ให้มากแต่ต้องอยู่ห่างๆ ก็เรื่องหนึ่งละ ยังจะมาเรื่องนี้อีก…”

“เขาชื่ออนุชัย ใช่ไหม ใช่ไหม” เธอต้องการคำตอบจนต้องตอบเอง

“แม่อยากพบกับเขาให้เร็วที่สุด”

“ผมไม่รู้จักเขานี้คะคุณแม่”

“แต่แครายรู้…..ไปพาเขามาพบแม่ให้เร็วที่สุด”

“คุณแม่คะ…..” ชานนท์บอกความอึดอัดออกมาตรงๆ

“แล้วเรื่องหนูแคราย แม่ก็อยากจะย้ำให้ชัดๆ อีกครั้ง….รักน้องเค้าให้มากๆ แต่ต้องอยู่ให้ห่างๆ”

“คุณแม่ ชายไม่เข้าใจสักเรื่องเลยคะ….ที่ให้ชายอยู่ให้ห่างๆจากแครี่ คุณแม่กลัวว่าชายจะมีอะไรกับเธอใช่หรือเปล่าคะ….ชายตอบตรงนี้ไว้เลย ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่” ชานนท์ยืนยันอย่างคนหัวเสีย

“ดีแล้วที่คิดแบบนั้น….ไปพาอนุชัยมาพบแม่ให้เร็วที่สุด…ชื่อนี้มีเขาคนเดียว”

“คะ คะ ถ้าน้องหญิงกลับมาพร้อมชายคุณแม่ไม่มีทางบังคับชายแบบนี้ได้แน่นอน”

“ยะ! พ่อคุณทูนหัว….เร็วๆ ด้วยละ”

ชานนนท์สาวเท้ายาวออกจากห้อง แต่คุณหญิงพวงพรยังจมจ้องอยู่กับนิตยสารเล่มเดิมอย่างคนคิดหนัก “ถ้าใช่!….เขาเป็นคนเดียวในโลกสำหรับเธอแล้วละอนุชาติ” คุณหญิงพวงพรพึมพำ เธอคือแพทย์ เธอรู้อะไร เธอกำลังจะบอกอะไรกันแน่…

ฉันไม่ใช่เมียน้อยของนาย

ที่หน้าตึกคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เบนซ์สปอร์ตสีดำแล่นเข้ามาจอดเทียบลานหน้าตึกสูง 5 ชั้นแบบเงียบๆ…ใช่มันเป็นเป้าสายตาสำหรับทุกคนที่เห็น แต่คนขับมัวแต่ใจจดใจจ่ออยู่กับเรื่องที่ตัวเองพึ่งรับปากประกอบกับข้อมูลที่แครายให้ก็มีแค่นี้…เขาต้องรอและพยายามอ่านใบหน้านักศึกษาชายที่เดินผ่านไปมาคนแล้วคนเล่าอย่างกับคนเมายาบ้า

“บ้าฉิบ….นายอยู่ไหนนะ” เขาบ่นเสียงดัง ขณะที่กาแฟเย็นในมือก็กำลังจะหมด อยู่ๆ กลุ่มนักศึกษาปี 2 ก็ทยอยกันเดินลงมา “ฉันจะจำใบหน้าขาวๆ ของนายได้ไหมเนี่ย” ชานนท์บ่นกับตัวเองหลายคำ หลายประโยค จนกาแฟหยดสุดท้ายส่งเสียงบอกโกรกๆ….ยังไร้เงาของเขา  “ทำไมไม่ไปใช้บริการประชาสัมพันธ์วะ…เออโง่ชะมัด” ชานนท์เดินเอาแก้วกาแฟไปหย่อนลงถังขยะก่อนจะสาวเท้าตรงไปยังรถ แต่ขณะที่เบนซ์สปอร์ตกำลังจะเคลื่อนตัวออกจากลานจอด สายตาเขาก็ปะเข้ากับใครคนหนึ่ง ที่กำลังยืนจ้องเขาอยู่ในศาลาไม้ฝั่งตรงข้าม “นายนี้เอง….บ้าชะมัด” ชานนท์พึมพำรีบจอดรถก่อนจะก้าวยาวๆ ตรงเข้าไปหา

“อยู่นี้เอง ตามหาซะนาน” ชานนท์ทักด้วยอารมณ์ที่ค้างคา

“ตามหาฉัน นายจะตามหาฉันทำไม?” อนุชัยถามด้วยความแปลกใจ แต่ก็อดสำรวจเสื้อผ้าหน้าผม กระทั้งเบนซ์สปอร์ตคันนั้นไม่ได้ “รถนายสวยดีนี่….คุณชาย” เขาเน้นคำสุดท้ายดังๆ

“เวลานายเรียกฉันห้ามเรียกคุณนำหน้า เข้าใจไหม อนุชายยยย” ชานนท์ตอกกลับด้วยการเรียกชื่อเขาด้วยสำเนียงฝรั่งยานๆ ยาวๆ

จนอนุชัยสะดุ้ง ใบหน้าเริ่มก่อตัวเป็นสีเลือด เขาเขม่น ขมวดคิ้วทั้ง 2 ข้างเข้าด้วยกัน พลางเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อยืดสีเทาเข้ามากระซิบใกล้ “ที่หลังอย่าเรียกชื่อฉันแบบนั้น”

“ทำไมอ่ะ…ก็นายชื่ออนุชายไม่ใช้รึไง”

“ฉันบอกแล้วไงอย่าเรียกชื่อฉัน” เขากำหมัดแน่นกะจะชก

“อธิบายมาดิ! เพราะฉันไม่เข้าใจนินา” ชานนท์รีบออกตัว

“เพราะ….เพราะ ฉัน ไม่ใช่….เมีย น้อย ของ นาย” อนุชัยหลุดคำตอบออกมาที่ละคำ

ชานนท์พยายามคิดตาม แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี “เออๆ ก็ได้ แต่นายต้องไปกับฉันที่หนึ่งก่อน”

อนุชัยเริ่มประเมิน และยังไม่รู้จุดประสงค์ของชายคนนี้ แต่เมื่อเห็นเบนซ์สปอร์ตมาจอดเทียบเชิญเลยอยากจะลองแกล้งเล่นๆสักตั้ง เขาจิ๊! ปาก แจะ แจะ คิด สักพัก “….แต่นายต้องไปส่งฉันที่หนึ่งก่อน”

“ที่ไหนละ….”

“เดี๋ยวฉันบอกทาง”

เมื่อชานนท์กับอนุชัยก้าวเข้าไปนั่งในรถ สายตาอีกคู่ก็บังเอิญแว๊บปะที่คนทั้ง 2 พอดิบพอดี… “นั้นมันลูกชาย ดร.ชวนนท์ นิ!” อาจารย์พิชัยทบทวนจากความทรงจำ เขาเงยหน้าขึ้นสูงราวกับคนกำลังคิดต่อ “คุณชาย ชานนท์ คุณชาย ชานนท์ ” เออมันอะไรกันวะเนี่ย” เขาเกาหัวยิกๆ พร้อมกับยกโทรศัพท์กะจะโทรเข้ามือถือ แต่ก็ได้แค่สะบัดหัวไปมาก่อนจะเดินขึ้นตึกวิศวกรรมไปแบบรีบๆ

อนุชัยชี้มือบอกทางคนขับไปเรื่อยๆ ชานนท์ได้แต่เกาหัวยิกๆ จนทรงผมกลายเป็นรังนกกระจอกกลายๆ “ถนนในเมืองไทยนี้จำยากชะมัด”

“อ้าวนายไม่ได้อยู่เมืองไทยรึไง” อนุชัยถามกลับ “เลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกไปบางปะอินทร์”

“เปล่าปกติถ้าฉันไม่ได้อยู่ในซานฟรานฯ ก็ไปเรียนที่แวนคูเวอร์” ชานนท์ตอบเร็วๆ พร้อมกับเกาหัวอีก “รถติดชะมัด”

“วันนี้ถือว่าเบาแล้วนะ”

“นายจะบ้าเหรอ” ชานนท์ขึ้นเสียงสูง “ถ้าติดมากกว่านี้ฉันขอลงไปเดินดีกว่า”

“ถ้าคิดจะอยู่กรุงเทพฯ นายต้องฝึกชินให้ขึ้นใจคุณชาย…” อนุชัยบอก พร้อมกับชำเลืองหัวฟูๆ ของอีกฝ่ายจนขำก๊ากดังๆ

“นายหัวเราะอะไร….” ชานนท์ถาม

“ผมของนายยุ้งเหยิงยังกับรังนกกระจอก ฮ่า ฮ่า ฮา” เขาหัวเราะจนคอแห้ง “นายว่าฉันพอจะเป็นนกกระจอกได้ไหมจะได้ขออาศัยทำรังซะเลย ฮ่าฮ่า ฮา”

เขาชี้ทางกระทั้งรถเข้ามาจอดภายในสวนอาหารสะบันงา ถนนเกษตร-นวมินทร์ ทั้งคู่จึงก้าวลงจากรถพร้อมกัน สุดท้ายต้องเป็นชานนท์อีกตามเคยที่ถามขึ้นมาก่อน “นี้คือสวนอาหารของนายรึ”

“เปล่าฉันทำงานที่นี้ ขอบคุณนะครับ คุณชายที่อุตส่าห์ขับเบนซ์สปอร์ตมาส่ง”

“อ้าวนายไม่ไปกับฉันรึไง” ชานนท์สวนกลับ พาลจะเข้าไปลากแขนเขาซะเอง “ไปธุระกับฉันก่อน”

“นายถามฉันเมื่อไร ว่าฉันว่างไหม?….” อนุชัยขึ้นเสียงอย่างไม่ไว้หน้า จนเสียงทะเลาะของคนทั้งคู่ทำเอาพนักงานรวมทั้งเจ่ดวงออกมายืนลุ้นเรียงหน้าสลอน

“ทำงง ทำงานอะไร ยังเรียนอยู่แท้ๆ อย่าได้มาหลอกฉันเลยน้า…ไป ไปกับฉันขึ้นรถ”

“คุณชายครับ กระผมไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองแบบคุณชายนี้ขอรับ…กลางวันเรียน กลางคืนก็ต้องทำงานแบบนี้แหละ….คราวหน้าจะพาผมไปไหน กรุณาถามผมก่อนนะว่าผมว่าไหม?…เข้าใจแล้วก็เชิญกลับไปได้ ขอบคุณอีกครั้งที่กรุณามาส่ง” อนุชัยพูดยาวพร้อมกับส่งสายตาวิ๊บๆ วับๆ ให้

“นี่ นาย นาย อนุ  ชาย นายนี้แสบมาก”

ชานนท์ไม่ทันพูดจบประโยคอนุชัยก็ถลาเข้าไปดึงคอเสื้อเข้ามากระซิบใกล้ๆ เมื่อ 2 ร่างแนบชิดจนกลิ่นกายของพวกเขารวมกันจนเกิดกลิ่นใหม่ขึ้นมาบางๆ อนุชัยจึงค่อยๆลากเสียงยานๆ ยาวๆ ที่ละคำ “บอก แล้ว ว่า อย่า บัง อาจ เรียก ชื่อ ฉัน เพราะ ฉัน ไม่ ใช่ เมีย น้อย ของ นาย จำไว้” เขาทิ้งคอเสื้อจนอีกคนถลา พนักงานที่กำลังยืนดูถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ เจ่ดวงทุบอกตัวเองตุบๆ หลายที

“นายแสบมากที่บังอาจหลอกใช้คนอย่างฉัน” ชานนท์บ่น ก่อนจะหัวเสียกลับไปขึ้นรถ เบ้นซ์สปอร์ตคำรามเสียงดังลั่นก่อนจะพุ่งหายออกบนถนนใหญ่ไปอย่างกับรถนินจาฮาโตริ

ที่บ้านสายสกุลพหลโยธิน 24

“คุณแม่คะ ดูไอ้หมอนั้นทำกับชายซิคะ ไม่เคยมีใครทำกับชายได้แสบเท่านี้มาก่อน…” ชานนท์อธิบายให้คุณหญิงพวงพร ที่เอาแต่หัวเราะตัวโคลงในห้องนั่งเล่นฟัง จนเธอมิวายต้องคว้ากระดาษซับหน้ามาซับน้ำตาที่กำลังจะล้น  ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้ชานนท์หัวเสียขึ้นไปอีก “คุณแม่”

“อนุชัยเขาพูดถูกนะชาย ก็ชายไม่ได้ถามเขาก่อนเองนิ ว่าเขาว่างไหม?” คุณหญิงพวงพรซับหางตาทีละข้างก่อนจะหัวเราะออกมาอีก “ฮาๆๆๆๆ…..ชายนี้น้า!”

“เออว่าแต่ทำไม นาย อนุชาย ถึงได้โกรธมากๆ เวลาชายเรียกชื่อเขาละคะ คุณแม่” ชานนท์นั่งจิบน้ำเบาๆ พลางขยับเข้าไปกระซิบถามแม่ใกล้ๆ “เขากระชากคอเสื้อชายแล้วบอกว่า อย่ามาเรียกชื่อฉันแบบนั้นเพราะฉันไม่ใช่เมียน้อยของนาย อะไรทำนองนี้อ่ะคะ” ชานนท์ถลึงตารอคำตอบ

คุณหญิงพวงพรที่หยุดหัวเราะมาระยะหนึ่ง พอลูกชายพูดจบประโยคเธอก็หัวเราะเสียงดังลั่นขึ้นมาอีก “ฮ่า ฮ่า ฮา…..” และไม่มีท่าทีเธอจะหยุดลงง่าย จนชานนท์หน้าเริ่มงอเง้า บอกผิดหวังไปสิบโลก

“นี้ชาย…ฟังแม่ก่อนนะ” เธอฉุดแขนลูกชายไว้ก่อนจะลุกหนีออกจากห้อง “แม่เข้าใจอนุชัยแล้วละ….ชาย ชื่อของเขาออกเสียงคำหลังสั้นๆ อนุชัย ไหนลองพูดซิ”

“ห่า!…อนุ ชายยยย”

“ไม่ใช่….ชาย….แต่ออกเสียงสั้นว่า ชัย” เธอสอนแบบตั้งใจสุดๆ

“ชชชชชช…ชัย”

“อีกทีซิ  อนุชัย”

“อ นุ ชัย”เขาทวนตามแบบตั้งใจสุดๆ เช่นกัน

“เออแบบนั้นแหละ เพราะคำว่า อนุ หมายถึงเมียน้อย ส่วนที่ชายออกเสียงชื่อคำหลังเป็น – ช  า  ย – นะ ชายคือชื่อของลูก อนุชัยเลยไม่พอใจไง” คุณหญิงพวงพรค่อยๆอธิบายที่ละคำ จนปรากฏรอยยิ้มซึ่งแฝงด้วยเลศนัยขึ้นมาบางๆ

“แสดงว่านายอยากเป็นเมียน้อยฉันมากๆ เลยซินะ อนุชาย” ชานนท์พึมพำกับตัวเอง

“ชายว่าอะไรนะ” คุณหญิงพวงพรถาม

“เปล่าๆ คะคุณแม่”

“เอ้!ไอ้ลูกคนนี้นี่….ไปๆ แม่จะไปพบเขาเอง ชายช่วยขับรถให้ที”

“คุณแม่คะ” ชานนท์คัดค้านเสียงหลง พาลเดินวนเป็นลูกเป็ดเมากาวหลายรอบ

“ไปแต่งตัว อยู่ไม่ไกลนี้เอง…เร็วเข้าเราจะได้ทานข้าวนอกบ้านไปในตัวซะเลย….แม่เตย แม่เตย” คุณหญิงพวงพรตะโกนเรียก ไม่นานแม่บ้านหน้าแหลมราวกับปลาทูกินยาลดความอ้วนก็ตรงเข้ามาหา

“คะคุณหญิง”

“เย็นนี้ไม่ต้องลงครัวนะ ฉันกับตาชายจะออกไปทานข้าวข้างนอก ส่วนท่านรัฐมนตรีติดประชุมที่พรรค คงจะเรียบร้อยมาจากที่โน้นแหละ”

“คะ คะ”

อนุชาย ตอนที่ 6

อนุชาย ตอนที่ 6เขาคือใคร แครี่ นิยายอ่านฟรีจบเรื่อง เรื่อง อนุชาย ตอนที่ 6

ก่อนกลับกรุงเทพฯ 1 วัน

“นุ….หนูแคร์แวะมาหาแม่ก่อนปีใหม่ เธอฝากกระดาษแผ่นนี้ให้ก่อนกลับแคนาดานะลูก” สมรยื่นแผ่นกระดาษที่พับแค่ 2 ทบให้ มันไม่เชิงเป็นจดหมาย แต่เป็นโน้ตข้อความ 4 – 5 บรรทัดสั้นๆ ที่สมรไม่มีทางเข้าใจ

อนุชัยรับไปเปิดอ่าน “ขอบคุณครับแม่” เขายิ้มพร้อมกับวิ่งเข้าไปหยิบมือถือออกมาพิมพ์บางอย่างเร็วๆ เขายิ้มอีก ยิ้มซ้ำๆ ก่อนจะก้มลงหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่ๆ

“ไอ้ลูกคนนี้นิ…..” เธอตะโกนตามหลังบุตรชาย ที่วิ่งออกไปหน้าตรอก ตรงไปร้านสะดวกซื้อราวกับมีเป้าหมายสำคัญรออยู่…..

“ฉันลืมโหยหาเธอได้อย่างไร แคราย…”

ต้นเดือนมีนาคมที่บ้าน 2 ชั้นทรงร่วมสมัยภายในสนามกอล์ฟ “เซอร์แจ็กสัน” กลางดง

“แม่เอิบ ไอ้สม หายหัวไปไหนกันหมด” ท่านผู้หญิงแขไขตะโกนลั่น ขณะพึ่งตื่นนอน  เธอเดินอาดๆ ลากชุดสีชมพูบางๆ ปลิวไสวราวกับบ่างปีกกว้างถลาลงมาตามบันไดรูปโค้ง “ไอ้สม แม่เอิบ หายหัวไปไหน”

“ขา ขา ค่า คะ ท่านผู้หญิงมีอะไรรึคะ เรียกหาแต่เช้า” แม่บ้านวัย 50 ต้นๆ เปิดประตูพาร่างอ้วนกลมกลิ้งเข้ามายืนก้มหน้าใกล้ๆ “มีอะไรรึคะท่าน”

“แครายเพิ่งกลับมาเมื่อคืนหายไปไหนแต่เช้า” ท่านผู้หญิงแขไขถาม

“อ้อ…เธอให้ไอ้สมขับรถไปส่งที่บ้านตระกูลเชาว์แต่เช้าตรู่แล้วละคะ” แม่เอิบรายงาน

ซึ่งมันสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมาก “อาไรรรรร! คนเป็นแม่ยังไม่ทันเห็นหน้าเลย ฉันว่าต้องมีบางอย่างแน่ๆ”

“หนูแคร์เธอบอกกับดิฉันไว้ว่ามีนัดทานอาหารเย็นกับคุณชานนท์ลูกชาย ดร.ชวนนท์ นะคะ” แม่เอิบรายงานต่อ รอยยิ้มบางๆ จึงปรากฏให้เห็น ก่อนท่านผู้หญิงแขไขจะชักสีหน้าคล้ายฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน

“ก็บินกลับมาพร้อมกัน ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนี้ด้วยนะ” เธอขมวดคิ้วที่ยังไม่แต่งเข้าหากัน “ไม่ได้การละ แม่เอิบโทรเรียกไอ้ชินมาพบฉันตอน 9 โมง  เน้นต้องเป็นไอ้ชินคนเดียวเท่านั้นนะ” เธอออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

“คะๆ….ท่านผู้หญิง”

“โอ้ย! ปกรณ์ ปกรณ์ อยู่ไหน”

“ครับๆ ท่านผู้หญิง” หนุ่มขับรถหน้าใสรุ่นลูก วิ่งหน้าตื่นออกมาจากห้องที่อยู่ชั้นบน ท่านผู้หญิงแขไขจึงก้าวขากลับขึ้นบันไดแบบรีบๆ ตรงเข้าไปโรยหางตาระห้อยกระซิบกระซาบบางอย่าง

จนปกรณ์ตาลุกวาวพร้อมกับอุทานออกมาเบาๆ “ท่านผู้หญิงครับ”

ท่านผู้หญิงแขไขยิงสายตาดุร้ายใส่

“ครับๆ…. พิ….พี่แข”

“แขเครียดจังเลยปกรณ์ขา….”

ที่สวนอาหารสะบันงา

“พิชัย วันนี้มาแต่หัววันเลยนะ” เจ่ดวงที่กำลังวุ่นอยู่กับการเช็คของที่พึ่งมาส่งตะโกนจากลานส่ง  เมื่อเห็นรถ BMW  สีดำแล่นเข้ามาจอดเทียบในระยะที่มองเห็น ก่อนอาจารย์พิชัยจะก้าวฉับๆ เข้าไปยืนข้างๆ

“ดวง วันนี้นุมันมาทำงานหรือเปล่า” อาจารย์พิชัยถามแบบรีบๆ

“ไม่นิ อ้าว! พวกเธออยู่บ้านเดียวกันแบบไหนวะ ไว้ใจได้ไหมเนี้ย” เจ่ดวงขึ้นเสียงสูง เธอวางปากกากับเอกสาร 2 แผ่นไว้ที่หลังรถ “2 อาทิตย์ละ นึกว่าติดเรียน” เธอหยุดประเมินสีหน้าคู่สนทนา สักพัก “อ้าวๆ น้องฉันหายไป จะมีใครรับผิดชอบวะ เฮ้ย!”

“เธอโทรหาเขาหน่อยดิ!…” อาจารย์พิชัยลงน้ำเสียงวิงวอน จนอีกฝ่ายอดจิ!ปากเสียงดัง จิ๊ จิ๊ ไม่ได้

“อะไรของพวกเธอนะ….เรื่องแค่นี้ยังต้องถึงมือฉัน…โอเคยะ! ไปรอฉันอยู่ในห้องแป๊บ! ลงของเสร็จจะตามไป”

“ขอบคุณมากนะดวงนะ”

“เออ….” เธอไล่ส่งเสียงสูงก่อนจะส่ายหน้าเอื้อมละอาช้าๆ “อะไรของมันวะ ทำยังกะเป็นผัวเมียกัน….”

ภายในโรงแรม 5 ดาว บนถนนสุขุมวิท

แสงไฟสีส้มอาบ 2 ร่างที่เกี่ยวรัดกันและกันราวกับงู 2 ตัวบนเตียงสีขาว เสียงละเมอพร่ำเพ้อดังลอดไรฟันที่ขบแน่น บางช่วงบางจังหวะกระชันชิดราวกับวิญญาณของคนทั้งคู่จะหลุดลอยออกจากร่าง ลีลาซบ พลิกหมุนเวียนสลับกันไปมา กระทั้งหญิงสาวหมุนขึ้นนั่งค่อม เธอโหยหาราวกับปรารถนาสิ่งนี้มาสิบชาติ

“อนุชัย อนุชัย ตัวเองเป็นบ้าอะไรเนี้ย…โอ้ย! คนบัดซบ ทำให้ฉัน ทำให้ฉัน” เสียงขย่มจนเตียงขนาด 6 ฟุตดังลั่นห้อง “อนุชัย ตัวเองเปลี่ยนไป อนุชัยเรียกชื่อฉันซิ!  เรียกฉันว่าที่รัก เรียกฉันว่าเมียขาเร็วๆ เข้า….ตัวเองเป็นอะไร….อนุชัย….อนุชายยยยยยยยยยยยยยยย”

เมื่อทุกอย่างเงียบสงบ อนุชัยกลับเบือนหน้าหลบสายตาของหญิงสาวที่กำลังเปลือยนั่งจ้องราวกับนางเสือร้ายกำลังขย้ำเหยื่อ “เค้า เค้าขอโทษ เค้าคงเหนื่อยนะแคร์” อนุชัยอ้ำๆ อึ้งๆ ราวกับแปลกใจเช่นกัน

“ตัวเองคือสิ่งเดียวที่เค้าโหยหามาตลอด 2 ปี….ตัวเองเปลี่ยนไป ไม่ใช่คนเดิม….มองหน้าเค้า มองหน้าเมียตัวเอง แล้วตอบเค้ามา 2 ปีที่ไม่ได้เจอกัน ตัวเองมีคนอื่นใช่ไหม” แครายยิงคำถามตรงๆ แต่อนุชัยได้แต่สายหน้าปฏิเสธ

“ไม่ เค้าไม่มีใครนอกจากแคร์คนเดียว….” อนุชัยตอบจนเกือบระดับกระซิบ “เค้า เค้าอาจจะเหนื่อย ใช่!  ใช่เพราะเค้าทั้งเรียน ทั้งทำงาน แครี่ ตัวเองต้องเข้าใจเค้านะ”

“ไม่อ่ะ ตัวเองไม่เหมือนเดิม ตัวเองรีบแต่งตัวเถอะ เค้ามีนัดทานข้าวกับลูกชาย ดร.ชวนนท์” แครายเสียงดุดันพร้อมกับลุกพาร่างไร้อาภรณ์หายเข้าไปในห้องน้ำที่มีแสงไฟลอดผ่านประตูเข้ามาให้เห็น “บ้าเอ้ย!….คนบ้า”

อนุชัยทิ้งตัวเอาหมอนอุดหู บีบเกรงไปทั้งร่างแบบคนตั้งคำถามและหาคำตอบไม่เจอ “บ้าฉิบ….เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย”

ที่ล็อบบี้ชั้น 1

ครู่ต่อมาที่ล็อบบี้ชั้น 1  แคราย เชาว์ อยู่ในชุดราตรีสีโอโรสเปิดไหล่โชว์แผ่นหลังขาวเนียนเดินออกจากลิฟต์คู่มากับชายหนุ่มสวมสูททักซิโด้สีดำสนิท เขาและเธอเดินสยายท่ามกลางนักข่าวจากหลายๆ สำนัก เสียงกดชัตเตอร์รัวๆ ดังขึ้นพร้อมกับแสงแฟลช แสงไฟวูบวาบตามจังหวะ ซึ่งมันก็ไม่แปลกอะไร เพราะคืนนี้เป็นคืนเปิดตัวเพื่อนสาวคนสนิท บุตรชายคนเดียวของ ดร.ชวนนท์ สายสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ทั้งคู่เดินอย่างนางพญาและคิงส์โดยมีเสียงเรียกร้องให้หยุดสัมภาษณ์เป็นระยะๆ

“คืนนี้เรามีนัดดินเนอร์เงียบๆ ระหว่าง บ้านตระกูลเชาว์กับบ้านสายสกุล นะคะ” แครายพูดเนิบๆ มือเรียวๆ ยังเกาะวงแขนของหนุ่มหล่อตัวสูงที่เอาแต่อมยิ้มบางๆ โปรยเสน่ห์ไปทางนั้นทีทางนี้ที

“แล้วคุณชายกับคุณแครี่จะบินกลับไปเรียนต่อเมื่อไรคะ” เสียงจากนักข่าวสุภาพสตรีในชุดสีแดงเพลิง ชานนท์แตะแผ่นหลังแคราย เพื่อส่งสัญญาณให้เธอหยุดและเธอก็ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบในฉากนั้น

“ซัมเมอร์ 2 เดือนครับ คาดว่าปลายๆ เดือนหน้า…. เราคงได้เจอกันเรื่อยๆ จนกว่าจะเบื่อไปข้างหนึ่งนั้นแหละ” ชานท์พูดพลางบีบริมฝีปากเข้าหากันจนเกิดลักยิ้มบนแก้มทั้ง 2 ข้าง

“คะ อย่าเพิ่งเบื่อเรานะคะ” แครายเสริมเธอยิ้มไปรอบๆ แสงแฟลชยังรัวไม่รู้จักเบื่อ

“ทั้ง 2 เจอกันที่ไหนคะ….เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก”

มหาวิทยาลัย บริติช โคลัมเบีย ครับ” ชานนท์ตอบแทน

“พี่ชายจบไฮสคลูที่แวนคูเวอร์นะค่า ส่วนแคร์ หญิงแม่พึ่งจะส่งไปเรียน 2 ปีนี้เองคะ” แครายตอบ

“มีแพลนจะแต่งงานรึยังคะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮา ขอเรียนรู้กันไปก่อนดีกว่านะคะ”

“ครับถ้าพร้อมเมื่อไรผมจะจัดแถลงข่าวอีกครั้ง” ชานนท์ตอบพลางกระชับแขนหญิงสาวเชิงกำชับ “เราต้องขอตัวก่อนนะ ผู้ใหญ่รอนานไม่เหมาะ ขอบคุณพี่ๆ ทุกท่านมากๆ ครับ”

“ขอบคุณพี่ๆ เช่นกันคะ”

ที่หลังกลุ่มนักข่าว อนุชัยยืนนิ่งราวกับโดนร่ายมนต์ สูทสีดำที่สวมใส่เมื่อเทียบกับอีกคนที่ยืนอยู่ข้างแฟนสาวทำให้เขาอยากจะแทรกแผ่นดินหนีซะเดี๋ยวนั้น แต่ความเจ็บปวดนานาบังคับไม่ให้เขาไปไหน หลังจากนักข่าวเริ่มสลายตัว ที่มุมหนึ่งหน้าทางเข้าภัตตาคารจีนภายในโรงแรม เขาจึงแสดงตนขวางคนทั้ง 2 เอาไว้

แครายไม่มีท่าทีตกใจ ซ้ำยังแอบขำอยู่ข้างหลังชานนท์ อย่างกับรู้ทัน

อนุชัยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคู่ต่อสู้ที่สูงเกือบเสมอกัน …ชานนท์ถึงจะแปลกใจในท่าทีอยู่บ้าง แต่เขาก็นิ่งจ้องกลับ พร้อมกับยิ้มทักทายให้ก่อน “แครี่เคยเล่าเรื่องของคุณให้ผมฟัง….ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นคุณ อานุ ชายยยย ใช่ไหมครับ” ชานนท์ทักในสำเนียงฝรั่งเพี้ยนๆ จนชื่อคำสุดท้ายยาวและยาน แต่คล้ายอนุชัยไม่ทันได้ยิน

“เขาคนนี้เป็นใครกันแน่แครี่” อนุชัยระเบิดเสียงทุ้มๆ ในระยะประชิด

“อ้อคะ….แคร์ลืมแนะนำเลย พี่ชายคะ…นี้คืออนุชัยเพื่อนแคร์เองคะ” เธอก้าวยืนขั้นระหว่างกลางพลางยักคิ้วราวกับคนสะใจ “อนุชัย นี้คือคุณชานนท์ ลูกชายของ ดร.ชวนนท์ สายสกุลจ๊ะ อยากให้รู้จักกันเอาไว้” เธอผายมือแนะนำ แต่ชายหนุ่มทั้ง 2 ได้แต่นิ่งจ้องตากันและกันราวกับหุ่นหิน 2 ตัว “พี่ชายคะ!” แครายขึ้นเสียงสูงราวกับจะปลุกเรียกสติ

“เออ….เรียกผมว่าชายเฉยๆ ก็แล้วกันครับ” ชานนท์ส่งมือให้จับ แต่ความชิงชังของอีกฝ่ายยังอยู่ครบ

“อนุชัย….” แครายกระตุ้น

อนุชัยยกฝ่ามือทั้ง 2 ข้างราวกับจะห้าม “อย่าเลยแคร์ คนอย่างเค้ามักจะอยู่ผิดที่ ผิดเวลาเสมอ…ขอให้มีแพลนแต่งงานเร็วๆ นะครับคุณชาย” พูดจบเขาก็ค้อมหัวคล้ายทำความเคารพ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเงียบๆ เมื่อพ้นประตูด้านหน้าเขาจึงออกวิ่งสู่ถนนใหญ่อย่างไม่คิดชีวิต

เขาคือใคร

“แครี่ แครี่ เขาเป็นใคร เขาเป็นอะไรกับเธอกันแน่….แครี่ แครี่ๆ”

คืนไร้ดาวใช่ว่าจะไม่มีแสงดาว อนุชัยกลับถึงบ้านอย่างคนสะเปะสะปะ กลิ่นเหล้า กลิ่นสาวแรกผสมกันจนแยกไม่ออก เมื่อผ่านประตูเข้ามาเผชิญหน้ากับอาจารย์พิชัยที่รออยู่ก่อนแล้ว คำถามเห่ยๆ จึงเริ่มต้น

“ไปไหนมา”

“ไป หา เพื่อนนนน ครับบบบ ผม” เขาตอบเอียงๆ ขณะพยายามประคองตัวให้นิ่ง อาจารย์จะจับแขน แต่เขากลับสะบัดทิ้งอย่างไม่ใยดี

“โทรศัพท์ทำไมไม่เปิดรับ พี่เป็นห่วงและเป็นห่วงมากๆ ด้วย” อาจารย์พิชัยเริ่มเสียงดังบ้าง

สติมัวๆ มืดๆ จึงค่อยๆ กระจ่าง แต่ก็ยังนิ่งก้มหน้าราวกับคนสำนึกผิด

“นุ นุ รู้ไหมว่าพี่เป็นห่วงมากแค่ไหน”

อนุชัยค่อยๆ เงยใบหน้าเศร้าๆ ปนสีแดงจากแอลกอฮอล์ขึ้นมาเผชิญช้าๆ “อาจารย์ครับ ผมขอโทษ…ผมแค่กำลังหลงทาง” เขาพูดราวกับคนละเมอ อาจารย์จึงเข้าประคองแขนพาไปยังห้องนั่งเล่นที่เหลือไว้แต่โคมจากดาวไลท์ “ผมกินแบล็ค เลเบิ้ลมา….แต่แบล็ค เลเบิ้ลทำอะไรผมไม่ได้หรอกครับ” ดวงตาแดงกล่ำจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกคน “จะตี 2 แล้วนะ อาจารย์รอผมอยู่ใช่ไหม….” เขาหยุดพลางค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อตัวเองทีละเม็ด ทีละเม็ด “อาจารย์เองนั้นแหละอย่าทำให้ผมเมาไปมากว่านี้ก็แล้วกัน” พูดไม่ทันจบประโยค อารมณ์ที่คลั่งค้างมาจากโรงแรมก็โถมเข้าจู่โจม ปากประกบปาก กลิ่นแบล็ค เลเบิ้ล ผสานเข้ากับกลิ่นสาบชายโฉดเถื่อนๆ จนอาจารย์หนุ่มต้องผลักตัวเขาออก

“เกิดอะไรขึ้นนุ….เกิดอะไรขึ้นกันแน่” อาจารย์พิชัยหวาดวิตกในท่าทีของเขา

อนุชัยไม่ตอบ แต่เขากลับถอดเสื้อผ้าตัวเองทิ้งอย่างคนรีบรน ก่อนจะคว้าตัวอาจารย์หนุ่มเข้าสู่กองไฟราคะ เสื้อผ้าถูกเขาฉีกทิ้งราวกับเสือโหย

“นุ นุ เดี๋ยวก่อน เกิด เกิดอะไรขึ้น”

“ไม่สำคัญว่าเกิดอะไรขึ้น สำคัญกว่าก็คือเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรากันแน่” อนุชัยใช้เท้ายันกางเกงอาจารย์ให้หลุด ก่อนจะออกแรงผลักร่างเปลือยลงไปนอนแผ่กับโซฟาเบด ริมหน้าต่าง

“นุ นุ มันเกิดอะไรขึ้น นุ นุ โอย! โอ้ยๆๆ เบาๆ”

“อาจารย์ครับ อาจารย์”

เสียงของอาจารย์หนุ่มหายไปกับลีลาอันร้ายกาจ มันเร้าร้อน ซาบซ่านอย่างกับมีกองเพลิงกำลังแผดเผา ต่างคนก็ต่างโหยหากันและกัน โลกของพวกเขากำลังเข้าสู่นิรันดรแล้ว

“เรียกพี่เถอะ… เรียกพี่สักคำ”

“แบล็คทำอะไรผมไม่ได้ แต่พี่กำลังทำให้ผมเมา พี่ชัย พี่ชัย โอ้ย! โอ้ยยยย พี่ชายยยยยยยย”

และในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา “เขาคือใครแครี่”…..อนุชัยยังพร่ำละเมอไม่หยุด “คุณชาย เขาชื่อ ชานนท์” อนุชัยหมดสติ โดยมีอาจารย์หนุ่มที่สวมเพียงกางเกงบล็อคเซอร์สีขาวตัวเดียวกำลังใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวให้ ทุกๆ คำละเมอ ถูกบันทึกไว้ในหัว

“คุณชาย ชานนท์  เขาเป็นใครกันนะ” อาจารย์พิชัยตั้งคำถามพร้อมกับสวมกางเกงบล็อกเซอร์กลับให้ “หลับเถอะนะคนดี” ปากกระซิบข้างหูแต่ตัวก็เลื่อนลงจุมพิตที่เป้าตุงๆ ก่อนแสงสว่างภายในบ้านจะดับพรึบลง….

“เขาคือใคร แครี่….”

อนุชาย ตอน 1

อนุชาย ตอน 1ปฐมบท อนุชาย ตอนที่ 1

ปฐมบท

เช้าๆ อำเภอเล็กๆ ที่ซ่อนตัวในหุบเขายังอยู่ในโลกสีเทา กว่าแสงแรกจะถึงพื้นก็เกือบๆ 9 โมงของทุกวัน  เด็กชายวัย 9 ขวบ หน้าขาว ตัวผอมแบบเดียวกับกุ้งเสียบ เดินเข้าประตูโรงเรียนที่มีเพียงแผ่นปีกไม้ใหญ่ๆ เขียนด้วยอักษรภาษาไทยโบราณว่า โรงเรียนวัดตงอนุสรณ์ แดดสีครีมลามเลียจากสันเขาทางทิศตะวันตกค่อยๆ โรยต่ำลงมาตามยอดไม้ สีเขียวทึมๆ จึงกระจ่างที่ละส่วน เด็กชายหน้าขาวตัวผอมหยุดวางกระเป๋านักเรียนสีดำไหว้ครูเวรสุภาพสตรีร่างท้วมอย่างนอบน้อม ทุกครั้งเขาจะใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝีปากให้เธอ แต่เช้านี้กลับไม่สดใสเอาเสียเลย

“อนุชัย…รู้ไหมจ๊ะเวลาหนูยิ้มโลกจะยิ้มให้หนูแน่ๆ” เธอหยุดยิ้มแบบคนประเมิน “…เพราะดวงตาบอกว่าหนูใช้หัวใจยิ้มไม่ใช่ริมฝีปาก”

เขาเลิกคิ้วสูงพร้อมกับบีบริมฝีปากเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงขณะค้อมศีรษะเล็กน้อยเชิงตอบรับ ก่อนจะยกกระเป๋าก้าวผ่านไปแบบเงียบๆ

9 โมงกับ 25 นาที ที่ลานกิจกรรม

“มึงรู้ไหมวะ! ชื่อไอ้หมอนั้นแปลว่าอะไร….” เด็กชายร่างอ้วนตัวใหญ่แหกปากลั่นลานคอนกรีตที่กำลังถูกแดดแรกสีครีมระบายพร้อมกับยกระดับอุณหภูมิให้สูงขึ้นทีละนิด “กูหมายถึงมึง ไอ้ ไอ้หน้าขาว” พร้อมกับชี้นิ้วป้อมๆ มาตกที่เขา โดยมีกลุ่มลูกหาบเป็นเด็กวัยไล่เลี่ยกันคอยนำทีมโห่รับกันเป็นทอดๆ ราวกับต้องการกระตุ้นความสนุกสนานไปตามประสาเด็ก

“ฮ่า ฮา ฮ่า อนุ แปลว่าเมียน้อยโว้ย! ก็คือแม่ของมัน” เขาหยุดชูกำปั้นขึ้นเหนือหัวแล้วหลุดเสียงความสะใจออกมาให้ได้ยิน “ฮ่าๆๆๆๆ ส่วนคำว่าชัย เป็นชื่อของพ่อมันที่ไม่รู้ไปไหน….เพราะฉะนั้น…แม่มันเป็นเมียน้อย มีแม่เป็นเมียน้อย แม่มันเป็นเมียน้อย มีแม่เป็นเมียน้อย” บทเพลงสรรเสริญดังกระหึ่ม เด็กคนอื่นๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่กลางลานโล่งต่างหยุดตามสัญชาตญาณ  “และพวกมึงรู้ไหมวะ! แม่มันเวลานี้ก็อยากเป็นเมียน้อยพ่อกูใจจะขาด  ฮ่าๆๆๆๆ”

เด็กชายหน้าขาวตัวผอมแบบเดียวกับกุ้งเสียบตัวสั่น มือที่ทิ้งข้างลำตัวกำเกร็งพร้อมกับฟันกรามบดขยี้จนใบหน้าสีขาวค่อยๆ เปลี่ยนเข้าสู่เฉดสีแดง  “มึง…”  เขาทิ้งกระเป๋าลงกับพื้นแรงๆพร้อมกับตรงดิ่งเข้าหาแบบไม่เหลือความกลัว

“มึง มึงจะทำอะไรกูไอ้ลูกเมียน้อ……ย”

“มึงงงงงงงงงงงงงง”

“ช่วยกูด้วย ช่วยกูที ไอ้ลูกเมียน้อยมันจะฆ่ากู….ห่าเอ้ย! เหี้ย!เอ้ย โอ้ยๆ ช่วย ช่วยกูด้วย”

ที่ห้องประชุมผู้ปกครองตอนบ่ายวันเดียวกัน

“ครูใหญ่ต้องจัดการกับไอ้เด็กนรกคนนั้นให้ผมนะ ไม่อย่างนั้น” ชายร่างท้วมสูงผิวกร้านดำใส่ทองเส้นใหญ่วัย 50 ปีอาจจะบวก-ลบ ส่ายใบหน้าดุดันข่มขู่ไปรอบๆห้อง “เรา…..จะได้เห็นดีกัน”

“ใจเย็นครับพ่อน้องเปา….” อาจารย์ใหญ่พยายามไกล่เกลี่ย แต่ก็ต้องถอยกรูด

“ไม่ยงไม่เย็นมันละ ลูกผมโดนต่อยเกือบตายคาโรงเรียน จะให้ใจเย็นอยู่ได้ไง” เขาตะโกนสุดเสียงขณะที่เด็กชายร่างอ้วนตัวใหญ่ได้แต่ยืนเกาะแขนผู้เป็นพ่อสะอึกสะอื้น ขณะที่หน้าคล้ำเขียวไม่กี่จุด

ผิดกับเด็กชายหน้าขาวตัวผอมแบบเดียวกับกุ้งเสียบ ทั้งๆมีผ้าก๊อซที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงฉานอาบทั่วใบหน้าเขากลับนั่งนิ่งเป็นหุ่นหินอยู่ข้างหญิงวัย 30 ต้นๆ ที่เทียวแต่ไหว้วอนขอโทษ คนนั้นที คนนี้ทีไปรอบๆ ห้อง โดยมีครูเวรสุภาพสตรีร่างท้วมกอดปลอบใจอยู่ไม่ห่าง

“ถ้าจะว่าไปแล้ว อนุชัยไม่ใช่คนเริ่มก่อนนะคะ ดิฉันเป็นพยานได้” ครูเวรสุภาพสตรีร่างท้วมพยายามออกตัว แต่….

“พอเถอะคะครู…” หญิงวัย 30 ปรามเบาๆ “ขอบพระคุณมาก…”

“อันที่จริงปัญหาเด็กทะเลาะกันก็เรื่องธรรมดา….”

“โอ้ย!….ครูใหญ่พูดแบบนี้ได้อย่างไร….ไอ้เด็กนรกนี้ จะต้องย้ายโรงเรียนไม่เช่นนั้นผมจะแจ้งความดำเนินคดีกับทุกคน” ดวงตาแข็งกร้าวสาดกระแทกใส่ไม่เลือกหน้า ก่อนจะเดินด้อมๆมาจบด้วยเสียงกระซิบที่ได้ยินเพียง 2 คน  “แม่สมรจะหาว่าฉันใจร้ายไม่ได้นะจ๊ะ ตอบตกลงตามที่ฉันเสนอปานนี้เธอกับไอ้ลูกนอกคอกก็สบายไปแล้ว”

ดวงตาของหญิงวัย 30 แข็งกร้าวขึ้นมาทันทีทันใด  “ลูกของฉันไม่ใช่เด็กนอกคอก…กรุณาเถอะ” เธอดึงร่างเด็กชายหน้าขาวที่อาบชุ่มไปด้วยเลือดมากอด น้ำตาที่ไหลพรั่งพรูเมื่อครู่หยุดชะงัก นางจ้องใบหน้าชายที่กำลังย้ำยีศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง ด้วยความเกลียดชังสุดชีวิต ก่อนจะใช้ระดับเสียงเดียวกันตอบกลับไปบ้าง

“ฉันไม่เคยเป็นเมียน้อยและจะไม่ยอมเป็นเมียน้อยใครจนวันตาย” จบฉากนั้น เธอก็คว้าแขนบุตรชายเดินไปหยุดที่ประตูทางออก “ไหว้ลาคุณคุณทุกๆ คนซิ นุ เราคงไม่ได้กลับมาเรียนที่นี้อีกแล้วละ”

“คุณแม่น้องอนุชัยครับ”

“ขอบพระคุณมากๆคะครูใหญ่ ดิฉันกับลูกเห็นจะต้องลา”

“เห็นไหมครู เห็นความจองหองของนังนี้รึยัง….ฮ่าๆ….เห็นฤทธิ์เดชมันแล้วใช่ไหม” เสียงชายร่างท้วมสูงสาบส่งอยู่ข้างหลัง เธอเหลือบมองเขานิดๆก่อจะยกมือไหว้อย่างสุภาพแล้วเดินจากไปเงียบๆ…. “แม่สมรนะแม่สมร ทำฉันได้เจ็บปวดมากๆ ฮื้อๆ”

อีก 8 ปีต่อมา

ณ บ้านหลังใหญ่ภายในสนามกอล์ฟ “เซอร์แจ็กสัน” กลางดง

ร่างเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ 2 หนุ่มสาววัยแรกนอนกอดเกยเกือกกลิ้งราวกับงูเหลือม 2 ตัวรอบรัดถูไถกันไปมา เตียงขนาด 6 ฟุตสีขาวใต้แสงโคมไฟคริสตัลบอกผิวพรรณของทั้งคู่ขาวเนียนไร้ที่ติ ไม่มีเสียงเพลงหรือเสียงประดิษฐ์ใดๆ นอกจากลมหายใจ ยาวสั้นถี่ๆสลับกันขึ้นๆ ลงๆ บทเรียนเพศศึกษากำลังเข้าสู่เนื้อหาภาคปฏิบัติอย่างสมบูรณ์จนทำให้คนทั้งคู่ลืมฟ้า ลืมตะวัน พวกเขากลืนกินดาวทุกดวงที่ไหลผ่านอย่างตะกละตระกราม ราวกับไม่เคยลิ้มลองมาทั้งชีวิต ซึ่งมันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

“เราไม่น่าทำ….” เด็กหนุ่มพูดไม่ทันจบ

เด็กสาวก็แทรกขึ้น “หุบปากเถอะน่า….” เสียงลอดไรฟันที่กำลังกัดเกร็งจนเห็นกระดูกสันหลังปูดโปนราวกับแผงโหนกของสัตว์โบราณ “ตัวเอง…เป็นของเค้าแล้วนะ อนุชัย อนุชัย อนุชัย…..”

“อ้า……..”

“เรียกเค้าว่าเมียซิ! คนบ้า…เรียกเค้าซิ อนุ…ชัย อนุชัย…เรียกชื่อฉันเร็วเข้า โอ้ยๆ”

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เมื่อพายุสงบ ลมหายใจก็ค่อยๆ ผ่อนปรนลงสู่สภาวะเกือบปกติ  กระนั้นร่างสาวแรกก็ยังกองเกยอยู่ด้านบนอย่างไม่มีท่าทีจะ เคลื่อนย้าย

และเสียงเด็กหนุ่มก็ดังขึ้นด้วยประโยคเดิมอีก “เราไม่น่าทำ”

“หุบปากเถอะน่า….ของตัวเองอยู่ในตัวเค้า ยังมีหน้ามาพูดอีก” เธอเลื่อนตัวขึ้นลงช้าๆ “เห็นไหมว่าตัวเองสุดยอดแค่ไหน…..ตัวเอง ตัวเอง กำลังจะเริ่มอีกรอบ….อนุชัยตัวเองสุดยอดไปเลย”

“หุบปากเถอะน่า…”

“เรียกเค้าว่าที่รักเร็วเข้า คนบ้า….อ้า อ้า ตัวเองสุดยอด อนุชัยตัวเองสุดยอดไปเลย แบบนี้ ได้เป็นแค่เมียน้อยเค้าก็ยอม” ทันทีที่คำๆนั้นหลุดออกจากปากดวงดาวทุกๆ ดวงที่เคยกลืนลงท้องก็สำรอกความน่าขยะแขยงออกมาให้เห็น เด็กหนุ่มผลักหญิงสาวจนหงายหลังไม่เป็นท่า  “อ๊าก!…ตัวเองเป็นบ้าอะไรขึ้นมา”

เด็กหนุ่มหลับตาค้าง…ราวจะทบทวน เขานิ่งนาน นานจนหญิงสาวลุกหอบเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่กับพื้นหายเข้าไปในห้องน้ำ

“คนบ้า!”

“เมียน้อย เมียน้อย เมียน้อย…อะไรกันวะ บ้าชะมัด” อนุชัยสบถเสียงในโพลงปาก ก่อนจะลุกสวมกางเกงเสื้อผ้าชุดนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคและไม่ลืมเขียนโน้ตแปะไว้หลังประตูว่า….

……(เค้ามีเรียนตอนบ่ายแล้วเจอกัน)……

เสียงประตูปิดตามหลัง….บ้านใหญ่ 2 ชั้นทรงร่วมสมัยสีครีมก็เด่นสง่าอยู่เบื้องหลัง….

”เกือบเที่ยงละ” เขาอุทานหลังยกนาฬิกาข้อมือเก่าๆขึ้นมาดูเวลา เสียงรถมอเตอร์ไซด์ดังขึ้นและกำลังทิ้งระยะห่างออกไปเรื่อยๆ  จนทำให้เด็กสาวที่อยู่ในห้องน้ำหลุดคำสบถออกมาอีก

“คนบ้า!….เป็นอะไรของเขานะ อนุชัย โธ่เว้ย!  อนุชายยยยยยยยยย”

เธอคือผู้เสียสละ

ใกล้จะค่ำแล้วแดดสุดท้ายเบนเงาต้นจามจุรีใหญ่หลังบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ไปตกฐานประตูหน้าบ้านโทรมทรุดสีน้ำตาลหม่นๆ ฝั่งตรงข้ามที่ปรากฏร่างของสาวใหญ่วัย 38  กำลังทอดกล้วยและมันเทศสีต่างๆ ขายอย่างคนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เมื่อเส้นแสงสีอำพันลอดผ่านกิ่งก้านจาจุรีเลื่อนขึ้นฉาบประตูจนครบ เด็กหนุ่มตัวสูงหน้าขาวปากแดงก็ขี่รถจักยานยนต์เก่าๆ เข้ามาจอดใกล้ๆ เขาหมุนตัวให้หลุดจากเบาะแล้วหยิบชิ้นมันเทศชุบแป้งทอดโยนเข้าปากก่อนจะเดินไปวางกระเป๋าบนเก้าอี้ไม้กึ่งเก่ากึ่งใหม่แบบไม่ค่อยประณีตนัก

“เหนื่อยไหมแม่” เขาเอ่ยหลังกลืนมันทอดไปแล้วครึ่งหนึ่ง พูดจบก็เดินอ้อมโต๊ะวางถาดกล้วยและมันเทศรอขาย ค้อมหลังก้มขโมยหอมแก้มสุภาพสตรีที่เขาพึ่งเรียกเธอว่าแม่ไป 1 ฟอด

“เอะ! ลูกคนนี้นิ…แม่ตัวเหม็นจะตายยังจะแอบหอมแก้มอีก….ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเลย” เธอไล่ส่งแบบยิ้มๆ

“แม่เหนื่อยไหมอ่ะ” เขาถามด้วยประโยคเดิม แววตานิ่งๆ จ้องไปที่นางอย่างคนกำลังรอ

“เออ….มันก็ธรรมดาละ”

“แม่…..” เขาเรียกระดับเสียงอุทาน แต่ผู้เป็นแม่ก็ยังก้มหน้าอยู่กับกระทะทองเหลืองเช่นเดิม “แม่…” เขาเรียกเธออีกกระทั้งหญิงวัยกลางคนยืดตัวตรงหันหน้ามาเผชิญ

“อะไรรึ นุ”

“ปีหน้า นุ อยากเข้าไปสอบเรียนต่อที่กรุงเทพฯ” เขาเอ่ยเบาๆ แต่ก็มั่นใจว่าผู้เป็นแม่ได้ยินครบถ้วน แม่นิ่งไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบโต้ เขาจึงพูดต่อ  “เรื่องค่าใช้จ่ายแม่ไม่ต้องกังวลนะ….นุ ช่วยเหลือตัวเองได้”

นางจับแขนบุตรชายตัวสูงท่วมหัว ลากไปนั่งลงใกล้ๆเก้าอี้ไม้กับกระเป๋าสะพายสีดำที่เห็นรูปหน้ากากตัวละครญี่ปุ่นสีขาวแปะอยู่  “นุ…” นางเรียกชื่อเขาแล้วก็เงียบไปอีก

“นุ อยากเรียนต่อสถาปัตยกรรมนะแม่”

“นุ….ลูกอยากทำอะไร อยากเรียนอะไร ทำให้เต็มที่ไปเลย แม่เองก็จะทำหน้าที่แม่ให้ดีที่สุดเช่นกัน”

“เรื่องค่าใช้จ่ายแม่ไม่ต้องกังวลนะ….เทอมที่แล้ว นุ ไปฝึกงานกับบริษัทเอเชียนกรุ๊ปแถวๆ สี่แยกบางนา….พี่เค้าจะให้ นุ ทำงานที่นั้นระหว่างเรียนไปด้วย”

เธอจ้องหน้าบุตรชายนาน นานจนคล้ายแอ่งน้ำผุดในซองหินกำลังจะล้น “แม่สัญญาจะทำหน้าที่แม่ให้ถึงที่สุด” เธอดึงบุตรชายเข้ามากอดราวกับไม่ต้องการให้เขาเห็นน้ำตาที่พึ่งไหลอาบแก้ม

“แม่….”

นางปาดน้ำตาด้วยหลังมือที่อ้อมคอบุตรชาย เมื่อแห้งสนิทนางก็ผลักเขาออก “แม่ดีใจที่มีลูกดี…ไม่ต้องเป็นห่วงแม่กับยายนะ แม่พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ถึงจะไม่มากแต่ก็หวังว่า มันจะเป็นส่วนหนึ่งสานฝันให้กับลูกได้”

“แม่…..”

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร….ไป ไป ไปตักข้าวต้มในครัวให้ยายหน่อย แม่จะทอดกล้วยอีกชุดก็เสร็จละ” เธอผลักหลังบุตรชายราวกับไม่อยากให้เกิดอารมณ์แบบเมื่อครู่ขึ้นมาอีก

“ขอบคุณครับแม่…นุ สัญญา นุ จะตั้งใจเรียนให้จบเร็วๆ”