ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 41 (จบบริบูรณ์)

อย่าเรียกผมว่าอนุชาย


อย่าเรียกผมว่าอนุชาย 2 ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนจบ

ตอนที่ 41 “อย่าเรียกผมว่าอนุชาย 2”

….อัลบั้มรูป “กฎเขกกะโหลก” ยังวิ่งวุ่นอยู่ในหัว อันที่จริงเรื่องราวทั้งหมดน่าจะสาบสูญไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วนะครับ ตอนนี้ชีวิตครอบครัวของผมก็ถือสมบูรณ์ แต่ทำไมมันรู้สึกแกรนๆ คล้ายๆ ฟันเฟืองเกียร์ขบกวมกันอยู่ตลอดเวลาไม่รู้….ใช่ๆ ผมยอมรับครับ ว่าผมคิดถึงเขาแม้กระทั้งเวลามีอะไรกับเมียตัวเองบนเตียงนอน คิดถึงตักแข็งๆ คิดถึงกลิ่นเหงื่อนุ่มๆ คิดถึงสำลีล้างหู คิดถึงชุดกิโมโนสีน้ำตาลที่เขาสวมใส่จนทำให้เขาเหมือนหนุ่มญี่ปุ่นจนแยกไม่ออก คิดถึงฝ่ามือกว้างๆ คอยลูบวนบนหัวจนผมผล็อยหลับ ผมคิดถึงชิมะขณะที่อยู่ลำพัง “อนุชัย อนุชา อนุชาย อนุชายผมคิดถึงคุณเหลือเกิน”

“ท่านคะ…ท่านคะ…” ไม่รู้ว่าน้องแจงเข้ามานั่งลงเก้าอี้ภายในห้องนานแค่ไหนแล้ว เธอดูจะเสียมารยาทไปหน่อย แต่ก็เล็กน้อยสำหรับผม

“ว่าไง”

“วีซ่าของพี่ทิมมี่ผ่านแล้วนะคะ แจงจะส่งพลาสปอร์ตคืนพรุ่งนี้”

“เรื่องตั๋วเดินทางละ ลงตัวหรือเปล่า” ผมถามกลับขณะช่องท้องรู้สึกวูบวาบไม่เสถียร

“พี่ทิมมี่ยืนยันจะซื้อเองคะ….”

“บ้าชะมัด!….” ผมสบถเสียงดังจนหญิงสาวที่นั่งอยู่กับเก้าอี้ถึงกับก้มหน้านิ่ง “เออ…ผมไม่ได้หมายถึงคุณ….แต่เช็คไฟท์บินได้นี้ จองไฟท์เดียวกับเขา ถ้าเต็มให้เลือกไฟท์ Landing ใกล้เคียงกันมากที่สุด จะเป็นฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นได้หมด”

“ท่านไม่ลองคุยกับพี่ทิมมี่……เออแจงขอโทษคะ”

ผมรีบยกมือห้ามก่อนเธอจะพูดจบ “ไม่อยากให้เขารู้ว่า W.T.V. วีซ่าเป็นของผม….เขาจมูกเร็วยังกับเสือดำ เอาเป็นว่าเช็คไฟท์บินที่ใกล้เคียงกับเขาแล้วจองโรงแรม Holiday Inn Vancouver Downtown&Suites บนถนน Howe ST ไว้สัก 2 อาทิตย์ที่เหลือผมจัดการเอง”

                “คะท่าน….เอ่อท่านคะแจงมีความรู้สึกเสียมารยาทมากๆ คะ….แต่แจงคิดว่าท่านอยากจะได้” หญิงสาวยื่นแผ่นกระดาษ 2 3 แผ่นวางต่อหน้าประธานบริษัทอย่างคนระมัดระวังตัว “แจงก๊อปปี้จากแผนเดินทางที่ยื่นกับสถานทูต”

                ผมหยิบมันขึ้นมาอ่าน….ขณะใบหน้าที่หมองเครียดเผลอฉายยิ้มออกมาอย่างคนลืมตัว “12865-88 Ave Surrey BC. V4N 1H6 Phone 236-9869817 CANADA…..” ผมกึ่งอ่านกึ่งทวน “ขอบใจมากๆ….ขอบใจจริงๆ”

                “ยินดีคะท่าน”

8 กรกฎาคม 2017 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง

                น้องแจงจองไฟท์บินให้ผมมาถึงฮ่องกงล่วงหน้าก่อนไฟท์บินของทิมมี่จะ Landing 30 นาที ไฟท์บินไปแวนคูเวอร์เป็นไฟท์เดียวกัน แต่ผมเลือกจะหลบเขาอยู่ในชั้นธุระกิจแบบคนเห็นแก่ตัว ใจก็ปรารถนาจะเป็นเขามานั่งข้างๆ แต่คนอย่างทิมมี่ที่เคยคบกันเกือบ 14 ปีเป็นเรื่องที่ผมต้องระมัดระวังอย่างที่สุด ถึงเขาจะเป็นคนโลเลแต่เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจเขากลับเปลี่ยนเป็นอีกคนในเสี่ยวนาที ผมยืนแบบคนใจเย็นแต่หัวใจกลับเต้นตุบๆแทบจะระเบิดออกมาข้างนอกเสียให้ได้ กระดานอิเลคทรอนิคส์แจ้งไฟท์บินรันต่อกันไปเรื่อยๆ ผมรอจะได้เจอเขา รอแล้วรออีกจนเลยเวลาที่เครื่องบินของเขาน่าจะลงสู่พื้นกว่า 30 นาที เขาก็ยังไม่โผล่ออกมาให้เห็น  ผมเริ่มกระสับกระส่ายยืนไม่นิ่ง “เขามาไม่ถูก หรือว่า….เปลี่ยนไฟท์กะทันหัน หรือว่าตกเครื่อง หรือว่า…..หรือว่า….อนุชาย คุณอยู่ไหน ทิมมี่ ทิมมี่…..” สมองผมกำลังหมุนติ้วๆ ราวกับลูกข่าง “ทิมมี่…..หรืออาจจะผ่านประตูอื่นๆ….ใช่ๆ….” ผมทั้งคิดและปลอบใจตัวเองในเวลาเดียวกัน “เขาอาจจะไปนั่งรอที่ประตู 530 …คนอย่างเขาไม่มีแวะข้างทางแน่ๆ” ผมมั่นใจในข้อนี้สุดๆ ก่อนจะออกเดินมุ่งตรงไปยังประตู 530 แบบคนใจร้อน สายตาก็ไม่วายส่ายไปมาตลอดทาง (อาจจะเห็นเขายืนอยู่บนสายพานทางเดินเลื่อนที่ยาวสุดตา หรืออาจะยืนโต๋เต๋อยู่ที่มุมเชื่อมต่อสัญญาณไวไฟภายในสนามบิน หรืออาจจะนั่งเหม่อๆ ในแบบของเขาอยู่กับม้านั่งตัวใดตัวหนึ่ง พี่อยู่ที่ไหนทิมมี่ อนุชาย อนุชายของผม……)

ผมทั้งคิดทั้งเดินทั้งส่ายตาตากังวลไปทั่วโถงหลังคาโปร่งๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งผนังกระจกโล่งสูงทั้ง 2 ฝั่ง แต่ก็ยังไม่ปรากฏเขาแม้แต่เงา “คุณอยู่ที่ไหนอนุชาย คุณอยู่ที่ไหนทิมมี่” ผมพึมพำขณะยืนอยู่บนสายพานเลื่อน…..มันกำลังพาผมตรงไปทางทิศเหนือที่โล่งไกล มีผู้คนแปลกหน้าแปลกตาประปนทั้งเอเชีย ฝรั่ง แอฟริกัน แต่ไม่มีคนที่กำลังมองหา “ทิมมี่ อนุชาย อนุชาย ทิมมี่ พี่อยู่ไหน” ผมท่องชื่อเขาวนไปมาหลายรอบราวกับคนกำลังสวดมนต์ ภายในกำลังลุกเป็นไฟมอดไหม้หัวใจซ้ำๆ ให้เกรียมสู่สีดำ

แดดใกล้เที่ยงไม่มีผลต่ออุณหภูมิภายในตัวอาคาร แต่มันหักเหสายตาผมแทบจะลืมร้านค้าที่คุ้นเคยจนหมดสิ้น….ผมเดินมาจนสุดทาง ป้ายประตู 530 เด่นขาวอยู่ต่อหน้า เก้าอี้หลายตัวยังว่างไร้ผู้โดยสาร ผมยืนอยู่คนเดียวกลางโถง หันหลังให้กับทางที่ผ่านมาอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก จะโทรหาก็ไม่กล้า คนขี้ขลาดชี้หน้าด่าผมในมโนสำนึก…

“อนุชาย พี่อยู่ไหน” ผมทรุดลงกับเก้าอี้ที่ว่างอย่างคนหมดแรง ปากก็พึมพำแต่ชื่อเขาไม่หยุดกระทั้งน้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้นเบาๆ มาจากด้านหลัง

                “ท่าน….ท่านครับ….คุณ….ไอ้คุณ…..” ผมเงยใบหน้าเกือบจะเป็นสีดำขึ้นไปสำรวจอย่างใจระส่ำ ชายตัวไม่สูงรูปร่างกลางๆผมสี-ทรงกาแฟข้นๆยืนยิ้มแบบคนเจียมตัวอยู่ในระยะเกือบๆ 2 เมตร มันไกลเกินจะเอื้อมถึงกระนั้นผมก็พุ่งตัวเข้าหาแบบคนกระหาย ผมแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หากเขาเพียงใช้ฝ่ามือลูบวนหัวเบาๆ…ผมคงร้องไห้ออกมาอย่างไม่เกรงว่าจะเป็นข่าวแน่ๆ

                “พี่……” ผมหลุดเสียงได้คำเดียว ก่อนจะออกแรงทั้งหมดกอดรัดร่างที่คิดว่าเป็นสมบัติส่วนตัวแทบลืมหายใจ

                “ท่านจะไปไหนรึครับ”

                เขาก็ยังใช้สรรพนามและคำพูดแบบคนเจียมตัวเหมือนเดิม ผมลูบไล้ไปทั่งแผ่นหลังก่อนจะขยับขึ้นไปลูบผมบนหัวอย่างกับคนต้องการสื่อทวนความทรงจำ (กฎเขกกะโหลก) ให้เขารู้ความหมายของมัน แต่เขาก็เอาแต่เฉยจนผมหวั่นไหว “พูดเหมือนกับคนที่เคยเป็นแฟนกันเถอะ….ผมเบื่อเต็มที” ผมพูดเบาๆ ข้างหู ในใจผมอยากจะขบมันเบาๆ ด้วยริมฝีปากให้รู้แล้วรู้รอด….แต่แรงผลักออกกระตุกอารมณ์ผมถึงกับชะงัก กระนั้นผมก็ลากเขามาจบเก้าอี้ 2 ตัวที่หันหน้าออกสู่ลานจอดเครื่องบินที่เห็นยอดเขา 3 ลูกซ้อนทับกันมีเมฆฝนกำลังจะเริ่มต้นในช่วงเที่ยงกับ 20 นาที

                “ท่าน เอ้ย!….คุณจะไปไหนรึครับ” เขาถามขณะสายตาเราทั้งคู่ขนานกันเป็นเส้นเดียว

                “ไปทำธุระเรื่องลูกที่ซานฟรานซิสโก้” ผมโกหกแต่ก็เผลอหลุดคำที่ไม่เหมาะกับบรรยากาศออกมา จนอีกฝ่ายรีบแกะมือขยับห่างออก แต่ก็ยังยิ้มให้แบบคนเก็บอาการ เราทั้งคู่เงียบ ผมโทษตัวเองจนคิดถึงแซ่หนังในห้องที่เก็บลืมขึ้นในใจ “ผม ผม ผม”

                “อ้อ…อย่างนี้เอง”

                “พี่ ทิมมี่ จะ ไป ไหน เหรอ ครับ” ผมหลุดออกมาทีละคำราวกับต้องการจะเบี่ยงเบนประเด็นแบบเร่งด่วน

                “แวนคูเวอร์ครับ”

อย่าเรียกผมว่าอนุชาย

                ผมเห็นแววตาไม่มั่นคงฉายชัด “ไปคนเดียวเนี่ยนะ….เล่าให้ผมฟังได้ไหม” ผมดึงเขาขยับเข้ามาใกล้ๆ อีก แววตาของเขาเหม่อลอยเคว้งคว้างออกไปนอกตัวอาคาร เขาเงียบและเงียบจนเห็นสีเทาเข้าเฉดดำลอยผ่านตัวเขาไปเงียบๆ เขาเป็นคนโลเลและยังลังเลเช่นเคย “พี่น่าจะเลือกมิเอะ” ผมพูดเป็นนัยน์เชิงต้องการกระตุ้น

                “ผมชื่อ อนุชัย  อย่าคิดว่าผมเป็น อนุชาย และ อย่า เรียก ผม ว่า อนุชาย”

                เขาเน้นประโยคสุดท้ายจนได้ยินเสียบขบฟันดังแทรกทุกๆ คำ (นี้แหละคือเขาละ) คำพูดกระแนะกระแหนหลุดให้ได้ยินเสมอ ผมเผลอยิ้มบางๆ ที่มุมปาก (เขายังจำทุกๆ อย่างได้แม่น) ผมคิด

                สักพัก : “ผมกำลังไปในที่ๆ ผมไม่รู้จัก ไปหาใครบางคนที่ไม่เคยพบกันกว่า 30 ปี คล้ายคนพเนจร ไม่มีจุดหมายปลายทาง….ครับท่าน”

                “พี่หยุดใช้คำบ้าๆ นั้นซะทีได้ไหม….ท่าน เทิ้น อะไรกันนะ” ผมปล่อยให้ความเงียบเข้าแทรก สักพัก “ไปหาคนที่ไม่เคยพบกันเลยเนี่ยนะ…..เขาเป็นใคร ญาติหรือเปล่า หญิงหรือชาย อายุเท่าไร” ผมพยายามไล่ความอยากรู้ออกมาทางปากให้หมด “อย่าบอกนะว่า….แฟ แฟนพี่” ผมแทบจะหยุดลมหายใจด้วยประโยคสุดท้าย

                “เธอคือนางฟ้าตัวกลมสำหรับผม….เราเคยอยู่ด้วยกันสมัยยังเด็ก…..ผมไม่เคยมีแฟนมาตั้งแต่แรก”

                อันนี้ก็เขาอีก ไอ้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจคนอื่นเนี่ย ถนัดเป็นสันดานจนผมชินชา แต่ก็แอบหายใจได้ทั่วท้องเมื่อไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังกังวลอยู่ “เอาเถอะๆ มีที่พักรึยัง”

                “ไม่ต้องห่วงหรอก….พี่เอาตัวรอดได้” เขาหยุด ทรงผมสี-ทรงกาแฟข้นๆส่ายไปมาขณะก้มหน้าเกือบจะชนหัวเข่า “ถ้านางฟ้าตัวกลม…ไม่ต้อนรับ พี่จะไปเก็บบลูเบอร์รี่กับแม่ที่แลงเลย์…แม่เช่าบ้านชั้นเดียวกลางป่าสนห่างชายแดนประเทศสหรัฐฯ แค่ 7.5 กิโลเมตรไว้ให้ ไม่แน่ถ้าหัวใจหมดเวลาโลเล พี่จะไม่ลังเลเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั้นซะเลย”

                ผมชะงักราวกับอยู่ๆ มีน้ำเย็นราดที่แผ่นหลัง….ผมเริ่มกลัวขึ้นมาในใจ ถึงเขาจะเป็นคนโลเล แต่หากถึงจุดหนึ่งเขาจะไม่ลังเล….ผมหายใจเพื่อให้ชีวิตยืดต่อได้อีกหน่อย “แล้ว บริษัท BCOL. ละ มันเป็นบริษัทระดับเอเชียเลยนะพี่จะปล่อยหลุดมืออย่างนั้นหรือ”อันที่จริงแรกๆงานของบริษัทนี้ผมก็ใช้ตำแหน่งรองรัฐมนตรีเพื่อให้เขาได้เซ็นสัญญา แต่สุดท้ายเป็นเพราะฝีมือและความสามารถของเขาเองนั้นแหละที่ผลักดันให้บริษัทไม่ต้องการเสียเขาไป

                “BCOL.ไม่ยอมต่อสัญญากับทีมงานเกือบ 1 ปีแล้วครับ….” เขาพูดพร้อมกับปล่อยลมหายใจทิ้งยาวๆ แบบเดียวกับคนปลงชีวิต แต่ทันใดนั้นสายตาคู่เดิมแบบเดียวกับเสือดำก็พุ่งใส่ผม “พี่ดีใจที่ได้พบคุณ….ที่นี้”

                “จะกลับไปคุยกับคุณวิเชียรชาญให้” ผมบอกราวกับให้สัญญา “แต่พี่ต้องกลับประเทศไทยนะ” ผมไม่วายจะเป็นห่วงความโลเลของเขา เขายืดตัวขึ้นสูงและยิ้มบางๆ แบบเดียวกับที่ชิมะ “ไปทำธุระที่ซานฟารซิสโก 3 วัน วันที่ 14 กรฏฎาคมผมจะแวะไปหาที่แวนคูเวอร์ค่อยกลับไทย….นี้คือเบอร์โทรโรงแรม Holiday Inn Vancouver Downtown&Suites บนถนน Howe ST. ผมจะเปิดทิ้งไว้ให้พี่สัก 2 อาทิตย์ ถ้านางฟ้าตัวกลมไม่ต้อนรับ ไม่ต้องไปเก็บบลูเบอร์รี่กับแม่หรอก โทรเข้าโรงแรมแล้วบอกชื่อผม….รอผมที่นั้น….เราจะกลับประเทศไทยพร้อมกัน” คนโลเลกำลังนิ่งแบบกำลังลังเลแต่ก็ยอมหยิบกระดาษแผ่นนั้นยัดใส่กระเป๋าเป้เล็กๆ สีดำที่วางอยู่ข้างๆ

                “Holiday Inn  Vancouver  พี่ก็จองห้องไว้ที่โรงแรมเดียวกันนี้แหละ 3 คืน….ถ้าจะจองควรจองคืนที่เหลือจะดีกว่า….พี่กลับคืนวันที่ 22 กรกฎาคม ถ้าได้กลับนะ…..ขอบคุณคุณมาก”

                “พี่ ทิม มี่ พี่ ยัง รัก ผม ไหม” ผมออกเสียงเบาๆ จนตัวเองเกือบไม่ได้ยิน เขายื่นมือมาลูบหัวและวนจนผมที่จัดเข้าทรงมาอย่างดียุ่งกระเซิงเป็นรังนกกระจก เขาตบหัวผมเบาๆ อีก 2 ที แค่นี้ก็รู้สึกมากมาย ผมเงยหน้ามองเขาอย่างคนมีหวัง “ผมยังมีหวังใช่ไหม”

            “ทรงผมของคุณเป็นทรงรังนกกระจอกนี้น่า!…..ถ้าไม่ให้นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้อาศัย แล้วนกกระจอกตัวนี้จะนอนที่ไหนละ”

เขาพูดราวกับท่องมาจากบทกลอนในนิยาย ผมหลับตาขณะซบลงกับไหล่กว้างๆ อันเดิม มือเขายังไม่เลิกตบหัวไล่ลงไปยังท้ายทอยราวกับผู้ใหญ่กำลังปลอบเด็ก “ผมอยากให้เรากลับมาเหมือนเดิม”

“เป็นไปไม่ได้หรอกครับคุณ เรา 2 คนเดินมาเกือบจะสุดทางละ คุณมีลูก คุณมีครอบครัว คุณเป็นพ่อคน คุณเป็นลุงของหลานๆ พี่เองก็มีหลานๆให้ดูแล….เรากลับไปเดินถนนสายเดิมไม่ได้อีกแล้ว….เท่านี้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้วละ ขอบคุณที่เจออัลบั้ม กฎเขกกะโหลก ที่พี่ตั้งใจมอบให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน…ขอเขกกะโหลกสักทีได้ไหม…นี้แน่”

“โอ้ย!…ผมเจ็บนะ”

“กฎเขกกะโหลก….ข้อที่ 1 ท่าบอกรัก ให้ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งลูบที่กะโหลก อนุญาตให้ตีเบาๆได้เขาพูดพลางลูบหัวจนทรงผมกลายเป็นรังนกป่าไปแล้ว “….กฎข้อที่ 2 ท่าบอกหมั่นไส้หรือบอกรำคาญ ให้เขกกะโหลกได้….นี้แน่”

“โอ้ย…พี่ทิมมี่ 2 ทีแล้วนะ” ผมบ่นแต่ไม่จริงจังและยังซบลงกับหัวไหล่อย่างเดิม

“….กฏข้อที่ 3 ท่าบอกโกรธ แต่ยังรักอยู่ ให้ใช้ฝ่ามือตบหน้าหรือกะโหลกส่วนใดส่วนหนึ่ง…..สักทีดีไหม”

“ยังไม่มีเรื่องให้โกรธนิ….”

“หลายเรื่องเลยแหละท่านรอง….เพี้ย!…” และเขาก็ตบหน้าผมจริงๆ

“โอ้ย!…….” ผมไม่ทันระวังตัว

“น้ำหนักที่ ตบอยู่ที่อารมณ์โกรธนั้นๆ ซึ่งผู้ถูกตบจะต้องประเมินเอง….คิดว่าพี่โกรธแค่ไหน”

ผมยืดตัวจ้องหน้าเขาตรงๆ “นิดหน่อย” แต่ก็กลับไปซบลงที่เดิมอีก

“….กฎข้อที่ 4 ท่าบอกเกลียดหรือบอกเลิกให้ใช้กำปั้นชกเข้าตรงๆ ที่ใบหน้า หรือกะโหลกส่วนใดส่วนหนึ่งแรงสุดชีวิต….พี่จะชกคุณจนกว่าเราจะตายกันไปข้างหนึ่ง”

“ถ้าจะต้องชก ผมจะชกตังเองจนกว่าจะตายเช่นกัน” แล้วผมก็เอามือลูบวนที่หัวของเขาเล่นจนอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้….ที่นี้

“นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้เจ้าเอย….ถึงเจ้าจะโผบินสู่ถิ่นแคว้นแดนใด….ไกลสักแค่ไหน…..ถิ่นศัตรูหรือเพชฌฆาต….ข้าก็จะตามหาเจ้าให้กลับ….ตัวข้าคือรังหลับ….ตัวข้าจะเป็นคอนเดียวให้กับเจ้า…..ข้าจะลูบหัวเจ้าแทนคำบอกรักที่ไม่อาจเอ่ย….ข้าจะเขกกะโหลกเจ้ายามใดที่ไม่ฟัง….ข้าจะยอมให้เจ้าตบหน้าข้าในฐานะภรรยาเท่านั้น….แต่หากข้าต้องชกกับเจ้า…ข้าก็จะชกกับเจ้าจนกว่าเราทั้งคู่จะต้องตายไปด้วยกัน” ผมพูดแบบคนละเมอ….ใกล้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว เขาจูบผมเบาที่หน้าผากแบบไม่อายสายตาผู้คนที่มารอขึ้นเครื่องจนแน่นขนัดทั้งบริเวณและผมก็ไม่อายจะจูบตอบเขาในลักษณะเดียวกับที่ชิมะ

“หลับตาเถอะที่รักเรามีเวลาอีกแค่ 15 นาที” เขาพูด แต่ผมร้องไห้จนสุดสะอื้นไปแล้ว….

………………………….จบบริบูรณ์……………………….

โปรดติดตามนิยายเรื่อง “อนุชาย” แบบเต็มๆ เร็วๆ นี้ ขอบคุณที่ติดตาม ผม Timmy Buto นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้ หรือ นกกระจอก ก็ยังกระจอกตั้งแต่ต้นยันจบ…..สวัสดีครับ