อนุชาย2 บทที่38

อนุชาย2 บทที่38 อนุชาย2 ชิมะรำลึก บทที่38 จบบริบูรณ์

อนุชาย2 ชิมะรำลึก

กลางเดือนกรกฎาคมที่ซานฟรานซิสโก

ณ บ้านพักอาศัย 2 ชั้นทรงโมเดิร์นบนถนน 29th Ave ห่างจากแยกแซนติเอโก (Santiago St.) ไม่ถึง 100 เมตร อนุชัยกับดร.ชานนท์ไม่ได้บอกอาตี้ถึงการมาสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ พวกเขาใช้เวลาติดต่อ-จัดการอยู่ 1 อาทิตย์ทุกอย่างจึงไปรวมในกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเอสี่-ห่อด้วยกระดาษสีวะนิลาเรียบๆ โดยมีข้อความถึงผู้รับคือ นายอานนท์ สายสกุล (อาตี้) ทั้งดร.ชานนท์และอนุชัยตั้งใจเซอร์ไพรส์ลูกชายหลังอาหารเย็น

และเวลา 18.00 น. ของวันนั้น…ภายในห้องรับแขกก็ปรากฏร่างของดร.ชานนท์นอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟา อนุชัยกำลังจัดการกับอาหารมื้อค่ำแบบง่ายๆ อยู่ที่เคาน์เตอร์รูปตัวแอลในครัว ส่วนยูจิ ยามาซาดะ หลังสอบเสร็จก็บินกลับชิมะ จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ 2 วันที่ผ่านมา อาตี้จึงอยู่เพียงลำพังในห้องเวลานี้…

#อ๊ากกกกกก!…..#

และเสียงร้องเพียงครั้งเดียว ทำให้ดร.ชานนท์กับอนุชัยวิ่งไปยืนจ้องหน้ากันที่โถงขึ้นชั้น 2

“อาตี้…” อนุชัยได้สติก่อน เขาถอดถุงมือทำอาหารยัดใส่กระเป๋าผ้ากันเปื้อนก่อนจะวิ่งนำขึ้นบันได แต่ก่อนจะถึงประตูห้อง ดร.ชานนท์ก็สะกิดพยักหน้า อนุชัยจึงหลบรออยู่ด้านหลัง

#ก๊อก ก๊อก#— “อาตี้ อาตี้ เป็นอะไรครับ” ดร.ชานนท์ยังเคาะประตูต่ออีก 2 ทีก่อนจะนิ่งรอ เมื่อไม่มีเสียงตอบกลับ อนุชัยจึงเคาะเรียกลูกชายด้วยตัวเอง

“อาตี้ อาตี้ครับ…”…กระทั้งได้ยินเสียงไม่สม่ำเสมอดังขึ้น

“อาตี้ขออยู่คนเดียวนะฮะ”

ทั้งคู่มองหน้ากันจนดร.ชานนท์ทนไม่ได้จะเคาะเรียกอีกแต่อนุชัยก็ห้ามเอาไว้ “ปล่อยลูกมีเวลาส่วนตัวบ้างเถอะ” เขากระซิบก่อนจะพูดกึ่งตะโกนบอก “ได้…อีกชั่วโมงเจอกันที่โต๊ะอาหารนะครับ” ไม่มีเสียงตอบกลับแต่ขณะที่ดร.ชานนท์กำลังจะหมดความอดทน

“ฮะ….” เสียงอาตี้ก็ดังขึ้น อนุชัยพยักหน้าพร้อมกับฉุดมือดร.ชานนท์ลงไปรอด้านล่าง

“นายว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกกันแน่” ดร.ชานนท์ถามเพื่อผ่อนคลายความอึดอัดและอนุชัยก็ตอบจากการคาดเดาเช่นกัน

“วัยหนุ่มนะชานนท์ เราก็เคยผ่านมันมา…ใจเย็นๆ”……

ส่วนคนที่ขังตัวเองอยู่ข้างในหลังจากร้องไห้จนอิ่ม อาตี้ก็หยิบโทรศัพท์มือถือมาใช้งาน

#นายถึงญี่ปุ่นยัง——>(ไม่ถึงนาทีข้อความผ่านไลท์ก็ตอบกลับ)ถึงแล้ว มีอะไร—–>ตอนที่นายถูกนานาปฏิเสธนายรู้สึกอย่างไรบ้าง—–>อย่าบอกฉันนะว่า——>ใช่!…..——>(ข้อความถูกเว้นระยะหลายนาที)ฉันจะบินกลับไปอยู่เป็นเพื่อน—–>ไม่ ไม่…ฉันเพียงอยากรู้ว่านายจัดการกับตัวเองอย่างไร——>ฉันมีนายไง…..เวลานี้ฉันจึงต้องการให้นายมีฉัน——>(อาตี้ปาดน้ำตาพลิกตัวนอนหงาย สายตาค้างอยู่กับโคมไฟที่ยังไม่เปิดใช้งาน)ยูจิ——>ฉันจะบินกลับเช้าวันพรุ่งนี้——>ไม่ต้อง…..นายไม่ต้องมา ฉันจะยกเลิกงานช่วงซัมเมอร์และจะบินไปหานายที่ชิมะเอง——>อาตี้!——>ฉันทนเห็นบรรยากาศในซานฟรานฯไม่ไหวอีกแล้ว——>อาตี้เราต้องคุยกัน ฉันจะโทรหา——>ไม่ต้อง—–>(ยูจิ ยามาซาดะส่งรูปตุ๊กตาหมีร้องไห้ตอบกลับ)——>นายรอฉันอยู่ที่นั้น——>ชิมะจะช่วยเยียวยา ฉันจะรอ….นายจำให้ขึ้นใจนะว่า “ฉันจะรอนายที่ชิมะ”#

ผ่านเวลาอาหารค่ำมา 5 นาที ดร.ชานนท์ในชุดเสื้อยืดแขนยาวสีขาวกับกางเกงผ้ายืดสีเทาเข้มก็เดินวนเป็นวงกลมราวกับหนูติดจั่นภายในห้องอาหารสลับมองขึ้นไปด้านบนแบบคนไม่สบายใจอย่างที่สุด…

“ใจเย็นๆ น่า…”

“จะ 10 นาทีแล้วนะ” ดร.ชานนท์บ่น สีหน้าเคร่งเครียดกำลังจมหมอง เขาจิ! ปากส่ายหน้าไม่รู้ทิศพร้อมกับเดินเอามือไขว้หลังผ่านอนุชัยไปอีกรอบ “ฉันจะขึ้นไปตามลูก”

“ขอโทษฮะพ่อ” แต่อยู่ๆ เสียงไม่มีน้ำหนักของอาตี้ก็ดังขึ้น….อนุชัยผวาลุกราวกับเห็นบางอย่าง ดร.ชานนท์หันมองและเขาก็ตกอยู่ในภวังค์จนอาตี้พุ่งไปกอดพร้อมกับร้องไห้อย่างหนัก

“เกิดอะไรขึ้นอาตี้” อนุชัยถาม ขณะที่ดร.ชานนท์ได้แต่เกร็งมือกอดลูกชายให้นิ่ง

“พ่อฮะ….คุณพ่อฮะ….อาตี้ อาตี้ไม่ไหวแล้ว”

“นั้นซิอาตี้เกิดอะไรขึ้นเล่าให้พ่อฟังได้ไหม” ดร.ชานท์ถามพร้อมกับกอดพยุงพาลูกชายไปห้องนั่งเล่น อนุชัยเปิดไฟทุกดวงให้สว่างก่อนจะสาวเท้าตามไปนั่งลงข้างๆ

“ถ้าจะให้เดา….” อนุชัยกำลังจะพูดอาตี้ปาดน้ำตาก็แทรกขึ้น

“ทำไมผู้หญิงถึงเข้าใจยากจังเลยฮะ”

“หา!….ลูกกับซาร่า….” ดร.ชานนท์อุทาน

“ฮะ….เธอเพิ่งบอกเลิกอาตี้เมื่อบ่ายนี้เอง ฮื้อๆ….คุณพ่อฮะ ทำไม ทำไมละฮะ อาตี้ไม่เข้าใจ อาตี้ทำอะไรผิด ฮื้อๆ”

อนุชัยลูบหลังลูกชายปลอบ “ความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน”

อาตี้ผละจากดร.ชานนท์มากอดเขา “คุณพ่อฮะ”

“ความรัก…เป็นเรื่องปกติของชีวิตมนุษย์…ทุกคนจะต้องเรียนรู้…แต่ละคนใช้เวลากับความรักไม่เท่ากัน….ดูอย่างพ่อเป็นตัวอย่าง พ่อเคยมีแฟนเป็นผู้หญิงและเคยอกหักเพราะผู้หญิงมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อมาเจอกับพ่อชาย พ่อก็ต้องเสียเวลาเพื่อเรียนรู้มัน ทนทุกข์อยู่กับมัน จมอยู่ในโลกสีมัวๆ ไร้ขอบเขตเกือบ 20 ปี”

ดร.ชานนท์ลูบหลังอาตี้พร้อมกับเบนความคิดย้อนกลับไปในอดีต  “วันหนึ่งเมื่อ 18 ปีก่อน หลังเรียนจบพ่อพาพ่อนุไปชิมะและพ่อก็ทิ้งพ่อนุเอาไว้กับไข่มุกสีเทา ระหว่างนั่งเครื่องบินกลับประเทศไทย…” ดร.ชานนท์สูดลมเข้าสู่ปอดจนเต็ม “เหมือนกับพ่อกำลังเดินทางสู่ขุมนรกและในที่สุดมันก็เป็นเช่นนั้น…อาตี้….บ้าน Loft Love ที่เราอยู่ปัจจุบันไม่ใช่หลังแรก แต่เป็นหลังที่ 2…พ่อสร้างขึ้นมาเมื่อพ่อมีลูก พ่อสร้างมันขึ้นมาจากบทเรียนหนึ่งของความรักโดยหวังว่าลูกจะเข้ามาแทนที่พ่อนุ….ระหว่างก่อสร้าง…พ่อไม่เคยถือแบบ พ่อคิดและสร้างมันจากความทรงจำ….อาตี้ถึงแม้ว่าบ้าน Loft Love สร้างมาเพื่อลูกก็จริง…แต่ลึกๆ พ่อไม่เคยทิ้งศรัทธาที่มีต่อความรัก…ถ้าวันนี้ไม่มีพ่อนุ พ่อก็จะอยู่เพื่อรอพ่อนุ เพราะพ่อศรัทธาและเชื่อมั่นในความรัก…อาตี้….เข้าใจไหมลูก” ดร.ชานนท์ร่ายยาว แต่อาตี้ก็ยังมองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

“ความรักออกแบบไม่ได้ อาตี้ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถึงจะใช้เวลาทั้งชีวิตลูกก็ต้องเรียน พ่อไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งวุ่นวายในเรื่องนี้…เพราะพ่อเชื่อว่า ความรัก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน กับใคร เมื่อไหร่ สถานะไหน อย่างไร-ย่อมงดงามเสมอ ลูกต้องมีศรัทธาอย่างที่พ่อชายบอก….อย่ายอมแพ้เด็ดขาด”

ดร.ชานนท์ลุกไปหยิบกล่องของขวัญมายื่นให้ “นี้คือหลักฐานความศรัทธาที่พ่อ 2 คนมีต่อความรัก อาตี้ พ่อไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา พ่อว่าลูกควรจะได้มันเพื่อความรักของลูกจะได้ก้าวต่อไป”

อาตี้ยันตัวเองนั่งตรงๆ เขาใช้หลังมือปาดน้ำตาเพียงครั้งเดียวก่อนะจะรับกล่องของขวัญมาแกะ…เมื่อกระดาษ 2 แผ่นถูกดึงออกมาวางต่อหน้า…เขาก็ตาลุกวาว “คุณพ่อ….”

“อุปสรรคความรักของพ่อ 2 คน…ทั้งผิดปกติ…ผิดธรรมชาติที่ควรจะเป็น อาตี้…พ่อยังผ่านมันมาได้ ลูกก็ต้องผ่านมันไปให้ได้เช่นกัน” อนุชัยพูดเนิบๆ

“พ่อมาอเมริกาก็เพื่อสิ่งนี้และในที่สุดพ่อกับพ่อนุก็เป็นพ่อที่ถูกต้องตามกฎหมายของลูก อาตี้…ลูกปลอดภัยและเป็นอิสระในประเทศไทยแล้วละ”

“คุณพ่อฮะ….” อาตี้ยกทะเบียนสมรสระหว่างอนุชัยกับดร.ชานนท์ขึ้นมาอ่าน “คุณพ่อฮะ….”

“อีก 2 วัน เราจะไปชิมะกัน” อนุชัยพูด

“อาตี้ก็กำลังขอเรื่องนี้อยู่พอดีเลยฮะ”

“พ่อไม่ปล่อยให้ลูกอยู่ลำพังแน่ ๆ…” ดร.ชานท์สมทบ

“อะไรที่หัวใจของลูกปรารถนา พ่ออยากให้เชื่อและทำตามที่มันเรียกร้อง”

“จงปล่อยให้หัวใจนำทาง….พ่อจะไม่กีดกันหรือขัดขวางและพร้อมจะยินดีกับทุกๆ สถานะที่ลูกเลือกจะเป็น” ดร.ชานนท์พูดพลางตบหลังลูกชาย 2 ที

“ถึงแม้วันหนึ่งข้างหน้าลูกจะเลือกอยู่กับ ยูจิ ยามาซาดะ ไม่ใช่ ซาร่า แมคคอล์ย หรือผู้หญิงคนไหน…พ่อ 2 คนก็จะยอมรับและยินดีกับสิ่งที่ลูกเลือกเสมออาตี้….”

“ขอเพียงแค่ลูกมีความสุข” ดร.ชานนท์ตบท้าย ก่อนอาตี้จะรวบกอดคนทั้งคู่

“ฮื้อๆ ขอบคุณ ขอบคุณครับคุณพ่อ….”

“ไปเถอะ เลยเวลาอาหารค่ำละ….พรุ่งนี้จะได้เตรียมตัวเดินทางแต่เช้า”

line1 for timmy

ที่เมืองชิมะจังหวัดมิเอะประเทศญี่ปุ่น…

ก่อนวันแต่งงานของหญิงรัดดาอนุชัยกับดร.ชานนท์ได้บินมาที่ชิมะ เพื่อคุยกับทีมวิศวกรก่อสร้างเพื่อปรับปรุงบ้านพักอาศัยชั้นครึ่งหลังคาป้านๆ ที่สร้างอยู่บนเนินกำแพงหินข้างป่าสนพันปีของศาลเจ้าชินโตแล้วครั้งหนึ่ง พวกเขาไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากเปลี่ยนผนังเดิมเป็นผนัง Loft เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาและงานภายในอีกนิดหน่อยแค่นั้น จุดประสงค์ไม่มีอะไรมากนอกจากต้องการจะให้บ้าน Loft Love 2 หลัง ที่อยู่คนละมุมโลกเชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งเมื่อพวกเขามาถึง  มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ….

……เมื่อความรักก่อเกิด……หัวใจก็อบอุ่น……

……ไม่จำเป็นต้องรอรักตอบสนอง……เพราะหัวใจแห่งรัก…….

……จะยิ้มตอบเพราะรัก…….เพื่อรัก เพื่อเรา แค่เรา……

…………….นิราศเมืองชิมะ ประเทศญี่ปุ่น1997

แดดใกล้เที่ยงปลายเดือนกรกฎาคมเกือบจะเป็นสีขาว แต่เมื่อมีลมจากมหาสมุทรแปซิฟิกโชยเอื่อยๆ ผ่านป่าสนพันปีในศาลเจ้าชินโตเข้าสู่ตัวบ้าน ระเบียงปูนที่กรุ-ปูใหม่ด้วยกระเบื้องแผ่นใหญ่สีเทาเรียบๆ บนเนินกำแพง Loft จึงถูกใช้งานแทนห้องนั่งเล่นไปโดยปริยาย ยูจิ ยามาซาดะ ขับมอเตอร์ไซด์มารับอาตี้ไปโรงงานไข่มุกของตระกูลบูโตะที่อยู่ติดกับท่าเทียบเรือบนถนนชิมะโคะ วากุ ตั้งแต่เช้า อนุชัยกับดร.ชานนท์จึงมีเวลารำลึกถึงวันเก่าๆ เพียงลำพัง ทั้งคู่สวมเสื้อคลุมยูกาตะสำหรับหน้าร้อนทับเสื้อยืดสีขาวแบบสบายๆ และตักของอนุชัยก็ถูกดร.ชานนท์ใช้แทนหมอนอีกเช่นเคย

“นายล้างหูให้ฉันหน่อยซิ” ดร.ชานนท์พูด อนุชัยที่เตรียมอุปกรณ์พร้อมอยู่ก่อนแล้วจึงไม่ลังเล

“นายจำนิราศเมืองชิมะได้ไหม”

ดร.พยักหน้าขณะนอนตะแคงข้างหันหน้ายิ้มรับเปลวแดดนอกรัศมีเงา “……เมื่อความรักก่อเกิด….หัวใจก็อบอุ่น…..ไม่จำเป็นต้องรอรักตอบสนอง……เพราะหัวใจแห่งรัก……จะยิ้มตอบเพราะรัก…..เพื่อรัก เพื่อเรา แค่เรา….ฉันไม่มีวันลืมมันได้หรอก”

“ปี 1997 แป๊บเดียวก็ 20 กว่าปีแล้วรึเนี่ย!” อนุชัยพูดขณะหยิบคัตเติ้ลบัดชุบไฮโดรเจนปั่นหูด้วยความระมัดระวัง “ชิมะเป็นเมืองที่เงียบดีนายว่าไหม”

“ใช่! อากาศก็เย็นสบายราวกับติดแอร์ทั้งเมืองเชียวละ…นุ…”

“ฮึ!….” อนุชัยขานรับ…ดร.ชานนท์เงียบราวกำลังใช้ความคิด “มีอะไร”

“นายจะอยู่กับไข่มุกสีเทาได้จริงๆ เหรอ”

อนุชัยถอนคัตเติ้ลบัดวางไว้ข้างๆ เขายืดตัวมองเข้าไปในป่าสนพันปีสักพัก “ชิมะคือบ้านหลังหนึ่งของเราชานนท์ ไข่มุกสีเทาเองก็ต้องการคนดูแล ยูริจังคนเดียวไม่ไหวแน่ๆ”

“ถ้าอาตี้กับยูจิเปิดร้านขายไข่มุกที่ไอคอนฯ ฉันก็ต้องย้ายมาประจำที่นี่ถาวร”

“ไม่ใช่แค่นายที่รัก แต่เป็นเรา เราทั้งคู่” อนุชัยยิ้ม ทั้ง 2 จ้องกันสักครู่ดร.ชานนท์ก็ยันตัวขึ้นมาจุมพิต

“ฉันต้องขอบคุณไข่มุกแห่งชิมะด้วยใช่ไหม”

“ไข่มุกสีเทาจะเตือนสติเรา…ชานนท์”

“ชิมะคือบ้าน”

“Loft Love House คือบ้านเรา…ฉันขอบคุณนายมากๆ ที่ไม่ยอมปล่อยมือฉัน” อนุชัยพูดพร้อมกับอ่านแววตากำลังอิ่มเอมด้านล่าง

“ฉันต้องขอบคุณนายต่างหากที่กลับมา”

“เหมือนนายจะเข้าใจชิมะแล้วใช่ไหม”

“ฉันก็เพิ่งกระจ่างก็ตอนนี้เอง….ไปเถอะที่รัก เราต้องเข้าไปดูร้านอัญมณีบูโตะที่มิเอะ เผื่อจะได้คุยกับยามาซาดะซังด้วย”

“อื้อ!…..” อนุชัยตอบรับ ทั้งคู่หายเข้าไปเปลี่ยนชุดสักพัก…รถ BMW. สีขาวก็นำออกนอกเมืองชิมะมุ่งหน้าสู่ตัวจังหวัดมิเอะทางทิศใต้ แดดบ่ายกำลังไล่ตามหลัง ชิมะเองก็รอให้ทั้งคู่กลับไปหาอยู่ด้านหลังเช่นกัน

“ฉันรักนาย อนุชาย”

“อนุชัยโว้ย!….คำหลังสั้นๆ OK”

อีกคน….

ยูจิ ยามาซาดะ ขับมอเตอร์ไซด์ออกจากโรงงานไข่มุกของครอบครัวตระกูลบูโตะตอนใกล้เที่ยง ถนน 260 ที่เลาะเลียบตามแนวเชิงเขาขนานไปกับมหาสมุทรแปซิฟิกโดยมีอาตี้นั่งซ้อนท้ายกอดเอวแน่น ถนนสีเทาเกือบดำโล่งสุดสายตาเส้นบอกทางจราจรก็เด่นขาวเป็นระเบียบ เมื่อพวกเขามาถึงจุดชมวิวที่ไร้ผู้คน ยูจิ ยามาซาดะ ก็จอดมอเตอร์ไซด์พร้อมกับเดินนำไปตามทางลาดขึ้นสู่กำแพงหินป้องกันคลื่นสึนามิ ทั้งสองเลือกนั่งอยู่บนกำแพงนั้นแทนร้านอาหารอย่างที่ควรจะเป็น ลมแปซิฟิกค่อนข้างแรง แต่พวกเขาก็นิ่งมองขอบฟ้าที่เห็นมหาสมุทรเป็นเส้นเดียวทึบๆ กระทั้ง….

“ตอนที่นายโดนนานาบอกเลิก นายรู้สึกอย่างไร”

ยูจิชำเลืองอ่านด้านข้างอาตี้ ก่อนจะหัวเราะ หึ หึ ในลำคอ “ฉันบอกนายไปแล้วไง”

“นายไม่เจ็บบ้างเลยเหรอ” อาตี้ถามต่อ

ยูจิหันไปมองจุดเดิม “ลึกๆ แล้วฉันอาจจะรักนาย แคร์นายมากกว่านานา ฉันจึงผ่านมันมาได้”

“ยูจิ!…..” อาตี้ตวาด

“แต่นายสบายใจได้ ฉันไม่หวังให้นายมารักฉันแบบคนรักหรอก…..” ยูจิเว้นระยะให้ความรู้สึก “ถ้านาย…..”

ยูจิพูดไม่ทันจบ อาตี้ก็ดึงเข้ามาจูบ แปซิฟิกเป็นพยาน ชิมะคือสถานที่ “ทำไมฉันไม่รู้สึกเหมือนกับจูบซาร่าเลยสักนิด”

ยูจิหน้าแดงไม่ถึงนาทีก็ซี๊ด! ปากหน้าสลดเบนสายตาสู่จุดเดิม “ฉันไม่เร่งรัดนายหรอกอาตี้”

“ยูจิ!….”

“เวลานี้นายชอบผู้หญิง….แต่ถ้าเมื่อไรหัวใจของนายเต้นแรงเมื่ออยู่ใกล้ๆ ฉัน…..” ยูจิมองหน้าอาตี้จนเข้าสู่นาทีที่ 10  “อย่าลืมว่ายังมีฉันที่เฝ้ารอ”

“ยูจิ….ฉัน ฉัน ไม่อยากเห็นนายอกหัก”

ยูจิ ยามาซาดะ ปาดเส้นผมที่ยาวปกใบหน้าให้พ้นรำคาญ “ไม่หรอกอาตี้ ฉันรู้ว่านายรักฉัน…จะรักรูปแบบไหน นายก็รักฉัน ถึงแม้ว่าวันที่ฉันเฝ้ารอจะไม่มีวันมาถึง แต่ในเมื่อฉันได้เฝ้ารออยู่กับความรักส่วนที่นายมีให้ แค่นั้น….ก็มากพอแล้วละ”

“ยูจิ…..”

“ฉันพูดจริง 私は正直です(Watashi wa shōjikidesu)”

“ยูจิ…ฉัน ฉัน อยากลองจูบนายอีกครั้ง….” อาตี้พูดไม่ทันจบ ยูจิ ยามาซาดะ ก็กระชากคอเสื้อดึงอาตี้เข้าจูบทั้งคู่แลกลิ้นจนอิ่ม ยูจิจึงเป็นฝ่ายผลักออกเสียเอง…“นายรอฉันได้แน่นะ”

“もちろん(Mochiron) แน่นอน”

แดดเที่ยงที่ชิมะสีขาว เป็นสีขาวที่บอกรายละเอียดสีอื่นได้ชัดเจน รอยยิ้ม-คำสัญญาของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้นที่กำแพงสึนามิของชิมะ ภูเขาที่แอบอิงอยู่ด้านหลังก็เป็นพยาน อนาคตไม่อาจคาดเดา หัวใจของอาตี้จะเหมือนกับอนุชัยผู้เป็นพ่อหรือไม่….ก็ไม่มีใครรับรองได้อีก…แต่คำพูดจากปากของยูจิที่บอกว่า “อย่าลืมว่ายังมีฉันที่เฝ้ารอ” ได้ฝังเข้าไปเก็บไว้ในส่วนที่ลึกสุดของอาตี้เข้าแล้ว ทั้งสองยิ้มให้กันก่อน ยูจิ ยามาซาดะ จะลุกยืน เป้ากางเกงตุงๆ เด่นลอยเหนือใบหน้าไม่กี่เซ็นติเมตร

“ไปเถอะ ฉันหิวแล้ว”

“ฉันอยากจะลองกินนายแทนอาหารสักมื้อ ยูจิจัง”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถ้าอย่างนั้นยิ่งต้องรีบใหญ่เลยเร็วเข้าอาตี้คุงของฉัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

……….จ บ บ ริ บู ร ณ์……….

จบ อนุชาย2 บทที่38 ชิมะรำลึก

อนุชาย2 บทที่37

อนุชาย2 บทที่37อนุชาย2 บทที่37 งานแต่งไฮโซ

อนุชาย2 บทที่37 งานแต่งไฮโซ

#ชายคะ นุคะ หลังจากที่เราได้คุยกัน…กิ้งก็มั่นใจมากขึ้นว่าลูกของเราจะโตตามธรรมชาติที่เขาเป็นอย่างสง่างาม ในเมื่ออาตี้โหยหาพ่อมากกว่าแม่ การจดทะเบียนหย่าในครั้งนี้จึงเสมือนว่ากิ้งได้มอบความมั่นใจไว้ที่ชายกับนุเป็นหลัก ฝากดูแลเค้าด้วย กิ้งดีใจที่ได้เห็นครอบครัวแสนวิเศษที่กิ้งเองก็อดอิจฉาไม่ได้ กิ้งจะพยายามทำให้ได้เช่นกันค่ะ อาตี้โชคดีที่มีพ่ออย่างชายและนุ ขอบคุณสำหรับมิตรภาพดีๆ และคนสำคัญที่อยากขอบคุณนั้นก็คืออาตี้ กิ้งต้องขอบคุณเค้าที่ทำให้เรา 3 คนได้มาเจอกัน ขอบคุณอีกครั้งและหวังว่าชายกับนุจะบินไปจดทะเบียนสมรสให้เรียบร้อยเร็วๆ นี้ เพราะกิ้งเชื่อว่าอาตี้เองก็ปรารถนาเช่นนั้น#

อนุชัยกับดร.ชานนท์นั่งอ่านข้อความผ่านโปรแกรมไลน์คนละมุมและเป็นคนละมุมที่ปรากฏรอยยิ้มบางๆ ฉายผ่านความเงียบไปทีละชั้น

“นุ….” อยู่ๆ เสียงดร.ชานนท์ก็ดังขึ้น อนุชัยยิ้มต่อเนื่องพร้อมกับยกคิ้วสูงรอ “นายเคลียร์งานสักเดือนนะ”

“ทำไมละ…”

“หลังงานแต่งเราจะบินไปจดทะเบียนสมรส ที่อเมริกา”

อนุชัยนิ่งราวกับรูปปั้น….จนดร.ชานนท์แสดงอาการรำคาญให้เห็น

“นายนี้นะ…..”

“ไอ้คุณ…”

“อย่าโยกโย้ได้ปะ หรืออยากเป็นอนุชายของฉันไปจนวันตาย”

อนุชัยมองหน้าดร.ชานนท์ก่อนจะลุกเดินไปหยุดหน้ากระดานชนวนที่ยังว่างเปล่า เขาหันหลังให้ทุกสิ่งราวกับไม่ใส่ใจกระทั้งหยิบช็อกหินเขียนบางอย่างทีละคำ…ทีละประโยค

#กฏเขกกะโหลก

ข้อที่ 1 ท่าบอกรักให้ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งลูบที่กะโหลก อนุญาตให้ตบเบาๆได้

ข้อที่ 2 ท่าบอกหมั่นไส้หรือรำคาญ ให้เขกกะโหลกได้แต่ห้ามแรง

ข้อที่ 3 ท่าบอกโกรธแต่ยังรักให้ใช้ฝ่ามือตบหน้าหรือกะโหลก น้ำหนักที่ตบอยู่ที่อารมณ์โกรธนั้น ๆซึ่งผู้ถูกตบจะต้องประเมินเอง

ข้อที่ 4 ท่าบอกเกลียดหรือบอกเลิกให้ใช้กำปั้นชกเข้าที่ใบหน้าหรือกะโหลกส่วนใดส่วนหนึ่งแรงสุดชีวิต

อนุชัยหันมายิ้มสั้นๆก่อนจะกลับไปเขียนเพิ่มเป็นข้อสุดท้าย….

ข้อที่ 5 ท่าจะให้ดีให้ยกเลิกข้อ 4….เพราะจะไม่มีวันนั้นแน่นอน#

“นุ!….” ดร.ชานนท์นั่งจ้องอยู่นานถึงกับลุกอุทานเบิกตาค้าง

“ตกลงชานนท์…และฉันอยากไปจบเรื่องราวทั้งหมดที่ชิมะ” อนุชัยพูด ดร.ชานนท์ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เขาพุ่งเข้ามากอดอนุชัยแน่น “ฉันไม่อยากเป็นอนุชายของนายอีกแล้ว”

“ได้ ได้…ชิมะจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของเราที่รัก ฉัน ฉัน…”

“นายจะร้องไห้หาพระแสงอะไรไม่ทราบ” อนุชัยขึ้นเสียงดุแต่ก็ยังลูบหัวปลอบ

“ฉัน ฉันดีใจ ดีใจมากต่างหาก ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง”

อนุชัยจูบหน้าผากเบาๆ “นายช่วยอ่านกฎเขกกะโหลกข้อที่ 5 ให้ฉันมั่นใจอีกทีดิ”

ดร.ชานนท์ดันอนุชัยออกพร้อมกับจ้องไม่กระพริบ กระทั่งเวลาเดินเข้าสู่นาทีที่ 7 สายตาคู่เดิมก็เบนไปหยุดที่กระดานชะนวนบนผนัง Loft สีเทา “มันเริ่มต้นจากข้อที่ 4 ต่างหาก….” เขายิ้ม “ฟังฉันให้ขึ้นใจนะ…ข้อที่ 4 ท่าบอกเกลียดหรือบอกเลิกให้ใช้กำปั้นชกเข้าที่ใบหน้าหรือกะโหลกส่วนใดส่วนหนึ่งแรงสุดชีวิตและข้อที่ 5 ท่าจะให้ดีให้ยกเลิกข้อ 4….เพราะจะไม่มีวันนั้นแน่นอน…ในเมื่อนายชอบชิมะมากกว่าวิคตอเรีย ฉันเองก็ไม่ขัดข้อง…แต่ไข่มุกแห่งชิมะเคยทำให้นายเจ็บปวด เคยทำให้เราทั้งคู่เจ็บปวดมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉันไม่เข้าใจทำไมนายถึงชอบที่นั้น อนุชัย นายคิดอะไรของนายอยู่ไม่ทราบ”

อนุชัยเดินไปหยุดติดกับผนังกระจก ที่ด้านนอกเห็นต้นแคนากำลังเขียวครึ้มบังแดดยามใกล้เที่ยงไม่ให้เข้าถึงตัวบ้าน เขานิ่งสงบจนดร.ชานนท์เริ่มหวั่นไหวจนอดเดินอ้อมไปนั่งลงกับเปียโนสีดำที่ตั้งอยู่ข้างๆ ไม่ได้

“ไข่มุกแห่งชิมะไม่ได้มีแค่สีเทาสีเดียวหรอกชานนท์ แต่ยังมีสีขาว ชมพูและดำ….” อนุชัยหันมายิ้มบางๆ “มันจะเป็นเครื่องเตือนใจให้รำลึกถึงความเจ็บปวดในอดีตและจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกในอนาคต”

ดร.ชานนท์ยิ้มหน้าบานก่อนเสียงเปียโนจากปลายนิ้วจะถูกบรรเลงตามคำพูดเนิบๆ “ฉันแต่งเพลงนี้ไว้นานแล้ว…หวังว่านายจะชอบ…..ลมหายใจของนกป่า….”

อนุชัยกอดอกยิ้มรอ เมื่อปลายนิ้วไล่ตัวโน้ตจนจบท่อนแรกน้ำเสียงเย็นๆ กับแววตาฉ่ำๆ จึงได้เริ่มต้น

………เมื่อตะวัน พลันแจ่มเจิด จรัสฟ้า……..

……….ฝูงนกป่า ก็บ้าบิ่น บินถลา………

………สะบัดปีก หลีกกิ่งก้าน ผ่านไปมา……….

………ฉายแววตา ซาบซ่าซ่าน พาลซวนเซ……….

………รอยยิ้มเอย พริ้มพิมพ์ใช้ หัวใจสื่อ……..

………ทำข้าตื้อ มืดตึ๊บร้าง อ้างว้างเหลือ ……..

………เจ้าเป็นชาย ข้าก็ชาย ใยต้องเจือ………

………นัยยะเอื้อ  ราวเอ่ยรัก ประจักษ์ตา……….

………ฤๅโลกกลม กลับเปลี่ยนทิศ ให้คิดหา………

……..ว่านกป่า พานอนคอน หมอนเคียงฝัน………

……..ร่วมเตียงร่าง สร้างเสริมสุข  ทุกคืนวัน………

……..จักแบ่งปัน หันหน้ารวม ร่วมหายใจ……..

“นายคือลมหายใจของฉัน อนุชาย”

line1 for timmy

หลายเดือนต่อมาที่โรงแรมพลาซ่าแอททีนี่….

แสงไฟในยามค่ำบนถนนวิทยุเวลาปกติปกติก็งดงามอยู่แล้วยิ่งในคืนพิเศษหน้าโรงแรมแห่งนี้ก็ถูกประดับประดาไปด้วยดวงไฟกระจิริดสีขาวกระพริบพร่างราวกับขนดาวทั้งกาแล็กซี่มารวมไว้ที่เดียว ความสวยงามจึงถูกยกระดับสู่ดินแดนแห่งสวรรค์ แขกวีไอพีหลายวงการต่างมาด้วยชุดสูทเนื้อดี เหล่าสตรีก็ถึงเวลาขนชุดราตรีเครื่องเพชรเครื่องประดับนานามาสวมใส่อย่างไม่มีใครยอมใคร กุหลาบสีขาวประดับตกแต่งซุ้มประตูทางเข้าหน้าโรงแรมเลื้อยเป็นรูปลำตัวของงูยักษ์สู่บันไดโค้งขนาดใหญ่ขึ้นสู่ห้องแกรนด์บอลรูมชั้น 2  แสงไฟหลากสีกระพริบตามจังหวะเสียงเพลง หน่วยแสงที่ระยิบระยับพาลให้นึกถึงแสงดาวในคืนหฤหรรษ์ ทุกใบหน้าต่างถูกเติมแต่งจนคิดว่าดีที่สุดมาพร้อมกับยิ้มเฉิดฉายไร้ขีดจำกัด ซุ้มกุหลาบเลื้อยไม่จบตรงที่มีชาย 2 คนในชุดทักซิโด้สีขาวยืนกล่าวต้อนรับหน้าประตูไม้สังเคราะห์ แต่ยังเลื้อยผ่านเข้าไปในฮอลเพดานสูงที่มีแสงไฟแสงเทียนหลายหมื่นเล่มกระจายไปทั่ว แขกเหรื่อต่างพากันวาดลวดลายเดินเฉิดฉายผ่านไปมาเป็นคู่ๆ บริกรทั้งชาย-หญิงในชุดหรูเฉพาะถือถาดอาหารเครื่องดื่มค๊อกเทลเดินผ่านไปมาไม่หยุด รอยยิ้ม เสียงหัวเราะดังให้ได้ยิน เสียงเพลงบรรเลงทำนองพลิ้วไหวก็ยังดำเนินนาทีต่อนาที

อนุชัยกับดร.ชานนท์คือชาย 2 คนนั้น โดยอนุชัยเป็นคนอุ้มทารกเพศหญิงวัยใกล้จะขวบปีหน้าตาลูกครึ่งกำลังน่ารักมาด้วยชุดขาวมีโบว์กุหลาบสีเดียวกันสวมแทนหมวกกำลังหัวเราะไปพร้อมๆ กับกิริยาตลกๆ ของดร.ชานนท์ที่ยอกล้ออยู่ข้างๆ กระทั้งบรรยากาศนอกห้องผู้คนเริ่มบางตา เด็กหนุ่มวันใกล้ 18 ปี รูปร่างสูงโปร่ง 2 คนในชุดทักซิโด้สีดำก็เดินเข้ามาหา

“คุณพ่อฮะ ถึงเวลาแล้วฮะ” อาตี้พูดพร้อมกับสอดแขนเข้าไปรับสาวน้อยมาอุ้มแทน

“ いつ子供を連れてきましたか?(Itsu kodomo o tsurete kimashita ka?, นายอุ้มเด็กเป็นตั้งแต่เมื่อไรกัน)” ยูจิ ยามาซาดะ ถามเป็น ภาษาญี่ปุ่น เขาทำหน้างงๆ ดูกิริยาไม่สมดุลของเพื่อนจนกระทั้งเด็กสาวมาอยู่ในอ้อมแขนอย่างสมบูรณ์

“สัญชาตญาณความเป็นแม่ในตัวสูงนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”  อาตี้พูดติดตลกพร้อมกับยกน้องสาวมาจูบแก้ม “เดรี่ครับ เดรี่….”

“ลูกกับยูจิก็อย่านานละ ไปกันเถอะนุถึงเวลาของเราแล้ว”

เมื่ออนุชัยกับดร.ชานนท์เดินหายเข้าไปในฮอลได้สักพัก สาวน้อยเดรี่ก็ร้องเสียงดัง จนสมใจกับเตยที่มาด้วยชุดสวยต้องเข้ามาอุ้มแทน

“เข้าไปในงานเถอะลูก เดี๋ยวผู้หลักผู้ใหญ่จะถามหา” สมใจบอก

“คุณยูจิคืนนี้หล่อมากๆ เลยนะคะ” เตยแซว ทำให้เด็กหนุ่มญี่ปุ่นถึงกับยิ้มไม่หุบ

“แล้วอาตี้ละฮะ ป้าเตยไม่เห็นชมเลย”

“แหม!…อาตี้ของแม่หล่ออยู่แล้ว หล่อทั้งคู่นั้นละ เข้าไปในงานเถอะเผื่อคุณตาจะถามหา สมใจพูดไม่ทันจบ ยูริ ยามาซาดะ ที่มาด้วยชุดกิโมโนสีชมพูลายดอกซากุระก็เข้ามาสมทบ

“อยู่นี่เอง อาตี้ ยูจิ ท่านายกกับคุณหญิงอยากคุยด้วย”

“ฮะ / はい(Hai)”

“ชุดป้ายูริสวยจังเลยนะฮะ น่าจะให้ยูจิใส่บ้าง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อาตี้แซวจนยูจิที่เดินนำอยู่ด้านหน้าหันขวับจ้องเขม็ง

“นาย นั้น แหละ สม ควร ใส่ ไม่ ใช่ ฉัน” ยูจิพูดไทยทีละคำก่อนอาตี้จะหัวเราะพุ่งเข้ารวบเอวดันหายเข้าไปข้างใน

“เด็กสมัยนี้ละน่า!….ฮ่า ฮ่า ฮ่า” สมใจพูดส่งทำให้ทั้ง 3 หัวเราะยอกล้อสาวน้อยจนกลับมาหัวเราะได้อีก….

“พร้อมจะขึ้นเวทีแล้วใช่ไหมคะ พร้อมแล้วใช่ไหมเดรี่….หนูพร้อมแล้วใช่ไหมลูก” ยูริ ยามาซาดะก้มจ้องเข้าไปนัยน์ตาสีฟ้าถาม…

…เมื่อบรรยากาศแช่มช้อยดำเนินได้สักพัก ภาพยนต์สั้นบอกเล่าเรื่องราวความรักของคู่แต่งงานก็ถูกฉายขึ้นสู่จอแอลอีดีขนาดใหญ่ข้างเวที เสียงเพลงบรรเลงยังคลอเสริมให้บรรยากาศไม่เงียบ หลายคนกำลังเบิกบานพร้อมกับซึมซับเรื่องราวที่น่าประทับใจ ไวน์แดง ไวน์ขาว บรั่นดี แชมเปญ เครื่องดื่ม อาหารนานาชนิดถูกเสริฟอย่างต่อเนื่อง กระทั้งภาพยนตร์สั้นจบ…โคมไฟภายในฮอลก็ดับพรึบลง แสงสีขาวจากสปอร์ตไลท์ก็พุงตรงไปยังมุมประตูด้านใน เสียงเพลงแต่งงาน here comes the bride ก็ถูกบรรเลงขึ้นมาแทน อาตี้กับยูจิ ยามาซาดะเด็กหนุ่ม 2 คนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็เดินนำเปิดตัวเจ้าสาวเข้าสู่ภายใน ดร.ชวนนท์ สายสกุล ผู้เป็นพ่อให้บุตรสาวคนเดียวคล้องแขนเดินผ่านแขกผู้มิเกียรติไปที่ละโซน ทีละกลุ่ม คำอวยพร เสียงชื่นชมดังให้ได้ยินไม่ขาดสาย อาตี้กับยูจิคอยเบิกทางอยู่ด้านหน้า…กระนั้นทั้งคู่ก็ไม่วายถูกบรรดาคุณหญิงคุณนายโน้มคอเข้าไปหอมแก้มเป็นระยะๆ กระทั้งทั้งหมดเดินขึ้นสู่เวทีที่มีหมอเดียร์เนียล กับ มิตเตอร์สแปนเลย์ ผู้เป็นพ่อยืนรออยู่ก่อนแล้วก็ยิ้มเกือบจะมีน้ำตาให้แขกไฮโซที่มาร่วมงานเห็น เมื่อคู่บ่าวสาวเข้าที่ พิธีกรพิเศษ 2 คนก็กล่าวนำพร้อมกับเดินออกมายืนโชว์หน้าเวที เขาทั้งคู่คือ ดร.ชานนท์กับอนุชัยนั้นเอง

“กราบสวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ” ดร.ชานนท์กล่าวเปิดหัวและอนุชัยจึงตาม

“กราบสวัสดีท่านนายก-ท่านผู้หญิงและท่านรัฐมนตรีรวมทั้งภิริยาที่อยู่ในงาน…รวมถึงแขกผู้มีเกียรติทุกๆ ท่านเลยนะครับ”

“ขอขอบพระคุณที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมแสดงความยินดีกับน้องหญิงของบ้านสายสกุลในค่ำคืนนี้” ดร.ชานนท์พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ พร้อมกับโปรยยิ้มไปกว้าง ๆ

บรรยากาศบนเวทีเน้นความเป็นกันเอง

ทั้งคู่กล่าวเชิญท่านนากยก ท่านรัฐมนตรีสำคัญๆ สลับขึ้นกล่าวอวยพรคู่บ่าวสาวพร้อมกับนำดื่ม จนได้ยินเสียง “เชียร์” เป็นระยะๆ กระทั้งพิธีกรดำเนินไปจนจบ เสียงเพลงเปิดตัวสาวน้อยเดรี่จากการเล่นเปียโนของอาตี้ที่มียูจิ ยามาซาดะ ร่วมเล่นไวโอลินคลออยู่ข้างๆ ก็ดังขึ้น คุณหญิงพวงพรกับมิสซีสสแปนเลย์ แม่ของหมอเดียรเนียลก็อุ้มหลานสาวไปส่งให้หญิงรัดดาบนเวที เสียงไชโยโห่ร้องแสดงความยินดีดังกึกก้องหลายชั้น

“ตอนแรกน้องหญิงกะจะให้เดรี่โตเป็นสาวซะก่อนค่อยจัดงานแต่ง แต่ในเมื่อ….”

อนุชัยแทรก “พี่ชายรอไม่ไหวเลยเร่งรัดให้มีงานในค่ำคืนนี้ขึ้นมาเสียเอง”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..” ดร.ชานนท์หลบหลังอนุชัยหัวเราะด้วยท่าทีเขินอาย “ครับ คือเราทั้งคู่อยากเร่งน้องหญิงให้มีหลานสาวให้เราอีกคนนะครับ”

“ใช่!….น้องหญิงคุณหมอครับได้โปรดเถอะ ชานนท์ร้อนใจจะแย่แล้ว” อนุชัยพูดพลางปิดปากหัวเราะไปด้วย

“เรา 2 คนก็เล่นกันซะเพลิน ครับกระผมในฐานะพี่ชายของเจ้าสาวอยากถามความในใจของเจ้าบ่าวฝรั่งหน่อยก็แล้วกันนะครับ….” ดร.ชานนท์ยกกระดาษในมือขึ้นมาอ่าน “คุณหมอเดียรเนียล สแปนเลย์ ครับ…ในฐานะที่นายเป็นเพื่อนรัก นายแอบปิ๊งน้องสาวฉันตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ…บอกมาตรงๆ ห้ามแหกโค้งเด็ดขาด” เมื่อดร.ชานนท์ถามจบผู้คนในฮอลก็โห่ร้องขอคำตอบ หมอเดียรเนียลรับไมล์จากทีมงาน เขายิ้มให้หญิงรัดดาก่อนจะก้มจุมพิตลูกสาวเพื่อเรียกเสียงเชียร์

“ฉาน จะ บอก นาย ให้นะชานนท์” สำเนียงภาษาไทยค่อนข้างดีทำให้แขกที่อัดแน่นในฮอลเงียบสนิท “ถ้านายไม่หวงน้องสาวจนเกินเหตุ เดรี่น่าจะโตเป็นสาวและอาจจะรุ่นราวคราวเดียวกับอาตี้ลูกชายของนายแล้วจะบอกให้” เสียงหัวเราะดังยาวหลายนาทีและเมื่อสงบลงหมอเดียรเนียล สแปนเลย์ จึงพูดต่อ “ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ผู้หญิงที่ยืนอุ้มลูกอยู่ข้างๆ ผมเวลานี้ สารภาพ…ผมแอบชอบเธอตั้งแต่เรียนอยู่ไฮสคลูที่ซานฟรานซิสโกแล้วละครับ….ขอบคุณครับ” เดียรเนียลพูดจบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้น เมื่อสงบอีกวาระ อนุชัยจึงพูดต่อ

“ครับคราวนี้เรามาถามเจ้าสาวกันบ้างดีกว่า…เอ่อ!…น้องหญิงครับ น้องหญิงปิ๊ง! คุณหมอเดียรเนียล สแปนเลย์ ตั้งแต่เมื่อไร…พี่ชายกระซิบ ห้ามน้องหญิงแหกโค้งเช่นกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ดร.ชานนท์ที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะจนสุดกลั้น……หญิงรัดดาส่งลูกสาวให้หมอเดียรเนียลอุ้มแทน “ดิฉันไม่ทราบค่ะว่าเริ่มปิ๊ง! คุณหมอตั้งแต่เมื่อไรกันแน่ แต่ทันทีที่คุณหมอออกจากห้องผ่าตัดมาแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับพี่ชาย ดิฉันถึงรู้ว่าผู้ชายที่ยืนอุ้มลูกสาวอยู่ข้างๆ คือคนที่ดิฉันรอคอย ขอบคุณคะ”

“อาหมออุตส่าห์เทียวมาเรียนภาษาไทยเพื่อจีบอาหญิงหลายปี….อาตี้ถามตามตรงนะฮะ อาหญิงไม่สะกิดใจบ้างเลยเหรอฮะ” อยู่ๆ อาตี้ก็เดินเข้ามาขอไมล์จากดร.ชานนท์ถาม ทำให้ทุกคนหัวเราะ อนุชัยกับดร.ชานนท์ก็หัวเราะจนหายบ้า….

“จริงเหรอคะเดียรเนียล” หญิงรัดดาหันไปถาม หมอเดียรเนียลพยักหน้าแบบง่ายๆ ทำให้หญิงรัดดายิ่งเขินหนักขึ้นไปอีก งานค็อกเทลดำเนินต่อไป คุณหญิงพวงพรกับมิสซีสสแปนเลย์แม่ของหมอเดียรเนียล…เดินขึ้นไปรับหลานสาวบนเวที อาตี้กับยูจิจึงได้เวลาทำหน้าที่ต่อ เสียงเพลงสนุกสนานทำให้บรรดาคุณหญิงคุณนายอดโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะไม่ได้ กระทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกผู้ใหญ่นำตัวเข้าเรือนหอ แขกที่มาร่วมในงานจึงทยอยกันกลับโดยมีอาตี้กับยูจิคอยกล่าวขอบคุณอยู่หน้างาน

“ยินดีด้วยนะครับน้องหญิง ยินดีด้วยนะครับคุณหมอ” ปกรณ์อุ้มลูกสาวที่มีเด่นดวงยืนคล้องแขนยิ้มหน้าบานอวยพรส่ง หญิงรัดดาหยุดจ้องหลานสาวที่มาด้วยชุดราวกับนางฟ้าไม่กระพริบ

“คืนนี้ประดุจดาวสวยจังเลยคะ…ขอบคุณมากค่ะพี่ปกรณ์ ขอบคุณเจ้ดวงมากที่มาร่วมงาน”

“ยินดีด้วยนะคะ ยินดีด้วยนะคะคุณหมอ” เด่นดวงกล่าว ก่อนอนุชาที่ยืนอยู่ด้านหลังจะแทรกร่วมอวยพรอีกคน

“พวกเราต่างก็ผ่านเรื่องเลวร้ายมาด้วยกันทั้งนั้น อาหวังว่านับตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไปบ้านตระกูลเชาว์และบ้านสายสกุลจะกลับมามีความสุขเหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่ง” ดร.ชวนนท์พูด ก่อนอนุชาจะหลีกทางให้วิวกับซันเข้ามาไหว้ “ยายวิวกับตาซันโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วรึนี่”

“ครับผมตั้งใจจะพาไปรดน้ำดำหัวขอพรวันสงกรานต์ที่จะถึงนี้อยู่เหมือนกัน” อนุชาบอก

“ได้ๆ…เดี๋ยวให้สวนอาหารสะบันงาจัดงานเลี้ยงภายในครอบครัวสักคืนท่านะดี” ดร.ชวนนท์พูดแบบคนกำลังวางแผน

“ยินดีครับท่าน”

“ปกรณ์ เออ….ว่าจะถามหลายครั้งแล้ว สรุปพื้นที่บนไอคอนฯ ลุงทาบทามไว้ให้แล้วนะ”

“ขอบคุณมากครับท่าน พื้นที่ตรงนั้นเดิมทีกะจะเปิดเป็นสวนอาหารสะบันงาสาขา 4 แต่อาตี้กับยูจิกำลังตกลงกันอยู่เพราะผมดูแลคนเดียวไม่ไหว” ปกรณ์บอกทำให้ดร.ชวนนท์เชิดหน้าจิ! ปากคิด

“อื้อ!…ถ้าแบบนั้นคงต้องรอให้พวกเขาเรียนจบก่อนแล้วละ”

“ผมก็ว่าอย่างนั้นครับท่าน”

“เอาละๆ….เดี๋ยวค่อยคุยกัน”

“ยินดีด้วยนะครับน้องหญิง ยินดีด้วยนะครับคุณหมอ” อนุชากล่าวตบท้าย….

ค่ำคืนแห่งความสุขผ่านไปด้วยดี…แต่เมื่ออาตี้กับยูจิมีเวลาอยู่เมืองไทยต่ออีก 5 วันทั้งคู่จึงไปที่ห้างสรรพสินค้าไอคอนฯ เพื่อสำรวจพื้นที่เพียงลำพัง

“ฉันว่ามันเหมาะมากๆ ที่เราจะเปิดร้านขายไข่มุกจากชิมะหรือนายว่าไง” อาตี้ถาม ยูจิ ยามาซาดะ จิ! ปากพร้อมกับเดินไปรอบ ๆ

“ฉันเห็นด้วยนะ….แต่….”

“แต่ อะไร นายลังเลอะไรอยู่ไม่ทราบ….”

“ฉันอกหักไปแล้ว….และฉันก็กำลังรอให้นายอกหักบ้าง วันนั้นแหละนายจึงจะได้คำตอบ”

“ไอ้ยูจิ….”

“…แล้วฉันจะไม่ลังเล….OK”

“ยูจิ….นายมันบ้ามากๆ”

“愛してる(Itoshi teru) Arty…” ยูจิ ยามาซาดะ พูดพร้อมกับจ้องอาตี้ไม่กระพริบ “เราสร้างฝันแบบพ่อของเราได้….เชื่อฉันซิ”

อาตี้จ้องกลับ “นายตัดใจจากนานาให้ได้ก่อนเถอะ”

ยูจิตาลุกวาว…. “私をだますな(Watashi o damasu na)”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า….อย่าบอกนะว่านายเอาจริงนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“อาตี้….ยูจิพูดจริง….อกหักเมื่อไรอย่าลืมว่ายังมีฉันที่เฝ้ารอ”

“นายไปจำคำพวกนี้มาจากที่ไหนไม่ทราบ” อาตี้ถามกลับเร็วๆ….

“ไม่ต้องสนใจหรอก ไปหาอะไรกินก่อนเถอะ ฉันหิวแล้ว” ยูจิคว้าข้อมือเดินนำ อาตี้ก็ไม่มีท่าทีจะปฏิเสธหรือต่อต้าน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นมานานแล้ว แต่จะจบลงอย่างไร บทสุดท้ายกำลังรอทุกท่านอยู่ที่จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น…เราจะไปจบเรื่องราวทั้งหมดพร้อมกันในบทที่ 38 “ชิมะรำลึก”

เพราะโลกใบนี้ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ค้นหา เพียงเปิดตาเปิดใจอิ่มเอมกับมันแล้ววันต่อวันก็จะสวยงามขึ้นมาอัตโนมัติ…

#ไหนทีแรกนายเคยเขียนไว้ในหนังสือ “ฉันกับนางฟ้าตัวกลม” ว่าอยากไปอยู่บ้านเล็กในป่าสนที่แวนคูเวอร์ไง อะไรทำให้เปลี่ยนใจกันละ——>ก็นายไง——>ไข่มุกแห่งชิมะเกือบจะฆ่าเราทั้งคู่ ไปอยู่ที่ชิมะ จะไม่เป็นการซ้ำเติมรึไง——>บางเวลาความเจ็บปวดก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดี…ชานนท์เพราะเหตุนี้ไข่มุกสีเทาแห่งซิมะจึงเป็นสิ่งเดียวที่ฉันอยากจะอยู่ด้วย——>เมื่อเราทะเลาะกัน——->ชิมะจะเยียวยาเชื่อฉันเถอะ——->อนุชาย——->ฉันชื่อว่า อนุชัย ไม่ใช่อนุชาย…คำหลังสั้นๆ  OK#

จบ อนุชาย2 บทที่37 งานแต่งไฮโซ

อนุชาย2 บทที่36

อนุชาย2 บทที่36อนุชาย2 บทที่36 ลาก่อนอนุชาย

อนุชาย2 บทที่36 ลาก่อนอนุชาย

เกือบ 23.00 น. ทันทีที่ BMW ซีรี่ย์ 5 สาดแสงสีขาวผ่านประตูรั้วไม้สักสีดำเข้าไปจอดภายในโรงเก็บ อีกคนที่ขังตัวเองอยู่ในเงามืดมาหลายชั่วโมงก็หมุนตัวจากประตูอลูมิเนียม เมื่ออนุชัยหลุดจากตัวรถเขาก็พุ่งเข้าไปสวมกอดทางด้านหลังทันที

“เอ้!…เกิดอะไรขึ้น”

“อย่าทิ้งฉันไปอีกเลยนะขอร้อง” ดร.ชานนท์เสียงสั่น อนุชัยอิ่มเอมในกิริยาที่คนรักแสดงออกมา  เขาจะหันหน้าไปเผชิญ แต่ดร.ชานนท์กลับยิ่งกอดเกร็งแขนทั้ง 2 ข้างไม่ยอมง่ายๆ “อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวอีกเลยนะนุ….ฉัน ฉัน…”

อนุชัยเผลอยิ้มรื่นๆ “ถ้าฉันหนีไปอีก….คราวนี้ขอลูกสาวนะ”

“นุ!…นายพูดอะไรใจคอฉันยิ่งไม่ค่อยดีอยู่ด้วย” ดร.ชานนท์คล้ายจะต่อว่า

อนุชัยแกะมือที่กำลังโอบรัดเพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระและจ้องใบหน้าดร.ชานนท์ที่คล้ายจะร้องไห้ สักพักก็พุ่งเข้ากอดเสียเอง “โอ่โอ๋! ไม่เอาๆ ไม่ร้องแล้ว 15 ปีที่ฉันโดดเดี่ยวก็มากเกินพอ” เขาถอยออกมาประเมินอย่างระมัดระวัง “นายจำเหตุการณ์ที่แก๊สทาวน์ในแวนคูเวอร์ได้ไหม…ฉันยืนมองหอนาฬิกาไอน้ำที่อยู่มุมถนนแคมบี้ ในใจอยากมีนายยืนอยู่ข้างๆ ฉันคิดถึงนาย จนเกิดภาพหลอนคล้ายๆ มีนายยืนอยู่ข้างหลัง…” อนุชัยกลืนน้ำลายขณะมือก็ลูบปลอบดร.ชานนท์ไม่หยุด “แถมยังได้กลิ่นตัวของนายชัดเจน…มันหลอนฉันมาจนถึงวันนี้”

ดร.ชานนท์ดึงอนุชัยมากอด เสียงของเขาจึงดังขึ้นเหนือต้นคอ “ไม่ใช่ภาพหลอนหรอกที่รัก แต่เป็นตัวฉันจริงๆ เป็นไอ้เหี้ยคุณคนขี้ขลาด ที่หลบร้องไห้หลังซอกตึกเมื่อเห็นคนอื่นมาฉุดนายไปต่อหน้าต่อตา”

“หา!…” อนุชัยสดุ้งโหยง

ดร.ชานนท์พยักหน้าสารภาพ “ใช่!…ฉันกะจะเซอร์ไพรส์แต่ก็โดนแฟนใหม่นายเซอร์ไพรส์ซะก่อน”

“แฟนบ้าแฟนบออะไร….ถ้าฉันชอบเบ็บบี้…ฉันจะมายืนอยู่กับนายเวลานี้รึไง” อนุชัยว่าให้

“แต่เบ็บบี้ก็สารภาพกับฉันนะว่า รักนายและยอมแต่งงานเพื่อให้นายได้อยู่กับเขา…นาย นายเองก็ทิ้งเวลาให้ฉันคิดนานเกินไป…จนต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาลที่ ฮ่องกง เป็นอาทิตย์”

“อ้อ!….ที่ฉันชนะเป็นเพราะนายคิดแต่เรื่องลามกนี้เอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อนุชัยหัวเราะยาว ก่อนจะผลักดร.ชานนท์ออก “ไอ้เหี้ยคุณเอ้ย!…ถ้าวันนี้นายรู้ว่าฉันไปทำอะไรมา นายไม่ช็อกตายเลยรึไง” อนุชัยผละเดินขึ้นบันไดผลักประตูเข้าไปภายในโถงรวมเพดานสูง โดยมีสายตาดร.ชานนท์จับจ้องราวกำลังค้างคิดตามแผ่นหลัง

“นี่…นุ…นุ…นาย นาย ไปทำอะไรกับใครมา อนุชัย อนุชัย….” เขาสาวเท้าไวไวตามเข้าไปสมทบ อนุชัยแสดงสีหน้าของผู้ชนะแต่ต้องการลองใจจึงแกล้งวางกระเป๋าไว้ที่โต๊ะทำงานก่อนจะเปิดโคมดาวไลท์ปรับดรีมเมอร์สลัวๆ ล้มตัวลงนอนบนโซฟาเบทในห้องนั่งเล่น “นุ นายไปทำอะไรกับใครมา….อนุชัย นายอย่าหลบฉัน นายไปทำอะไรมาถึงได้กลับบ้านดึกเช่นนี้”

อนุชัยยิ้มแบบคนเจ้าเล่ห์ ดร.ชานนท์จึงนั่งลงข้างๆ คาดคั้นต่อ

“เล่ามาให้หมด ไม่อย่างนั้นคืนนี้ไม่ต้องนอนกันละ” เมื่ออนุชัยเอาแต่ยิ้มไม่หือไม่อือดร.ชานนท์จึงทิ้งตัวลงนอนข้างๆ พร้อมกับกอดเขย่าไม่ยอมจบง่ายๆ

“คุณหญิงดาริกานัดฉันที่ห้องสูทบนชั้น 22 ของโรงแรม 4 ซี่ซั่น เธอใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น แถมยังเปิดบรั่นดีเลี้ยงอีกด้วย”

ดร.ชานนท์สะดุ้งลุกครึ่งตัวจ้องหน้าอนุชัยตรง ๆ “หา!…นาย นาย นาย”

“ฟังฉันให้จบก่อนเด็กโง่!….” อนุชัยตะคอก จนดร.ชานนท์ล้มตัวนอนโดยใช้อกเขาต่างหมอนราวจะทำโทษ กระนั้นอนุชัยก็ยังดันใบหน้าของเขาขึ้นมาจุมพิตที่ริมฝีปากอีกจนได้ “รสชาติแบบนี้แหละที่ฉันชอบ ไม่ใช่จืดๆ ชืดๆ แบบยายนั้น”

ดร.ชานนท์ผวายันตัวเองลุกอีกรอบ “หา!…”

“เธอเสนอให้เราอยู่ด้วยกันแบบ 3 คนผัวเมีย เพื่อฉันจะได้รับบทเป็นเมียน้อยที่สมบูรณ์แบบให้นาย”

“นาย นาย จูบเธอด้วยเหรอ……” ดร.ชานนท์หันรีหันขวางแบบคนไม่สบายตัว “กิ้งอ่อยนายรึไง…บ้าชะมัด….และ และ…นายเองก็ร่าน ร่านที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา”

“คุณ….” อนุชัยเรียกสติ…ดร.ชานนท์จิ! ปากแบบคนไม่สบายใจอย่างแรง

“ไอ้คุณ….ไอ้เหี้ยคุณ…มองหน้าฉัน มองตาฉันให้ดี ในเมื่อเราสัญญาว่าจะใช้ลมหายใจร่วมกันแล้ว…นับต่อจากคืนนี้เป็นต้นไป…ถึงจะเกิดอะไรขึ้นฉันไม่ยอมปล่อยมือนายเด็ดขาด”

ดร.ชานนท์นิ่งคิด “ว่าแต่นายมีอะไรกับเธอรึเปล่า”

อนุชัยจึงสับกะโหลกตึ้บๆ 2 ที ดร.ชานนท์แกล้งเจ็บจนอนุชัยลนลานขอโทษขอโพยพร้อมกับพลิกค่อมร่างพลางสำรวจบาดแผลไม่หยุด “เจ็บเหรอ….ไหนโดนแผลหรือเปล่า”

“ว่าไงละ…นายมีอะไรกับเธอแล้วใช่ไหม และอย่าหลอกฉันอีกนะว่า…จินตนาการเป็นฉัน….คราวนี้ให้ตายก็ไม่ยอม” ดร.ชานนท์ใช้จมูกสูดดมปกเสื้อไล่ขึ้นไปสำรวจใกล้ๆ ริมฝีปาก “กลิ่นบรั่นดียังอยู่เลย…ว่าไงสารภาพมาซะดีๆ โทษหนักจะได้เป็นเบา”

อนุชัยหัวเราะในลำคอ “ฉันไม่ชอบกินอาหารเย็นนอกบ้านนายก็น่าจะรู้”

“แสดงว่า….”

“นายเร่าร้อนและทำให้ฉันร่านกว่าเยอะ”

“แสดงว่า” ดร.ชานนท์ยังไม่ยอมแพ้

“ยังโว้ย!…ฉันยอมเป็นเมียน้อยที่สมบูรณ์แบบให้นายดีกว่าจะเป็นสามีให้กับผู้หญิง…ได้ยินชัดเจนไหมไอ้คนหื่นกาม ฮ่า ฮ่า ฮ่า”……

……….แสงดาวไล้ท์ ไล่ลามอาบ ทาบสลัว………

………อบอวลมัว เหมือนมีม่าน บางกางกั้น……..

……….วะนิลาครีม จากดรีมเมอร์ เบลอครบครัน………

……….ช่างเหมือนฝัน ปันเอมอิ่ม พริ้มพร่ำเพ้อ……….

“ฉันรักนายชานนท์….”

“แต่กลิ่นบรั่นดีคือศัตรูของฉันที่รัก”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า….ไอ้บ้าเอ้ย!….”

line1 for timmy

และอีก 2 วันต่อมา

คุณหญิงดาริกา ชีวาวัฒนะ ก็ปรากฏตัวพร้อมกับสาวฝรั่งผมทองวัยเกือบ 40 ปี แต่หุ่นยังเปะ! ทุกกระเบียดนิ้วที่บ้าน Loft Love เมื่อสมใจนำทั้งคู่เข้าสู่ห้องรับแขกพร้อมกับเสริฟเครื่องดื่มเรียบร้อยแล้ว อนุชัยกับดร.ชานนท์ก็ได้แต่นั่งเกร็งคนละมุมอย่างคนจับจุดไม่ถูกและเดาไม่ออกว่าเธอจะมาไม้ไหนอีก คุณหญิงดาริกานั่งมองบรรยากาศอึมครึมที่กำลังดำเนินอยู่ด้วยจิตใจเบิกบานผิดวิสัย เธอให้เวลาทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ จนกระทั้งปล่อยเสียงหัวเราะคิกๆ เป็นการเบิกนำ

“ฮิ ฮิ ฮิ….กิ้งบอกเลยนะคะว่าชายตาแหลมมากๆ ที่เลือกนุ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” และเธอยังหัวเราะแบบคนเสียมารยาทต่ออีกยาว “ชายคะ นุคะ…เมื่อวานก่อนกิ้งต้องขอโทษที่เล่นแรงไปหน่อย คือกิ้งแค่อยากลองใจคนเป็นพ่อของลูกชายแค่นั้นเองนะค่ะ และเวลานี้กิ้งก็ทราบแล้วว่าชายเลือกคนไม่ผิด กิ้งสบายใจและเห็นทีต้องปล่อยมือจากอาตี้ได้จริงๆ จังๆ สักที”

ทั้งอนุชัยและดร.ชานนท์ต่างอึ้ง งงๆ…มองหน้ากันไปมา

“เออ! เห็นไหม ปล่อยให้กิ้งคุยคนเดียวซะเพลินเลยลืมแนะนำไปเลย…เอ่อ….” เธอหยุดชะงักราวจะเรียกความสนใจ เมื่อดร.ชานนท์และอนุชัยหันกลับไปจ้องที่เธออีก “นี้คือ…ลิซ่า ลอปสันต์ ค่ะ เธอเป็นแฟนกิ้งเอง”

“หา! / กิ้ง!….” ทั้งอนุชัยและดร.ชานนท์สะดุ้งโหยงแบบคนคาดไม่ถึง พวกเขามองไปที่สาวฝรั่งร่างสูงที่กำลังนั่งยิ้มกว้างๆ….

“คะ…นุกับชายฟังไม่ผิดหรอก กิ้งเป็นเลสเบี้ยนและเราก็เริ่มคบกันตั้งแต่เรียนยังไม่จบไฮสคลูด้วยซ้ำ”

อนุชัยกับดร.ชานนท์ยังหลงอยู่ในภวังค์

“ลิซ่า คือคนที่กิ้งเลือกจะใช้ชีวิตด้วยคะชาย….เอ่อ! Lisa This Anuchai and Chanoon Shaisakhon” เมื่อคุณหญิงดาริการแนะนำจบ ลิซ่าทำตาขยายใหญ่ยิ้มกว้างๆ พร้อมขยับตัวตรงยกมือไหว้แบบไทยด้วยกิริยาน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ

“สวัสดีคะ คุณนุ คุณชานนท์…” เธอพูดเป็นภาษาไทยด้วยน้ำเสียงใหญ่ๆ ได้ดีพอสมควร

“สวัสดีครับ / สวัสดีลิซ่า”

คุณหญิงดาริกาจึงเริ่มบอกจุดประสงค์ของการมาเมืองไทยในครั้งนี้…“ชายคะ การแต่งงานจอมปลอมเกือบทำลายชีวิตเราทั้งคู่ มันถึงเวลาแล้วคะที่เราจะต้องหันหน้ามาคุยกันเพื่อจบเรื่องราวทั้งหมด” เธอมองดร.ชานนท์ อนุชัย ก่อนจะดึงมือลิซ่ามากุมให้เห็น ทั้งคู่จ้องตายิ้มให้กันแบบอบอุ่น “ชายคะ กิ้งอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ กิ้งต้องการหย่าเพื่อจะได้ไปจดทะเบียนสมรสกับลิซ่าให้ถูกต้อง” เธอเว้นจังหวะประเมิน ซึ่งอนุชัยกับดร.ชานนท์เองก็กำลังอยู่ในอาการช็อกไม่นึกว่าเรื่องจะออกแบบนี้

“กิ้ง!….” ดร.ชานนท์อุทานเรียก

“ค่ะ ชายฟังไม่ผิดหรอก กิ้งต้องการหย่าเพื่อไปจดทะเบียนสมรสใหม่กับลิซ่าที่อเมริกา” เธอมองอนุชัยและดร.ชานนท์สลับไปมาหลายรอบก่อนจะตัดสินใจพูดต่อ….แต่ลิซ่าที่นั่งข้างๆ ก็แทรกขึ้นก่อน

“ดิฉันเองก็ได้ยินเรื่องของพวกคุณทั้ง 2 มาเยอะ เป็นไปได้ไหมคะหลังจากหย่ากับกิ้งเรียบร้อยแล้วคุณชานนท์กับคุณอนุชัยจะบินไปจดทะเบียนพร้อมกับเรา” ลิซ่าพูดสำเนียงยานๆ ทำเอาดร.ชานนท์และอนุชัยสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย

“นั้นซิคะชาย….การรับรองอาตี้เป็นบุตรก็จะสมบูรณ์เป็นครอบครัวมากขึ้นไปอีก กิ้งคิดว่าเป็นผลดีกับเรามากกว่าผลเสียนะคะ”

“นุ นายจำคำแนะนำของทนายอำพลได้ไหม….” อยู่ๆ ดร.ชานนท์ก็ถามอนุชัยขึ้นลอย ๆ

“อื้อ!….จำได้”

“มันเป็นทางเดียวที่อาตี้จะได้รับอิสระและปลอดภัยกับเรื่องวุ่นๆ ของพินัยกรรมบ้านตระกูลเชาว์ และนายก็จะ……”

อนุชัยพอเดาออกว่าดร.ชานนท์จะพูดอะไรจึงดักทาง  “ฉันเองก็จะได้พ้นสถานะอนุชายหรือเมียน้อยของนายว่างั้นเถอะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..นั้นนะซิ เห็นไหมคะกิ้งว่าแล้ว ถ้าเราหย่ากันจะมีแต่เรื่องดีๆ กิ้งกับลิซ่าเองก็จะได้จดทะเบียนรับรองลูกสาวของเราก่อนเธอจะ 9 ขวบให้เรียบร้อยด้วย”

“หา! กิ้ง กิ้ง มีลูกอีกคนแล้วเหรอ” ดร.ชานนท์ถามอย่างคนไม่มั่นใจ

“ไม่ใช่กิ้งหรอกคะชาย แต่เป็นลิซ่าที่เธอยอมอุ้มท้องแทน”

“แล้วเอ่อ….ผมไม่รู้จะถามดีไหม แต่ในเมื่อลูกสาวของกิ้งคือน้องสาวแท้ๆ ของลูกชายเรา” อนุชัยพูดไม่ทันจบลิซ่าก็ตอบแทน

“คุณนุคงอยากรู้ว่าพ่อเขาเป็นใครเหรอคะ”

คุณหญิงดาริกามองหน้าลิซ่านิดๆ “พี่ชายกิ้งเป็นเจ้าของสเปิร์มคะนุ….น้องสาวอาตี้ชื่อวีว่า อายุจะเจ็ดขวบแล้วละค่ะ อาตี้รู้ดี”

“แล้วทำไมอาตี้ไม่เล่าให้ฟัง” ดร.ชานนท์บ่นให้ลูกชาย จนได้ยินเสียงคุณหญิงดาริกาหัวเราะขึ้นมาอีก

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า….อย่าต่อว่าอาตี้เลยคะชาย เป็นกิ้งเองแหละที่ขอเอาไว้”

“ถ้าอย่างนั้นเราต้องรีบแล้วละ นายว่าไหมนุ” ดร.ชานนท์หันไปขอความเห็น

“ฉันใจหาย….” อนุชัยลงเสียงต่ำ ทำให้ทุกคนที่กำลังจ้องอยู่ถึงกับมองหน้ากันไปมา

“ทำไมละ…” ดร.ชานนท์ถาม

“นั้นนะซินุ….ทำไมคะ กิ้งว่ามันมีแต่เรื่องดีกับเราเลยนะ ใช่ไหมคะลิซ่า”

“Yes! มีอะไรรึเปล่าคุณอนุชัย” ลิซ่าถามตามด้วยความเป็นห่วงอีกคน

อนุชัยส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มบางๆ ให้เห็น “ที่ใจหายนะเพราะว่าในที่สุด…ผมก็ต้องกล่าวลา อนุชาย อย่างเป็นทางการ” อนุชัยมองหน้าดร.ชานนท์ที่กำลังคิดตาม

“แหกปากให้ลั่นบ้านไปเลยนุ…..” ดร.ชานนท์หายใจทิ้งแบบคนโล่งก่อนจะยุส่งเสียงดัง

อนุชัยขยับยิ้มเกือบจะหัวเราะ “ตอนนี้เลยเหรอ”

ดร.ชานนท์พยักหน้า แต่ดูเหมือนทั้งคุณหญิงดาริกากับลิซ่ายังตามไม่ทัน กระทั้งอนุชัยลุกยืนยกมือป้องปากหันหน้าไปทางเคาน์เตอร์ครัวฝรั่งที่อยู่ในมุมลึกไปทางทิศตะวันตก

ลาก่อน อนุชาย เขาตะโกนออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจทำให้ทั้งลิซ่าและคุณหญิงดาริกาตกใจจนยกมือขึ้นทาบอกแทบไม่ทัน

#ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..#

“วันนี้กิ้งมีความสุขที่สุด” คุณหญิงดาริกาหยุดมองหน้าอนุชัย… “ฮ่า ฮ่า ฮ่า…เห็นหน้านุทีไรอดนึกถึงตอนที่นุดึงกิ้งไปจูบไม่ได้”

ดร.ชานนท์หันขวับ “นี่ นี่ นายอย่าบอกฉันนะว่านายเป็นคนเริ่ม”

อนุชัยไม่ทันปรับอารมณ์….เสียงหัวเราะของคุณหญิงดาริกาก็ทะลายซะก่อน “ฮ่า ฮ่า ฮ่า กิ้งไม่เข้าใจทำไมเวลาจูบกับนุ กิ้งถึงไม่รู้สึกอะไรเลยราวกับจูบกับพี่ชายหรือคุณพ่ออย่างใดอย่างนั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“นาย นาย….”

“แหม! ชายขา…ก็กิ้งอ่อยนุซะขนาดนั้น ถ้าเป็นคนอื่นกิ้งคงต้องเรียกการ์ดที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตูแล้วละค่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” คุณหญิงดาริกาพูดไปหัวเราะไป

“นายเห็นอดีตเมียนายรึยัง….โดนยั่วโมโหซะขนาดนั้น เป็นนาย นายก็ต้องทำแบบฉัน” อนุชัยหันไปพูดกับดร.ชานนท์จนคลายยิ้มออกมา

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…พอเถอะค่ะกิ้งปวดท้องไปหมดแล้ว” เมื่ออารมณ์ทุกคนกลับเข้าที่เข้าทาง “ชายคะกิ้งอยู่เมืองไทย 3 วิคถ้าพร้อมวันไหนโทรนัดกิ้งได้เลยนะคะ”

“พรุ่งนี้ชายพร้อมครับกิ้ง….” ดร.ชานนท์สวนทันที

“นายจะบ้าเหรอ…ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนั้น” อนุชัยดุแต่ก็ไม่จริงจังนักจนลิซ่าแอบขำจนเห็นน้ำตาเธอเล็ดที่หางตา

“เออ…ก็ฉันกลัวว่านายจะหนีไปอีกนิ….เร็วเท่าไรยิ่งส่งผลดีกับเราเท่านั้น นายว่าไหม”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ชายกับนุน่ารักชะมัด พรุ่งนี้กี่โมงดีคะ กิ้งกับลิซ่าจะได้ไปรอ” คุณหญิงดาริกาพูด ลิซ่าที่นั่งข้างๆ ยิ้มก่อนจะดึงเธอเข้าไปจูบราวจะยืนยัน

“ครับ ประมาณ 9 โมงชายว่างครับกิ้ง….นายว่าไง พรุ่งนี้ไม่มีประชุมใช่ไหม” ดร.ชานนท์พูดพลางหันไปถามอนุชัย

“อื้อ…ได้”

“ถ้าอย่างนั้นกิ้งกับลิซ่าไม่รบกวนแล้วนะคะ”

“พวกคุณ 2 คนน่ารักและดูดีมากๆ ขอบคุณมากค่ะ” ลิซ่าพูดขณะลุกพร้อมกับคุณหญิงดาริกา “พรุ่งนี้เจอกันนะคะ สวัสดีค่ะ” ไม่ทันที่คุณหญิงดาริกาจะก้าวขาพ้นประตู เธอก็หันกลับมาพูดขึ้นด้วยท่าทีเบิกบานกับพวกเขาอีก

“จะว่าไปแล้วทั้งนุและชายต่างก็มีสถานะเป็นสามีกิ้งทั้งคู่ แต่น่าแปลกนะคะที่ไม่มีใครเคยนอนกับกิ้งเลยสักคน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เธอหัวเราะกระทั้งกลับเข้าสู่อารมณ์ปกติ “นุเป็นคนดีมากๆ ชายเลือกคู่ชีวิตไม่ผิดหรอกค่ะ เขาเหมาะสมจะเป็นพ่อของลูกชายเรา…ชายจงรักษาไว้ให้ดี ๆ ไม่เช่นนั้นกิ้งขโมยแน่ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ขอบคุณครับคุณกิ้ง” อนุชัยกล่าวตบท้าย

“ขอบใจกิ้งที่เข้าใจเรา ลิซ่าคุณเองก็รักษาผู้หญิงคนเดียวที่ผมรักให้ดีเช่นกันนะครับ ถ้าปล่อยเธอหลุดมือรับรองเราได้ใช้ชีวิต 3 คนผัวเมียอย่างแน่นอน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ดร.ชานนท์แซวตามหลัง ทำให้เสียงหัวเราะของทั้ง 4 เพิ่มระดับจนลุงเย็นกับสมใจที่ยืนคู่กันที่โรงจอดรถอดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้

แดดเที่ยงกำลังเบนเงาทุกสรรพสิ่งให้เล็กลง

ลิซ่า ลอปสันต์ หันมาโบกมือขณะกำลังมุดเข้าไปในรถ คุณหญิงดาริกาเองก็โบกลาด้วยท่าทีเบิกบานไม่จบสิ้นกระทั้งประตูรั้วไม้สักสีดำเปิดทางและปิดลงตามหลัง

“เดือนหน้าน้องหญิงก็ถึงกำหนดคลอด เราวางแผนแวะไปจดทะเบียนสมรสที่อเมริกากันก่อนไหม แล้วค่อยพาอาตี้กับยูจิบินต่อไปเยี่ยมหลานสาวที่แวนคูเวอร์”

“อ้าวน้องหญิงไม่ได้คลอดที่ซานฟรานซิสโกหรอกรึ!”

“แวนคูเวอร์เป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยอันดับต้นๆ ของโลก น้องหญิงกับไอ้หมอเดียรเนียลจึงเลือกที่นั้นเป็นบ้าน” ดร.ชานนท์บอก

“อ้อ!…คุณหญิงป้าคงไว้ใจหมอแครรี่ด้วยซินะ”

“ใช่!…น้องแครเองเธอก็ไม่ยอมให้หมอคนอื่นทำคลอดน้องหญิงอยู่แล้ว ทุกอย่างจึงลงตัว….แวนคูเวอร์คือบ้านของเราทั้งคู่ด้วยที่รัก” ดร.ชานนท์ดึงอนุชัยมาจูบ “ฉันคิดถึงบ้านเล็กในป่าสนที่วิคตอเรียใจแทบขาด เป็นไปได้ไหมอนาคตเราจะไปใช้ชีวิตที่นั้น”

อนุชัยมองหน้าดร.ชานนท์นิ่งๆ “แต่ฉันคิดถึงชิมะมากกว่า….”

“เมื่อความรักก่อเกิด….หัวใจก็อบอุ่น….ไม่จำเป็นต้องรอรักตอบสนอง….เพราะหัวใจแห่งรัก….จะยิ้มตอบเพราะรัก….เพื่อรัก เพื่อเรา แค่เรา….”

“นายยังจำนิราศเมืองชิมะได้ซินะ” อนุชัยตามขณะดวงตากำลังเพ้อฝันอยู่ในเปลวแดดที่กำลังกระจ่างขาว

“ใช่!….เพราะที่ประเทศญี่ปุ่นปี 1997 มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่นั้นและเราก็จะไปใช้ชีวิตที่นั้นถ้านายปรารถนา”

“ชิมะ คือบ้าน Loft Love อีกหลังหนึ่งของเราชานนท์”

“นั้นนะซิ….เห็นทีฉันต้องปรับปรุงใหม่ให้สมบูรณ์แล้วละ”

“หรือว่า…หลังจากจบเรื่องที่อเมริการและแวนคูเวอร์ เราจะแวะซิมะสักอาทิตย์ ฉันจะได้คุยกับช่างให้จบๆ” อนุชัยออกความคิดเห็น

“อื้อ!….ได้ๆ….หวังว่าทั้งอาตี้กับยูจิคงไม่ตามเราไปด้วยหรอกนะ”

“ทำไมละ”

“ฉันอยากจะนอนให้นายล้างหูให้เหมือนกับ 15 ปีก่อน” ดร.ชานนท์กดเสียงต่ำใกล้หูพร้อมกับยิ้มแบบคนเจ้าเล่ห์

“นี่แน่!….” อนุชัยตบหัวดร.ชานนท์ “นั้นมัน 17 เกือบจะ 18 ปีแล้ว….นายขี้ลืมชะมัด”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เออ! ใช่ ๆ… ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

จบ อนุชาย2 บทที่36 ลาก่อนอนุชาย

อนุชาย2 บทที่35

อนุชาย2 บทที่35อนุชาย2 บทที่35 เมียน้อยที่สมบูรณ์

อนุชาย2 บทที่35 เมียน้อยที่สมบูรณ์

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินประหารชีวิต นายสยาม แซ่ลอ นายสมหวัง แซ่ลอ กับพรรคพวกส่วนซ้อหงส์โดนตัดสินจำคุกตลอดชีวิต สยามยามเก่าแก่ประจำบ้านตระ กูลเชาว์เสียชีวิตอย่างสงบระหว่างจำคุกอยู่ภายในเรืองจำบางขวางส่วนสมหวังกับซ้อหงส์ยื่นฎีกาต่อ ในชั้นนี้ทนายฝ่ายโจทก์ได้ยกหลักฐานเส้นทางการฟอกเงินของ บริษัท SH. จำกัด ที่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ประกอบกับเวลาเดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศไทย-สิงคโปร์และ รัสเซีย พร้อมกับได้นายหน้าจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในประเทศออสเตรเลียมาเป็นพยานปากเอก ทั้งคู่จึงดิ้นไม่หลุด ศาลฎีกาได้ยืนคำตัดสินตามศาลอุทธรณ์ ความอลหม่านที่เคยเกิดในบ้านตระกูลเชาว์จึงค่อยๆ ผ่อนสู่ความสงบ….

ตรงข้ามกับบ้าน Loft Love ที่อยู่ๆ คุณหญิงดาริกา ชีวาวัฒนะ ก็ปรากฎตัวขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน เมื่อแท็กซี่ยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่จากท้ายรถลากไปส่งต่อให้ลุงเย็นที่ป้อมยาม คุณหญิงดาริกาพร้อมกระเป๋าหลุยส์ใบย่อมๆ ห้อยศอกสวมแว่นเวอร์ซาเช่ก็เดินนวยนาดขึ้นบันไดเฉลี่ยงหลังคาระแนงไม้เข้าสู่ตัวบ้าน ดร.ชานนท์กับอนุชัยที่อยู่ภายในโถงรวมเพดานสูงถึงกับช็อก!

“ชานนท์ขา…..” เธอถอดแว่นเสียบไว้บนหัวเรียก…น้ำเสียงยืดยานเล่นงานอนุชัยที่กำลังคนไข่น้ำเหนือเตาไฟฟ้าเข้าอย่างจัง ขณะที่ดร.ชานนท์กำลังนั่งอ่านหนังสือในห้องนั่งเล่นก็ลุกจ้องไปที่เธอแบบคนทำอะไรไม่ถูก “ชานนท์ขา…..” แล้วเธอก็พุ่งเข้าไปกอดพลางเลื้อยไปตามซอกคอแบบคนรักห่างกันหลายปี…

“กิ้ง!…..” ดร.ชานนท์อุทานเรียกแต่ก็โดนคุณหญิงดาริกาโอบโน้มคอจูบแก้มหลายฟอด…

“ชานนท์ขา…คิดถึงจังเลยค่ะ…” คุณหญิงดาริกาชายหางตาไปตกที่อนุชัยกระนั้นเธอก็ยังคลอเคลียวนเวียนไปตามตัวดร.ชานนท์ไม่หยุด “สวัสดีคะ….” เธอเอ่ยทักทายเขาสั้นๆ “…เพื่อนคุณเหรอคะชานนท์ จะไม่แนะนำให้กิ้งรู้จักบ้างเหรอค่ะ…”

“กิ้ง!…..” ดร.ชานนท์เรียกกึ่งตวาด คุณหญิงดาริกาจึงหันมายกคิ้วสูงแบบคนสงสัยให้เห็น

“คะ…ชานนท์”

“กิ้งก็น่าจะรู้จักอนุชัยดีอยู่แล้ว” ดร.ชานนท์พูด

“แต่เป็นครั้งแรกที่เจอกันนี่ค่ะ ชานนท์ควรเป็นฝ่ายแนะนำไม่ถูกรึไงที่รัก….” คุณหญิงดาริกาลากคำสุดท้ายยาวๆ จนดร.ชานนท์อดซี๊ดปากไม่ได้ เขาลังเลครู่ใหญ่ก่อนจะเดินนำที่มีเธอคล้องแขนเข้าไปหยุดใกล้ๆ ขณะที่อีกคนยังอยู่ในอาการช็อก! น็อก!ราวกับปลาเมาน้ำ

“นุ…นี้คือ ดาริกา ชีวาวัฒนะ” ดร.ชานนท์แนะนำไม่ทันจบ คุณหญิงดาริกาจึงแทรกขึ้น

“ยินดีที่ได้รู้จักคะนุ…เดี้ยน! คือภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของชานนท์….เออ!คิดว่าน่าจะรู้อยู่แล้ว” เธอพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ พลางดุลหน้าอกเข้ากับหัวไหล่ของดร.ชานนท์ไม่หยุด

“ครับ….คุณกุ้งกิ้ง….” อนุชัยตอบพลางค้อมศีรษะ “ยินดี…ในที่สุดก็ได้เจอกันสักที”

“ค้า!….ว่าแต่ เออ นุกำลังทำอะไรอยู่เหรอค่ะ” คุณหญิงดาริกาถามตามมารยาท เธอไม่รอคำตอบ ขณะที่อนุชัยกำลังอ้าปากบอก “ชานนท์ขา…ในเมื่อกิ้งเป็นเมียคุณ กิ้งจึงมีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้ 100% กิ้งจะพักที่นี่ระหว่างอยู่เมืองไทยนะคะ….นุเองก็น่าจะเข้าใจสถานะของเราเป็นอย่างดีอยู่แล้วใช่ไหมคะ”

“ครับ….” อนุชัยก้มหน้าพูด ขณะเดียวกันลุงเย็นกับสมใจก็ช่วยกันลากกระเป๋ามาหยุดให้เห็นคุณหญิงดาริกาจึงออกคำสั่งอีก

“ยกขึ้นไปเก็บในห้องนอนใหญ่เลยค่ะลุง…”

“แต่ว่า….” สมใจจะค้าน

“No No…ต้องเป็นห้องนอนใหญ่เท่านั้นค่ะ….” เธอถลึงตาดุๆ ใส่

สุดท้ายอนุชัยก็ทนไม่ไหว เขาดับไฟถอดผ้ากันเปื้อน “ชานนท์ฉันลืมว่ามีนัดประชุมด่วนที่บริษัท”

“นุ…..” ดร.ชานนท์จะทัดทานแต่….

“ตามสบายนะครับคุณหญิง….ผมขอตัวไปทำงานก่อน ยินดีที่ได้รู้จักครับ” อนุชัยค้อมหัวในขณะที่ดาริกาหันหลังไม่สนใจ เขาเลือกใช้ประตูครัวไทยแทนประตูด้านหน้า ดร.ชานนท์เองก็ทำได้แค่มองตามหลัง

“ชานนท์ขา….อ้าว! นุไปแล้วเหรอคะ เสียดายจังยังไม่ได้คุยกันเลย….ชานนท์ขา ขึ้นไปช่วยกิ้ง จัดของหน่อยคะ…นะคะๆ”

………โอ้ดอกรัก ชูช่อขาว พราวสดใส………

……….ชั่งไฉไล แช่มช้อย ชม้อยหา………

……….อกเต่งตึง น่าคลึงเคล้า เร้าโรมรา……….

………ผิดตัวข้า พาม่วงเข้ม ช้ำเต็มทรวง……….

BMW ซีรี่ส์ 5 สีน้ำตาลดำ

วนขึ้นทางด่วนด้วยท่าทีไม่รีบร้อน ยอดตึกสูงในเปลวแดดยามเช้าถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น PM 2.5 มองเผินๆ ชวนให้คิดถึงหมอกตอนปลายฝนต้นหนาวยิ่งนัก แต่ในช่วงหน้าร้อนที่กำลังเข้าสู่ฤดูฝนเช่นนี้มันคือม่านพิษชัดๆ เรื่องการปรากฏตัวของคุณหญิงดาริดาไม่เชิงทำให้เขารู้สึกเจ็บปวด เพราะถึงอย่างไรเธอก็คือแม่ของลูกชายคนเดียวของเขา แต่การที่เธอกลับมาครั้งนี้เป็นการตอกย้ำสถานะ “อนุชาย” ให้ชัดเจนจนพูดไม่ออก หรือว่ามีจุดประสงค์อื่น

            #ยินดีที่ได้รู้จักคะนุ…เดี้ยน! คือภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของชานนท์….เออ! คิดว่าน่าจะรู้อยู่แล้ว#

คำพูดที่ไม่มีคนถามหลุดออกมาจากปากเป็นประโยคแรกๆ เธอต้องการอะไรกันแน่ หรือการกลับมาคราวนี้เป็นการกลับมาทวงสิทธิ์ที่เป็นของเธอตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นความผิดทั้งหมดจึงตกอยู่ที่เขาใช่หรือไม่….ใช่!…..ในความหมายที่เธอต้องการจะสื่อต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

            #ชานนท์ขา…ในเมื่อกิ้งเป็นเมียคุณ กิ้งจึงมีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้ 100% กิ้งจะพักที่นี่ระหว่างอยู่เมืองไทยนะคะ….นุเองก็น่าจะเข้าใจสถานะของเราเป็นอย่างดีอยู่แล้วใช่ไหมคะ#

ยิ่งประโยคถัดมา เธอจงใจจะไล่เขาไปให้พ้นๆ จากบ้าน Loft Love อย่างไม่มีทางเป็นอื่น อนุชัยเหม่อลอยกระทั้งวนรถออกจากทางด่วนเข้าสู่ถนนสุขุมวิท ระหว่างชะลอรถต่อท้ายกระบะ สมองก็เพิ่มเรื่องราวอื่นๆ เข้ามาในหัวไม่ขาดสาย….ในเมื่อเมียตัวจริงเค้ากลับมาแล้ว คืนนี้นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้คงไม่มีที่ให้ไปซินะ….คอนที่เคยหลับ รังที่เรียกว่าบ้านเดิมทีคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของ มาบัดนี้กลับชัดเจนว่า สิ่งที่ตัวเองคิดนั้น ผิดถนัด

“ชานนท์นายตั้งใจจะหลอกฉันใช่ไหม” เขาเผลอหลุดเสียงดังขณะเปิดไฟกระพริบกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ตึก N.Tower  รปภ.ที่คุ้นเคยโบกมือพร้อมกับยิ้มนำเหมือนเช่นทุกวัน แต่เช้านี้ใบหน้าของดร.ชานนท์กับคุณหญิงดาริกาก็เข้ามาแทนที่

“พวกเค้าเหมาะสมกันยังกับกิ่งทองกับใบหยก….ใช่!….พวกเขาช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน….แล้วตัวเราละ…อนุชัย นายเป็นได้แค่อนุชายของชานนท์เท่านั้น อย่าลืมซิ…..” เขาพึมพำ ขณะวนรถขึ้นสู่ชั้น 4 อันเป็นชั้นของบริษัท “นายคู่ควรกับเธอและเธอก็คู่ควรกับนายมากกว่าฉันชานนท์…..ฉัน ฉัน จะทำอย่างไรดี….ชานนท์ ชานนท์ นาย นายกลับมาหาฉันอีกทำไม…ชานนท์ถ้านายหายไปจากชีวิตฉันตั้งแต่แรก ฉันคงไม่เจ็บปวดเป็นครั้งที่ 2 ชานนท์นายต้องการจะฆ่าฉันให้ตายคามือหรืออย่างไร…..ชานนท์ ชานนท์”

#ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ# ทันทีที่ถอดรถจอดเข้าที่เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น อนุชัยเหลือบมองเมื่อเห็นเป็นชานนท์ อารมณ์เดิมเมื่อ 17 ปีก่อนก็หวนกลับมาเล่นงาน เขาส่ายหน้าพร้อมกับเป่าลมทิ้งกระทั้งต้นทางวางสายไปเอง แต่ขณะกำลังจะเปิดประตู มันก็ดังขึ้นมาอีก คราวนี้เขาจงใจจะกดตัดสาย…

“ชานนท์….นายอย่าบีบฉันเลยนะ” อนุชัยพึมพำเตือนสติขณะอยู่ในลิฟต์ (ถ้าฉันอยู่กับนายต่อ ฉันต้องรับสถานะเมียน้อยให้ได้อย่างนั้นหรือ) คิดขณะประตูลิฟต์ชั้น 18 เปิด เขาเดินตรงไปบริษัทอย่างคนไม่มีเป้าหมายกระทั้งเสียงเลขาดังขึ้นใกล้ๆ

“บอสคะ…ดอกเตอร์โทรมา 2 รอบแล้วคะ”

อนุชัยเป่าลมหายใจทิ้งแรง ๆ…. “ถ้าโทรมาอีกบอกว่าผมไปพบลูกค้าข้างนอก”

“แต่ว่า…..”

“และจะไม่เข้าออฟฟิศทั้งวัน” อนุชัยพูดต่อแล้วตรงเข้าห้องกระจกทันที…..ครึ่งวันผ่านไปโดยไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ดร.ชานนท์ยังโทรและส่งข้อความที่ยังไม่อ่านเข้ามาวุ่นวายจนไม่มีสมาธิ อาหารเที่ยงได้ขนมปังโฮลวิตปิ้ง 2 แผ่นกับกาแฟ 1 ถ้วย ถึงกระนั้นมันก็ยังเหลือค้างจนต้องเรียกแม่บ้านมาเก็บไปทิ้งขยะ กระทั้งเวลาเดินทางเข้าสู่บ่าย 3 โมงตรง ข้อความเรียกเข้าจากเบอร์แปลกๆ จึงชวนให้สติตื่นตัวขึ้นมา…

#นุคะ นี่กิ้งเองนะคะ…เราต้องคุยกัน คืนนี้  2 ทุ่ม

นุมาหากิ้งที่โรงแรม 4 ซีซั่นชั้น 22 ห้อง 2215

ด้วยนะคะขอบคุณค่ะ#

อนุชัยถอนหายใจยาวๆ “คงถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดแล้วซินะ” เขาพูดกับตัวเองก่อนจะลุกเดินไปยืนติดผนังกระจก ทิศด้านหน้าเห็นโรงแรง 4 ซีซั่นแอบอยู่ด้านหลังตึกสูงลิบๆ “ชานนท์ ผู้หญิงอย่างคุณกุ้งกิ้งเท่านั้นที่จะทำให้นายสมบูรณ์แบบ….นายต้องสมบูรณ์แบบเพื่อฉัน นายต้องสมบูรณ์แบบเพราะเธอไม่ใช่นกป่า…ที่รัก…..”

แดดสุดท้ายกำลังจะลับขอบฟ้า แสงไฟจากอาคารด้านล่างกำลังสว่างทีละดวง อนุชัยได้ตัดสินใจเดินออกจากห้อง….เขาใช้เวลาบนถนนเกือบชั่วโมงครึ่ง จนในที่สุดเท้าทั้ง 2 ข้างก็มาหยุดบนชั้น 22 ของโรงแรม 4 ซีซั่นบนถนนวิทยุและห้องหมายเลข 2215 ก็เด่นชัดจนไม่ต้องทวนให้เสียเวลา กระนั้นก่อนที่นิ้วจะกดกระดิ่งเรียกสมองก็ทบทวนเรื่องราวที่คิดมาทั้งวันอีกรอบ

“ฉันต้องตัดสินใจชานนท์….เธอคือผู้หญิงคนเดียวที่สวรรค์ส่งมาเพื่อนาย ไม่ใช่ผู้ชายอย่างฉัน” ในที่สุดเสียงกระดิ่งราวกับเสียงเพลงจากสวรรค์ก็ดังขึ้นภายใน เขายืนรอหน้าห้องสูทไม่ถึงนาที คุณหญิงดาริกา ชีวาวัฒนะ ในชุดเสื้อผ้าน้อยชิ้นสีโอโรสพลิ้วๆ ก็เปิดประตูกล่าวต้อนรับ

“ตรงเวลาดีจังเลย เชิญคะนุขา…” เธอลากคำสุดท้ายยาวๆ ยานๆ เมื่อแสงไฟในห้องชวนให้นึกถึงบรรยากาศโรแมนติค อนุชัยก็ไปต่อไม่เป็น ผู้หญิงที่กำลังอวดเรือนร่างอยู่ต่อหน้าเธอต้องการอะไรจากเขากันแน่

“บรั่นดีสักแก้วนะคะนุ” ดาริการเริ่มต้นทำให้เขาเผลอนึกถึงแครรายสมัยยังคบกันใหม่ๆ ตั้งแต่เริ่มคบหากับชานนท์…ภาพของเธอก็คล้ายจะหายไปพร้อมๆ กับผู้หญิงอีกคนที่ชื่อนารา ดาริกาจึงเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ในชีวิต เธอกำลังทำให้เขาหลงใหล แสงไฟสลัวๆ ก็ยิ่งเสริมบรรยากาศชวนให้สมสู่ “ยีห้อนี้กิ้งอยากให้นุได้ลอง รับรองจะติดใจไม่มีวันลืม” เธอยัดแก้วบรั่นดีสีอำพันใส่ในมือพร้อมกับชนแก้วตัวเองดัง กริ้ง!…

“ซิคะ..”

เมื่อน้ำเสียงหวานๆ เชิญชวนไม่หยุด เขาจึงกระดกเรียกสติเพียงครั้งเดียว

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า รสชาติเป็นไงบ้างคะนุ….” ดาริกาถามพลางวนเวียนกับเนคไทไม่นานเธอก็ดึงเขาขึ้นไปอยู่บนเตียงก่อนจะดึงมันทิ้งไว้ข้างตัว “กิ้ง…เห็นหน้านุครั้งแรก ใจกิ้งก็เต้นแรงจนทำอะไรไม่ถูก” เธอไล่ปลดกระดุม 2 เม็ดแรกนำทาง “ชานนท์นี้ตาแหลมชะมัด”

“คุณกิ้ง…..” บรั่นดีทำให้เขามึนเมา ยิ่งกลิ่นตัวหอมๆ ที่ห่างหายมานานเสริมทบเข้าไปด้วยแล้วความเป็นชายที่ซ่อนเร้นจึงสำแดงตัวตน “คุณกิ้ง….” อนุชัยละเมอเรียกชื่อเป็นครั้งที่ 2

“ในเมื่อนุคือพ่อของลูกชายกิ้ง เรา 2 คนก็คือผัวเมียกันโดยไม่ต้องสงสัย กิ้งพูดถูกหรือเปล่าคะนุ” เธอยังไล่ปลดกระดุมเสื้อเขาไม่หยุด “นุขา….”

“คุณกิ้ง…”

“เป็นไปได้ไหมค่ะ….ถ้า…..”

อนุชัยกำลังเคลิบเคลิ้ม เมื่อบรั่นดีแก้วที่ 2 ถูกซดเข้าปาก เขาก็ยิงสายตากระหายไล่ทบทวนเรือนร่างบอบบางของสตรีจากอดีตสู่ปัจจุบันตรงหน้า….ใช่! เขายังเหลืออารมณ์นั้นและดาริกาก็กำลังปลุกมันให้ตื่น เรื่องวุ่นๆ ตลอดทั้งวันไม่รู้หายไปไหน เธอทำให้เขาเปลี่ยนเป็นอีกคนจนกระทั้ง

“เป็นไปได้ไหมค่ะ…ถ้าเรา 3 คนจะอยู่ร่วมกัน”

อนุชัยสะดุ้ง สติที่กำลังหลงเข้าสู่ภวังค์เริงรมณ์พลิกกลับทันที เขาผลักร่างที่กำลังเปลือยไหล่ให้พ้นตัว…. “คุณกิ้ง….คุณต้องการอะไรจากเรากันแน่”

คุณหญิงดาริกายันตัวเองขึ้นมาหัวเราะ “ฮ่า ฮา ฮ้า…ดูถามเข้า….น่าจะเปลี่ยนคำว่าเรามาเป็นผมหรือฉัน น่าจะถูกที่ถูกเวลามากกว่านะค่ะ” เธอยิงสายตาหวานฉ่ำพร้อมกับถอดเสื้อทิ้งเหลือเพียงยกทรงลายลูกไม้สีชมพูคลานเข้ามาหา “นุขา….กิ้งเป็นแม่ของอาตี้ นุกับชานนท์ก็ต่างเป็นพ่อ เพราะฉะนั้นการที่เรา 3 คนจะกลับมาอยู่ร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง กิ้งพูดถูกหรือเปล่าคะ” เธอเงียบประเมิน และอนุชัยก็คล้ายจะเคลิ้มตาม “ชีวิต 3 คน ผัวเมียมีสีสันจะตาย กิ้งเองก็รับได้อยู่แล้วหากจะเห็นผู้ชายที่ตัวเองรัก 2 คนเล่นเซ็กส์กันต่อหน้า”

อนุชัยสะดุ้งจนตาแทบถลนออกนอกเบ้า “คุณ ว่า อะไร นะ”

“แหม!…นุจะตื่นเต้นไปทำไมกัน สมัยนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วละ…นุขา….นะคะ”

อนุชัยหลับตาเป่าลมทิ้งทางปากดัง ๆ…. “คุณกิ้งครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวดีกว่า” อนุชัยจัดแจงกับเสื้อผ้าก่อนจะคว้าเนคไทยัดใส่กระเป๋ากางเกงและขณะที่ขากำลังจะถึงประตู เสียงแหลมๆ ของดาริกาก็ดังขึ้นด้านหลัง

“คิดว่าชีวิตรักชายกับชายจะยั่งยืนอย่างนั้นหรือ”

อนุชัยหันกลับมายิ้ม เขาผงกหัวคล้ายจะบอกลา แต่เสียงเธอก็ดังขึ้นมาอีก

“อยู่ในสถานะ อนุชาย มันสนุกมากใช่ไหม เป็นเมียน้อยของสามีฉันมันสนุกมากเลยใช่ไหม…ใช่ซิ!….ก็คุณชื่อ อนุชัย นี่นาไม่น่าถามเลย….ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เมื่อดาริกาหลุดชื่อเขาออกมาตรงๆ อนุชัยจึงพุ่งเข้าประกบปาก…ลิ้นนุ่มๆ ที่เคลือบด้วยบรั่นดีกำลังทำให้ทั้งคู่หลงเวลา…กระทั่งดาริกาต้องเป็นฝ่ายผลักเขาออกเสียเอง….

อนุชัยกระหยิ่มยิ้มย่องแบบผู้เหนือกว่า “รสชาติของผู้หญิงจืดชืดสิ้นดี สู้ชานนท์ก็ไม่ได้เขาเร่าร้อนกว่าคุณตั้งเยอะ” พูดจบก็คว้าเสื้อสูทมาสวมแล้วเดินกลับไปยังประตูอีก “ผมกับชานนท์เราใช้ลมหายใจเดียวกันเพราะฉะนั้นไม่ว่าผมจะต้องอยู่ในสถานะเมียน้อย…ผมก็ขอเป็นอนุชายให้ชานนท์ตลอดไป หลับฝันดีนะครับคุณหญิง” เขาค้อมหัวก่อนจะเปิดประตูเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว…..

เมื่อประตูปิดตามหลัง คุณหญิงดาริกาก็ค่อยๆ เผยยิ้มออกมา “ชานนท์นี้ตาแหลมจริงๆ” เธอพึมพำพร้อมกับล้มตัวหัวเราะไม่หยุด “ฮ่า ฮ่า ฮ่า….”

………แม่ดอกรัก ช่อขาว บริสุทธิ์………

……….ไฉนฉุด ดุจรักร่าน เสน่หา………

……….อาบน้ำค้าง พรมน้ำหอม พร้อมพลีกายา……….

………แต่ตัวข้า มาม่วงเต็ม เข้มไม่จืดจาง……….

“ฉันเข้าใจทั้งหมดแล้วชานนท์….ต่อจากคืนนี้เป็นต้นไปจะมีแค่ความตายเท่านั้นมาพรากเราจากกันได้….ที่รัก ที่รัก….ฉันโหยหานายที่สุดในสามโลก ฉันปรารถนาผู้ชายอย่างนายมากกว่าสตรีนับร้อยซะอีก….”

จบ อนุชาย2 บทที่35 เมียน้อยที่สมบูรณ์

อนุชาย2 บทที่34

อนุชาย2 บทที่34อนุชาย2 บทที่34 มรดกเลือด

อนุชาย2 บทที่34 มรดกเลือด

ตำรวจแบ่งกำลังออกติดตามมือปืนหลายกลุ่ม หนึ่งในเป้าหมายนั้นก็คือคนขับรถคนใหม่ของอนุชาญที่ชื่อว่า “หมาย” หลังก่อเหตุบนอาคารจอดรถภายในสนามบิน ผ่าน 48 ชั่วโมงคนแรกที่เขาต้องการไปพบเพื่อเบิกเงินที่จะต้องใช้ในการหลบหนีจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าของเซฟเฮ้าส์ในไร่ภูตะวันที่ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมานั้นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อเวลา 03.00 น.ของคืนที่ผ่านมา…

โคมไฟริมถนนภายในหมู่บ้านยังคงสว่างและให้ความรู้สึกปลอดภัยไม่ต่างจากเวลากลางวัน ยิ่งมีแสงโคมบนรั้วรอบๆ บ้านหลังใหญ่ทรงร่วมสมัย 3 ชั้นสีครีมเสริมเข้าไปด้วยแล้ว แม้แต่แมลงหวี่ยังเล็ดลอดสายตาเข้าไปภายในได้ยาก สยามยามวัยใกล้ 90 ปียังปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในป้อมยามขนาด 2 เมตรคูณ 2 เมตรอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เสียงเพลงจากนักร้องสาวชาวจีน เติ้ง ลี่จวิน ยังคลอเป็นเพื่อน…ในขณะที่ทุกคนในบ้านหลังใหญ่กำลังหลับใหล เขาดื่มชาและกาแฟหลังเที่ยงคืนอย่างละแก้ว กระนั้นกาน้ำร้อนที่ตั้งอยู่ข้างๆ ก็ยังเดือดปุดๆ รอกากชาแก้วสุดท้ายก่อนจะสว่าง กิจวัตรซ้ำๆ เช่นนี้เกิดขึ้นมาหลายสิบปีตั้งแต่จำความได้ อีกสิ่งหนึ่งที่เขาชื่นชอบมากเป็นพิเศษเห็นจะเป็นภาพยนตร์จีนบู้ล้างผลาญ-กำลังภายในเก่าๆ จากโทรทัศน์เครื่องเล็กๆ เหนือหัว ถ้าเมื่อไรถึงบทที่มีข้อความประมาณว่า

#ท่านพ่อ…จะ 10 ปีหรือ 100 ปีข้าก็จะตามล้างแค้นแทนท่านให้สาสม ข้าสัญญา# รอยยิ้มเหี้ยมๆ จนเดาอารมณ์ไม่ถูกก็จะฉายออกมาและทันทีที่เสียงนาฬิกาบนผนังภายในเรือนรับรองข้างสระว่ายน้ำบอกเวลา 03.00 น. เขาก็เงยหน้าลุกยืดตัวบิดขี้เกียจเพื่อขับไล่ความง่วง เวลาเดียวกันเสียงรถมอเตอร์ไซด์จากหน้าหมู่บ้านก็ใกล้เข้ามา เขาขยับตัวให้มั่นคงไฟฉายและกระบองที่วางคู่กันถูกหมายตาเอาไว้…ในที่สุดมันก็เป็นจริงดังคาด เมื่อชายรูปร่างสูงสวมหมวกกันน๊อกสีเทา-แดงขับรถมอเตอร์ไซด์สีดำ-ขาวมาจอดเทียบ กระนั้นเขาก็ยังไม่ขยับ จนกระทั้งชายคนดังกล่าวถอดหมวกกันน๊อกเสียบไว้กับกระจกแล้วตรงดิ่งเข้ามาหา สยามก็ยังไม่ขยับอีก

“หมาย….” สยามเรียกชื่อราวกับคุ้นเคยเป็นอย่างดี “มัวทำอะไรอยู่ เวลานี้แกน่าจะอยู่ในเขมรแล้วนะ”

“กว่าจะหลบตำรวจมาได้” หมายบอกพลางจุดบุหรี่สูบอย่างใจเย็น กระทั่งสยามวางซองเอกสารสีน้ำตาลที่บรรจุเงินสดจำนวนหนึ่งให้ เขาคว้าไปหนีบไว้ในรักแร้พร้อมกับพ้นควันสีขาวทิ้ง จนสยามต้องกระทุ้งเสียงดัง

“ยังไม่ไปอีก….โดนจับขึ้นมาจะซวยกันหมด”

นาทีเดียวกันชายลึกลับไม่ต่ำกว่า 10 คนไม่รู้มาจากทางทิศไหนก็กรูเข้าตะครุบตัวพร้อมกับปิดปากคนทั้งคู่ลากไปขึ้นรถยนต์ที่พุ่งเข้ามารับ อีก 2 คนก็ยกรถมอเตอร์ไซด์ยัดใส่ท้ายกระบะอย่างไม่ประณีต ไม่ถึง 10 นาทีทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาพเดิมราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น….

line1 for timmy

อีก 12 นาทีจะ 11 โมง

ปกรณ์ เชาว์ พร้อมกำลังตำรวจไม่ต่ำกว่า 50 นายก็ปิดล้อมบ้านตระกูลเชาว์ในรัศมี 100 เมตรไว้ทุกด้าน 30 นาทีผ่านไปสัญญาณบอกให้เข้าจู่โจมจากคนข้างในก็ดังขึ้น

สมหวังเห็นและได้สติก่อนคนอื่นๆ เขาวิ่งตรงไปยังรถเบนซ์ที่จอดอยู่หน้าบ้านโดยมีซ้อหงส์ร้องโหยหวนอย่างกับคนบ้าอยู่ในเรือนรับรอง

“อ๊ากกกกกกก!……”

ยามและคนใช้ไหลไปรวมกันมุมประตูด้านข้าง ตำรวจกลุ่มหนึ่งเข้าตะครุบตัวสมหวังขณะกำลังจะสตาร์ทรถ อีกกลุ่มก็ถือหมายจับเดินเข้าไปในเรือนรับรอง ปกรณ์แยกไปกันวิวกับซันที่ตกใจร้องไห้ออกประตูข้างพาเข้าไปสงบสติภายในตัวบ้าน อนุชากับทนายอำพลลุกยืนคล้ายกับหน้าที่ของพวกเขาสิ้นสุดลงแล้ว

“อ๊ากกกกก! ทำไมต้องจับฉัน ฉันทำอะไรผิด ฉันทำอะไรผิด” ซ้อหงส์ร้องสลับโวยวายไม่หยุขณะที่เจ้าหน้าที่ใส่กุญแจมือลากไปขึ้นรถ สมหวังดิ้นหนีตายเป็นครั้งสุดท้าย แต่กำแพงรั้วที่สูงไม่ต่ำกว่า 3 เมตรก็บังคับให้เขาจนมุม

“ผมไม่ได้ทำ ผมไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ปล่อยผม ปล่อยกู ปล่อยกูซิโว้ย”

“เชิญครับ เราไปคุยกันที่โรงพักดีกว่า” นายตำรวจผู้ใหญ่ที่มาด้วยพูด แล้วรถตำรวจกว่า 10 คันก็แล่นเข้ามาจอดเทียบรับคนทีละกลุ่ม แม่บ้าน คนรับใช้ คนสวนและยามถูกเชิญไปให้ปากคำ ยกเว้น วิวกับซันที่อยู่ในความดูแลของปกรณ์ ไม่นานอนุชาและทนายอำพลก็เดินเข้าไปสมทบ

“แม่ แม่ ฮื้อๆ”

“ยายวิวฟังอา….” อนุชาจับไหล่เด็กสาว ขณะที่ปกรณ์โอบซันไม่ยอมปล่อยกระทั้งพวกเขาเข้าไปอยู่รวมกันในห้องรับแขกการพูดคุยอย่างเป็นทางการจึงเริ่มขึ้น

“อาชา อาชาขา เตี่ยเสียชีวิตแล้วจริงหรือค่ะ ฮื้อๆ” วิวถามอนุชาเป็นประโยคแรก

“เราไม่ใช่ลูกเตี่ยจริงหรือฮะ” ซันตามขึ้นติดๆ ปกรณ์จึงรวบมือวิวกับซันมารวมกัน เขามองหน้าทั้งคู่ในเชิงปลอบโยน

“ก่อนเตี่ยของพวกเราจะสิ้นลม ได้สั่งไว้กับ…..เอ่อ”

“นายเป็นพี่ใหญ่ของพวกเขาปกรณ์” อนุชาเตือน

“เตี่ยได้สั่งไว้กับเฮีย แม้ว่าเราจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่เตี่ยก็รักเหมือนลูก….เตี่ยก็ยังเป็นเตี่ย…เรา 2 คนก็คือลูกสาว-ลูกชายของเตี่ยและยังเป็นอาหมวย อาตี๋ของเฮียกับอาชาตลอดไป” ปกรณ์พูดยาวพร้อมกับตบหลังมือซันกับวิวไม่หยุด กระทั่งซันผวาเข้ากอดเขา ขณะที่วิวโผเข้ากอดอนุชา

“อาชาขา ฮื้อๆ อาอย่าทิ้งพวกหนู อาอย่าทิ้งพวกเรานะค่ะ ฮื้อๆ”

“อาเอีย อาเฮียครับ…..”

เมื่อสติของทั้ง 2 สงบลงจนเกือบเป็นปกติ ทนายอำพลที่นั่งรอจังหวะจึงพูดขึ้น “คุณหนูยังเป็นลูกสาวและลูกชายของพ่ออนุชาญ เชาว์ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง…” เขาเงียบประเมิน “เวลานี้คุณหนูโตพอจะรับรู้เรื่องราวทั้งหมด ลุงเลยต้องการจะให้รู้เรื่องนี้ไปพร้อมๆ กับทุกคนในบ้าน หวังว่าคงเข้าใจลุงนะ”

ซันกับวิวปาดน้ำตาก่อนจะพยักหน้าอย่างว่าง่าย

“บางทีเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กๆ อย่างเราไม่ควรเข้ามาเกี่ยวแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อจากนี้เป็นต้นไปอาสัญญาว่าจะดูแลพวกเราให้ดีที่สุด” อนุชาตบท้าย

……….รัตติกาล แรกสลัว มัวมืดมิด……….

………ราวจะปิด ชีวิตพรุ่งนี้ ที่ยุ่งเหยิง………

………เหมือนกับเชื้อ เพื่อรอไฟ ใต้แสงเพลิง………

………สิ้นเถลิง เริงลาภจบ ภพนิรันดร์……….

ตำรวจงัดหลักฐานตั้งแต่อดีตที่สยามอยู่เบื้องหลังอนุชาและท่านผู้หญิงแขไขขึ้นมาประกอบสำนวนฟ้อง จนล่าสุดกลุ่มมือปืนหลายกลุ่มที่ถูกจับก่อนหน้านี้ได้ซัดทอดมาที่อนุชาญ สมหวังและซ้อหงส์ตามลำดับ แต่เมื่อนำหลักฐานและข้อมูลเชิงลึกมารวมกันถึงได้รู้ว่าตัวการใหญ่ไม่ใช่พวกเขา แต่เป็นเจ้าของเซฟเฮ้าส์ภายในไร่ภูตะวันอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา หลักฐานการครอบครองจากกลมที่ดินจึงมัดตัว นายสยาม แช่ลอ ยามเก่าแก่ประจำบ้านตระกูลเชาว์จนดิ้นไม่หลุด

ข้อมูลในส่วนนี้ นายสยาม แซ่ลอ ได้ให้การสารภาพภายหลังว่า ตัวเองควรจะใช้นามสกุล “เชาว์” ตามพ่อมาตั้งแต่ต้น แต่ในเมื่อคนตระกูลเชาว์ไม่ยอมรับ ซ้ำยังกดขี่ไม่ยอมให้ไปไหน แม่จึงเป็นได้แค่แม่ครัวจนกระทั้งเสียชีวิต ตัวเองก็ยังถูกบังคับให้เป็นยามในบ้าน มูลความแค้นจากอดีตจึงถูกสะสม การล้างแค้นถึงจะใช้เวลารอนานแค่ไหนก็ไม่มีวันสายและเมื่อสมหวังบุตรชายคนเดียวที่เขาส่งไปเรียนต่อที่ประเทศรัสเชีย แต่ก็เรียนไม่จบจนต้องกลับมาเป็นคนขับรถภายในบ้านอีกคน แรงแค้น-แรงอาฆาตจึงเพิ่มปริมาณเร็วขึ้นอย่างรวดเร็ว การยุยงและสังหารคนบ้านตระกูลเชาว์ด้วยสารพิษ โนวิชอก-คัสตาร์ด จึงถูกใช้เรื่อยมา

“อั๊ว!…เป็นลูกที่เตี่ยลืมเพียงเพราะแม่อั๊ว! เป็นคนใช้ อั๊ว! ไม่เคยได้รับความยุติธรรมมาตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นหากวันนี้ อั๊ว!โดนศาลตัดสินประหารชีวิต อั๊ว!ก็ไม่กลัว อั๊ว!ผ่านความกลัวมาสารพัดจนรู้สึกว่ามันคือเพื่อนแท้”

“แต่อากงก็รวยมากๆ ถึงขนาดเป็นเจ้าของไร่ภูตะวัน ยังไม่พอใจรึครับ” นายตำรวจถาม

สยามมองนายตำรวจแล้วก็ส่ายหัว “ไร่ภูตะวันเป็นสมบัติของคนแซ่ลอ ไม่ใช่มรดกส่วนที่เป็นสิทธิ์ที่อั๊ว! ควรจะได้รับจากคนตระกูลเชาว์ เพราะฉะนั้นมันจึงถูกเก็บเป็นความลับมาโดยตลอด”

“อากง”

“ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว อั๊ว!ก็พร้อมจะตาย ตายไปพร้อมกับสิทธิ์และชีวิตที่ไม่เคยชัดเจน ได้โปรดให้ศาลเร่งตัดสินประหารชีวิตเร็วๆ ด้วยเถอะ อั๊ว! จะได้กลับไปสู่ ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ลืมว่าครั้งหนึ่งเคยเกิดมาเป็นมนุษย์ในตระกูลเชาว์ แต่ต้องใช้แซ่ลอตามแม่…เป็นได้แค่คนรับใช้และยามภายในบ้านของตัวเอง….พี่น้องก็เอาแต่ดูถูกเหยียบหยาม จนอั๊ว! ทนมีชีวิตต่อไปไม่ไหวแล้วละ”

นายตำรวจมองชายชราด้วยคำถามมากมาย “อากงมีอะไรจะฝากถึงลูกชายหรือเปล่าครับ ผมหมายถึง นายสมหวัง แซ่ลอ นะครับ”

สยามนิ่งค้างราวกับรูปปั้น เขาเป่าลมทิ้งสั้นๆ “หลานอั๊ว! 2 คน ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้แม้กระทั่งว่าอั๊ว! เป็นกงแท้ๆ สิ่งที่อั๊ว!อยากฝากจึงไม่ใช่ลูกชายที่กำลังจะถูกศาลตัดสินประหารชีวิต แต่เป็นอาตี๋-อาหมวยที่บ้านตระกูลเชาว์ บอกพวกเขาว่ากงแอบมอง-แอบชื่นชมและแอบรักพวกเขามาโดยตลอด”

“อากงคงหมายถึงคุณหนูวิว กับคุณซันใช่ไหมครับ”

สยามพยักหน้า “ใช่!”

“อากงไม่ต้องเป็นห่วง คุณอนุชาญก่อนจะเสียชีวิตได้ทำพินัยกรรมไว้ให้ทั้งหมดแล้วและคุณอนุชา เชาว์ กับคุณปกรณ์ เชาว์ เชาว์เองก็ได้รับปากว่าจะดูแลให้ดีที่สุด”

สยามยิ้มพร้อมกับหายใจยาวๆ เขามองหน้านายตำรวจราวจะขอบคุณ แต่…. “อั๊ว!ไม่มีอะไรจะแก้ตัว หรือพูดให้ตัวเองพ้นผิดแล้วละ พาอั๊ว!กลับเข้าห้องที อั๊ว! ง่วงนอนเหลือเกิน”

หลายคนในคดีนี้ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตและอีกหลายคนถูกจำคุกตลอดชีวิต ซ้อหงส์ก็เป็นหนึ่งในนั้น อนุชา เชาว์ ย้ายกลับเข้ามาอยู่ในบ้าน คนใช้ คนขับรถหลายคนยังเต็มใจอยู่กับเขา แต่หลายคนก็ลาออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ การจัดการตามพินัยกรรมเดิมและพินัยกรรมฉบับใหม่ เขาจึงเป็นคนรับผิดชอบสะสาง ทนายอำพลถูกขอร้องให้ช่วยงานต่อจนกว่าจะจบ

“หากความยุติธรรมไม่มีซะแล้ว ก็อย่าถามหาความสงบสุขคุณอำพลว่าจริงไหมครับ”

“ครับ มันเป็นสมการตรงตัว 1 + 1 = 2 ไม่ว่าสังคมไหนหากไม่มีความเป็นธรรม สังคมนั้นก็นับวันถอยหลังสู่กาลล่มสลายได้เลย” ทนายอำพลกล่าวปิดท้าย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยบาดแผลย่อมเจ็บปวดเสมอ จะนานหรือสั้นขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ แต่หากตัดขาดจากความโลภโมโทสัน มองให้เห็นความเป็นจริง อยู่กับความจริง สติครองชีวิตก็จะสร้างความสุขอย่างอัตโนมัติ

line1 for timmy

และเมื่อเหตุการณ์ได้ดำเนินมาถึงขั้นนี้ ดร.ชานนท์กับอนุชัยก็ไม่ลังเลจะนัด อนุชา ปกรณ์ รวมทั้งทนายอำพลเข้ามาปรึกษาหาทางออกและห้องคาราโอเกะหมายเลข 28 ภายในสวนอาหารสะบันงา บนถนนเกษตรนวมินทร์ ก็ถูกจับจองเพื่อใช้เป็นห้องประชุม

เมื่อถึงเวลานัดหมายทุกคนก็พร้อม

นายตำรวจใหญ่ผู้ดูแลคดี 3 นาย คุณหญิงพวงพรกับดร.ชวนนท์ผู้เป็นพ่อขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ ทุกคนจึงสบายใจและพร้อมจะหาทางออกในมรดกเลือดก้อนนี้ ทันทีที่ทุกคนเข้าประจำตำแหน่ง เครื่องดื่มมีเพียงน้ำเปล่าก็ถูกเรียงพร้อมแก้วกระจายไปจนครบ เมื่อเห็นว่าได้เวลาทนายอำพล โรจน์ชัยนาม จึงกล่าวนำ

“ทุกๆ ท่านครับ กระผมนายอำพล โรจน์ชัยนาม เป็นทนายความและผู้ดูแลมรดกตามพินัยกรรมฉบับเดิมของคุณอนุชาติ เชาว์ รวมทั้งพินัยกรรมฉบับใหม่ของคุณอนุชาญ เชาว์ ที่เพิ่งเสียชีวิต กระผมจึงใคร่ขอทบทวนเพื่อความเข้าใจทั้งหมดดังนี้นะครับ….

  1. นายอนุชา เชาว์ ทายาทลำดับที่ 3 ได้รับมรดกเป็นจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของเงินกงสี
  2. นายอนุชาญ เชาว์ ทายาทลำดับที่ 2ได้รับมรดกเป็นจำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ของเงินกงสี”
  3. นางสาวแคราย เชาว์ หรือปัจจุบันใช้นามสกุล เจมส์มาร์ทคอร์ ตามสามีซึ่งเป็นบุตรสาวของ นายอนุชาติ เชาว์ กับท่านผู้หญิงแขไขได้รับมรดกเป็นจำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ของเงินกงสี
  4. ชายนิรนามรอผลตรวจ ซึ่งปัจจุบันคือ นายปกรณ์ เชาว์ ได้รับมรดกเป็นจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินกงสี….
  5. ด.ช.อานนท์ สายสกุล หรือปัจจุบันคือ นายอานนท์ สายสกุล ได้รับมรดกเป็นจำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินกงสี

ส่วนนี้คือพินัยกรรมเดิมของนายอนุชาติ เชาว์ ที่ยังไม่ถูกบังคับใช้…เนื่องจากเหตุผลใดนั้นเราทุกคนก็น่าจะรู้ดีและต่อมาเมื่อวันที่ XX เดือนมีนาคม พ.ศ. XXXX ก่อนคุณอนุชาญ เชาว์ จะเสียชีวิต ท่านได้เรียกกระผมเข้าพบเพื่อทำพินัยกรรมขึ้นมาเฉพาะส่วนของตัวเองดังนี้ ผมขออ่านตามลายมือของคุณอนุชาญที่ได้เขียนเอาไว้เลยก็แล้วกัน

วันที่ XX เดือนมีนาคม พ.ศ. XXXX

กราบเรียนท่านที่เกี่ยวข้อง ข้าพเจ้า นายอนุชาญ เชาว์ มีความประสงค์จะแบ่งมรดกเฉพาะส่วนที่ตัวเองได้รับตามพินัยกรรมของ นายอนุชาติ เชาว์ พี่ชายคือจำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ของเงินกงสี หากข้าพเจ้าเสียชีวิตเพราะอะไรก็ตามขอให้แบ่งทรัพย์สินก้อนดังกล่าวออกเป็น 2 ส่วนเพื่อมอบให้บุตร 2 คนของข้าพเจ้าดังนี้

  1. นายโชคชาญ เชาว์ บุตรชายคนโตเป็นจำนวน 12.5 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนที่ได้รับตามพินัยกรรมเดิม
  2. น.ส.ชิดชนก เชาว์ บุตรสาวเป็นจำนวน 12.5 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนที่ได้รับตามพินัยกรรมเดิม

ข้าพเจ้าจึงขอให้ทุกคนทุกท่านที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามนี้อย่างเคร่งครัด

ด้วยความปรารถนาดี

อนุชาญ เชาว์

ครับที่ผมได้อ่านไปนั้นก็เป็นพินัยกรรมที่คุณอนุชาญมอบไว้ก่อนจะเสียชีวิต สำหรับทายาทที่มีชื่อตามพินัยกรรมต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์จึงจะมีสิทธิ์ตามพินัยกรรม สำหรับส่วนของกระผมก็มีเท่านี้ ท่านใดจะแย้งหรือเห็นต่าง เชิญได้เลยครับ” ทนายอำพลพูดจบก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง

“เออ…ผมขอพูดก่อนในฐานะคนนัดประชุมนะครับ” ดร.ชานนท์ใช้น้ำเสียงเป็นทางการ เขาหันไปมองอนุชัยที่นั่งอยู่ข้าง “กระผมกับแฟน ผมหมายถึงอนุชัยตลอดทั้งคุณแม่และคุณพ่อนั้นก็คือคุณหญิงพวงพร ดอกเตอร์ชวนนท์ สายสกุล…เป็นเวลาหลายปีมาแล้วนะครับ เกี่ยวกับมรดกเลือดก้อนนี้ เรามีความประสงค์จะสละสิทธิ์ไม่ขอเข้าไปเกี่ยวข้องกับกงสีของบ้านตระกูลเชาว์ เบื้องต้นทนายอำพลได้แจ้งเอาไว้ว่า ต้องให้นายอานนท์ สายสกุล ผู้ที่ถูกระบุในพินัยกรรมอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์เสียก่อนจึงจะยื่นขอสละสิทธิ์ได้ แต่ในเมื่อเกิดเหตุเลวร้ายขึ้นกับครอบครัว เราจึงรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหว กระผมและครอบครัวจึงอยากจะขอความเห็นจากทุกๆ ท่านว่าพอมีทางอื่นที่จะช่วยเหลือเรื่องนี้ให้จบเร็วๆ หรือไม่” ดร.ชานนท์พูดจบ เขาก็วางสายตาไปทีละคน

“อันที่จริงเขาคือทายาทสายสกุลโดยตรง ไม่น่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับบ้านตระกูลเชาว์ตั้งแต่แรก ผมของเสริมเท่านี้ครับ ขอบคุณมาก” อนุชัยต่อ เขาพยักหน้าให้ดร.ชานนท์กระทั่งเห็นคุณหญิงพวงพรกับดร.ชวนนท์ที่นั่งอยู่ริมสุดพยักหน้ายืนยัน

“ครับ….เอ่อ….ทุกๆ ท่านครับ….” ปกรณ์พูดคล้ายจะเกร็ง เมื่อสายตาทุกคู่จ้องไปที่เขา “คือสำหรับส่วนที่คุณพ่อ เอ่อ คุณอนุชาติ เชาว์ ได้มอบไว้ให้นั้น ผมต้องขอขอบพระคุณมากๆ แต่สิ่งที่ต้องการไม่ใช่มรดก ผมเพียงแต่อยากได้ชีวิตตัวเองกลับคืนมา ซึ่งบัดนี้ผมก็ได้ส่วนนั้นครบถ้วน เอ่อ….สำหรับเรื่องอื่นๆ หมายถึงทรัพย์สินเงินทองของบ้านตระกูเชาว์ ผมไม่ต้องการเช่นเดียวกับอาตี้….จึงอยากขอสละสิทธิ์ด้วย….เออ…ขอบคุณมาก”

“คุณอนุชาครับ เชิญครับ” ทนายอำพลวาดมือไปยังเขา อนุชาเงยหน้าสำรวจสักพัก

“เรียนทุกท่านที่เคารพ….กระผม นายอนุชา เชาว์ ในฐานะผู้จัดการมรดกคนใหม่ ทุกคนครับ พวกเราทุกคนครับ” อนุชาพูดพร้อมกับทิ้งสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดให้เห็น “บทเรียนจากมรดกเลือด…เราได้รับ ได้เห็น ได้เผชิญกันถ้วนหน้า…เราทุกคนรู้ดีและเป็นสาเหตุให้มานั่งรวมกันในห้องนี้-วันนี้และเวลานี้…กระผมติดอยู่ในคุก 15 ปี แถมยังถูกไล่ยิงไล่ฆ่าจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ปัจจุบันกระผมเองก็อายุเลย 50 มาหลายปีพอสมควร กระผมไม่ต้องการเป็นคู่อาฆาต ไม่อยากมีศัตรู อยากจะเป็นลุง อยากจะเป็นอา อยากจะเป็นพี่ชายให้ทุกคน กระผมโสดอยู่ตัวคนเดียว หากทุกคนสละสิทธิ์กันหมด แล้วกระผมจะรับมือกับมรดกเลือดก้อนนี้เพียงลำพังได้อย่างไร…” อนุชาเงียบ ปล่อยเวลาให้ทุกคนคิด “ครับ…ทุกท่านคงเข้าใจ ได้โปรดช่วยกระผมในเรื่องนี้ด้วย”

“คุณอนุชาหมายถึง…”

“ขอให้เคารพตามพินัยกรรมที่เฮียชาติ กับเฮียชาญที่ได้ทำเอาไว้ทั้ง 2 ฉบับ กระผมจะขอรับผิดชอบเฉพาะส่วนที่เป็นของตัวเองเท่านั้น ไม่เอาอีกแล้วความขัดแย้ง” เขาหันหน้าไปทางปกรณ์ “อาขอเป็นอาและขอเป็นกงของหนูประดุจดาวเถอะนะ” พูดจบเขาก็หันไปทางดร.ชานนท์กับอนุชัยอีก “ที่ผ่านมาอาขอโทษ ในเมื่ออาเป็นกงของอาตี้ อาก็อยากเห็นอาตี้มีความสุขและอยากส่งมอบความสุขที่คนตระกูลเชาว์ต้องการจะให้กับทายาท….สายสกุลก็คือครอบครัวที่ใกล้ชิดและให้ความช่วยเหลือตระกูลเชาว์มาโดยตลอด ได้โปรดรับไว้เถอะ….อนุชัย ชานนท์ อาขอร้อง” อนุชาปล่อยแววตาวิงวอนจนอนุชัยต้องพูดต่อ

“คุณอาครับ” อนุชัยเรียก ทำให้อนุชาตื่นเพราะสรรพนามจากปากเขา “ในเมื่อเราทุกคนต่างก็ได้รับบทเรียนที่เลวร้ายร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง ผมกับชานนท์จึงอยากขอใช้สิทธิ์ของผู้ปกครองพูดแทนลูกชายว่า” อนุชัยทิ้งสายตาไปที่ดร.ชานนท์

“เราจะรับมรดกเลือดที่ว่าเอาไว้ก็ได้” ดร.ชานนท์พูดแทน ทำให้คุณหญิงพวงพรกับดร.ชวนนท์สะดุ้งสุดตัว “เรารับไว้ก็ได้ครับ….แต่อยากให้คุณอาช่วยจัดการกับมรดกเฉพาะส่วนที่เป็นของอาตี้เฉลี่ยกลับคืนให้กับทายาทในจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าๆ กัน เราถึงจะยอมรับ”

“หมายความว่า ในจำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ที่คุณอาตี้จะได้…ให้เกลี่ยกลับไปให้ทายาทคนอื่นๆ” ทนายอำพลถามย้ำ

“ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น…ถูกต้องไหม” อนุชาทวน

“แต่ในส่วนของอาตี้ให้ลดลง…เราถึงจะยอมรับครับคุณอา” และอนุชัยเน้น ดร.ชานนท์บีบริมฝีปากและพยักหน้าเห็นด้วย อนุชาเองก็คลายกังวล มีเพียงปกรณ์เท่านั้นยังนั่งก้มหน้า จนอนุชาตบหลังเรียก

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

ปกรณ์เงยหน้าแดงๆ มองกลับ “ผม ผม ผม”

“พี่นะควรจะได้มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์” อนุชัยบอก

“ใช่!….อย่าลืมนะเวลานี้นายเป็นใคร นายอยู่ในสถานะพี่ใหญ่ของบ้านตระกูลเชาว์ไปเรียบร้อยแล้วนะปกรณ์” อนุชากระตุ้นอีกคน ทำให้ปกรณ์ลุกรวบทั้ง 2 มากอด และเขาก็ร้องไห้ออกมาจริง ๆ

“ขอบคุณ ขอบคุณ” ปกรณ์พูดได้เพียงเท่านั้น

“เมื่อแสดงความจำนงครบทุกคน อากับทนายอำพลก็จะได้ดำเนินการต่อให้จบ อาอยากจะเป็นอา เป็นลุง เป็นพี่ เป็นกงให้หลานเต็มทีแล้ว” อนุชาพูด…อนุชัยและปกรณ์กอดเขาแน่น คุณหญิงพวงพรที่นั่งเงียบมาตลอดถึงกับปาดน้ำตาทิ้ง

“เดี๋ยวก่อนครับ….ก่อนจะถึงตรงนั้น เอ่อ….” ทนายอำพลพูดและเงียบราวกำลังคิดเรียบเรียงเอกสารที่ต้องใช้ “ในเมื่อคุณอาตี้อายุยังไม่ครบ 18 ปีเพราะฉะนั้นถ้าจะให้ดี คุณอนุชัยกับดร.ชานนท์ที่เป็นผู้ปกครองจำเป็นจะต้อง….เอ่อ….” ทนายอำพลอ้ำๆ อึ่งๆ ราวกับคนเกรงใจจนดร.ชานนท์ทนไม่ไหวต้องพูดขึ้นมาเอง

“คุณอำพลต้องการให้เรา 2 คน…..”

“ครับ….เป็นไปได้ไหมถ้าคุณอนุชัยกับดร.ชานนท์จะไปจดทะเบียนสมรสกันที่ต่างประเทศเพื่อมาเพิ่มน้ำหนักให้เอกสาร” ทนายอำพลเบิกตารอ ขณะที่อนุชัยกับดร.ชานนท์มองหน้ากันไม่ขยับ

“เอาเลยพี่เห็นด้วย” ปกรณ์สนับสนุน “เพราะพี่กับเด่นดวงเองเมื่อเอกสารสมบูรณ์ก็จะหาเวลาไปจดทะเบียนสมรสเช่นกัน”

“นั้นนะซิ….อารอได้นะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อนุชากล่าวปิดท้ายก่อนทุกคนจะพยักหน้าเห็นด้วยไปรอบๆ ห้อง

“เอาละครับทุกคนเมื่อสรุปได้แบบนี้ อาหารมือนี้ผมในฐานะพี่ชายของอนุชัยกับดร.ชานนท์จึงขอเลี้ยงฉลองให้ทั้งคู่ล่วงหน้าเลยแล้วกัน….เต็มที่ไปเลยครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เสียงหัวเราะ รอยยิ้มวนไป…แต่สายตาของอนุชัยกลับหุบหาย…ดร.ชานนท์เองก็คล้ายกำลังคิดหนักจนแทบอยากจะหนีไปให้พ้นๆ

(ฉันตกอยู่ในสถานะเมียน้อยที่สมบูรณ์แบบให้นายมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย! ชานนท์)

(ฉันจะจดทะเบียนซ้อนได้อย่างไร ถ้าไม่หย่าขาดกับดาริการซะก่อน) ดร.ชานนท์คิด

กระนั้นเมื่อสายตาของทั้งคู่ประสานกันเรื่อง 2 เรื่องก็คล้ายจะหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวที่ยังหาทางออกไม่เจอ

            (อนุชาย….ฉันเกลียดคำๆ นี้มาตั้งแต่แรก…. อนุชายยยยยยย)

จบ อนุชาย2 บทที่34 มรดกเลือด

อนุชาย2 บทที่33

อนุชาย2 บทที่33อนุชาย2 บทที่33 ปกรณ์ เชาว์

อนุชาย2 บทที่33 ปกรณ์ เชาว์

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้….

หลังแยกย้ายจากบ้านเช่าไม่มีเลขที่ของอดีตท่านผู้หญิงแขไข อนุชานั่งคู่มากับอนุชาญที่เบาะหลังของรถเบนซ์สีน้ำเงินก็เอ่ยถามพี่ชายแบบคนไม่เข้าใจ

“ทำไมเฮียไม่เตือนว่า รายต่อไป เป็นเขา”

อนุชาญใช้มือ 2 ข้างบีบขมับตัวเอง หมายคนขับรถลอบมองคนทั้งคู่ผ่านกระจกหลัง “อั๊ว!…..” พูดคำเดียวแล้วอนุชาญก็เงียบไปอีก

“มันเป็นทางเดียวที่จะช่วยปกรณ์ได้….หรือว่า….”

“ไม่ใช่อย่างที่ลึ! กำลังคิดหรอกอาชา….เมื่ออั๊ว! เห็นอาปกรณ์ชัด ๆ….เขา เขา….” อนุชาญหันไปพูดกับอนุชาตรง ๆ “เขาเหมือนลูกชายอั๊ว! มากเกินไป”

อนุชาช็อกคล้ายไม่อยากเชื่อ “อาเฮีย”

“จริง ๆ อั๊ว! เห็นตัวเองครึ่งหนึ่งอยู่ในตัวอาปกรณ์” พูดจบอนุชาญก็พยักหน้ายืนยัน

“แล้ว ต่อไปเฮียจะทำอย่างไร”

อนุชาญส่ายหน้า หมายเองก็คล้ายกำลังคิดบางอย่างแต่ก็เลือกเก็บอาการ กระทั้งรถเบนซ์สีน้ำเงินชะลอจอดส่งอนุชาริมทางเท้า

“อาชา”

อนุชามองหน้าพี่ชายเป็นครั้งสุดท้าย เขาพยักหน้ายืนยันตามความตั้งใจก่อนจะเปิดประตูรถก้าวลงไปยืนบนถนน…. “วันหนึ่ง อั๊ว! จะกลับบ้าน” อนุชาบอก

“อื้อ!….ดูแลตัวเองให้ดี” เมื่อรถวิ่งต่อไปได้สักพัก “กลับเข้าบ้านเลยนะ”

“บ้านหลังไหนครับนาย” หมายถามเพื่อความมั่นใจ

“บ้านตระกูลเชาว์ อั๊ว! มีเรื่องที่ต้องสะสาง”

“ครับนาย”

line1 for timmy

หลังเกิดเหตุร้ายจนเป็นเหตุให้อนุชาญเสียชีวิต ปกรณ์ต้องวิ่งวุ่นอยู่หลายวัน โชคดีหน่อยที่งานส่วนไหนไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตน ตำรวจก็จะให้อนุชาเป็นผู้ดำเนินการแทน ภาระที่คิดว่าจะหนักก็เลยถูกแบ่งเบาและระหว่างกำลังเคลียร์บิลแทนเด่นดวงอยู่ภายในห้องผู้จัดการในสวนอาหารสะบันงา อยู่ๆ เสียงแหลมเล็กๆ ที่แง้มประตูชะโงกเข้ามาก็ดังขึ้น

“เฮียคะมีคนมาขอพบ”

ปกรณ์รวบเอกสารที่กระจัดกระจายให้เป็นก้อนเดียวก่อนจะหันไปถาม “ใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย”

“ผู้ชายคะเขาบอกว่าชื่ออำพล” พนักงานสาวรายงาน

ปกรณ์คิด… “อ้อ….ถ้าอย่างนั้นพาไปนั่งรอในห้องคาราโอเกะหมายเลข 28 เลย เดี๋ยวจะตามไป…” พนักงานสาวพยักหน้า แต่ก่อนประตูจะปิด “แนนๆ…อย่าลืมนำของว่างเข้าไปเสริฟรอด้วยละ”

“ค่ะ ได้ค่ะเฮีย” เธอผลักชะโงกหน้าเข้ามารับคำสั่งอีกก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป

ทันทีที่เคลียร์งานบนโต๊ะพร้อมกับโทรสั่งของสดจำพวกต่างๆ จนครบถ้วน อีกครึ่งชั่วโมงปกรณ์ก็ผลักประตูอลูมิเนียมอบสีดำเข้าไปในห้องคาราโอเกะหมายเลข 28 ที่แยกตัวออกจากอาคารใหญ่ไปทางทิศตะวันออก ทนายอำพลมาพร้อมกับผู้ช่วยคล้ายนักศึกษาฝึกงานหญิง 2 คนก็ยืนกล่าวทักทาย

“สวัสดีครับคุณอำพล ต้องขอโทษด้วยที่มาช้าไปหน่อย”

“สวัสดีครับคุณปกรณ์ สบายดีนะ ได้ข่าวว่าได้ลูกสาวขอแสดงความดีใจด้วยครับ” ทนายอำพลกล่าวยิ้มๆ แบบคนเบิกบาน ขณะที่นักศึกษาฝึกงานนั่งคู่กันยกมือไหว้ เขารับไหว้สั้นๆ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งลงฝั่งตรงข้าม

“ขอบคุณครับ…ว่าแต่วันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่า…เล่นบุกมาหาผมถึงที่เลย” ปกรณ์ถามนำ

“ครับ…” ทนายอำพลขานรับพร้อมกับหยิบเอกสารหลายแผ่นออกจากกระเป๋าวางเรียงต่อหน้า “เรื่องคืนสถานะแรกๆ ผมก็หวั่นว่าจะยาก แต่…” มือป้อมๆ ขยับเอกสารริมซ้ายสุดเป็นการชี้นำ “ก่อนที่คุณอนุชาญจะเสียชีวิต ท่านเรียกให้ผมเข้าไปพบ แล้วท่านก็เซ็นรับรองบุตรให้ กระบวนการเลยจบเร็วกว่าที่คิด”

ปกรณ์อึ้ง เขากะว่าจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับบ้านตระกูลเชาว์แล้ว แต่เมื่อเห็นลายเซ็นต์ของอนุชาญในเอกสารสมองก็พาลให้นึกถึงอนุชาติ เชาว์ ผู้ที่ DNA.ฟ้องว่าคือพ่อแท้ๆ…อีกคนที่นึกถึงและอยากจะรู้เรื่องราวให้กระจ่างนั้นก็คือผู้หญิงที่ให้กำเนิด เขานิ่งคิด จนทนายอำพลต้องขยับเอกสารอีก 2 แผ่นที่วางคู่กันเข้าไปใกล้ๆ

“ส่วน 2 แผ่นนี้คือใบมอบอำนาจสำหรับผู้ที่จะต้องไปดำเนินเรื่องแทนและเอกสารรับรองความเป็นตัวตนครับ”

“ตกลงว่า…..”

“เรื่องราววุ่นวายทั้งหมดก็จะจบลง…ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณปกรณ์เองแล้วละว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตต่อไป” ทนายอำพลพูดเนิบๆ ปกรณ์เป่าลมทิ้ง ก่อนจะหยิบขึ้นมาอ่าน

“ถ้าผมยอมเซ็น….”

“คุณก็จะกลายเป็น นายปกรณ์ เชาว์  ทายาทลำดับที่ 2 ของบ้านตระกูลเชาว์ที่ยังมีชีวิตอยู่และจะมีอำนาจเต็มในการจัดการกับมรดกตามที่คุณอนุชาติได้ทำพินัยกรรมเอาไว้”

ปกรณ์แสดงสีหน้าหวาดวิตกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ภาพที่เกิดขึ้นทำให้เขาไม่อยากแม้กระทั่งจะใช้นามสกุลเชาว์เพื่อทวงสิทธิ์ของตัวเอง ใช่!…เขาได้สละสิทธิ์ไปแล้ว แต่ว่า…. “เออ….คุณอำพลครับเรื่องคืนสถานะเกี่ยวข้องกับการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับอาชาหรือเปล่าครับ บอกตรงๆ ผมไม่อยากเข้าไปยุ่งเลยจริงๆ”

“ไม่เกี่ยวข้องกันครับ นี้คือเอกสารสละสิทธิ์อย่างเป็นทางการ แต่ก่อนที่จะสมบูรณ์ผมต้องทำเรื่องเปลี่ยนสถานะให้เสร็จซะก่อน”

“หมายความว่าผมจะต้องเป็น นายปกรณ์ เชาว์ ก่อนจึงจะสามารถสละสิทธิ์ตามพินัยกรรมได้ ผมเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าครับ” ปกรณ์ถามกลับแบบคนร้อนใจ ทนายอำพลขยับเอกสารที่เรียงกันไว้อีก 2 แผ่นให้

“ครับถูกต้อง เมื่อคุณปกรณ์เซ็นเอกสารแผ่นนี้ คุณปกรณ์ก็จะกลายเป็น นายปกรณ์ เชาว์ ทายาทลำดับที่ 2 โดยสมบูรณ์ และเอกสารอีก 2 แผ่นที่ผมเตรียมมาด้วยก็คือใบสละสิทธิ์ตามพินัยกรรมเดิม”

ปกรณ์หยิบขึ้นมาอ่านอีก “ถ้าเซ็นทั้ง 3 แผ่นนี้”

“จากนายปกรณ์ นาครัตน์ คุณก็จะเป็น นายปกรณ์ เชาว์ และเมื่อเซ็นเอกสารอีก 2 แผ่นการสละสิทธิ์ตามพินัยกรรมก็จะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์” ทนายอำพลอธิบาย ปกรณ์จึงไล่อ่านเอกสารแบบจริงๆ จังๆ

“ครับ ผมก็แค่อยากมีตัวตน แต่ไม่ต้องการมรดกใดๆ จากบ้านตระกูลเชาว์แม้แต่บาทเดียว”

“แต่ถ้าคุณอนุชา เชาว์ ยืนยันตามพินัยกรรมเดิม คุณปกรณ์เองก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธในเบื้องต้นนะครับ ส่วนจะมอบให้ใครภายหลังนั้นก็ขึ้นกับตัวของคุณปกรณ์เองแล้วละ…..วู้!…..” พูดจบทนายอำพลถึงกับเป่าลมระบายความอึดอัดทิ้งแรงๆ จนปกรณ์อดเหลือบมองไม่ได้

“กว่าจะผ่านมาได้ผมก็แทบเอาชีวิตไม่รอด” ปกรณ์พูดพร้อมกับยิ้มให้

ทนายอำพลยิ้มตอบ “ถ้าคุณอนุชาติไม่ได้วางแผนระยะยาว ผมก็คงทิ้งงานนี้ตั้งแต่ 15 ปีที่แล้วละครับ”

“ผมเข้าใจดี แล้วถ้าจบจากตรงนี้” ปกรณ์คล้ายอยากรู้ความในใจ

“ผมแก่แล้วเห็นทีต้องวางมือสักที ทั้งเหนื่อย ทั้งเสี่ยง ขอเลี้ยงหลานอย่างเดียวดีกว่า….”

ปกรณ์ยิ้มก่อนเซ็นเอกสารทั้ง 5 แผ่นอย่างไม่ลังเล เขาหยิบมันขึ้นมาอ่านทวนอีกรอบก่อนจะส่งมอบให้ทนายอำพล

“ต่อจากนี้เป็นต้นไปคุณก็คือ นายปกรณ์ เชาว์ อย่างเต็มภาคภูมิและหวังว่าจะนำตระกูลเชาว์ให้โดดเด่นขึ้นมาได้อีกครั้ง” ทนายอำพลกล่าว ปกรณ์วางปากกาด้วยท่าทีสบายใจ

“ถึงผมจะเป็นคนบ้านตระกูลเชาว์ แต่ก็ต้องการสร้างธุรกิจใหม่ด้วยมือผมเอง…สบายใจกว่ากันเยอะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ได้ข่าวว่าสวนอาหารสะบันงากำลังจะขยายสาขาเพิ่มอีก 2 แห่ง ใกล้จะเปิดกิจการหรือยังครับ” ทนายอำพลถาม

“สาขารามอินทราอีก 2 เดือนน่าเปิดได้แล้วละ แต่สำหรับในห้างสรรพสินค้าไอค่อนฯ คงต้องรอให้อาตี้เรียนจบโน้นแหละเพราะผมดูแลคนเดียวไม่ไหว” ปกรณ์บอก

“อ้าว!…แล้วคุณอนุชัยกับดร.ชานนท์ไม่ลงมาลุยด้วยกันเหรอครับ” ทนายอำพลถามอีก

“2 คนนั้นรับผิดชอบเฉพาะงานออกแบบอย่างเดียว เห็นแว่วๆ ว่าจะขยายบริษัทข้ามไปเวียดนาม-ลาว-กัมพูชาและเมียนมา คงไม่ว่างหรอก พอจะอาศัยได้ก็มีแค่หลานชายนั้นแหละครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ยินดีด้วยนะครับคุณปกรณ์”

“ขอบคุณครับ เดี๋ยวอาหารมื้อนี้คุณอำพลสั่งเต็มที่เลยนะผมเป็นเจ้าภาพเอง” ปกรณ์บอก

“อ้อ!….คือว่า”

“แหม!….อุตส่าห์มาหาถึงสวนอาหารทั้งที ถ้าปฏิเสธเสียใจแย่เลยและดูท่าทางน้อง 2 คนคงจะหิวแล้วด้วย ไม่รบกวนแล้วนะครับตามสบาย…..เออ…แนนๆ” ปกรณ์เรียกสาวบริกรที่ยืนอยู่หลังประตู

“ค่ะเฮีย….” เธอผลักประตูเดินเข้ามารับคำสั่ง

“ช่วยดูแลคุณอำพลกับน้องๆ ด้วยนะ…..” พูดจบปกรณ์ก็หันไปหาทนายอำพลอีกรอบ “เต็มที่เลยนะครับคุณอำพล ถ้าสาขาใหม่เปิดเมื่อไรผมจะส่งบัตรสมาชิกสำหรับส่วนลดพิเศษไปให้ถึงบ้าน”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขอบคุณครับ คุณปกรณ์  เชาว์”

line1 for timmy

ที่บ้านตระกูลเชาว์…..

เช้าวันเสาร์อยู่ๆ ลุงสยาม ยามเก่าแก่ประจำบ้านตระกูลเชาว์อายุใกล้จะ 90 ปี ก็หายจากป้อมยามก่อนที่ฟ้าจะสาง สมศักดิ์ยามอีกคนที่เพิ่งทำงานไม่ถึงปีเวรรอบเช้าก็ไม่ได้เอะใจอะไร เขาปฏิบัติหน้าที่ต่อโดยสรุปเอาเองไปต่างๆ นานาโดยไม่ได้บอกซ้อหงส์หรือโทรแจ้งอนุชาญที่ไม่ได้กลับเข้าบ้านตระกูลเชาว์จนคล้ายเป็นเรื่องปกติ สำหรับเรื่องที่อนุชาญไม่กลับเข้าบ้านนั้น…ซ้อหงส์ไม่มีความคิดแม้จะโทรตามอย่างภรรยาควรจะทำ ยิ่งอนุชาญไม่อยู่บ้านสมหวังคนขับรถส่วนตัวก็ยิ่งแสดงอำนาจและปฏิบัติกับเธอได้สะดวกขึ้น ข้อนี้ซ้อหงส์เองก็แอบพึงพอใจไม่น้อย และเกือบ 10 โมงเช้าวันเดียวกัน อนุชา เชาว์ กับ ทนายอำพล โรจน์ชัยนาม ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ป้อมยาม

เมื่อสมศักดิ์นำทั้งคู่ไปยังเรื่อนรับรองข้างสระว่ายน้ำตามที่อนุชาแนะนำ แม่บ้านที่พูดไทยไม่ชัดก็นำเครื่องดื่มเข้ามาเสริฟ อนุชาจึงออกคำสั่งอีกคน

“ไปบอกให้ทุกคนในบ้านมารวมกัน อั๊ว!มีเรื่องจะต้องแจ้ง”

แม่บ้านวัยใกล้ 40 ปีแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ “ทุ โค เลย หรา คะ นายชา”

“ใช่ทุกๆ คน….รวมทั้งพวกเธอทั้งหมดด้วย” ทนายอำพลเสริม

“คา คา คา….” เธอหน้าซีดขานรับก่อนจะซอยเท้าสั้นๆ เป็นตุ๊กตาไขลานหายไปทางเรื่อนใหญ่

สักพักซ้อหงส์ที่มาพร้อมกับโลม้วนผมเต็มหัวก็เดินหน้าตึงเป็นนายยักษ์ขมูขีเข้ามายืนท้าวสะเอวชี้หน้าอนุชาและทนายอำพลอย่างคนไม่พอใจอย่างแรง

“พวกคุณมีสิทธิ์อะไรไม่ทราบ ถึงเข้ามาวุ่นวายในบ้านของฉัน”

ทนายอำพลชูเอกสารทางราชการให้เห็น “ซ้อครับ ได้โปรดทำตามเราเถอะ ไม่อย่างนั้น…” เมื่อทนายอำพลออกลักษณะเชิงข่มขู่…จากนางยักษ์ขมูขีตัวเป็นๆ ก็กลายเป็นรูปปั้นนางพันธุรัตน์ในบัดดล

“ซ้อ….ทำตามที่ทนายอำพลแจ้งเถอะเรามีเรื่องสำคัญกับทุกคนในบ้านจริงๆ” อนุชาใช้น้ำเสียงระดับทางการทำให้ซ้อหงส์ยิ่งช็อกหนักเข้าไปอีก

“แม้แต่คนสวนเลยใช่ไหม” เธอถามกลับราวจะประชดประชัน

“ครับรวมทั้งคุณหนูวิวกับคุณซันด้วย” ทนายอำพลบอก ทำให้เธอต้องหมุนตัวเดินกลับไปตามทางเดิม และอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงคนในบ้านตระกูลเชาว์เกือบ 10 ชีวิตก็เข้ามารวมตัวกันอยู่ในห้อง สมหวังที่ดูจะกร่างวางอำนาจมากกว่าคนอื่นๆ จึงเอ่ยนำเสียงดัง….

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ นายชาบอกได้ไหม” สมหวังถาม เมื่อสายตาหลายคู่มองมาที่เขาจึงพูดขึ้นอีก “แล้วตาสยามที่หลับอยู่ในห้องต้องให้คนไปปลุกแกด้วยไหม”

“ก็บอกแล้วไงว่าทุกคนไม่มีข้อยกเว้น…ไปปลุกด่วนเลย” ซ้อหงส์กระชากเสียงกระด้าง “ไปซิ!….” และหันไปตวาดคนใช้ 3 – 4 คนที่รวมตัวกันอยู่มุมประตูอีก

“ใน ห้อง ม่าย มี ตา ค่ะ…ม่าย รู้  ปาย ไหน”

“ไม่เป็นไรๆ ถ้าทุกคนพร้อมแล้วผมขอเริ่มเลยแล้วกันจะได้ไม่เสียเวลา” ทนายอำพลตัดบท

“เชิญซ้อนั่งให้สบายๆ ก่อนเถอะ ตาซัน ยายวิว มานั่งข้างๆ อาก็ได้” อนุชากำกับ  สมหวังที่ยืนคู่กับซ้อหงส์ถือโอกาสนั่งลงข้างๆ….สายตาไม่สบายใจชำเลืองไปที่ซ้อหงส์เป็นระยะๆ ก่อนจะเงียบก้มหน้าราวกำลังอ่านเกม

“เดี๋ยวก่อน! ถ้าไม่มีเฮียชาญก็เป็นอันว่าการประชุมยังไม่สมบูรณ์ถูกต้องใช่ไหมค่ะ” ซ้อหงส์ทักท้วง

อนุชาอ่านข้อความในโทรศัพท์มือถือสั้นๆ และพยักหน้าบอกทนายอำพล เอกสารแผ่นแรกจึงถูกหยิบออกจากกระเป๋าวางลงต่อหน้า

ซ้อหงส์ดึงมาอ่าน…ไม่ทันไรตาก็เหลือกสะดุ้งพร้อมกับกรีดร้องเสียงหลง เธอโยนตัวทิ้งน้ำหนักไปด้านหลัง โชคดีที่สมหวังคว้าตัวเอาไว้ได้ทัน

“อ๊ากกกกกกกกกกก!…..”

“ซ้อ…..” สมหวังเรียก ขณะที่ทุกคนในห้องต่างช็อก ซันกับวิวได้สติก็วิ่งกลับไปหา

“แม่/แม่”

“ซ้อ…ซ้อครับเกิดอะไรขึ้น” สมหวังถามแต่ซ้อหงส์ยังไม่มีสติที่จะพูดอะไร เมื่อเธอยันตัวเองได้ระดับหนึ่ง สมหวังจึงหยิบเอกสารแผ่นดังกล่าวมาอ่าน…เขาสั่นเทิ้มไปทั้งตัวก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นซีดสลดขาวจนคล้ายกับผีดิบขาดเลือด “ไม่ ไม่ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด……หมาย หมาย แกหายหัวไปไหนวะ”

“เขาไม่อยู่ที่นี่หรอก” อนุชาสวนกลับเร็ว ๆ

“พวกแกแกล้งฉัน พวกแกรวมหัวกลั่นแกล้งฉัน ไม่จริง ไม่จริง” เสียงซ้อหงส์ดังขึ้นอีก ซันรวบโอบเธอไว้ในอ้อมแขนทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เรื่อง “อาเฮีย…ไม่มีทาง…ไม่ ไม่…อาเฮียยังไม่ตาย อาเฮียยังไม่ตาย เป็นไปไม่ได้ ฮื้อๆ”

“เกิดอะไรขึ้นกับเขา” สมหวังเผลอตะคอกอนุชา…ใบหน้าซีดๆ เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดราวกับเสือสมิงลอยห่างไม่ถึง 2 เมตร

“นายก็น่าจะรู้ดี” อนุชาพูดทำเอาสมหวังถึงกับหุบปากแทบไม่ทัน ซ้อหงส์หันขวับ  เธอผละซันกับวิวออกก่อนจะยืดตัวขยับเข้าไปหยุดในระยะประชิด เมื่อดวงตาประสานดวงตาความในที่พูดไม่ได้ก็บังคับให้ทั้งคู่ได้แต่จ้องหน้ากันอยู่แบบนั้น สักพักทนายอำพลก็หยิบเอกสารอีกแผ่นมาวาง ซ้อหงส์หันกลับไปคว้ามาอ่านเร็วๆ สักพักเธอก็หันมาทุบโต๊ะเสียงดัง…ปัง!…จนคนใช้หลายคนผวากอดกันกลม “อย่ามาเล่นเกมกับฉัน”

อนุชากำลังจะลุกเผชิญหน้าแต่ทนายอำพลก็รั้งแขนเอาไว้

“รู้ใช่ไหมว่าเฮียชาญยังมีลูกอีก 2 คนและต้องเป็นฉันเท่านั้นที่จะเป็นผู้จัดการมรดกแทนในฐานะภรรยาถูกต้องตามกฎหมาย….ไม่ใช่……” ซ้อหงส์จ้องอนุชา อนุชาเองก็ไม่มีท่าทีจะยอมแพ้กระทั้งทนายอำพลต้องหยิบเอกสารอีก 2 แผ่นมาวางให้เห็นอีก

“ผมแค่ทำตามหน้าที่…ไม่ได้กลั่นแกล้งใครทั้งนั้น….” ทนายอำพลพูดพร้อมกับใช้สายตาชี้นำ สมหวังกวาดรวบขึ้นมาอ่านเอง จนแผ่นกระดาษขนาด A. 4 ยับยูยี่คามือ ซ้อหงส์หันไปแย่ง เธอตาเหลือกโพลงก่อนจะทรุดฮวบลงไปกองกับเก้าอี้

“ไม่จริง…….”

“ผล DNA. ฟ้องชัดเจนแล้วครับ ผมไม่อยากให้เรื่องนี้กระทบถึงตัวเด็ก” ทนายอำพลใช้สายตาชี้นำไปยังวิวกับซันที่ยืนสั่นคู่กันจนแม่บ้านต้องดึงไปรวมอยู่ข้างประตู “ได้โปรดเถอะครับซ้อหงส์”

“แค่กระดาษ 2 แผ่นจะบอกว่ายายวิวกับตาซันไม่ใช่ลูกเฮียชาญไม่ได้ งานนี้ฉันฟ้องพวกคุณกลับแน่นอน”

“ใช่!….แล้วเรื่องอะไรต้องอ้างว่าผมเป็นพ่อของคุณหนู พวกคุณอย่าพูดพล่อยๆ…ออกไปจากบ้านผมเดี๋ยวนี้” สมหวังลืมตัวจนอนุชาลุกแสดงตัว

“เมื่อครู่นายว่าบ้านหลังนี้เป็นของใครนะ”

“คุณอนุชา…..” ทนายอำพลดึงให้นั่งลงอีก อนุชาจึงทำตามอย่างว่าง่ายและทนายอำพลก็หยิบกระดาษอีกแผ่นวางลงที่เดิมเป็นลำดับถัดมา

“อะไรกันนักกันหนา” ซ้อหงส์ตวาดพร้อมกับคว้าเอกสารแผ่นสุดท้ายขึ้นมาอ่าน เธอเงียบไปสักครู่ก่อนจะกรี๊ด! “กร๊ด!!!!!!!” ลั่นห้องและสลบไปในที่สุด

“ซ้อ….” สมหวังพุ่งเขย่าเรียก “ซ้อ ครับ….” และแม่ครัวอายุน่าจะเกิน 60 ปีก็เข้าไปหยิบเอกสารแผ่นนั้นไปอ่านเสียเอง

“นาย นายชาญเป็นหมันอย่างนั้นหรือ….” เธออุทาน

“อย่าเสือก……” เปี้ย! สมหวังใช้หลังมือฟาดเข้าใบหน้าอย่างจังจนเธอเซล้มลงไปกองกับพื้น

“แกมันไอ้คนกินบนเรือนขี้รดบนหลังคาและฉันก็รู้เรื่องนี้มานานแล้วด้วย ฮื้อๆ…..ไอ้สมหวังเป็นชู้กับซ้อหงส์มานานแล้ว คราวนี้ละมึงไม่รอดแน่ ๆ ฮื้อๆ”

“หา!….แม่ / คุณแม่”

อนุชาอาศัยช่วงชุลมุนไปดึงซันกับวิวไปไว้หลังตัวเอง…..ซ้อหงส์เริ่มได้สติ ทนายอำพลมองเธอเงียบๆ กระทั้งเห็นแววตากลับมาเป็นปกติจึงได้พูดต่อ

“ก่อนเสียชีวิตคุณอนุชาญขอให้กันตัวคุณซันกับคุณหนูวิวเอาไว้….ขอโทษนะครับผมต้องทำตามกฎหมาย”

ซ้อหงส์ค่อยๆ หันไปทางสมหวังก่อนดวงตาแบบเสือหิวจะลุกโพลงขึ้นมา…. “แกใช่ไหมที่ฆ่าสามีฉัน แกใช่ไหม” เธอเข้าขย้ำคอในขณะที่สมหวังได้แต่ดิ้นทุรนทุรายจนยามที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต้องเข้าไปแยก

“กูเป็นผัวมึงและไอ้เด็ก 2 คนนั้นก็เป็นลูกกู คิดจะหักหลังรึไง….”

ทุกคนในห้องอุทานต่างคำต่างภาษาพร้อมกับมองไปที่ซ้อหงส์กับสมหวังไม่กระพริบ

“ไอ้บ้า!…..แกมันเลี้ยงไม่เชื่อง ไอ้สารเลว….กูจะฆ่ามึง กูจะฆ่ามึง ฮื้อ ฮื้อ” ซ้อหงส์ผลักสมหวังจนล้มนอนกับพื้นก่อนจะขึ้นค่อมตบตีราวจะฆ่าให้ตาย…..แดดใกล้เที่ยงของวันเสาร์กำลังเปิดเผยหลายอย่างในบ้านตระกูเชาว์ให้หลายคนได้เห็น เส้นทางการเงิน เส้นทางที่ยามเก่าแก่ประจำบ้านตระกูลเชาว์เดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศไทยกับประเทศรัสเชียอยู่ในมือของตำรวจ….แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ละ สวรรค์-นรกไม่มีทางรู้นอกจากหมอดูโง่ๆ ที่บังเอิญเดาได้ถูกต้อง….

……….แสงโสมส่อง อาทิตย์ฉาย นานา……….

……….เผยแผ่ ขยายสาขา มุมมอง………

……..ในเงาสลัว เมามัว หม่นมืดหมอง……….

……….สุดท้ายตรอง ต้องจนใจ ใต้แสงนำ……….

จบ อนุชาย2 บทที่33 ปกรณ์ เชาว์

อนุชาย2 บทที่32

อนุชาย2 บทที่32อนุชาย2 บทที่32 รายต่อไป

อนุชาย2 บทที่32 รายต่อไป

สายๆ….ณ บ้านไม่มีเลขที่…ขณะปกรณ์กำลังเก็บเครื่องใช้ส่วนตัวของอดีตท่านผู้หญิงแขไขเพื่อจะส่งมอบบ้านคืนเจ้าของ อยู่ๆ ประตูด้านหน้าชั้นล่างที่ลืมล็อกก็ถูกผลักเข้ามาข้างใน โชคดีที่เขายังอยู่ในห้องนอน การซ่อนตัวหรือหลบหนีจากความตายจึงพอเป็นไปได้ เบื่องต้นเขาหมายตาจะใช้หน้าต่างหรือไม่ก็ระเบียงด้านข้างที่อีกฟากของรั้วโปร่งๆ คือเป็นบ้านของนายตำรวจใหญ่เพราะหากจนมุมก็มีสิทธิ์ตะโกนขอความช่วยเหลือได้ไม่ยาก

“ปกรณ์ นายยังอยู่ที่นี่ใช่ไหม” แต่เมื่อน้ำเสียงคุ้นหูเรียก เขาจึงหายใจหายคอได้โล่งขึ้น “นายอยู่ไหม”

ปกรณ์ชะโงกหน้าจากวงกบประตูห้องมองผ่านระเบียงภายในชั้น 2 ลงไปชั้นล่าง เมื่อเห็นอนุชายืนโด่เด่ลากขาวนไปมา จึงขานรับ “ครับอา….กำลังเก็บของใช้ส่วนตัวคุณแม่นะครับ” เขาบอก

อนุชามองแต่ก็ไม่มีท่าทีจะตามขึ้นมาสมทบ “ใกล้เสร็จรึยังลงมาข้างล่างหน่อยอามีเรื่องจะคุยด้วย”

“ครับ….แป๊บหนึ่งนะครับเกือบเสร็จแล้วละ” สักพักปกรณ์ก็หอบลังกระดาษใบย่อมๆ ที่ยังไม่ได้ปิดผนึกลงบันไดมา เมื่อวางลงข้างประตูทางออก ชายรูปร่างท้วมที่เพิ่งสังเกตุเห็นเฉพาะช่วงล่างก็ทำให้ก้าวขาไม่ออก (หรือจะโดนหักหลังจากญาติเพียงไม่กี่คน) เขาคิด

“เป็นไง” แต่เมื่อน้ำเสียงเป็นมิตรทักทาย เสียงอนุชาที่อยู่ด้านในก็ดังขึ้นติดกัน

“คือเฮียชาญอยากคุยด้วยนะ”

“คุณ…..” ปกรณ์เงยใบหน้าซีดขาวสำรวจ เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อยเมื่ออนุชาญปล่อยรอยยิ้มฉ่ำๆ ในแบบที่ไม่เคยเห็น ขาทั้ง 2 ข้างก็ราวถูกตรึงติดกับพื้นอีกวาระ

“เข้ามาคุยข้างในเถอะเฮีย” อนุชาพูดนำ ทำให้ปกรณ์ต้องรีบถอยหลังเปิดทางพร้อมกับวาดมือเชิญเข้าสู่ภายในตัวบ้าน บุคคลิคของคนเจียมเนื้อเจียมตัวเหมือนจะฝังเข้าสู่กมลสันดานจนแก้ไม่หาย ปกรณ์ยืนก้มหน้าขณะที่อนุชาญเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องรับแขกขนาดเล็ก เขานิ่งหันหลังให้สักพักจึงหันกลับมา กระนั้นปกรณ์ก็ยังก้มหน้านิ่งๆ จนคล้ายลูกน้องรอรับคำสั่งจากเจ้านายไม่ผิดเพี้ยน อนุชาญเองก็ไม่พูดไม่จา จนเสียงอนุชากระตุ้นอีก

“อาเฮียครับ”

“อั๊ว! ทำกับพวกลึ! ได้ขนาดนี้เลยรึ!….” เสียงเย็นๆ ลงโทนต่ำจนคล้ายมีความเสียใจปนออกมา ทำให้ปกรณ์เดาไม่ออกว่าชายคนที่เคยอยู่ในสถานะเจ้านายจะมาไม้ไหน เขาจึงใช้ความระมัดระวังเงยหน้ามอง เมื่อดวงตา 2 คู่ประสานกัน…ระยะไม่ถึง 2 เมตรที่ขั้นกลางก็เย็นวาบราวกับฤดูหนาวสั้นๆ มาเยือน “ดวงตาของลึ! ได้ฟองฟ้ามาเต็มๆ……” อนุชาญพูด

“มานั่งคุยกันดีๆ เถอะเฮีย…” เสียงอนุชานำทั้งคู่ไปจบที่โซฟาเล็กๆ ผนังโล่งสีขาว โคมทั้งห้องมีแค่หลอดฟลูออเรสเซนต์ดวงเดียวทำให้ใบหน้าของอนุชาญไม่เสถียร ปกรณ์กับอนุชาที่นั่งคู่กันปล่อยเวลาให้เขาซึมซับ….

“เมื่อสิ้นอาม่ากับอาเตี่ย เราก็ยังมีเฮียชาติที่เป็นหลักให้กับคนตระกูลเชาว์ แต่เมื่อสิ้นเฮียชาติ แทนที่อั๊ว! จะเป็นหลัก อั๊ว! กลับทำตรงกันข้าม” อนุชาญก้มหน้า มือที่จับเข่ากำลังเกร็ง “วันที่อั๊ว!ได้สำนึกคือวันที่อั๊ว! เสียรู้ให้กับคนๆ หนึ่งมาเกือบ 20 ปี และวันนี้อั๊ว! คิดว่าที่เฮียชาติทุบกงสีบ้านตระกูลเชาว์-แบ่งมรดกออกเป็นส่วนๆ ให้ทุกคนดูแลด้วยตัวเอง…เป็นเพราะว่าความไม่เอาไหนของอั๊ว! หากผู้ใหญ่ภายในบ้านไม่เป็นธรรม สมาชิกก็ระส่ำระสายเป็นเรื่องปกติ”

“คุณ….” ปกรณ์อยากพูด แต่ก็พูดไม่ออก อนุชาเหลือบมองเขาสั้นๆ ก่อนจะเลือกเงียบไปอีกคน อนุชาญหลังจากเงยหน้าวางสายตาลอยๆ ไร้จุดตกพอสมควรก็กลับมาที่ปกรณ์อีก คราวนี้แววตาของเขาช่างให้ความรู้สึกอบอุ่นจนอยากพุ่งเข้าสู่อ้อมแขนเสียให้ได้

“ลึ! น่าจะเป็นลูกชายอั๊ว!” อนุชาญพูด ปกรณ์สะดุ้งก่อนจะจ้องอนุชาญตรงๆ “คนโง่ๆ หูเบา ซ้ำยังอยากเป็นใหญ่…ได้เป็นแค่อาของลึ! ก็มากพอว่าไหม”

“คุณ…”

“ที่ผ่านมา…อั๊ว! ทำร้ายทำลายทั้งตัวลึ! แม่ลึ! อั๊ว! หมายถึงสาวเชียงตุงที่ชื่อฟองฟ้า” อนุชาญสะดุดอารมณ์เข้าอย่างจัง

“เล่าเรื่องของเธอให้ฟังได้ไหมครับ” ปกรณ์ได้โอกาส “อย่างน้อยภาพของผู้หญิงที่เป็นแม่แท้ๆ จะได้ชัดเจนขึ้น”

อนุชามองเขา อนุชาญเองก็คล้ายจะร้องไห้แต่ก็กลืนน้ำลายจนเห็นลูกกระเดือกเลื่อนขึ้นลงหลายครั้งเพื่อสกัดกั้น เขาละสายตามองผ่านหน้าต่างบานเลื่อนสลับออกไปด้านนอกที่สว่างกว่า เมื่ออารมณ์เข้าที่เข้าทาง น้ำเสียงขาดน้ำหนักก็ตามขึ้นมา “เวลานั้นอั๊ว! ยังเรียนไม่จบ มศ. 7 ด้วยซ้ำ…หลังวันสงกรานต์แม่ครัวของบ้านตระกูลเชาว์ที่กลับไปเยี่ยมญาติที่เชียงตุงก็ได้นำหลานสาวมาด้วยคนหนึ่ง เธอชื่อฟองฟ้า นัยน์ตา แววตาของเธอเหมือนกับลึ! ไม่ผิดเพี้ยน อั๊ว! เห็นเธอแว๊บแรก หัวใจอั๊ว! ก็สั่น ขณะที่เธอเองก็สั่นเช่นกันแต่เป็นการสั่นที่เกิดจากความหวาดผวา…ขณะนั้นเฮียชาติไปเรียนต่อประเทศแคนาดาแล้ว พี่ใหญ่ในบ้านจึงเป็นอั๊ว! อั๊ว! หาทางข่มเหงเธอหลายครั้ง จนในที่สุดเธอก็หนีไม่รอด เรื่องนี้มีคนในบ้านรู้เพียงไม่กี่คน อั๊ว! สนุกกับเธอเกือบ 2 ปีจนกระทั้งเฮียชาติกลับมา เธอจึงมีคนคุ้มครอง อั๊ว! ทั้งโกรธทั้งแค้นเฮียชาติในเรื่องนี้จนกลายเป็นฉนวนระหว่างพี่น้อง….กระทั้งฟองฟ้าตั้งท้อง แรกๆ อั๊ว!ยังคิดว่าเด็กเป็นลูกอั๊ว!….แต่ในเมื่อความโกรธบังตา…อั๊ว! เลยอยากให้เธอได้รับบทเรียน อั๊ว! ตัดสินใจแต่งงานกับผู้หญิงที่อากง-อาม่าหามาให้ จนกระทั้งฟองฟ้าให้กำเนิดทารกเพศชาย บ้านตระกูลเชาว์ก็วุ่นวายขึ้นมา…..” อนุชาญหยุดมองไปที่ปกรณ์จริงๆ จังๆ “ประเด็นสำคัญที่อั๊ว! อยากบอกลึ!….นั้นก็คือ ฟองฟ้าเป็นผู้หญิงคนเรกและคนเดียวที่อั๊ว! ลืมไม่ลง ถ้าถามว่าอั๊ว! รักเธอไหม?…..” อนุชาญคล้ายคนกำลังอ่านความรู้สึกจากอดีต “วันนี้…อั๊ว!ก็ยังลืมเธอไม่ลง”

“คุณ…..” ปกรณ์จะพูด แต่ก็ยังพูดไม่ออกอีก เขาหลับตาเชิดหน้านิ่งๆ ก่อนจะตัดสินใจแต่อนุชาญก็แทรกอีก

“อั๊ว! ควรจะเป็นพ่อลึ!…แต่ในเมื่อความจริงเฉลย อั๊ว!เลยอยากจะขอร้องให้ลึ! เรียกอั๊วว่าอา….” อนุชาญจ้องหน้าปกรณ์แบบคนประเมิน “ได้ไหม….” เขานิ่งรอ…ปล่อยให้เวลากับความเงียบทำหน้าที่ “และอั๊ว! ก็อยากขอโทษลึ! กับเรื่องทั้งหมด ส่วนลึ!จะให้อภัยได้หรือไม่….ขึ้นอยู่กับตัวลึ!….อา เสีย ใจและอาขอโทษ”

ปกรณ์ตาลุกวาว “คุณ……อา”

อนุชาที่นิ่งมาโดยตลอดก็คล้ายจะช็อกไปด้วย “เฮีย……”

ปกรณ์พิจารณาและไตร่ตรองความรู้สึกของตัวเอง จนอารมณ์ที่ดิ้นพล่านๆ ลดสู่ระดับเกือบปกติ “คุณ  อา….” เขายังเว้นระยะแบบคนเจียมตัว อนุชาญเองก็นิ่งรอ “คุณ…อา…..”

“ให้อภัยฉันได้ไหม”

“คุณ…อาคิดว่า แม่ฟองฟ้ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าครับ” ปกรณ์ถามกลับในลมหายใจเดียวกัน อนุชาญค้างคิดก่อนจะผงกหัวให้เห็น ปกรณ์จึงค่อยๆ ยิ้มออกมาได้…. “ขอบคุณครับคุณอา”

หากกระทำผิดและรู้ว่าตัวเองทำไม่ถูกต้อง…ก็แสดงว่าจิตใต้สำนึกยังเหลือความดีงามอยู่ การพูดเพื่อขออภัยและการให้อภัย จึงเป็นการทำทาน-ให้ทานที่ยิ่งใหญ่….

line1 for timmy

อีกฝ่าย…..

เกือบจะ 5 ทุ่ม เมื่อเด็กๆ ในบ้านตระกูลเชาว์กำลังหลับ เงาสีดำก็หมุนตัวออกจากเรือนคนงานเข้าสู่บ้านหลังใหญ่โดยอาศัยประตูครัวด้านหลัง เขาไต่บันไดขึ้นสู่ชั้น 3 โดยไม่ต้องพึ่งแสงสว่าง เมื่อถึงโถงที่เห็นโคมไฟระย้าในเงาสีดำแขวนระดับสายตา เขาจึงตรงไปยังห้องนอนแขกที่ปิดตายไม่ได้ใช้งานแต่มีการแอบใช้เป็นประจำ เมื่อผลักประตูเข้าสู่ภายในห้องที่เห็นแสงสีเหลืองอ่อนๆ จากโคมกระดาษสา…เสียงผู้หญิงที่รออยู่ก่อนแล้วก็ดังขึ้น

“ทำอะไรอยู่ มาช้าจัง”

“โถ! ซ้อ….กว่าจะหลบตาแก่มาได้….” เขาพูดเสียงสั่นๆ พลางเร่งมือถอดเสื้อผ้าจนเหลือเพียงกางเกงบล็อกเซอร์สีเทา “คิดถึงผัวขนาดนั้นเลยรึจ๊ะที่รัก” เขาพูดระดับแผ่วขณะปีนขึ้นไปเทินทับบนเรือนร่างเกือบเปลือยของเธอ

“อย่างเพิ่งมาปากหวานตอนนี้…ว่าแต่บริษัท SH. ที่สิงคโปร์เป็นอย่างไรบ้าง” ซ้อหงส์ถามขณะปากของสมหวังไม่อยู่สุข “เรามีเวลาทั้งคืนอย่าใจร้อนซิ….”

“ไม่ได้เจอเมียเป็นอาทิตย์ใจแทบขาด”

“ดูพูดเข้า…..ฮิ ฮิ ฮิ อ่า!….บริษัทที่สิงคโปร์เป็นอย่างไรบ้างคะทูนหัว…มีอะไรผิดปกติไหม” ซ้อหงส์ยังไม่หลุดจากประเด็น สมหวังแกะยกทรงพร้อมกับใช้ปลายเท้าถีบจีสตริงลายลูกไม้ให้พ้นทาง บล็อกเซอร์ของตัวเองก็หลุดลงไปกองคู่กัน…. “ดูทำเข้า….คนอะไรไม่รู้….ว่าไงจ๊ะที่รักบริษัทเราเป็นไงบ้าง เงินก้อนโตกำลังถูกถ่ายโอนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแล้วนะ…..”

“อ่า!!!….ทุกอย่างราบรื่นพอๆ กับ อ่า!….ที่รัก…พอๆ กับของเราเวลานี้….”

ซ้อหงส์เชิดหน้าเลยหมอน จนหน้าอกขาวดีดเด้งหลุดจากแสงสีเหลือง เธอดิ้นเร่าได้ไม่นานก็พลิกตัวขึ้นสู่ด้านบน เธอกดหน้าอกล่ำบึกของสมหวังให้จมหายไปกับฟูก “อีกไม่กี่เดือนเราก็สมบูรณ์แบบแล้วละที่รัก….โอ้ย!…ทูลหัว”

“เป็นผัวเมียให้สมบูรณ์มากกว่านี้….”

“ใช่!…ไม่ต้องหลบซ่อน ผัวจ๋า….”

“ผมกำลังให้คนหาซื้อบ้านสำหรับเราที่ประเทศออสเตรเลีย….สวรรค์อยู่แค่เอื้อมแล้วที่รัก”

“แล้วเรื่อง…..”

“ในเมื่อคนของนายชาญไม่ได้เรื่อง ไอ้สมหวังก็ต้องลุยเอง ดูผลงานของผัวซิ! เมียจ๋า….เข้าเป้าเต็มๆ ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 2 ตัว” สมหวังบอก ความหมายคืออาตี้กับอนุชัยที่ขณะนั้นทั้งคู่ยังไม่ได้ข่าวเพิ่มเติม “โดนเต็มๆ ซะขนาดนั้นอย่างไรก็ไม่มีทางรอด”

“ฮิ ฮิ ฮิ เข้าเป้าจนลึกสุดแบบนี้ แบบนี้….ผัวขา ผัวขา เมียชอบสุดๆ….ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

line1 for timmy

ที่สนามบิน……

เมื่อหมอแครรายทำบุญครบ 100 วันให้อดีตท่านผู้หญิงแขไขแล้วเสร็จ ปกรณ์ จึงแนะนำให้เธอพร้อมครอบครับรีบเดินทางออกนอกประเทศทันที ซึ่งหมอแครรายเองก็เชื่อตามนั้น การเดินทางกลับประเทศไทยช่วงหลังๆ ดร.ชวนนท์ขอร้องกึ่งบังคับให้เธอพร้อมครอบครัวเจมส์มาร์ทคอร์มาพักที่บ้านสายสกุลเพื่อความปลอดภัย ก่อน 10 โมงเช้าปกรณ์จึงอาสาขับรถตู้ไปส่งด้วยตัวเอง แต่ก่อนจะไปสนามบินหมอแครรายเผื่อเวลาแวะไปบ้านเด่นดวงที่เป็นทางผ่านเพื่อทักทายบอกลาหลานสาว เมื่อหมอแครายตรวจสุขภาพ-รวมทั้งเรื่องที่ต้องดูแลจนครบ ทุกคนก็มุ่งหน้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิทันที

เคาน์เตอร์สายการบิน XX-718 เปิดไปแล้ว 15 นาที ทันทีที่กระเป๋าสัมภาระถูกลำเลียงสู่สายพาน การร่ำลาแบบจริงๆ จังๆ ก็เกิดขึ้น

“เฮียคะ….” แครรายเพิ่งใช้สรรพนามนี้เรียกเขา ปกรณ์ที่ยืนรวมอยู่กับเบลและ สตีป เจมส์มาร์ทคอร์ จึงหันไปมอง “เมื่อไรเรื่องร้ายๆ ของบ้านตระกูลเชาว์จะจบสิ้นไปสักทีคะ แครอึดอัดทุกครั้งที่ต้องเดินทางกลับมาประเทศไทยนะคะ”

ปกรณ์ผงกหัว “ใกล้จบแล้วละน้องแคร….ผู้ร้ายตัวจริงเริ่มเผยตัวและตำรวจก็เก็บหลักฐานจนดิ้นไม่หลุดในชั้นศาลแล้วด้วย” ปกรณ์บอกในหัวกำลังนึกถึงรอยยิ้มของอนุชาญจนทำให้ตัวเองยิ้มตอบแครรายและสตีปได้มากขึ้น

“หวังว่ามาคราวหน้า เราจะเที่ยวได้สะดวกมากกว่านี้นะครับ” สตีป เจมส์มาร์ทคอร์ พูด “เพราะเมืองไทยมีที่เที่ยวเยอะมาก ผมอยากพารินรี่กับเบลไปเล่นน้ำทะเลก็ยังไม่ได้ไปสักที” เขาพูดต่อพลางตบไหล่เบาๆ ปกรณ์ยิ้มพร้อมกับโบกมือให้รินรี่ที่ยืนข้างแครราย

“กลับมาครั้งหน้า ผมก็หวังว่าประดุจดาวโตพอจะออกทะเลกับพี่สาวของเธอเช่นกัน….” ปกรณ์ตอบพร้อมกับหันไปยิ้มกว้างๆ จนแครรายอดพุ่งเข้าหาไม่ได้

“เฮียคะ….ระวังตัวด้วยนะ”

“ไม่เป็นไร….เดินทางปลอดภัยนะแครรี่….เฮียจะอยู่ที่นี่เพื่อเป็นหลักให้ทุกคนเอง….โชคดีนะครับสตีป เบล รินรี่ กลับมาเยี่ยมน้องบ่อยๆ นะ ลุงจะรอ”

“คะ/ ค่ะ”

เมื่อครอบครัวเจอส์มาร์ทคอร์ขึ้นบันไดเลื่อนผ่านประตูไปแล้ว ปกรณ์ก็หายใจได้โล่ง รอยยิ้มของเขาเฉิดฉายราวกับแสงอาทิตย์แรก เสียงนายตำรวจผู้ดูแลคดีรายงานความคืบหน้าดังขึ้นในหัว เส้นทางการเงินของคนบ้านตระกูลเชาว์ถูกเชื่อมโยงข้ามไปยังประเทศสิงคโปร์ เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากนักแต่ใบหน้าคนร้ายตัวจริงที่ตำรวจเปิดเผยบางส่วนก็ทำให้ถึงกับขนลุก

“ฮื้อ!…ไม่น่าเลย….” เขาพึมพำ ในหัวก็เทียวถามเทียวตอบตัวเองหลายรอบ “ลุงคือน้องชายคนละแม่ของอากงจริงๆ หรือ….เพราะหากเป็นเช่นนั้นการทวงทรัพย์สินส่วนหนึ่งจากคนบ้านตระกูลเชาว์ก็มีส่วนชอบธรรมอยู่ไม่น้อย” ปกรณ์คิดถึงตัวเองและยังนึกถึงคำพูดที่อนุชาญบอก

(ถ้าอากงเป็นธรรมมาตั้งแต่ต้น คนบ้านตระกูลเชาว์ก็ไม่ต้องสู้รบกันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน—–>อ้าว! แล้ว บริษัท SH. จำกัด สมหวังเอาชื่อพ่อตัวเองไปใช้หรือว่า (อนุชาถาม)——>ไม่หรอก ลุงเป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องนี้เองทั้งหมดและตำรวจก็ให้อั๊ว! ปล่อยเงินเข้าบริษัทแล้วกว่า 2 ล้านบาท——>มิน่า! ละตำรวจถึงใช้เวลากับคดีนี้นานหลายปี(ปกรณ์พูด)——>ใช่! รวมทั้ง 15 ปีที่อาติดอยู่ในคุกด้วย)

ปกรณ์คิดไม่ตกระหว่างสะพานเชื่อมเข้าสู่ตัวอาคารจอดรถ สมองเต้นตุบ ๆระหว่างลิฟต์กระจกนำขึ้นสู่ชั้นดาดฟ้า และหูทั้ง 2 ข้างอื้ออึงราวกับมีฝูงแมลงนับล้านบินวนรอบตัวขณะเดินเหม่อลอยตรงไปยังรถตู้ที่จอดอยู่ในระยะ 100 เมตร แดดสีขาวตอนเที่ยงกำลังเปิดเผยทุก ๆสิ่ง แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่แดดไม่มีทางเข้าถึง…

# ปับ! ปับ! ปับ! ปับ! ปับ! #

เสียงปืนเก็บเสียงดังขึ้นติดๆ กันหลายนัดแต่บุรุษร่างท้วมไม่รู้ที่มาก็กระโจนเข้ารับมันไว้หมด ปกรณ์ตกใจสุดขีด เขาโอบอุ้มร่างบุรุษผู้นั้นเอาไว้ในอ้อมแขน เลือดสีแดงฉานกำลังไหลทะลักจนเสื้อสีขาวที่เขาสวมใส่เปียกชุ่มรู้สึกร้อนผ่าวๆ

“คุ คุณ อา!!!!!!!” เขาตะโกนลั่นเมื่อทราบว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใคร รถกระบะสีบลอนต้องสงสัยเลี้ยวตีมุมแคบๆ หายลงไปชั้น 4 ก่อนจะทะยานออกทางยกระดับ รปภ.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ใกล้ๆ ต่างกรูเข้ามาหา “คุณอา คุณอาครับ….”

อนุชาญดิ้นพล่านๆ เลือดที่ปกรณ์ใช้ฝ่ามือปิดปากแผลไหลซึมผ่านง่ามมือทุกนิ้ว

“คุณอาครับ…..ช่วยด้วย ช่วยผมด้วย”

รปภ.สนามบินใช้โทรศัพท์สื่อสารกันให้วุ่น ปกรณ์ก็ยังประคองกอดเขย่าร่างของอนุชาญไม่หยุดกระทั้ง น้ำเสียงกำลังจะไร้น้ำหนักดังให้ได้ยิน

“ปกรณ์ ปกรณ์” อนุชาญเรียก “นี่ นี่…..” เขาชี้นิ้วไปยังหน้าอกใต้เสื้อแจ็คเก็ตสีดำพร้อมกับจับมือเขาสัมผัส ปกรณ์ล้วงดึงซองเอกสารสีน้ำตาลออกมา “มันคือ….เอ เอกสาร  2 ชิ้น 1.เป็นใบมอบอำนาจร่วมให้ลึ! กับอาชาเป็นผู้จัดการมรดกบ้านตระกูลเชาว์ให้จบ….และ….เอ เอ เอสาร ส่าน ส่านที่ ที่ …….”

“อาชาญ อาชาญครับ……”

อนุชาญพูดไม่ทันจบมัจจุราชก็กระชากวิญญาณเขาผ่านประตูมิติไป……

“อาชาญ อาชาญครับ…ฮื้อๆ อา ครับ อาชาญครับ……” ปกรณ์สั่นเขย่าร่างอนุชาญอย่างเอาเป็นเอาตายกระทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาแยก แดดบ่ายมาพร้อมกับอุณหภูมิ แต่เวลานี้กลับหนาวสั่น เอกสารในซองก็สั่นไม่หยุด กระทั้งเขาถูกเชิญตัวเข้าห้องภายในสนามบิน อีก 2 ชั่วโมงต่อมานายตำรวจที่ดูแลคดีก็เดินทางมาถึง เขาขอดูเอกสารในมือ ปกรณ์จึงยื่นให้อย่างไม่อิดออด สักพักนายตำรวจคนดังกล่าวก็ส่งคืนให้

“มันคือเอกสารมอบอำนาจร่วม 2 คนในการจัดการกับมรดกของบ้านตระกูเชาว์ครับ และ……” เขาขยับเอกสารแผ่นที่ 2 ให้เห็น “สำหรับแผ่นนี้ผมคิดว่าคุณปกรณ์น่าจะรู้ความหมายของมัน” ปกรณ์ใช้สายตาของคนหมดอาลัยตายอยากมอง เมื่อแผนที่เมืองเชียงตุงระบุตำแหน่งพร้อมชื่อ-ที่อยู่ของผู้หญิงชื่อฟองฟ้าปรากฏให้เห็น ดวงตาทั้ง 2 ข้างก็ลุกวาว

“แม่……” เขาอุทานพร้อมกับเริ่มไล่อ่านมันจริง ๆจัง ๆ

#ถ้าอยากไปหาฟองฟ้า ให้ลึ! ติดต่อผู้หญิงชื่อสายพินเบอร์โทร 09x-xxx-xxxx เธอเปิดร้านอาหารอยู่ในตัวอำเภอแม่สาย และเธอคือพี่สาวแท้ๆ ของแม่ลึ!….ตามหาชีวิตตัวเองให้เจอ หากพบกับฟองฟ้า ให้บอกเธอด้วยว่า…อั๊ว! ไม่เคยลืมเธอแม้แต่วันเดียว….และฝากขอโทษแทนอั๊ว!ด้วย#

“คล้ายกับคุณอนุชาญจะรู้ตัวอยู่แล้วคุณว่าไหมครับ…” นายตำรวจพูด

แต่ในหัวของปกรณ์กลับมีหลายเรื่องให้คิด ขณะที่สายตากำลังไล่อ่านเอกสารอีกแผ่น การเป็นผู้จัดการมรดกของบ้านตระกูลเชาว์ร่วมกับอนุชา เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงและเขาเองก็ไม่อยากเสี่ยงอีกต่อไปจึงได้โทรปรึกษาเรื่องดังกล่าวกับทนายอำพล เมื่อได้ข้อสรุป เขาจึงส่งเอกสารใบมอบอำนาจร่วมให้ตำรวจ “คุณจะเก็บไว้เป็นหลักฐานหรือเปล่าครับ”

“หมายความว่าอย่างไรครับ” นายตำรวจถามกลับแบบคนคิดไม่ทัน เมื่อปกรณ์ยืนยันด้วยสายตาเขาจึงนำเอกสารไปถ่ายสำเนาเก็บไว้ก่อนจะส่งตัวจริงคืนให้ “ผมเข้าใจคุณ”

ปกรณ์รับมาฉีกทำลายทิ้งต่อหน้า “ขอบคุณมากครับท่าน”

“ต่อจากนี้อำนาจของผู้จัดการกับมรดกบ้านตระกูลเชาว์จะเหลือแค่คุณอนุชา เชาว์เพียงผู้เดียวนะครับ”

“ทราบครับและผมก็ไม่สนมรดกนั้นอีกแล้วละ” พูดจบปกรณ์ก็ชูกระดาษอีกแผ่นสูงๆ “เพราะชีวิตทั้งหมดของผมอยู่ในกระดาษแผ่นนี้ต่างหาก”

เย็นๆ อนุชาก็มาสมทบ ปกรณ์ถูกปล่อยตัวในเวลาใกล้เคียง ตำรวจขอเก็บศพและเรื่องที่อนุชาญเสียชีวิตไว้เป็นความลับเพื่อการบางอย่าง ทั้งอนุชาและปกรณ์จึงไม่ว่าอะไร แผนซ้อนแผนเพื่อเข้าจับกุมเป้าหมายใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้น….แสงสุดท้ายกำลังลับขอบฟ้า ทิศตะวันออกมืดไปแล้ว 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ ยังเป็นสีเลือดอาบฟ้าทางทิศตรงข้ามราวจะบอกให้หลายคนที่เกี่ยวข้องได้รู้ชะตากรรม….

“ถ้าลุงคือน้องชายต่างมารดาของอากง การได้รับสถานะเป็นแค่ยามภายในบ้านของตัวเองมาทั้งชีวิต มันเจ็บปวด….ผมเข้าใจและจะไม่ผูกใจเจ็บหรืออาฆาตแค้นใครเด็ดขาด….จบสิ้นกันซะที…” ปกรณ์พึมพำก่อนจะขับรถตู้สีบลอนเงินออกจากอาคารจอดรถกลับสู่บ้านหลังใหม่ที่อบอุ่นกว่า….เขายิ้มได้ทั้งๆ ที่ฟ้ากำลังอาบไปด้วยสีเลือด ดวงตาเขาสดใสวิบๆ วับๆ ขณะใบหน้าสาวน้อยประดุจดาวผุดขึ้นมาในหัว การเป็นหัวหน้าครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาในเวลานั้น….

จบ อนุชาย2 บทที่32 รายต่อไป

อนุชาย2 บทที่31

อนุชาย2 บทที่31อนุชาย2 บทที่31 ตื่นเพื่อเป็นเมียน้อย

อนุชาย2 บทที่31 ตื่นเพื่อเป็นเมียน้อย

เกือบจะสว่างของอีก 2 วันต่อมา  แสงจากโคมไฟบนฝ้าเพดานสีขาวอาบร่างหนุ่มญี่ปุ่นหุ่นฝรั่งวัย 17 กำลังจะย่างเข้า 18 ปีที่เพิ่งมาถึง เขาขยับขาไปมาอยู่ในรัศมีไม่เกิน 2 เมตรหน้าห้อง ICU. ราวกับนกเมจิโระแว่นตาขาวถูกจองจำอยู่ภายในกรงแคบๆ ใบหน้าหมองแต่ยังคงขาวใส ดวงตาและแววตาจมอยู่ในภวังค์กังวล ริมฝีปากสีแดงฉ่ำๆ ก็เทียวภาวนาสลับบีบเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงเกือบจะเบะสะอื้นหลายครั้ง

“到着しました… Arty 起きて(Tōchaku shimashita Arty Okite)” (ฉันมาถึงแล้วนะอาตี้….ตื่นซะที) เขาพึมพำเป็นภาษาญี่ปุ่นในลำคอหลายรอบจนคล้ายกำลังสวดมนต์กระทั้งดร.ชานนท์เดินเข้าไปตบไหล่ เขาจึงหมุนตัวไปซบสะอื้นจนตัวโคลงในอ้อมแขนของเขา

“彼は元気でなければなりません。(Kare wa genkidenakereba narimasen.) เขาต้องไม่เป็นอะไร เชื่อพ่อซิ” ดร.ชานนท์ปลอบ กระทั้งนำเด็กหนุ่มญี่ปุ่นคนดังกล่าวกลับเข้าสู่ห้องพักได้สำเร็จ

“ยูจิ กลับไปพักผ่อนที่บ้าน Loft Love ก่อนก็ได้นะ ถ้าอาตี้ตื่นอาจะโทรบอก” หญิงรัดดาที่นั่งอยู่ภายในห้องกับดร.ชานนท์พูด พลางขยับเข้าไปโอบไหล่หนุ่มญี่ปุ่นอีกคน

ยูจิ ยามาซาดะ เงยใบหน้าชวนฝันแต่ฉาบไปด้วยความเศร้าจ้องกลับทีละคน “ไม่ เป็น ไร กะ….ผม อยู่ จน จะ ได้ คุย กับ Arty ก่อน” เขายืนยันด้วยภาษาไทยที่ไม่ค่อยแข็งแรง ก่อนจะมองหน้าดร.ชานนท์เชิงขอร้อง

ดร.ชานนท์อ่านความคิดจากดวงตา “父を理解する(Chichi o rikai suru) พ่อเข้าใจ….ถ้าอย่างนั้นเราก็อยู่ด้วยกันซะที่นี่ทุกคนเลยแล้วกัน”

“ขอบ คุ มาก ๆ กะ”

ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลต้องทำงานอย่างหนักอยู่หลายวัน อวัยวะภายในของ 2 พ่อ-ลูก ถูกปลูกถ่ายกันไปมาจนคล้ายจะเป็นคนๆ เดียว โชคดีที่ร่างกายเข้ากันได้ดีในทุกมิติ งานในส่วนที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนจึงราบรื่น ถึงจะสะดุดบ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

และอีก 1 วันต่อจากนั้น อาตี้ หรืออานนท์ สายสกุล ก็ตื่น ร่างกายในวัยหนุ่มที่แข็งแรงเป็นต้นทุนอยู่แล้วช่วยเขาในเรื่องนี้ ดร.ชานนท์นั่งกุมมือลูกชายกระทั้งอาตี้ค่อยๆ ลืมตามัวๆ ส่ายสำรวจไปรอบตัว มีช่วงสั้นๆ ที่แววตาสว่างวาบก่อนจะค่อยๆ จมขุ่นมัวจนคล้ายกับคนเมาค้างแบบเดิม

“อาตี้….” ดร.ชานนท์เรียก แต่เสียงยูจิที่ยืนอยู่ด้านหลังก็แทรกแบบคนเสียมารยาท

“Arty ถาม หา พ่อ Nu กะ”

ดร.ชานนท์หันไปมองหน้าเขา กระทั้งยูจิต้องพูดขึ้นมาอีก

“เสียง ของ Arty ดัง ขึ้น ใน….” ยูจิ ยามาซาดะชี้นิ้วไปที่หัวตัวเอง “เรา เรียน จิตวิทยา จึง มัก ใช้ ภาษา นี้ สื่อสาร กัน จนชิน นะกะ”

ดร.ชานนท์ยิ้มรื่นๆ แล้วหันไปมองหน้าอาตี้ “อาตี้ได้ยินเสียงพ่อไหมลูก” เขากระซิบ เด็กหนุ่มที่มีสายระโยงระยางไปทั้งตัวพยักหน้า “พ่อนุ OK…ลูกคงอยากคุยกับยูจิเพียงลำพังซินะ” ดร.ชานนท์พูดขณะอ่านกิริยาลูกชาย อาตี้พยักหน้าอีก ดร.ชานนท์จึงเปิดทางให้ยูจิเข้าไปนั่งแทนที่ เมื่อฝ่ามืออุ่นๆ ของอาตี้มาอยู่ในมือ ยูจิ ยามาซาดะก็ร้องไห้ไร้เสียง มีเพียงแผ่นหลังเท่านั้นที่สะเทือนไม่หยุด

“นาย ไม่ ต้อง พูดแล้ว…” ยูจิเงียบ แล้วก็พูดขึ้นมาเองอีก “สบาย มาก”

“……….”

“ซาร่า ฝาก กอด นาย ด้วย”

“……….”

“เพื่อน ทุก คน ด้วย”

“……….”

“ฉัน จะ ไม่ ไป ไหน จน กว่า นาย จะ OK”

“………..”

“อื้อ อื้อ….” และยูจิก็หันหน้ามาหา ดร.ชานนท์ที่มองทั้งคู่แบบคนไม่เข้าใจ “อาตี้ ให้ เรา ไปอาบ น้ำ นะ กะ บอก ว่า ตัว เหม็น มาก”

ดร.ชานนท์ ปิดปากคล้ายจะหัวเราะและร้องไห้อย่างละ 50 เปอร์เซ็นต์ “ยูจิ ได้ยินเสียงอาตี้ด้วยเหรอ”

ยูจิ ยามาซาดะ บีบริมฝีปากแดงๆ เป็นเส้นตรง “สำหรับ อาตี้ แค่ สายตา ก็ รู้ ว่า เขา กำลัง  คิด อะไร แล้ว ละกะ”

ดร.ชานนท์นิ่งช็อกจนพูดอะไรไม่ออก เมื่อยูจิหันกลับไปมองอาตี้อีกครั้ง “ฉัน ไม่ ได้ กอด ซาร่า….แต่ ฉัน จะ กอด นาย เพื่อ นำ กลับ ไป ให้ เธอ ภาย หลัง หึ หึ” เสียงหัวเราะในลำคอของยูจิทำให้ใบหน้าดร.ชานนท์ดูดีขึ้น “อาตี้ บอก ให้ คุณ พ่อ ไป ดู พ่อ นุ กะ”

ดร.ชานนท์เกือบจะร้องไห้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลึกซึ้งกว่าที่เขาประเมินเอาไว้มากเหลือเกิน อาจจะมากกว่าสมัยที่ตัวเองจีบอนุชัยใหม่ๆ ด้วยซ้ำ แต่จะเป็นอย่างที่กำลังคิดหรือไม่ เขาไม่เป็นกังวลในเรื่องนี้ขอเพียงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่สะดุดจนทำให้คนใดคนหนึ่งไปต่อไม่ได้เป็นพอ…..

(พ่อเข้าใจ) ดร.ชานนท์พยักหน้าบอกก่อนจะอ้อมหลังยูจิเข้าไปสัมผัสหลังมืออาตี้ “ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อนุนะ อาตี้พักผ่อนให้มาก อีกไม่นานพ่อนุก็คงตื่นเช่นกัน”

“อาตี้ นาย ต้อง พัก แล้ว นะ”

“………….” อาตี้นิ่ง ปากที่เต็มไปด้วยท่อช่วยหายใจไม่ขยับเขยื้อน

“คุณพ่อ ครับ อาตี้ ยัง อยาก รู้ เรื่อง แฟน เขา” ยูจิบอกจากอ่านกิริยาเพื่อน

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามสบาย พ่อจะแวะไปดูพ่อนุก่อน” ดร.ชานนท์บอก เขาตบหลังมืออาตี้เบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปเงียบๆ

“……….”

“ใช่ ฉัน ฉัน ได้ ยิน เสียง นาย ได้ ยิน เสียง ปืน ดัง ขึ้น ใน หัว และ เวลา นี้ ทำ ไม ฉัน อยาก จะ กอด นาย มาก กว่า แฟน ฉัน ซะ อีก ”

“………..”

“หา!…..จริง เหรอ….นาย นาย Arty Arty” ยูจิคล้ายจะแปลกใจสุดขีด หมอและพยาบาลที่คอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ไม่รู้ว่าทั้งคู่คุยอะไรกัน แต่แววตาชุ่มชื้นของอาตี้ค่อยๆ กระจ่างจากจุดที่ขุนมัวก็บอกความนัยที่ปิดไม่มิด

“………….”

“นาย นาย อยาก ให้ ฉัน กอด เหรอ  ありがとう(Arigatō) ขอบคุณ Arty ขอบคุณ) ยูจิพูดจากจุดสะอื้นที่ลึกสุด เขาล้มตัวโอบรอบเอวไว้หลวมๆ จนเห็นอาตี้ยกมือข้างที่ว่างลูบหัวยูจิไปมา

“………..”

“ใช่ ฉัน จะ เป็น นก เม จิ โระ แว่น ตา ขาว ให้ นาย เอง”

ดร.ชานนท์ยืนแอบมองจากจุดที่ทั้งคู่ไม่เห็นก็ยกกำปั้นขึ้นปิดปาก “อนุชาย….ฉันคิดถึงวันแรกของเราเหลือเกินที่รัก”

วันต่อมาอนุชัยก็ตื่น…

ทันทีที่แข็งแรง ดร.ชานนท์จึงขอให้แพทย์หญิงคุณหญิงพวงพรย้ายคนทั้ง 2 มารวมอยู่ในห้องเดียวกันเพราะทุกเช้าเมื่ออาตี้ตื่นก็จะถามหาอนุชัยและเมื่ออนุชัยตื่นก็จะถามหาลูกชายปัญหาดังกล่าวจึงจบไป

เมื่อสติฟื้นตัวกลับมาเกือบจะ 100 เปอร์เซ็นต์ อนุชัยและอาตี้สามารถกินข้าวได้ด้วยตัวเอง แพทย์หญิงคุณหญิงพวงพรก็เข้ามาอธิบายรายละเอียดถึงการปลุกถ่ายอวัยวะของคนทั้ง 2 ให้ได้รู้ อนุชัยกับอาตี้ได้แต่มองหน้ากันไปมาขณะที่ดร.ชานนท์เองถึงกับทึ่งและอิ่มเอมในบริบทเดียวกัน สายๆ ยูริ ยามาซาดะ แม่ของยูจิก็บินจากญี่ปุ่นถึงเมืองไทย เธอร้องห่มร้องไห้ตั้งแต่หญิงรัดดาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัดให้ฟัง กระทั้งพวกเธอผ่านประตูเข้ามาในห้อง ยูริ ยามาซาดะชะงักไม่รู้จะเดินเข้าไปหาใครก่อนดีจนยูจิที่นั่งอยู่ก่อนแล้วต้องฉุดแขนไปหยุดตรงกลางระหว่าง 2 เตียง อนุชัยยิ้มทักทายก่อนจะเห็นเธอเบะปากพุ่งเข้าหา ยูจิจึงได้โอกาสหมุนตัวไปคุยกับเพื่อนราวกับมด 2 ตัวอีกคราหนึ่ง

“เกือบ 20 ปีเลยนะ บูโตะซัง…เป็นอย่างไรบ้าง เออฉันไม่น่าถามคำนี้เลยจริงๆ” ยูริ ยามาซาดะทัก เธอท้วมขึ้นกว่าแต่ก่อนเพียงเล็กน้อย แต่รูปร่างโดยรวมก็ดูยังสมบูรณ์แข็งแรงมากๆ

“สบายดีนะ ยามาซาดะซัง” อนุชัยถามกลับไม่เต็มเสียง แต่ก็เห็นเธอยิ้มจนมีน้ำตาไหลอาบแก้มพร้อมกับพยักหน้าตอบ

“บูโตะซังยังเหมือนเดิม ฉันหมายถึงยังหล่อเหมือนเดิมนะ หึ หึ หึ”

ดร.ชานนท์ที่นั่งใกล้ๆหัวเราะตาม พลางใช้หางตาชี้นำคนทั้ง 2 ไปยังเตียงข้างๆ

“………”

“No way”

“……….”

“นาย ว่า ฉัน เหมือน นก เม จิโ ระ ฉัน เลย เลือก ใส่ คอน แทค เลนส์ แทน”

“……….”

“แล้ว ฉัน หล่อ กว่า เดิม ไหม ละ”

“誰と話しているの(Dare to hanashite iru no)” ยูริ ยามาซาดะหันไปถามลูกชายว่า คุณกำลังพูดกับใคร และเธอก็ฟาดมือลงกลางหลังยูจิแรงๆ

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แค่จ้องตาพวกเขาก็คุยกันรู้เรื่องแล้วละ” ดร.ชานนท์บอก ยิ่งทำให้ยูริกับอนุชัยแปลกใจมากขึ้นไปอีก

“เป็นภาษาเฉพาะของพวกเขานะค่ะ อายูริอย่าใส่ใจเลยหญิงเฉยๆกับ 2 คนนี้มาปีกว่าละ” หญิงรัดดาที่นั่งอ่านหนังสืออยู่มุมห้องบอก  “แต่อาก็อดสงสัยพวก You ไม่หายนะ…..” หญิงรัดดาพูดแล้วเงียบก่อนจะลุกเดินเข้ามสมทบพร้อมกับจ้องหน้ายูจิกับอาตี้สลับกันไปมา “ตกลงที่พวก You บอกว่ามีแฟนเป็นผู้หญิงกันทั้งคู่แล้วเนี่ย อันที่จริงคบเพื่อตบตาฉันหรือเปล่ายะ!…ยูจิ อาตี้ สารภาพมาซะดี ๆ” หญิงรัดดาเอาจริงถึงขนาดชี้นิ้วจี้ไปทีละคน ทั้งอาตี้และยูจิต่างคนต่างเงียบ ยูริจึงเดินอ้อมไปลากแขนหญิงรัดดากลับไปโซฟาที่เดิม ปล่อยให้ยูจิกับอาตี้หนักใจกับสายตาของอนุชัยและดร.ชานนท์เพียงลำพัง อาตี้ซี๊ด!ปากขณะที่ยูจิยืดตัวหันไปทางอื่น

“ไม่แปลกหรอกถ้าเรา 2 คนจะชอบกัน” อยู่ๆ เสียงอนุชัยก็ดังขึ้น

“คุณพ่อ…./คุณ พ่อ” ทั้งยูจิและอาตี้อุทานพร้อมกัน จนยูริกับหญิงรัดดาหันมารอคำตอบด้วยคน “ไปกันใหญ่แล้วฮะ….” อาตี้เสียงดังขณะที่ใบหน้าก็เก็บอาการไม่อยู่

“ใช่ ไป กัน ใหญ่ แล้ว ครับ…”

“จะให้อาตี้ชอบไอ้นกเมจิโระแว่นตาขาวนี้นะฮะ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด” อาตี้พูดเสียงดังเท่าที่จะเปล่งออกมาไหว

“ใช่ๆ….เรา มี แฟน เป็น ผู้หญิง แล้ว ด้วย” และยูจิก็สมทบตามติดๆ

“ไม่มีใครว่าอะไรหรอกจ้า….เพียงแต่แม่กับทุกคนแปลกใจในวิธีสื่อสารของเราก็เท่านั้นเอง” ยูริ ยามาซาดะ บอกพร้อมกับยิ้มหวานๆ ให้

“ใช่!…ดูอย่างพ่อนุซิ มีแฟนเป็นผู้หญิงเป็นตัวเป็นตน ถึงขั้นเกือบจะมีลูกแล้วด้วยซ้ำยังกลับมารักพ่อได้เลย หึ หึ” ดร.ชานนท์พูดจนทำให้อนุชัยที่นอนบนเตียงทำตาเขียวใส่ “ฉัน ฉัน ก็แค่อธิบาย”

“นั้นซิฮะ…..”

“โอ้!….เป็น ไป ได้ ไง ช่วย เล่า ให้ ฟัง หน่อย ได้ ไหม กะ” ยูจิได้โอกาสตามอาตี้ขึ้น จนเห็นอนุชัยอึดอัด เขาจ้องหน้าดร.ชานนท์อยู่นานก่อนจะพูดเสียเอง

“พ่อคือนกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้ แต่ช่วยเล่าเรื่องนกเมจิโระแว่นตาขาวของยูจิให้พ่อฟังเพื่อแลกเปลี่ยนกันดีไหม”

“เออ…นั้นดิ….” คราวนี้ดร.ชานนท์ตาลุกวาวขึ้นมาจริงๆ จังๆ จนได้ยินเสียงหัวเราะของ ยูริ ยามาซาดะ ดังขึ้นจนไอโขลกๆ หลายที

“อายูริ….”

“คืออย่างนี้หญิงรัดดา อานึกออกแล้วละว่าทำไมอาตี้ถึงเรียกยูจิว่านกเมจิโระ”

お母さん(Okāsan)” ยูจิเรียก แม่ ราวจะปรามกระนั้นยูริก็ยังไม่หยุด เธอเดินเข้าไปตบไหล่ลูกชายก่อนจะหันไปมองอนุชัยและดร.ชานนท์

“คืออย่างนี้ค่ะบูโตะซัง อันที่จริงยูจิเป็นคนสายตาสั้นมาตั้งแต่เด็ก เขาชอบใส่แว่นตากรอบพลาสติกสีขาวมากๆ จนกระทั้งโดนอาตี้ล้อที่โรงเรียนจนหันมาใส่คอนแทคเลนส์แทนนี้แหละค่ะ เรื่องทั้งหมดก็มีเท่านี้ ฉันเพิ่งนึกได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ใช่ไหมจ้ะเจ้านกเมจิโระของแม่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”“ฮะคุณพ่อ เรื่องของยูจิก็มีเท่านี้แหละ แล้วเรื่องของพ่อนุละฮะว่าไง” อาตี้รีบทวงทันที

“นั้น ซิ ครับ บูโตะซัง…..”

…จนเป็นเหตุให้ทั้งดร.ชานนท์กับอนุชัยถูกต้อนเข้าสู่มุมอับอีกครั้ง

“นายแพ้ทางลูกตลอดเลยนะชานนท์” อนุชัยบ่นให้

“เออ! ฉันก็นึกว่าไอ้เจ้านกเมจิโระจะมีอะไรมากกว่านี้นี่นา!…..” ดร.ชานนท์กระซิบ จนเสียงหญิงรัดดาทวงให้ได้ยินจากไกลๆ อีกคน

“ว่าไงคะพี่ชาย พี่นุ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เล่าเลยคะบูโตะซัง น่าสนใจดีออก” ยูริทวงตาม

“นั้น ซิ ครับ  เผื่อ ว่า อา ตี้ จะ เปลี่ยน ใจ มา ชอบ ผม บ้าง นะ กะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ยูจิ…นายเงียบไปเลย” อาตี้ปราม

ดร.ชานนท์ยิ้มแบบคนเห็นชัยชนะ “เอาละพ่อจะเล่าแล้วนะ”

“คุณพ่อฮะ หยุดเลย อาตี้ไม่สนใจแล้วฮะ”

“ทำไมละอาตี้กลัวจะหลงรักยูจิเข้าให้รึไง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” หญิงรัดดาเผลออารมณ์คล้อยตาม ยูจิเองก็หันไปสบตากับอาตี้แล้วก็ทำหน้าบึ้ง สลับยิ้ม-หัวเราะ แผนล่อให้หลงทางของดร.ชานนท์ได้ผล

“เอ้!….ว่าไง คิดอย่างไรกับยูจิเล่าให้พ่อฟังหน่อยซิ” อนุชัยเล่นต่อที่ได้โอกาส

ยูจิยักคิ้วให้อาตี้นิดๆ “ไม่ เด็ด ขาด ครับ  มัน คือ คาวม ลับ” พลางอมยิ้มแบบคนมีความสุข อาตี้เองก็ยิ้มไม่หุบ…กระทั้งผล็อยหลับไป หญิงรัดดา ยูจิกับยูริจึงออกไปหาอะไรกินข้างนอก……

ไม่นานดร.ชวนนท์ผู้เป็นพ่อก็ผลักประตูนำ ดร.ทักพงษ์ ชีวาวัฒนะ อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัยเข้ามาแทนที่ อนุชัยกับดร.ชานนท์จึงยกมือไหว้

“สวัสดีครับท่าน” ดร.ชานนท์กล่าวทักทายแทนอนุชัยไปในตัว

“เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นแล้วใช่ไหม” ดร.ทักพงษ์ถาม พร้อมกับนั่งลงบนเตียงหลานชายตัวเอง พร้อมกับใช้ฝ่ามือเสยลูบเส้นผมที่ปกหน้าผากของอาตี้ให้เข้าที่

“ครับท่าน…อาตี้ยังหนุ่มเลยฟื้นตัวได้เร็วกว่าอนุชัย” ดร.ชานนท์ตอบ

“เขาเพิ่งหลับเมื่อครู่นี้เองครับ”

“แล้วตาชายวันนี้ได้อาบน้ำอาบท่ารึยังลูก” ดร.ชวนนท์ถาม

“ครับ ชายอาบที่โรงพยาบาลตั้งแต่ยังไม่สว่างแล้วละครับ ไม่ต้องเป็นห่วง”

“กินข้าวกินน้ำรึยัง” ดร.ทักพงษ์ถามตามอีกคน ดร.ชานนท์จึงพยักหน้าให้เห็น

“ครับท่าน”

“ช่วงนี้งานในรัฐบาลก็อย่าเพิ่งเป็นกังวล…ยังไม่มีอะไรพิเศษหรอก”

ดร.ชานนท์เงยหน้ามองเพดานราวจะนึก “เมื่อวานผมแวะเข้ากระทรวงเคลียร์งานค้างๆ หมดแล้วละครับ…คาดว่าบ่ายๆ จะมีคณะทำงานภาคเอกชนกลุ่มเล็กๆ จากประเทศสวีเดนมาขอเข้าพบ ผมเลยกะว่าจะเข้าไปรับทราบข้อมมูลซะหน่อย”

“ไม่ต้องๆ ชายอยู่ที่นี่เถอะไม่ต้องเป็นห่วง” ดร.ทักพงษ์พูดพลางยกมือห้ามประกอบ

“นั่นนะซิ ชายอยู่โรงพยาบาลนี้แหละ เดี๋ยวพ่อจะเข้าไปรับฟังแทนให้” ดร.ชวนนท์ออกรับแทนพร้อมกับพยักหน้าให้ดร.ทักพงษ์มั่นใจ

“เอาๆ…ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันเถอะดอกเตอร์ รบกวนเวลาพักผ่อนพวกเขาพอสมควรแล้ว”

พูดจบดร.ทักพงษ์ก็ก้มลงจูบหน้าผากหลานชายก่อนจะหันมาทางอนุชัย “เราก็พักผ่อนให้มากๆ ขอให้หายเร็วๆ นะอนุชัย”

“ขอบพระคุณมากๆ ครับท่าน” อนุชัยขอบคุณและก่อนที่ทั้งคู่จะพ้นประตู ดร.ทักพงษ์ ชีวาวัฒนะ ก็หันมาพูดอีก

“อ้อๆ…เกือบลืม พ่อโทรบอกกุ้กกิ้งแล้วนะ เห็นบอกว่าเดือนหน้าจะกลับมาเยี่ยม” ทั้งอนุชัยและดร.ชานนท์มองตากันโดยไม่ได้นัดหมาย…และทันทีที่ประตูหน้าห้องปิดตามหลังเสียงของอนุชัยก็ดังขึ้น

“เหมือนฉัน ตื่นขึ้นมาเพื่อเป็นเมียน้อย ให้นายเลยนะ”

ดร.ชานนท์นิ่งค้าง…..

“และฉันควรเปลี่ยนชื่อเป็น อนุชาย ไปเลยหรือนายว่าไง”

ดร.ชานนท์จิ! ปากแบบคนคิดไม่ตก เขาล้มตัวโอบเอวอนุชัยไว้หลวมๆ และเสียงอู้อี้จมที่นอนก็ดังขึ้นใกล้ๆ  “นายก็อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยน่า….มันอาจไม่มีอะไรก็ได้”

น้ำเสียงไม่มั่นใจทำให้อนุชัยคิดหนัก ดวงตาที่กำลังจะลืมไม่ขึ้นเพราะฤทธิ์ยาแต่สมองกลับเต้นตุบๆ ไม่ยอมหลับ หากคุณหญิงดาริกากลับมาหาดร.ชานนท์จริงๆ เขาจะทำอย่างไร จะยอมรับสถานะเมียน้อยของผู้ชายคนนี้ได้หรือไม่ เขาได้แต่ คิด คิด คิด….กระทั่งเผลอหลับตามอาตี้ไปอีกคน

#ชานนท์….ชานนท์….ชานนท์….ชานนท์#

line1 for timmy

เดือนต่อมา

อนุชัยกับอาตี้ก็ได้กลับมาพักผ่อนที่บ้าน Loft Love ยูจิ ยามาซาดะกลับอเมริกาตั้งแต่ 2 อาทิตย์แรก…เมื่อร่างกายเข้าที่เข้าทางอาตี้จึงบินตามไปโดยมีหญิงรัดดาหมอเดียรเนียลและยูจิรอรับที่สนามบินซานฟรานซิสโก

เวลาเดียวกัน…เจ้ดวงเธอก็ให้กำเนิดลูกสาว ปกรณ์เห่อจนทำอะไรไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยได้เป็นวันๆ แถมยังมาเฝ้าภรรยากับลูกน้อยแม้ในเวลาว่างเพียงเล็กน้อยก็ไม่เว้น อนุชัยกับดร.ชานนท์จึงไปเยี่ยม

“พี่ปกรณ์…..” ดร.ชานนท์เรียกชายที่กำลังยืนหันหลังดูทารกเพศหญิงวัยแรกเกิดที่กำลังนอนหลับตาพริ้มๆ อยู่ภายในห้องกระจก ปกรณ์หันกลับมายิ้มหน้าบานให้ทั้งคู่เห็น อนุชัยจึงส่งของขวัญเป็นกำไรข้อเท้าเล็กๆ ให้

“ยินดีด้วยนะพี่” อนุชัยบอก ปกรณ์จ้องกลับในลักษณะเบิกบานสุดๆ ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดอนุชัยแน่นๆ “ในที่สุดพี่กับผมก็มีตัวมีตนขึ้นมาสักที”

“นั้นนะซิ….หลานสาวมีชื่อรึยัง” ดร.ชานนท์ถาม ปกรณ์จึงผละไปยิ้มให้

“เด่นดวงตั้งชื่อเล่นว่า ประดุจดาว แต่ชื่อจริงยังไม่ได้ตกลงกัน” ปกรณ์พูดแบบคนกำลังมีความสุข เขานำทั้งคู่กลับไปจ้องหนูน้อยในห่อผ้าสีชมพูอีกครั้ง “ดูประดุจดาวซิ ใบหน้าเหมือนเด่นดวงมากๆ เลยว่าไหม”

“จมูกกับโครงหน้าได้พี่มาชัดๆ” ดร.ชานนท์วิเคราะห์พลางโบกมือยอกล้อหลานสาวไม่หยุด

“อันที่จริงใช้ชื่อประดุจดาวเป็นชื่อจริงไปเลยก็ได้นะ เพราะดีออก” อนุชัยเสริม เขามองปกรณ์ราวกับคนกำลังคิดบางอย่าง “พี่” เขาเรียก “หลานสาวคนนี้ผมขอมีส่วนร่วมด้วยนะ”

ปกรณ์ยิ้มจนเกือบจะมีน้ำตา “ก็นายเป็นอาแท้ๆ ของเค้านี่…อย่างไรก็หนีไม่พ้นอยู่แล้ว”

“นั้นนะซิ ไม่น่าถามเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า….ว่าแต่นายเถอะอยากมีลูกสาวอีกคนไหม” ดร.ชานนท์พูดพร้อมกับลงเสียงต่ำถามแบบจริงจัง

“นายมีปัญญาไหมละ…..”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า….เอาอย่างนี้เดี๋ยวพี่ทำให้อีกคนเป็นไง ฮ่า ฮา ฮ่า” ปกรณ์พูดไปหัวเราะไป

“ผมก็ว่าจะขอให้เจ้ดวงจัดให้เช่นกัน”

“เจ้ดวงแก่แล้ว เดี๋ยวฉันหาเมียเองดีกว่า”  อนุชัยสรุป ดร.ชานนท์พูดไม่ออก ปกรณ์เองก็ไปไม่เป็น “ดีไหมชานนท์ นายว่าไอเดียร์ฉันน่าสนใจไหม”

“นายดูปากฉันให้ดีนะอนุชัย… No way ไม่มีทางเด็ดขาด”

“…..น้องไม่ต้องเดี๋ยวเฮียจัดให้เองดีกว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” สุดท้ายก็เป็นปกรณ์สรุป ทั้ง 3 ชื่นชมสาวน้อยประดุจดาวสักพักก็แวะเอาของขวัญเข้าไปเยี่ยมเจ้ดวงในห้อง เมื่อแพทย์หญิงคุณหญิงพวงพรเข้ามาสมทบ เสียงหัวเราะก็ดังลั่น……. “ ฮ่า ฮา ฮ้า”

เวลาจะพรากหลายสิ่ง-ทั้งดีและไม่ดีออกไปด้วย หากเราตั้งสติให้มั่นคง มองโลกในมุมที่ต้องการเห็น หลายๆเรื่องราวที่คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้หรือไม่มีทางออก…เวลาก็จะช่วยเปิดทางให้และหากท่านใดเห็นพรมสีแดงปูต้อนรับด้วยก็อย่าเผลอตกใจตายก่อนได้เหยียบก็แล้วกัน…

จบ อนุชาย2 บทที่31 ตื่นเพื่อเป็นเมียน้อย

อนุชาย2 บทที่30

อนุชาย2 บทที่30อนุชาย2 บทที่30 ตัวเลือก

อนุชาย2 บทที่30 ตัวเลือก

หลังจากอนุชัยให้เลือดเพื่อช่วยต่อชีวิตให้ลูกชายยกแรกผ่านไป เขาก็กลับออกมานั่งข้างๆ ดร.ชานนท์อีกครั้ง…ภายในห้องพักขนาด 60 ตารางเมตร นอกจากครอบครัวสายสกุลแล้วยังมีเจ้ดวง สมรและศักดิ์ดาเข้ามาเพิ่ม แต่เดิมขนาดห้องคล้ายจะพอดีแต่เวลานี้มันกลับเล็กลงถนัดตา กระนั้นเมื่อมองอีกมุม…มันก็ช่วยให้ความรักความอบอุ่นอัดแน่นจนหาความโดดเดี่ยวไม่เจอ

“ไม่เป็นไรนะลูก” สมรกับเจ้ดวงที่กำลังอุ้ยอ้ายเข้ามานั่งข้างๆ พร้อมกับลูบหลังไม่หยุด อนุชัยพยักหน้าแข็งแรงตอบ ส่วนดร.ชานนท์ได้แต่นั่งตาลอยๆ โอบเขาไว้หลวมๆ

“พวกเราผ่านอะไรต่อมิอะไรมาตั้งมากมาย ครั้งนี้ก็ต้องผ่านมันไปให้ได้เช่นกัน” ดร.ชวนนท์ผู้เป็นพ่อนั่งกอดหญิงรัดดาที่กำลังร้องไห้ระดับอกพูดพร้อมกับพยักหน้าแสดงความมั่นใจให้เห็น กระนั้นนัยน์ตาของเขาก็ยังบอกหลายเรื่องราวที่คาดเดาไม่ได้อยู่ดี

“ตำรวจว่าอย่างไรบ้างครับท่าน” ศักดิ์ดาถาม ดร.ชวนนท์เป่าลมทิ้งยาวๆ ยืดอกตรงๆ หันมาทางเขา

“ผมก็ได้แต่หวังว่าคราวนี้คงจะจบจริงๆ จังๆ ซะที”

“คุณพ่อคะ อาตี้สามารถสละสิทธิ์พินัยกรรมตอนนี้ได้ไหมคะ มันน่ากลัวขึ้นทุกวัน หญิงรับไม่ไหวแล้วนะค่ะ” หญิงรัดดาถามจากอ้อมแขนพร้อมกับดันตัวเองออกมารอคำตอบ

ดร.ชวนนท์ซี๊ด!ปาก “เดิมทีพ่อกับแม่ตั้งใจอยากให้เป็นอย่างนั้นตั้งแต่แรก แต่ตามกฎหมายต้องรอให้เจ้าตัวบรรลุนิติภาวะก่อนจึงจะแจ้งความจำนงขอสละสิทธิ์ได้…เคสนี้ผู้ปกครองไม่มีสิทธิ์”

“ไม่น่าเชื่อเลยนะครับท่าน ในความหวังดี จะกลายเป็นเรื่องเลวร้ายไม่คาดฝันแบบนี้” ศักดิ์ดาคล้ายจะสรุป

ขณะที่ตะวันกำลังจะตกดิน ทีมแพทย์-พยาบาลที่อยู่อีกส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลก็กำลังวิ่งกันให้วุ่น แพทย์หญิงคุณหญิงพวงพร สายสกุล เคยผ่านเคสหนักๆ มามากมายประกอบกับวัยและประสบการณ์จึงสามารถนิ่ง…คอยควบคุมให้ทุกสิ่งผ่านไปอย่างมีสติ เธอเรียกประชุมทีมแพทย์ที่ให้การรักษาเป็นเวลาร่วม 2 ชั่วโมง กระทั้งเวลา 19.20 น.เธอกับนายแพทย์อีก 2 คนวัยน่าจะเลย 40 ปีทั้งคู่ ก็เดินเข้ามาแจ้งข่าว

“เอาละ…ทุกคนตั้งสติให้ดีๆ แล้วฟังทางนี้” เธอเกริ่นนำ เดิมทีทุกคนในห้องก็เงียบอยู่แล้วแต่เมื่อเธอกำลังจะแจ้งเรื่องความเป็นความตาย….ความเงียบเข้าขั้นวังเวงก็เกิดขึ้น “หลังจากที่เราได้ช่วยอาตี้เอาไว้ได้ในเบื้องต้น แต่อาการโดยรวมก็ยังถือว่าค่อนข้างสาหัสสากรรจ์พอสมควร….” เสียงของหลายคนฮึมฮัม จนแพทย์หญิงคุณหญิงพวงพรต้องยกมือส่งสัญญาณให้เงียบอีก “เงียบก่อนค่ะ….กระสุน 2 นัดได้ทำลายอวัยวะสำคัญๆ ภายในร่างกายและยังฝั่งในอีกด้วย”

อนุชัยกำมือดร.ชานนท์แน่นจนไม่รู้สึก เขาเกือบจะร้องไห้หลายครั้งแต่ก็ถูกกระตุ้นเตือนสติไว้

“ขณะนี้ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลได้วางแผนขั้นตอนการรักษาไว้อย่างเป็นระบบเรียบร้อยแล้ว ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ไม่ต้องตื่นตระหนกเรื่องใด ๆทั้งสิ้น จงเชื่อมั่นทีมแพทย์-พยาบาลของโรงพยาบาลเราเท่านั้นเป็นพอ เราจะต้องทำงานและทำหน้าที่อันหนักอึ้งนี้ต่อไป สำหรับการผ่าตัดเบื้องแรกจะเริ่มต้นขึ้นเวลา 20.30 น.ของคืนนี้” เมื่อเสียงของแพทย์หญิงคุณหญิงพวงพรเงียบได้สักพัก

อนุชัยจึงพูดตามขึ้นมา “คุณหญิงป้าครับชีวิตผมเป็นของอาตี้ ถ้าจำเป็นต้องใช้อวัยวะส่วนไหนทดแทน คุณหญิงป้าก็อย่าได้ลังเล” เขาเงียบขณะที่ดร.ชานนท์ยกฝ่ามือปิดหน้าร้องไห้ไปแล้ว “และที่สำคัญ หากจะต้องเลือกคนใดคนหนึ่ง คุณหญิงป้าจะต้องเลือกอาตี้ คุณหญิงป้าครับ คุณหมอครับ ได้โปรดอย่าลังเล ให้เลือกช่วยลูกชายของผมก่อน…ได้โปรดเถอะครับผมขอร้อง”

ดร.ชานนท์ทิ้งตัวไปกับพนักพิงพร้อมกับร้องไห้ออกมาราวกับเด็กๆ หญิงรัดดาจึงลุกข้ามดร.ชวนนท์ผู้เป็นพ่อเข้าไปกอดรวบพร้อมเกร็งแขนสั่นระริก จนหลายๆ คนพากันปาดน้ำตาไปตามๆ กัน ไม่เว้นแม้กระทั้งตัวของแพทย์หญิงคุณหญิงพวงพรเองด้วย อนุชัยหันไปดึงดร.ชานนท์กลับขึ้นมา ทั้งคู่จ้องตากันสักพัก

“อนุชาย” ดร.ชานนท์เรียกชื่อเขายาน ๆ

อนุชัยจับใบหน้าดร.ชานนท์มองตัวเอง “ถ้าจะต้องเลือก ให้นายเลือกลูก ไม่ใช่ฉัน” เขาเงียบประเมิน “เพราะหากนายเลือกฉัน สุดท้ายนายจะไม่เหลือใคร….เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหมชานนท์”

ดร.ชานนท์กำมือปิดปาก น้ำตาก็ไหลพรากๆ คล้ายจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ จนอนุชัยต้องยืนยันด้วยสายตาให้เห็นชัดๆ

“ถ้าฉันตื่นขึ้นมาแล้วไม่มีอาตี้ ฉันจะไม่ขออยู่ต่อ….เพราะฉะนั้นนายจะต้องเลือกลูก ห้ามลังเลอย่างเด็ดขาด” เสียงของอนุชัยหนักแน่นอย่างไม่เคยเป็น สมรโถมตัวเข้ากอดเจ้ดวงพร้อมกับร้องไห้จนแพทย์หญิงคุณหญิงพวงพรต้องพูดดัดทางไว้ก่อน

“เอาละๆ….ทุกคนมีสติกันหน่อย” เธอพูดเสียงดังพลางเป่าลมทิ้งแบบต้องการระบายความอึดอัด ก่อนจะหันไปทางสามีตัวเอง “คุณคะดิฉันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดฝากดูแลทุกคนด้านนอกด้วย”

ดร.ชวนนท์ทำได้แค่เพียงพยักหน้ารับคำสั่ง

“อ้าวๆ ทุกคนฟังทางนี้…สติๆ ทุกคนต้องมีสติ หายใจลึกๆ ครับ เราจำเป็นต้องผ่านมันไปให้ได้ และจะต้องผ่านมันไปให้เร็วที่สุดด้วย…..เราจะไม่ทิ้งใครคนใดคนหนึ่งไว้ด้านหลังเด็ดขาด…เชื่อมั่นกับทีมแพทย์-พยาบาล….เชื่อมั่นครับเชื่อมั่น” ศักดิ์ดาเสียงดังและย้ำประโยคสุดท้ายแน่นๆ จนคิดว่าทุกคนได้ยินชัดเจน แพทย์หญิงคุณหญิงพวงพรกับนายแพทย์ 2 คนจึงหันมาผงกหัวให้ เมื่อทุกคนหายใจหายคอได้โล่งขึ้นเสียงแพทย์หญิงคุณหญิงพวงพรก็ดังขึ้นมาอีก

“นุพร้อมนะลูก”

อนุขัยพยักหน้าแรงๆ นาทีนั้นเสียงร้องไห้ของสมรก็ดังขึ้นอีก

“แม่….”

“แม่ฟังพ่อให้ดี….นุกับอาตี้จะไม่เป็นไรทั้งนั้น…เชื่อพ่อซิ” และศักดิ์ดาก็ขยับเข้าโอบปลอบ

“นุ นายคือลมหายใจของฉัน ลูกของเราก็คือชีวิตของเราทั้ง 2 คน ฉันไม่สามารถขาดคนใดคนหนึ่งได้ นายต้องพาลูกกลับมาหาฉันนะ” ดร.ชานนท์กลืนน้ำลายลงคอหลายอึก “สัญญากับฉัน นายต้องสัญญากับฉันอนุชาย”

อนุชัยค่อยๆ ลุกเดินถอยหลังเข้าไปรวมกับทีมแพทย์ที่ยืนเป็นหุ่นสีขาวอยู่หน้าประตู เวลา-ความเงียบกำลังทำหน้าที่ของมัน “ฉันให้สัญญากับนายทั้งหมดไม่ได้หรอกชานนท์….แต่สำหรับลูกชายของเรา…ฉันสัญญา”

……….แสงสีขาว อาบชุดกาวน์ ราวสวรรค์……….

………..พินิจวัน เวลารอ ท้อใจหาย………

……….จักกู่ก้อง ร้องเรียก เพรียกกระจาย………

……….ไม่เสียดาย ชีวา ถ้าไม่คืน……….

สุดท้ายอนุชัยก็ถูกวางยาสลบในห้องผ่าตัดพร้อมกับลูกชาย ดร.ชานนท์นั่งนิ่งไม่พูดไม่จาหลายชั่วโมง ทุกๆ ลมหายใจเข้าออกคล้ายจะขึ้นอยู่กับคน 2 คนในห้องเป็นผู้กำหนด….ไม่เสียดาย ชีวา ถ้าไม่คืน…เขาละเมอลอยๆ ในหัวก็มีเรื่องเก่าๆ วนเวียนหลอกหลอนไม่จบไม่สิ้น

           #—“ชานนท์…ทำไมนายต้องทำดีกับฉันถึงขนาดนี้…ฉันเป็นใครนายบอกฉันได้ไหม ฉันไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ แต่ทำไมลูกรัฐมนตรีที่มีครบทุกสิ่งทุกอย่างต้องมาแคร์ฉัน——>ถึงนายเป็นแค่นกป่าปีกสีอะไรก็ชั่ง…..ถ้าผู้ชายคนนี้มันได้รัก….มันจะรักจนสุด——->ชานนท์….ชานนท์——>ฉันสัญญากับนายว่าไง….ถ้าจะปล่อยมือก็ให้ตายไปข้างหนึ่ง นายจำไม่ได้แล้วรึ——>ชานนท์ ชานนท์ ฉันรักนาย ฉันรักนาย——->นายว่าอะไรนะ—–>ฉันอยากให้หัวนายเป็นรังนกกระจอกให้กับนกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้อย่างฉัน——->นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้เจ้าเอย….ถึงเจ้าจะโผบินสู่ถิ่นแคว้นแดนใด….ไกลสักแค่ไหน…..ถิ่นศัตรูหรือเพชฌฆาต….ข้าก็จะตามเจ้าให้กลับ….ตัวข้าคือรังหลับ….ตัวข้าจะเป็นคอนเดียวให้กับเจ้า…..ข้าจะลูบหัวแทนคำบอกรักที่ไม่อาจเอ่ย….ข้าจะเขกกะโหลกยามใดที่ไม่ฟัง….ข้าจะยอมให้เจ้าตบหน้าข้าในฐานะภรรยาเท่านั้น….แต่หากข้าต้องชกกับเจ้า…ข้าก็จะสู้จนกว่าเราทั้งคู่จะตายไปด้วยกัน——->กลับบ้านกันเถอะก็แค่ผู้ชาย 2 คนรักกัน เราไม่ได้เป็นเกย์สักหน่อย——->ถึงจะเป็นเกย์ มันก็ไม่ใช่โรคร้ายแรงนิ…นายว่าไหม——->อื้อ! ขอบใจนะที่ไม่ยอมปล่อยมือฉัน——>นายสัญญากับฉันว่าไง จำได้ไหม——->ทุกครั้งที่ฉันมีเซ็กส์กับผู้หญิง ฉันก็จินตนาการว่าถูกนายกระทำเสมอแหละ——->ห่า!….จริงดิ….ยังขาดอีกข้อที่นายยังไม่ได้ทำ…นายว่าจะตะโกนบอกรักฉันให้ก้องอันดามันไง——->นายไม่อายชาวบ้านเขารึไง——->อายทำไมละ ก็แค่ผู้ชาย 2 คนรักกัน———>ฉัน รัก นาย—-ชานนท์——”—#

“นายต้องพาลูกตื่นมาหาฉันนะอนุชัย….คราวนี้จะเป็นฉันเองที่จะแหกปากบอกรักนายให้ลั่นโรงพยาบาลไปเลย…..”

“พี่ชายคะ ยูจิ ส่งข้อความเข้ามือถืออาตี้เป็นร้อยครั้งแล้วค่ะ ทำไงดีคะ” หญิงรัดดานั่งอยู่ข้างๆ บอก ดร.ชานนท์นิ่งไม่พูดไม่จา กระทั้งดร.ชวนนท์ผู้เป็นพ่อแบมือขอโทรศัพท์เครื่องนั้นซะเอง หญิงรัดดาจึงยื่นมันให้ เขากดเป็นข้อความภาษาอังกฤษผ่านโปรแกรมไลน์เร็วๆ ก่อนจะส่งคืนให้เธอเหมือนเดิม

“พ่อเข้าใจพวกเขามากขึ้นแล้วละลูกหญิง” ดร.ชวนนท์บอก

หญิงรัดดารับมาอ่านแล้วเธอก็พยักหน้า “ขอบคุณมากคะคุณพ่อที่เข้าใจ”

ดร.ชวนนท์ดึงลูกสาวมากอด “ยูจิกับอาตี้จะเริ่มคบกับแบบไหน พ่อรับได้หมด ขอเพียงให้พวกเขามีความสุขที่มีกันและกันเท่านั้นพอ”

#Line Line Line#

“คุณพ่อคะ ยูจิ……”

“ปล่อยให้เขามาเจอกันเถอะน้องหญิง บางทียูจิอาจจะอยากมาปลุกอาตี้ด้วยตัวของเขาเองก็ได้” ดร.ชานนท์พูดเสียงทุ้มๆ กระนั้นแววตาเหม่อลอยก็ยังค้างไม่มีจุดตกเช่นเดิม….

line1 for timmy

อีกฝ่าย….

            #— “คุณหมอว่าอะไรนะ…อั๊ว! อั๊ว!จะเป็นหมันได้อย่างไรในเมื่อ อั๊ว! มีลูกตั้ง 2 คน—–>นี่คือผลตรวจเช็คครั้งที่ 3 แล้วนะครับ ผมขอยืนยันแน่นอนว่าคุณเป็นหมันแน่นอน——>เพิ่งจะเป็นหรือว่า….——> ถ้าเป็นอย่างที่ผลตรวจได้แจ้ง คุณเป็นหมันถาวรมาตั้งแต่แรกแล้วครับ——>หมายความว่าอั๊ว!ไม่สามารถมีลูกตั้งแต่แรกด้วยอย่างนั้นหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร——>แต่มันก็เป็นไปแล้วครับ ขอแสดงความเสียใจด้วย”—#

อนุชาญนิ่งซึมอยู่ภายในห้องทำงานของโรงงานที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล้องวิดีโอที่แอบติดไว้ภายในรถ 3 คันกำลังเผยภาพอุจาดตาของเมียตัวเองกับคนขับรถอย่างโจ่งครึ่ม หลายครั้งหลายเวลาและหลายสถานที่จนเขายกมือขึ้นกุมขมับ ยังไม่รวมวิดีโอจากกล้องภายในห้องนอนและจากโรงแรมหลายๆ แห่งที่ส่งมาให้ บทสรุปสู่บทเรียนอันล้ำค่าครั้งนี้ทำให้เขานึกถึงใบหน้าเด็กหนุ่มที่ตัวเองเทียวสาบแช่งมาทั้งชีวิต

“ปกรณ์….” อนุชาญอุทานพร้อมกับคิดวนสารพัด “ทำไมอั๊ว! ถึงได้เสียรู้ให้กับผู้หญิงที่อั๊ว! รักและไว้ใจได้มากถึงเพียงนี้” เขาพร่ำประโยคเดิมๆ กระทั้งมือคลิ๊กเปิดรูปถ่ายของลูกชาย-ลูกสาวขึ้นมาเทียบกับใบหน้าตัวเอง…และเมื่อเอาใบหน้าคนขับรถขึ้นมาเทียบ เขาก็ต้องผงะ ทิ้งตัวหมดแรงลงกับเบาะนวมสีดำ “นี่แสดงว่าอั๊ว!โดนหลอกมาตั้งแต่แรกเลยรึ….มิน่าละปกรณ์ถึงไม่ใช่ลูกชายอั๊ว!…อาเฮีย อาเฮียชาติ อั๊ว!” เขาละเมอถึงพี่ชายคนโตที่ภรรยายุยงให้สังหารด้วยยาพิษผ่อนส่งหลายปี น้ำตาจากความแค้น ความรู้สึกผิด ความน้อยใจและสารพัดก็พรั่งพรูออกมา “ทำไมอั๊ว! โง่ถึงเพียงนี้….เฮียชาติ อาเฮียอั๊ว! อั๊ว! ขอโทษ อั๊ว! ขอโทษ”

หลังๆ เวลาส่วนใหญ่อนุชาญจึงไปอยู่กับผู้หญิงอีกคนที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี หากจำเป็นต้องกลับเข้าบ้านตระกลูเชาว์ เขาจะเลือกเวลาเลยหลังเที่ยงคืนไปแล้วและจะกลับออกมาก่อนฟ้าสางทุกครั้ง เช่นเดียวกับคืนนี้…..

เกือบจะ 1 นาฬิกา อนุชาญก็โซซักโซเซโดยมีคนขับรถคนใหม่คอยประคับประคองกระทั้งถึงประตูทางเข้าห้องบรรพบุรุษ

“ลึ! ไปพักผ่อนเถอะ อั๊ว!อยากอยู่คนเดียว”

“ครับนาย” หมายตอบก่อนจะหันหลังเดินจากไปทันที เมื่อแสงไฟภายในห้องสีครีมสว่างวาบ อนุชาน้องชายคนเล็กก็ปรากฎตัวต่อหน้า

“ลึ!ลึ! เข้ามาในบ้านอั๊ว!ได้อย่างไร” อนุชาญถามเสียงสั่น อนุชาลุกจากโซฟาเดินเข้ามาหาพร้อมกับจ้องเขาแบบคนมีคำถาม

“นี้มันบ้านอั๊ว!เช่นกันนะ เฮียอย่าลืมซิ” อนุชาพูดเนิบๆ จนเห็นพี่ชายตัวเองซวนเซจะล้มจึงเข้าไปประคองนำไปยังโซฟาสีน้ำตาลที่เพิ่งลุก “อาเฮียเมาอีกแล้วใช่ไหม”

อนุชาญจ้องหน้าอนุชาไม่กระพริบ “แล้วลึ! ละเป็นอย่างไรบ้าง ไปอยู่ที่ไหนมา” เขาถามจากหัวใจ แววตาก็บอกอย่างนั้น

อนุชาประเมินกระทั้งมั่นใจอะไรบ้างอย่าง จึงเปิดวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือแสดงภาพภายในโรงแรม 5 ดาวในพัทยากลางให้อนุชาญเห็น “อาเฮีย….” เขาเรียกขณะที่อนุชาญคล้ายจะไม่ใส่ใจ “เฮียต้องตื่นสักที ก่อนบ้านตระกูลเชาว์จะล้มสลาย”

“ลึ! อย่ามาซ้ำเติมอั๊ว! ได้ไหม” อนุชาญพูดพร้อมกับปัดวิดีโอในมือถือออกให้ห่าง

“แสดงว่าเฮียรู้เรื่องทั้งหมดนี้แล้ว”

อนุชาญนิ่ง ใบหน้าโศกสลดค่อยๆ หันมาพยักหน้าพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนราบ “อั๊ว! มันคนโง่แต่ขยัน โง่แต่ชอบอวดอ้างว่าตัวเองฉลาด โง่แล้วอยากเป็นใหญ่ และโง่แล้วยังดื้อรั้นหูเบาไม่ฟังคนอื่น”

อนุชาตะลึง

“อั๊ว! มันคนชั่ว คนเลวที่ไม่มีน้ำยาไม่มีพิษสง และอีกไม่นานก็จะไม่มีแม้กระทั้งอำนาจ” เขาดันตัวเองลุก “และอั๊ว! ก็ถลำลึกเกินกว่าจะแก้ไขหรือขอให้ใครมาอภัยโทษ” เขาลุกก้าวผ่านไปยังกระถางธูปหน้ารูปภาพพรรพบุรุษคนตระกูลเชาว์ เมื่อความสะเปะสะปะบอก อนุชาจึงถลันเข้าไปช่วยแล้วส่งธูปที่ถูกจุดเรียบร้อยให้ อนุชาญมองหน้าอนุชาจริงๆ จังๆ จนธูปในมือไหม้ลามเกือบถึงครึ่ง “หากอั๊ว! ตาย อั๊ว! คงไม่มีหน้าไปเจอพวกเขาแน่ๆ อาชา”

“อาเฮีย” อนุชาอุทาน “…………”  เขาจะขยับปากพูดแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นจากคำไหน

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างในห้องสงบ ใบหน้าอนุชาญจึงได้หันไปมองรูปภาพชายหญิงแก่ๆ หลายใบรวมทั้งรูปสีน้ำมันของอนุชาติที่แขวนในลำดับท้ายๆ

“อากง อาม่า อั๊ว! มันทั้งชั่วทั้งเลวและล้มเหลวในทุกๆ เรื่อง อั๊ว!ไม่ต้องการให้พวกลึ! อภัยในความผิดพลาดครั้งนี้ แต่อั๊ว!อยากให้พวกลึ! รับรู้เพียงว่าอั๊ว! ได้สำนึกแล้ว….” เขาหลับตากระทั้งก้านธูปกำลังจะหมด “คำขอโทษจากอั๊ว! ไม่มีความหมายเพราะฉะนั้นอั๊ว! จะไม่ขอโทษ ต่อจากนี้เป็นต้นไปชีวิตอั๊ว! ต้องได้รับการลงทัณฑ์ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ซึ่งตัวอั๊ว! เองก็พร้อมจะรับผลกรรมทั้งหมดด้วยตัวเอง”

“อาเฮียครับ” อนุชาคล้ายจะตกใจอย่างมาก อนุชาญหันมามองเขา ขณะธูปในมือดับไปแล้วอย่างสมบูรณ์

“แต่สำหรับลึ! กับปกรณ์ อั๊วยังอยากขอโทษและอยากให้พวกลึ! 2 คนให้อภัย….อย่างน้อยก็ขอให้อั๊ว! มีตัวมีตนขึ้นมาบ้าง”

“………….” อนุชาได้แต่ขยับปาก อนุชาญทิ้งก้านธูปลงกับพื้นพร้อมกับคว้าอนุชามากอด

“ฮื้อๆ อาชา อาชา….ลึ! ลึ! จะอภัยให้อั๊ว!ได้ไหม…..ทำไม….อั๊ว! อั๊ว! ถึงได้ขยะแขยงตัวเองมากมายขนาดนี้….เรื่องที่ลึ! ต้องติดอยู่ในคุกกว่า 15 ปี ก็เพราะอั๊ว! เป็นคนยุยงส่งเสริม อั๊ว! มันสมควรตาย อั๊ว! สมควรตาย”

อนุชาปล่อยให้พี่ชายกอดอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร สักพักแขนตัวเองก็ค่อยๆ โอบรัด ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกำลังทำหน้าที่ของมัน เขากำลังจะให้อภัยทั้งๆ ที่ไม่สมควร….แต่เมื่อมองเข้าไปในหัวใจของอนุชาญในเวลานี้…ความโกรธแค้นที่อัดแน่นก็ผ่อนคลายลง เขาตบแผ่นหลังเรียกสติ…จนได้ยินเสียงสะอื้นราวจะไม่สิ้นสุดดังขึ้นอีกระดับ

“ฮื้อๆ….อาชา อาชาอั๊ว! ขอโทษ อั๊ว! ขอโทษ….”

จบ อนุชาย2 บทที่30 ตัวเลือก

อนุชาย2 บทที่29

อนุชาย2 บทที่29อนุชาย2 บทที่29 อโหสิกรรม

อนุชาย2 บทที่29 อโหสิกรรม

พัทยากลาง….

เมื่อรถเบ้นซ์สีดำเลี้ยวลงไปจอดชั้นใต้ดินของโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่งในพัทยากลาง กระโปรงและเสื้อลูกไม้ที่หลุดลุ้ยของหญิงวัยเกือบจะ 50 แต่ยังคงใบหน้าสดสวยเปล่งปลั่งจากงานศัลกรรมก็ถูกสวมให้เข้าที่ เธออาศัยกระจกหลังสำรวจใบหน้าตัวเองก่อนจะควักลิปสติกกับตลับแป้งขึ้นมาเติม ปั๊บ! ปั๊บ! ปั๊บ!…เมื่อจัดทรงผมเข้าที่เข้าทางเสียงชายหนุ่มรุ่นน้องก็ดังขึ้น

“พี่หงส์….เราจะหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้อีกนานแค่ไหน….ลูกเรา 2 คนก็กำลังโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วนะพี่”

“ใจเย็นๆ ซิที่รัก….อีกไม่นานหรอกเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเรา 4 คนก็จะสบายแล้วละ” เธอโน้มหอมแก้มพลางฉายแววตาปรารถนาให้เห็น “ทรมานพี่มาตลอดทาง ไม่สงสารบ้างเลยหรือค่ะทูลหัว”

“อาซันนับวันใบหน้าจะคล้ายผมเข้าไปทุกที เราต้องเร่งมือแล้วละ” สมหวังพูดขณะกำลังเปิดประตูรถ เขาก้าวลงไปยืนรอก่อนซ้อหงส์จะเดินอ้อมมาสอดมือคล้องแขนพลางดันหน้าอกที่เพิ่งไปยกกระชับดุลหัวไหล่อย่างจงใจ

“ใจเย็นๆ นะค่ะพ่อรูปหล่อ”

“อยากให้จบๆ วันนี้พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ….ยิ่งเห็นพี่หงส์อี๋อ๋อกับมันหัวใจผมแทบมอดไหม้เป็นผุยผง” สมหวังพึมพำ

ซ้อหงส์ยิ้มแบบคนได้ใจสุดๆ “ดูพูดเข้า ฮา ฮ่า ฮ้า….เล่นน้ำพี่เดินเลยรู้ไหม” พูดจบเธอก็โน้มจูบติ่งหูกระตุ้นก่อนจะถึงประตูไม่กี่เมตร

“2 ชั่วโมงขอจัดหนักๆ ให้สมกับอยากมาหลายวันนะครับพี่”

“รีบเช็คอินก็แล้วกันหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้ตื่นเต้นจะตายว่าไหม ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

และแสงดาวไล้ท์ของห้องสูทบนชั้น 22 ยามใกล้เที่ยงก็อาบ 2 ร่างขาวเนียนบนเตียงขนาดคิงส์ไซด์ พวกเขากำลังถาโถมกระหน่ำทุกสัดส่วนของร่างเปลือยเปล่า-โลมเล้ากันไปมาอย่างเอาเป็นเอาตาย เม็ดเหงื่อทุกเม็ดผุด-ปลิ้น-ล้นออกมาจากรูขุมขนอย่างไม่บันยะบันยัง

“โอ้ย!…..”

“เร็วเข้าที่รักเร็วเข้า เร็วขึ้นอีก”

ซ้อหงส์พลิกตัวเองขึ้นด้านบนตา 2 ข้างหลับพริ้มครวญครางเชิดสูง หน้าอกส่วนเสริมกระชับก็ชูชันจนชายหนุ่มได้แต่นอนดิ้นเร่าๆ อยู่ด้านล่างหลงวันเวลา จนหมดสิ้น

“เรียกฉันว่าเมียเร็วเข้า สามีจ๋า โอ้ยยยยยย”

“ผมเป็นผัวให้พี่หงส์มาเกือบ 20 ปี ไม่น่าเชื่อว่าไอ้หมูโง่จะไม่รู้เรื่อง….มันสะใจสุดพี่ว่าไหม….”

“อย่าพูดถึงเค้า…..อย่าพูดถึงเค้าในเวลานี้…..โอ้ยยยยยยย เมียจะขาดใจตายอยู่แล้ว…ผัวขา”

line1 for timmy

ที่วัดแห่งหนึ่งใน อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ยังไม่ 7 โมงเช้ารถตู้ 2 คันก็แล่นมาจอดคู่กันใต้ต้นโพธิ์ที่กำลังผลัดใบ ยอดอ่อนสีชมพูบอกความงามอันวิจิตรบรรจงให้หลายคนทึ้ง ความยิ่งใหญ่แผ่รัศมีไม่น้อยกว่า 7 เมตร ใบเก่าสีน้ำตาลหลุดร่วงปลิวว่อนอยู่เหนือหัวไม่นานวิถีแห่งโลกก็ดึงมันลงมากองรวมกันจนพื้นรอบโคนต้นขนาด 10 คนโอบ-ไม่เห็นใบหญ้าและสีดินเลยสักฝ่ามือเดียว

สตีป เจมส์มาร์คอร์ เลื่อนประตูรถตู้ที่ตามหลังก้าวออกมาให้เห็นก่อน ตามด้วยสาวน้อยรินรี่และเบล สักพักหมอแครรายก็ออกมารับแขนอดีตท่านผู้หญิงแขไขที่มาด้วยชุดสีขาวสะอาดจนแทบมองไม่เห็นตำหนิ หลังจากเธอตั้งหลักได้ กิริยาแช่มช้อยก็ค่อยๆ ยกมือพนมไหว้ไปทางอุโบสถหลังใหญ่ที่โดดเด่นในระยะ 50 เมตร ปกรณ์ เชาว์ เมื่อดับเครื่องยนต์ก็ก้าวตามลงมาสมทบ เขาเข้าไปประคองแขนหญิงชราก่อนจะพาเดินเข้าไปสมทบกับคนบ้านสายสกุลที่ยืนรวมกลุ่มรออยู่อีกฟากหนึ่ง

“สวัสดีคะคุณพี่” แขไขยกมือไหว้ดร.ชวนนท์ต่อด้วยคุณหญิงพวงพรที่มาด้วยชุดสีขาวคล้ายกัน ปกรณ์ยกมือไหว้คนทั้ง 2 เมื่อทั้งหมดทักทายกันจนครบ เสียงดร.ชานนท์ที่ยืนคู่กับอาตี้และอนุชัยก็ดังขึ้น

“เจ้ดวงไม่มาด้วยหรือครับพี่ปกรณ์”

ปกรณ์ยิ้มอบอุ่น แววตาบอกอิ่มๆ จ้องคนทั้ง 3  “เดือนหน้าก็จะถึงกำหนดคลอดเลยไม่อยากให้มานะครับ” เขาบอก

“รู้หรือยังได้ลูกสาวหรือลูกชาย” ดร.ชวนนท์ผู้เป็นพ่อถามบ้าง ปกรณ์หันไปยิ้มให้อีก

“ยังไม่ทราบหรอกครับท่าน เรากะว่าจะรอลุ้นตอนคลอดทีเดียวนะครับ หึ หึ หึ” ปกรณ์บอกพลางหัวเราะเสียงในลำคอ

“จากประสบการณ์ถ้าจะให้แครเดานะ เราน่าจะได้หลานสาวแน่ๆ เลยคะ ฮา ฮ่า ฮ้า”

“ก็ดีซิคะพี่หมอ หญิงจะได้จับแต่งตัว-แต่งหน้า-แต่งผมให้สนุกไปเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า” หญิงรัดดาพูดทีเล่นทีจริงก่อนที่แครรายจะเดินไปฉุดข้อมือเธอแยกไปกระซิบกระซาบและในระยะ 5 เมตร 2 สาวก็หัวเราะร่าสลับมีหลายเรื่องราวต่อเนื่องไม่หยุด…กระทั้งแดดสีวะนิลายกระดับสู่สีครีม ดร.ชวนนท์จึงนำคนทั้งหมดเข้าไปนั่งรวมกันอยู่ในศาลา

“คุณพี่คะ” เสียงแขไขดังในระดับต่ำ “หากที่ผ่านมาดิฉันได้กระทำล่วงเกินหรือกระทำเรื่องมิสมควร คุณพี่ทั้ง 2 ได้โปรดอโหสิกรรมให้ดิฉันด้วยนะคะ”

คุณหญิงพวงพรรับไหว้สั้นๆ พร้อมกับช้อนร่างของเธอขึ้นมานั่งที่เดิม “ไม่เป็นไร ขึ้นมานั่งบนเก้าอี้เถอะ วันนี้เป็นวันดีนะคะ” เมื่อแขไขเข้าที่เข้าทาง เสียงคุณหญิงพวงพรก็ดังขึ้นมาอีก “หากดิฉันและครอบครัวได้กระทำอะไรให้ขุ่นข้องหมองใจก็ได้โปรดอโหสิกรรมให้พวกเราด้วยเช่นกันนะคะ”

แขไขยิ้มจนคล้ายจะมีน้ำตา “คะ….แค่นี้ดิฉันก็สบายใจหมดห่วงแล้วละคะคุณพี่”

“ถ้าเป็นหนทางที่แขสบายใจและมีความสุข เราทุกคนก็มีความสุขไปด้วย ไม่ต้องเป็นกังวลหรอก” ดร.ชวนนท์ที่นั่งอยู่ข้างๆ เสริม…

แดดด้านนอกทอประกายผ่านแมกไม้ สีเขียวหลายเฉดสลับพุ่มเงากำลังทำให้หลายๆ คนหลงใหล ปกรณ์ อนุชัย ดร.ชานนท์ แคราย สตีป รินรี่ เบล อาตี้และหญิงรัดดาก็ยังวนเวียนชื่มชมรอบๆ บริเวณ ดูเหมือนทุกคนกำลังกอบโกบความสุขอันเหลือเฟืออย่างไม่รู้จักอิ่ม เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ ยอกเย้าดังไม่ขาดระยะ กระทั้งพระเณรและแม่ชีเสร็จจากภารกิจภาคเช้า เกือบ 9 โมง อดีตท่านผู้หญิงแขไขก็ถูกเชิญไปอาบน้ำโกนหัว เพื่อเตรียมตัวเข้าทำพิธีบวช ปกรณ์ต้องวิ่งหน้าวิ่งหลังคอยอำนวยความสะดวก แครรายเองก็วนเวียนอยู่ไม่ห่าง กระทั้งพิธีโกนหัวเสร็จสมบูรณ์ เครื่องนุ่งห่มสีขาวของว่าที่แม่ชีแขไขก็เสร็จสมบูรณ์ เธอออกมายืนโดดเด่นให้ทุกคนเห็น แดดสีครีมอุ่นๆ เสริมส่งจนหลายคนอดพนมมือไหว้เธอไม่ได้

และขณะที่หมอแครรายกำลังจะส่งเธอเข้าสู่อุโบสถ เสียงปืนไม่รู้ที่มาก็ดังขึ้น 4 นัดติดๆ กัน

            #ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!#

            ทุกคนล้มหมอบไปกับพื้นตามสัญชาตญาณมีเพียงอาตี้คนเดียวที่ยังยืนนิ่งราวกำลังช็อกสุดขีด  เขายิ้มในเบื้องต้นก่อนจะค่อยๆ แสดงความเจ็บปวดให้เห็น เลือดสีแดงฉานกำลังซึมผ่านเสื้อผ้าสีขาวโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้ด้วยซ้ำ….แต่นาทีต่อมา “พ่อ…..” เขาเรียกเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเอง

“อาตี้!….” เสียงดร.ชานนท์กับอนุชัยดังขึ้นพร้อมกัน พวกเขาพุ่งเข้าไปรับร่างที่กำลังทรุด “อาตี้!….”

“อ๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ…….” และเสียงกรีดร้องโหยหวนของว่าที่แม่ชีแขไขก็ดังลั่น เธอทรุดฮวบกองลงกับพื้นก่อนจะเป็นหมอแครรายวิ่งเข้าไปช้อนร่างของเธอมากอดแน่น “แม่….แม่…..” ปกรณ์มอง 2 ฝั่งสลับกันไปมาก่อนจะวิ่งไปยังรถตู้ เมื่อเสียงเครื่องยนต์คันหนึ่งดังขึ้น เสียงอีกคันก็ดังตามขึ้นมาติดๆ

“แม่ แม่ แม่…..”

“อาตี้ อาตี้ อาตี้” เสียงเรียกสติอีกฝั่งก็ยังไม่หยุด ดร.ชานนท์อุ้มร่างลูกชายวิ่งตรงไปยังรถ

“คุณอยู่กับเด็กๆ ที่นี่ก่อนนะคะ” คุณหญิงพวงพรหันมาสั่งสามี เธอออกแรงวิ่งตามร่างของหลานชายไปพร้อมๆ กับอนุชัย กระทั้งรถตู้บ้านสายสกุลแล่นออกนอกเขตวัด รถตู้อีกคันก็แล่นเข้ามาจอดเทียบ….แต่ว่า….

“แม่ แม่ แม่” แครรายกระตุ้น ปกรณ์กระโจนลงมากะจะช้อนร่างอ่อนปวกเปียกแต่ทันทีที่แขนสอดผ่านยกเธอขึ้นจากพื้นเสียงแครรายก็ดังขึ้นมาอีก

“แม่ แม่ แม่”

ปกรณ์ทรุดฮวบ ร่างทั้งร่างสั่นเกร็งจนความเจ็บปวดแสดงตัวตนออกมา

“แม่ แม่คะ….”

ทันทีที่แดดเปลี่ยนเฉดเวลาเข้าสู่สีขาว เสียงโหยหวนจากชายผู้อาภัพก็ดังลั่นลานวัด

            “แม่………….”

อดีตท่านผู้หญิงแขไขหรือว่าที่แม่ชีแขไขสิ้นลมแล้ว ปกรณ์กับแครรายสั่นเกร็งทำอะไรไม่ถูก เมื่อถึงบทสรุปเขาจึงค่อยๆ วางร่างไร้วิญญาณลงกับพื้นก่อนจะวิ่งไปกระชากชายผู้ต้องสงสัยมาจากแขนบอดี้การ์ดพร้อมกับกดร่างเขาลงกับพื้นดิน

“คุณอา…..เป็นฝีมือของคุณอาใช่ไหม ใช่ไหม”

ชายผู้ต้องสงสัยคนนั้นคือ อนุชา เชาว์ ไม่ใช่ใคร เขานิ่ง นิ่งจนเห็นน้ำตาล้นทะลักออกทางหางตาทีละข้าง “อาแค่อยากมาขออโหสิกรรมกับพี่หญิงเท่านั้นจริงๆ ฮื่อๆ” อนุชาฟูมฟายร้องไห้ไม่หยุดกระทั้งมือที่กดเกร็งค่อยๆ หมดแรง

“ทำไมต้องรุนแรงขนาดนี้ ทำไม ทำไม ทำไม”

………แดดสีครีม กำลังอุ่น ละมุนหอม………

………ผีเสื้อดอม ดมตามกลิ่น เสน่หา………

………ผ้าสีขาว ราวกับฟ้า มาเมตตา……….

………ชื่นอุรา สุขเอมอิ่ม พริ้มพราวพรรณ……..

……..เกือบ 10โมง เหมือนฝัน วันฟ้าฉาย……..

………ใจสลาย เมื่อกรรมหนัก ทักทายฉัน………

……….สิ้นเสียงปืน ฝืนเห็นร่าง ร่วงเร็วพลัน………

………..ใจฉันสั่น สลายลับ ดับมืดมน……….

……….อโหสิกรรม จะนำส่ง สู่แดนไหน………

……….สรวงนรก หรือแห่งใด ไม่เคยหวั่น……….

……….ขอผลบุญ ที่เหลือค้าง ล้างเร็วพลัน………

……….เสริมสร้างฝัน วันฟ้าใหม่ ให้ทุกคน………

            “แม่……..”

งานศพของอดีตท่านผู้หญิงแขไขถูกจัดขึ้นง่ายๆ ที่วัดแห่งนั้นและอีก 3 วันต่อมา ปกรณ์ เชาว์ ก็บวชเดินนำร่างอดีตท่านผู้หญิงแขไขสู่เชิงตะกอน แสงสุดท้ายกำลังจะลับขอบฟ้า เขายืนแบบคนปลงตกจ้องเข้าไปในกองไฟที่กำลังลุกโชติช่วง นัยน์ตาอ่านไม่ออกกำลังเต้นเร่าๆ ราวกับมีหลายเรื่องราวให้ขบคิด…กระทั้งเสียงของหลวงพ่อดังขึ้นทางด้านหลัง

“โยมเค้าไปดีแล้วละ อย่าได้เป็นกังวลเลย…..ไปกันเถอะถึงเวลาที่ต้องกลับคืนสู่โลกเดิมแล้ว”

พระปกรณ์นิ่ง….ชายผ้ากาสาวพัสตร์ที่ห่อหุ้มร่างกายโปกสะบัด สายลมในยามนั้นก็กระตุ้น “ครับหลวงพ่อ”

“ยังมีอีกหลายเรื่องหลายราวรอให้ได้พบได้เห็น…จงผ่านมันไปให้ได้เถอะนะ”

และก่อนหน้านั้น…..

“คุณอาครับ ทำไมต้องรุ่นแรงขนาดนี้” ปกรณ์ยังกดร่างอนุชาติดกับพื้นดิน จนบอดี้การ์ดของบ้านสายสกุลเข้ามาแยกก่อนจะนำตัวอนุชาไปโรงพัก ปกรณ์ก็ตามไปคุยด้วย เมื่ออารมณ์กลับสู่ปกติ การพูดคุยอย่างมีเหตุมีผลจึงเริ่มต้นอีกครั้ง

“งานนี้ไม่ใช่ฝีมือของเฮียชาญ” อนุชาพูดจากหลังลูกกรง แววตาฉายความั่นใจชัดเจนจนปกรณ์ถึงกับซี๊ด!ปาก….

“ถ้าไม่ใช่คนของอาชาญแล้วจะเป็นใครไปได้ละครับคุณอา” ปกรณ์ถาม

“อีกแค่ปีเดียวกงสีของบ้านตระกูลเชาว์ก็จะถูกกฎหมายเข้ามาจัดการ มีอีกกลุ่มที่ต้องการเร่งจบเกมให้เร็ว เฮียชาญคิดไม่ทันคนกลุ่มนี้แน่ๆ”

“ใครกันละครับคุณอา…”

อนุชาฉายยิ้ม…… “ดูหน้าอาซันกับยายวิวเองซิ…..”

ปกรณ์ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “อาซันกับคุณหนูวิวเข้ามาเกี่ยวอะไรด้วย ผมว่าคุณอาอย่าเอาหลานเข้ามายุ่งจะดีกว่า” ปกรณ์สะบัดหางเสียงราวต้องการจะตัดประเด็น

“อาขอถามหน่อย….ที่นายไม่ใช่ลูกชายเฮียชาญเพราะอะไรรู้ไหม”

ปกรณ์นิ่งคิด…เขาสำรวจอนุชาอยู่หลายรอบแต่ก็เห็นเพียงปริศนาที่เดาไม่ออก…

“ฟองฟ้าแม่ของนายตกเป็นเมียของเฮียชาญร่วมปีแต่ไม่เคยตั้งท้อง แต่พอเฮียชาติกลับจากแคนาดาไม่ถึง 3 เดือนเธอก็ท้องขึ้นมาทันที…”

“คุณอาอย่าบอกนะว่า….” ปกรณ์คล้ายจะนึกออกแต่ก็ไม่กล้าสรุป

อนุชาผงกหัว “เฮียชาญเป็นหมัน”

“หา!……จริงหรือครับ แล้ว แล้ว…..”

“อาซันกับยายวิวไม่ใช่ลูกเฮียชาญอย่างแน่นอน” อนุชาสรุป…ปกรณ์ทิ้งตัวไปกับพนักเก้าอี้ เขามองฝ้าเพดานที่ว่างเปล่าอย่างคนหมดแรง…สักพัก

“แล้วอาชาญจะรู้เรื่องนี้….ผมหมายถึงเรื่องที่ตัวเองเป็นหมันหรือเปล่าครับ” ปกรณ์ถามกลับเร็วๆ

“คาดว่าน่าจะรู้ไม่นานมานี้แหละ…เพราะว่าเฮียชาญแอบไปซื้อบ้านหลังหนึ่งให้เมียน้อยแถวลำลูกกา….ซึ่งอาเองก็เพิ่งรู้มาเช่นกันว่าพวกเขาแอบคบกันได้แค่ 2 ปีมานี้เองและผู้หญิงคนนั้นก็อยากมีลูกกับเฮียชาญจนต้องพาเขาไปพบแพทย์ถึง 3 ครั้งมาแล้วด้วย”

“คุณอารู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้อย่างไรครับ” ปกรณ์ถามอีก

“เวลานี้อาอยู่ในการดูแลของตำรวจ……”

“จริงหรือครับ”

อนุชาพยักหน้า “ไม่ต้องเป็นห่วงอาหรอก อีกสักพักอาก็ได้ออกจากตรงนี้แล้วละรับรองได้” และที่ด้านหลัง

“อนุชา เชาว์ มีคนมาประกันตัวแล้วครับออกมาได้” เสียงนายตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากช่องดังขึ้น

“นั้นไงเชื่ออาหรือยัง”

“ครับ…..”

“ฝากดูแลงานศพพี่หญิง อาตี้รวมทั้งแครรี่อีกคน เธอน่าสงสารพอๆ กับนายนั้นแหละ”

“แล้วเวลานี้คุณอาอยู่ไหนครับ”

อนุชามองหน้าปกรณ์ “ไม่ต้องเป็นห่วงอาหรอก ดูแลตัวเองให้ดีก็แล้วกัน”

“ครับ…คุณอาเองก็ต้องดูแลตัวด้วยละกัน”

อีกฝ่าย….

ร่างของอาตี้ถูกนำส่งโรงพยาบาลอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นเรียบร้อย เขาก็ถูกส่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์สู่โรงพยาบาลของแพทย์หญิงคุณหญิงพวงพร สายสกุล บน ถนนพระราม 9 คุณหญิงพวงพร อนุชัย รวมทั้ง ดร.ชานนท์ขึ้นไปกับเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นด้วย ส่วนดร.ชวนนท์นำคนที่เหลือตามไปกับรถตู้

ไม่ถึงชั่วโมงเฮลิคอปเตอร์ก็ถึงที่หมาย ทันทีที่ร่างของอาตี้ถูกเข็นเข้าสู่ห้องฉุกเฉิน อนุชัยก็จับใบหน้าของดร.ชานนท์ให้หันมองตัวเอง

“ชานนท์นายฟังฉันให้ดี ๆ” อนุชัยเว้นรอจังหวะกระทั้งเห็นดร.ชานนท์พยักหน้า “ฉันกับอาตี้มีเลือดกรุ๊ป AB RH- เหมือนกัน หากมีอะไรเกิดขึ้นนายอย่าได้ลังเล”

“นุ…..”

“อย่าลังเลเด็ดขาด” อนุชัยย้ำ เขาจ้องตาดร.ชานนท์นาน “อย่าลังเล…ชานนท์”

“แต่…..”

“ไม่มีแต่….นี่คือคำสั่ง”

สักครู่พยาบาลก็วิ่งเข้ามาหา “คุณอนุชัยพร้อมแล้วใช่ไหมคะ”

“ครับ…ผมพร้อมแล้วครับ” อนุชัยตอบทันที เขาโน้มจูบดร.ชานนท์แน่นๆ ก่อนจะผละออก

“อย่าลังเล ชานนท์” พูดจบอนุชัยก็เร่งฝีเท้าตามพยาบาลหายเข้าไปข้างใน เพียงลำพัง ด้านนอกก็ทำให้ดร.ชานนท์ปล่อยโฮออกมาเงียบๆ……

“ทำไมต้องให้ฉันเลือก….ทำไม ทำไม อนุชาย อนุชาย อนุชายยยยยยยยย”

………กาเหว่าร้อง กา กา กา ท้าแดดฝน………..

……….แรงลมบน โถมกระโชก กระชากหาย……….

……….กา กา กา ก็ยังก้อง กังวานวาย……….

……….ใจสลาย เมื่อการ้อง พร้องเสียงลม………

“พวกนายคือชีวิตของฉัน….ทำไมต้องบังคับให้ฉันเลือก อนุชัย อนุชายยย……”

บ่ายๆ รถตู้จากบ้านสายสกุลก็ตามมาถึง พวกเขารวมตัวกันหน้าห้องฉุกเฉิน จนกระทั้งความมืดผ่านเข้ามาปกคลุม ความรู้สึกด้านชาทำให้ดร.ชานนท์ไม่รู้จักมัน เวลาแต่ละนาทีผ่านไปช้าเหลือเกิน หญิงรัดดาที่นั่งโอบอยู่ข้างๆ ก็สะอึกสะอื้นเป็นพักๆ….แสงดาวมองไม่เห็นจากด้านในแต่ในใจก็ยังอดถามพวกมันไม่ได้ว่า…ทำไมถึงใจร้ายได้ถึงเพียงนี้….

(หากเวรกรรมมีจริงก็จงนำบุญที่ข้ามีไปให้หมดแล้วปล่อยพวกเขามา..มันมากเกินไป…หรือกะจะทุบให้หัวใจข้าแตกเป็นเสี่ยงๆ ถึงจะพอใจอย่างนั้นหรือ….) คำภาวนาที่เลื่อนลอยของดร.ชานนท์ถูกปล่อยเข้าไปในอากาศ เขามองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากประตูทางเข้าห้องฉุกเฉินที่มีคนรัก 2 คนนอนหายใจรวยรินรอให้เขาเข้าไปปลุกเรียก

(ตื่นเถอะอาตี้ ตื่นเถอะนุ ตื่นมาเพื่อฉัน ตื่นมาเพื่อเราที่รัก)

จบ อนุชาย2 บทที่29 อโหสิกรรม

อนุชาย2 บทที่28

อนุชาย2 บทที่28อนุชาย2 บทที่28 แผนฆ่า

อนุชาย2 บทที่28 แผนฆ่า

อยู่ๆ อนุชาก็ได้รับจดหมายลึกลับฉบับหนึ่ง…เขาแกะอ่านทั้งๆ ที่มือทั้ง 2 ข้างสั่นระริก ในหัวส่งสัญญาณร้ายเตือนอย่างอัตโนมัติว่าที่อยู่ปัจจุบันถูกเปิดเผย เขาจะต้องย้ายภายในคืนนี้หรือไม่ก็พรุ่งนี้เช้าเป็นอย่างช้า แต่เมื่อข้อความในจดหมายบอกแหล่งที่มาเป็นรหัสสั้นๆ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษสลับกันเขาก็พอเดาออกทันทีว่าหมายถึงอะไร

“คิดจะล่อเสือออกจากถ้ำ…..มันจะง่ายเกินไปแล้วมั่ง” เขาพึมพำคนเดียวกระทั้งเลยเที่ยงคืนไม่กี่นาที ทนายอำพล ทนายความประจำบ้านตระกลูเชาว์ก็โทรผ่านไลน์เข้ามือถือที่เขาเป็นคนจัดให้

“ครับ”

(คุณอนุชามือถือเครื่องนี้ถูกเปิดเผยที่อยู่กรุณาทำลายทิ้งตอนนี้เลย ไม่เกิน 3 วันผมจะจัดส่งเครื่องใหม่ไปให้และขอย้ำอีกครั้งว่า…อย่าใช้มันโทรหาใครยกเว้นผมเพียงคนเดียว)

“มิน่าละ….ถึงได้มีจดหมายเสนอเงินก้อนใหญ่มาถึงอั๊ว!”

(โอ้!….ไม่ได้การแล้วละ…เก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านหลังนั้นภายใน 1 ชั่วโมง เดี๋ยว เดี๋ยวจะส่งรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน กส-XXXX ไปรับ สถานที่จะ Confirm กลับไม่เกิน 15 นาที)

“อั๊ว!…..”

(อย่าบอกนะว่าคุณไปให้การกับตำรวจมา) เสียงทนายอำพลพูดจากคาดเดาพลางพ้นเสียงลมหายใจแสดงสถานะรอให้ได้ยิน

“อั๊ว! เบื่อ….”

(มิน่าละเรื่องมันถึงได้วุ่นไปกันใหญ่….ตำรวจบางคนก็ไว้ใจไม่ได้ เก็บเสื้อผ้าออกจากห้องตอนนี้เลย ไม่อย่างนั้นคุณจะเหลือแค่ชื่อแน่ๆ)

“แต่….”

(ไม่มีแต่…ออกไปหลบที่ไหนสักแห่ง ผมจะส่งแท็กซีไปรับ รอเพียงข้อความนัดอย่างเดียว เชื่อผม)

“แต่อั๊ว! ไม่อยากหนีอีกแล้ว คุณช่วยมามากและคุณก็ไม่อาจช่วยอั๊ว! ได้ตลอดไป เอาเป็นว่าเรื่องนี้ขออั๊ว! จัดการเองจะดีกว่า คุณแค่รอติดต่อกลับจะปลอดภัยกว่า ขอบคุณมากๆ” อนุชาพูดราวจะสรุป เขากดสายทิ้ง แต่อีกมือก็ไล่เก็บเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ตัวยัดใส่กระเป๋า เมื่อกำลังจะก้าวขาตรงไปยังประตู เสียงกุกๆ กิกๆ ผิดวิสัยหลังเที่ยงคืนก็ทำให้ต้องชะงัก เขาสังเกตแสงไฟที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกเข้ามาในห้อง มันวูบวาบบอกสถานะข้างนอกอย่างผิดธรรมดา เขาจึงเปลี่ยนใจเดินกลับไปยังระเบียงด้านหลัง ในเมื่อห้องเช่าอยู่เพียงชั้น 2 การจะหนีออกทางนี้จึงไม่ใช่เรื่องลำบาก เมื่อเขาปีนลงมาถึงพื้นอย่างปลอดภัยแล้ว เสียงดังปั้ง! เพียงครั้งเดียวก็ทำให้พอเดาเหตุการณ์ข้างบนได้

#มันไหวตัวทัน#

#นี้ไงซองจดหมายคล้ายจะถูกฉีกใหม่ๆ คงยังหนีไปไหนไม่ไกล….ออกตามหาให้เจอ#

#ครับ#

ความมืดช่วยอำพรางเอาไว้ แต่สำหรับพรุ่งนี้เขามีทางเลือก 2 ทางนั้นก็คือโทรหาทนายอำพลขอให้ช่วยเหลือ กับเดินขึ้นสถานีตำรวจเพื่อสะสางปัญหาของครอบครัวให้จบ ตำรวจจะให้ความเชื่อมั่นกับเขาได้มากน้อยเพียงใดละ แต่ถ้ามัวแต่หลบๆ ซ่อนๆ วันหนึ่งความตายก็ต้องเดินทางมาถึง สู้เดินหน้านำความจริงให้กฎหมายจัดการอย่างน้อยความตายที่รออยู่ก็มีค่ามากกว่าความตายอันเงียบงันในโลกที่ไม่อาจคาดเดาได้…

“อย่างไรก็ต้องตาย ขออั๊ว! ตายดังๆ เถอะนะอาเฮีย…..” เขาพึมพำราวรำลึกถึงใบหน้าของพี่ชายขณะทิ้งรอยเท้าไปตามถนนแคบๆ มืดๆ ราตรีของคืนนั้นช่างยาวนาน หนทางข้างหน้าก็มิอาจคาดเดา ข้อนี้เขารู้ดีและเริ่มคิดถึงคุกอันเป็นบ้านมา 15 ปีขึ้นในหัว….

“หากกลับเข้าคุก อั๊ว! ปลอดภัย แต่คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องละจะทำอย่างไร” สมองยังคงแล่นเร็วกว่าฝีเท้า ในที่สุด 9 โมงเกือบๆ จะครึ่งอนุชาก็ตัดสินใจขึ้นไปนั่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ตำรวจกองปราบปรามฟัง การวางแผนเพื่อซ้อนแผนฆ่าจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ….

“เอกลักษณ์ส่วนบุคคลต้องทำลายทิ้งให้หมด เดี๋ยวเราจะจัดการให้เอง…ส่วนคุณแค่ทำตามเราก็พอ” เสียงพูดกว้างๆ ของนายตำรวจใหญ่ที่เข้ามาดูแล อนุชาผงกหัวหงึกๆ อย่างคนไม่มีทางเลือก

“ครับ….จัดการได้เลยผมพร้อมแล้ว”

ที่เซฟเฮ้าส์ ภายในไร่ภูตะวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อีก 3 วันต่อมา….

ตำรวจให้อนุชาติดต่อกลับตามรหัสที่แกะได้เป็นหมายเลขโทรศัพท์ การประสานงานเบื้องต้นเป็นไปด้วยดี อีก 3 วันถัดมาการเข้าสู่เซฟเฮ้าส์ภายในไร่ภูตะวันจึงเริ่มต้นขึ้น อันที่จริงสถานที่แห่งนี้มิใช่อนุชาไม่เคยมา เมื่อก่อนเขายังเคยคิดว่ามันคือบ้านหลังที่ 2 ด้วยซ้ำ กระนั้นเมื่อสถานะเปลี่ยนไป เขาจึงต้องวางตัวต่างจากเมื่อก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตำรวจจัดหารถกระบะไม่มีหมายเลขทะเบียนให้คันหนึ่งพร้อมกับนายตำรวจผู้มีเอกลักษณ์ค่อนไปทางผู้ร้ายร่วมติดตามไปด้วย 1 คน

ถึงแม้ตะวันตกดินไปแล้วหลายชั่วโมงแต่เซฟเฮ้าส์ที่สร้างด้วยไม้ 3 ชั้นหลังนี้ก็ยังคงตั้งตระหง่านตัดกับขอบฟ้า ยอดภูเขาสูงเสริมให้มันดูโดดเด่น สีไม้ทึบๆ เองก็บอกความลึกลับเอาไว้ครบถ้วน อนุชากับต๋อง…ชื่อที่สมมุติขึ้นมาสำหรับนายตำรวจที่มีใบหน้าเป็นเอกลักษณ์ก็ขับรถมาถึง ทันทีที่ทั้ง 2 เดินขึ้นสู่เฉลียงกว้างๆ ประตูไม้สักบานใหญ่ก็เปิดต้อนรับจากด้านใน พวกเขาเดินเข้าไปในตู้โชว์ข้างบันไดตามเสียงผ่านสายแนะนำและภายในก็ปรากฏลิฟต์แคบๆ ให้เห็น มันนำลงสู่ห้องลับ แม่บ้านวัยดึกพร้อมกับคนสวนวัยชราส่งหน้ากากให้ทันทีที่ก้าวขาออกมาจากลิฟต์ตัวนั้น…แล้วห้องเพดานเตี้ยนี้ละเป็นชั้นไหนของเซฟเฮ้าส์หลังนี้กันแน่ นายตำรวจผู้ติดตามมิอาจล่วงรู้มีเพียงอนุชาและอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ความลึกลับในข้อนี้ เมื่อหน้ากากถูกสวมเข้าที่ อนุชาก็ดึงถุงมือพลาสติกจากผนังส่งให้ รวมทั้งตัวเขาด้วย

“เชิญด้านใน” เสียงแม่บ้านที่หน้าตาไม่รับแขกดังห้วนๆ

อนุชาพยักหน้าใต้หน้ากากขอบคุณก่อนจะก้าวผ่านประตูเลื่อนไม้ทึบๆ เข้าสู่ภายในห้องที่ปรากฏแสงไฟสีขาวสว่างจากทุกทิศทางจนเหลือเงาบนพื้นแค่ฝ่ามือเดียว พวกเขามาถึงเป็นลำดับที่ 4 ยังเหลืออีก 2 คนกำลังลงลิฟต์จากด้านหลังมา ชายฉกรรจ์สูงใหญ่ผิวดำคล้ำและอีก 6 คนในห้องเลือกจะนั่งกระจัดกระจายไปตามเก้าอี้รอบๆ โต๊ะใหญ่อย่างไม่เป็นระเบียบ  อีกไม่ถึง 2 นาทีชายรูปร่างท้วมลงพุงผิวขาวแบบคนจีน 2 คนสวมหน้ากากบางๆ สีเนื้อแต่ก็ปกปิดตัวตนได้สมบูรณ์แบบก็ผ่านประตูเข้ามาสมทบ อนุชาพอจะเดาออกว่าเขาคนนั้นเป็นใคร แต่การจะทักทายอย่างเปิดเผยจึงเป็นเรื่องผิดวิสัยของนักฆ่า เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงรูปของคน 3 คนก็ถูกฉายพร้อมรายละเอียดขึ้นบนจอ LED. ใหญ่ที่แขวนติดผนังหน้าห้อง

“คนที่ 1 คือ DEATH01AC พิกัดพร้อมรายละเอียดจะส่งให้ภายหลัง คนที่ 2 DEATH04PK และคนสุดท้ายคือ DEATH05AN กลุ่มไหนเก็บคนใดคนหนึ่งได้ก่อนมาเบิกเงินส่วนที่เหลือได้เลย” ชายร่างท้วมพูดจบเขาก็โยนซองเอกสารที่มีเงินก้อนโตให้ทีละกลุ่ม เมื่ออนุชาเห็นรูปที่ปรากฏมีตัวเองแผ่หราอยู่ต่อหน้า เขาทำอะไรไม่ถูกการยืนนิ่งๆ เพื่อให้ทุกอย่างผ่านไปจึงเป็นเรื่องสมควรในเวลานั้นและเมื่อจบภารกิจลับรถกระบะไม่มีหมายเลขทะเบียนก็วิ่งกลับไปตามทางเดิม เมื่อพ้นเขตของไร่ภูตะวันเสียงทุ้มๆ ก็ดังขึ้น

“นี่….หมายความว่าอย่างไร”

นายตำรวจที่ใช้ชื่อต๋องยิ้ม “อันที่จริงเรากับทนายอำพลร่วมกันวางแผนเรื่องทั้งหมดก่อนจะเกิดเหตุร้ายกับคุณปกรณ์ซะอีก การล่อคุณให้แสดงตัวจึงต้องใช้วิธีนี้ละ” เขาบอก อนุชาหน้าซีดอย่างคนคาดไม่ถึง

“ทนายอำพลรู้เรื่องทั้งหมดนี้ด้วยหรือ” อนุชาถามขณะเร่งความเร็วของรถออกสู่ถนนหลวงเพื่อมุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพฯ เวลาก็ผ่าน 5 ทุ่มมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว กระนั้นแสงไฟตามรายทางก็ยังสว่างเข้าไปในหุบเขาทีละส่วน

“ครับ แต่ไม่ทั้งหมด ในเขามีเรา…ในเราก็มีเขาเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” ต๋องบอก เขาเงียบ ทั้งคู่เงียบสักพัก “แต่ทีมเราก็มีมากกว่าที่คุณจะนึกได้ เชื่อผมซิ”

อนุชาเป่าลมทิ้ง “อั๊ว! อยากให้เรื่องบ้าๆ พวกนี้จบเร็วๆ” เขาพูดจากความรู้สึกจริงๆ ก่อนจะพารถมุดเข้าไปในอุโมงที่ยาวโค้ง “สุดท้ายหากอั๊ว! ต้องกลับเข้าไปอยู่ในคุก อั๊ว!ก็ไม่กลัวอะไรอีกแล้วขอเพียง DEATH 04PK กับ DEATH05AN รวมทั้งคนบ้านตระกูลเชาว์ปลอดภัยกินอิ่มนอนหลับเท่านั้นพอ”

“เราวางแผนเรื่องนี้มานานพอสมควร ยังขาดหลักฐานเชื่อมโยงอีกนิดหน่อยก็จะปิดคดีได้แล้วละ”

“อู้!….เขาคือพี่ชายคนเดียวของอั๊ว!เอง”

“อย่าเพิ่งปักใจเชื่อมากนัก….คดีนี้ค่อนข้างซับซ้อน ขอความกรุณาใจเย็นๆ” ต๋องพูดราวจะบอกใบ้….

เกือบจะตี 1 รถกระบะก็ยังแล่นด้วยความเร็วปกติผ่านอำเภอกบินทร์บุรี อนุชากับต๋องแวะเติมน้ำมันสั้นๆ ก่อนจะออกเดินทางต่อ จุดหมายปลายทางของอีกคนชัดเจนแต่อีกคนกลับเลื่อนลอย ในหัวเต็มไปด้วยปริศนานานา…หากไม่ใช่อนุชาญแล้วจะเป็นใครกันละที่บงการเรื่องทั้งหมด เขาพยายามคิด พยายามอ่านเกมเพื่อให้เชื่อมโยงถึงตัวการใหญ่….กระทั้งเสียงนายตำรวจดังขึ้นอีก

“แวะปั้มน้ำมันข้างหน้านะครับเราต้องเปลี่ยนรถ”

“ได้ครับ…..”

“และอีกคนจะพาคุณไปยังบ้านพักที่จัดไว้ให้ สบายใจได้ขอเพียงอย่าทำอะไรนอกเหนือจากที่เราบอกก็แล้วกัน”

“ครับ….ผมจะทำอะไรได้ละ”

“เงินก้อนนี้ต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนเงินที่คุณจะใช้จ่าย เขาเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วไม่ต้องเป็นกังวล” ต๋องพูดด้วยน้ำเสียงเย็นๆ เมื่อรถกระบะเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าห้องน้ำภายในปั้ม ปตท. รถโตโยต้าวีออสสีขาวก็วนเข้ามาจอดเทียบ “ต้องขออนุญาตปิดตาอีกครั้งนะครับคุณอนุชา…เราได้เก็บกระเป๋าเสื้อผ้าของคุณมาให้พร้อมทั้งหมดแล้วด้วย”

“เราจะติดต่อกันอย่างไร”

“….เดี๋ยวจะรู้เอง” ต๋องบอกพลางใช้ผ้าดำปิดตาเขาไปด้วยกระทั้งมีอีกคนเปิดประตูเข้ามารับตัว “โชคดีนะครับคุณอนุชา”

“ครับ เช่นกัน”

เช้าวันต่อมาที่บ้านตระกูลเชาว์

“อาเฮีย….อยู่ไหน อาเฮีย” เสียงแหลมๆ เล็กๆ ของสาวไทยเชื้อสายจีนดังจากภายในบ้าน ไม่นานหญิงร่างท้วมขาวใบหน้ากลมสวยเพราะศัลยกรรมวัยน่าจะเลย 50 ปี…ที่มีโลม้วนผมอยู่เต็มหัวก็เดินผ่านประตูห้องทำงานออกมา “อาเฮีย อาเฮีย….”

“อาซ้อ….นายชาญออกไปข้างนอกแล้วครับ” เสียงยามที่หน้าประตูรายงาน

“ไปไหนของเค้าแต่เช้า เวลามีเรื่องมีราวเป็นต้องหายหัวทุกที พิมพ์เอ้ยพิมพ์…….”

“ขาซ้อหงส์…”

“อ้อๆ เห็นแล้ว…จะถามหาโทรศัพท์ซะหน่อย ไป ไปทำงานให้เสร็จ โอ้ยอะไรกันนักหนา วุ่นวายแต่เช้า นี้รองเท้าของใครเกะกะไม่เป็นระเบียบต้องให้บ่นได้ทุกวัน สมหวัง สมหวัง”

“ครับซ้อหงส์…..”

“รอฉันอยู่ตรงนี้แป๊บเดียว” พูดจบเธอก็ส่ายสะโพกกลมกลึงผ่านโถงบันไดออกไปด้านนอกอีกรอบ “สยาม”

“ครับอาซ้อมีอะไรหรือครับ”

“นายพวกแกไปไหนได้บอกไหม” เธอท้าวสะเอวถามพลางเกาหัวหยิกๆ ไปด้วย

“เห็นบอกจะไปอำเภอวังน้อยนะครับ….” ยามเก่าแก่ประจำบ้านรายงาน

“หมายขับรถให้ใช่ไหม…แล้วใครจะไปส่งอาซันกับยายวิวให้ฉันละเนี่ย โอ้ยเวลาจะใช้งานหายหัวไปหมด” เธอบ่นขณะลากขากลับไปทางเดิม

“ผมไปส่งคุณหนูก่อนก็ได้ครับซ้อหงส์” สมหวังอาสา ซ้อหงส์หยุดยิ้ม หนุ่มขับรถรุ่นน้องก็ยิ้มตอบในลักษณะลึกลับ ซ้อหงส์มองซ้ายแลขวาก่อนจะก้าวเข้าไปหา

“ฉันมีธุระที่พัทยา…..” เธอกระซิบขณะเดียวกันก็ลากสายตาหวานๆ ผ่านใบหน้าดวงตาและจบที่เป้ากางเกงตุงๆ

“ไม่นานหรอกครับ ซ้อแต่งตัวรอได้เลย….แต่อย่าใส่ชั้นในเลยนะครับ” สมหวังกระซิบยิ้มๆ

“ฮ่า ฮ้า ฮ้า…ถ้ารถติดให้ขึ้นทางด่วนมาเลยนะ วันนี้เฮียชาญไม่อยู่เรามีเวลาทั้งวัน” เธอเอื้อมมือลูบเป้าหนุ่มรุ่นน้องเป็นการสื่อนำ “พี่จะแต่งตัวรอนะจ้ะ”

“ครับพี่หงส์….ผมเองก็แทบทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน” สงหวังกระซิบอีก

“ด่วนเลย….อาซัน ยายวิวเสร็จรึยังลูก วันนี้แม่มีธุระพ่อก็ไม่อยู่….โอ้ยจะบ้าตาย….”

line1 for timmy

ที่บ้าน LOFT LOVE  2 วันหลังจากกลับมาจากเกาะพีพี

แดดเช้ากำลังไล่อาบบ้านปูนเปลือยความเด่นชัดของผนัง Loft ก็ค่อยๆ เปิดเผยสีเทาจมดำไปทีละส่วน ลุงเย็นลากกระเป๋าเดินทางของ หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ ไปยัดใส่ท้ายรถตู้ของบ้านสายสกุลที่เพิ่งมาถึง หญิงรัดดาลงจากรถได้ก็หิ้วกล่องใส่ขนมปังตามหลังอาตี้ขึ้นบันไดเฉลียงเข้าสู่ตัวบ้าน….

“อาหมอหวัดดีฮะ” อาตี้ทักทายหมอเดียรเนียลขณะที่กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่กับเคาน์เตอร์ฝรั่ง

“คุณกำลังทำอะไรคะเดียรเนียล” และเสียงของหญิงรัดดาก็ตามขึ้น เธอเดินเข้าไปหาขณะที่อาตี้แยกไปล้มตัวลงนอนกับโซฟาเบทในห้องนั่งเล่น เกมในมือยังคงต่อเนื่อง หญิงรัดดาวางกล่องขนมปังได้ก็พุ่งใส่ทันที

“เฮ้!….น้องหญิง-เดียรเนียล” เสียงดร.ชานนท์ดังมาจากบันไดขณะที่อนุชัยเดินนำหน้าได้แค่ยิ้มให้ก่อนจะแยกไปรวมกับอาตี้….. “นายยังไม่…..”

“พี่ชาย พี่นุสวัสดีคะ….” หญิงรัดดากล่าวทักทายแต่ใบหน้าก็ยังจ้องไปที่ดวงตาสีฟ้าของหมอหนุ่มจากอเมริกาไม่กระพริบ “ฉันคงคิดถึงคุณมากๆ”

“อย่าเว่อร์น้องหญิง….นายก็เช่นกันเดียรเนียล ตามทำเนียมไทยถ้ายังไม่แต่งงานนายไม่มีสิทธิ์ถูกเนื้อต้องตัวน้องสาวฉันด้วยซ้ำ” ดร.ชานนท์คล้ายจะดุ กระนั้นทั้งหมอเดียรเนียลและหญิงรัดดาก็เหมือนจะไม่ได้ยิน

“คุณพ่อฮะปล่อยอาหญิงเถอะรถไฟขบวนสุดท้ายก็เป็นแบบนี้ละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เงียบเลยอาตี้…..”

“คราวนี้ ไอ บินกลับซานฟรานฯ น่าจะมีคุณไปด้วย” หมอเดียรเนียลออดอ้อน

“คงต้องเป็นอาทิตย์หน้านั้นแหละคะ”

“อาทิตย์หน้า ไอ ก็ต้องบินต่อไปแวนคูเวอร์….You บินไปหาไอที่นั้นนะที่รักได้โปรด” เสียงหมอเดียรเนียลเบาสู่ระดับ 2 คน

“ไม่ต้องเลย….ฉันไม่อยากมีหลานก่อนน้องสาวฉันแต่งงาน” ดร.ชานนท์เข้าไปแยกคนทั้งคู่ออกจากกันจนสำเร็จ “นายจำไว้เลยนะ ฉันอนุญาตนายแค่นี้ก็มากเกินไปแล้ว”

“พี่ชายคะ นี่ทศวรรษไหนแล้วคะ”

“น้องหญิงเงียบเลย เรื่องนี้พี่ชายต้องเคลียกับเขาเป็นการส่วนตัว” ดร.ชานนท์แสดงสีหน้าจริงจังจนอีก 2 คนในห้องนั่งเล่นอดขำในความเป็นเผด็จการของเขาไม่ได้

“ฮ่า ฮ้า ฮ่า….นายนี้เป็นเอามากนะชานนท์” อนุชัยหัวเราะแล้วพูด

“นั่นซิฮะ….อาตี้ถึงไม่แปลกใจที่อาหญิงยังเป็นโสดมาถึงวันนี้”

“เงียบเลยทั้งคู่….” ดร.ชานนท์หันไปดุ ก่อนจะกลับมาที่เพื่อนตัวเองอีกรอบ “นายพร้อมแล้วใช่ไหมเดียรเนียลฉันจะได้ไปส่ง”

“No No….ไอยังทำมิโซะซุ๊ปไม่เสร็จเลย” หมอเดียรเนียลบอก ดร.ชานนท์นิ่งราวกับช็อก! “ไอตั้งใจทำให้ You โดยเฉพาะเลยนะ”

“อาหมอนี้ล้ำลึกจริงๆ” อาตี้เสริม ทำให้อนุชัยหัวเราะไม่หยุด

“คุณกำลังทำมิโซะให้พี่ชายเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นมาเลยขอหญิงขอลุยด้วยคน” หญิงรัดดากำลังจะเดินไปปลดผ้ากันเปื้อนมาสวมแต่ก็ถูกดร.ชานนท์ดึงมาสวมแทนซะก่อน

“น้องหญิงไปนั่งรอเลยคะ เดี๋ยวพี่ชายกับไอ้หมอเจ้าเล่ห์จัดการให้เอง….” ดร.ชานนท์พูดจบก็ผลักหลังหญิงรัดดาให้พ้นเคาน์เตอร์ก่อนตัวเองจะแทรกเข้าแทนที่ “แล้วนายละนุ….ไข่น้ำใช่ไหม”

“ขออาตี้ด้วยคนฮะ”

“พี่ชายจะไม่ถามหญิงสักนิดเลยเหรอคะ” หญิงรัดดาท่าทางจะน้อยใจแต่หมอเดียรเนียล สแปนเลย์กลับยิ้มพลางใช้หางตาชี้นำไปยังหม้อเล็กๆ บนเตาไฟฟ้า “อย่าบอกนะคะว่า”

“ข้าวต้มกุ้งสำหรับคุณที่รัก” หมอเดียรเนียลบอก ทำให้หญิงรัดดาถึงกับเป็นปลื้มออกหน้าออกตา จนสร้างความหงุดหงิดให้ดร.ชานนท์อีกหลายเท่า

“แต่ไหนแต่ไรน้องหญิงชอบทานสลัดมื้อเช้าไม่ใช่หรือคะ”

“อาหญิงเปลี่ยนไปแล้วฮะคุณพ่อ จากคาเมราซอรัสเป็นคาร์โนทอรัสเรียบร้อยโรงเรียนไดโนเสาร์ไปแล้วฮะ”

“เงียบเลยอาตี้….” หญิงรัดดาปรามอีก ส่วนหมอเดียรเนียลได้แต่ยิ้มร่าแบบผู้กุมชัยชนะให้ดร.ชานนท์เห็น

“You ตามฉันไม่ทันหรอกชานนท์ ฮ่า ฮา ฮ้า”

ดร.ชานนท์มองทั้งคู่สลับกันไปมาก่อนจะเข้าตะตบคอเสื้อหมอเดียรเนียลยกขึ้นด้วยกำลังแขน “อย่าบอกฉันนะว่า นาย….”

“พี่ชายคะ เดียรเนียลคะ หญิงมีเรื่องสำคัญจะบอก” หญิงรัดดาพูดเป็นการเป็นงาน ทำให้ดร.ชานนท์ยอมวางเพื่อนลงที่เดิม

“มีอะไรคะน้องหญิง” ดร.ชานนท์ถาม

“You อย่าบอกไอนะว่า…..”

“คะเดียรเนียล…..”

“จริงๆ หรือ ไอ ไอกำลังจะมีลูกจริงๆ หรือนี้ Oh! My God Thank you Thnaks God, ไอ มีความสุขมากๆ You กำลังจะได้เป็นลุงแล้วนะชานนท์”

ดร.ชานนท์ถึงกับพูดไม่ออก เขาตัวแข็งทื่อกระทั้งอนุชัยกับอาตี้เดินเข้ามาถึง

“นายต้องดีใจแน่ ๆ….” อนุชัยโอบไหล่ตบเบาๆ

“ฮื้อๆ…..นุ นุ ฉัน ฉัน” ดร.ชานนท์ปล่อยโฮอย่างไม่มีปี่มีขลุย ทุกคนในโถงรวมเพดานสูงมองไปที่เขาโดยเฉพาะหมอหนุ่มจากอเมริกา….เมื่อตั้งสติได้ ดร.ชานนท์ก็รวบหญิงรัดดากับหมอเดียรเนียล สแปนเลย์มากอด

“นายทำให้ฉันแปลกใจเสมอเพื่อน”

“พี่ชายคะ หญิงขอโทษ” เสียงหญิงรัดดาคล้ายจะร้องไห้ ดร.ชานนท์จึงผละเดียรเนียลแล้วหันไปช้อนคางน้องสาวขึ้นมาบอกใกล้ๆ

“มันทศวรรษไหนแล้วคะน้องหญิง”

“ฮ่า ฮา ฮ้า ฮ้า” ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ก่อนเสียงอาตี้จะดังขึ้นจากนอกวง

“ฮัลโหล คุณย่าฮะ อาตี้มีข่าวด่วนข่าวเร็วจะบอก…….ฮะ ฮะ……คือว่า…..”

“อาตี้ส่งโทรศัพท์มานี้เลย” หญิงรัดดาตะโกนใส่ ก่อนจะเป็น หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ แย่งไปพูดซะเอง

“คุณแม่ครับ ไอกลับอเมริกาก็เพราะจะไปบอกกับ Mom และ Daddy ให้มาสู่ขอหญิงรัดดาตามประเพณีไทยให้เร็วที่สุด เพราะ เพราะว่า….ฮื่อๆ” หมอเดียรเนียล ร้องไห้จนจุก ทุกคนในห้องร่วมกันลุ้นจนตัวโก่ง “เพราะว่า เพราะว่า ไอ ไอกำลังจะมีลูก ฮื้อๆ”

(จริงหรือคะคุณหมอ ลูกหญิง ลูกหญิง ขอสายลูกหญิงหน่อย)

“ค่ะ ค่ะ คุณแม่….จริงคะ”

จบ อนุชาย2 บทที่28 แผนฆ่า

อนุชาย2 บทที่27

อนุชาย2 บทที่27อนุชาย2 บทที่27 คุณพ่อแกล้งหนู

อนุชาย2 บทที่27 คุณพ่อแกล้งหนู

เรือยอร์ซขนาดกลางพาครอบครัวบ้านสายสกุลออกจากฝั่ง จังหวัดภูเก็ต ก่อน 10 โมงไม่กี่นาที  ผิวทะเลยามไม่เห็นแผ่นดินแทบจะเรียบนิ่ง แดดสีขาวมาพร้อมกับอุณหภูมิ แต่เมื่อมีลมจากแรงปะทะบวกกับลมทะเลตามธรรมชาติทุกอย่างจึงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ดร.ชานนท์ไม่ยอมให้อนุชัยห่างกายการเล่นละครตบตาจึงยังดำเนินต่อไป  อาตี้กับ หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ เองก็มีหลายเรื่องหลายราวต้องกระซิบกระซาบอยู่ท้ายเรือ ส่วนคุณหญิงพวงพรเมื่อลงซันบล็อคไปรอบหนึ่งเธอก็ใช้ผ้าลูกไม้พลิ้วๆ บางๆ ลาย กุหลาบสีเบจ โพกศีรษะสวมแว่นตากันแดดอันใหญ่สวยเก๋นั่งเกาะแขนสามีไม่ยอมห่าง มีเพียงหญิงรัดดาคนเดียวที่คอยย้ายไปนั่งกับกลุ่มนั้นทีกลุ่มนี้ทีไม่อยู่นิ่ง….

………แดดขาวขาว น้ำทะเล แลฟ้าคราม………

……….ลมเลียลาม โชยเอื่อยเอื่อย เลาะเลื้อยหา………

………กวัดแกว่งผม ที่โลมเล้า เคล้าไปมา………

………ชื่นนัยน์ตา ตรงฟ้าจบ พบทะเล………

พอเดินทางถึงโรงแรมที่พักบนเกาะพีพีก็เลยช่วงบ่ายมาพอสมควร แน่นอนอนุชัยกับดร.ชานนท์พักห้องเดียวกัน ดร.ชวนนท์ผู้เป็นพ่อกับคุณหญิงพวงพรก็ห้องหนึ่ง อาตี้กับหมอเดียรเนียลเลือกจะอยู่ด้วยกันด้วยเหตุผลบางประการ สรุปแล้วหญิงรัดดาจึงต้องนอนคนเดียวตามระเบียบ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางดร.ชวนนท์หัวเรือใหญ่ก็แจ้งหมายกำหนดการคร่าวๆ ประมาณว่าต่อจากเวลาที่มาถึงกระทั้ง 1 ทุ่มตรงเป็นช่วงฟรีสไตล์และ 1 ทุ่ม 15 นาทีทุกคนต้องไปรวมกันที่ห้องอาหารภายในโรงแรม พอแดดลดระดับสู่ยามเย็น ผิวของอันดามันทางทิศตะวันตกก็ค่อยอาบแสงสุดท้ายทีละเฉดของช่วงเวลา จุดที่ฟ้ากับมหาสมุทรบรรจบกันจึงได้เห็นปฏิกิริยาของธรรมชาติชัดเจน ความงดงามมาพร้อมกับสายลมสบายๆ ฝ่าเท้าของดร.ชานนท์กับอนุชัยก็กำลังจมไปกับพื้นทรายสีขาวทีละก้าว เสื้อผ้าที่ทั้ง 2 เลือกใช้ก็ยังคล้ายคลึงจนนักท่องเที่ยวหลายคนบริเวณท่าเรือไม่ต้องเสียเวลาเดาสถานะให้ยาก ยิ่งฝ่ามือที่จับประสานราวกับไม่ต้องการแยกจากกันด้วยแล้วยิ่งเด่นชัดจนหลายคนอดมองตามไม่ได้

“นายจำวันที่เรามาเที่ยวที่นี่ครั้งแรกได้ไหม” อยู่ๆ เสียงของดร.ชานนท์ก็ดังขึ้น

“อื้อ!….” อนุชัยตอบสั้นๆ เขาสบตานิดๆ ก่อนจะยกหลังมือขึ้นมาจูบ “ฉันคิดถึงมันมาโดยตลอด แล้วนายละ”

“ฮื้อ!….แต่…..” ดร.ชานนท์ใช้คำเพื่อหยุดประเมิน จนอนุชัยต้องฉุดมือให้หยุด

“แต่อะไร….” อนุชัยถาม ดร.ชานนท์หันมาเผชิญ ลมทะเลยกระดับแรงขึ้น เสียงคลื่นกระทบฝั่งก็ดังขึ้นไปด้วย ดร.ชานนท์ยิ้มกรุ่มกริ่มไม่พูดไม่จา อนุชัยจึงกระตุ้น “ชานนท์…นายอย่ามาลองดีกับฉันนะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า….นายเคยสัญญาว่าหากฉันไม่ยอมปล่อยมือนาย…..” ดร.ชานนท์ยิ้มแบบคนเจ้าเล่ห์พลางโน้มกระซิบ “นายจะแหกปากให้ก้องอันดามันว่า……”

อนุชัยเกือบจะหัวเราะ เขาปล่อยมือหันหน้าเดินลงสู่อันดามันทีละก้าว แดดสุดท้ายจับไปที่เขาเต็มๆ ดร.ชานนท์ยืนมองแผ่นหลังคนรักกระทั้งอันดามันกลืนกินเกือบถึงหัวเข่า อนุชัยจึงหันกลับมายิ้มให้เห็น “นายฟังดีๆ นะชานนท์” พูดจบเขาก็ยกมือป้องปากหันหน้ากลับสู่ทิศเดิมแล้วเสียงทุ้มๆ ก็ดังสะท้อนไปไกล

“ฉัน รัก นาย ชานนท์”

ดร.ชานนท์หันซ้ายแลขวาด้วยความเขินอาย

“ฉัน รัก…….” และระหว่าที่อนุชัยกำลังจะแหกปากออกมาอีก เขาก็พุ่งกะจะเข้าไปปิดปาก แต่อนุชัยก็ไหวตัวทันจึงวิ่งหนีสุดชีวิต “ฮ่า ฮ่า ฮ่า……”

“อย่าหนีฉันนะ…..”

“จะให้ฉันแหกปากอีกกี่ครั้ง ฉันก็จะบอกว่า…..ฉัน รัก นาย ชานนท์

“พอแล้วๆ อายชาวบ้านเค้า” ดร.ชานนท์ตะโกนตามหลังขณะวิ่งตามไม่หยุดกระทั้งอนุชัยพุ่งตัวลงสู่ทะเล ดร.ชานนท์ก็พุ่งตามลงไปติดๆ ทั้งคู่อยู่ใต้อันดามันหลายนาทีกระทั้งแสงอำพันบอกมีเงาสีดำโผล่ขึ้นมาในลักษณะคน 2 คนกำลังประกบปากจูบกันให้เห็น…..อีก 2 ร่างที่แอบตามมาห่างๆ ก็หมุนตัวออกจากหลังต้นมะพร้าวเดินกลับไปตามทางเดิม

“ชัวร์แล้วฮะอาหมอ” อาตี้ใช้ระดับเสียงกระซิบ

“ชานนท์ นายเล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับฉันเนี่ยนะ ฮื้อ!….คืนนี้ขอเอาคืนมั่งก็แล้วกัน” หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ บ่นเป็นหมีกินผึ้งพร้อมกับสาวเท้ากลับเข้าสู่โรงแรมเร็วๆ

“อาหมอฮะ” อาตี้เรียกกะจะให้เขาชะลอฝีเท้าแต่ก็ไม่เป็นผล “อาหมอ….อาหญิงกำลังจะ….”

“แหม! ดูช่วงนี้สนิทสนมกันเหลือเกินนะยะ…มีอะไรกันหรือเปล่า” เสียงหญิงรัดดาดังใกล้ๆ

ทำเอา หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ ถึงกับชะงักค่อยๆ หันไปยิ้มแบบอายๆ “ก็ เอ่อ ก็…..เอ่อ”

“อาตี้….” เมื่อ หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ พูดไม่รู้เรื่องเธอก็หันไปเล่นงานหลานชายอีกคน “แปลกๆ ตั้งแต่อยู่ที่บ้านนะ….มีอะไร….เดียรเนียลบอกฉันมาให้หมด….อาตี้อย่าหนีมานี้เลย”

เมื่อทั้ง 2 โดนหญิงรัดดาดักไว้ทุกทาง อาตี้กับหมอเดียรเนียลจึงพยักหน้าให้กัน ก่อนจะเป็นอาตี้ชี้นิ้วไปยังพ่อ-พ่อของตัวเอง “อาหญิงก็ลองสังเกตพ่อชายดูซิฮะ….คนตาบอดจะวิ่งไล่ตะครุบคนตาดีแบบนั้นได้อย่างไรกัน”

หญิงรัดดามองไปที่อนุชัยกับชานนท์แบบคนใช้ความคิดอย่างหนักก่อนลูกตาจะขยายใหญ่กว่าไข่เป็ดเบอร์ศูนย์และยกมือขึ้นปิดปากอย่างคนคาดไม่ถึง กระทั้งเห็นคุณหมอจากอเมริกาพยักหน้ายืนยัน “อย่าบอกนะว่าหญิงโดนหลอกมาตั้งแต่แรก”

“ไม่ใช่ You คนเดียวหรอก แต่ยังรวมถึงหมอระดับเซียนอย่างไอด้วย….น่าอายชะมัด” หมอเดียรเนียลบ่นแล้วยังจิ! ปากแบบคนไม่เข้าใจอีกหลายที…

“อาตี้!….”

“คุณอาจะร่วมมือกับเราไหมฮะ” อาตี้ถามกลับในลมหายใจเดียวกัน

“มีแผนแล้วเหรอ” หญิงรัดดากระซิบ….อาตี้พยักหน้า

“ทำไมคุณไม่บอกฉันละคะเดียรเนียล…เราก็อีกคน…” หญิงรัดดาคล้ายจะโวยวาย แต่เสียงอาตี้ก็ดังขึ้นก่อน

“สรุปอาหญิงจะร่วมมือกับเราไหมฮะ”

หญิงรัดดามองอาตี้สลับกับหมอเดียรเนียลไปมาหลายรอบก่อนเธอจะพยักหน้าแบบคนมั่นใจสุดชีวิต…

“เป็นไงเป็นกัน ปิดบังเกือบ 3 เดือน…เล่นเรากินไม่ได้นอนไม่หลับซ้ำยังเสียน้ำตาให้ไปหลายปี๊บ….ฮื้อ!….พี่ชายนะพี่ชาย” เธอเงียบสักครู่ “ไหนมีแผนอะไรลองว่ามาซิ….”

อาตี้กับหมอเดียรเนียลยิ้มให้กันก่อนทั้ง 3 จะนั่งลงกับพื้นทรายและใช้ทรายสีขาวแทนแผ่นกระดาษปลายนิ้วก็ใช้แทนปากกาได้ดีในเวลานั้น

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..” หญิงรัดดาหัวเราะก่อนจะยื่นมือเข้าขอจับสามัคคี “มา…เรียกพลังกันหน่อย”

เมื่อทั้ง 3 จบจากลง MOU ก็เร่งฝีเท้าตรงไปยังโรงแรมทันที

“เร็วเข้า….” หญิงรัดดาเร่ง “อาตี้ต้องรีบเข้าประจำจุด เดี๋ยวอาหญิงจะไปหันเหความสนใจบอดี้การ์ดให้เอง”

“ชานนท์งานนี้นายเสร็จฉันแน่ ๆ……ฮ่า ฮ่า ฮ่า” หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ หัวเราะพลางหันไปตีมือกับอาตี้อีกที…. “ทนได้นะ….”

“ฮะอาหมอ สบายมาก” อาตี้บอกและพยักหน้าหนักแน่นให้เห็น…..

“เอาละๆ….เราแยกย้ายกันไปทำงานได้”……

เมื่อเวลาอาหารค่ำมาถึง

1 ทุ่มกับ 20 นาที ดร.ชวนนท์ คุณหญิงพวงพร หญิงรัดดา ดร.ชานนท์กับอนุชัยก็เข้าที่ ขาดเพียง 2 คนที่ยังมาไม่ถึงนั้นก็คืออาตี้กับหมอเดียรเนียล สแปนเลย์ ดร.ชานนท์กับอนุชัยที่หันหน้าไปทางประตูทางเข้าก็คล้ายจะออกอาการกระวนกระวายจนหญิงรัดดากับคุณหญิงพวงพรแอบยิ้มแบบรู้กัน….

“ทำไมอาตี้ยังไม่มาอีก” ดร.ชานนท์ถามลอยๆ

“นั่นนะซิ….งั้นเดี๋ยวฉันไปตามเองดีกว่า” พูดจบอนุชัยก็ทำท่าจะลุก แต่เสียงของคุณหญิงพวงพรก็ดักไว้

“ไม่ต้องๆ….เดี๋ยวก็มา….”

“แต่คุณแม่คะ อาตี้ไม่เคยเลทนะคะ” ดร.ชานนท์ทนไม่ไหวจึงลุกตาม

“นั่งเถอะคะพี่ชายพี่นุ….” หญิงรัดดาพูดและอดหัวเราะไม่ไหว “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” จนเป็นสาเหตุให้ดร.ชวนนท์หงุดหงิดหนักขึ้นอีกหลายเท่า

“แต่จะครึ่งชั่วโมงแล้วนะคุณ เกิดอะไรขึ้นกับอาตี้หรือเปล่าเนี่ย” ดร.ชวนนท์ผู้เป็นพ่อพูดเสียงดังทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวชายที่กระจายนั่งตามมุมต่างเริ่มขยับ กระทั้ง หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดที่ประตู

“เกิด เรื่อง แล้ว ครับ……”

ดร.ชานนท์ที่หลายคนคิดว่ามองไม่เห็นก็พุ่งเข้าไปหาก่อนคนอื่น จนหญิงรัดดากับคุณหญิงพวงพรอดเหลือบมองหน้ากันไม่ได้ และเมื่ออนุชัยกับดร.ชวนนท์ผู้เป็นพ่อเดินเข้าไปสมทบ

“มีอะไรเดียรเนียล….” ดร.ชานนท์ถามสีหน้าตื่นๆ

“อะ อา อาตี้ อาตี้ไม่รู้อยู่ไหน” พอ หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ พูดจบประโยค กลุ่มนักท่องเที่ยวชายฉกรรจ์ก็ลุกพรวดพลาดพร้อมกันทั้งข้างในและข้างนอก

“หมายความว่าอย่างไร นายหาดีแล้วเหรอ” ดร.ชานนท์ตกใจสุดขีด

เดียรเนียล สแปนเลย์ พยักหน้าตื่นๆ “ไออาบน้ำออกมาอาตี้ก็หายตัวไปซะแล้ว” เขาบอก

“ค้นหาทุกซอกทุกมุม” ดร.ชวนนท์ออกคำสั่งเสียงดังลั่น ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวชายเกือบ 20 คนกระจายตัวออกตามหาอย่างรวดเร็ว จนเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติทั้งด้านในและด้านนอกต่างตกใจตามไปด้วย หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ หน้าซีดเผือดทำอะไรไม่ถูก แต่อาการดังกล่าวก็ส่งผลให้ละครสั้นๆ ที่เขาเป็นตัวแสดงนำได้รับการเสนอชื่อเข้ารับชิงรางวัลออสก้า…..

“นายนี้นะ…” ดร.ชานนท์ตะคอกก่อนทั้งเขาและอนุชัยจะวิ่งออกจากห้องตามกลุ่มบอดี้การ์ดไปติดๆ เมื่อทั้งหญิงรัดดาและคุณหญิงพวงพรได้แต่นิ่งราวกับไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวดร.ชวนนท์ที่หน้าแดงกล่ำก็หันกลับไปเล่นงานเข้าให้

“หลานหายไปทั้งคนนะคุณ”

“………….” คุณหญิงพวงพรยิ้ม หญิงรัดดาเองก็อดหัวเราะไม่ได้จนดร.ชวนนท์หัวเสียเลยพาลไปกับหมอเดียรเนียลที่กำลังยืนหน้าซีดๆ อยู่ที่เดิม

“คุณหมอ…..”

“คุณคะ ใจเย็นๆ คะ” คุณหญิงพวงพรปราม “กลับมานั่งเถอะคะเชื่อดิฉันเถอะ”

“หลานหายไปทั้งคนนะคุณหญิง….” เขานิ่งพลางหันไปมองใบหน้าแจ่มใสของบุตรสาวอีก “หญิงรัดดาก็อีกคน ทำเหมือนทองไม่รู้ร้อนอยู่ได้”

“คุณพ่อขา ดูดีๆ ซิคะ ฮา ฮ่า ฮ้า” หญิงรัดดาพูดขณะอาตี้กำลังลอดออกมาจากใต้โต๊ะ

“นี่ นี่ นี่…..”

“ขอเอาคืนตาชายซะมั่ง” คุณหญิงพวงพรบอก

“เกิดอะไรขึ้นคุณ….อาตี้….มานี่เลย”

“คุณปู่ฮะ….” อาตี้หน้าซีดตกใจอยู่ไม่น้อย

“คุณพ่อคะ คุณพ่อไม่เอะใจสักนิดเลยเหรอคะ” หญิงรัดดายิ้มพลางดึงแขนอาตี้ให้นั่งลงข้างๆ ตัวเอง “ว่าทำไมคนตาบอดถึงได้วิ่งหาลูกชายตัวเองไปทั่วโรงแรมแบบนั้นได้….ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ดร.ชวนนท์คิดตาม “นี้แสดงว่าทุกคนร่วมกันวางแผนหรอกหรือ”

“เอาคืนคนตาบอดซะให้เข็ดไงคะคุณ…ดิฉันโกรธตาชายเรื่องนี้เอามากๆ….มีอย่างที่ไหน”

“ตบตาหมออย่างไอด้วยครับคุณพ่อ 3 เดือนแล้วด้วย” เสียงเดียรเนียลที่ด้านหลัง ทำให้ใบหน้าที่สุกแดงของดร.ชวนนท์ค่อยๆ ผ่อนสู่อารมณ์ตรงกันข้าม

“นั้นซินะ….ทำไมพวกคุณถึงไม่บอกผมบ้างละ”

“บอกคุณก็หมดสนุกกันพอดี….ฮ่า ฮ่า ฮ่า” คุณหญิงพวงพรปิดปากหัวเราะยาว….กระทั้งร่างของดร.ชานนท์กับอนุชัยและทีมบอดี้การ์ดกลับมาหยุดที่ประตู อาตี้ตกใจกะจะมุดเข้าไปซ่อนตัวใต้โต๊ะอีกรอบ ดร.ชานนท์ก็พุ่งดึงออกมาซะก่อน

“อาตี้…..”

“คุณพ่อฮะ…..”

“ทำไมถึงทำแบบนี้ละ” ดร.ชานนท์คล้ายจะหัวเสียเอามากๆ จนอนุชัยต้องกระโจนเอาตัวขวางเอาไว้

“ใจเย็นๆ ชานนท์….”

“จะเย็นได้อย่างไรก็เห็นๆ อยู่” ดร.ชานนท์เสียงดังแบบคนโกรธจัด

“อ้าว!….คุณพ่อเห็นอาตี้ด้วยเหรอฮะ” อาตี้สวนกลับ ทำเอาดร.ชานนท์ถึงกับหน้าถอดสีไปไม่เป็น เขามองหน้าอนุชัยไปมาจนได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..เซอร์ไพรส์นะจ้ะชาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า” คุณหญิงพวงพรพูดนำ ทำให้ดร.ชานนท์กับอนุชัยได้แต่ยืนมองหน้ากันไปมาราวกับมด 2 ตัวท่วมกลางฝูงนก

“พี่ชายคะ….นี้คือการเอาคืนโทษฐานที่ร่วมกับพี่นุโกหกหญิง ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“สะ สะ แสดงว่าทุกคนรู้มานานแล้…”

“อาตี้กับอาหมอเพิ่งจะเอะใจเมื่อวานนี้เองฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อาตี้บอกพลางหันไปตบมือกับหมอเดียรเนียลที่หัวเราะไม่หยุดจนเสียงอนุชัยดังขึ้น

“เออ….พ่อก็ตงิดๆ ตั้งแต่ก่อนขึ้นรถแล้วละที่อยู่ๆ ก็มาบอกว่าพ่อใส่หมวกแก๊ปสีชมพู น่าอายชะมัด”

“ตกลงทั้งหมดเป็นความผิดของพ่อใช่ไหม” ดร.ชานนท์พูด ทุกคนเงียบ อาตี้เองก็หน้าเสียไม่น้อย “อันที่จริงก็ตั้งใจจะเซอร์ไพรส์ทุกคนในเวลาเดียวกันอยู่แล้วเชียว แต่ดันมาเจอเซอร์ไพรส์จากอาตี้ซะได้”

“ก็ฉันบอกนายตั้งหลายครั้งแล้วไงว่านายแสดงละครไม่ผ่าน…หึ หึ หึ….เราสมควรโดนแล้วละว่าไหม ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อนุชัยหัวเราะพลางอดตบหลังดร.ชานนท์ไม่ได้

“อาตี้ขอโทษนะฮะคุณพ่อที่เล่นแรงไปหน่อย”

“แรงที่ไหน นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ….พี่ชาย พี่นุคะ รู้ไหมหญิงกลับอเมริกาต้องนอนคิด นอนร้องไห้เพราะพี่ชายมากมายแค่ไหน….”

“เอาละๆ เป็นอันว่าเราเสมอกัน นั่งลงๆ”

“พ่อเองก็โดนอาตี้หลอกเข้าเต็มๆ น่าอายจริงๆ…..แต่ว่าตาชายหันมาทางนี้” ดร.ชวนนท์พูด เมื่อดร.ชานนท์หันมาตามคำสั่ง ดร.ชวนนท์จึงชู 2 นิ้วโบกผ่านดวงตาไปมา “กี่นิ้ว….”

“คุณพ่อครับ…..”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..ไอสะใจจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” และหมอเดียรเนียลหัวเราะไม่หยุด เมื่ออนุชัยดึงแขนชานนท์ให้นั่งข้างตัวเอง พวกเขาก็อดหัวเราะตามขึ้นไม่ได้…..

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..ตกลงหมวกแก๊ปเราสีดำใช่ไหม” ดร.ชวนนท์กระซิบ

“ฮะ อาตี้ Confirm ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

และหลังจบอาหารค่ำ หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ ก็ลากคออาตี้ไปทวงสัญญา “เราตกลงกันแล้วนะ”

“ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาตี้….แต่…..”

“เดียรเนียลคะ….”

“ไปสิฮะอาหมอโอกาสมาถึงแล้วสบายใจได้….” อาตี้กระซิบจนใบหน้าหมอเดียรเนียลค่อยๆ กระจ่างให้เห็นและผละไปโอบหญิงรัดดาแทน

“เราไปเดินย่อยอาหารกันเถอะ…..”

เมื่อหนุ่มสาวจากไปแล้ว เสียงคุณหญิงพวงพรก็ดังขึ้น

“อาตี้ ย่ากับปู่มีเรื่องจะคุยด้วย”

“ฮะ ดีเหมือนกัน อาตี้กำลังโดดเดี่ยวอยู่พอดี….อันที่จริงถ้ามีไอ้ยูจิมาด้วยก็น่าจะลงตัวกว่านี้นะฮะ”

…..เสียงทั้ง 3 หายไปทางสระว่ายน้ำ เกือบจะ 3 ทุ่มลมอันดามันกำลังแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่แสงดาวบนท้องฟ้ากำลังอวดประกายระยิบระยับตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้ ทางช้างเผือกพาดผ่านก็เป็นเส้นสว่างหลากสีไขว้กันไปมา

“เล่าเรื่องของยูจิให้ปู่ฟังหน่อย….”

“ทำไมหรือฮะ….”

“ไม่มีอะไร แค่ปู่เค้าอยากรู้เรื่องการเรียน การอยู่ การกินของเรา 2 คนเท่านั้นเอง”

อาตี้มองคุณหญิงพวงพรกับดร.ชวนนท์สลับกันไปมา “อย่าบอกนะฮะว่าคุณปู่กับคุณย่าแอบคิดว่าอาตี้กับยูจิเป็น…..”

“เออ! ไม่สำคัญหรอก แค่ปู่อยากรู้จักเขาให้มากขึ้นก็เท่านั้นเอง” ดร.ชวนนท์ตัดบท

“ถ้าคุณปู่คิดว่าอาตี้จะชอบไอ้หมอนั้น คุณปู่ลืมไปได้เลย…..อาตี้มีแฟนแล้วฮะ”

“อา อาตี้!…” คุณหญิงพวงพรอุทานพลางจับใบหน้าเรียวๆ ให้หันมามองตัวเอง “เป็น…เอ่อ….ผู้….”

“ผู้หญิงฮะคุณย่า….เธอสวยซะด้วย”

“สาวฝรั่งหรือว่าเอเชีย” ดร.ชวนนท์เร่งจากลมหายใจโล่งๆ

“ลูกครึ่งฮะ….เธอชื่อซาร่า แม่เป็นคนอินเดีย พ่อเป็นอเมริกัน” อาตี้ตอบแบบคนสุขใจ

คุณหญิงพวงพรดึงเข้ามากอดแน่น….. “ย่าชักอยากจะเห็นหน้าซะแล้วซิ”

“ฮะ อาตี้เก็บรูปเธอไว้ในโทรศัพท์เยอะเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะให้ดู”

ดร.ชวนนท์ยิ้มไม่หุบ “คราวหน้าก็ชวนมาเที่ยวเมืองไทยด้วยกันนะ”

อาตี้เงียบคิดหนัก “แต่แม่เธอหวงน่าดู….ชวนไอ้ยูจิยังง่ายกว่าเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

อันดามันได้คืนความรู้สึกเก่าๆ ให้ทั้งหมดจนครบ ผ้าห่มหนาๆ ไม่ทำให้อาตี้หนาวหรือโดดเดี่ยวถึงแม้อีกเตียงจะไร้ร่างของหมอหนุ่มจากอเมริกาก็ตาม แสงดาวเหนือทะเลอันดาเมื่อมองผ่านหน้าต่างช่างงดงามจนห้วงแห่งความฝันเข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์แบบ……

#誘ってみませんか?(Sasotte mimasen ka?)#

#ยูจิ….นายพูดไทยได้ไหม….ภาษาญี่ปุ่นฉันไม่แตก#

# ทำ ไม นาย ไม่ ชวน ฉาน#….

line1 for timmy

ที่บ้านเช่าไม่มีเลขที่

อนุชานั่งจมเครียดต่อหน้าหญิงชราที่เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ไม่หยุด เขาซี๊ด! ปากแบบคนหนักใจพร้อมกับเชิดใบหน้ากลมๆ สู้กับแสงนีออนบนฝ้าเพดาน

“คุณพี่ครับ” เขาเอ่ยเรียก แต่ก็ไม่หวังจะให้หญิงชราเงยใบหน้าเปียกชุ่มๆ มองตัวเอง “อั๊ว! ต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างแล้วละ”

หญิงชราปาดน้ำตาทิ้ง เธอเงยใบหน้าหวาดวิตกมองเขา “อาชา….”

“อั๊ว! จะเข้าให้การกับตำรวจ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”

“แต่…….”

“ถึงแม้เฮียชาญจะเป็นพี่ชายแท้ๆ….แต่เขาก็เลือกเส้นทางของเขาตั้งแต่ต้น” อนุชาพูดเสียงเบา

“อาชา….สมบัติเป็นของนอกกาย สละมรดกบ้านตระกูเชวน์เถอะนะ” แขไขลงน้ำเสียงราวกับวิงวอน พลางก้มหน้าสะอึกสะอื้นต่อ “ไม่รู้ว่าเด็กน้อยที่น่าสงสารของฉันจะเป็นอย่างไรบ้าง ฮื้อๆ”

“พี่หญิง มรดกของบ้านตระกูลเชาว์ไม่ใช่แค่สมบัติธรรมดาๆ….แต่มันคือชีวิตของคนตระกูลเชาว์…อั๊ว!ต้องรักษาอาไว้เพื่อคนตระกูลเชาว์รุ่นถัดไป”

“แต่ว่า…..”

“อั๊ว! จะเห็นแก่ตัวโดยการเอาตัวรอดคนเดียวไม่ได้… เห็นทีงานนี้อั๊ว! ต้องเสียสละเองแล้วละ”

“ฮื้อๆ…..ฉันรู้สึกผิดกับฟองฟ้าจริงๆ ฮื้อๆ”

อนุชามองแผ่นหลังของหญิงชราสักพักก็อดเอื้อมมือตบปลอบไม่ได้ “เอานะ….ถ้าเรายังไม่ได้ข่าวนั้นก็แสดงว่าเขายังปลอดภัย….อั๊ว! เชื่อว่าอนุชัยไม่มีทางทิ้งพี่ชายอย่างปกรณ์ได้แน่ ๆ….เชื่ออั๊ว!เถอะ”

“อาชา ฮื้อๆ….ช่วยสืบให้ฉันที ฉันทนไม่ได้ ฉันรับไม่ไหว เขาเพิ่งจะเรียกฉันว่าแม่แท้ๆ ฮื้อๆ”

“ครับ…..แต่ตอนนี้พี่หญิงต้องพักผ่อนแล้วละ มีข่าวคืบหน้าอั๊ว! จะรีบมาแจ้งให้ทราบทันที” อนุชาบอก

เมื่อแขไขระงับสติอารมณ์ได้ระดับหนึ่ง แสงนีออนภายในห้องรับแขกดับพรึบลง เงาสีดำของชายขนาดกลางก็หมุนตัวออกจากบ้าน….เขาหายไปตามทางเท้ามืดๆ ก่อนเสียงกรีดร้องของอีกคนจะดังโหยหวนออกมาจากห้องนอนของบ้านไม่มีเลขที่หลังดังกล่าว

“ปกรณ์….ลูกอยู่ไหน ลูกแม่อยู่ไหน ฟองฟ้า ฉันขอโทษ ฮื้อๆ”

จบ อนุชาย2 บทที่27 คุณพ่อแกล้งหนู

อนุชาย2 บทที่26

อนุชาย2 บทที่26อนุชาย2 บทที่26 อันดามันรำลึก

อนุชาย2 บทที่26 อันดามันรำลึก

เมื่อปกรณ์แข็งแรงระดับหนึ่งหัวหน้าทีมบอดี้การ์ดของบ้านสายสกุลก็ได้ประชุมกัน สมรกับศักดิ์ดาเห็นว่ายังช่วยเหลือตัวเองได้ไม่ดีนักจึงเสนอให้ไปพักรักษาตัวต่อที่บ้านของพวกเขา เจ้ดวงซึ่งเห็นช่องทางจะให้ปกรณ์ได้มีโอกาสเรียนรู้ชีวิตในวัยเด็กของน้องชายตัวเองจึงสนับสนุน ตกลงทีมบอดี้การ์ดก็ต้องตามไปดูแลอย่างเสียไม่ได้ ศักดิ์ดาจึงยกบ้านตัวเองซึ่งอยู่ติดกันให้โดยไม่คิดค่าเช่า ทุกอย่างจึงลงตัว

แดดสายๆ ของวันที่ 5 นับจากปกรณ์ออกจากห้องผ่าตัดที่เมืองเล็กๆ ในหุบเขาบน ถนนมิตรภาพ ระหว่างจังหวัดสระบุรี กับ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมากำลังเย็นสบาย ถ้าจะว่าไปแล้วบ้านพักอาศัยภายในสนามกอล์ฟเซอร์แจ็คสันของอดีตท่านผู้หญิงแขไขก็อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ การปรับตัวจึงเสมือนการได้กลับสู่บ้านหลังเดิมบรรยากาศเดิมๆ เมื่อขาก้าวเหยียบพื้นที่ต้องเดินเท้าเข้าสู่ตรอกตึกแถวไม้เก่าที่ปลูกติดกันเป็นตับทำให้ปกรณ์รู้สึกเย็นวาบอย่างไม่เคยเป็น ถนนคอนกรีตคงเป็นแผ่นคอนกรีตดั้งเดิมที่น้องชายเคยวิ่งเล่น หน้าบ้านผนังไม้เรียบๆ เข้าขั้นเก่าโบราณก็ยังเกิดคำถาม-คำตอบขึ้นในหัว อนุชัยเติบโตอยู่ที่นี่ อยู่กับสิ่งนี้จนเคยชินกระมัง ขณะที่ตัวเองอยู่ในบ้านหลังใหญ่แต่สถานะกลับต่ำตม-ตอกย้ำให้เห็นความแตกต่างที่ใกล้เคียง เมื่อนำ 2 ด้านมาหักลบความได้เปรียบเสียเปรียบเขาทั้งคู่คงไม่ต่างกันสักเท่าไร แต่ทำไมขณะที่น้องชายแท้ๆ อาศัยอยู่แค่ปลายจมูก เขาจึงไม่นึกเอะใจเลยแม้แต่น้อย ปกรณ์ก้าวตามสมรผ่านประตูบานเฟี้ยมเข้าสู่ภายในที่สะอาดสะอ้าน ผนังกรุด้วยแผ่นยิบซั่มบอร์ดฉาบทับวอลเปเปอร์สีครีมบวกเฟอร์นิเจอร์ที่เข้าขั้นทันสมัย ทำให้รู้สึกราวกับหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่ง เขายืนสำรวจไปรอบตัวและมองทะลุผนังที่เปิดโล่งสู่ห้องครัวที่ทันสมัยด้านหลัง ท๊อปเคาน์เตอร์เป็นหินแกรนิตสีน้ำตาลดำดึงดูดใจจนอดเดินลึกเข้าไปยืนอยู่ท่ามกลางพวกมันไม่ได้ สักพัก เสียงสมรก็ดังขึ้น

“นุซื้อที่ดินนอกตลาดไว้แปลงหนึ่ง แรกๆ เขาจะสร้างบ้านหลังใหม่แทนหลังนี้ให้แม่ แต่แม่ไม่ยอม เขาจึงตกแต่งภายในให้ใหม่แทน”

“เขาออกแบบได้ดีโดยเฉพาะเคาน์เตอร์ครัวมุมนี้นะครับ” ปกรณ์บอก

“อยากเห็นห้องนอนของน้องหรือเปล่า….อันที่จริงก็ต้องพักบนห้องนั้นอยู่แล้วนี่นะพ่อไม่น่าถามเลย” ศักดิ์ดาพูดทำให้ปกรณ์รีบพยักหน้าตามเร็วๆ

“ผมอยากรู้จักชีวิตในวัยเด็กของเขา…..เออ!….” ปกรณ์มองสมรสลับศักดิ์ดาอย่างคนไม่รู้จะเรียกทั้งคู่ว่าอะไรดี จนสมรเดาอาการออก

“เราเป็นพี่ชายอนุชัยเรียกพ่อกับแม่ให้สนิทปากไปเลยลูก”

“ใช่ๆ ดีซะอีก มีลูกชายแถมกำลังจะมีหลานเพิ่มอีกคนหาได้ที่ไหนจริงไหมแม่” ศักดิ์ดาหันไปถามความเห็นกับภรรยาที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ปกรณ์พูดอะไรไม่ออกหลายนาที เขายกมือปิดปากเพื่อผ่อนคลายอารมณ์…แต่สุดท้ายก็ทรุดกับพื้นพร้อมกับพนมมือไหว้ด้วยกิริยาไม่สมบูรณ์

“ไม่ต้องๆ ลุกขึ้นเถอะ” สมรพูดเร็วๆ ศักดิ์ดารีบเข้ามาซ้อนร่าง

“ทั้งชีวิต…ผมเหมือนอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด ไม่เคยได้เรียกใครว่าพ่อกับแม่จริงๆ จังๆ สักคน” เขาสารภาพเสียงสั่นแล้วนิ่งเก็บอาการไปอีก “ในเมื่อน้องชายเรียกคุณว่าแม่…พ่อ…..ผมจึงขออนุญาตเรียกตามเค้า”

“มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว มาๆ ตามพ่อขึ้นมาเรื่องราวน้องรอให้ค้นหาอยู่เต็มห้องเชียวละ” ศักดิ์ดาบอกพร้อมกับเดินนำขึ้นชั้น 2  ทันทีที่ประตูไม้สีน้ำตาลถูกผลักเข้าสู่ภายใน ถนนมิตรภาพที่เลื้อยยาวราวกับลำตัวของงูยักษ์ก็ปรากฏให้เห็น ปกรณ์สาวเท้าไปหยุดริมหน้าต่าง เขามองข้ามภูเขาอีกลูกไปยังทิศใต้กระทั้งสมรกับศักดิ์ดาเห็นหลังมือสั่นดิกๆ….

“อนุชัยอยู่ห้องนี้มาตั้งแต่แรกเลยหรือครับ……แม่” คำสุดท้ายถูกเว้นระยะห่าง

“ใช่แล้วลูก อนุชัยเขาเติบโตภายในห้องนี้ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้ามาอยู่กับแม่” สมรบอก

“ช่วยเล่าเรื่องของเค้าให้ฟังได้ไหม”

สมรนิ่งอยู่นาน กระทั้ง….. “ต้นเดือนมิถุนายนเมื่อ 36 ปีก่อน แม่ของแม่…หมายถึงยายที่จากเราไปแล้วนะบ่นอยากกินแกงเห็ดป่า แม่จึงไปหาซื้อในตลาดมวกเหล็กแต่ไม่มีขายแม่จึงนั่งรถโดยสารต่อไปยังตลาดกลางดง เช้าวันนั้นแดดสีครีมมาพร้อมกับเม็ดฝนโปรยปรายบางๆ มองเผินๆ ไม่ต่างอะไรจากฝูงแมลงตัวเล็กๆ กำลังบินว่อนเต็มท้องฟ้า สายรุ้งที่หุบเขาสีทึมๆ ทางอำเภอแก่งคอยก็สวยงามไร้ที่ติ กระนั้นแม่ก็ยังใช้ผ้าขนหนูสีฟ้าโพกหัวเพื่อป้องกันตัวเอง เมื่อได้ของจนเต็มมือ เสียงร้องไห้ของเด็กทารกแรกเกิดจากเพิงสังกะสีก็ดึงดูดให้แม่เดินเข้าไปหา แม่จึงได้พบกับพี่พวงพร สาวอายุมากกว่า 2 ปีกำลังทอดกล้วยขาย อีกมือก็คอยตบปลอบลูกน้อยไม่หยุด แม่ก้าวขาไม่ออกในหัวมีทั้งความเวทนา-สงสารกับคำถามมากมายสารพัด……”

ปกรณ์ตัวสั่นโคลง ร่างทั้งร่างราวจะล้ม “พอแล้วครับ พอแล้วครับแม่” เขาพูดและพยายามสงบสติจนกลับมานิ่งระดับหนึ่ง “ผมเป็นพี่ชายเขาประสาห่าอะไร…..แค่ภูเขาลูกนั้น” ปกรณ์ใช้สายตาชี้นำไปยังสนามกอล์ฟเซอร์แจ๊คสัน “เขาก็อยู่ตรงนี้ อยู่ใต้จมูกผมมาโดยตลอดยังไม่มีปัญญาปกป้องเขา ฮื้อๆ” ปกรณ์ปล่อยโฮเสียงดังแบบไม่อายใคร “แถม แถมยังเกือบจะฆ่าน้องชายแท้ๆ ตัวเองอีก ฮื้อๆ”

ศักดิ์ดาจึงเดินเข้าไปโอบ-ตบปลอบเบาๆ

“ผมมันชั่วช้าสารเลวขนาดนี้ คุณ คุณ…..” ปกรณ์หันกลับมาใช้สายตาชื้นๆ เปิดให้อ่าน “คุณยังจะยอมให้ผมเรียกว่าแม่กับพ่ออีกอย่างนั้นหรือ” พูดจบร่างของหนุ่มวัยใกล้จะ 40 ปีก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ศักดิ์ดาไม่ทันได้ช้อนร่าง สมรก็นั่งลงสะอื้นอยู่ในสถานะเดียวกัน

“เวลานั้นลูกยังไม่รู้ ย่อมไม่ผิด….และเวลานี้อนุชัยก็ผ่านเรื่องราวทั้งหมดมาแล้ว ลูกเองนั้นแหละ ต้องปลดบ่วงอดีตให้พ้นตัวเองสักที….” สมรบอกแล้วนิ่งจ้องอารณ์ที่กำลังจมดิ่งของเขา “ปลดบ่วงอดีตทิ้งให้หมด พรุ่งนี้รอลูกอยู่นะปกรณ์”

“ใช่! อดีตเรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ มีเพียงวันนี้กับพรุ่งนี้เท่านั้นที่กำลังเปิดโอกาสให้เริ่มต้น” ศักดิ์ดาเสริมก่อนจะเดินไปเปิดตู้ไม้สักหยิบอัลบั้มเก่าๆ ของอนุชัยมาส่งให้ “รู้จักน้องชายของลูกให้เต็มที่ซะพรุ่งนี้อนุชัยกำลังรอลูกอยู่”

ปกรณ์มองศักดิ์ดานิ่งๆ ก่อนจะรับอัลบั้มรูปมาถือไว้ในมือ “ผมขออยู่คนเดียวนะครับ…..” เขาใช้น้ำเสียงวิงวอน…. “พ่อ…..” แล้วก็หันไปพูดกับสมรที่กำลังปาดน้ำตาทิ้ง “แม่…..”

“มีหลายอย่างของอนุชัยที่ลูกจะต้องรู้จัก” สมรชี้นิ้วไปยังตู้ไม้สักที่ศักดิ์ดาเพิ่งไปหยิบอัลบั้มรูปมาให้ “เรื่องราวในอดีตของน้องอยู่ในนั้นทั้งหมด”

“ตามสบายเลยลูก พ่อกับแม่จะลงไปรอด้านล่าง”

ปกรณ์จ้องคนทั้ง 2 สลับกันไปมา “ขอบคุณ ขอบคุณจริง ๆ”

….สรุปก็เป็นไปตามที่วางแผน ปกรณ์พักฟื้นอยู่กับศักดิ์ดาและสมร 1 อาทิตย์ วันสุดท้ายเขาขอร้องให้เธอเล่าเรื่องราวของอนุชัยที่ยังเล่าไม่จบให้ฟังก่อนจะแวะไปทำบุญให้พวงพรแม่ของอนุชัยกับอนุชาติพ่อของเขาที่สถูปเล็กๆ คู่กัน แดดหลัง 8 โมงเช้าที่อำเภอมวกเหล็กกำลังงดงาม สายลมเย็นๆ จากยอดเขาทางทิศตะวันตกก็กำลังสบาย แต่ครอบครัวใหม่รอให้กลับไปรับผิดชอบ เขาประคองเด่นดวงขณะที่เธอยังแข็งแรงไปขึ้นรถ โดยมีสมรกับศักดิ์ดาตามไปส่งกระทั้งเด่นดวงเข้าที่

“ต้องคิดถึงที่นี่แน่ ๆ” ปกรณ์พูดลอย ๆ “ผมจะกลับมาเยี่ยมนะครับ…..พ่อ……แม่”

สมรกับศักดิ์ดาเผลอปาดน้ำตา “ไปเถอะลูก พ่อกับแม่ไม่ได้ไปไหนหรอกจะรอลูกๆ อยู่ที่นี่ละ”

“ไปนะพี่สมร ฉันนับญาติไม่ถูกแล้วเนี้ย ฮา ฮ่า ฮ่า” เด่นดวงตะโกนออกมาจากรถโฟวิล แล้วเธอก็หัวเราะต่อไม่หยุด

“ไปนะแม่ ไปนะครับพ่อ”

“เออ ขับรถดีๆ ละ” ศักดิ์ดาบอกส่ง ทั้งหมดโบกไม้โบกมือให้กัน….แดดสีครีมกำลังเปลี่ยนเป็นสีขาว รถโฟวิลสีดำก็หายลงเนินหายไปเงียบๆ….

“เขานิสัยคล้ายกันมากๆ เลยนะพ่อ”

“อื้อ!….เราโชคดีที่พวกเขาปลอดภัยและกำลังจะมีหลานอีกคนให้อุ้ม….ขอให้ได้หลานสาวทีเถอะพ่อจะถวายหัวหมูสักสิบหัวเลย สาธุ สาธุ สาธุ” ศักดิ์ดาพร่ำยาว

“พ่อบนกับแม่รึไง….ฮ่า ฮ่า ฮ่า คนอะไร้ยิ่งแก่ยิ่งเรอะ….ไปๆ กลับบ้าน ต้องเตรียมของอีกเยอะแยะ”

“แต่นุมันไม่ให้แม่ขายแล้วนา!”

สมรหันมามองหน้าสามี…. “ถ้าหยุด….พ่อก็ต้องป่วย แม่ก็ป่วย เดี๋ยวตายก่อนจะได้เห็นหน้าหลานสาวกันพอดี”

“เออ….ก็จริงของแม่นะ….ไปๆ รีบเถอะพ่อต้องไปรับกล้วย…เที่ยงไม่รู้จะเสร็จหรือเปล่าไม่รู้เลย….”

line1 for timmy

ที่บ้าน LOFT LOVE…

อีก 2 เดือนต่อมา คุณหมอเดียรเนียล สแปนเลย์ พร้อมคณะ ในที่นี่หมายถึงหญิงรัดดากับอาตี้ก็บินกลับมาเมืองไทยเพื่อเช็คอาการของดร.ชานนท์ คราวนี้ดร.ชวนนท์ผู้เป็นพ่อถือโอกาสย้ายตามภรรยามาอยู่กินที่บ้าน Loft Love ด้วยซะเลย โถงรวมเพดานสูงจึงกลายเป็นโถงกิจกรรมตลอด 24 ชั่วโมงไปโดยปริยาย

“อาหญิงฮะนี่ใช่เกาะ…..” อาตี้เปิดดูอัลบั้มรูปเจอรูปถ่ายของหญิงรัดดายืนโชว์หุนชวนแซบ! อยู่หัวเรือยอร์ซเข้าโดยบังเอิญ เขากำลังจะถามขณะที่เธอเดินถือถาดข้าวตังเกรียบกรอบมาเสริฟ แต่ดร.ชานนท์ก็แย่งไปทำเป็นลูบให้เห็นซะก่อน “เอ้!…คุณพ่อรู้ได้ไงฮะว่ารูปวางอยู่ตรงไหน”

คุณหญิงพวงพรปิดปากหัวเราะ แต่ดร.ชานนท์ชะงักค้างราวกำลังหาข้อแก้ตัว….

“แค่เสียงไล่เปิดภาพพ่อเค้าก็รู้แล้วละ” อนุชัยที่เดินถือน้ำชาเข้ามาแก้ตัวแทน “อย่าเป็นคนขี้สงสัยให้มากเข้าใจไหม”

“ใช่ๆ….พ่อนุพูดถูก….” ดร.ชานนท์ตามติดๆ

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า….เป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะ” คุณหญิงพวงพรอดรนทนไม่ไหวเลยกระแซะอีกคน

“เป็นปี่เป็นขลุ่ยคืออะไร….หญิงรัดดาอธิบายให้เข้าใจหน่อย” เดียรเนียล สแปนเลย์ ถามพลางดึงแขนเธอให้นั่งลงข้างๆ

“ก็ประมาณเข้ากันได้ดี หรือเข้าข้างกันประมาณนั้นแหละ” หญิงรัดดาอธิบายอย่างคนปัดรำคาญ

“ไอ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีนั้นแหละ”

“นายเงียบไปเลย ค่อยทำความเข้าใจกันภายหลังได้เปล่า” ดร.ชานนท์ต้องการจะหลุดจากประเด็นเลยแทรกเบรกเร็วๆ ซึ่งมันก็ได้ผล

“ไอ มีเวลาอยู่เมืองไทยไม่ถึง 2 วีค แต่ไอเคยเห็นรูปเกาะในประเทศไทยสวยๆ มากๆ เราไปกันดีไหม” หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ เสนอ ทำให้ดร.ชานนท์ถึงกับถอนหายใจทิ้ง

“หญิงนึกออกละ…นั้นเป็นรูปของอาสมัยสาวๆ นะอาตี้”

“รู้แล้วฮะ ประเด็นมีอยู่ว่า มันคือที่ไหนบนแผนที่โลกต่างหาก” อาตี้ถามต่อ

“หมู่เกาะ PP จังหวัดกระบี่ ภาคใต้ของประเทศไทยเรานี้แหละ” หญิงรัดดาบอกและก่อนที่น้ำชาอุ่นๆ จะจรดริมฝี่ปาก ดวงตาของเธอก็เบิกโพลง “หรือว่าเราจะไปรำลึกถึงความหลังกันสักคืน”

“เฮ!…..ผมเอาด้วย” เดียรเนียลตามแบบคนไม่ต้องคิด ต่อจากนั้นก็เป็นอาตี้….อนุชัยได้แค่ยิ้มๆ ให้ดร.ชานนท์ขโมยเห็น…..

“พ่อฮะ….” อาตี้เร่ง “พ่อฮะ….”และก็หันไปขอความเห็นใจจากอนุชัยอีก

“แฟนรัก….มีหมออย่างฉันไปด้วย ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น OK”

“เดียรเนียลคะ….คุณอยากเรียนภาษาไทยตั้งแต่เริ่มต้นหรือภาษาอังกฤษดีคะ…Friend คะ…ไม่ใช่แฟน เดี๋ยวก็ทำให้ครอบครัวชาวบ้านเขาแตกอีกรอบหรอก คราวนี้หญิงไม่สามัคคีอีกแล้วนะ” หญิงรัดดาเล่นของสูง จนทุกคนหัวเราะลั่นบ้าน

“เป็นอันว่างานนี้แม่กับพ่อจะไปด้วย” ดร.ชวนนท์เห็นด้วยอีกคน

“แต่ภายใน 2 วีคนี้คิวดิฉันแน้นแน่นๆ นะคุณ”

“คุณแม่ / คุณย่าฮะ”

“งานนุเองก็เพิ่งจะสรุปโครงการใหญ่….”

“คุณพ่อฮะ /พี่นุ”

“สรุปเป็นไฟท์บังคับใช่ไหมครับ” ดร.ชานนท์ที่นิ่งฟังระยะหนึ่งพูดอย่างคนต้องการคำตอบสุดท้าย

“ใช่/ Yes! / ถูกต้องแล้วฮะ”

“….ตกลงตามนี้นะคุณ เราเองก็ไม่เคยไปเที่ยวไหนด้วยกันนานมากแล้วนะ…ถือโอกาสไปนอนอาบแดดซะหน่อย”

“Yes! บิงโก….อาตี้กลับอเมริกาคราวนี้จะได้ผิวสีแทน…ไอ้ยูจิต้องพูดไม่ออกแน่ ๆ…..ฮา ฮ่า ฮ่า”

“ยูจินี้ใครกันละคุณ” ดร.ชวนนท์หันไปถามภรรยาอีก

คุณหญิงพวงพรส่ายหน้าเบื่อหน่าย พร้อมกับจิ! ปากใส่สามีดังๆ “ยูจิ ยามาซาดะ จะเป็นลูกใครไปได้ละคะคุณก็”

“อ้อ!….ลูกของยูริหรอกหรือ….ส่งไปเรียนซานฟรานฯ ตั้งแต่เมื่อไรกัน ไม่เคยเห็นเล่าให้ฟังเลย”

“คุณถ้าจะแก่แล้วแก่เลยจริงๆ แล้วละค้ะ….”

“เกือบ 2 ปีมาแล้วคะคุณพ่อ อายูริยังมาให้คุณพ่อเซ็นรับรองให้อยู่เลย จำไม่ได้รึคะ” หญิงรัดดาทวนความทรงจำ

“อ้าว!….พ่อก็นึกว่ายังไม่กี่ขวบ…”

“โตเป็นหนุ่มสูงใหญ่พอๆ กับอาตี้แล้วละคะคุณ แถมหล่อซะด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม่ขำยูจิเพิ่งจะบินมาเยี่ยมแท้ๆ ลืมได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” พูดจบคุณหญิงพวงพรก็หัวเราะยาว…..

“มันแอบมานอนอาบแดดเป็นอาทิตย์ไม่ยอมชวนกลับไปสาวๆ นี้ตรึม!….คราวนี้ก็ถึงคิวอาตี้บ้างแล้วละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อาตี้เสียงดัง อนุชัยอมยิ้มหันไปยักคิ้วให้ดร.ชานนท์ อาตี้เห็นเข้าพอดีจึงเก็บความสงสัยเรื่องพ่อตัวเองมองไม่เห็นไว้ในใจ……

กระทั้งวันเดินทางมาถึง ดร.ชวนนท์ส่งทีมบอดี้การ์ดลงสำรวจพื้นที่ล่วงหน้า 2 วัน ก่อนจะสั่งเพิ่มกำลังแฝงตามไปในรูปนักท่องเที่ยวอีก 2 เท่า…ใบหน้าของคุณหญิงพวงพรจึงดูดีขึ้นมาบ้าง

ช่วงหลังๆ อาตี้มักจะขลุกอยู่กับ หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ หลายชั่วโมงต่อวัน เสียงซุบซิบระยะไกลจึงเป็นประเด็นอยากรู้ของคุณหญิงพวงพรมากเป็นพิเศษ กระทั้งหลังจากทั้งคู่ลากกระเป๋าไปยกใส่ท้ายรถตู้เรียบร้อยแล้ว คุณหญิงพวงพรก็กวักมือเรียกมาคุยด้วย

“ไหนมีความลับอะไร บอกมาให้หมด” คุณหญิงพวงพรคาดคั้น อาตี้หน้าหงอหันไปขอความเห็นจากหมอเดียรเนียลที่ยืนอยู่ข้างๆ

“เอ่อ….คือว่าอย่างนี้ครับคุณแม่” หมอเดียรเนียลจะอธิบายแต่อาตี้ก็แซงโค้งปาดหน้าซะก่อน

“คุณย่าฮะ….คุณย่าไม่สงสัยพ่อชายบ้างหรือฮะ….” เขาเงียบคิด “อาตี้กับอาหมอกำลังคิดว่าแท้จริงแล้วเราทั้งหมดกำลังโดนหลอกอยู่หรือเปล่า…แบบว่า”

“ไอก็มั่นใจมากๆ ครับคุณแม่ ว่าชานนท์มองเห็นแล้วแน่แท้และแน่นอน”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”……คุณหญิงพวงพรหัวเราะลั่น ทั้ง 2 จ้องหน้ากันไปมา

“คุณย่า….”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า……” แต่คุณหญิงพวงพรก็ยังหัวเราะไม่หยุด กระทั้งเธอปาดน้ำตาทิ้ง “เอาเป็นว่างานนี้อาตี้มีแผนอะไรย่าขอร่วมด้วยคน”

“หมอเดียรเนียลมองหน้าอาตี้สั้นๆ…. “คุณแม่รู้ตั้งแต่วันแรกแล้วใช่ไหม” หมอเดียรเนียลถาม เมื่อคุณหญิงพวงพรยิ้ม เขาก็ตบขาตัวเองดังผาง! “ปาดโท้!…..”

อาตี้สะกิด “ปั๊ดโท!….ครับอาหมอ”

“เออๆ ปั๊ดโท! นั้นแหละไอเอะใจอยู่แล้วเชียว ชานนท์นะชานนท์เล่นกันได้ งานนี้ละ”

“ใช่ๆ…..อาตี้มีแผนหรือยังลูก” คุณหญิงกระซิบ

“ยังหรอกฮะกำลังคิดอยู่….”

แต่ที่ด้านหลัง….

“คุณแม่คะ….มีอะไรกันหรือคะท่าทางเคร่งเครียดเชียว” เป็นเสียงหญิงรัดดาทุกคนจึงแยกทิ้งสีหน้าไปคนละทาง…. “เราจะไปเที่ยวกันนะคะ สนุกหน่อยดิ….นะคะ นะคะ…ไปคะขึ้นรถได้แล้ว”

“อาตี้ก็ว่าแบบนั้นแหละฮะ” และเขาก็เป็นคนแรกที่กระโจนออกไปทางประตูหน้า ก่อนจะตรงดิ่งไปหาดร.ชานนท์ที่มีอนุชัยยืนอยู่ข้างๆ

“แหม!….คุณพ่อใส่หมวกแก๊ปเหมือนกันเลยนะฮะ เท่จัง”

“พ่อเพิ่งตัดผมมาใหม่นะ….เป็นไงจะได้เหมือนหมวกสีดำของอาตี้ไง” ดร.ชานนท์พูดยิ้มๆ แต่อาตี้กลับมาในแผนที่ลึกกว่า

“ใครบอกว่าหมวกคุณพ่อสีดำกันละฮะ….สีชมพูต่างหาก” พูดจบเขาก็บีบริมฝีปากแน่นก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในรถ ทำให้ทั้งดร.ชานนท์และอนุชัยต่างมองหน้ากันไปมา

“ตกลงตาฉันไม่บอดสีแน่นะ” ดร.ชานนท์กระซิบ อนุชัยปิดปากหัวเราะแทบไม่ทัน

“หรือว่าฉันตาบอดสีซะเอง”

“สีดำ….นี้มันสีดำชัดๆ  เราคงไม่ตาถั่วพร้อมกันหรอกเชื่อฉันดิ…..” ดร.ชานนท์กับอนุชัยพึมพำ แต่อาตี้กลับหัวเราะลั่นอยู่คนเดียว (ฮา ฮ่า ฮ้า ฮ่า ฮา)

จบ อนุชาย2 บทที่26 อันดามันรำลึก

อนุชาย2 บทที่25

อนุชาย2 บทที่25อนุชาย2 บทที่25 โลกสีเดิม

อนุชาย2 บทที่25 โลกสีเดิม

……….เมื่อใบไม้ ในป่าใหญ่ ใกล้เปลี่ยนสี………

………เพลาที ที่นกป่า ก็พาหมอง……….

……..ปีกสั้นสั้น สีน้ำตาลเปลือกป่า มิน่ามอง………

……….เอาแต่จอง จ้องใบบาง ร้างลอยลา………

“ฉันจะไม่ยอมแพ้ นายก็ต้องไม่ยอมแพ้เช่นกันนะชานนท์”

……ไม่ถึง 2 ชั่วโมงตั้งแต่อนุชัยมานั่งอยู่ข้างๆ ดร.ชานนท์ภายในห้อง ICU คุณหมอเดียรเนียล สแปนเลย์ ก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ แพทย์หญิงคุณหญิงพวงพร…ทันทีที่มาถึงทั้งคู่ก็เปลี่ยนเป็นชุดผ่าตัดสีเขียวให้เห็น

“พร้อมใช่ไหมคะคุณหมอ” คุณหญิงพวงพรถาม

“ผม หลับ บน เครื่องบิน ยาว กว่า ทุก วัน สบาย มาก ๆ” คุณหมอเดียรเนียล สแปนเลย์ตอบเป็นภาษาไทยที่ละคำระหว่างประตูเข้าสู่ห้องผ่าตัดใหญ่ที่ร่างของดร.ชานนท์ถูกเข็นเข้าไปเตรียมตัวล่วงหน้ากว่า 30 นาที เมื่อปะเข้ากับสายตาของหลายๆ คนที่รออยู่ เขาก็ยิ้มทักทายแบบสบายๆก่อนจะจบที่อนุชัย “สบาย ใจ ได้ เพื่อ เพื่อน รัก…ไม่ มี อะ ไร น่า เป็น ห่วง”

“ฝากชานนท์ด้วยนะเดียรเนียล”

“ฉาน รู้ เขา คือ ชีวิต ของ Nu และ  Chanoon ก็ คือ แฟน เอ้ย!….เพือ เพื่อนรัก ของฉาน สบาย ใจ ได้” พูดจบทั้งหมดก็ยิ้มให้กัน

“ไปกันเถอะค่ะคุณหมอ” คุณหญิงพวงพรกระตุ้น

“ไป ครับ คุณหญิง ทุก นา ที มีค่า เรา ต้อง ใช้ เวลา หลาย ชั่วโมง”

“ทุกคนรอข้างนอกนะ ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น…เชิญคะคุณหมอ”……….

หลังจากประตูห้องผ่าตัดถูกปิดตามหลัง ทุกวินาที ทุกนาทีก็คล้ายจะทำหน้าที่ช้าลง ภายในห้องพักสำหรับครอบครัวสายสกุลมีหลายชีวิตรวมๆ กันอยู่ แต่ทุกคนก็เลือกหมกตัวอยู่ในโลกของใครของมัน งานผ่าตัดกินเวลานานอาหารเที่ยงจึงมีเพียงขนมปัง กาแฟและชาร้อนที่มีไว้บริการอยู่มุมห้อง อาตี้เลือกตักอนุชัยแทนหมอน เขาหลับยาวขณะอนุชัยได้แต่จ้องไปที่ประตูทางเข้า….2 คืนที่ผ่านมาเขาหลับเพียงเล็กน้อย แต่การจะข่มตาหลับในเวลานี้จึงไม่มีทางเป็นไปได้ เขาลูบเส้นผมลูกชายที่กำลังหลับลึกจนเผลอลืมเวลา…กระทั้งผ่านชั่วโมงที่ 11 ไป 10 นาที ร่างในชุดกาวน์สีขาวสะอาดๆ ของแพทย์หญิงคุณหญิงพวงพรกับหมอเดียรเนียล สแปนเลย์ ก็ปรกฏตัวที่ประตูทางเข้า อาตี้ตื่นได้สักชั่วโมงจึงลุกกระโจนเข้าไปหาก่อนคนอื่น

“อาหมอฮะ คุณย่าฮะ….”

“อ้าวๆ ทุกคนฟังทางนี้….” คุณหญิงพวงพรเกริ่นนำ เธอนิ่งแล้วยิ้มสบายๆ

“คุณแม่คะ….” จนได้ยินเสียงหญิงรัดดากระตุ้นอีกคน

“ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี….งานนี้ต้องยกเครดิตให้กับคุณหมอเดียรเนียลแล้วละ” สิ้นเสียงคุณหญิงพวงพรทุกคนก็ไชโยโห่ร้องแสดงความดีอกดีใจลั่นห้อง หญิงรัดดากระโจนเข้าไปกอด หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ เธอร้องไห้ใส่หน้าอกจนเห็นแผ่นหลังสะท้านราวกับแผ่นดินไหวให้หลายคนในห้องช็อก!

“…ถ้าพี่ชายฟื้นฉัน OK ฉันตกลงคะฮื้อๆ…ขอบคุณ ขอบคุณมาก ๆ” เมื่อร่างของหญิงรัดดาสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนใบหน้าเหน็ดเหนื่อยของคุณหมอจากอเมริกาจึงฉายยิ้มให้ไออุ่นอย่างไม่มีขีดจำกัด ดร.ชวนนท์กับคุณหญิงพวงพรมองลูกสาวตัวเองด้วยท่าทีไม่เข้าใจ มีเพียงอาตี้เท่านั้นที่เหมือนจะรู้ความลับข้อนี้

“ตกลงอาหญิงยอมแต่งงานกับอาหมอแล้วเหรอฮะ”

หมอหนุ่มจากอเมริกาผลักหญิงรัดดาออกอย่างระมัดระวัง เขาถอยหลังด้วยท่าทีอ่านไม่ออก 1 ก้าวขณะที่ร่างของหญิงรัดดาก็ยังโงนเงนไม่มั่นคง อนุชัยยกมือปิดปากคล้ายจะอ่านกิริยานั้นแตก สักพักกล่องกำมะยี่สีแดงสดบรรจุแหวนเพชรวงใหญ่ก็ถูกล้วงออกมาจากกระเป๋า หมอหนุ่มจากอเมริกาคลุกเข่า หญิงรัดดาที่เอาแต่ปิดปากสะอื้นจากอารมณ์ 2 ด้านที่แยกไม่ออก เธอมองเขา จ้องเขาไม่กระพริบ

“แต่งงานกับผมนะครับน้องหญิง” สำเนียงภาษาไทยของ เดียรเนียล สแปนเลย์ ชัดแจ๋วยิ่งกว่าคนไทยบางคนซะอีก หญิงรัดดาตาลุกวาว คุณหญิงพวงพรก้าวไปคว้ามือดร.ชวนนท์มากุมรอลุ้นอย่างไม่เคยเป็น…..เมื่อหญิงรัดดาเอาแต่สะอื้นตัวโคลง เดียรเนียล สแปนเลย์ ก็นั่งคลุกเข่ารอคำตอบด้วยท่าทีไม่ยอมแพ้เช่นกัน…

“ทำไมคุณถึงพูดภาษาไทยได้ชัดจังเลย” หญิงรัดดาถามด้วยน้ำเสียงแกว่งๆ

“อาตี้เคยบอกอาหญิงแล้วไงฮะ….”

“ถ้าผมพูดไทยคล่อง….แล้วจะเอาข้อไหนมาอ้างเพื่อให้ได้บินไปเจอคุณทุกอาทิตย์ละ….แต่งงานกับผมนะ” เดียรเนียล สแปนเลย์ ทวงพลางยิ้มรอคำตอบ ทั้งคุณหญิงพวงพรกับดร.ชวนนท์เองก็ลุ้นอย่างหนักจนมีเหงื่อซึมในฝ่ามือ

“อาหญิงฮะ….Say No หรือ Say yes ฮะ”

“Yes yesssss!…..คะ คะเดียรเนียล ฉันจะแต่งงานกับคุณ แต่…..” หญิงรัดดาพูดทุกคนตาลุกวาว แต่ก็ต้องชะงักเพราะเงื้อนไขสุดท้าย

“แต่….อะไรครับ…”เดียรเนียล สแปนเลย์ ชะงักตาม

“แต่….ต้องให้พี่ชายหายเป็นปกติซะก่อน”

“โอ้! Thanks …My God, Sure มั่นใจได้เลย อีกไม่เกิน 5 ชั่วโมงฉานได้เมียแน่ๆ…..ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เดียรเนียลดีใจจนทำให้หลายคนหัวเราะออกมา แหวนเพชรเม็ดใหญ่ถูกสวมจนนิ้วนางข้างซ้ายของหญิงสาวแวววาววับๆ วิบๆ แต่เมื่อหญิงรัดดายกขึ้นพิจารณาใกล้ๆ เธอก็หันขวับไปจ้องอาตี้ทันที

“ตกลงคุณกับอาตี้วางแผนเรื่องนี้มาเป็นปีแล้วใช่ไหม….เพราะนี้มันแหวนเพชรในฝันของฉันนิ…อาตี้….”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า….ใครใช้ให้อาหญิงจัดสลัดให้อาตี้กินทุกเช้ากันละฮะ….ก็ต้องมีเอาคืนมั่งดิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อาตี้พูดไปหัวเราะไปก่อนจะเข้าไปตีมือแบบคนสะใจสุดๆ กับหมอเดียรเนียล “ ฮ่า ฮา ฮ้า ฮา”

“คุณนี่เหลี่ยมจัดจริงๆ นะคะคุณหมอ”

“โอ๋ โอ๋ ไม่ ไม่….อันที่จริงผมแอบชอบคุณตั้งแต่เรียนไฮสคลูที่ซานฟรานซิสโกแล้วละ”

“ทำไมคุณไม่จีบฉัน ปล่อยให้เลย 30 ได้อย่างไรหา!….”

เดียรเนียล สแปนเลย์ หน้าเสียเล็กน้อย ก่อนจะโน้มเข้าไปกระซิบ “ก็คุณเป็นน้องสาวเพื่อนรักผมนี่นา…และชานนท์ก็หวงคุณยิ่งกว่าอะไรดี”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นี้แสดงว่าที่ลูกหญิงปล่อยให้ตัวเองเลยเลข 3 ก็เพราะตาชายใช่ไหม” อยู่ๆ เสียงดร.ชวนนท์ก็แทรกขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“คุณพ่อคะ….”

“คุณนะ….” และฝ่ามือของคุณหญิงพวงพรก็ฟาดเข้าให้ กลิ่นอายความสุขหวนกลับสู่บ้านสายสกุลอีกครั้ง ใบหน้าและแววตาจับจ้องกันไปมาราวกับได้รับรางวัลจากพระเจ้า พวกเขาทั้งยิ้มทั้งหัวเราะให้กันกระทั้งดร.ชวนนท์นำทีมกอดรวบเพื่อเรียกพลัง….

“ในที่สุดเราก็ผ่านมันมาได้”

“ไปอาบน้ำแล้วนอนให้สบายเถอะตานุ กว่าตาชายจะตื่นก็ 5 – 6 ชั่วโมงโน้นแหละ” เสียงคุณหญิงพวงพรแนะนำ

“นุขออาบน้ำที่โรงพยาบาลและนอนที่นี่ละครับ”

“ตามใจ…งั้นอาตี้กลับบ้านกับปู่” ดร.ชวนนท์ชวน

“ไม่เอาฮะ…อาตี้จะอยู่ที่นี่ คุณปู่กับคุณย่านั้นแหละกลับไปอาบน้ำนอนซะ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาก็ได้ฮะ”

“แล้วอาหญิงละ” หญิงรัดดาถามแบบคนอารมณ์ดี

อาตี้หันไปยักคิ้วให้หมอเดียรเนียลอย่างคนรู้กัน “อันนี้ก็แล้วแต่อาหมอซิฮะ…”

“อาตี้!…..” เสียงของหญิงรัดดาแหลมทะลุเพดานจนทุกคนหัวเราะพร้อมกันอีก

“เอาละๆ….แยกย้ายไปทำธุระส่วนตัวได้ ตานุ หาข้าวหาน้ำกินบ้างนะลูก ตาชายไม่เป็นไรแล้วละ” คุณหญิงพวงพรสรุป

“ครับคุณหญิงป้า นุกับอาตี้อาบน้ำเสร็จก็จะลงไปหาอะไรกินแถวนี้ละครับไม่ต้องเป็นห่วง”

“นี่ครับอาหมอกุญแจบ้าน Loft Love” อาตี้กระซิบพลางยัดกุญแจใส่มือ

“อาตี้ เธอจะทิ้งอาได้ลงคอรึไง” หญิงรัดดาคล้ายจะต่อว่า

“คุณยังมีผมนะครับ….” หมอ เดียรเนียลกระซิบจนหญิงรัดดาหน้าแดงขึ้นมาจริง ๆ…จนทำให้ดร.ชวนนท์อึดอัดเสียเอง

“ไปๆ แยกๆ….อีก 5 ชั่วโมงเจอกัน…ลูกหญิงทางใครทางมันนะจ้ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“คุณพ่อก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอคะ เล่นรุมกินโต๊ะหญิงคนเดียวเลย”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไปๆ….แยกย้ายตกลงอาตี้จะอยู่ที่นี่กับพ่อนุนะครับ” คุณหญิงพวงพรย้ำ

“ฮะ คุณย่า”

“ถ้าอย่างนั้น คุณรอดิฉันแป๊บเดียว ขอเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ”

“คุณก็รอผมแป๊บเดียวเช่นกันนะที่รัก คือผมอยากมีเพื่อนดินเนอร์ยามดึกนะ” หมอเดียรเนียลบอก…..เมื่อทั้งหมอเดียรเนียลกับคุณหญิงพวงพรหายออกประตูไปแล้วเสียงอนุชัยก็ดังขึ้น…..

“น้องหญิงครับ….มานั่งรอก่อนก็ได้กว่าคุณหมอจะกลับก็อีกสักพักโน้นแหละ”

“พี่นุก็อีกคน….จำไว้เลย”

line1 for timmy

ก่อน 4 นาฬิกา

ยังไม่ทัน 4 นาฬิกา อนุชัยงีบหลับเกือบ 3 ชั่วโมงก็สะดุ้งตื่น อาตี้ยังขดตัวอยู่ข้างๆ…ผ้าห่มหลุดจากตัวกว่าครึ่ง อนุชัยเช็คเวลาจากนาฬิกาข้อมือเร็วๆ เขาจัดการกับผ้าห่มให้ลูกชายก่อนจะลุกตรงไปยังประตู โถงทางเดินสู่ห้อง ICU โล่งไร้ผู้คน…กระนั้นแสงไฟทุกดวงก็ยังสว่างจนหาจุดสีดำไม่เห็น พออนุชัยเดินมาได้ครึ่งทาง หมอเดียรเนียล สแปนเลย์ ก็ปรากฏตัวต่อหน้า

“กำลังจะไปเรียกพอดี”

“เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า” อนุชัยถามด้วยท่าทางไม่ค่อยสมบูรณ์

“เปล่าๆ ชานนท์กำลังจะตื่นนะ…..” หมอเดียรเนียลบอกทำให้อนุชัยหายใจหายคอได้โล่งขึ้น

“อื้อ!….แล้วนายไม่รู้สึกง่วงบ้างรึไง”

หมอเดียรเนียลยิ้มจนเห็นฟันครบ 32 ซี่และยกนาฬิกาข้อมือเคาะให้เห็น “แวนคูเวอร์เพิ่งจะเที่ยง คงต้องปรับตัวอีกหลายวัน ตามสบายนะตื่นขึ้นมาคนแรกที่ถามหาคงเป็นนายแน่ ๆ”

“ฮื้อ!”  อนุชัยบอกส่งก่อนจะแยกไปห้องเปลี่ยนชุดและทันทีที่ขาก้าวผ่านประตูเข้าสู่ห้อง ICU แพทย์เวรและพยาบาลที่กระจายอยู่ตามมุมต่างก็หันมาผงกหัวให้ เขาทักทายกลับด้วยกิริยาเดียวกันก่อนจะตรงไปยังเตียงที่มีดร.ชานนท์นอนอยู่ เขาเริ่มสำรวจตั้งแต่ปลายเท้าที่ถูกคลุมด้วยผ้าห่มสีขาวไล่ขึ้นไปถึงศีรษะ…เส้นผมบนหัวถูกโกนทิ้งเกือบหมด ส่วนที่กระดำกระด่างก็มีผ้าก๊อตพันปกปิดความน่าเกียจเอาไว้ 60 เปอร์เซ็นต์ สายออกซิเจนจากเครื่องช่วยหายใจถูกถอดออกไปแล้วยังคงเหลือแต่สายน้ำเกลือที่มีกระปุกยาฆ่าเชื้อแขวนคู่กันกับเครื่องมือเช็คสัญญาณชีพจรแค่ไม่กี่เส้นระโยงระยางไขว้กันไปมา อนุชัยยื่นมองคนรักแบบคนไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน…จนกระทั้งเสียงแพทย์เวรดังขึ้นด้านหลัง

“คุณชายหายใจได้ปกติ เลยถอดออก 2 ชั่วโมงแล้วละครับ”

อนุชัยเดินต่อไปนั่งลงเก้าอี้พลางดึงมือดร.ชานนท์มากุม “อย่างอื่นเป็นอย่างไรบ้างครับคุณหมอ”

“ชีพจรกับความดันก็ปกติ อีกสักครู่คุณชายก็น่าจะตื่น” เขาพูดก่อนจะเดินผ่านไปเช็คเครื่องมือหลายอย่างข้างๆ ระดับศีรษะ “ถ้าคุณชายตื่นแล้วจำทุกอย่างได้ สมองก็ไม่น่ามีปัญหา”

“ผมต้องรอลุ้นอีกรอบซินะ” อนุชัยใช้ระดับเสียงกระซิบถาม

“แต่ชั่วโมงก่อน คุณชายละเมอเรียกชื่อใครบางคนก็น่าจะเบาใจระดับหนึ่ง”

อนุชัยเงยหน้ามองนายแพทย์เวรวัยใกล้เคียงกัน “เขาละเมอว่าอะไรครับ”

“ผมได้ยินไม่ชัดคล้ายๆ จะเรียกว่า อานุชา อนุชาย หรืออะไรทำนองนี้แหละ”

อนุชัยยิ้มบางๆ จ้องใบหน้าเรียวๆ ไม่กระพริบ….(ตื่นได้แล้วชานนท์ นายนอนมากไปแล้วนะที่รัก) ขณะมือก็ลูบหลังมือคนรักไม่หยุด (ใกล้สว่างแล้วตื่นเถอะ) ไม่นานร่างของดร.ชานนท์ก็ขยับ นายแพทย์เวรแยกไปเช็คคนป่วยเตียงข้างๆ อนุชัยยิ้มพลางขยับนั่งให้แน่นขึ้นและหลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมงขณะที่กำลังซบใบหน้ากับหลังมืออุ่นๆ น้ำเสียงเย็นๆ ก็ดังขึ้น

“อนุชาย อนุชาย”

อนุชัยสะดุ้งตาลุกวาว “คุณหมอครับคุณหมอ ชานนท์ตื่นแล้วครับ”

นายแพทย์เวรรวมทั้งพยาบาลอีก 2 คนก็ตรงดิ่งเข้ามา อนุชัยกำลังจะปล่อยมือเพื่อหลีกทางให้ “ไม่เป็นไรคะท่าน” เสียงพยาบาลสาวบอก ก่อนพวกเธอจะเข้าเช็คหลายอย่าง

“คุณชายมองเห็นแสงสีขาวหรือเปล่าครับ” นายแพทย์เวรถามขณะส่องแสงไฟฉายเล็กๆ เข้าไปในดวงตาทีละข้าง

ดร.ชานนท์พยักหน้าช้า ๆ…..

“คุณชายมองเห็นผมหรือเปล่าครับ” นายแพทย์เวรถามอีก แต่ดร.ชานนท์กลับนิ่งจนทำให้อนุชัยใจเสีย แพทย์เวรแกว่งแสงไฟไปมาอีกหลายรอบกระทั้ง

“ผม ผม……”

“คงต้องรออีกสักชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงนั้นแหละครับ” นายแพทย์เวรสรุป

“เขามีโอกาสจะกลับมามองเห็นหรือเปล่าครับคุณหมอ” อนุชัยถามแบบคนร้อนใจ

นายแพทย์เวรพยักหน้าก่อนจะเห็นหมอเดียรเนียลในชุดกาวน์เดินเข้ามาสมทบ “ความทรงจำกลับมาเกือบสมบูรณ์ก็ไม่น่าเป็นห่วงแล้วละ” เขาพูดเสียงดังด้วยภาษาไทย “นายได้ยินฉันไหมชานนท์”

ดร.ชานนท์พยักหน้า

“นายจำเสียงของฉันได้ใช่ไหม” หมอเดียรเนียลถามต่อ และดร.ชานนท์ก็พยักหน้าอีก “OK….ถ้าอีกชั่วโมงยังมองไม่เห็น ฉันจะเปิดกะโหลกนายอีกรอบ….เข้าใจตรงกันนะ”

และต่อจากนั้นไม่ถึง 20 นาทีหลังจากหมอเดียรเนียลหมุนตัวออกจากห้องไปแล้ว เสียงดร.ชานนท์จึงดังขึ้น

“อนุชาย”

“หึ!….” อนุชัยขานรับพลางลุกโน้มเข้าไปใกล้ๆ “ฉันอยู่นี้”

“ฉันเริ่มเห็นแสงสีขาวบ้างแล้ว….และ และ….ฉัน ฉัน กำลังเห็นสี เห็นหลายๆ สี”

“ชานนท์นายมองเห็นฉันไหม” อนุชัยเสียงสั่นเครือ

“ใช่ๆ…..นี่คือใบหน้า นี่คือหัวของนาย นี่คือ…..”

“นายมองเห็นฉัน…” อนุชัยเกือบจะหลุดสะอื้น “นายมองเห็นฉันแล้ว”

“แต่ยังมัวๆ…..”

“ใจเย็นๆ ที่รัก….”

“อย่าเพิ่งบอกใคร” ดร.ชานนท์กำชับ อนุชัยจ้องเข้าไปแววตาที่เริ่มกระพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ แบบคนตามไม่ทัน

“ทำไมละ….ทุกคนกำลังรอฟังข่าวดีอยู่นะ”

“ฉันอยากจะเซอร์ไพรส์พวกเขาน่ะ….ว่าแต่เรื่องของนายเถอะ เป็นอย่างไรบ้าง” ดร.ชานนท์ถามกลับ อนุชัยนิ่ง “ฉันหมายถึงพี่ชายของนาย….เขา เขาปลอดภัยดีใช่ไหม”

อนุชัยน้ำตาซึม… “เมื่อวานนายได้ยินเสียงฉัน….”

“ฉันชอบคำที่นายด่าฉันว่า หึงแตก….เออฉันนี้บ้าซะมัดยาดเลยว่าไหม หึ หึ หึ” ดร.ชานนท์หัวเราะจนไอ 3 ที “พี่ปกรณ์ปลอดภัยดีใช่ไหมที่รัก”

“อื้อ….และเขากำลังจะมีลูกด้วย” อนุชัยบอก

“หา!….กำลังจะมีลูก….” ดร.ชานนท์คล้ายจะนิ่งคิด “กับใคร…”

“นายรู้จักเธอดี….อาจจะดีกว่าฉันด้วยซ้ำ” อนุชัยบอกราวจะทดสอบ “ลองทายซิ”

“ใครกัน….หรือว่าจะเป็นเด็กเสริฟคนใดคนหนึ่งในสวนอาหารสะบันงา”

“เจ้ดวง…..” อนุชัยบอกแล้วก็ยิ้ม จนเห็นดวงตาของดร.ชานนท์ขยายกว้างจนกลัวว่าจะหลุดออกนอกเบ้า

“เจ้ดวง….เจ้ดวงนี้นะ…”

“ฮื้อ….แม่โทรถามอาการของนาย…บอกฉันก่อนเที่ยงคืนนี้เอง” อนุชัยบอก ดร.ชานนท์หัวเราะยาวต่อเนื่องจนนายแพทย์เวรเดินเข้ามาหาอีก

“คุณชายแข็งแรงมากๆ ถ้าไม่มีไข้ บ่ายๆ ก็น่าจะได้ย้ายไปพักฟื้นต่อที่ห้องปกติแล้วละครับ”

“ขอบคุณมากๆ ครับคุณหมอแต่อย่าเพิ่งบอกเรื่องที่ผมมองเห็นให้ทุกคนทราบนะครับ” ดร.ชานนท์กำชับอีกคน

“ผมเป็นหมอนะครับคุณชายและคุณหมอเดียรเนียลก็ต้องรู้เรื่องนี้แน่นอน….”

“คุณหมอก็โยนให้เขาซิ….ไอ้หมอฝรั่งนั้นผมจัดการได้นะครับ คือผมกะจะเซอร์ไพ้ซ์พวกเขานะ” ดร.ชานนท์ขอร้องด้วยน้ำเสียงต่ำลึก

“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ”

“เขาก็เป็นเสียแบบนี้แหละ หึ หึ หึ” อนุชัยเสริมพลางอดขำไม่ได้

“ถ้าผมโดนคุณหญิงเล่นงานก็อย่าลืมช่วยผมด้วยแล้วกัน ฮา ฮ่า ฮ้า”

“ครับ สบายใจได้เลย”

อีก 2 ชั่วโมงอาตี้ก็เข้ามาสมทบ…เมื่อรู้ว่าดร.ชานนท์ตื่นและพูดคุยได้ปกติเขาจึงลืมเรื่องอื่นๆ ทั้ง 3 ขลุกอยู่ด้วยกันกระทั้งแดดวันใหม่สาดเข้ามาทางหน้าต่าง แสงนีออนสีขาวจึงด้อยลงตามลำดับ ไม่นานครอบครัวสายสกุลก็เข้ามาเพิ่ม เมื่อรู้เรื่องราวบ่ายวันเดียวกันร่างของดร.ชานนท์ก็ถูกเข็นกลับสู่ห้องฟักฟื้นปกติ พวกเขาจึงเริ่มต้นคุยกันได้ยาวขึ้น

“นี่ๆ….พี่ชายพลาดอะไรไหมเนี่ย” ดร.ชานนท์กระแซะหญิงรัดดาเมื่อเขาแกล้งสัมผัสเข้ากับแหวนเพชรวงใหญ่ที่นิ้วนางข้างซ้าย หญิงรัดดาหน้าแดงชักมือกลับแทบไม่ทัน “นายอยู่ในห้องนี้ไหมเดียรเนียล”

“Yes I’am here” หมอเดียรเนียลพูดภาษาอังกฤษเร็วๆ “ฉันจะบอกอะไรให้นะชานนท์ถ้านายไม่หวงน้องสาวปานนี้นายน่าจะได้หลานเป็นคอกไปแล้ว”

“บ้า! เหรอคำว่า คอก เขาใช้กับสัตว์ยะ…ไม่ใช่คน” หญิงรัดดาตวาดพร้อมกับตบไหล่หมอเดียรเนียลไปหลายที

“เอ้!….ตกลงเรื่องจริงเหรอนี่….น้องหญิงคะ น้องหญิงยืนยันให้พี่ชายได้ยินดังๆ อีกทีซิคะ” ดร.ชานนท์ยังไม่ลามือ

“พี่ชายนะ….”

“นายคิดอย่างไรถึงได้สอยน้องสาวฉันลงจากคานนะเดียรเนียล”

สอยลงจากคาน…..หมายความว่าอะไรหรือครับหญิงรัดดา ไอ ม่าย เข้าใจ”

“ก็ประมาณ…..” อาตี้กำลังจะอธิบายเสียงหญิงรัดดาก็ปรามขึ้นก่อน

“อาตี้!….เดี๋ยวเถอะกลับอเมริกาจะจัดให้กินสลัดซะให้เข็ด”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า……พอเถอะๆ….พักผ่อนได้แล้วเดี๋ยวไข้ก็กลับมาหรอก” คุณหญิงพวงพรเตือนอย่างคนอารมณ์ดี เมื่อทุกคนถอยกลับเข้าที่ เธอก็ลุกเดินเข้าไปก้มกระซิบข้างหูลูกชายเสียเอง “ชายหลอกใครก็หลอกได้ยกเว้นแม่เข้าใจไว้ซะด้วย….ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..ไป ไป ปล่อยให้ 3 คนพ่อลูกอยู่ด้วยกัน เราไปหาอะไรกินเถอะท้องเริ่มจะหิวละ ไปคุณ-ลูกหญิง-คุณหมอ…..ครอบครัวเขาจะได้คุยอะไรกันสะดวกขึ้น”

จบ อนุชาย2 บทที่25 โลกสีเดิม

อนุชาย2 บทที่24

อนุชาย2 บทที่24อนุชาย2 บทที่24 ข่าวร้าย

อนุชาย2 บทที่24 ข่าวร้าย

ที่หน้าห้องผ่าตัด-แสงโคมสีส้มจากเกาะกลางถนนสายหลักหน้าโรงพยาบาลสาดเข้ามาผสานกับแสงสีขาวของหลอดนีออนทุกอย่างจึงถูกเปิดเผยสีจริงแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่นอกรัศมีของแสงทั้ง 2 มองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากสีดำ เกือบจะ 2 นาฬิกาของอีกวันร่างของปกรณ์ที่ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดตั้งแต่ยังไม่ 6 โมงเย็นก็ยังไม่มีวี่แววของนายแพทย์ออกมาแจ้งข่าว สายตาลอยๆ ของอนุชัยบอกสารพัดเรื่องราวที่กำลังวิ่งวนอยู่ในหัว เขางีบหลับไม่ถึง  3 ชั่วโมงตั้งแต่เกิดเหตุ กระทั้งเวลานี้ถึงจะเหนื่อยสายตัวแทบขาดก็มิใช่ประเด็นที่สมองจะหลับลง…สักพักหัวหน้าบอดี้การ์ดของบ้านสายสกุลกับลูกทีมที่มาเปลี่ยนเวรก็เดินถือกุญแจรถ BMW ส่งให้

“ผมให้อาณัติกับลูกน้องไปเอารถที่ร้านอาหารสวนกวางมาให้เผื่อท่านจะใช้นะครับ” เขาบอกขณะหย่อนก้นนั่งข้างๆ

“ขอบคุณมากครับ” อนุชัยรับกุญแจด้วยท่าทางเนือยๆ ราวกับชีวิตหายไปแล้วเกินครึ่ง

“ผมจอดไว้ที่ลานจอดรถด้านล่างนะครับ ส่วนโฟวิลให้นำไปเก็บที่คอนโดมิเนียมเรียบร้อยเช่นกัน นี้ครับกุญแจ” ชายหนุ่มท่าทางจะอายุน้อยกว่าสัก 3 ปีที่ชื่ออาณัติรายงานพร้อมกับล้วงกุญแจอีกชุดยื่นให้

“ขอบคุณมากๆ ครับ”

“ยินดีครับท่าน…เออท่านครับ ท่านทราบ…..” อาณัติพูดไม่ทันจบประโยคนายแพทย์ที่นำทีมผ่าตัดก็เดินออกมา อนุชัยจึงพุ่งเข้าไปคุยด้วยแบบคนร้อนใจ แต่ที่ด้านหลังหัวหน้าบอดี้การ์ดกลับกำชับอาณัติด้วยท่าทีไม่พอใจจนเห็นเขาพยักหน้างึกๆ

“คุณหมอครับ…..” อนุชัยเอ่ย นายแพทย์ประสิทธิ์ถอดหน้ากากผ้าสีฟ้ายิ้ม

“นานไปหน่อยต้องขอโทษด้วย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี”

“คุณหมอ” อนุชัยอุทานด้วยน้ำเสียงชัดเจนจนคล้ายมีความยินดีไม่น้อย เขายิ้มได้ในรอบหลายชั่วโมงก่อนจะยกมือไหว้ “ขอบคุณ ขอบคุณครับ”

นายแพทย์ประสิทธิ์รับไหว้แทบไม่ทัน “ยินดีครับ แต่กว่าฤทธิ์ยาสลบจะหมดก็คงเป็นพรุ่งนี้เช้าโน้นแหละ คุณอนุชัยขึ้นไปนอนพักบนห้องที่ทางโรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ได้เลย ไม่ต้องเป็นกังวลอะไรทั้งสิ้น ผมรับรอง”

“ขอบคุณครับคุณหมอ ขอบคุณมาก ๆ”

“ยินดีครับ”

 

อีก 2 คนที่อยู่ด้านหลัง….

“อาณัติ…ท่านรับศึก 2 ด้านไม่ไหวแน่ ๆ คุณหญิงกำชับมาว่าอย่างไร”

“อ้อ….ขอโทษครับหัวหน้าผมเผลอไปหน่อย”

“คืนนี้ปล่อยให้ท่านหลับ พรุ่งนี้อะไรจะเกิดค่อยว่ากัน….มีอะไรรายงานตลอดเวลาเข้าใจไหม?”

“รับทราบครับหัวหน้า”

 

เช้าวันต่อมา….

            แดดก่อน 8 โมงเช้ายิงลำแสงสีขาวเข้ามาปลุกถึงเตียงนอนในโรงพยายบาล อนุชัยงัวเงียอาบน้ำแบบรีบๆ ก่อนจะใช้ชุดลำลองที่ติดมากับรถเปลี่ยน เขาลงไปเยี่ยมปกรณ์สั้นๆ เมื่อเห็นทุกอย่างผ่านไปด้วยดีจึงแจ้งกับทีมบอดี้การ์ดถึงจุดประสงค์ต่อไป

“ผมมีธุระที่ มวกเหล็ก นิดหน่อย”

หัวหน้าบอดี้การ์ดจ้องเขาด้วยแววตาอ่านไม่ออก… “เราเตรียมบรรพตมาขับรถให้ท่านเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงคุณปกรณ์นะครับ” เขาบอกราวกับคนวางแผน

“ขอบคุณมาก”

“ขอกุญแจรถด้วยครับท่าน ผมจะไปเอารถมารับ” บรรพตเด็กหนุ่มรุ่นน้องท่าทางจะเป็นตำรวจพูดเร็วๆ อนุชัยจึงล้วงกุญแจยื่นให้…เขายืนคุยกับทีมบอรดี้การ์ดต่อไม่ถึง 5 นาที BMW สีน้ำตาลดำก็วนเข้ามารับ

“ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้นะครับท่าน”

“ถ้าไม่ได้พี่ผมคงจะแย่” อนุชัยบอกส่งขณะเข้าไปนั่งเบาะหลัง…และขณะที่ท้าย BMW แล่นออกจากโรงพยาบาลเสียงอาณัติจึงดังขึ้นอีก

“หัวหน้าจะไม่บอกเรื่องของคุณชายบ้านสายสกุลให้ท่านทราบจริงๆ เหรอครับ”

หัวหน้าบอดี้การ์ดเป่าลมทิ้งทางปากดังๆ “อีกไม่กี่นาทีท่านก็จะทราบเองนั้นแหละ ไม่อย่างนั้นคุณหญิงพวงพรคงไม่ส่งบรรพตมาขับรถให้หรอก….” เขาตบไหล่อาณัติ 2 ทีก่อนจะหันหลังเดินเข้าข้างใน“นายออกเวรกี่โมง” เขาถามขณะอาณัติตามมาขนาบข้างๆ

“บ่าย 2 ครับ”

“อื้อ…ดีจะได้กลับเข้ากรุงเทพฯ พร้อมกัน….”

“ครับหัวหน้า….”

 

อีกฝ่าย….

ที่โรงพยาบาลบนถนนพระราม 9 คุณหญิงพวงพรในชุดกาวน์สีขาวเดินออกจากห้อง ICU ด้วยท่าทีนิ่งๆ เธอเก็บอาการได้ดีขณะที่ลูกชายคนเดียวนอนเป็นผักอยู่บนเตียงในสภาวะเป็นตายเท่ากัน เมื่อขาก้าวผ่านประตูสู่ห้องพักพิเศษสำหรับครอบครัว หญิงรัดดากับอาตี้ที่ผ่านการร้องไห้อย่างหนักก็พุ่งเข้าใส่

“คุณแม่คะ….หมอเดียรเนียลส่งไลน์บอกตอนนี้ถึงสนามบินนาริตะแล้วคะ” หญิงรัดดารายงานขณะหลังมือก็ปาดน้ำตาไม่หยุด

“คุณย่าฮะ….พ่อนุไปไหนฮะ คุณย่า”

“อื้อๆ ใจเย็นทั้งคู่เลย…คุณคะ….” เธอชะโงกหน้าเรียกดร.ชวนนท์ที่นั่งไม่พูดไม่จามาหลายชั่วโมง เมื่อสามีหันมาพยักหน้าเศร้าๆ ให้เห็น

“คุณคะ….”

“ผมส่งรถตู้ไปรอคุณหมอที่สนามบินสุวรรณภูมิสักชั่วโมงแล้วละ” ดร.ชวนนท์รายงานคุณหญิงพวงพรจึงลากแขนอาตี้กับหญิงรัดดาไปนั่งลงใกล้ๆ

“ถ้าความดันพ่อชายลดสู่ปกติ ทุกอย่างก็พร้อม ไม่ต้องเป็นกังวล”

“คุณแม่—–“

“ไม่เป็นไรหญิงรัดดา….เราจะต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้” คุณหญิงพวงพรปลอบพร้อมดึงอาตี้มากอดพลางลูบหัวเด็กหนุ่มขี้แยไม่หยุด “ไม่เป็นไรอาตี้ พ่อเราเข้มแข็งเชื่อย่าซิ!”

“คุณย่า….ฮื้อๆ…แล้วพ่อนุละฮะ อาตี้โทรหาเป็นร้อยรอบ ส่งข้อความเป็นพันครั้งก็ยังเงียบ พ่อนุไปไหนฮะ”

“นั้นสิคะคุณแม่ เกิดอะไรขึ้นกับพี่นุกันแน่” หญิงรัดดาเสริมตาม

คุณหญิงพวงพรซี๊ด!ปากแบบคนคิดหนัก ก่อนจะเป็นเสียงดร.ชวนนท์ที่นั่งเงียบข้างๆ พูดขึ้นมาแทน

“นุ ติดธุระสำคัญ และสำคัญมากๆ พ่อกับแม่วางแผนทั้งหมดไว้แล้วละ….ฮู่!…มาๆ เรามาร่วมภาวนาให้พวกเขาผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายไปให้ได้เถอะ”

“คุณปูก็พูดแต่แบบนี้มาทั้งคืน…..” อาตี้คล้ายต่อว่า แต่เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าของตัวเองก็ขัดจังหวะขึ้นซะก่อน “พ่อนุ…..” ทุกคนในห้องชะงักค้าง อาตี้ผละยืดตัวจากอ้อมแขนคุณหญิงพวงพรก่อนจะรนกดรับทั้งๆ ที่ยังร้องไห้ไม่จบ

“พ่อนุฮะ พ่อนุหายไปไหน ช่วยอาตี้ด้วย ช่วยพ่อชายของอาตี้ด้วย”

(อาตี้ อาตี้ครับ พ่อ พ่อชายเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น)

“ฮื้อๆ…..พ่อนุ พ่อนุ ช่วยพ่อชายด้วย ช่วยพ่อชายด้วย” อาตี้ยังตั้งสติไม่ได้ คุณหญิงพวงพรจึงดึงเขามากอดกระซิบ….

“อาตี้จ้ะ!….ขอย่าคุยกับพ่อนุเองนะจ้ะ….”

อาตี้จึงกดเปิดสปีกเกอร์โพน….. “ตานุฟังป้าดีๆ และฟังอย่างคนมีสตินะลูก……” คุณหญิงพวงพรเปิดประเด็นสุ่มเสี่ยง เธอบอกเขาหมดทุกอย่าง…..กระทั้งเสียงปลายสายเงียบ “ฮัลโหล ฮัลโหล…….ตานุ ตานุ ยังอยู่ในสายหรือเปล่า”

(คะ คะ คุณหญิง….) เป็นเสียงของสมรแทรกขึ้นมาแทน

“สมรจ้ะ….ถึงหน้าที่ของเราแล้วละ”

(คุณหญิงป้าครับ นุ นุ …….)

“ไม่เป็นไรตานุ ใจเย็นๆ….ป้าให้บรรพตไปขับรถให้แล้ว เวลานี้หมอเดียรเนียลก็ถึงนามบินนาริตะประเทศญี่ปุ่น อีกไม่เกิน 4 หรือ 5 ชั่วโมงก็จะมาถึง” คุณหญิงพวงพรพูดด้วยน้ำเสียงจากประสบการณ์

(ทำไมคุณป้าถึงไม่บอกนุตั้งแต่เมื่อวานละครับ)

“ตานุ….ป้าไม่ได้เฉยเมยหรอกนะ เพียงแต่ป้าต้องเรียงลำดับที่จะบอก ทุกคนทุกฝ่ายจะได้ผ่านเรื่องเลวร้ายพวกนี้ไปด้วยกัน….ตั้งสติแล้วใจเย็นๆ เชื่อป้า”

(ฮื้อๆ….ถึงเวลาสำคัญ นุกลับไม่ได้อยู่กับเขา….ฮื้อๆ)

“ใครบอก….ตาชายกำลังรอนุอยู่ต่างหาก”

(นุจะกลับกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้แหละครับ——>ไปเถอะลูกไม่ต้องเป็นห่วงพี่เขาหรอก แม่จะดูแลให้เอง [เสียงสมรแทรก]—–> เข้มแข็งไว้ไม่ต้องเป็นห่วงปกรณ์พ่อจะดูแลให้เหมือนกับลูกชายอีกคนเลยละ [เป็นเสียงศักดิ์ดา]…..สักพัก…..ขับรถดีๆ นะ—->สบายใจได้ครับ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ [เสียงบรรพต]—–> อาตี้ อาตี้ ไม่เป็นไรนะครับลูก พ่อนุกำลังไปหา)

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร….ค่อยๆ เดินทางมาไม่ต้องรีบนะตานุ”

(ครับคุณป้า….ขอบคุณมากๆ ครับ)

เมื่อโทรศัพท์วางสายได้ไม่นานเสียงอาตี้ก็ดังขึ้นอีก

“ปกรณ์เป็นใครกันฮะ คุณย่า”

“นั้นซิคะคุณแม่ ใช่คนขับรถเก่าน้าหญิงแขไขหรือเปล่า…คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยิน” หญิงรัดดาอดไม่ได้

“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วคุณหญิงปิดบังไว้ก็ไม่มีประโยชน์ มา หันมาทางนี้ปู่บอกเองดีกว่า…..” ดร.ชวนนท์กำลังจะพูดแต่เสียงคุณหญิงพวงพรจึงแทรกแทน

“ใช่จ้ะ! หญิง….ปกรณ์คือคนขับรถของน้าหญิงแขไขนั้นละ”

“แล้ว แล้วเกิดอะไรขึ้นฮะไม่เห็นจะเกี่ยวกับพ่อนุตรงไหนเลย…..อย่า อย่า บอกอาตี้นะว่าพ่อนุ กับ……….”

“อาตี้ฟังย่าให้ดี ๆ….ปกรณ์เป็นพี่ชายแท้ๆ ของพ่อเรา” คุณหญิงพวงพรเน้นด้วยน้ำเสียงช้าๆ ชัดๆ เธอสบตากับอาตี้ที่เปิดปากหวอ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้หญิงรัดดาอีกคน

“เป็นความจริงจ้ะหญิง ปกรณ์เป็นลูกชายคนโตของอาอนุชาติกับฟองฟ้าสาวเชียงตุงที่เข้ามาทำงานในบ้านตระกูลเชาว์….และแม่ก็เป็นคนทำคลอดเองกับมือ”

“คุณย่าฮะ / คุณแม่คะ”

“มันคือเรื่องจริงและความจริงอีกข้อก็คือ เมื่อคืนวานก่อนตานุจะหายไป ปกรณ์โดนยิงได้รับบาดเจ็บจนต้องย้ายไปรักษาตัวจังหวัดสระบุรี”

“ทำไมคุณแม่ไม่บอกหญิงละคะ”

“นั้นซิฮะ คุณย่า คุณปู่ครับ….ทำไมละฮะ” อาตี้กับหญิงรัดดาคล้ายจะโวยวาย

“เรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องใช้จังหวะ ใช้เวลาเหมาะสม หญิงกับอาตี้อย่าโกรธปู่กับย่าเลย หากบอกทีเดียวพร้อมๆ กัน บางคนในพวกเราอาจจะตั้งรับไม่ทัน”

“แล้วตอนนี้ลุงปกรณ์เป็นไงบ้างฮะ” อาตี้ถามต่อ

“ปลอดภัยแล้วจ้ะ ต่อจากนี้ก็ถึงคิวตาชายแล้วละ….มา! เรามาร่วมกันส่งแรงใจกันเถอะ” คุณหญิงพวงพรรวบมือทั้งหมดมาร่วมกันก่อนจะนำภาวนา แสงดาวไร้ท์สีขาวกระจายเต็มห้องยังไม่ปิดตั้งแต่เมื่อคืน กระทั้งเดี๋ยวนี้และต่อจากนั้นอีกชั่วโมงครึ่ง…อนุชัยก็ปรากฏตัวที่ประตูทางเข้า อาตี้จึงพุ่งเข้าใส่

“พ่อ…..พ่อนุ….” อนุชัยปาดน้ำตาทิ้งเร็วๆ สภาพร่างกายทรุดโทรมราวกับคนไม่ได้หลับไม่ได้นอนหลายคืนทำให้เสียงร้องไห้ของอาตี้ดังกว่าปกติ “พ่อ…ฮื้อๆ”

“ไปเปลี่ยนชุดเถอะตานุ เธอ 2 คนมีเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงก่อนหมอเดียรเนียลจะมาถึง” คุณหญิงพวงพรบอก

“เขาบินยาวเกือบ 20 ชั่วโมงจะไหวรึครับคุณป้า”

“หญิงจองชั้นธุรกิจให้หลับยาวตั้งแต่แวนคูเวอร์จนถึงกรุงเทพฯ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะพี่นุ” หญิงรัดดาบอกและพยักหน้าให้เขามั่นใจมากขึ้น

“อาตี้ไม่ต้องกังวลนะลูก รอพ่อด้านนอก พ่อสัญญาจะไม่ปล่อยให้พ่อชายเป็นอะไรเด็ดขาด” อนุชัยบอกเสียงแน่นๆ…..ก่อนจะตามคุณหญิงพวงพรออกจากห้องนั้นไป

ระหว่างทางสู่ห้อง ICU หลังจากอนุชัยเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว…. “ทำไมคุณหญิงป้าถึงไม่บอกนุตั้งแต่เมื่อคืนครับ”

คุณหญิงพวงพรหันมาสบตาแบบคนผ่านประสบการณ์ “ตานุ….ในสภาวะของคนๆ หนึ่งไม่สามารถแบกรับเรื่องราวหนักอึ้งได้พร้อมกันหลายเรื่องหรอก….เชื่อป้าเถอะ ป้าเป็นหมอนะ” เธอยิ้มให้รื่นๆ “มาถึงขนาดนี้แล้วควรจะบอกเขาทุกๆ เรื่อง….ตาชายรับไหว เชื่อป้าซิ!….”

เมื่อเท้าก้าวตามแพทย์หญิงคุณหญิงพวงพรผ่านประตูชั้นที่ 3 เข้าสู่ห้องปลอดเชื้อ สายระโยงระยางรอบๆ ตัวคนรักราวกับเขาเป็นมนุษย์ประดิษฐ์จากโลกอนาคตก็ทำให้เท้าหยุดชะงัก

“คุณ…..”

“OK ความดันกลับมาปกติแล้วละ….พวกเธอมีเวลา 2 ชั่วโมง พูดกับเขา บอกกับเขาทุกเรื่องที่อยากบอก ป้าจะออกไปรอรับหมอเดียรเนียลด้านนอก” คุณหญิงพวงพรแนะ ขณะที่อนุชัยยังทำอะไรไม่ถูก จนคุณหญิงพวงพรต้องเข้าไปลากแขนมาที่เตียง “เอานะ…ตาชายเข้มแข็งเชื่อป้าซิ”

“คุณหญิงป้าครับ”

“ไม่เอา….มีอะไรพูดกันเอง ตาชายรู้สึกตัวดีและกำลังนอนฟังเสียงเรา 2 คน สังเกตหางตาเขาซิ….เหมือนกำลังรอให้บอกเรื่องปกรณ์นะ….” พูดจบคุณหญิงพวงพรก็ตบหลังปลอบก่อนจะเดินออกจากห้อง อนุชัยมองที่ร่างไม่ไหวติงของดร.ชานนท์อยู่นาน หางตาของคนรักกำลังปรากฏน้ำใสๆ ล้นให้เห็นนั้นแสดงว่าความรู้สึกข้างในกำลังเข้าขั้นวิกฤติ เก้าอี้พลาสติกสีขาวถูกเตรียมไว้ข้างๆ เตียง จังหวะที่แสงจากโคมไฟกำลังทำงาน เขาจึงดึงมือคนรักมากุมและบีบคลึงไปมากระทั้งแรงตอบสนองจากปลายนิ้วส่งสัญญาณให้เห็น ดวงตามัวๆ จึงได้เบิกโพลง

“ชานนท์ นายได้ยินฉันไหม….บีบมือให้ฉันรู้หน่อย” อนุชัยก้มใช้ระดับเสียงกระซิบ ไม่นานปลายนิ้วของดร.ชานนท์ก็กระดิก “นายฟังฉันให้ดีๆ นะ….คนที่นายกำลังหึงแตก…เขาคือพี่ชายแท้ๆ ของฉันเอง….”

ปลายนิ้วของดร.ชานนท์กระดิกติดกันหลายครั้ง

“ใช่! ปกรณ์ เชาน์ คือพี่ชายแท้ๆ ของฉัน….ถ้าจะให้ฉันร่าน ฉันจะร่านกับนายคนเดียว” อนุชัยปล่อยเวลาได้ทำหน้าที่ “….นายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน เราสัญญากันแล้วไงว่าจะใช้ลมหายใจเดียวกัน นายต้องตื่น…ถ้านายไม่ตื่น ฉันก็ไม่รู้จะอยู่ต่อเพื่อใคร นายต้องตื่นมาเพื่อฉัน เพื่อลูกชายของเรานะชานนท์….นายต้องตื่นมาเพื่อเรา ฉันขอร้องละ ได้โปรดเถอะที่รัก ฉันรักนาย ฉันรักนายที่สุด”

……..คำภาวนา พึมพำ นำทางฝัน………

……..เรามีกัน  เรามีลูก ปลุกปลอบเลี้ยง………

………คำสัญญา ว่าจะใช้ ใจคู่เคียง………

……….อย่าเป็นเพียง เสียงลมปราณ ผ่านลอยลอย………

“นายต้องตื่นนะชานนท์….ฉันขอร้องละที่รัก”

 

อีกคนที่โรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดสระบุรี….

บ่ายวันเดียวกันเมื่อสมรโทรบอกเรื่องดังกล่าวกับเด่นดวง…หญิงร่างท้วมขาวแบบอาหมวยวัย 40 ต้นๆ ก็มานั่งร้องห่มร้องไห้ข้างเตียง เมื่อฝ่ามืออุ่นๆ เสียงสะอื้นต่างออกไป ปกรณ์จึงตื่นได้เร็วขึ้น….และเมื่อสติบอกถึงคนที่นั่งฟูมฟายแทนที่อนุชัย สายตาฉ่ำๆ จึงค่อยๆ รื่นจนแขนกระตุกสั่นเทา

“ตัวเอง ตัวเอง….” เด่นดวงใช้สรรพนามนี้กับปกรณ์จนติดปาก ทำให้สมรกับศักด์ดาที่นั่งอยู่ในมุมที่ปกรณ์ไม่ทันเห็นถึงกับยิ้มให้กัน

“เด่นดวง….” ปกรณ์เรียกชื่อเธอ

“ตัวเอง…ตัวเองตื่นแล้ว…”

“….อนุชัยไม่น่าบอกตัวเองตอนนี้เลย…ซี๊ด!”

“ตัวเองจะใจร้ายกับเค้าไปถึงไหน” เด่นดวงคล้ายจะต่อว่าพลางยกมือปกรณ์มาสัมผัสแก้ม “เค้า เค้า…ฮื้อๆ”

“ไม่เอา….ไม่ร้องนะ….เค้าตั้งใจจะบอก แต่ไม่ใช่เวลานี้…..” ปกรณ์เงียบหลับตาซี๊ด! ปากราวกับคนเจ็บปวด “ตัวเองช่วยปรับหัวเตียงให้เค้าที”

เด่นดวงไม่รอให้พูดจบ เธอกดปุ่มยกหัวปกรณ์ให้สูงขึ้นจนกระทั้ง….

“เป็นอย่างไรบ้างพ่อหนุ่มตื่นแล้วเหรอ” ศักดิ์ดาทักทายก่อนจะเดินมาหยุดยิ้มที่ปลายเตียงหลังจากนั้นก็เป็นสมร

“หายเร็วๆ นะลูก” สมรบอก

ปกรณ์ทำหน้างงๆ แบบคนจับต้นชนปลายไม่ถูกกระทั้งเสียงเด่นดวงแนะนำ “นี้คือพี่สมรกับพี่ศักดิ์ดา แม่กับพ่อของอนุชัยอย่างไรละ”

“เรายังไม่เคยเจอกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่าไหม….” ศักดิ์ดาพูด ปกรณ์ตาลุกวาว พร้อมกับจะยกมือไหว้ แต่ก็ถูกสมรปรามไว้ก่อน

“ยังไม่ต้องก็ได้ลูก เรายังต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน หรือจนกว่าจะหายดีโน้นแหละ…และอีกอย่างอนุชัยไม่ได้เป็นคนโทรบอกเด่นดวงอย่างที่เข้าใจหรอกนะ…แต่เป็นแม่เอง” สมรสารภาพพลางยิ้มอายๆ ให้

ปกรณ์ทำหน้าเลิ่กลั่กเหมือนจะมองหาใครบางคน…. “………”

“มองหาอนุชัยเหรอ” ศักดิ์ดาถามราวจะอ่านออก

“อนุชัยไปทำธุระในกรุงเทพฯ นะ….ตัวเองหิวรึยัง” เด่นดวงถาม

“ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ด้วยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวแม่กับพ่อจะออกไปคุยกับคุณหมอสักหน่อย” สมรพูดเร็วๆ ก่อนจะพยักหน้าให้สามีที่ยืนทำหน้างงๆ ตามเธอออกจากห้อง

“อะไรแม่….”

“เออ…ปล่อยพวกเขาอยู่ด้วยกันเถอะพ่อ” ทันทีที่สมรลากแขนศักดิ์ดาหายออกประตูไปแล้ว สายตาฉ่ำรื่นๆ ของเด่นดวงก็กลับมาทำงานอีกรอบ

“ตัวเองรู้ไหม ว่าเค้าเป็นห่วงแค่ไหน….ถ้าพี่สมรไม่โทรบอกเค้ากะจะแจ้งความแล้วนะ ฮื้อๆ” พูดจบเธอก็ฟุบลงกับฝ่ามืออุ่นๆ….ปกรณ์เอื้อมมือที่มีสายน้ำเกลืออีกข้างลูบเรือนผมยาวๆ เขาใช้เวลากับตรงนั้นพอสมควรกระทั้ง เด่นดวงเงยหน้าขึ้นมาสบตา “ตัวเอง….”

“หึ!….” ปกรณ์ยักคิ้วสูงแบบคนตั้งคำถาม

“เค้า เค้า…..” เด่นดวงเงียบแล้วยิ้ม “ตัวเองต้องหายเร็วๆ นะ เค้า เค้า กำลังจะ…..”

ปกรณ์เบิกตาโพลงราวกับคนเดาออก “ตัวเอง อย่า บอกเค้านะ ว่า กำลัง จะ…..มี…..”

เด่นดวงพยักหน้ายิ้มร่า “เค้ากำลังจะมีลูก….”

ปกรณ์ตาค้างชะงักราวกับหุ่นยนต์แบตเตอร์รี่หมด…. “…….” เมื่อกลับคืนสู่ปกติ เขาจึงจ้องไปที่เด่นดวงแบบคนอ่านไม่ออก จนสีหน้าของเด่นดวงค่อยๆ จมสู่สีดำ

“เค้าดีใจที่สุด….แต่ว่า….”

เด่นดวงกลับมายิ้มได้อีกครั้ง “แต่ว่าอะไร”

“ตัวเองไม่ใช่อายุน้อยๆ แล้วนะ…..”

“คนบ้า!….”

“คือเค้าเป็นห่วงตัวเองนะ….” ปกรณ์พูดพลางดึงเธอขึ้นมานั่งกอดบนเตียง “ตัวเองจะไหวเหรอ”

“เค้าไปให้คุณหญิงพวงพรตรวจสุขภาพก่อนจะตัดสินใจมีอะไรกับตัวเองซะอีก…ผู้ชายอะไรพูดทำร้ายจิตใจผู้หญิงได้ลงคอ….”

ปกรณ์ยิ้มเกือบจะหลุดหัวเราะ “เค้ายังไม่มีเงินซื้อแหวนแต่งงานเลยด้วยซ้ำ”

“ไม่สำคัญหรอก เพียงตัวเองคิดดี เค้าก็ OK แล้วละ”

“…เด่นดวง….” ปกรณ์รวบเธอกอดแน่น “ในที่สุดตัวเองก็ทำให้เค้ามีตัวมีตนขึ้นมาจริง ๆ”

“ไม่ใช่เฉพาะตัวเองหรอกนะที่มีตัวตนแต่ยังหมายถึงลูกของเราด้วย…หายกลับมาเป็นพ่อคนให้เค้าเร็วๆ นะ”

ปกรณ์พยักหน้า…ความสุขทำให้เขาจุกแน่นจนพูดอะไรไม่ออก….เด่นดวงจึงใช้นิ้วปาดน้ำตาให้พลางโน้มจุมพิตที่ดวงตาทีละข้างก่อนจะจบที่ริมฝีปากกำลังสั่นของเขา…..

“เค้าเป็น Professional of sex ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมาตกหลุมหรัก Professional of Love….” ปกรณ์จ้องเด่นดวงราวกับสิ่งมหัศจรรย์….“ตอนนี้ลูกเรากี่เดือนแล้วละ”

“2 เดือนเมื่อวานพอดี…..”

“หา!…….” ปกรณ์ตาลุกวาว

“เค้าเกิดมาเพื่อช่วยตัวเองโดยเฉพาะเลยว่าไหม”

“ผู้หญิงหรือผู้ชาย….” ปกรณ์ถามเร็วๆ พลางลูบท้องเด่นดวงไม่หยุด

“ยังไม่รู้หรอกต้องรอเดือนหน้าโน้นแหละ”

“ไม่เอาๆ รอลุ้นตอนคลอดเลยดีกว่า….จะเป็นหญิงหรือชายเค้าก็รักหมด…ขอเพียงลูกแข็งแรง….ตัวเองแข็งแรง เท่านั้นพอ”

จบ อนุชาย2 บทที่24 ข่าวร้าย

อนุชาย2 บทที่23

อนุชาย2 บทที่23อนุชาย2 บทที่23 เดียวดายกลางสีดำ

อนุชาย2 บทที่23 เดียวดายกลางสีดำ

บ่ายแก่ๆ ปกรณ์ก็ถูกบุรุษพยาบาลเข็นเข้าห้องเอ็กซ์เรย์ ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลจึงขอคุยกับอนุชัยในเวลาใกล้เคียงกัน

“สวัสดีครับคุณหมอ”

“ครับเชิญนั่งครับ…เออคุณ….อนุ….”

“ผมอนุชัยครับ…..” อนุชัยรายงานตัว เขาจ้องภาพเอ็กซ์เรย์ที่ถูกฉายจากเครื่องคอมพิวเตอร์สู่จอแอลอีดีที่แปะติดผนังอย่างคนอยากรู้

“ผม นายแพทย์ประสิทธิ์ รักสันติ นะครับ คือว่าทีมรักษาความปลอดภัยของคุณอนุชัยได้แจ้งรายละเอียดกับทางโรงพยาบาลทราบเบื้องต้นทั้งหมดแล้ว แต่ผมอยากให้ยืนยันความสัมพันธ์อีกครั้งว่า เป็นอะไรกับคนไข้นะครับ”

“ผมเป็นน้องชายแท้ๆ ของเขา…เพียงแต่เอกสารเราทั้งคู่ยังไม่เรียบร้อยเท่านั้นเอง” อนุชัยบอกพลางจ้องหน้านายแพทย์ประสิทธิ์อายุน่าจะยังไม่ถึง 50 ปีแบบคนมีคำถาม….

“ที่ผมขอให้ยืนยันความสัมพันธ์อีกครั้งก็เพราะอีกวันหรือ 2 วัน ทีมแพทย์จะมีการผ่าตัดใหญ่ให้กับคนไข้เผื่อเอกสารเชื่อมโยงมาไม่ทัน”

“หมายความว่าอย่างไรครับคุณหมอ” อนุชัยถามกลับเร็วๆ นายแพทย์ประสิทธิ์จ้องหน้าเขานิ่งๆ ก่อนจะหยิบปากกาชี้ไปบนจอแอลอีดีพร้อมกับคำอธิบาย

“คือในช่วงอกของคนไข้ยังมีกระสุนฝังอยู่ มันไปอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างอันตราย ทีมแพทย์จึงลงความเห็นว่าเมื่อร่างกายฟื้นระดับหนึ่งถึงจะลงมือผ่าตัดเอาออกให้นะครับ”

อนุชัยวิตกไม่น้อย “อันตรายแค่ไหนครับคุณหมอ”

“ห่างจากหัวใจแค่ 2 เซนติเมตร โชคยังดีที่กระสุนไม่ได้ทำลายเส้นเลือดใหญ่ ทีมแพทย์ถึงเบาใจระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นงานผ่าตัดก็มีจุดสุ่มเสี่ยงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะฉะนั้นเราถึงอยากได้เอกสารเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้ชัดเจนสักหน่อย เพื่อการเซ็นรับรองของคุณอนุชัยจะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง” นายแพทย์ประสิทธิ์อธิบาย ไม่ถึงนาทีเขาก็พูดต่ออีก “แต่เบื้องต้นคุณอนุชัยสบายใจได้ เพราะทีมรักษาความปลอดภัยได้ส่งเอกสารบางส่วนมาถึงโรงพยาบาลแล้ว”

“ครับขอบคุณมากๆ ผมฝากชีวิตพี่ชายไว้ในมือคุณหมอด้วย เรา 2 คน เพิ่งรู้จักกันแท้ๆ อย่าให้เขาเป็นอะไรเลยนะครับ ผมขอร้อง” อนุชัยลงน้ำเสียงวิงวอน สายตาก็จับจ้องนายแพทย์ประสิทธิ์ไม่กระพริบ

“ครับทีมแพทย์จะทำเต็มที่ไม่ต้องเป็นกังวล….ยิ่งคุณหญิง แพทย์หญิงพวงพร สายสกุล กำชับมาด้วยแล้วงานนี้จึงต้องพิถีพิถันมากเป็นพิเศษ”

“คุณหญิงป้า” อนุชัยอุทาน

“ครับคุณหญิงพวงพรนั้นแหละครับ เธอเป็นแพทย์รุ่นพี่ที่อเมริกาของผมเอง” เขาบอกพลางยิ้มให้แบบสบายๆ “เรายินดีที่ได้ช่วยเหลือและทุกอย่างจะถูกปกปิดเป็นความลับไม่ต้องกังวล”

“ครับขอบคุณมาก”

…เมื่ออนุชัยเดินออกมาจากห้อง ก็เป็นอันว่าเขาต้องอยู่ต่อจนกว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี แต่คำตอบที่จะบอกกับดร.ชานนท์ละจะออกทางไหนจึงไม่ทำให้เขาเครียด

“ไอ้คุณ…ฉันจะบอกนายอย่างไรดี” อนุชัยพึมพำขณะล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าที่ถูกปิดตามคำแนะนำของหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยขึ้นมาพิจารณา (ระยะนี้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด โดยเฉพาะมือถือควรปิด บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็มก็ควรงดใช้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นอาจจะฟ้องคนที่ไม่ปรารถนาดีรู้ตำแหน่งปัจจุบันได้ ถ้ามีอะไรขัดข้องขอให้แจ้งทีมรักษาความปลอดภัยไม่มีข้อยกเว้นแม้กระทั้งเรื่องเงินๆ ทองๆ นะครับท่าน)  “นายคงไม่โทรตามฉันทั้งคืนหรอกนะชานนท์” เขาคิดเป็นคำพูดก่อนจะเดินวนหาตู้โทรศัพท์สาธารณะภายในโรงพยาบาล จนกระทั้งเวลาใหม่กำลังเดินเข้าสู่ 4 ทุ่มคืนต่อมา การ์ดเงินสดกับตู้โทรศัพท์สาธารณะที่อยู่หน้ามินิมาร์ทหน้าโรงพยาบาลก็ถูกใช้งาน

 

อีกคนที่บ้าน Loft Love

#ต๊อก แต๊ก ต๊อก แต๊ก# เสียงโทรศัพท์มือมือเรียกเข้าดังไม่ถึงรอบ ดร.ชานนท์ที่กำลังรุ่มร้อนเป็นไฟก็คว้ามาถือไว้ในมือ “ไม่ใช่นาย” เขาพึมพำกับเสียงเรียกเข้าแปลกๆ แต่สุดท้ายก็ต้องกรอกน้ำเสียงเป็นทางการรับสายแบบเสียไม่ได้

“สวัสดีครับ”

(ฮัลโหล….) ทันทีที่เสียงคุ้นเคยดังให้ได้ยิน ร่างทั้งร่างก็วูบวาบจนต้องทิ้งตัวไปกับโซฟาของห้องนั่งเล่น

“นี่นายหายหัวไปไหนมา….ฉันโทรตามทั้งคืน…มือถือก็ไม่เปิด….เกิดอะไรขึ้นนุ” ดร.ชานนท์ถามกึ่งตะคอกแต่อีกฝ่ายกลับเงียบ “ฮัลโหล นุ นุ เกิดอะไรขึ้น นายอย่าเพิ่งวางสายนะ นุ นุ ฮัลโหล ฮัลโหล ยังอยู่ไหม นายได้ยินฉันไหม”

(คุณ….ฉันได้ยิน) เสียงอนุชัยตอบกลับ ทำให้ใบหน้าหมองๆ เมื่อครู่ปรับดีขึ้น ดร.ชานนท์นิ่งรอจนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายดังฟื้ด! ฟ้าด! เข้ามาในสาย

“เกิดอะไรขึ้น บอกฉันได้ไหม แล้วทำไมไม่ใช้โทรศัพท์มือถือละ” เขาถามด้วยน้ำเสียงนิ่งระดับปกติ

(คือ คุณ….คือว่า….ฉัน) อนุชัย อ้ำๆ อึ่งๆ อีกคนก็รอ รอ และรอ (คือดีลเลอร์ของ BCOL มีโปรเจ็กด่วนต่างจังหวัดนะ)

“สัญญาณโทรศัพท์ไม่มีเหรอ….ถึงไม่ใช้มือถือ….เมื่อคืนกระทั้งเดี๋ยวนี้ฉันโทรหานายเป็นพันครั้งได้แล้วมั่ง….” ดร.ชานนท์ท่าจะบ่นยาว เสียงอนุชัยจึงแทรกหยุด

(ฉันขอโทษ….แบตเตอรี่หมดและแถวนี้ก็ไม่มีสัญญาณด้วย)

“นายจะกลับเมื่อไร”

(………….) อนุชัยเงียบคิด ไม่ถึงนาที (คงสัก 2 หรือ 3 วันนั้นแหละ ว่าแต่นายเถอะกินข้าวรึยัง)

“ฉันกินอะไรไม่ลง….”

(คุณ….) อนุชัยขึ้นน้ำเสียงดุดัน

“หัวค่ำได้กล้วยหอมใบหนึ่ง” ดร.ชานนท์บอกตามจริง “เมียหายไปทั้งคืนใครจะกินข้าวกินปลาลงละ….นายมันบ้าไปแล้วแทนที่จะโทรบอกฉันตั้งแต่เมื่อวาน”

(ฉัน ฉันขอโทษ) เสียงอนุชัยแผ่วเบา ดร.ชานนท์จึงนิ่งรอ (นายจะไม่ทานอะไรอีกสักหน่อยเหรอฉันจะโทรบอกน้าสมใจให้)

“ไม่ละเลย 4 ทุ่มแล้ว….ไว้พรุ่งนี้เช้าแล้วกัน”

(นายยังอยู่ห้องนั่งเล่นใช่ไหม)

“อื้อ!…..”

(ถ้าอย่างนั้นขึ้นห้องนอนเดี๋ยวนี้เลย) อนุชัยออกคำสั่ง ดร.ชานนท์จึงลุกแล้วค่อยๆ คล่ำทางไต่บันไดขึ้นสู่ห้องนอนกระทั้งเสียงที่นอนดัง แอ๊ด!อ๊าด!ให้อีกคนได้ยิน

“อื้อ! ฉันอยู่บนที่นอนละ”

(ปิดไฟรึยัง)

“ฉันไม่จำเป็นต้องใช้มาตั้งแต่เมื่อคืนวาน”

อนุชัยสะดุ้งจนเสียงหายไปพักใหญ่ๆ (อื้อ!…..นายห่มผ้ารึยัง)

“อื้อ!…”

(หลับตาซะ….) อนุชัยเว้นจังหวะ (ฉันกำลังมุดผ้าห่มแล้วนะ)

“อื้อ! หึ!”

(ฉันนอนอยู่ข้างๆ นายแล้วนะ)

“อื้อ! หึ!”

(จูบหน่อย)

“อื้อ! หึ!”

(ฝันดีนะ พรุ่งนี้เช้าฉันจะโทรปลุกนายเอง)…….

………รัตติกาล เนิ่นนาน ยิ่งนานเนิ่น……….

………ฝันเผินเผิน เหมือนภาพฉาย นายเคียงหมอน……….

……….แสงสีดำ รอบรอบกาย เห็นนายนอน……….

………..แท้จริงตรอง ต้องเดียวดาย กลางสีดำ………

สายๆ วันต่อมา

รถเบนซ์สีน้ำเงินเข้มก็แล่นออกมาจากบ้านตระกูลเชาว์ด้วยความเร็วสม่ำเสมอไม่ได้รีบร้อน อนุชาญนั่งหน้าเหี้ยมตึงกับเบาะหลังก็ยังเงียบจนกระทั้งเสียงคนขับรถคนใหม่ดังขึ้น

“นายครับ ทีมได้ข้อมูลลึกๆ ของคุณชายบ้านสายสกุลมาแล้วครับ”

อนุชาญมองเขาผ่านกระจกหน้า “ว่าไง” เขาตอบด้วยท่าทีเนือยๆ….. “มีอะไรก็รีบๆ ว่ามา”

“ดร.ชานนท์เวลานี้เป็นเนื้องอกในสมองจนทำให้เขามองไม่เห็น” คนขับรถเปรยนำจนสังเกตเห็นแววตาของอนุชาญฉายวูบวาบด้วยอาการตื่นเต้น  “และที่สำคัญยังไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนายน้อยกับคุณปกรณ์ด้วยครับท่าน”

อนุชาญแสยะยิ้ม เขาควักบุหรี่ขึ้นมาจุดมือก็ลดกระจกข้างพ่นควันสีขาวทิ้งด้านนอกเร็วๆ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขอบใจ ลึ! มาก ๆ อั๊ว! คิดอะไรดีๆ ได้แล้วละแวะไปรังรักของพวกมันก่อน ฮ่า ฮ่า ฮ่า….”

“หมายถึงบ้าน Loft Love นั้นหรือครับ”

“จะเป็นที่อื่นไปได้อย่างไร เอ้! ลึ!นี่…งานนี้ละ…ถ้าคุณชายบ้านสายสกุลไม่ยอมปริปาก มันก็ต้องมีอันเป็นไป ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

และอีก 1 ชั่วโมงรถเบนซ์คันดังกล่าวก็แล่นเข้าไปจอดภายในบริเวณบ้าน Loft Love เกือบจะ 10 โมงเช้าเงาของต้นแคนายังพาดนิ่งๆ กินพื้นที่เกินครึ่งของเฉลียงระแนงหน้าบ้าน กระถางดินเผามีดอกไม้หลากสีกระจิริดเบ่งบาน ผนังปูน Loft สีเทาจมดำมีส่วนผลักให้พวกมันโดดเด่นมากกว่าธรรมดา อนุชาญ แจ้งความประสงค์กับลุงเย็น ก่อนบอดี้การ์ดที่นั่งอยู่อีกฟากจะเดินเข้ามาสมทบ เมื่อทั้งหมดคุยกัน…บอดี้การ์จากบ้านสายสกุลก็นำเข้าสู่ภายในและเขาก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นจนกระทั้งดร.ชานนท์เดินลงบันไดมานั่งฝั่งตรงข้าม อนุชาญถลึงตาจ้องเขาราวจับผิด ดร.ชานนท์กล่าวทักทายเหมือนไม่มีอะไรบีบให้ความเข้าใจที่คนขับรถบอกเกือบจะวูบหาย……

“คุณอาสบายดีเหรอครับ” ดร.ชานนท์กล่าวทักทาย

“อื้อ ตามสภาพนั้นละ….” อนุชาญตอบ แต่สายตาก็ยังไล่สำรวจเขาแบบคนไม่มีมารยาท กระทั้งเสียงกระแอมไอดังจากบอดี้การ์ดที่ยืนใกล้ๆ ประตูทางออกคล้ายจะเตือนสติ

“นายออกไปรอข้างนอกก่อนเถอะ” ดร.ชานนท์สั่ง ยิ่งทำให้ความมั่นใจของอนุชาญลดน้อยลงจนกระทั้งชาอุ่นๆ ที่สมใจนำเข้ามาเสริฟ…เสียงถาดรองกระทบพร้อมกัน 2 ใบทำให้ดร.ชานนท์สับสน แต่ทั้งคู่ก็ยังนิ่งจนกระทั้งเธอเดินหายเข้าไปในครัว มือที่ควานหาถ้วยน้ำชาจึงเผลอจุ่มลงไปให้อนุชาญเห็น…เขายิ้มกริ่มก่อนเริ่มต้นบอกจุดประสงค์ของตัวเอง

“คือว่าอาจะขยายโรงงานที่อำเภอวังน้อยจึงอยากให้อนุชัยช่วยออกแบบให้หน่อย” อนุชาญโกหก เขาสังเกตอาการของดร.ชานนท์ที่สะเปะสะปะกระทั้งมั่นใจมากขึ้น “อาไปพบเขาที่บริษัทเมื่อวาน แต่ก็ไม่เจอ ไม่ทราบว่าคุณชายพอจะรู้หรือเปล่าว่าเขาไปไหน”

ดร.ชานนท์รับฟังยิ้มๆ… “คือนุติดงานกับดีลเลอร์ของบริษัท BCOL ต่างจังหวัดนะครับ”

“ต่างจังหวัด จังหวัดอะไรครับคุณชาย” อนุชาญถามเร็วๆ แบบคนกำลังร้อนใจ “พอจะติดต่อได้ไหม….คือ คืออา….” อนุชาญอ้ำๆ อึ้งๆ คล้ายกับคนมีบางอย่าง

“ชายก็ไม่ทราบครับ นุไม่ได้บอก” ดร.ชานนท์พูด แต่มุมปากของอนุชาญเริ่มขยับจนสั่นดิกๆ “มือถือของเขาก็ไม่มีคลื่น ติดต่อไม่ได้ยกเว้นเขาจะโทรกลับนะครับ ถ้าคุณอาเร่งด่วนฝากไว้กับชายก็ได้”

อนุชาญขยับมุมปากแสยะยิ้มจนน่ากลัว และมั่นใจมากกว่าเดิมว่าดร.ชานนท์ไม่เห็นกิริยาหยาบโลนของตัวเองแน่นอนแล้ว แผนการขั้นต่อไปจึงได้เริ่มต้น “ถ้าอย่างนั้นอาขอเบอร์โทรของอนุชัยก็แล้วกัน…จะได้โทรนัดเขาด้วยตัวเอง”

ดร.ชานนท์นิ่ง….อนุชาญเองก็นิ่งลุ้น…ก่อนจะเป็นดร.ชานนท์บอกหมายเลขโทรศัพท์ของอนุชัยทีละตัว……

“เออคุณชายครับ” อนุชาญปล่อยเสียงลมหายใจดัง หึๆ…..พลางคิดถึงแผนสกปรก

ดร.ชานนท์ผงกศีรษะ

“คุณชายรู้จักชายหนุ่มรูปหล่อราวกับพระเอกเกาหลีที่ชื่อปกรณ์หรือเปล่าครับ” อนุชาญบีบน้ำเสียงให้เป็นธรรมชาติก่อนจะนิ่งเพื่อสังเกตุอาการ

ดร.ชานนท์ผงกศีรษะอีกรอบ “ก็เคยเห็น” เขานึกถึงวันที่เจอปกรณ์ขับรถกระบะโฟวิลสีดำออกมาจากคอนโดมิเนียมเดียวกับอนุชัยจนรู้สึกเจ็บแปล๊บๆ ขึ้นมา  “มีอะไรหรือครับคุณอา”

อนุชาญจึงแกล้งยัดมือถือตัวเองใส่ในมือของเขา “คุณชายลองดูรูปนี้ซิครับ พวกเขาไปเที่ยวทะเลกัน 2 ต่อ 2 หลายครั้ง จนกระทั้งเมื่อวานก่อนเขา 2 คนก็หายไปด้วยกันอีก” เสียงอนุชาญต่ำลึก ขณะที่มือถือเปล่าๆ จอภาพยังเป็นสีดำสั่นระริก อนุชาญแสยะมุมปากสะใจ “คุณชายครับ อย่าบอกเรื่องนี้กับอนุชัยนะครับ ไม่อย่างนั้นอาตายแน่ ๆ”

ดร.ชานนท์สั่นเกร็ง เขายื่นมือถือคืนให้เร็วๆ “ปกรณ์…..อนุชัย…..”

“ครับสงสัยเขา 2 คนหายไปด้วยกัน….คุณชายโดนพวกเขาหลอกแล้วละ” อนุชาญย้ำเสียงต่ำ ๆ “เดี๋ยวอาจะลองติดต่อดูก่อน ถ้าไม่ได้อย่างไรฝากคุณชายบอกให้อนุชัยโทรกลับหาอาด้วยก็แล้วกัน”

“ครับ…..” ดร.ชานนท์รับปากสั้นๆ ก่อนจะลุกยืนราวจะส่งกลับขณะที่อนุชาญยังนั่งยิ้มแบบคนสะใจสุดขีด จนเวลาบังคับให้เขาต้องกล่าวลา

“ฝากด้วยนะชาย…อาต้องไปธุระต่ออีกหลายที่”

“ครับ ครับ คุณอา”

ในที่สุดเสียงหัวเราะในรถเบนซ์สีน้ำเงินเข้มที่กำลังวนขึ้นทางด่วนก็ดังยาวเหยียด “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า….ลึ!นี้มันใช้ได้เลยทีเดียว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ขอบคุณครับนายชาญ หึๆ……”

ผิดกับดร.ชานนท์ลิบลับ “นี่…นี่ หมายความว่า นายกับปกรณ์ อยู่ด้วยกันมาตลอด อนุชัย ทำไมนาย ทำไมนายถึงร่านกับคนอื่น….หรือ หรือว่าฉันเป็นเพียงส่วนเกินของพวกนาย ใช่ซินะ ก็ฉันมันตาบอด ฉันมองไม่เห็น ฉันจึงไร้ค่า ไร้ราคา นายหนีเที่ยวกับเขา ทิ้งฉันอยู่บ้านเพียงลำพัง นายมันชั่ว นายมันเลวขนาดนี้ได้อย่างไร อนุชัย อนุชัย อนุชายยยยยยยยยยยยยย” ดร.ชานนท์กระสับกระสายไม่เป็นสุขอยู่ครึ่งวัน สมใจ ลุงเย็น หรือบอดี้การ์ดของบ้านสายสกุลก็โดนเขาตะเพิดแบบไม่ไว้หน้า เขารุ่มร้อนจนบ้าน Loft Love แทบละลายกระทั้งบ่ายเย็นๆ เสียงโทรศัพท์ที่เฝ้ารอมาครึ่งวันก็ดังขึ้นในห้องนั่งเล่น

“นุ นุ….” ดร.ชานนท์ระเบิดน้ำเสียงสั่นรัวๆ เมื่อเสียงสัญญาณต้นทางหลุด เขาก็เผลอสบถด่าดังลั่นบ้านอีก “บ้าชะมัด…เหี้ยเอ้ย….แม่ง! ไปตายซะ”

#ต๊อก แต๊ก ต๊อก แต๊ก#

“ฮัลโหล…..ฮัลโหล”

(ขอโทษสายหลุดนะ….นายกำลังทำอะไรอยู่) เสียงอนุชัยดูเหนื่อยๆ ดร.ชานนท์ยิ่งมโนเห็นภาพสมสู่ระหว่างหนุ่มหล่อราวกับพระเอกเกาหลีกับคนรักชัดเจนมากกว่าเดิม

“นุ นุ ฉัน ฉันจะบ้าตายแล้วนะ”

(คุณ คุณนายเป็นอะไรหรือเปล่า) น้ำเสียงของอนุชัยคล้ายจะกังวลขึ้นมาทันทีทันใด….

“นาย นายอยู่กับใคร นายมี มี…..โถโว้ย!….บ้าเอ้ย! นายอยู่กับปกรณ์ใช่ไหม?” ในที่สุดคำถามที่อยากรู้ก็หลุดจากปาก

(…………) แต่ด้านอนุชัยกลับเงียบจนกระทั้งเสียงต้นทางถูกตัดไปอีกรอบ

“นุ นุ กล้าดีอย่างไรถึงวางสายใส่ฉัน นุ อนุชัย กลับมาคุยกับฉันให้รู้เรื่อง นุ นุ” เสียงตะคอกของดร.ชานนท์ดังลั่น ผนังสีเทาจมดำก็สั่นสะเทือน….เขาหมดแรง ดร.ชานนท์ค่อยๆ ทิ้งตัวลงโซฟาเบท…. “อนุชาย อนุชาย…..อนุชายยยยยย”

……….แสงเย็นย่ำ แดดสุดท้าย คล้ายเว้าวอน………

……..ประหนึ่งตอน กาลล่ำลา วนมาถึง……..

……..ฉันไร้ค่า ไร้ราคา ให้คะนึง………

……….ตัวนายจึง ทิ้งฉันไกล ไม่เหลียวแล……..

“อนุชัย ฉันไร้ค่า ไร้ราคากับนายขนาดนี้เชียวเหรอ….นุ นุ นายมันบ้า นายมันไอ้คนร่านรัก นายทิ้งฉันแบบนี้ได้อย่างไร นุ นุ…..โอ้ยๆ….นุ นุ ฉัน ฉัน ปวดหัว นุ นุ นายอยู่ไหน นายอยู่ไหน….ฉัน ปวดหัว ฉันเป็นอะไรไป….นุนุ…อนุชัย อนุชาย…..เกิดอะไรขึ้นกับฉัน โอ้ย! โอ้ยยยยยยย!” ร่างของดร.ชานนท์ดิ้นเร่าๆ ราวกับปลาดุกถูกทุบหัว แดดสุดท้ายกำลังจะลับขอบฟ้า สมใจได้ยินเสียงกระจกของโต๊ะกลางแตกดัง…. เพล้ง!….ก็รีบวิ่งขึ้นมาดู

“คุณชาย คุณชายเป็นอะไรคะ….ลุงเย็น ลุงเย็น นาย นายคะ” เธอเปิดประตูอลูมิเนียมตะโกนไปยังป้อมยาม จนทุกคนวิ่งเข้ามสมทบ

“โอ้ย!….โอ้ย! ฉัน ฉันปวดหัว นุ อนุชัย อนุชายยยยยย”

“เอารถออก แล้วโทรแจ้งบ้านสายสกุลด่วน” สมใจสั่ง ลุงเย็นผงกหัวเร็ว ก่อนเธอกับบอดี้การ์ดจะประคองร่างกำลังอ่อนปวกเปียกไปยังรถ “เร็วๆ ด่วนเลย คุณชายไม่ไหวแล้ว”

“ครับๆๆๆๆๆ”

“โอ้ย! โอ้ย อนุชัย อนุชัย….อนุชายยยยยยยยยยย”

 

อีกคน……….

เกือบจะบ่าย 5 โมงเย็น อนุชัยรอคำตอบจากทีมแพทย์ของโรงพยาบาลมาทั้งวันก็ทนไม่ไหว เขาหมุนตัวออกจากห้องปล่อยให้ปกรณ์หลับอยู่บนเตียงคนเดียว ตู้โทรศัพท์สาธารณะที่หน้ามินิมาร์ทจึงถูกใช้งานอีกรอบ

“ฮัลโหล ฮัลโหล”

(นุ นุ….) เสียงดร.ชานนท์คล้ายคนกำลังรุ่มร้อน

“ฮัลโหล ฮัลโหล” อนุชัยตอบกลับแต่สายก็ถูกตัด เขาจึงเช็คจำนวนเงินในบัตรพร้อมกับส่ายหน้าเอือมละอาก่อนจะเดินเข้าไปในมินิมาร์ทเร็วๆ

#ต๊อก แต๊ก ต๊อก แต๊ก# “ฮัลโหล…..ฮัลโหล…ขอโทษสายหลุดนะ….นายกำลังทำอะไรอยู่) เขาเหนื่อยจนแทบอยากจะหลับเสียตรงนั้น

(นุ นุ ฉัน ฉันจะบ้าตายแล้วนะ) น้ำเสียงของดร.ชานนท์เร่งมโนภาพเห็นเขาอยู่ภายในบ้าน Loft Love ชัดเจนมากขึ้น (นายเป็นอะไร) เขาคิดตาม คิดตาม แล้วมโนตามไม่หยุด

“คุณ คุณนายเป็นอะไรหรือเปล่า” อนุชัยถามกลับขณะเดียวกันหัวหน้าทีมบอดี้การ์ดก็สะกิดเข้าด้านหลัง

“คุณหมอเรียกพบด่วนครับท่าน”

อนุชัยผงกหัวรับทราบ ขณะที่เสียงคนปลายสายยังค้างอยู่…..

“ท่านครับ…คุณปกรณ์ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดแล้วนะครับ” และเสียงเร่งก็ดังขึ้นอีก

(นาย นายอยู่กับใคร นายมี มี…..โถโว้ย!….บ้าเอ้ย! นายอยู่กับปกรณ์ใช่ไหม?)

อนุชัยวางสาย….ประโยคสุดท้ายไม่ได้ยิน เขาเร่งฝีเท้าตามหัวหน้าบอดี้การ์ดเข้าไปในตัวอาคาร

“อาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ….ทีมแพทย์จึงรอวันพรุ่งนี้ไม่ไหวนะครับ” เขารายงานขณะอยู่ภายในลิฟต์

“ครับ……” อนุชัยตอบคำเดียว เขาเงียบนิ่งคิดถึงคน 2 คนที่อยู่คนละทาง สมองแยกไม่ได้-แบ่งไม่ออก…….(ชานนท์นายอย่าเป็นไรนะ ปกรณ์พี่ต้องสู้เพื่อฉันพี่ต้องสู้เพื่อเรา) อนุชัยนึกพร้อมกับภาวนาในบริบทเดียวกัน น้ำตาก่อนแสงสุดท้ายจะลับขอบฟ้าก็ทะลักจนแขนเสื้อถูกใช้งานจนเปียกชื้น

“เขาจะต้องไม่เป็นอะไร….ทีมแพทย์ที่นี่เก่งผมรับประกันได้”

“ครับ ขอบคุณมาก…..”

………แสงสุดท้าย สีแดง ยังแดงฉาน………

………ราวประจาน  แทนสีเลือด เดือดทั้งฟ้า……..

………ตะวันตก ค่อยค่อยจบ สบคำลา……….

………เรียกน้ำตา ข้าคนไกล ได้ทุกทาง……….

จบ อนุชาย2 บทที่23 เดียวดายกลางสีดำ

อนุชาย2 บทที่22

อนุชาย2 บทที่22อนุชาย2 บทที่22 กลิ่นความตาย

อนุชาย2 บทที่22 กลิ่นความตาย

สัญญาณแจ้งว่ามีข้อความเรียกเข้ามือถือที่วางบนอยู่โต๊ะทำงานดัง #ตี๊ดๆ ตี๊ดๆ# ขณะที่อนุชัยยังติดประชุมอยู่ภายในห้องกระจก จนกระทั้งแสงอาทิตย์กำลังโรยต่ำ ภาพกรุงเทพฯ บนชั้น 18 ก็ถูกแดดสีครีมเข้าครอบคลุม ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆมรสุมก็ยังครามค่อยๆ จมสู่สีน้ำเงินทีละส่วน….เมื่อดีลเลอร์ของบริษัท BCOL จำกัด (มหาชน) ลุกขอจับมือด้วยท่าทีพึงพอใจ การประชุมนานร่วม 6 ชั่วโมงก็สิ้นสุดลง

“ขอบพระคูณมากค่ะ….เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ” เสียงเลขาบอกส่งดีลเลอร์กว่า 10 คนอยู่หน้าประตู สักพักอนุชัยพร้อมทีมงานของบริษัท APT. Group 4 คนก็หอบเอกสารเดินตามออกมา เธอเข้าไปรับพร้อมกับรายงานตามหน้าที่ “บอสคะ….มีข้อความเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งค่ะ”

“ขอบใจมาก เอาเอกสารไปแก้ตามข้อความที่ผมลงลายมือกำกับแล้วจัดส่งไปให้ BCOL. ตรวจสอบก่อนค่อยส่งต่อให้ดีลเลอร์ตามหลัง” อนุชัยสั่ง

“ค่ะ….ได้ค่ะ….”

“อ๋อ…แนน….ขอด่วนหน่อยนะ เพราะผมอยากเซ็นสัญญาให้จบๆ”

“ค่ะ…” เลขาสาวสวยรับปากก่อนจะหอบเอกสารพวกนั้นกลับไปที่โต๊ะของเธอ ส่วนอนุชัยก็เร่งฝีเท้าแยกเข้าห้องกระจกที่อยู่ติดกัน ทันทีที่หยิบมือถือขึ้นมาเช็คข้อความ เขาก็ต้องหลับตาซี๊ด! ปากราวกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก สักพักก็หมุนตัวไปยืนนิ่งๆ กับผนังกระจกที่ด้านหน้าเป็นทิศของบ้าน Loft Love

(คะ…คุณนุ)

“คืนนี้ผมอาจจะกลับช้า ฝากน้าสมใจทำข้าวต้มกุ้งสำหรับชานนท์ที่เดียวพอนะครับ”

“ค่ะ ได้ค่ะ”

เมื่อวางสายเขาก็ต่อมือถือเข้าอีกเครื่อง…สัญญาณเรียกดังอยู่นาน จนเริ่มเห็นรอยกังวลจับเหนือหน้าผาก เขาเป่าลมทิ้งขณะรอ จนกระทั้งคนที่ปลายสายรับด้วยน้ำเสียงรีบรน

“นายทำอะไรอยู่” เขากรอกคำถามเกือบจะรัว

(เข้าห้องน้ำ….เพิ่งออกมา) เสียงดร.ชานนท์บอก เขาเงียบสักครู่ก่อนจะพูดขึ้นมาอีก (นายเลิกประชุมแล้วเหรอ)

“อื้อหึ!….แต่ฉันยังติดธุระอีกที่หนึ่ง คืนนี้อาจจะกลับดึกๆ หน่อย”

(นายกลับมากี่โมง โลกของฉันก็ยังเป็นสีดำอยู่ดีนั้นแหละ)

“คุณ….”

(ฮ่า ฮ่า ฮ่า…ฉันแหย่นายเล่นเฉยๆ….ไม่เป็นไรฉันอยู่ได้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก)

“อื้อ…..แล้วเจอกัน” อนุชัยวางสาย เขายืนนิ่งรับแสงสุดท้ายราวกับคนคิดไม่ตกหลายนาที “ขอโทษนะชานนท์ ฉันบอกความจริงกับนายไม่ได้…เพราะเวลานี้นายเปาะบางเกินกว่าจะรับรู้เรื่องสกปรกโสมม…ฉันต้องช่วยเขา เพราะเขาคือคนเดียวที่ฉันมี” อนุชัยพึมพำก่อนจะหันหลังกลับไปนั่งลงเก้าอี้นวมสีดำ กูเกิลแมปส์ถูกเปิดใช้งานจากคอมพิวเตอร์พีซีสั้นๆ ก่อนจะปิดและหิ้วกระเป๋าเดินออกจากห้องไปเงียบๆ

“คนชี้เป้า….ชายอาภัพ….น้องชาย….ต้องหมายถึงนาย ต้องเป็นนายแน่ ๆ” เขาพึมพำขณะลิฟต์กำลังนำดิ่งสู่ชั้น 4 เมื่อ BMW สีน้ำตาลดำวนหลุดจากตัวอาคารไปอยู่บนถนนสุขุมวิท มันก็มุ่งหน้าสู่มินบุรีทันที

………. คนชี้เป้าจะไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารสวนกวาง มินบุรี……….

………นอกพื้นที่ควบคุม………..

………. ชายอาภัพไม่รอดแน่นอน………

……….หากน้องชายไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ………..

จาก…….XXXX…….

ร้านอาหารสวนกวาง มินบุรี

เมื่ออนุชัยมาถึงร้านอาหารสวนกวางตามที่กูเกิลแมปส์นำทาง ลูกค้าภายในร้านยังบางตา จึงไม่ใช่ปัญหาที่จะสำรวจแบบไม่มีพิรุธ

“สวัสดีคะ” เสียงพนักงานสาวดังขึ้นใกล้ๆ

“ขอเปิดห้อง VIP. ก็แล้วกันครับ” เขาบอกพลางหมายตาห้องกระจกที่อยู่บนชั้น 2 เวลาเกือบจะ 6 โมงเย็น แดดก็ทิ้งเงาต้นหมากที่กำลังมีลูกสีแดงพวงใหญ่ข้ามถนนไปตกที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม “ขอเป็นชั้น 2 ห้องนั้นครับ”

“แต่ห้องนั้นแอร์ไม่เย็นนะคะ กำลังเรียกช่างมาดูนะค่ะ”

อนุชัยพยักหน้ารับทราบ “ไม่เป็นไรผมมาคนเดียวอยากเป็นส่วนตัวสักหน่อย”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามสะดวกค่ะ”

อนุชัยกระวนกระวายตั้งแต่อาหารชุดแรกยังมาไม่ถึง ข้อความเพียงไม่กี่คำแล่นวนอยู่ในหัวขณะที่สายตาก็คอยสำรวจไปรอบๆ เพื่อหาสิ่งผิดปกติ แสงสุดท้ายถูกขอบฟ้าทางทิศตะวันตกกลืนหายไปร่วมชั่วโมง ทุกสิ่งทุกอย่างภายในร้านก็ยังปกติ กระทั้งเขาสะบัดหัวให้หลุดรำคาญ

“เราเป็นบ้าอะไรวะเนี่ย!….” เมื่อเวลากำลังเดินเข้าสู่ 2 ทุ่ม ความอดทนก็สิ้นสุด เขาเอื้อมมือกดกริ่งเรียกบริกรเข้ามาเช็คบิล แต่แล้วชายร่างท้วมผิวขาวแบบคนจีนหัวล้านเลยหน้าผากไปไกลก็ปรากฏตัวที่ลานจอดรถ “อาชาญ” เขาอุทานพลางซี๊ด! ปากราวกับมีบางอย่างมาถ่วงดึง

#ก๊อกๆ….# “ขอโทษค่ะ มีอะไรสั่งเพิ่มอีกไหมคะ” เสียงบริกรสาวดังที่หน้าประตู

“ขอเบียร์ขวดหนึ่ง แล้วเช็คบิลเลยนะครับ” เขาสั่งทั้งๆ ที่ไม่ได้หันไปมอง

“ค่ะ ได้ค่ะ”

อนุชาญเลือกที่นั่งริมสุดติดกับลานจอดรถ เขาสั่งเครื่องดื่มเป็นเบียร์กระป๋องเพียงอย่างเดียว ท่าทางกระวนกระวายไม่นิ่งราวกำลังรอการมาของใครบางคน กระทั้งรถกระบะโฟวิลสีดำค่อยๆ เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบรถกระบะสีขาว แรงบีบอัดจากข้างในจึงเร่งเร้าความตื่นเต้นเพิ่มเป็น 2 เท่า

“นั้นมันรถปกรณ์นี่…..” อนุชัยอุทานจนหลังมือสั่นและเกือบจะโทรแจ้งทีมบอดี้การ์ดของบ้านสายสกุลหลายรอบ แต่สุดท้ายสติสตังที่เต้นตึบๆ ก็ห้ามเอาไว้… “ไม่ ไม่นะ…” เขาอุทานเมื่อเห็นปกรณ์เร่งฝีเท้าเข้ามาสมทบ อนุชัยพยายามหาช่องโหว่เพื่อให้ได้ยินเสียงของคนทั้งคู่แต่ก็ไม่เป็นผล กระทั้งเบียร์ที่สั่งหายไปกว่าครึ่ง…ชายลึกลับอีกคนสวมหมวกแก๊ปสีดำมีแว่นตากันแดดคล้ายจะอำพลางรูปลักษณ์ภายนอกก็ก้าวลงจากรถแท๊กซี่ที่จอดเทียบข้างถนน บทสนทนาที่ดูจะเคร่งเครียดถูกอนุชาญยกมือห้าม  เขาพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลานิดๆ ก่อนปากจะขยับ 2 – 3 คำแล้วลุกเดินจากโต๊ะ อนุชัยเดาออกทันทีว่าเขาจะไปที่ไหน แรงถีบส่งจากข้างในจึงเร่งฝีเท้าล่วงหน้าเข้าไปดักซุ้มรอในห้องน้ำพร้อมกับเปิดอัดเสียงจากโทรศัพท์มือถือราวจะตั้งรับ

“นก 2 ตัวมาถึงแล้ว สอยมันให้ร่วงทั้งคู่”

“…………….”

“อย่าให้รอดไปได้อีก…อั๊ว! ลองทุนชี้เป้าด้วยตัวเอง….หากพวกลึ! ยังพลาด เราเลิกกัน”

“…………..”

โทรศัพท์เงียบได้ไม่นาน เสียงปืนกว่า 10 นัดก็ดังรัวกลบบรรยากาศยามเย็นพร้อมกับเสียงแตกตื่นของผู้คนภายในร้าน #ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!#…..อนุชัยสะดุ้งโหยง…..

“อาชา….ลึ! ทำแบบนี้ได้อย่างไร” และเสียงของเขาก็ดังประโยคซ้ำๆ ออกจากห้องน้ำ อนุชัยเปิดประตูเดินตามด้วยท่าทีบอกไม่ถูก กระทั้งเห็นอนุชาญช้อนร่างปลวกเปียกของปกรณ์ที่อาบโชกไปด้วยเลือดมากอดเขย่าด้วยท่าทีเสียอกเสียใจให้หลายคนเห็น เขาแสดงบทนี้ได้แนบเนียนพอๆ กับดาราตัวท็อป “อาชา ลึ! ทำแบบนี้กับหลานอั๊ว! ได้อย่างไร…อาชา!….อนุชา….ลึ! มันเลวสิ้นชาติฮื้อๆ….” ละครน้ำเน่ายังดำเนินต่อไปจนกระทั้งหน่วยกู้ภัยกับตำรวจกรูเข้ามากันเขาออกไป อนุชัยจึงได้จังหวะ โทรศัพท์มือถือถูกใช้งาน เขาคุยด้วยท่าทีเคร่งเครียดและเร่งรีบกับใครบางคนสักพัก ก็หมุนตัวตามร่างโชกเลือดของปกรณ์ขึ้นไปในรถฉุกเฉิน

“คุณเป็นใครครับ” ชายอาสาของหน่ายกู้ภัยถามสั้นๆ อนุชัยจึงโยนโทรศัพท์ให้ เขาเช็คชีพจรของคนที่เพิ่งจะรู้ว่าเป็นพี่ชายแบบรีบๆ “ถ้าอย่างนั้นคุณควรจะเปลี่ยนชุดนั้นครับ” เสียงหน่วยกู้ภัยดังอีกพร้อมส่งโทรศัพท์มือถือคืนให้ อนุชัยไม่ยอมเสียเวลา เขาหยิบเสื้อฟอร์มสีขาวที่แขวนอยู่ข้างๆ มาสวมทับ

“เราต้องช่วยเขา”

“คุณเป็นอะไรกับผู้ประสบภัยครับ” เสียงแข็งๆ ถามอีก

“ผมเป็นน้องชายเขา…เราไม่มีเวลาแล้ว”

“ครับๆ…..เคลียร์พื้นที่ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด” เขาออกคำสั่งผ่านไมล์ตัวเล็กจิ๋วที่เหน็บบริเวณปกเสื้อ ทีมปฐมพยาบาลกรูกันขึ้นมาสมทบอีก 3 คน สายประคองชีพถูกงัดออกมาใช้งาน จนระโยงระยางรอบๆ ร่างที่กำลังดิ้นเร้าๆ….

“ปกรณ์ ปกรณ์ นายได้ยินฉันไหม อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ ฉันอยู่นี่ น้องชายของนายอยู่นี่…” อนุชัยจับมือเขย่าเรียกสติ กระทั้งทีมกู้ภัยนำทั้งคู่มาถึงโรงพยาบาลมินบุรี “นายต้องเข้มแข็งนะ นายต้องตั้งสติ หายใจ ปกรณ์ นายต้องเข้มแข็ง นายต้องรอด”

“คุณเป็นอะไรกับผู้ป่วยคะ” เสียหมอหรือพยาบาลไม่ทราบถามเร็วๆ อนุชัยจ้องดวงตาของปกรณ์ที่กำลังหวาดผวา “ผมเป็นน้องชายเขา”

“กรุณารอด้านนอกค่ะ”

“ฝากด้วยนะครับ ฝากพี่ชายผมด้วย” อนุชัยเกือบจะหลุดสะอื้น แต่ทันทีที่ร่างโชกเลือดถูกเข็นเข้าสู่ห้องฉุกเฉิน สภาวะเงียบงันก็ก่ออารมณ์สารพัดขึ้นข้างใน “นายเป็นอะไรไม่ได้นะ นายจะทิ้งฉันไว้คนเดียวอีกไม่ได้” ร่างโงนเงนสั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ทรุด อนุชัยรูดตัวลงตามผนังปูนก่อนจะร้องไห้ไร้เสียงโหยหวนดังก้องในโลกเงียบ กระทั้งทีมบอดี้การ์ดของบ้านสายสกุลมาถึงโรงพยาบาล

“ท่านครับ”

“พวกคุณมัวทำอะไรกันอยู่” อนุชัยคล้ายจะต่อว่า แต่สถานะคนเจียมเนื้อเจียมตัวก็ได้แค่จ้องด้วยแววตาแข็งๆ

“ขอโทษครับท่าน เขาออกนอกเขต ตำรวจพื้นที่ช้าไปหน่อย” เสียงหัวหน้าทีมออกตัว เขานำอนุชัยไปนั่งรอกับเก้าอี้ กระทั้งเวลาเกือบจะเที่ยงคืน เสียงหมอหนุ่มที่มีหน้ากากปิดบังใบหน้าก็ดังขึ้น

“คนไข้พ้นขีดอันตรายระดับหนึ่งแล้วครับ”

“เขาจะรักษาตัวโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ไม่ได้ อันตรายเกินไป” อนุชัยพูด

“ท่านครับ…”

“ผมไว้ใจคุณอีกต่อไปไม่ได้…คุณหมอครับช่วยทำเรื่องส่งตัวให้ผมที” อนุชัยหันไปพูดกับหมอหนุ่มก่อนจะยื่นเอกสารแสดงตัวตนให้ หัวหน้าทีมบอดี้การ์ดได้แต่ยืนทำใจจนกระทั้ง

“ถ้าอย่างนั้นผมจะช่วยท่านเอง….”

……….นกกาเหว่า กูก้องก้อง ร้องขับขาน ……..

………เสียงยานยาน ทางเศร้าเศร้า เคล้าโหยหวน………

……….มิใช่เสียง บอกรักรัก ปักรัญจวน……..

……..แต่โหยหวน โหนลึกลึก นึกวายปราณ……….

“นายต้องรอดปกรณ์ นายต้องรอดเพื่อฉัน”……เสียงหวอรถพยาบาลพร้อมแสงไฟฉุกเฉินนำทางหายเข้าไปในความมืดทีละส่วน ถนนวงแหวนตะวันออกมุ่งหน้าสู่ อำเภอบางปะอิน หลังเที่ยงคืนรถบางตา โคมไฟสีเหลืองบนหอสูงสาดฉายราวกับดาวดวงหนึ่งประดับฟ้า กระนั้นอนุชัยที่นั่งไปกับรถพยาบาลคันนั้นก็ยังมองไม่เห็น เขาไม่เห็นสิ่งใด ลืมเวลา ลืมทุกสิ่งกระทั้งมาถึงโรงพยาบาลเอกชนในเมืองเล็กๆ อันเป็นเป้าหมาย เมื่อทีมแพทย์พยาบาลนำร่างของชายที่เพิ่งรู้ว่าเป็นพี่ชายในสายเลือดเข้าสู่ห้องฉุกเฉิน เขานั่งรอกับเก้าอี้ด้านนอกกระทั้งแสงแรกสีวะนิลาเริ่มต้นที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ร่างบนเตียงสีขาวก็ถูกเข็นออกมาขึ้นสู่ห้องพิเศษที่อยู่บนชั้น 3 ดวงตามัวๆ ของคนที่เพิ่งจะรู้ว่าเป็นพี่ชายแท้ๆ จึงได้ลืมขึ้น

“อนุชัย” ปกรณ์เรียกระดับเสียงกระซิบ อนุชัยสะดุ้งนิดๆ แต่ก็เผยความยินดีอย่างแจ่มชัด

“หือ!….” อนุชัยเข้ากุมมือพลางยิ้มบางๆ ให้ “นายต้องพักผ่อน”

“ฉันดีขึ้นบ้างแล้วละ”

“แต่นายก็ต้องนอนนิ่งๆ ไม่อย่างนั้นแผลจะปริ….” อนุชัยบอกพร้อมกับจ้องใบหน้าเรียวๆ ซีดๆ ไม่กระพริบ “นายรู้มานานแล้วใช่ไหม….” อนุชัยหลับตานึก “ฉันหมายถึงเรื่องของเรา 2 คนนะ”

ปกรณ์พยักหน้ายิ้ม… “ฉันดีใจมาก”

“ฉันรู้….ฉันรู้….”

“นายควรจะพักผ่อนบ้าง….ดูตาของนายซิ!….”

“นายเองก็ต้องพักผ่อนเช่นกัน….พี่ชาย” อนุชัยเอ่ยคำสุดท้าย ทั้งคู่จ้องตากันจนคล้ายจะเรียกน้ำตา แต่…..

“ไม่เอา ไม่เอา…เราเพิ่งรู้จักกันแท้ๆ อย่าให้มีน้ำตาเลยนะน้องชาย เข้มแข็งไว้ พี่ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก” ปกรณ์พูดกึ่งจะปลอบ

“ทำไมนายถึงไปพบเขา….ฉันหมายถึงอาชาญนะ” อนุชัยถาม

ปกรณ์ส่ายหน้าเบื่อหน่ายให้เห็น “ฉันอยากให้เรื่องมันจบๆ….”

“หมายความว่าอย่างไร” อนุชัยถามพลางขยับเก้าอี้ชิดขอบเตียงมากขึ้น

“ฉันแจ้งกับทนายอำพลเรื่องจะขอสละสิทธิ์ในพินัยกรรมของบ้านตระกูเชาว์ แต่ดันเกิดเหตุขึ้นเสียก่อน”

“หา!…..”

“ใช่! ฉันตั้งใจจะสละสิทธิ์จริงๆ ทรัพย์สินเงินทองสำหรับฉันล้วนเป็นเรื่องรองจากความจริงที่ฉันอยากจะรู้….ฉัน ฉัน”

อนุชัยเห็นอาการสะอึกจึงตบหลังมือเขา “พอเถอะ…นายต้องพักผ่อนแล้วละ”

“อนุชัย ฉันเพียงแต่อยากประกาศให้ทุกคนรู้ว่าฉันมีตัวตน ฉันมีที่มาที่ไป และฉันก็มีญาติ มีน้องชาย มีหลานเหมือนชาวบ้านชาวเมืองก็เท่านั้นเอง”

“ฉันเข้าใจ และฉันก็รู้แล้วด้วย….พี่ชาย”

“นายกอดฉันที” ปกรณ์พูดจนเสียงหายลงลำคอ อนุชัยจ้องด้วยแววตาฉ่ำๆ ก่อนจะล้มตัวลงกอดรอบเอว ปกรณ์ใช้มือข้างที่สะดวกลูบหัวเขาด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยพบเจอ จนน้ำตาไม่สามารถก็ทะลักทะลาย…อนุชัยนิ่งหลับความอบอุ่นทั้งมวลก็อยู่รอบๆ เอวเหนือหน้าท้องราว 10 เซ็นติเมตร

“ฉันเกือบจะฆ่านาย เกือบฆ่าน้องชายคนเดียวของตัวเอง….ฉันเลวขนาดนั้นได้อย่างไรกัน อนุชัย อนุชัยน้องรัก” เขาพึมพำขณะหลับตานิ่งๆ….ในที่สุดฤทธิ์ยาก็ทำให้เขาหลับไปอีกคน….

อีกฝ่าย

เมื่อ อนุชาญ เชาว์ จบจากให้ปากคำกับตำรวจในพื้นที่ เขาก็ออกควานหาตัวปกรณ์ทันที ครึ่งวันผ่านไปกับการตระเวนเช็คตามโรงพยาบาลในรัศมี 10 กิโลเมตรแต่ก็ไม่เจอ…

“มันหายหัวไปไหนของมันวะ” เขาพึมพำอยู่เบาะหลังรถเบนซ์ สักครู่ “กลับไปที่สถานีตำรวจอีกครั้งซิ!….”

“ครับนายชาญ” คนขับรถรับปากสั้นๆ ก่อนจะสตาร์ทรถวนกลับทางเดิม ขณะเดียวกันเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น

“ฮัลโหล” อนุชาญตอบด้วยน้ำเสียงรำคาญ

(เราเช็คข้อมูลจากหลายๆ หน่วย แต่ยังไม่เจอเลยครับ)

“เจอไม่เจอ…อั๊ว! ไม่สนใจ อั๊ว! อยากรู้เพียงว่ามันตายรึไม่เท่านั้น…สั้นๆ…”

(แม้แต่….)

“หุบปาก…คนทั้งคนจะหายตัวไปได้อย่างไรวะ….ตามหาแล้วเอาศพมาเบิกเงินก้อนสุดท้ายซะ เราจะได้จบๆ กันเสียที อั๊ว! รำคาญพวกลึ!เต็มทนแล้วรู้ไว้ซะด้วย”

(…………..)

“ฮัลโหล ฮัลโหล ฮัลโหล….แม่งเอ้ย! กล้าดีอย่างไรถึงได้ตัดสายอั๊ว! ไปเฉยๆ ไอ้พวกฉิบหาย”

เมื่อทุกอย่างภายในรถเงียบ 10 นาที เสียงคนขับรถก็ดังขึ้น

“นายชาญ หรือว่านายน้อยจะยื่นมือเข้ามาช่วย”

“มันรู้แล้วเหรอว่าไอ้คนขับรถของนังแพศยาเป็นพี่ชายแท้ๆ ของมัน” อนุชาญถามกลับด้วยอารมณ์โมโห

“ได้ข่าวว่านายน้อยยังติดต่อกับทนายอำพล ไม่แน่……”

“ถ้าอย่างนั้น ลึ! ลองหานักสืบสืบเรื่องนี้ให้อั๊วหน่อย…..หากความสัมพันธ์ของมันทั้งคู่เชื่อมโยงถึงกัน ไอ้คุณชายบ้านสายสกุลก็ต้องมีส่วนรู้เห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

“ครับ ได้ครับ….”

“ถ้าอย่างนั้นเราวนรถกลับไปรอที่บ้านดีกว่า ตำรวจพวกห่านี้ไม่ยอมบอกเราแน่ๆ” อนุชาญออกคำสั่งจากเบาะหลังอีก

“ครับ ได้ครับนาย”

และขณะที่รถยนต์กำลังทำความเร็วอยู่บนทางด่วน เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าก็ดังขึ้นมาอีก

“ฮัลโหล….พวกลึ! กล้าดีอย่างไรถึงได้วางสายใส่อั๊ว!” อนุชาญกรอกน้ำเสียงโมโหสุดขีด จนใบหน้าคล้ำๆ แบบคนไม่ได้นอนแดงเป็นสีเลือด “ พวกลึ! มัน มัน…..”

(สัญญาณไม่ดี…เราได้ข่าวใหม่ล่าสุดมาจากหนึ่งในทีมกู้ภัยเมื่อคืน) เสียงตอบกลับทำให้อนุชาญสงบลง เขานิ่งจนลมหายใจกลับสู่สภาวะปกติ (ได้ยินไหมครับ)

“เออ….ว่ามา”

(หน่อยกู้ภัยบอกมีชายคนหนึ่งอ้างตัวเป็นน้องชายนำตัวเขาออกนอกพื้นที่หลังเที่ยงคืน….เวลานี้คนของผมกำลังติดตามอยู่ว่าเขาเอา DEATH04PK ไปรักษาตัวที่ไหน)

“นั้นแสดงว่า….มันยังไม่ตาย” อนุชาญลงเสียงต่ำแบบคนคาดคะเน

(เราก็คิด….เออ…..)

อนุชาญสวนกลับในลมหายใจเดียวกัน “ตามหามันให้เจอแล้วฆ่าทิ้งทั้งคู่”

(ขอให้เจอเถอะ เราไม่ปล่อยแน่นอน สบายใจได้)

“หึ!…..ให้อั๊ว! เห็นศพมันก่อนเถอะถึงค่อยพูดคำนี้…ไปจัดการได้แล้ว” อนุชาญเสียงแข็งก่อนใบหน้ายับยู่ยี่ราวกระดาษหลังชำระจะเปิดเผยรอยยิ้มเหี้ยมๆผ่านกระจกหลังให้คนขับรถเห็น…. “ลึ!….ไม่ต้องเสียแรงแล้วละ ต่อจากวันนี้คุณชายบ้านสายสกุลก็ต้องเจอกับอั๊ว หึๆ…แส่หาเรื่องดีนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ที่โรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดแห่งหนึ่ง…

แดดสีขาวหลังม่านสีฟ้าปลุกอนุชัยตื่นจากเตียงเล็กๆ ที่อยู่อีกฟาก ปกรณ์นอนกึ่งนั่งจากเตียงที่พยาบาลเพิ่งปรับระดับจ้องไปที่เขากว่าชั่วโมง รอยยิ้มอุ่นๆ อ่านวงหน้าหลับลึกกระทั้งเห็นร่างกายขยับ…..

“ตื่นแล้วเหรอ…..”

อนุชัยลุกนั่งผงกหัวให้ “กี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย” เขาไม่กึ่งถามพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “เกือบเที่ยงแล้วรึ”

“นายโทรบอกคุณชายรึยัง”

อนุชัยมองปกรณ์ด้วยท่าทีตกใจ “เออ…ฉันลืมไปเลย”

“ไปโทรบอกเดี๋ยวนี้เลย….” ปกรณ์เร่ง แต่ก็อดซี๊ด!ปากเพราะเจ็บแผลไม่ได้

“จะให้ฉันบอกเขาว่ามาเฝ้าผู้ชายอีกคนเนี่ยนะ….ชานนท์เล่นฉันตายแน่ๆ” อนุชัยก้มหน้าสีดำราวกำลังคิด

“คุณชายยังไม่รู้เหรอว่าเราเป็นพี่น้องกัน…” ปกรณ์ถามเร็วๆ อนุชัยส่ายหน้าตอบ “ถ้าอย่างนั้นนายก็ต้องรีบบอก ก่อนคุณชายบ้านสายสกุลจะมาเล่นงานฉัน โอ้ย!…..” ปกรณ์ร้องเสียงดัง อนุชัยจึงกระโจนเข้าไปสำรวจแผลใต้ผ้าก๊อซที่พันอยู่รอบๆ ตัว

“นาย…”

“ไม่เป็นไร ฉันเผลอพลิกแรงไปหน่อย…แต่อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับดวงละ….” ปกรณ์พูดจบก็เงียบ อนุชัยนิ่งรอเหตุผล “แบบฉันกลัวว่าเธอจะเป็นห่วงนะ”

“แล้วที่นายหายไปเฉยๆ แบบเนี่ย เจ้ดวงจะไม่ห่วงรึไง….” อนุชัยย้อนกลับ….

ปกรณ์นิ่งคล้ายกำลังใช้ความคิด “ให้ฉันดีขึ้นกว่านี้ก็แล้วกัน….แต่นายต้องโทรบอกคุณชายตอนนี้เลยเข้าใจไหม”

“อื้อ! แต่ฉันจะบอกกับชานนท์อย่างไรดีละ….” อนุชัยพูดก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในห้องน้ำ (นายจะตื่นรึยังหนอ….หรือว่า…..นายยังไม่หลับ…..หรือว่า…..ไม่ ไม่…..นายเข้มแข็งอยู่แล้วนี่…..ฉันจะบอกอย่างไรดีนายถึงจะไม่เครียด ไม่กังวล….หรือยิ่งฉันเงียบ นายก็ยิ่งคิดมาก ยิ่งจมเครียดเพราะฉัน…ชานนท์….ชานนท์ ฉันจะบอกนายอย่างไรดี จะพูดกับนายอย่างไรดี…..)

จบ อนุชาย2 บทที่22 กลิ่นความตาย

อนุชาย2 บทที่21

อนุชาย2 บทที่21อนุชาย2 บทที่21 พี่ชาย

อนุชาย2 บทที่21 พี่ชาย

ก่อนที่งานปาร์ตี้จะจบ….

“พี่ชายคะ….” หมอแครรายเรียกดร.ชานนท์ขณะที่อนุชัยนั่งอยู่ใกล้ๆ

“ฮื้อ!….”

“ขอตัวนุสักครู่นะคะ….” เธอบอกจุดประสงค์ ก่อนจะเป็นเสียงอนุชัยดังตามขึ้นติดๆ

“ตัวเองมีอะไรกับเค้ารึแคร”

“เออน่า!…เค้ามีเรื่องอยากถามตัวเองนิดหน่อย” หมอแครพูดเร็วๆ

“โอ้ย!….เดี๋ยวก็ตัวเอง เดี๋ยวก็เค้า….มุ้งมิ้งกันเหลือเกินนะจ้ะ” ดร.ชานนท์แซว จนอนุชัยอดสับกะโหลกไม่ได้ “โอ้ย!….เค้าเจ็บจริงนะตัวเอง”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..” หมอแครรายหัวเราะไม่หยุด

“ไปเถอะแคร…ไปคุยด้านนอกดีกว่า….”……………

line1 for timmy

ที่บ้านตระกูลเชาว์ในคืนเดียวกัน

อีกไม่กี่นาทีก็จะ 23.00 น. อนุชาญจมอยู่กับขวดเหล้าตั้งแต่หลังอาหารเย็นกระทั้งเวลานี้ทุกคนภายในบ้านหลังใหญ่ต่างแยกย้ายเก็บตัวเงียบอยู่ภายในห้องของใครของมัน มีเพียงยามที่จ้างเพิ่มอีก 2 คนเท่านั้นยังเคลื่อนไหวในเงาสลัวๆ เขาซี๊ด! ปาก เป่าลมอึดอัดทิ้งหลายครั้งก่อนจะปาแก้วเหล้าในมือเสียงดัง แพล้ง!…แตกกระจายที่ผนังมุมประตูทางออก ไม่นานแม่บ้านที่สื่อสารภาษาไทยไม่ค่อยชัดก็ตาลีตาเหลือกวิ่งออกมาพร้อมกับไม้กวาด

“โถ้! โว้ย” แพล้ง!….และขวดเหล้านอกขนาด 1 ลิตรในมือก็ปลิวไปแตกกระจายใกล้ๆ กัน จนแม่บ้านคนดังกล่าวแทบหลบไม่ทัน

“ว้าย!…..”

ยามหน้าบ้านวิ่งเข้ามาสมทบ นาทีนั้นเองชายลึกลับจึงได้โอกาสหมุนตัวผ่านประตูรั้วสแตนเลสหายเข้าสู่หลังบ้านได้อย่างง่ายดาย

“นายชาญ…..”

“หุบ!ปาก….” เขาหลุดพูดคำเดียวสั้นๆ ก่อนจะเดินลากขาเข้าไปในห้องทำงานแบบเซๆ…. “เฮียชาติหมา ทำไม ทำไม อั๊ว! ทำผิดอะไร อั๊ว! ไม่ดีตรงไหน ที่อั๊ว! ทำไปทั้งหมดก็เพื่อจะรักษากงสีบ้านตระกูลเชาว์ไว้ให้ได้เท่านั้น ทำ ไม ลึ! ถึงได้ใจร้ายทุบมันแตกเป็นเสี่ยงๆ เช่นนี้ อีกไม่กี่เดือนสมบัติที่เหลือก็ต้องถูกถ่ายโอนออกเป็นส่วนๆ ไม่เหลืออีกแล้ว ไม่มีอะไรเหลือสำหรับตระกูลเชาว์อีกต่อไป…ลึ!มันไอ้ชาติหมา…ลึ! มันเป็นเฮียที่เหี้ยที่สุดเท่าที่อั๊ว! เคยพบเคยเห็นมา….ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..” เสียงหัวเราะสั่นประสาทดังกึกก้องทั้งบ้าน กระนั้นทุกคนก็เลือกจะขังตัวเองนิ่งๆ อยู่ในความมืด ไม่มีใครนอกจากเขาที่เอาแต่พร่ำราวกับคนบ้าอยู่คนเดียว “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า….เดือนหน้าก็ต้องถ่ายโอนอีก 2 ส่วน อีก 2 ปี กงสีที่อาเตี่ย-อาม่าสร้างมา เก็บหอมรอมริบทั้งชีวิตก็ต้องถูกแจกจ่าย…ห่า! เอ้ย….ไอ้ชาติหมา ถ้าอั๊ว! ยังอยู่ มันจะไม่มีทางเกิดขึ้น ไม่มีทาง ไม่มีทาง เฮียรอดู เฮียชาติหมารอดูก็แล้วกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“อาเฮียชาญ” และอยู่ๆ น้ำเสียงต่ำๆ ก็ดังขึ้นด้านหลัง อนุชาญที่อยู่ในอาการเมาจนแทบยืนไม่ไหวสะดุ้งนิดๆ ปฏิกิริยาตอบสนองเชื่องชา ทำให้ชายลึกลับมีโอกาสลงมือก่อนหลายนาที กระนั้นเขาก็ยังยืนนิ่ง หนวดเครารุ่งรังผมยาวปะบ่าไม่รู้จะเรียกทรงอะไรได้ปิดบังตัวตนจนหมดสิ้น อนุชาญช็อก จ้องเขาอยู่หลายนาที….ก่อนจะตาเหลือกค้างแบบคนอ่านออกพลางลนลานหันหลังจะวิ่งไปยังลิ้นชักแต่ก็ถูกขัดขวางไว้เสียก่อน “เฮียได้ฆ่าอั๊ว! ไปเมื่อ 15 ปีเรียบร้อยแล้วนี่ จะลนลานฆ่าอั๊ว! ซ้ำให้เสียมืออีกทำไมไม่ทราบ”

“อา อา ชา ลึ ลึ เองหรอกรึ!….” เขาจ้องชายคนนั้นเป็นครั้งที่ยาวนานกว่าเมื่อครู่ “อาตี๋เล็กของเฮีย…ฮื้อๆ” เขาสะอื้นเหมือนคนกำลังกลัวมากกว่าเสียใจ…. “อั๊ว! อั๊ว! ส่งรถไปรับ….แล้ว แล้ว ลึ! หายไปอยู่ที่ไหนมา รู้ไหมว่าอั๊ว! เป็นห่วงมากแค่ไหน”

“อาเฮีย…..”

“ตระกูเชาว์ก็เหลือแค่เรา 2 คนพี่น้อง อาตี๋เล็ก ทำไม”

“อั๊ว! ทั้งเคารพทั้งรักอาเฮีย และถูกอาเฮียปั่นหัวมาทั้งชีวิต….” อนุชาหยุดประเมินพลางหลับตาเชิดใบหน้าสู้กับหลอดนีออนบนฝ้าเพดาน “อาเฮียเคยรักอั๊วสักนิดไหม”

“ลัก ลัก รักซิ ถ้าอั๊ว! ไม่รักลึ! แล้วจะให้ไปรักหมาที่ไหนถูกต้องไหม….อั๊ว!ดีใจ อั๊ว!  ดีใจในที่สุดลึ! ก็กลับบ้าน….”

“แล้วทำไม 15 ปี อาเฮียไม่เคยไปเยี่ยมอั๊ว! เลยสักครั้ง….” อนุชาหมุนตัวซี๊ด! ปากไปจ้องรูปวาดสีน้ำมันของอนุชาติ จนด้านหลังเปิดช่องว่างให้อีกคน…. “ถ้าเฮียชาติยังอยู่บ้านตระกูลเชาว์ก็น่าจะอยู่…อั๊ว! มาคืนนี้ก็เพียงจะมาขออโหสิกรรมกับเฮียชาติแค่นั้น” อนุชาพูดไม่ทันจบ อนุชาญก็เล็งปืนรออยู่ด้านหลังซะแล้ว

“ลึ! มันก็แค่ไอ้กากโง่ๆ ที่บังเอิญมาเกิดเป็นเครื่องมือที่หมดยุคให้อั๊ว!”

อนุชาเตรียมตัวเตรียมใจรับสถานการณ์…ค่อยๆ หันมาเผชิญ เขาใช้สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่ได้ชื่อว่าพี่ชายนาน นาน…. “อั๊ว! รู้ตัวอยู่ก่อนแล้วเฮีย….” เขาท้าท้ายพร้อมกับสาวเท้าใกล้เข้าไปเรื่อยๆ

“หยุดนะ….ถ้าลึ! ไม่หยุดจะได้เป็นผีตามอาเอียชาติแน่ๆ” อนุชาญขู่

“ที่อาเฮียชาติอายุสั้นก็เพราะลึ! ด้วยใช่ไหม….อาเฮีย บอกอั๊ว! ให้ชัดๆ ลึ! เอาอะไรใส่อาหารให้เฮียชาติกินทุกวัน อย่าคิดว่าความลับจะมีในโลกนะ” อนุชาสั่นเกร็งขึ้นมาจริงๆ ปืนในมืออีกคนก็สั่นตามไปด้วย

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…ไม่แค่เฮียชาติหรอก อีนังพวงพรก็ฝีมืออั๊ว! นี่แหละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อนุชาญสารภาพหัวเราะยาวแบบคนชนะ

“มิน่าละ….ลึ! ถึงได้บินไปรัสเชียบ่อยๆ….มันคือคัตตาร์ตโนวีชอกใช่ไหม….” อนุชาถามพร้อมกับเดินเข้าไปหาอีก…จนปลายกระบอกปืนทิ่มหน้าผาก “เอาเลย ยิงอั๊ว! ให้ตายอีกคน 20 % ที่ไม่ยอมถ่ายโอนจะได้ตกเป็นของลึ!คนเดียว…เอาเลย ยิงอั๊ว! ยิงให้ตายเสียคืนนี้ ตรงนี้ ตรงที่ๆ อั๊ว!เกิด เอาเลยอาเฮีย ลงมือได้เลย อั๊ว! เตรียมพร้อมสำหรับคืนนี้มานานเหลือเกิน อย่าให้ความฝันของอั๊ว! สลาย….และอย่าให้ความฝันของลึ! ต้องมลายเช่นเดียวกัน” อนุชาเสียงสั่น ร่างทั้งร่างกรอบเกร็งราวกับกระดูกจะปูดโปนออกนอกกล้ามเนื้อ….ในขณะที่ปืนในมือของอีกคนก็ไม่มั่นคงจนลดระดับลงเรื่อย ๆ…..

“ทำไมลึ! ไม่ฆ่าอั๊ว!ละอาเฮีย….อาเฮีย….ทำไมไม่ลงมือ อาเฮียครับ….ทำไม” อนุชายังท้าทายไม่หยุด ความโกรธแค้นทั้งมวลค่อยๆ กลั่นออกมาเป็นน้ำตา…..อนุชาญคล้ายจะอ่อนลงสุดท้ายด้ามปืนในมือก็ฟาดเข้าที่ใบหน้าจนอนุชาล้มกลิ้งไปติดผนังแบบเดียวกับเศษกระดาษก้อนปั้น

“อั๊ว! มีวิธีฆ่าลึ! หลายวิธี ฮ่า ฮ่า ฮ่า….” เขาหัวเราะจนตัวโคลง “วิธีไหนที่อั๊ว! จะกลายเป็นพ่อพระ….อั๊ว! จะเลือกวิธีนั้นจำไว้”

“อาเฮีย อาเฮีย อาเฮียครับ……”

“พ่อพระอย่างอั๊ว!….ไม่เคยรู้จักไอ้ขี้คุกอย่างลึ!….และไม่เคยนับว่าลึ! เป็นน้องชายตั้งแต่โดนศาลตัดสินเด็ดขาด….จำใส่กะโหลกผุๆ ของลึ! ไว้ด้วย….” เขาใช้หางตาเหยียดหยามสักพักก่อนจะใช้เท้าเตะตัดเข้าลำตัวสุดแรง…จนอนุชาตัวงอเป็นกุ้งแห้งไร้พิษสง

“โอ้ย!…..อาเฮีย…..”

“ออกจากบ้านอั๊ว!เดี๋ยวนี้” อนุชาญตวาดไล่พร้อมกับเปิดประตูตระโกนสุดเสียง “ช่วยด้วย ช่วยอั๊ว!ด้วย โจรเข้าบ้าน มันจะทำลายร่างกายอั๊ว!….ช่วยด้วย ช่วยอั๊วที”

อนุชาค่อยๆ ยันตัวเองลุก เขามองพี่ชายด้วยสายตาอ่านไม่ออก…..กระทั้งยาม 2 คนกรูเข้ามาลากออกไปยังโถงทางเข้า….แสงนีออนสีขาวอาบเขาจนสมบูรณ์แบบ “มองหน้าอั๊ว! ให้ดีๆ….รู้แล้วปล่อย อั๊ว! จะได้กลับ” อนุชากดเสียงต่ำใกล้หูยามที่เขารู้จักดี

“นี่ นี่ มัน นาย นายชานิ!…..นายชาญ นายชาญครับ นี่นายชาน้องชายนายไม่ใช่รึ!…..” ยามคนเก่าคนแก่บอกเสียงสั่น อนุชาญที่อยู่ในอาการมึนเมาถลาโยนหมัดเข้าใส่จนยามคนนั้นล้มกลิ้งไปกับพื้น…

“เสือกดีนัก”

“………..อาเฮีย” อนุชาหลุดเรียกเพียงเท่านั้นเขาก็ค้อมหัวให้ก่อนจะหันหลังสาวเท้าออกไปรวมกับเงารัตติกาล….

“บ้าเอ้ย!….” อนุชาญโวยวายหันหลังกลับเข้าห้องพร้อมกับเสียงปิดประตูดัง ปัง!…

(ฮัลโหล…..)

“ตามล่า DEATH01AC อย่าให้รอดคืนนี้ พิกัดที่ ………ด่วน!” หลังจากอนุชาญวางสาย…..เสียงโหยหวนก็ตามขึ้นติดๆ “โถ!….อาชา อาตี๋เล็กของเฮีย ฮื้อๆ”

line1 for timmy

เช้าวันศุกร์อีก 3 วันต่อมา…

            บนชั้น 18 ของตึก N. Tower ถนนสุขุมวิท หญิงสูงวัยหลังค่อมอายุน่าจะเลย 60 หลายปีมาด้วยชุดเสื้อผ้าเรียบๆ ผมสั้นสีดอกเลาทรงดอกกระทุ่มแขวนกระเป๋าผ้าไหมสีน้ำตาลที่ข้อศอกโดยมียามจากชั้น1 ประคองแขนสั่นๆ เข้าไปในบริษัท APT. Group  เธองกๆ เงิ่นๆ จ้องป้ายบริษัทสีเงินแวววาวอยู่พักใหญ่ก่อนเสียงรปภ.กับเลขาจะดังขึ้นใกล้ๆ

“สวัสดีคะคุณป้า….เห็นพี่รปภ.แจ้งว่าคุณป้ามาขอเข้าพบท่าน…”

“อนุชัยคะ….” เธอพูดสวนเร็วๆ พลางปล่อยรอยยิ้มเบิกทาง

“อ้อ!….แล้วคุณป้าได้นัดไว้ล่วงหน้าหรือเปล่าค่ะ” เธอถามต่อพลางเข้าประคอบแขน “เชิญคุณป้าที่ห้องรับแขกก่อนเถอะคะ…..”

“ฉันลืม…ต้องขอโทษด้วยนะคะ” เธอบอกพลางปล่อยอาการแบบคนผิดให้เห็น

“เชิญคุณป้านั่งรอสักครู่ค่ะ ดิฉันจะต่อสายคุยกับบอสให้ ว่าแต่คุณป้าชื่ออะไรคะ มีประเด็นสำคัญหรือเปล่า”

“ดิฉันชื่อแขไขค่ะ….บอกเขาแค่นี้พอ ขอบคุณมากค่ะ” เธอนั่งลงด้วยอาการชราก่อนแม่บ้านจะยกน้ำเย็นมาวางให้ “ขอบคุณมากค่ะ” แขไขยกมือไหว้จนแม่บ้านลนลานวางถาดพลาสติกไหว้ตอบเร็วๆ

“คุณป้าขา…อย่าไหว้หนูเลยคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ดิฉันคงจะชินนะ”

ไม่ถึง 10 นาที เลขาสาวก็เดินเข้ามานำเธอลงไปรอที่ร้านกาแฟชั้น 17  แขไขนั่งลงที่มุมผนังกระจกโล่งๆ วิวกรุงเทพฯ ในมุม 270 องศาทำให้เธอหายใจไม่ทั่วท้อง 15 ปีที่เห็นแต่ผนังรั้วสูงๆ ล้อมด้วยลวดหนามสร้างความรู้สึกปลอดภัยมากกว่าตรงนี้ เธอเกือบจะลุกกลับหากชายรูปร่างสูงขาววัย 37 ไม่เดินเข้าหยุดตรงหน้าเธอเสียก่อน

“คุณ……” อนุชัยไม่ทันเรียกชื่อ แขไขก็เกิดอาการชะงักค้าง เขาเองก็จ้องสำรวจหญิงชราหลังค่อมไม่กระพริบ

“ชั่งเหมือนพี่ชายแท้ๆ ของเธอเสียจริง ๆ” แขไขพูดลอยๆ อนุชัยยิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่

“คุณป้าแขไข….ใช่ไหมครับ เชิญคุณป้านั่งลงก่อน เห็นเลขาบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย” อนุชัยพูดอย่างคนกะประมาณ

“ค่ะ ป้ามีเรื่องสำคัญจะบอก”

“เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าครับคุณป้า” อนุชัยถามพร้อมกับขมวดคิ้วเข้าหากัน “แล้วเมื่อครู่คุณป้าบอกว่าผมเหมือนกับพี่ชายแท้ๆ….คือผมตัวคนเดียวไม่มีพี่ชาย….เอ่อ…คุณป้าจำคนผิดหรือเปล่าครับ”

แขไขยิ้มสำรวจใบหน้าเรียวๆ ขาวๆ “ไม่หรอกค่ะ ป้าจำเธอได้ขึ้นใจเชียวละ” เธอปล่อยเวลาให้เงียบ “แต่เธอคงจำป้าไม่ได้”

อนุชัยส่ายหน้ายิ้มให้เธอเห็น…….

“มันก็ 15 เกือบๆ 16 ปีเข้าไปแล้วนี่นะ หึ หึ หึ…..ถ้าจะพูดกันตรงๆ เราสองคนแทบไม่เคยพบหน้ากันเลยด้วยซ้ำ หึ หึ หึ” เธอหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเห็นแววตาของอนุชัยสว่างวาบขึ้นมา

“หรือว่า……”

“คะดิฉันแขไข เป็นแม่ของแครราย อดีตคนรักเก่าของเธอไงละ”

อนุชัยยกมือปิดปากแบบคนทำอะไรไม่ถูก……

“ฉันรู้จักเธอดีอนุชัย และฉันก็อยากมาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลให้เธอได้รู้และ….” แขไขเว้นจังหวะเป่าลมทิ้งยาวๆ “และอยากให้เธออโหสิกรรมก่อนที่ฉันจะบวชตลอดชีวิต”

“คุณป้า…..”

“เธอฟังฉันให้ดี….เรื่องราวในบ้านตระกูลเชาว์ค่อนข้างสลับซับซ้อน”

เมื่อได้สติ อนุชัยก็พยักหน้านำร่อง

“หลังจากที่ฉันกลับมาจากอังกฤษ ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่าผู้ชายที่ครอบครัวหาให้จะมีภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์อยู่ก่อนแล้ว หลังคืนแต่งงานฉันก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายแม่ของเธอรวมทั้งตัวเธอเองแบบที่ฉันไม่ทันคิด ฉันสารภาพตรงนี้เลยว่า ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใครทั้งนั้น แต่ในเมื่อความทะเยอทะยานสูง กิเลสปิดหูบังตา ใครเสนออะไรให้ ฉันก็อยากได้ไปเสียหมด…กระทั้งเรื่องเลวร้ายที่ฉันได้ก่อขึ้นวกกลับมาเล่นงานฉันเสียเอง….”

“คุณป้า…..” อนุชัยตกตะลึง…หลังมือเริ่มสั่นให้เห็น

“อนุชัย….เวลานั้นป้าเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้จักเมืองไทยน้อยมาก เกมสกปรกโสมม ป้าจึงตามไม่ทัน การตกเป็นเครื่องมือคนๆ หนึ่งมาโดยตลอดทำให้ป้าเองก็ทนไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะแม่เธอคนเดียวที่โดนสารพิษคัตตาร์ตโนวีชอก ตัวฉันเองก็โดนจนต้องกลับไปรักษาตัวที่อังกฤษหลายปี ฉันผิดหรือที่ชวนนท์เข้ามาช่วยเหลือขณะที่สามีตัวเองไม่ยอมร่วมหลับนอนด้วย….แต่อนุชาติก็ประหนึ่งพ่อพระ ฉัน ฉัน…” แขไขนิ่งจนคล้ายจะพูดต่อไม่ไหว อนุชัยจึงขยับแก้วน้ำชาอุ่นๆ ที่เห็นควันสีเงินลอยม้วนเป็นเกลียวให้

“แครรี่จึงไม่ใช่…..”

“ใช่! เธอคงจะรู้อยู่แล้วว่าแครรายเป็นลูกของชวนนท์ ไม่ใช่อนุชาติพ่อของเธอ…..” แขไขหยุดจิบน้ำชาอีกรอบ “อนุชัย ทุกคนในบ้านตระกูลเชาว์โดนสารพิษที่ว่าเล่นงานแทบทุกคน ยกเว้น….” เธอหยุดจ้องดวงตาที่กำลังสับสน

“ใครกันครับ…..” อนุชัยกระตุ้นถาม

“อนุชาญ….” แขไขลงน้ำเสียงต่ำ

“นั้นก็หมายความว่า….”

“พ่อของเธอเองก็โดนสารพิษตัวนี้เล่นงานสะบักสะบอมจนต้องหนีไปรักษาตัวที่แวนคูเวอร์ แต่อนุชาติก็ไม่รอด”

“หา!….คุณพ่อ” อนุชัยอุทานพลางเบนหน้าหนีไปทางอื่น เขาหลับตาซึ๊ด! ปากปิดอารมณ์อยู่ครู่ใหญ่ แขไขจึงพยักหน้าอีก

“อนุชาติโดนสารพิษในปริมาณน้อย….แต่ที่ฉันมาพบเธอในวันนี้ไม่ได้ตั้งใจมาเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังหรอกนะ….อนุชัย” แขไขเรียกชื่อเขาแบบจริงๆ จังๆ จนเจ้าตัวอดวูบวาบเย็นตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าไม่ได้ “อนุชัยก่อนที่ฉันจะย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านตระกูลเชาว์ พ่อของเธอ ฉันหมายถึงอนุชาติมีลูกชายวัยเกือบ 2 ขวบกับสาวเชียงตุงอยู่ก่อนแล้ว”

“หา!….อะ อะไรนะครับ”

“เธอได้ยินไม่ผิดหรอก เธอมีพี่ชายแท้ๆ อยู่แล้วคนหนึ่ง…..”

“คุณป้า!….” อนุชัยขึ้นเสียงสูงขมวดคิ้วเข้าหากันราวกับคนไม่เชื่อ

“เธอมีพี่ชายแท้ๆ คนหนึ่งอนุชัย….ฉันเป็นคนส่งแม่เขากลับเชียงตุงเอง เพราะหากเธอยังอยู่ในบ้านมีหวังเธอกับลูกน้อยไม่รอดแน่นอน….”

“คุณป้า!….”

“เขาคนนั้นอยู่ไม่ไกลจากเธอ….และเป็นคนที่เกือบจะฆ่าเธอเองด้วย”

“เขาเป็นใครครับคุณป้า….”

“พี่ชายเธอชื่อปกรณ์….” ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดจากปาก อนุชัยก็ช็อกตาตั้ง…..

“ปกรณ์….ปกรณ์คือพี่ชายแท้ๆ ของผมเหรอครับ” อนุชัยค่อยๆ เรียบเรียงด้วยอาการไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ “ปกรณ์…..”

“ใช่ปกรณ์ที่เคยเป็นคนขับรถให้กับฉัน….แต่เวลานั้นฉันก็หน้ามืดตามัว แทนที่จะเลี้ยงดูเขาในฐานะลูกชายตามที่แม่แท้ๆ ได้ฝากฝัง….ฉันกลับเห็นเขาเป็นทาสกามารมณ์….ใช้เขาเป็นทาสตัณหา”

“ไม่…ไม่….คุณป้าครับนี้มันแค่เรื่องเล่าปรัมปราไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหมครับ” อนุชัยถามกลับในลมหายใจเดียวกัน

“เรื่องจริง…..ปกรณ์คือพี่ชายแท้ของเธอ”………แขไขหยุดประเมินอาการสักครู่ “ฉันถึงได้มาพบเธอ อยากบอกเรื่องนี้ และ และ…….”

“คุณป้าครับ”

“ฉันอยากฝากปกรณ์….ช่วยดูแลเขาแทนฉันด้วย….”

“ทำไมครับ ผม ผมตามไม่ทัน”

“เพระเขาคือทายาทอันดับที่ 4 ของบ้านตระกูลเชาว์  เขากำลังตกเป็นเป้าสังหารพอๆ กับอานนท์ ลูกชายของเธอนั้นแหละ” แขไขบอกจนหมดเปลือก ก่อนจะถือวิสาสะรวบมือเขาไปกุมเรียกความรู้สึก “แต่ก่อนป้าเคยรักเขาในแบบคนรัก….แต่ปัจจุบันป้ารักและเป็นห่วงเขาไม่ต่างกับลูกชายคนหนึ่ง ฝากดูแลเขาแทนป้าด้วย” อนุชัยนิ่ง พร้อมกับชักมือกลับด้วยอาการช็อก!

“ถ้าเป็นอย่างที่คุณป้าว่ามา เขาต่างหากที่ต้องดูแลผม….”

“ปกรณ์กำลังตกอยู่ในอันตราย อนุชัย….พี่ชายของเธอกำลังตกเป็นเป้าสังหาร….หากวันหนึ่งเขาเกิดพลาด” แขไขยกมือปิดปากและน้ำตาเม็ดแรกก็หยดให้เห็น “ป้า ป้า คงรับไม่ไหว….พี่ชายเธอคือทองแท้อนุชัย….เด็กที่ฉันเห็นเป็นทาสกามารมณ์ทั้งชีวิตแต่กลับเป็นห่วงเป็นใยคอยดูแลฉันยิ่งกว่าลูกในไส้…..ฉันรับไม่ได้หากเขา……ฮื้อๆ”

อนุชัยรวบมือเธอมาตบปลอบ……. “คุณป้าครับ….ขอเวลาผมทำความเข้าใจหน่อย”

แขไขพยักหน้าขณะที่เวลากำลังเดินเข้าสู่เที่ยงวัน…เธอเช็ดน้ำตาอัดลมเข้าสู่ปอดจนเห็นดวงตาฉ่ำชุ่ม

“ชีวิตฉันพอแล้ว….ฉันตั้งใจจะบวชตลอดชีวิต….เรื่องเลวร้ายที่ได้ทำไว้กับเธอรวมทั้งพวงพรแม่ของเธอ…. เธอพอจะอโหสิกรรมให้ฉันได้ไหม….”

อนุชัยจ้องใบหน้าของหญิงชราราวจะอ่านความรู้สึกให้แตก…. “ขอเวลาผมหน่อยแล้วกัน”

“ฉันเข้าใจ….หากฉันเป็นเธอ ฉันก็คงต้องใช้เวลาเรียบเรียงหลายอาทิตย์หรืออาจจะหลายเดือน….แต่อย่างน้อยเมื่อฉันได้พูด ได้บอกเรื่องที่ควรบอก ฉันเองก็สบายใจแล้วละ” แขไขพูดแบบคนปลงตก เธอมองหน้าอนุชัยอยู่นานก่อนจะฉายรอยยิ้มให้เห็น

“เธอเหมือนเขามากๆ อนุชัย”

“เหมือนพี่ชายผมใช่ไหมครับ”

“จ้ะ….เหมือนจนฉันตกใจเชียวละ”

“ขอบคุณคุณป้ามากๆ ที่เสียสละเวลามานั่งเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรให้ฟัง…ทำให้ผมรู้จักชีวิตตัวเองมากกว่าเดิม….”

“….ป้าเองก็สบายใจที่ได้พูด….ป้ารบกวนเวลาพอสมควรเห็นทีต้องขอตัวกลับซะที”

“แล้วเวลานี้คุณป้าพักอยู่ที่ไหนครับ” อนุชัยถามกลับตามมารยาท แขไขลุกมองหน้ายิ้มๆ

“ทนายอำพลขอปิดเป็นความลับ แต่พี่ชายของเธอรู้ดี….” พูดจบแขไขก็ยกมือไหว้เขา จนอนุชัยก้มรับไหว้ตอบแทบไม่ทัน

“คุณป้าครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ….คนบาปอย่างป้าได้ไหว้คนดีๆ อย่างอนุชัยก็ถือว่าเป็นบุญ…ป้าลาเลยนะคะ”

อนุชัยมองตามหลังหญิงชราหลังค่อมกระทั้งลับมุมผนัง วิวของ กรุงเทพฯ บนชั้น 17 ยังกว้างใหญ่แต่สิ่งไม่คาดคิดที่ใหญ่ยิ่งกว่า…อันตรายยิ่งกว่าเมืองหลวง รอเขาอยู่…..ถ้าปกรณ์พลาด พี่ชายคนเดียวที่ความจริงเพิ่งเปิดเผยจะเป็นเช่นไร….นาฬิกาเอย เวลาเอย บอกได้ไหมว่ามีอะไรรออยู่ในวันข้างหน้า….ได้โปรด

จบ อนุชาย2 บทที่21 พี่ชาย

อนุชาย2 บทที่20

อนุชาย2 บทที่20อนุชาย2 บทที่20 ปาร์ตี้

อนุชาย2 บทที่20 ปาร์ตี้

บ้านพักอาศัย 2 ชั้นขนาดเล็กบนถนนสายหนึ่ง…

หลังจบอาหารค่ำ ทันทีที่ สตีป เจมส์มาร์คอร์ พาสาวน้อยเบลและรินรี่ขึ้นห้องนอนไปแล้ว แขไข อนุชาและแครรายก็ได้โอกาสนั่งปรึกษากันเพียงลำพัง

“พี่หญิง พี่หญิงรู้ใช่ไหมว่าเรา 2 คนต่างเป็นเหยื่อความอยุติธรรมด้วยกันทั้งคู่” อนุชา เชาว์ เปิดประเด็น เขาเงียบอยู่ในสายตาผู้หญิง 2 คน “อั๊ว!…รู้ตัวว่าเป็นคนดื้อรั้นหัวอ่อนมาตั้งแต่เด็ก จนถูกอาเฮียชาญปั่นง่ายๆ….แต่เวลานี้อั๊ว! ได้คิดได้สติ เป็นตัวของตัวเอง รู้ผิดชอบชั่วดีมากกว่าแต่ก่อนเยอะ”

“อาชาคะ….เรื่องมันก็ผ่านไปแล้วนะคะ” แครรายพยายามจะปลอบ แต่แววตาที่ลุกเป็นประกายวาบ! ก็จ้องเธอ

“แคร….มันเพิ่งจะเริ่มต้นต่างหาก” อนุชา เชาว์ บอกเป็นความนัย….เล่นเอาแขไขและแครรายที่นั่งติดกันสะดุ้งจนเห็นโซฟาขยับ

“อา อา หมายความว่าอย่างไรคะ”

“ฉันเองก็คิดไม่ตก….อันที่จริงอยู่ในคุกน่าจะปลอดภัยกว่าอยู่ข้างนอกเสียอีก” แขไขแทรกไม่กึ่งสนับสนุน แต่เธอก็ผิวปากปล่อยสายตาลอยๆ ไปทั่วบ้าน

“นี่หมายความว่าเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลมาจากอาชาญคนเดียวเหรอคะ….” แครรายก้มถามเบาๆ สีหน้าตื่นตระหนกไล่จับทั้ง 2 คนสลับกันไปมา “แล้วคุณพ่อ-พี่ปกรณ์กับอนุชัย….”

“คิดว่า 3 คนนั้นรู้เรื่องนี้ดี อาจจะมีข้อมูลดีกว่าเราเสียอีกโดยเฉพาะอาเฮียชาติ….” อนุชาบีบน้ำเสียงต่ำแต่ชัดเจน…. “แครไม่สังเกตุพินัยกรรมเหรอทำไมอาเฮียชาติต้องทุบกงสีบ้านตระกูลเชาว์และยังวางทนายความเพื่อช่วยเหลือนานขนาดนี้….”

“มิน่าละถึงได้กันอาชา คุณแม่ให้ห่างจากบ้านตระกูลเชาว์ตั้งแต่ออกจากเรือนจำ” แครรายพูดจบก็ยกมือปิดปากด้วยท่าทีตกใจ

“พี่หญิงครับ ปกรณ์พูดถูก…บ้านหลังนี้จะต้องเป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของพี่หญิงเอง”

“เธอหมายความว่าอย่างไรอนุชา” แขไขถามกลับ

อนุชาจ้องหน้าเธอตรง ๆ “ฟังอั๊ว! ให้ดีๆ นะ” อนุชาสูดลมเข้าปอดก่อนจะปล่อยทิ้ง… “เวลานี้อั๊ว! คือตัวอันตราย หากอั๊ว! อยู่กับพี่หญิง พี่หญิงเองนั้นแหละจะพลอยไม่ปลอดภัยไปด้วย”

“อาชา!….” แครรายอุทานคล้ายจะคิดทัน

อนุชาพยักหน้า “แคร…อาอยู่บ้านหลังนี้ไม่ได้….”

“อนุชา…แล้ว แล้ว….” แขไขจะพูดแต่ก็ไปต่อไม่เป็น กระทั้งอนุชาแทรก

“พี่หญิงกับแครไม่ต้องเป็นห่วง” อนุชาหันไปจ้องแครรายอีก “อาเป็นผู้ชาย อาพอมีเงินอยู่บ้างและปกรณ์ก็ได้จัดหาที่พักไว้ให้เรียบร้อยแล้ว”

“อาคะ….แล้ว แล้ว”

“พี่หญิงไม่โดดเดียวหรอกแคร อาไม่ได้ไปไหนไกล ปกรณ์วางแผนณ์ทั้งหมดค่อนข้างรอบครอบ” อนุชาบอกพลางพยักหน้าให้ทั้งคู่มั่นใจ “พี่หญิงอยู่คนเดียวปลอดภัยมากกว่าจะมีเป้ากระสุนอย่างอาอยู่ด้วย”

“ทำไมเรื่องมันถึงได้แย่ลงไปเรื่อยๆ ละคะ”

“แครรี่….” แขไขเรียกสติลูกสาวพลางจับใบหน้าเธอให้มองที่ตัวเอง “…..เรื่องทั้งหมดมันไม่ได้แย่ลงเรื่อยๆ หรอกลูก แต่มันแย่มาตั้งแต่เริ่มต้น….ไม่อย่างนั้นแม่คงไม่หนีไปซื้อบ้านที่ เซอร์แจ๊คสันต์ หรอก”

“แครสบายใจได้….ไม่ต้องเป็นห่วงพี่หญิงแขเพราะทำเลบ้านหลังนี้ จะให้อาเฮียชาญจ้างนักสืบอย่างไรก็ไม่มีทางเจอ ในเมืองไทยนอกจากทนายอำพลแล้วก็มีอากับปกรณ์เท่านั้นที่รู้….” อนุชาพยักหน้าแน่นๆ

“แล้ว…..”

“อั๊ว! ต้องไปคืนนี้เลย ยังมีหลายอย่างต้องสะสาง”

“อาชา….” แครรายพยายามจะทัดทาน

“อาต้องไปคืนนี้แครและไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องพี่หญิงทั้งนั้น อากับปกรณ์จะดูแลให้เอง” อนุชาย้ำ

“แม่อยู่คนเดียวได้แครรี่…” และแขไขก็ย้ำกับลูกสาวอีกคน

“ค่ะ….เมื่ออาชาและพี่ปกรณ์รับปากแครก็สบายใจแล้วละค่ะ”

line1 for timmy

ก่อนคืนปาร์ตี้….

หลังจากเลยเวลาอาหารเย็นมา 2 ชั่วโมง ทั้งอนุชัยและดร.ชานนท์ก็ยังนั่งคุยกันในห้องนั่งเล่น ไฟดาวไรท์ทั่วโถงเพดานสูง 28 ดวง ถูกเปิดใช้งานในบริเวณแคบๆ สีวะนิลาฉาบใบหน้าหมองๆ ของทั้งคู่ขณะกำลังลงเสียงต่ำปรึกษาราวกับมดแดง 2 ตัวใช้หนวดสื่อสารกันไปมาเงียบๆ…

“ฉันเห็นสายตาของอาตี้จ้องนายก่อนไปบ้านสายสกุลอดกังวลว่าจะรู้เรื่องไม่ได้” อนุชัยพูดลอยๆ พลางซี๊ด!ปากต่อ…เขาเดาะลิ้นราวกับคนคิดไม่ตกจนดร.ชานนท์ขยับโอบไหล่

“ฉันว่านายน่าจะคิดมากไปเอง….เอานะปาตี้ก็จัดภายในบ้าน Loft Love ฉันรู้จักทุกซอกทุกมุมนั้นแหละ”

“อย่ามั่นใจเกินไป…อาตี้คือลูกชายนายนะ อย่างไรซิกเซ็นต์ก็มากกว่าคนอื่นๆ….ฉันว่า…..”

“เออน่า!…อย่าคิดเยอะ ฉันรับรองว่าฉันเล่นบทคนตาดีได้เนียนกว่าคนตาดีอย่างนายซะอีก” ดร.ชานนท์พยายาม “ว่าแต่นายเถอะ อย่าเผลอมีพิรุธให้ลูกเห็นก็แล้วกัน”

“คุณ….” อนุชัยเรียกชื่อและจ้องเขาตรง ๆ…. “นายนี่นะเล่นเนียน ขนาดฉันยังดูออกเลยแล้วทำไมอาตี้ถึงจะดูไม่ออก”

“เออๆ….ไว้ใจฉันเถอะ….ว่าแต่นายคืนนี้มีงานไหม”

“ทำไม….” อนุชัยถามและซี๊ด! ปากแบบคนกำลังใช้ความคิดต่อเนื่อง

“คิดมากแบบนี้มีทางเดียวที่จะรักษา” ดร.ชานนท์พูดยิ้มๆ

“นายจะรักษาฉันอย่างไรไม่ทราบ”

“ไม่ต้องขึ้นเสียงสูงข่มฉันเลย…ปะ ขึ้นห้องกัน เดี๋ยวหมอจะฉีดยาให้….”

“ชานนท์”

“เออ…รับรองหายขาด ชัวร์!”

“……………” อนุชัยจ้องเขาไม่กระพริบ จนความเงียบครอบงำเกิน 10 นาที “ตาบอดแล้วยังหื่นไม่เลิก”

“เอ้!….ตาบอดแล้วเกี่ยวอะไรกับ……”

“พอๆ….จะให้ฉันจูงขึ้นห้องไหม” อนุชัยว่าให้ ดร.ชานนท์ยิ้มเกือบจะหลุดหัวเราะ สุดท้ายเขาก็ชะโงกกระซิบเสียเอง….

“ถ้าร่านนัก เราเปลี่ยนบรรยากาศตรงนี้กันเลยไหม”

อนุชัยสับกะโหลกเสียงดังก่อนจะลุกเดินขึ้นห้องนอนดื้อๆ… “ปิดไฟด้วย”

“จ้า……ฮ่า ฮ่า ฮ่า เปลี่ยนบรรยากาศมั่งก็ไม่ได้”

line1 for timmy

บ่ายแก่ๆ

รถตู้จากบ้านสายสกุลก็แล่นผ่านประตูรั้วไม้สักสีดำเข้ามาจอดภายในบริเวณลานปูนกว้างๆ หน้าป้อมยาม ไม่นานรถตู้อีกคันก็ตามเข้ามา เตยและสมใจรวมทั้งคุณหญิงพวงพรกำลังวุ่นอยู่ในครัวไทยและเคาน์เตอร์ครัวฝรั่งภายในโถงรวมเพดานสูง อาหารเย็นสำหรับงานปาร์ตี้ย่อมๆ กำลังเริ่มต้น สตีปกับคุณหมอแครรายที่ลงรถก็หิ้วอาหารจากโรงแรมหลายกล่องเข้าไปสมทบ ขณะที่เด็กๆ รวมทั้งดร.ชวนนท์กำลังวุ่นวายอย่างหนักกับเกมแปลกๆ ที่เบลและรินรี่คิดขึ้นจนได้ยินเสียหัวเราะไม่ขาดสาย อนุชัยให้ดร.ชานนท์คอยสังเกตการณ์เฉพาะภายในบ้านที่ชำนาญ ส่วนตัวเองก็วิ่งเข้าวิ่งออกจนกระทั้งทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหญิงรัดดาจึงเดินแจกหมวกกระดาษทรงสูงแหลมให้ทุกคนสวมจนคล้ายจะเป็นงานปาร์ตี้วันคริสต์มาสกลายๆ…จนกระทั้งคุณหมอแครรายเคาะแก้วน้ำส่งสัญญาณขณะที่หญิงรัดดาขึ้นไปยืนบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว

กริ่งๆ…. “อ้าว!….ทุกคนๆ คะ ฟังทางนี้คะ….” แครรายตะโกนจนในห้องเงียบกริบ “เชิญน้องหญิงคะ….เธอมีเซอร์ไพรส์ ใครพลาดถือว่าน่าเสียดายมาก ๆ….”

“คะ….ขอบคุณพี่หมอคะ….คืออย่างนี้นะคะ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นคุณพ่อ-คุณปู่ของอาตี้หรือคุณตาของเบลและรินรี่ใจป้ำมอบเงินสดๆ ให้หญิงเมื่อคืน 1 ล้านบาท” เธอชูซองหลากสีในมือให้ทุกคนเห็น

#วู้!-วาว!….# ทุกคนตาโตไปตามๆ กัน….

“หญิงเลยให้พี่ชายชานนท์จัดเงินสดใส่ซองมีทั้งหมด เอ่อ…..” หญิงรัดดาไม่มั่นใจเลยนับซองในมือตัวเองอีกที “คะมีทั้งหมด 24 ซอง….”

“โอ้!…..คุณปู่ฮะ….หมายความว่า…” อาตี้ตะโกน

“ในแต่ละซองจะมีจำนวนเงินไม่เท่ากัน ซองเล็ก ซองใหญ่ งานนี้ไม่เกี่ยวกับจำนวนเงินนะคะ ใครเลือกซองใหญ่ๆ เผลอๆ อาจจะได้นั่งนับแบงก์ 100 บาทจนเมื่อยมือก็เป็นไปได้นะคะ….ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ครับ….ทุกคนจะได้รับซองคนละซอง เรามาวัดดวงกันดีกว่า….ว่าใครจะเป็นเจ้าของเงินสูงสุด….”

อาตี้!….ชะงัก! นิดๆ…ก่อนจะปรับสีหน้ากลับสู่ความรื่นเริงและ “คุณพ่อฮะ….กระซิบบอกอาตี้หน่อย”

“โน โน โน….เราทุกคนต้องเท่าเทียมกันใช่ไหมคะคุณพ่อ” หญิงรัดดาชูซองในมือสูงๆ พลางตะโกนข้ามไปยังห้องรับแขก

ดร.ชวนนท์ยิ้มไม่หุบก่อนจะพยักหน้าราวกับแป๊ะยิ้มข้างๆ รินรี่ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า….เริ่มจากคนอายุมากที่สุดก่อนเป็นไง…..”

“ไม่ได้นะฮะคุณปู่….ต้องเริ่มจากคนอายุน้อยที่สุดก่อน….ใช่ไหมฮะคุณพ่อ”

“อ้าวๆ…..เริ่มจากคนอายุน้อยที่สุดก่อนจ้า!….หนูรินรี่จ๋าจะเลือกซองสีอะไรดีจ้ะ”

สาวน้อยวัย 14 ปี ออกอาการตื่นเต้นเป็นพิเศษ….เธอหันไปมองหน้าแครรายแบบวัดใจสักพัก “คุณอาขากระซิบก็ได้คะ”

แต่เสียงทุกคนในห้องก็กลบเสียงเธอจนหมดสิ้น #รินรี่ รินรี่ รินรี่#

“รินรี่สีน้ำเงินซองใหญ่ๆ ไปเลย” อาตี้กระซิบ หญิงรัดดาใช้นิ้วจุ! ปากส่งสัญญาณ

“สี…สีน้ำเงินคะ” และในที่สุดเธอก็เลือกสีนั้นจริง ๆ

“เอาไปเลย แต่ห้ามแกะก่อนนะจ้ะ!….”

“ใช่เราจะแกะซองพร้อมๆ กันหลังอาหารค่ำ…..” ดร.ชานนท์เสริม “ต่อจากรินรี่ก็เป็นอาตี้ใช่ไหม” เสียงดร.ชานนท์ดังขึ้นอีก

อาตี้ชะงักกับท่าทีแปลกๆ ของพ่อตัวเอง แต่ก็ปรับเข้าสู่โหมดรื่นเริงได้อีกวาระ “ฮะ….คุณพ่อ….”

“โน โน อาตี้….ห้ามเอาเปรียบคนอื่น….”

“ถ้าอย่างนั้น…..อาตี้คิดว่าคุณพ่อต้องเป็นสมการผกผันแน่นอน….อื้อ!….” อาตี้จ้องซองในมือหญิงรัดดาไม่กระพริบ

“สมการผกผันเหรอ….สีเทาเป็นไงอาตี้ซองเล็ก ๆ แฟ่บ ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า…”

#อาตี้ อาตี้ อาตี้…..#

“ฮะ ซองสีเทาเล็ก ๆ นั้นละ”

ทุกคนในงานเฮลั่นบ้าน

กระทั้งซองในมือหญิงรัดดาถูกแจกจ่ายไปอยู่ในมือของทุกคน ไม่เว้นกระทั้งเตย สมใจ ลุงเย็น และคนขับรถพร้อมกับบอดี้การ์ดที่ยืนอยู่นอกรั้ว ใบหน้าแช่มชื่นมีรอยยิ้มฉาบไปทั่วทุกตัวคน เสียงหัวเราะต่อกระซิบดังไม่จบ แต่อาตี้กลับชะงักค้าง ชะงักค้าง และชะงักค้าง….กระทั้งจบจากอาหารค่ำ เสียงเพลงงานปาร์ตี้สนุกสนานก็ดังขึ้นจากปลายนิ้วของเขา หญิงรัดดานำหลานสาวเต้นเกาะไหล่วนไปรอบๆ เปียโน สตีป เจมส์มาร์ทคอร์ กระโจนเข้าเกาะหลังเบล อนุชัยจึงขยับพร้อมกับชานนท์ เสียงเปียโนชะงักนิดๆ สุดท้ายก็กลับเข้าสู่โหมดเดิม แครราย เตย สมใจ คุณหญิงพวงพรกระทั้งสุดท้ายเป็นดร.ชวนนท์จนเกิดงานเต้นรำรูปวงกลมอย่างสมบูรณ์แบบ เสียงหัวเราะกินเวลายาวนานกว่าปกติ  เสียงเปียโนในท่วงทำนองสนุกสนานก็วนไปมาหลายรอบ กระทั้งปลายนิ้วของอาตี้ไล่ตัวโน้ตสู่เพลงระดับซึ้งๆ ต่ำๆ ทุกคนจึงแยกย้ายกลับเข้าประจำตำแหน่ง แสงโคมสีวะนิลาสว่างไสว  ปลายนิ้วของอาตี้กำลังสร้างคำถามขึ้นในใจ กระทั้งเสียงเพลง “พ่อ” ดังโหยหวนออกมาจากปาก น้ำตาของเด็กหนุ่มวัย 15 จะย่าง 16 ปีก็ไหลพรากๆ

……….พ่อจ๋าพ่อ พ่อจ๋า พ่อจ๋าพ่อ……….

………ทำไมหนอ อกหนูจึง ถึงหวั่นไหว……….

………เห็นอาการ พ่อเพ้อเพ้อ ละเมอไกล……….

………สายตาใย หมางเมิน ไม่เหมือนเคย………

……….หนูอยู่นี่ พ่อจ๋าโปรดมอง จ้องทางนี้………

………หนูแอบมี แอบซื้อของกะ จะเซอร์ไพรส์……….

………แทนสัญญา แทนทั้งหมด จากหัวใจ………

……….เหตไฉน พ่อถึงเมิน เหมือนไม่แคร์……….

……….หรือว่าหนู เป็นแค่ลม โถมละล่อง………

……..เป็นเพียงสิ่ง ของบางอย่าง พลางวูบหาย……….

………พ่อไม่มอง หรือไม่เห็น หรือจงใจ………

……..หนูร้องไห้ ให้เพลงสื่อ ถึงเสียงครวญ………

………พ่อจ๋าพ่อ มองที่หนู หนูอยู่นี่………

………จ้องที่นี่ คอของหนู พ่อเห็นไหม……….

………เห็นแหวนเงิน 3 วงล้อม ด้วยเพชรทราย………

………กะมอบให้ พ่อ 2 คน และหนูเอง……….

………เป็นแหวนเงิน จากน้ำพัก น้ำแรงสร้าง……….

……….เป็นค่าจ้าง เงินก้อนแรกที่ ชีวิตหา……….

………พ่อโปรดมอง ได้โปรดเห็น เป็นประจักษ์ตา……….

……….หนูอุตส่าห์ หามอบให้ จากใจจริง……….

ดร.ชานนท์ชะงักค้าง ทุกคนก็ชะงักไปตามๆ กัน กระทั้งเสียงเพลงเศร้าๆ จบลง เสียงอนุชัยกับดร.ชานนท์จึงได้ดังขึ้นพร้อมกัน

#อาตี้!…..#

“พ่อครับ พ่อเป็นอะไร พ่อเป็นอะไร พ่อมองไม่เห็นอาตี้เหรอ พ่อครับ”

ทั้งดร.ชวนนท์กับคุณหญิงพวงพรยกมือขึ้นปิดปากอย่างคนตกใจสุดขีด ดร.ชานนท์พุ่งกอดรวบอากาศ….ความว่างเปล่าบอกว่าเขาพลาด อนุชัยจึงดึงร่างโซเซของเขามารวมกันจนอาตี้ที่จ้องอยู่ก่อนแล้วถึงกับสะดุ้งโหยง หญิงรัดดากับแครรายเองก็ลุกยืนด้วยอาการตกใจสุดขีดเมื่อทุกคนต่างช็อก โถงรวมเพดานสูงจึงเงียบ….10 นาทีแสงโคมสีวะนิลาได้ทำหน้าที่เต็มๆ กระทั้งเสียงคร่ำครวญของอาตี้ดังให้ได้ยินอีก

“พ่อครับ พ่อชายครับ พ่อเป็นอะไร….พ่อ พ่อ พ่อครับ ฮื้อๆ” อาตี้สะอื้น แขนทั้ง 2 ข้างสั่นราวกับไม่มีวันจบ “พ่อนุ…พ่อชายเป็นอะไร”

ขณะที่ 3 ร่างกำลังกอดกันกลม หญิงรัดดากับแครายก็ลุกเดินเข้ามารวมกับดร.ชวนนท์และคุณหญิงพวงพรที่ร้องไห้สะอื้นจนตัวโคลง

“คุณแม่คะ….พี่ชาย พี่ชาย….เป็นอะไรคะ” หญิงรัดดาถามเสียงสั่นโดยมีแครายคอยปลอบอยู่ด้านหลัง

“พี่หมอละคะพออธิบายได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ชายกันแน่…..ฮื้อๆ”

และเมื่อเวลาทำให้ทุกคนนิ่งได้ระดับหนึ่ง เสียงคุณหญิงพวงพรจึงดังขึ้น

“ทุกๆ คนฟังแม่ให้ดีๆ….อาตี้ด้วย….” เธอลุกเดินเข้าไปคว้าหลานชายที่แยกกับอนุชัยกับชานนท์มากอด

“คุณย่า เกิดอะไรกับคุณพ่อกันแน่ฮะ….คุณย่า” อาตี้ยังไม่นิ่ง และเธอเองก็ยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ คุณหญิงพวงพรลูบหัวหลานชายปิดสะอื้นพักใหญ่ๆ

“ชานนท์ ถึงเวลาต้องเปิดเผยให้ทุกคนรู้ความจริงแล้วนะลูก….” เธอหันไปคล้ายจะขอความเห็น ดร.ชานนท์ที่ถูกอนุชัยโอบไหล่ไว้หลวมๆ พยักหน้าในทิศทางที่เกือบจะเป็นเธอ…..เสียงคุณหญิงพวงพรจึงดังขึ้นจริงๆ จังๆ…. “ทุกคนฟังแม่ ฟังยาย ฟังย่าให้ดีๆ เวลานี้ดวงตาทั้ง 2 ข้างของชานนท์บอดสนิท”

“หา!….คุณย่า”

“คุณแม่…..”

“….นี่คือความจริง และความจริงอีกข้อที่ทุกคนจะต้องรับรู้และช่วยกันภาวนานั้นก็คือประสาทตาของชานนท์ยังไม่ถูกทำลาย เพียงแต่ก้อนเนื้อในสมองขยายกดทับไว้เท่านั้นเอง”

“คุณหญิงป้าหมายความว่าหากผ่าตัดเอาก้อนเนื้อที่ว่าออกได้สำเร็จ พี่ชายก็จะกลับมามองเห็นอีกครั้ง แครเข้าใจถูกต้องไหมคะ” แครรายถาม….

“ใช่!….แต่การผ่าตัดเปิดสมองเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงเอามากๆ….ถ้าตาชายฟื้นก็อาจจะเป็นได้หลายทาง เจ้าชายนิทรา1 ไม่สมบูรณ์2 เปอร์เซ็นต์จะปกติ 100 เปอร์เซ็นต์มีน้อยเหลือเกิน”

“คุณหญิงป้าครับ พอแล้วครับ พอแล้ว”

“ถึงเวลาที่ตาชายจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงแล้วตานุ….ตาชายต้องรับรู้และเตรียมตัวสู่งานผ่าตัดใหญ่….ป้าต้องบอกให้เขารู้ทุกๆ เรื่อง”

“ไม่เป็นไรนุ ฉันพร้อมแล้วละ”

“คุณพ่อ….คุณพ่อครับ….” อาตี้โผกลับมากอดดร.ชานนท์อีกครั้ง

“ไหนเอาแหวนเงินล้อมเพชรทรายที่ว่าสวมให้พ่อหน่อย…..ดูซิว่าอาตี้จะซื้อมาได้พอดีหรือเปล่า” ดร.ชานนท์ต้องการจะเบรกความเศร้า เขาควานไปที่คอลูกชายจนสัมผัสกับแหวนเงิน 3 วงจริงๆ อนุชัยปิดปากตัวเองอีก เมื่ออาตี้ถอดสร้อยคอสวมแหวนเงินที่นิ้วนางให้ทั้งคู่ มันพอดีอย่างไม่น่าเชื่อ อนุชัยจ้องไม่กระพริบ ขณะที่ดร.ชานนท์ยกมันขึ้นมาจูบบางๆ….

“แล้วไหนของลูกละ เอามาพ่อจะสวมให้” ดร.ชานนท์แบมือรอ อาตี้จึงยัดมันใส่จนสัมผัสถึงความเย็นได้ชัดเจน ดร.ชานนท์สวมมันให้ลูกชายอย่างไม่ผิดนิ้ว ก่อนจะพูดตามขึ้นอีก “เห็นไหม พ่อสวมให้ลูกได้ถูกต้อง พ่อเห็นมัน พ่อมองเห็นลูก พ่อมองเห็นบ้าน Loft Love ในหัวของพ่อ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรต้องคิดมาก….” ดร.ชานนท์ลูบหัวอนุชัย พร้อมกับดึงอาตี้เข้ามาแนบอก “คุณแม่คะ…..ช่วยบอกอาตี้ น้องหญิง น้องแครและทุกๆ คนด้วยซิคะว่าเวลานี้ชายต้องการอะไรมากที่สุด”

คุณหญิงพวงพรปาดน้ำตาทิ้งเร็วๆ ก่อนจะฉายรอยยิ้มสาดไปทั่ว “ทุกคน….เวลานี้ชานนท์ต้องการให้เราเป็นเอ็นโดรฟินให้เขา เรามาสร้างความสุขกันเถอะ อย่ามัวเสียน้ำตาอยู่เลย”

“เฮ!….” เสียงดร.ชานนท์ดังขึ้นก่อนคนอื่น “ชายต้องการเอ็นโดรฟิน ได้ยินกันแล้วใช่ไหม…” ทุกคนในห้องพยักหน้าในขณะที่เจ้าตัวต้องจินตนาการ “ถ้าอย่างนั้นก็ถึงเวลาระทึกใจแล้วละ…”

“พี่ชายคะ….”

“โน โน หญิงรัดดาหยุดเลย….อย่าเพิ่งเข้ามากอดจนกว่าจะ…จะ….เปิดซองนับเงินให้จบ”

#เฮๆ…..# เสียงทุกคนดังขึ้นก่อนจะเงียบ….ได้ยินเพียงเสียงแกะซองกระดาษดัง ก๊อบแกล๊บ ๆ

“คุณพ่อฮะ….อาตี้ได้เป็นเช็คเงินสด 400,000 บาท”

“ของฉันซองใหญ่กว่าชาวบ้านทำไมได้แค่นี้ละ…..”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใครได้เท่าไรแจ้งด้วย” ดร.ชานนท์หัวเราะร่า  ใบหน้าเบิกบานก็ยังเบิกบานให้แสงดาวไร้ท์เปิดเผย

“หญิงได้แค่ 50,000 บาท”

“แครก็ 50,000 คะ”

“หนู 100,000 บาทคะ” เสียงเบลดังไกลจากห้องรับแขก

“หนู 150,000 บาท…เฮๆ”

“Oh! My god….ของ ไอ  20,000 บาทเท่านั้น เอง” สตีป เจมส์มาร์ทคอร์ ตบท้าย

# ฮ่า ฮ่า ฮ่า# และเสียงหัวเราะที่มาพร้อมกับสารเอ็นโดรฟินก็เกิดขึ้นจนดร.ชานนท์เผลอหลั่งน้ำตาแห่งความสุขทิ้งๆ ขว้างๆ…. “ฮ่า ฮ่า ฮ่า….นุฉันได้เท่าไร”

“นายนะได้แค่หมื่นเดียว….เป็นคนแพ็คเองแท้ๆ ยังเลือกไม่ถูกซองอีก”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่เป็นไรนะครับคุณพ่อ อาตี้จะสมทบคืนให้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”………..

ในที่สุดงานปาร์ตี้ย่อมๆ ก็จบลง อาตี้กับหญิงรัดดาขอค้างที่บ้าน Loft Love  ดร.ชวนนท์จึงเพิ่มบอดี้การ์ดที่หน้าบ้านอีก 2 คน เอ็นโดรฟินสร้างฝันดีในคืนที่ยาวนานแก่ทุกคนโดยเฉพาะชายตาบอดที่นอนโอบลูกชายยิ้มไม่หุบทั้งคืน จนกระทั้ง

“คุณพ่อครับ เช้าแล้ว…ตื่นเถอะ”

“เรียกแม่เค้าด้วยซิลูก….”

“แม่กะผีนายนะซิ!…..”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อาตี้ไม่อยากกลับอเมริกาแล้วละทำไงดีละฮะ”

#อาตี้!….โลกไม่หยุดรอเราคนเดียวนะลูก# และเสียงของดร.ชานนท์และอนุชัยก็ดังขึ้นพร้อมกัน…. # ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า #…ทั้ง 3 คนหัวเราะลั่นห้อง…บ้าน Loft Love จึงถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาอีกวันหนึ่ง…

จบ อนุชาย2 บทที่20 ปาร์ตี้

อนุชาย2 บทที่19

อนุชาย2 บทที่19อนุชาย2 บทที่19 วันพ้นโทษ

อนุชาย2 บทที่19 วันพ้นโทษ

…..ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ถนนงามวงศ์วาน เวลาเกือบจะ 10 โมงเช้า แดดต้นฤดูฝนยังซ่อนตัวเหนือแผ่นเมฆที่แผ่กระจายปิดฟ้ากรุงเทพฯ ไว้ได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ปกรณ์ถือกระเป๋าเสื้อผ้าส่งให้เจ้าหน้าที่เรือนจำก่อนจะกรอกรายละเอียดเอกสารด้วยลายมือห่วยๆ พร้อมกับขอเข้าเยี่ยมนักโทษอดีตท่านผู้หญิงแขไขตามปกติ  เขานั่งรออยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมผนังสีเทาทึบๆ ที่อีกฝั่งของกระจกกั้นจะทาด้วยสีขาวเปิดไฟสว่างตลอดเวลา สักพักหญิงวัยเลย 60 ปีไม่กี่วันก็เดินหลังคล่อมๆ ผ่านมุมที่มีเจ้าหน้าหญิงร่างท้วมนั่งประจำการเข้ามาหาด้วยท่าทีเนือยๆ เธอนั่งลงตรงหน้าเผยรอยยิ้มให้เห็นก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู

(หวัดดีจ้ะพ่อรูปหล่อ…) เธอเริ่มต้นสนทนาด้วยน้ำเสียงธรรมดา

ปกรณ์ยิ้มรับ “ผมเอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน”

(นึกๆ แล้วฉันก็อดใจหายไม่ได้ 10 กว่าปีที่อยู่ข้างในฉันเริ่มจะชอบมันอยู่แล้วเชียว)

“อาทิตย์หน้าแครรายพร้อมครอบครัวเจมส์มาร์ทคอร์ จะเป็นคนมารับ ส่วนบ้านเช่าทนายอำพลหาไว้สำหรับท่านคุณหญิงเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ” เขายังใช้สรรพนามเดิมแทนตัวเธออย่างคนชินปาก สายตาของนักโทษหญิงแขไขจ้องเขาในมุมที่ต่างจากเมื่อก่อนลิบลับ เธอนิ่งอ่านวงหน้าขาวๆ เรียวยาวอยู่นานจนกระทั้ง

(ทนายอำพลบอกฉันหมดทุกเรื่องแล้วละ) เธอหยุดยิ้มประเมิน ปกรณ์พยักหน้ารับทราบ (เธอไม่ใช่คนขับรถส่วนตัวของฉันอีกแล้วนะปกรณ์ เธอคือทายาทอันดับที่ 4 ของบ้านตระกูลเชาว์ เธอก็ควรเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเชาว์ซะ เพื่ออนาคตของเธอเอง….) อดีตท่านผู้หญิงแขไขแนะ (อันที่จริงฉันก็พอจะรู้เรื่องของเธอมาตั้งแต่ต้น….แต่ในเมื่อหลายสิ่งหลายอย่างยังอึมครึม ท้องฟ้าอย่างเธอจึงถูกซ่อนหลังก้อนเมฆมาโดยตลอด) เธอเว้นช่องว่างให้เวลาอีก (ฉันเคยคุยกับแม่ของเธอด้วยนะ)

ปกรณ์เงยหน้าสบตาแบบคนอยากรู้เรื่อง “แม่ผมชื่อฟองฟ้า….ใช่ไหมครับ”

(ใช่เธอเป็นสาวเชียงตุงที่มีกิริยางดงามมากๆ ตัวของเธอเองได้ดวงตาของแม่มาครบ ก่อนที่…..) อดีตท่านผู้หญิงแขไขหยุดดื้อๆ

“ก่อนที่อะไรครับท่านผู้หญิง” ปกรณ์เร่ง….

(ก่อนที่ฉันจะเป็นคนส่งเธอกลับบ้าน)

“หา!….”

(ฉันเองแหละที่แอบส่งเธอกลับเชียงตุง) อดีตท่านผู้หญิงแขไขสารภาพพลางจ้องตาปกรณ์ไม่ยอมปล่อย (เพราะหากเธอยังอยู่ในบ้านตระกูลเชาว์ต่อ ฟองฟ้ารวมทั้งตัวเธอเองก็อาจจะไม่รอด….)

“ท่านผู้หญิงครับ”

(หยุดเรียกฉันด้วยสรรพนามนั้นเสียที ฉันละอาใจที่จะใช้มันแล้วละ) เธอหายใจทิ้งยาวๆ ก่อนจะใช้นิ้วเคาะกระจกกระตุ้นเขา (ปกรณ์ก่อนที่ฟองฟ้าจะไปได้ฝากเธอไว้กับฉัน…แต่ฉันก็ไม่เอาไหนปล่อยเธอให้อยู่กับแม่ครัวจนกระทั้งอายุ 12 จะย่าง 13 แววความหล่อเหลาดึงดูดใจฉันเป็นที่สุด….ฉันรับเลี้ยงเธอในสถานะไม่ต่างอะไรกับทาสกาม ฉันสอนให้เด็กวัย 13 ปีมีเซ็กส์สารพัดรูปแบบ กระนั้นเธอก็ยังไม่ทิ้งฉันจนเวลานี้….) อดีตท่านผู้หญิงแขไขใช้หลังนิ้วซับน้ำตานิดๆ (ฉันอยากขอโทษ…เธอจะยกโทษให้ฉันได้ไหม)

ปกรณ์บีบริมฝีปากเข้าหากัน…. “เพราะว่าผมไม่มีใครต่างหาก ท่าน…..”

(เรียกฉันว่า แขธรรมดาเถอะ)

“ท่านใกล้เคียงกับคำว่าแม่สำหรับผมมากที่สุดแล้วละ” ปกรณ์พูดพลางชะโงกหน้าเข้าไปใกล้กระจกอีก “ผมเรียกคุณว่าแม่ได้ไหม”

อดีตท่านผู้หญิงแขไขยกมือปิดปากแบบคนคาดไม่ถึง น้ำตาหลั่งหยดล้นจนพูดต่อไม่ไหว

“แม่….แม่ที่สอนผมทุกเรื่อง ให้ผมได้ทุกอย่าง แม้กระทั้งเซ็กส์สารพัดรูปแบบ ไม่ว่าจะกับผู้หญิงหรือผู้ชาย แม่…เวลานี้ผมเป็น Professional of sex ไปแล้วนะ แต่….” ปกรณ์เว้นจังหวะคิด “แต่กับความรักผมเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้….อนุบาลชัดๆ” เขาทิ้งประโยคให้คิด….ก่อนจะวนกลับไปเรื่องเดิม “คุณยอมให้ผมเรียกแม่ได้ไหม”

อดีตท่านผู้หญิงแขไขร้องไห้จนเห็นหลังมือสั่นระริก น้ำตาล้นทะลักก็ไม่มีท่าทีจะหยุดง่ายๆ แต่สักพัก (คนอย่างฉัน ไม่สมควรจะเป็นแม่ใครทั้งนั้น….แม้กระทั้งแครรี่เองก็ตามที)

“แม่ แม่” ปกรณ์เรียนสรรพนามนี้กับเธอ 2 ครั้ง “ถ้าผมกับคุณหนูแครรายไม่มีคุณ ชีวิตเราทั้งคู่ก็คงจบก่อนจะจำความได้ คุณช่วยเหลือแม่แท้ๆ ของผม แม้คุณจะเลี้ยงผมในสถานะไหน ผมก็โตเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นคุณก็มีคุณสมบัติครบถ้วน…ไม่ใช่เหรอครับ”

อดีตท่านผู้หญิงแขไขรับฟังและตั้งสติอยู่นาน

“อย่างน้อยก็ขอให้ผมมีแม่กับเขาสักคน…นะครับ นะครับคุณแม่”

เธอปิดปากพยักหน้าก่อนจะยกฝ่ามือซ้ายมาแนบกับกระจก ปกรณ์ยิ้มพลางยื่นมือขวาขึ้นประกบราวจะถ่ายทอดความรู้สึกจนสายตาสื่อสายตาได้แจ้งสถานะใหม่สมบูรณ์แบบ ทั้งคู่เลยยิ้มและหัวเราะให้กัน

(ลูกคือทองแท้ปกรณ์….เหมาะที่จะเป็นพี่ชายแท้ๆ ของอนุชัยและแครรี่ไปพร้อมกัน)

“ขอบคุณครับคุณแม่”

(ไม่เอาๆ ต่อจากวันนี้เป็นต้นไป เราต้องเป็นคนใหม่…ว่าแต่อาชาพ้นโทษเมื่อไรพอรู้ไหม) เธอถามถึง อนุชา เชาว์ ที่ต้องโทษด้วยคดีเดียวกัน

“อาชาก็คงได้ออกจากเรือนจำใกล้เคียงกับแม่นี้ละครับ…ทนายอำพลก็กำลังเร่งหาบ้านให้เขาด้วย”

(แต่เมื่อครู่ลูกบอกว่า ลูกเพิ่งจะรู้จักความรัก หมายความว่าอย่างไรปกรณ์)

ปกรณ์จ้องอดีตท่านผู้หญิงแขไขสักพัก “แม่ไม่หึงหวงใช่ไหม” เขาถามกลับอย่างคนคาดคะเน

อดีตท่านผู้หญิงแขไขปัดมือผ่านหน้าแล้วหัวเราะ (บ้าไปกันใหญ่แล้ว แม่ 60 กว่าแล้วนะ ลูกมีคนรักเป็นเรื่องดีไม่ใช่รึไง) เธอจ้องตาเขา(ถึงลูกจะเป็น Professional of sex แต่หากลูกคิดจะรักใคร ลูกต้องมีเซ็กส์กับเธอคนนั้นคนเดียว…เข้าใจไหมลูก)

“เธอทำให้ผมอบอุ่นจนพูดไม่ออก”

(นั้นแหละเขาเรียกว่าความรัก)

“เธอทำให้ผมอยากอยู่ใกล้ๆ”

(นั้นก็เรียกว่าความรัก)

“และเธอก็ทำให้ผมถึงจุดสุดยอดในแบบที่ผมไม่เคยพบมาทั้งชีวิต”

(มันคือส่วนสำคัญที่เรียกว่ารัก…แม่ชักอยากจะเจอเธอคนนั้นซะแล้วซิ)

“แม่ได้เจอเธอแน่นอน….” ปกรณ์จิ! ปากคิด “ทั้งหมดทั้งมวลหมายถึง….ผมรักเธอรึยังครับแม่”

(ลูกคิดอย่างไรกับเธอละ)

“ผมอยากเห็นหน้า อยากพูด อยากช่วยเหลือ ไม่อยากให้เธอเหนื่อย และ….” ปกรณ์จะพูดต่อยาวๆ แต่เสียงอดีตท่านผู้หญิงแขไขก็เบรกไว้ซะก่อน

(พอๆ….ทั้งหมดที่ว่ามานั้นแหละเขาเรียกว่าความรัก)

“ถ้าอย่านั้น….”

(ก่อนจะไปหาเธอวันนี้…ลูกควรซื้อกุหลาบไปให้เธอด้วยนะ)

“ทำไมละครับ….”

(เพราะกุหลาบหมายถึงความรัก โดยเฉพาะกุหลาบสีแดง)

“หา!….จริงเหรอครับ”

(จ้ะ!…ไปได้แล้วลูก อย่าปล่อยให้เธอคอยนาน แม่มีความสุขและอาจจะเป็นความสุขในบั้นปลายชีวิตนอกคุกของแม่ก็เป็นได้…โชคดีนะพ่อรูปหล่อ)

“ครับคุณแม่….” สามคำสุดท้ายเล่นเอาอดีตท่านผู้หญิงแขไขต้องเสียน้ำตาอีกรอบ เธอยกมือโบกลาก่อนจะเดินลับมุมผนังเข้าไปข้างในเงียบๆ

“ความรักกับกุหลาบสีแดง….เออ!……ถ้าเป็น มะลิสีชมพู จะได้ไหมน้อ!”

line1 for timmy

อีก 18 นาทีจะ 18.00 น. หรือ 6 โมงเย็น…

รถตู้สีขาวหมายเลขทะเบียน 1กศ-xxxx กรุเทพมหานคร วิ่งออกจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิมุ่งหน้าถนนพระราม 9 ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ พอลอดผ่านทางยกระดับถนนวงแหวนตะวันออกเสียงระเบิดกัมปนาทก็ทำให้รถที่ตามหลังมาต้องหยุดนิ่ง การจราจรเป็นอัมพาตในทันที…..

เสียงโทรศัพท์เรียกเข้ามือถือของอนุชัยจึงดังขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน…..

“ฮัลโหล” อนุชัยกรอกเสียงเปิดรับสั้นๆ ขณะที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร

(นายน้อยครับ) สรรพนามที่เรียกขานคงไม่ใช่ใครนอกจากคนของบ้านตระกูลเชาว์ ความเครียดพุ่งทะยานขึ้นหลายองศา เสียงสนทนาผ่านไลน์กลุ่มจากแคราย เชาว์-สตีป เจมส์มาร์ทคอร์-รัดดา สายสกุล-และอานนท์ สายสกุลเมื่อ 4 วันก่อนเดินทางก็ดังขึ้นในเวลาเดียวกัน

 #คุณแม่พ้นโทษศุกร์แครกับสตีปเลยต้องกลับไปจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางสักอาทิตย์นะคะ——>ดีใจด้วยนะคะพี่หมอ-หญิงกับอาตี้จะไปดักเจอที่ญี่ปุ่นแล้วกัน——>หมายความว่าอย่างไรคะน้องหญิง (ดร.ชานนท์แทรกถาม)——>อ้อ! คือเบลกับรินรี่อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นนะคะเราเลยวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นล่วงหน้าสัก 2 วันแล้วค่อยบินไฟ้ท์เดียวกับน้องหญิงรัดดากับอาตี้ไปกรุงเทพฯ——>โฮ!จริงรึฮะ…อาหญิงเราเลื่อนตั๋วบินเที่ยวญี่ปุ่นพร้อมอาหมอไม่ได้รึฮะ—–>ซิมะรออยู่อาตี้เดี๋ยวพ่อนุจะพาไปเองอย่ารบกวนอาหญิงเลย—–>คราวหน้านะจ้ะอาตี้อาหมอจะนำเที่ยว(เสียงแครายปลอบ)——> แสดงว่าทุกคนเลือกแลนด์ดิ้งที่กรุงเทพฯ พร้อมกันทั้งหมดเลยเหรอคะ (ดร.ชานนท์ถาม)—–>คะพี่ชายเห็นรถตู้บ้านตระกูลเชาว์คอนเฟิร์มจะมารับเรียบร้อยแล้วด้วย (หญิงรัดดาบอก ดร.ชานนท์จับมืออนุชัยเป็นงเชิ่งรู้กันแต่ก็ยังไม่พูดอะไร)—–>คะน้องหญิง แครรี่ อาตี้ครับอาทิตย์หน้าเรามาฉลองกันที่บ้าน Loft Love นะครับ——>ฮะ คิดถึงพ่อชายกับพ่อนุนะครับ—–>ครับแล้วเจอกันครับอาตี้(อนุชัยบอกส่ง)#……….

(นายน้อยครับได้ยินผมไหมครับ)

อนุชัยสะดุ้ง เขาเหลือบไปที่ดร.ชานนท์สั้นๆ “ครับ ได้ยินครับ”

(นายน้อยตั้งสติให้ดีนะครับ) แค่คำๆ นั้นก็ทำให้แทบจะหมดแรง

“มี มี อะไรเหรอ” อนุชัยเดินเลี่ยงไปคุยต่อด้านนอก “ครับ….มี อะ อะไรเหรอครับ”

(รถตู้บ้านตระกูลเชาว์ที่ไปรับครอบครัวแครรี่พร้อมกับ…..) เขาเว้นจังหวะเกรงใจหรือพูดไม่ออกอย่างละ 50 เปอร์เซ็นต์ (พร้อมกับคุณหญิงและอาตี้)

“………” อนุชัยหายใจไม่ทั่วท้องตาก็เทียวมองเข้าไปข้างในที่เห็นดร.ชานนท์นั่งนิ่งอยู่ในห้องนั่งเล่นคนเดียว

(เกิดอุบัติเหตุระเบิดไฟลุกท่วมทั้งคันอยู่บนถนนมอเตอร์เวย์ขากลับครับ นายน้อยครับ นายน้อย)

“โทรศัพท์มือถือในมือหล่นกระแทกพื้น เขาสั่นไร้เสียงอยู่ในสภาพนิ่งซีดราวกับหุ่นช็อก!….สักพักดร.ชานนท์ก็คลำทางเลื่อนประตูอลูมิเนียมออกมาสมทบ

“นุ นุ นายอยู่ไหน เกิดอะไรขึ้น” พอดร.ชานนท์ควานหาเขาจนเจอก็รวบร่างสั่นๆ เข้าไปกอด “นายสั่น นายเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น ฉันได้ยินเสียงของหล่นกระแทกพื้น นุ ตอบฉันซิ นุ เกิดอะไรขึ้นกันแน่” กระนั้นอนุชัยก็ได้แต่นิ่งเกร็งกระทั้งเห็นรถตู้บ้านสายสกุลวิ่งผ่านประตูรั้วไม้สักเข้ามาจอดข้างใน (คุณหญิงพวงพรกับดร.ชวนนท์คงมารอรับหลานชายแน่ ๆ) อนุชัยคิดและก็เป็นไปตามคาดเมื่อดร.ชวนนท์ก้าวลงมาโบกมือให้ตามมาด้วยคุณหญิงพวงพร เขาแทบจะระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาให้ก้องโลก…จนกระทั้งปลายแดดสุดท้ายยิงลำแสงเป็นเส้นยาวสีอำพันราวกับปลายดาบคาตานะกำลังระอุไฟตกที่เด็กหนุ่มตัวสูงผิวขาวที่กระโจนออกจากรถพร้อมกับวิ่งยิ้มหน้าบานๆ เข้ามาหา

“อาตี้!…” อนุชัยหลุดเสียงดังจากหลายๆ อารมณ์ “อาตี้ อาตี้ ลูกพ่อ” มันจวนเป็นน้ำเสียงสะอื้นแต่หลายคนต่างแปลงเป็นน้ำเสียงตื่นเต้น “อาตี้…”

“พ่อนุ พ่อชาย”

ดร.ชานนท์เปิดอ้อมแขนกว้างๆ ในทิศที่คาด…ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นเมื่ออ้อมแขนอุ่นๆ พุ่งเข้ามากระทบ “คุณพ่อ….” อนุชัยสุดจะกลั้น เขาร้องไห้พร้อมๆ กับลูบหัวลูกชายไม่หยุดจนได้ยินเสียงดร.ชานนท์ดุเข้าให้

“นายจะร้องไห้ทำไมเนี่ย!….”

“คุณพ่อครับ อาตี้ถึงบ้านแล้วไม่ร้องไห้แล้วครับ” เมื่ออาตี้โผเข้ามาซบอก สติสตังที่ขาดผึงจึงกลับมา

“พี่ชาย พี่นุสวัสดีคะ….” เสียงของหญิงรัดดาบีบให้เขาต้องรีบเช็ดน้ำตาก่อนคนทั้งหมดจะมาถึง….

“อ้าว!….นุ ทำไมโทรศัพท์ตัวเองถึงได้แตกเป็นเสี่ยงแบบนี้ละ” แครรายถามพร้อมกับแนะนำสาวน้อยเบลและรินรี่ “สวัสดีคุณลุงซิลูก”

อนุชัยกับดร.ชานนท์ยิ้มรับไหว้ก่อนจะลูบหัวพวกเธอ “ปะ เปล่า คือเค้าตื่นเต้นมากไปหน่อยนะแคร”

“Hi สติป How are You” เสียงชานนท์ดังถูกที่ถูกเวลา การคาดเดาของเขาแม่นยำเหมือนจับวาง

“ส บาย ดี คุณ ละ ครับ ชาย” สตีปพูดเป็นภาษาไทยทีละคำ

“สบายดีครับ” ดร.ชานนท์ตอบ…ก่อนจะนำทุกคนเข้าไปในบ้าน แครายกับครอบครัวอยู่คุยด้วยสั้นๆ

“คือเค้ากับสตีปตั้งใจไปค้างบ้านใหม่ที่จะเตรียมไว้ให้คุณแม่กับอาชานะ….เอาเป็นว่าวันพรุ่งนี้เราค่อยปาร์ตี้ก็แล้วกันนะ”

“อ้าว! เบลกับรินรี่จะไม่ค้างที่บ้านตาสักคืนเหรอ” ดร.ชวนนท์ที่ไม่ยอมห่างหลานสาวถาม แครายมองดูกิจกรรมของพวกเขา เธอออกอาการซึ้งกับภาพนั้น

“เอาไว้คืนพรุ่งนี้นะคะคุณพ่อ” เธอทิ้งแววตาตามหลังสรรพนามที่เรียก ดร.ชวนนท์จ้องไปตกที่เธอแบบจริงๆ จังๆ ก่อนจะเปิดอ้อมแขนรับ

“ไม่เป็นไร ก่อนกลับขอพ่อได้นอนกับหลานสักคืนก็แล้วกันนะ”

“คะ….ได้คะ” แครรายบอก ก่อนจะผละไปสวมกอดคุณหญิงพวงพรอีกคน “เบล รินรี่คะ ไหว้ลาคุณตาคุณยายซิลูก” แครรายบอก ก่อนสาวน้อยผมบลอนจะยกมือไหว้ได้อย่างไม่ขัดไม่เขิน

“ไหว้ได้สวยมาก มามะมาให้ยายกอดให้หายคิดถึงที”

ในที่สุดครอบครัวเจมส์มาร์ทคอร์ก็ขึ้นรถตู้จากไป

ขณะที่คุณหญิงพวงพรสังเกตเห็นอาการที่อนุชัยเป็นตั้งแต่ต้นก็เก็บความสงสัยไว้นิ่งๆ กระทั้งหญิงรัดดา-อาตี้ถูกดร.ชานนท์ลากหายขึ้นไปข้างบนโอกาสนั้นก็มาถึง

“ที่โทรศัพท์หล่นจากมือจนแตกเป็นเสี่ยงๆ คงใช่เพราะตื่นเต้นใช่ไหม นุมีอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่าลูก” คุณหญิงพวงพรคาดคั้น อนุชัยพยักหน้ายอมรับ จนดร.ชวนนท์ซี๊ด!ปากแบบคนเป็นกังวลตามขึ้นมา

“เกิดอะไรขึ้นเหรอนุ” ดร.ชวนนท์ถาม

อนุชัยมองคนทั้ง 2 สักพัก….“รถตู้จากบ้านตระกูลเชาว์ที่จะไปรับเกิดอุบัติเหตุครับคุณลุง” อนุชัยบอกด้วยน้ำเสียงเครียดจม คุณหญิงพวงพรกับดร.ชวนนท์ถึงกับยกฝ่ามือขึ้นทาบอกช็อกหน้าซีดเผือด

“ลุงสังหรณ์ใจตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว….เลยไปรอรับในอาคารด้วยตัวเอง” ดร.ชวนนท์บอกขณะใบหน้ายังเคร่งเครียดไม่ปกติ

“คุณพระคุณเจ้า ขอบคุณลางสังหรณ์ของคุณมากนะคะ…..โอ้ย! ดิฉันจะเป็นลมซะให้ได้เชียว”

“ถ้าเป็นแบบนี้ในช่วง 1 อาทิตย์ที่ตาปีใหม่อยู่กรุงเทพฯ เห็นทีต้องให้ไปอยู่ที่บ้านสายสกุลพลางๆ ก่อนแล้วละ” ดร.ชวนนท์เสนอ อนุชัยคิดไม่ตก

“ผมจะพูดกับอาตี้อย่างไรดีละครับคุณลุง” อนุชัยถาม ดร.ชวนนท์ยังไม่ได้พูด เขาก็แทรกขึ้นอีก “กับชานนท์พออธิบายได้”

“ไม่เป็นไรนุ ป้ามีวิธี” คุณหญิงพวงพรบอก กระทั้งอาหารค่ำมื้อพิเศษพร้อมรออยู่บนโต๊ะ  ดร.ชานนท์จึงเดินนำคนทั้ง 2 ลงมาสมทบ ขณะที่กำลังดำเนินไปได้ครึ่งทางเสียงคุณหญิงพวงพรก็เปิดประเด็น

“ตาปีใหม่ถ้าคราวนี้ไม่ไปค้างกับย่า-ย่าจะโกรธจริงแล้วนะ” พูดจบเธอก็รวบช้อนกับซ่อมเป็นการจบก่อนจะเช็ดปากด้วยผ้าสีขาวนิ่มๆ ที่เตรียมไว้บนตัก อาตี้จ้องเธอสลับกับดร.ชวนนท์ไปมา

“คุณปู่คุณย่าวางแผนเรื่องนี้มานานรึยังฮะ” เขาถามซื่อๆ พลางสลับมาจ้องหน้าอนุชัยกับชานนท์อีก

“ไปค้างที่บ้านคุณปู่-คุณย่าบ้างก็ดีเหมือนกันนะลูก” ดร.ชานนท์ส่งเสริม อนุชัยจ้องที่เขาคล้ายจะเข้าใจ

“นั้นนะซิ…คุณปู่คุณย่าจะได้มีเพื่อน นะครับลูก” อนุชัยบอก

อาตี้ออกอากาศแบบคนกำลังใช้ความคิด “ก็ได้ฮะ แต่ก่อนกลับอาตี้ขอค้างที่นี่สักคืนนะฮะ”

“ได้จ้ะ อาหญิงจะตามมาค้างด้วย จะได้นอนคุยกับพี่ชายให้หายคิดถึง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” หญิงรัดดาพูดพลางหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี

“ว่าแต่ลูกศิษย์เราเถอะไปถึงไหนกันแล้วละคะ” ดร.ชานนท์สวนทันควัน อาตี้ยิ้มเกือบจะหลุดหัวเราะ

“อาตี้!….” หญิงรัดดาปรามเสียงดัง ก่อนเธอจะยิ้มอายๆ โปรยไปรอบๆ ทุกคนต่างจับจ้องไปที่เธอไม่กระพริบ “พี่ชายคะ…เพื่อนของพี่ชายทึ้มมากๆ คะ สอนยากสอนเย็น เข็นอย่างไรก็ไม่ขึ้น”

“อ้าว!….แล้วทีอาหมอพูดไทยกับอาตี้ทำไมคล่องปรื๋อเลยละฮะ”

ทุกคนหัวเราะจนหญิงรัดดาอายหน้าแดงผิดธรรมชาติ

“นุว่าหมอเดียรเนียลมาแผนสูงนะครับคุณหญิงป้า” อนุชัยอดแซวไม่ได้

“ป้าก็ว่าแบบนั้นแหละ หึ หึ หึ”

“หญิงรัดดา” อยู่ๆ ดร.ชวนนท์ก็เรียก ทุกคนเงียบกริบ หญิงรัดดาเองก็มองไปที่เขาราวกำลังลุ้น “หญิงก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะลูก รักใครชอบใครพ่อกับแม่ไม่ว่าหรอกแต่ขอให้รักกันจริงๆ ก็พอ”

“คุณพ่อคะ…”

“อาตี้ก็ว่าแบบนั้นแหละครับคุณปู่”

“อาตี้!…..”

“ก็อาหมอลงทุนบินจากแวนคูเวอร์เพื่อมาเรียนภาษาไทยกับอาหญิงที่ซานฟรานฯ อาทิตย์ละครั้งเนี่ยนะฮะ แก้ตัวอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น….คุณย่าว่าไหมฮะ”

คุณหญิงพวงพรเผลอโบกผ้าในมือหัวเราะลั่นบ้าน “ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ตกลงเดียรเนียลจะเอาจริงรึเนี่ย” ดร.ชานนท์ที่นิ่งมาตลอดอดรนทนไม่ไหว

“ทุกคนรุมหญิงคนเดียวเลยนะคะ” หญิงรัดดาหน้าแดงเป็นสีลูกตำลึง ก่อนจะรวบช้อนจิบน้ำแก้เขิน “อาตี้! จำไว้เลยนะ” เธอก้มกระซิบแบบคาดโทษ “หญิงขอตัวนะคะ” และพูดเสียงดังแยกไปห้องนั่งเล่น

“งานนี้อาตี้ต้องทนกินสลัดของอาหญิงไปอีกหลายอาทิตย์” อาตี้พูดลอยๆ ทำให้ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมกันอีก “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

line1 for timmy

แดดใกล้เที่ยงส่งอุณหภูมิสูงขึ้นตามลำดับ

ที่หน้าทัณฑสถานหญิงกลางมีรถตู้สีขาวมารอรับผู้ต้องขังพ้นโทษ เมื่อใช้เวลาทำเอกสารไม่นานรถคันดังกล่าวก็วนออกไปรอรับอีกฝั่ง

หญิงวัย 60 ต้นๆ เดินหลังคล่อมนิดๆ ออกมาจากประตูเหล็กสีดำด้วยท่าทีเนือยๆ เธอหยุดหันกลับไปมองด้านหลังราวจะขอจดจำภาพเก่าๆ ให้ขึ้นใจก่อนชายฉกรรจ์ 2 คนจะเดินเข้าไปหา….แต่ก็โดนหญิงวัย 34 ปีที่มาด้วยชุดเรียบๆ ตัดหน้าไปก่อน….

“ท่านแขไขครับ”

“คุณแม่คะ….” เธอเรียกหญิงที่เพิ่งพ้นโทษว่าแม่เต็มปากเต็มคำพร้อมกับพุ่งเข้าไปกอดแน่น และเธอก็ไม่ยอมเสียเวลา “คุณแม่คะทางนี้คะ”

“คุณหนูครับ” เขาคนนั้นพยายาม แต่ก็โดนเธอลากแขนหญิงชราห่างออกไปเสียก่อน

“แครรี่….”

“คะคุณแม่เราต้องรีบแล้วคะ”

“เกิดอะไรขึ้น” แขไขถามแบบคนตื่นตระหนก

“บางสิ่งที่น่าไว้ใจก็อย่างเพิ่งวางใจนะคะ เราไปคุยกันต่อที่บ้านดีกว่า” แครายบอกพลางโอบเธอไปขึ้นแท็กซี่ที่รออยู่ก่อนแล้ว

“เห็นว่า อาชาก็จะพ้นโทษวันเดียวกัน”

“คะพี่ปกรณ์เพิ่งพาขึ้นรถไปเมื่อสักครู่นี้เอง เราจะไปเจอกันที่บ้านค่ะ”

“บ้าน….” แขไขคล้ายจะละเมอเสียงลอย ๆ

“บ้านในเซอร์แจ๊กสันต์แครขายไปแล้วนะคะ เพราะเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์” แครรายบอก ทำให้หญิงชราออกอาการตกใจนิดๆ แต่ในที่สุดก็นิ่ง

“ใช่! ก็จริงอย่างที่แครว่า….ไม่เป็นไร แม่อยู่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอให้ห่างจากคนบ้านตระกูลเชาว์ไว้ก็พอ” เธอบอกแนะขณะมองรถตู้ที่มารอรับกระทั้งแท็กซี่พุ่งตัวออกถนนใหญ่ไปเร็วๆ

“คะ แครเข้าใจคะ และอาชาเองก็เหมือนจะชอบบ้านใหม่เอามากๆ ด้วย”

“ขอบใจหนูมากเลยแครรี่….” แขไขหยุดให้เวลา “ที่ไม่ทิ้งแม่”

“แม่…” แครรายอุทานเสียงหายลงลำคอ

“แม่เข้าใจลูก เวลานี้แม่ปลงได้เยอะ”….

“แครมีเวลาอยู่กับแม่แค่อาทิตย์เดียว คุณแม่อยู่กับอาชาได้นะคะ” แครายถาม

แขไขพยักหน้า….แบบไม่ลังเล

“พี่ปกรณ์รับปากจะแวะมาดูเรื่อยๆ แครเลยสบายใจขึ้นเยอะ” แครายพูดในลักษณะโล่งอก

แขไขมองหน้าแครรายอยู่สักพัก “ไม่ต้องเป็นห่วงแม่หรอกแครรี่ แม่อยู่คนเดียวมา 10 กว่าปี แม่ยังอยู่ได้ ออกมาอยู่ข้างนอกมีอนุชาและยังมีลูกชายเพิ่มอีกคน แม่ไม่โดดเดี่ยวหรอก กลับไปสร้างครอบครัวลูกให้สมบูรณ์เถอะ อย่าให้เหมือนที่แม่เป็นก็แล้วกัน” แขไขบอกเสียงสั่นๆ จนแครรายเห็นเธอในอีกมุมที่น่าทึ่ง….เธอนั่งห่อไหล่มองผ่านกระจกข้าง เมืองที่ไม่คุ้นตา สถานที่กว้างใหญ่ไร้รั้วสูงทำให้เธอกลัวขึ้นมาบ้าง แต่แครายที่รับรู้ก็กอดเธอไว้แน่น….

“ขอบใจมากแครรี่ ว่าแต่เบลกับรินรี่มาด้วยกันไหม”

“คะ สตีปก็มาด้วย พวกเขารอรับคุณแม่อยู่ที่บ้านแล้วละคะ”

แขไขพยักหน้า แต่แววตาที่ฉายออกมายังสั่นกลัวจนเธอต้องกอดอกตัวเอง….(ฉันพ้นโทษแล้ว แต่ข้างนอกยังมีหลายสิ่งที่ทำให้ฉันผวา….ฉันกลัวเหลือเกิน)

จบ อนุชาย2 บทที่19 วันพ้นโทษ