สูตรอาหารคลีน

สูตรอาหารคลีน

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 22 สูตรอาหารคลีน ไข่ดาวน้ำสวยๆ

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 21 สูตรอาหารคลีน ไข่ดาวน้ำสวยๆ

ในที่สุดบทความที่ไม่ถนัด วิชาการจ๋าที่เขียนโดยนักวิชาเกินพยายามจะเล่าให้สนุกก็เดินทางมาจนถึงบทสุดท้าย สนุกไม่สนุกก็ว่ากันไปทั้งสายอวยและสายสาบส่งไม่ว่ากัน บอกตามตรงแค่ผมได้เขียน-มีความสุขกับการเขียน แถมเปิดทางให้ความรู้-ให้ข้อมูลเชิงลึกที่กินตรงๆ-กระเดือกลงคอก็ลำบากได้ซึม-ฝังเก็บไว้ในคลังสมองหรือคอมพิวเตอร์แห่งชีวิตก็รู้สึกอุ่นใจแล้วละ เพราะอย่างน้อยต่อจากนาทีนี้ อะไรจะผ่านเข้าไปในปากสมองคงจะคิด-ตรอง-กรอง-กลั่นก่อนถึงกระเพาะและก่อนที่ไอ้หนูอินซูลินจะ Say Yes! Or Go to sleep อย่างแน่นอน….

ช่วงว่างๆ ระหว่างถูกจำกัดบริเวณเพราะ Covid-19 สมองก็มีเวลาคิดอะไรต่อมิอะไรมากมาย หนึ่งในจำนวนเรื่องราวไร้สาระ-มีสาระนั่นก็คือมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ อยู่รอดมาได้อย่างไรในเมื่อความรู้เรื่องโภชนาการยังไม่เริ่มต้นด้วยซ้ำ อย่างเรื่องการนับมื้ออาหาร มนุษย์ในยุคนั้นคงหาอาหารได้เวลาไหนก็กิน-กลืนลงกระเพาะเวลานั้น…เมื่อเป็นเช่นนี้ ถามว่า : ทำไมพวกเขาจึงไม่เป็นโรคกระเพาะตายห่าสูญพันธุ์ ทำไมมนุษย์อย่างผม-อย่างคุณๆ ถึงไม่ใช่สัตว์สปีชี่ส์อื่น ถ้าการแดกข้าวไม่ตรงเวลาจะทำให้เกิดโรคกระเพาะเนี่ย! (ออกจะอารมณ์เสียนิดๆ)

“ถามนะครับคุณหมอ : จริงๆ แล้วโรคกระเพาะอาหารเกิดจากแบคทีเรีย-เชื้อโรคหรือไวรัสที่มนุษย์กินเข้าไปพร้อมอาหารใช่หรือไม่ ถ้าคุณหมอตอบว่า :ไม่ใช่!-เกิดจากการกินอาหารไม่ตรงเวลา—-ผมสรุปได้เลยว่ามนุษยชาติจะต้องสูญพันธุ์ก่อนอีแร้งจะฟักเป็นตัวหรือก่อนแมงสาบจะมีปีกบินได้ซะอีกจริงไหมครับ”

“เฮ้ยแก บ่นอะไรคนเดียวยะ….” เสียงยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำดังขึ้นที่ประตูทางเข้า ผมเงยใบหน้าหล่อๆ น้องๆ พี่ติ๊กเจษฯ-สำรวจจนครบทุกกิริยา “ฉันมีเรื่องจะปรึกษา…” มันออกอาการกระอักกระอ่วนพักหนึ่ง “ แก…คือฉัน…แก คือว่า….แก…ฉัน”

“จะคือฉัน-คือว่าอีกนานไหม?” ผมหลุดเสียงรำคาญ….

ยัยชลิตาโยนแผ่นกระดาษที่เพิ่งปรินส์จากคอมพิวเตอร์ลงตรงหน้า….ห่า!…นี่ นี่ นี่

“ตั๋วเครื่องบิน มาร์ตินส่งมาให้….”

“…………” ผมอึ้งไปครู่ใหญ่ๆ…. “แกรู้ความหมายของมันใช่ไหม?” ผมถามกลับเสียงต่ำ ยัยช้างน้ำผิวสีน้ำตาลพยักหน้า

“ฉันอายุจะ 50 แล้วนะแก” พูดจบมันก็จิ! ปากปล่อยความไม่สบายใจสำแดงให้เห็น “แต่….ฉัน….กลัว”

ผมลุกเดินไปยังเคาน์เตอร์ที่มีผักสลัดหลายอย่าง มะเขือเทศ แครอท ไข่ 4 ฟอง ทูน่ากระป๋อง สลัดครีม แซนด์วิชสเปรดรออยู่… “แกจะกลัวอะไรไม่ทราบ” ผมถาม

“ก็….เออ….ฉัน….”

“ไอ้มาร์คมันเป็นฝรั่งตัวเล็ก อะไรๆ ก็ต้องเล็กตาม เชื่อฉัน มันไม่น่ากลัวหรอก”

“ไอ้บ้า!…..ฉันไม่ได้กลัวเรื่องนั้นโว้ย!….ไอ้ ไอ้ลามก”

ผมหันมาถลึงตาใส่ พร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า—เปล่า ฉันไม่ได้หมายถึงไอ้นั้น แกกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย ฮ่า ฮ้า ฮ่า ฮา ฮา”

“ฮ่า ฮ่า ฮา….อายุปูนนี้ละอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แกว่าไหม….แต่ที่ฉันกังวลคือชีวิตคู่นะแก….ต้องปรับอีกเยอะเลยนะ”

“มานี้เริ่มต้นจากการเป็นแม่บ้านแม่เรือนก่อนเลย” ผมเรียกมันเดินเข้ามาใกล้ๆ “ล้างผักด้วยผงฟูต่อด้วยน้ำส้มสายชูเพื่อความปลอดภัยเป็นอันดับแรก”

“แกจะสอนฉันทำสูตรไข่ตุ๋นทูน่าแซนด์วิชสเปรดราดผักสลัดแล้วใช่ไหม”

“เออ….วันนี้แถมสลัดหมูสับ กับเทคนิคทำไข่ดาว-ไข่ดาวน้ำไมโครเวฟให้ด้วย เวลาแกไปอยู่เยอรมันจะได้แสดงฝีมือให้ไอ้มาร์คเห็นไง”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดีเลยแกตั้ง 3 เดือน ถ้าไม่มีกิจกรรมทำฉันคงต้องเฉาตาย”

“ถ้างอมือ-งอตีนไอ้มาร์คอาจจะเทก็ได้” ผมพูดทีเล่นทีจริง

“แกนะ….ล้างผักแบบไหนบอกเลย….”

ผมจ้องหน้าในระยะประชิด “กลับไปอ่านตอนที่ 21 ใหม่ด่วนๆ…ยัยบ้า!-คอมพิวเตอร์สมองแกรวนหรือกำลังวุ่นอยู่กับไอ้หัวเหม่งไม่ทราบ….”

สูตรไข่ตุ๋นทูน่า-แชนด์วิชสเปรดราดผักสลัด

ส่วนประกอบที่ต้องเตรียม

  1. ผักสลัดจัดไปตามชอบ ไม่ว่าจะเป็น ผักกาดแก้ว, ผักกาดหอม, ผักกาดคอส, บัตเตอร์เฮด, เรสคอส, กรีนคอส, วอเตอร์เครสฮาวาย/จีน, เรดิชิโอ, เรสโอ๊ค, กรีนโอ๊ค, สลัดมิคซ์, กรีนโบว์ ผักหัวที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างสูงได้แก่ แครอท, เผือก, มันฝรั่ง, มันเทศ, และอีกมากมายจัดไปตามใจชอบ
  2. ธัญพืชรวม (ถ้าชอบ) จัดเตรียมให้สุกพร้อมรับประทานเลยนะครับสะดวกดี
  3. ทูน่ากระป๋อง ปริมาณตามสูตรของผมไม่ต้องถาม จัดไปตามความเหมาะสมของใครของมัน
  4. ไข่ไก่ 1-2 ฟอง/มื้อ/คน
  5. สลัดครีม, สลัดน้ำใสหรืออื่นๆ ได้หมด
  6. แซนด์วิชสเปรด เลือกใช้ยี่ห้อไหนก็ได้ แต่สำหรับผม….อะ อะ ไม่บอกเพราะไม่ได้ค่าโฆษณา
  7. เกลือ
  8. พริกไทยป่น สำหรับท่านที่ชอบกลิ่น ไม่ชอบไม่ต้องใส่
  9. สุดท้ายและท้ายสุด นมสดหรือนมพาสเจอรไรส์ชนิดไม่แต่งกลิ่น-ไม่แต่งรสนะครับ

ขั้นตอนการทำง่าย ๆ

  1. จัดการกับผักสลัดก่อนเลย หั่น ล้างสารพิษตามที่ได้นำเสนอในตอนที่ 21 ส่วนตัวขั้นตอนแรกจะแช่ผักสลัดที่หั่น-แต่งเรียบร้อยด้วยผงฟู (Baking Powder) 15 นาที ต่อด้วยน้ำส้มสายชูอีก 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำไหลผ่านเป็นอันจบขั้นตอน ใครที่ขี้เกียจล้างผักทุกๆ มื้อ สามารถใช้เทคนิคแบบผมก็ได้นะครับคือ ล้างผักสลัดที่ละเยอะๆ ค้างไว้ในตะแกรงจนสะเด็ดน้ำแล้วจัดใส่ทัพเพอร์แวร์ยัดตู้เย็นไว้ทีละ 3-4 มื้อไปเลย รับรองว่าผักสลัดยังสดกรอบใช้ได้อยู่
  2. คราวนี้เราหันมายังส่วนประกอบที่เหลือกันบ้าง จัดเตรียมถ้วยสำหรับนำเข้าไมโครเวฟขนาดย่อมๆ ไว้สักใบ ใครชอบธัญพืช-แครอทปั้น-แอปเปิลปั่น-หรือต้นผักอ่อนไม่ว่าจะเป็นผักบุ้ง-ทานตะวัน-กระเจียบ-ไควาเระ-โต้วเหมี่ยว-งางอก อย่างใดอย่างหนึ่ง-ล้างทำความสะอาดซอยใส่ถ้วยกะปริมาณตามความต้องการ-วางบนถาดรองพร้อมฝาครอบพลาสติดยัดไมโครเวฟก่อน 2 นาที
  3. เมื่อผักอ่อนตัวเรียบร้อยแล้วให้ตอกไข่ไก่ใส่ 2 ฟอง ตามด้วยทูน่ากระป๋อง เติมเกลือป่นเพิ่มรสชาตินิดหน่อย กะปริมาณเอาเอง แล้วตีส่วนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน
  4. จากนั้นให้นำเข้าไมโครเวฟโดยมีถาดรองและฝาครอบเช่นเคย ใช้อุณหภูมิ Auto cook 5 นาที
  5. เสร็จก็ยกออก-หน้าตาไข่ตุ๋นทูน่าสารพัดผักหรือธัญพืชเกือบสมบูรณ์แบบแล้วละ
  6. เติมสลัดครีมหรือสลัดน้ำใสอื่นๆ ลงไป กะประมาณเอาเองส่วนตัว 1 ช้อนคาว
  7. เติมแซนด์วิชสเปรดปริมาณเท่ากับน้ำสลัด จบด้วยการตีส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ส่วนตัวจะใช้หลังช้อนซ่อมสะดวกมือดี จากนั้นก็ลองชิม ใครชอบเค็มเติมเกลือป่น ใครชอบมัน-เติมนมสดหรือนมพาสเจอร์ไรส์ ส่วนใครชอบกลิ่นพริกไทยก็เติมพริกไทยแล้วมิกด้วยหลังช้อนซ่อมเป็นขั้นตอนสุดท้าย…จากนั้นพักรอ
  8. หันมาจัดผักสลัดที่เตรียมไว้ให้สวยงาม มีผลไม้เติมผลไม้ ใครชอบกล้วยแนะนำเป็นกล้วยน้ำว้าห่ามๆ 2 ใบ/มื้อ จากนั้นก็เอาไข่ตุ๋นทูน่าแซนด์วิชสเปรดราดลงบนผักสลัด-จัดให้สวยงามตามท้องเรื่อง
  9. ถ้ามีไข่ดาวน้ำ-ไข่ดาวเวฟ-ก็โป๊ะหน้าเป็นอันจบ-พร้อมรับประทาน ส่วนไข่ดาวที่ทอดด้วยน้ำมัน ผมลองดูแล้วไม่เวิร์ก มันเหนียวแถมน้ำมันยังทำให้แซนด์วิชสเปรดเลี่ยนจึงนิยมทำไข่ดาวเวฟหรือไข่ดาวน้ำเวฟแทน

เทคนิคการทำไข่ดาว-ไข่ดาวน้ำด้วยไมโครเวฟ โดยที่ไข่ไม่ระเบิด ง่ายๆ เทคนิคพื้นๆ มีดังนี้ครับ

  1. ถ้าเป็นไข่ดาวปกติ ตอกไข่ใส่ถ้วยพิมพ์ขนาดพอเหมาะ จากนั้นก็ตีไข่แดงให้แตก แล้วนำไปวางบนถาดรองครอบด้วยฝาพลาสติกยัดเข้าไมโครเวฟ กด Auto ไฟปกติ 1 นาที แต่ทุกๆ 15นาทีให้กดหยุด-เปิดฝาครอบเพื่อระบายอากาศป้องกันการระเบิด…พอครอบ 1 นาที ไข่ดาวเวฟก็จะออกมาสมบูรณ์แบบน่ารับประมาณไร้น้ำมันนานาชนิด กินได้เพลินๆ มื้อละหลายๆ ใบแล้วละ
  2. ส่วนไข่ดาวน้ำ ให้ใช้ถ้วยพิมพ์ขนาดพอเหมาะเติมน้ำร้อนหรือน้ำอุณหภูมิปกติสัก ¾ ถ้วย จากนั้นให้ตอกไข่ลงไป ไม่ต้องให้ไข่แดงแตกนะครับ นำไปวางบนถาดรอง-ครอบด้วยฝาพลาสติก กด Auto ไฟปกติ 1 นาที แต่ทุก ๆ 15 นาทีต้องกดหยุด-เปิดฝาครอบระบายอากาศ ทำแบบนี้จนครบ 1 นาที ไข่ดาวน้ำก็จะออกมาสมบูรณ์แบบ-สวยงามพร้อมรับประทานเช่นกัน ส่วนใครที่ชอบไข่แดงยางมะตูม กด Auto-เวฟแค่ 40-45 วินาทีก็พอ ง่ายแค่นี้-อาหารมื้อพิเศษก็จะนำทางคุณสู่เป้าหมายหลักกิโลเมตรที่ 80 แล้วละครับ

หมายเหตุ ใครที่ไม่ชอบทูน่า ผมแนะนำเป็นหมูสับเช่นเดียวกับยัยชลิตาก็ได้นะครับ แล้วหน้าตาไข่ตุ๋นหมูสับแซนด์วิชสเปรดราดผักสลัดกรอบๆ ก็จะสมบูรณ์แบบเช่นกัน หรือถ้าเบื่อผักสลัดให้เปลี่ยนเป็นผลไม้-ข้าวโพดต้ม-เผือก-มันเทศ-มันฝรั่งหรืออื่นๆ สลับกันไปได้เลย รับรองคุณค่าทางอาหารครบถ้วน สุขภาพแข็งแรงแน่นอน

“ออม….” ผมเรียกยัยออมสินขณะยืนหันหลังมองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มันหันกลับมาพร้อมกับดวงตาเริ่มจะแดงระเรื่อ “แกจะร้องไห้หาพระแสงอะไรเนี่ย” ผมตวาด

“แก…”

“จะไปขึ้นสวรรค์แท้ๆ….มาล่ำลานักอ่านก่อน เดี๋ยวฉันขับรถไปส่งสนามบินเอง”

“ลงนรกหรือเปล่าก็ไม่รู้”

ยัยออมสินยังเป็นกังวลไม่เลิก…..ผมดึงแขนมันเข้ามาใกล้ๆ “แกก็อย่าคิดมากซิวะ!….ปูนนี้ละอย่างมากก็แค่เสมอตัว นลง-นรกอะไรพูดไปเรื่อย ไอ้หัวเหม่งมาร์ตินก็เพื่อนฉัน แกก็ใช่ว่าจะไม่สนิท…ถึงมันจะเป็นฝรั่งแต่ก็เป็นฝรั่งตัวเล็ก อะไรๆ ก็ต้องเล็กตามนั้นละ…เชื่อฉันดิ!”

“แกนะ….”

“เออนะ….มาสรุปบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง แทนฉันหน่อย…ส่วนแกก็จะได้ไปเยอรมันซะที”

“ได้ๆ…คะ!…ดิฉัน Miss Charita ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามบทความชุด ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง…ตั้งแต่ต้นจนจบ-ดิฉันอยากจะสรุปสั้นๆ เป็นเพราะบทความทั้ง 22 ตอนของ Timmy Buto แท้ๆ ที่ทำให้ดิฉันย้อนวัยกลับไปเป็นนางสาวออมสิน หุ่นเปะ น้ำหนักเดียวกับสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ”

“และได้สามีด้วย…เน้นให้เครดิตฉันตรงนี้แรงๆ หน่อย…” ผมรีบแทรกเร็วๆ

“ไอ้บ้า!….แกสรุปเองเลย…คะท่านนักอ่านทุกๆ ท่านคะ ดิฉัน Miss Charita (ชลิต้า) ต้องเดินทางแล้วคะเดี๋ยวจะตกเครื่อง เร็วๆ แก ไม่อย่างนั้นฉันจะไปแท็กซี่เองแล้วนะ”

“กลัวไม่ได้ผัวรึไง”

“ไอ้บ้า!….ฉาน ฉานจะฆ่าแก”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็ต้องขอขอบพระคุณนักอ่านทุกๆ ท่านด้วยนะครับที่ติดตาม หากบทความชุด ผอม-เด็ก-ดูดีเริ่มต้นที่สมอง มีประโยชน์ก็ฝากแนะนำเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หรือญาติๆ เข้ามาอ่านเพิ่มยอดวิวเป็นกำลังใจให้ด้วย…ผิดพลาดประการใดต้องกราบขอโทษมา ณ ที่นี่ ขอบคุณสวัสดีครับ”

………………….สมบูรณ์แบบ………………

line1 for timmy

วิธีล้างผัก ผลไม้

วิธีล้างผัก ผลไม้

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 21 วิธีล้างผัก ผลไม้

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 21 วิธีล้างผัก ผลไม้

หากจะพูดถึงวิวัฒนาการอาหารสำหรับมนุษย์ ในมุมมองส่วนตัวแบ่งออกเป็น 5 ช่วง 5 ยุคดังนี้

  1. ยุคเริ่มแรกหรือยุคหิน ความจริงเป็นเช่นไรไม่มีใครรู้ แต่ถ้าจะให้เดาโดยอาศัยจินตนาการ อาหารมนุษย์ในยุกแรกน่าจะเป็นแค่อาหารสด หาได้แบบไหนก็กินกันแบบนั้น ไม่มีการปรุงแต่งหรือทำให้สุกใดๆ ทั้งสิ้น
  2. ยุคต่อมา…เมื่อมนุษย์เปลี่ยนจากชนเผาเร่ร่อนลงหลักปักฐานอยู่กับที่ การออกล่าสัตว์หาอาหารประทังชีวิตเป็นเรื่องยาก-ลำบากมากขึ้น มนุษย์เรียนรู้ที่ปลูก-เลี้ยงสัตว์ที่เป็นอาหารเอาไว้กินเอง ยุคนี้น่าจะมาพร้อมๆ วิธีทำให้อาหารสุกด้วยการเผา-ปิ้ง-ย่างแบบง่ายๆ เพื่อเพิ่มรสชาติรวมทั้งกลิ่นให้น่ารับประทานมากขึ้น วิวัฒนาปรุงแต่งอื่นๆ ก็เริ่มจากยุคนี้เช่นกัน
  3. ยุคอุตสาหกรรมอาหารตอนต้น ต่อมาอีกหลายพันปีเมื่อมนุษย์รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นสังคมและมีจำนวนมากขึ้น การผลิตอาหารจึงต้องเพิ่มตาม เมื่ออาหารสด-เนื้อสดไม่เพียงพอการนำเอาเนื้อสัตว์มาปรุงแต่งผสมกับผัก-ผลไม้เพื่อเพิ่มปริมาณจึงมีความจำเป็น เนื่องจากยุคนี้ความเป็นสังคม การเดินทาง-ติดต่อจึงได้นำอาหารเหล่านั้นไปเป็นสินค้าแลกเปลี่ยน ยุคอุตสาหกรรมอาหารเบื้องต้นจึงมีการแปรรูปเพื่อให้เก็บได้นานขึ้นเช่น-อบแห้ง-หมัก-ดอง…ยุคนี้น่าจะมีชื่อเรียกอาหาร-เห็นหน้าตาอาหารชัดเจนแล้วละ
  4. ยุคปัจจุบันหรือยุคอุตสาหกรรมอาหารตอนปลาย มีการแปรรูป-แลกเปลี่ยน-ซื้อขายเพิ่มเทคโนโลยี-เพิ่มสารปรุงแต่งรวมทั้งสารเคมีอีกหลายชนิดเพื่อยืดอายุให้นานขึ้น เมื่อมนุษย์มากขึ้น-การขยายตัวของสังคมถึงขีดสุด การผลิตอาหารไม่เพียงพอ มนุษย์จึงคิดค้นสารกระตุ้น-สารเคมี-ยากำจัดศัตรูพืช-ยาฆ่าแมลง-เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากที่สุด ทั้งภาคเกษตรต่อยอดถึงภาคอุตสาหกรรมล้วนจำเป็น-ต้องใช้สารเคมีในการผลิตทั้งสิ้น
  5. อาหารในยุคอนาคต มนุษย์ไม่สามารถก้าวข้ามสารเคมี-สารตกค้างที่มาพร้อมอาหารได้ เพื่อความอยู่รอด-วิวัฒนาการอาหารจำเป็นต้องมองข้ามรสชาติรวมถึงหน้าตา-สู่การกินที่มีศัพท์ใหม่เฉพาะอาจจะเรียกว่าการชาร์ตหรือเติมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงแทนการกินจากปากสู่กระเพาะ รวมถึงระยะเวลาในการชาร์ตสารอาหารแต่ละมื้อน่าจะนานกว่าปัจจุบันด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง อาจจะ 2-3 วันเติมคาร์โบไฮเดรต 1000 กรัม โปรตีน 1500 กรัม ไขมัน 200 กรัม หรือสารอาหารรวม 4 หลอด 5 หลอดเป็นต้น แน่นอนสิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นกับมนุษย์อนาคตแน่นอน

เอาละครับในเมื่อยุคปัจจุบันวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมอาหารยังไปไม่ถึงยุคอนาคต วิธีกำจัดสารพิษ-สารตกค้าง-สารปนเปือนจึงเป็นเรื่องจำเป็น หากหลักกิโลเมตรที่ 80 ยังเป็นเป้าหมาย ตามผมมาเลยครับ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ตอนที่ 21 จะรวบรวมวิธีล้างผัก-ผลไม้ในบทเดียวให้ได้อ่าน-ศึกษา-และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

“แก ฉันซื้อผักมาให้และล้างด้วยน้ำเกลือเรียบร้อยแล้วด้วย” ยัยชลิตาผลักประตูโผล่หน้าเพียงครึ่งเดียวบอก….

“ล้างด้วยอะไรนะ”

“เกลือ…ฉันอ่านเจอในอินเตอร์เนตเมื่อคืน…เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 4 ลิตรแช่ผักทิ้งไว้ 10 นาที”

“ฉันกำลังอ่านวิธีล้างผักและผลไม้เพื่อจะเขียนตอนที่ 21 พอดี : เขาบอกว่า วิธีล้างผัก-ผลไม้ด้วยเกลือป่น ไม่ค่อยเป็นที่นิยม เพราะลดปริมาณสารพิษ-สารตกค้างได้ไม่มาก-บางข้อมูลยังบอกอีกว่าการใช้เกลือล้างผัก-ผลไม้ไม่ได้ช่วยทำให้ผัก-ผลไม้สะอาดขึ้น เนื่องจากเกลือเป็นโซเดี่ยมคลอไรด์มีส่วนทำให้สารพิษ-สารตกค้างหรือยาฆ่าแมลงยิ่งติดแน่นคงทนมากขึ้น แต่ข้อมูลดังกล่าวก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ละนะ…เป็นอันว่าทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์นั้นแหละฉันล้างเอง” ผมพูดจากบทความในจอคอมพิวเตอร์

“เฮ้ย!….ได้ไง ถ้าอย่างนั้นแกเขียนจบแล้วส่งให้ฉันอ่านเลย เดี๋ยวจัดการต่อเอง…ฉันเป็นผู้หญิงนะโว้ย!…..แล้วก้อ…..” มันหยุดไปเฉยๆ ผมหันขวับด้วยความสงสัย….

“อย่ามีลับลมคมในกับฉัน….ยัยออมสิน….แล้วก้ออะไร….”

“ก็พอเดาออกแล้วนิ….”

“ตกลงไอ้ฝรั่งขี้นกหัวเหม็น…..”

“มาร์ตินเค้าเป็นคนดีนะแก….ถึงจะเป็นฝรั่งแคระก็เถอะ”

“เฮ้ย!…จริงดิ….”

“ไม่พูดมากละ….เขียนจบส่งให้ฉัน โอเคร!….” พูดจบมันก็ปิดประตูทันที…..

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยัยบ้าเอ้ย….”

ปัจจุบันคือยุคอุตสาหกรรมอาหารตอนปลาย

ประชากรมนุษย์บนโลกมีจำนวนมาก ความต้องการอาหารเพื่อดำรงค์ชีพก็สูง ขณะที่ภาคการผลิตมีพื้นที่เท่าเดิม ฉะนั้นมนุษย์จึงคิดค้นสารกระตุ้นเพื่อเร่งรัดเวลาเจริญเติบโตทั้งพืชและสัตว์ให้ใช้เวลาสั้นที่สุด จนเป็นสาเหตุให้อาหาร-ทั้งสำเร็จรูปและอาหารสดเต็มไปด้วยสารพิษ-สารเคมี-สารกระตุ้น-ยากำจัดศัตรูพืช-ยาฆ่าแมลง- เชื้อรา-แบคทีเรีย-ไวรัส-ไข่แมลง-ไข่พยาธิรวมทั้งโลหะหนักอื่นๆ มากมายปะปนมากับอาหารเหล่านั้น จนเป็นเหตุให้ชีวิตมนุษย์ไม่ปลอดภัย โรคที่เกิดขึ้นเฉียบพลันและเรื้อรังมาพร้อมกับสารตกค้างได้แก่ ปวดหัว-คลื่นไส้-อาเจียน-หน้ามืด-หายใจไม่ออก-ปวดท้อง-ท้องเสีย-เป็นไข้-ตัวชา-หมดสติ หรือที่เรียกว่า “อาหารเป็นพิษ”  ส่วนโรคเรื้อรังได้แก่ มะเร็ง-อัลไซเมอร์-พาร์กิมสัน-โรคกระเพาะ-การเจริญเติบโตผิดปกติและโรคเครียดเป็นต้น

เมื่อรู้ความร้ายแรงที่มาพร้อมกับสารพิษ-สารตกค้างแล้ว ทางรอดเดียวที่พอจะช่วยได้นั้นก็คือวิธีกำจัดสารตกค้างให้หมดไปหรือเหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ : ผมจึงรวบรวม 14 วิธีในการล้างผักและผลไม้ มาให้เลือกใช้ตามไลฟ์สไตล์และความสะดวกของแต่ละคน มีตั้ง 14 ข้อก็ต้องมีสักข้อละ-ที่สามารถปฏิบัติได้ทันที มาดูกันเลยครับ

  1. วิธีแช่ผัก-ผลไม้ด้วยน้ำเปล่า…เห็นหรือยังเพียงข้อแรกก็สามารถทำได้แล้ว โดยเริ่มจากการล้างผัก-ผลไม้ในรอบแรก เด็ดใบ-กิ่งก้านบางส่วน-นำลงไปแช่ในน้ำเปล่าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที วิธีนี้จะช่วยลดสารตกค้างได้ประมาณ 7-33%
  2. ล้างผัก-ผลไม้ด้วยวิธีปอกเปลือก ถ้าเป็นกะหล่ำปลีก็ให้ลอกใบนอกทิ้งสัก2-3ใบ ผลไม้ก็ปลอกเปลือกแล้วนำไปแช่ในน้ำสะอาดประมาณ 15 นาทีหลังจากนั้นก็ล้างอีกครั้ง วิธีนี้จะช่วยลดสารตกค้างได้มากถึง 27-72%
  3. ล้างผัก-ผลไม้ด้วยวิธีปล่อยน้ำไหลผ่าน ถ้าเป็นผัก-ผลไม้เล็กๆ ให้ใส่ตระแกรงโปร่งเปิดน้ำไหลผ่านได้เลย ถึงวิธีนี้จะใช้น้ำในปริมาณที่มากสักหน่อย แต่ก็สามารถลดสารตกค้างได้ประมาณ 25-63%
  4. วิธีการต้ม-ลวก : ก่อนจะนำผัก-ผลไม้ไปต้มหรือลวกควรล้างให้สะอาดก่อน วิธีนี้จะช่วยลดสารตกค้างได้ 50% แต่คุณค่าสารอาหารอาจจะสูญเสียไปเช่นกัน หากจะนำผักผลไม้ที่ว่าไปต้มหรือแกงต่อ ให้ทิ้งน้ำที่ใช้ลวกก่อนจะดีที่สุดนะครับ
  5. น้ำซาวข้าวก็ช่วยล้างผัก-ผลไม้ได้ ให้แช่ผัก-ผลไม้ในน้ำซาวข้าวประมาณ 10 นาทีแล้วล้างต่อด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้จะช่วยลดสารตกค้างได้ประมาณ 29-38%
  6. ล้างผัก-ผลไม้ด้วยน้ำปูนใส จะเป็นปูนแดงหรือปูนขาวที่ใช้กินกับหมวกก็ได้ เตรียมน้ำปูนใสให้พร้อมแล้วน้ำผัก-ผลไม้ลงไปแช่ประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นให้ล้างด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้จะช่วยล้างสารตกค้างได้ประมาณ 34-52%
  7. ด่างทับทิม (Potassium permanganate) ให้ใช้ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมกับน้ำเปล่า 4 ลิตร นำผัก-ผลไม้ลงไปแช่ประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้จะช่วยล้างสารตกค้างได้ประมาณ 35-43% ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ด่างทับทิมในปริมาณมากจนเกินไปเพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร-ระบบหายใจได้…
  8. น้ำส้มสายชู (Vinegar) ให้ใช้น้ำส้มสายชูที่มีความเข้มข้นประมาณ 5% ของกรดน้ำส้มผสมน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:10 แช่ผัก-ผลไม้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า วิธีนี้จะช่วยกำจัดสารตกค้างได้ประมาณ 60-84%
  9. ผงปูนคลอรีน (Calcium Hypochlorite) ให้ใช้ผงคลอรีน 60% จำนวนครึ่งช้อนชาผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตร นำผัก-ผลไม้แช่ประมาณ 15-30 นาที วิธีนี้จะช่วยฆ่าเชื้อโรคและสารตกค้างได้ดีมาก แต่อย่าลืมล้างด้วยน้ำสะอาดในขั้นตอนสุดท้ายด้วยนะครับ
  10. เบ็กกิ้งโซดา หรือโซเดี่ยม ไบคาร์บอนเนต (Sodium bicarbonate) บางทีเรียกว่า “โซดาทำขนมปัง” ใช้ครึ่งช้อนโต๊ะผสมน้ำเปล่า 10 ลิตร-นำผัก-ผลไม้ลงไปแช่ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด 2 รอบ วิธีนี้จะช่วยลดสารตกค้างได้มากถึง 90-95% เลยทีเดียว
  11. ผงฟู (Baking Powder) ให้ใช้ผงฟูครึ่งช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่นจนแตกตัวแล้วค่อยเทลงไปผสมกับน้ำเปล่าประมาณ 10 ลิตร-นำผัก-ผลไม้ลงไปแช่ประมาณ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำปล่า วิธีนี้จะช่วยล้างสารตกค้างได้มากกว่า 90%
  12. น้ำยาล้างผัก ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ความเข้มข้น 0.3% ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผัก-ผลไม้ประมาณ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้จะช่วยกำจัดสารตกค้างได้ประมาณ 25-75%
  13. น้ำยาล้างจาน-น้ำยาล้างขวดนมเด็ก วิธีนี้นิยมใช้ล้างผลไม้หรือผักหัวที่เป็นลูกๆ ใช้ฟองน้ำถูกเปลือกนอกเลยครับสามารถลดสารตกค้างได้ประมาณ 95 % วิธีนี้ล้างเปลือกไข่ก่อนนำไปต้มก็ได้นะด้วย
  14. ผงถ่าน-ผงถ่านแอคติเวทชาร์โคล (Activated charcoal ) หรือผงคาร์บอนกัมมันต์ (Activated carbon) เป็นผงคาร์บอนที่มีเนื้อพรุน มีคุณสมบัติดูดซับสูงมาก ให้ใช้ผงถ่าน 1 ช้อนชา ผสมน้ำ 5 ลิตร แล้วน้ำผัก-ผลไม้ลงไปแช่ประมาณ 20 นาที-ล้างด้วยน้ำสะอาดเป็นขั้นตอนสุดท้าย….

หมายเหตุ สำหรับเมล็ดธัญพืชและถั่วแห้ง ก่อนนำไปแช่หรือปรุงอาหารต้องล้างด้วยน้ำเปล่าก่อนเสมอนะครับ….

“แกผงฟูอยู่ไหน…”

“ในตู้แขวนซ้ายมือ”

“น้ำส้มสายชูละ”

“ด้านล่าง…” ผมตอบแบบเริ่มรำคาญ

“แล้ว…แล้ว…..” ยัยบ้ายังถามต่อไม่หยุด

“ไม่ต้องแล้ว กลับไปทำงานเถอะ…ปรินส์งานเสร็จจะล้างเอง”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…….ฉันก็คิดอยู่แล้ว…..ขอไข่ดาวน้ำ 2 ฟองด้วยนะกลัวโทรมนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เออ!…”

line1 for timmy

แผนปฏิบัติ ปฏิวัติความอ้วน

แผนปฏิบัติ ปฏิวัติความอ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 20 แผนปฏิบัติ ปฏิวัติความอ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 20 แผนปฏิบัติ ปฏิวัติความอ้วน

เนื่องจากสูตรหรือวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนในแบบที่นำเสนอ ไม่เชิงเป็นเรื่องของงานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนเพียงอย่างเดียว คนผอมหุ่นดี เปะ! เว่อร์! ที่เผลอเข้ามาอ่านก็ได้รับประโยชน์จากบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ไปพร้อมๆ กัน เพราะจุดประสงค์หนึ่งของโครงเรื่องที่วางไว้ตั้งแต่แรกคืองานลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพในระยะยาว ฉะนั้น งานที่ผมเขียนถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็น่าจะเป็นถนน-ถนนที่ชื่อว่า “สุขภาพ” สู่เป้าหมายคือหลักกิโลเมตรที่ 80 หรืออายุ 80 ปีเป็นหลัก

ถนนสุขภาพเริ่มต้นจากหลักกิโลเมตรที่ 0 แต่ไม่ว่าคุณจะเริ่มอ่านบทความนี้อายุเท่าไร เมื่อก้าวขาเข้ามาเดินบนถนนสุภาพ ทุกคนล้วนเริ่มต้นจากหลักกิโลเมตรที่ 0 ด้วยกันทั้งนั้น เราจะออกสตาร์ทที่จุดเดียวกัน เส้นทางหรือถนนสุขภาพจะนำทุกท่าน-ทุกวัยผ่านจุดเดียวกัน หลักกิโลเมตรเดียวกัน ชอบไม่ชอบก็ต้องผ่าน เพราะถนนที่ผมเขียนขึ้นมาไม่มีทางลัด ไม่มีจุดเชื่อมต่อจากเส้นทางอื่น หากท่านใด เคยรู้-เคยเห็นหลักกิโลเมตร  2 5 15 หรืออื่นๆ อยู่แล้ว (ยกตัวอย่าง) ก็ขอให้อ่าน-มอง-สำรวจเพื่อเป็นการรำลึก-ทบทวนสิ่งเก่าๆ Update ข้อมูลหรืออาจะช่วยผมทาสี แต่งเติมเพื่อให้หลักกิโลเมตรที่ว่าชัดเจนมากขึ้น มีน้ำหนัก-เพิ่มมุมมองที่ถูกต้อง-ถูกหลักฮวงจุ้ยมากกว่าของเดิม ผมจะขอบคุณเป็นอย่างมาก เพราะถนนสุขภาพพร้อมเปิดทางสำหรับทุกคน-เข้ามาช่วยกันซ่อมแซม-กรุยทาง-เบิกทางสู่หลักกิโลเมตรที่ 80 อันเป็นเป้าหมายให้ได้ หากทุกคนเดินทางจนถึงหลักกิโลเมตรที่ 80 ได้สำเร็จพร้อมกันหลายๆ คน…ในวัย 80 ปีก็จะไม่เหงา เราจะจูงมือกันฉลองชัยในบั้นปลายอันหมายถึงกำไรชีวิตจากหลักกิโลเมตรที่ 81 กระทั้งธรรมชาติจะเรียกกลับคืน เมื่อนั้น-วันนั้นเราถึงจะปล่อยมือร่วมส่งกันและกันด้วยรอยยิ้ม คุณพร้อมจะเข้ามาร่วมเดินทางไปกับเราหรือยังครับ ถ้าพร้อมแล้ว กลับไปเริ่มต้นอ่านตอนที่ 1 โดยด่วน

หลักกิโลเมตรแรกบนถนนสุขภาพ ผมนำไปเจอกับอะไร? จำสูตรคำนวณหาค่า BMI แบบง่ายๆ ได้ไหม? : น้ำหนัก(กิโลกรัม)หารด้วย{ส่วนสูง(เมตร)ยกกำลัง 2}  ผมยกสูตรคำนวณค่า BMI ขึ้นมาก็เพราะค่า BMI เป็นการวิเคราะห์สุขภาพเบื้องต้น หากถนนสุขภาพไม่ผ่านหลักกิโลเมตรนี้ เราก็จะไม่รู้เลยว่าถนนที่กำลังเดินอยู่มีชื่อว่าอะไร การประคับประคองร่างกายหรือเพื่อนตายสู่หลักกิโลเมตรที่ 80 ก็จะสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ฉะนั้นการคำนวณหาค่า BMI ก็เสมือนทุกๆ ท่านได้เห็นป้ายชื่อถนน เห็นจุดเริ่มต้น และมองเห็นเป้าหมายก่อนจะเริ่มก้าวแรก พูดง่ายๆ ค่า BMI คือจุดวิเคราะห์เพื่อจะนำเข้าสู่ถนนสุขภาพนั้นเอง

หลักกิโลเมตรต่อมาวิธีคำนวณการเผาผลาญพลังงาน Basal Metabolic Rate (BMR)

  • สำหรับผู้ชาย BMR = 66+(13.7 x น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม)+(5 x ส่วนสูงเป็นเซนติเมตร)-(6.8 x อายุ)
  • สำหรับผู้หญิง BMR = 665+(9.6 x น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม)+(1.8 x ส่วนสูงเป็นเซ็นติเมตร)-(4.7 x อายุ)

ค่าที่ได้คือพลังงานที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ต่อ 1 วันหน่วยเป็นกิโลแคลอรี่ขณะที่ร่างกายยังไม่ขยับเขยื้อนหรือมีกิจกรรมใดๆ แล้วไลฟ์สไตล์แต่ละคนละ- 1 วัน ร่างกายต้องการพลังงานเท่าไร ผมมีสูตรให้คำนวณเพิ่มคร่าวๆ ดังนี้ครับ

  • ถ้านั่งอยู่กับที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลยก็จะ = BMR x 1.2
  • ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเล็กน้อยประมาณสัปดาห์ละ 1-3 วัน = BMR x 1.375
  • ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาปานกลางประมาณสัปดาห์ละ 3-5 วัน = BMR x 1.55
  • ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก ประมาณสัปดาห์ละ 6-7 วัน = BMR x1.725
  • ออกกำลังการหรือเล่นกีฬาอย่างหนักทุกวัน เช้าเย็น = BMR x 1.9

หลักกิโลเมตรนี้บอกอะไรบ้าง?…แน่นอนเมื่อคำนวณจบเราก็จะรู้คร่าวๆ แล้วว่า ในรอบ 1 วัน ควรรับประทานอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานมาก-น้อยเท่าไร? หากรับประทานน้อยกว่าร่างกายต้องการจะเกิดอะไรขึ้นและหากรับประทานมากกว่าละ…ง่ายๆ ร่างกายหรือเพื่อนตายก็จะเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินให้เป็นพลังงานสำรองในรูปแบบของไขมัน ร่างกายก็จะขยายใหญ่ขึ้น อ้วนขึ้น ตรงไปตรงมา จบเห่กันละยัยอ้วน-ไอ้อ้วน…สมการตรงไปตรงมา-ข้อนี้ต้องยกเว้นสำหรับบางคนที่มีโรคประจำตัวนะครับ

เมื่อรู้จักค่า BMI ต่อด้วยค่า BMR เรียบร้อยแล้วและเดินทางต่อได้สักระยะ หลายคนอาจจะเกิดคำถามหรือสงสัยว่า “ฉันยังอ้วนอยู่หรือเปล่านะ, น้ำหนักมาตรฐานหรือยัง หรือ ผอมไปหรือเปล่าเนี่ย” ต่างๆ นานา ผมจึงยกสูตรง่ายๆ สำหรับคำนวณหาค่ามาตรฐานของคนไทยและคนเอเชีย นั้นก็คือ

  • ผู้ชายใช้ส่วนสูงเป็นเซนติเมตรลบด้วย 100
  • ผู้หญิงใช้ส่วนสูงเป็นเซนติเมตรเช่นกันลบด้วย 110

ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำหนักหน่วยเป็นกิโลกรัม เมื่อเดินทางมาจนถึงหลักกิโลเมตรนี้หลายคนคงจะรู้แล้วใช่ไหมครับว่า ร่างกายที่แบกรับน้ำหนักไปไหนมาไหนตลอดเวลาอยู่ในเกณฑ์มารฐานหรือสุ่มเสี่ยงต่อสารพัดโรค ไลฟ์สไตล์แบบที่เป็นอยู่ควรจะปรับปรุงอย่างไร?-อาหารกลุ่มที่ให้พลังงานและไม่ให้พลังงานมีอะไร-ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ต้องกินในปริมาณมากหรือน้อยแค่ไหน? ถึงจะพอดีหรือเพียงพอต่อความต้องการ  ผมจงใจส่งข้อมูลเหล่านี้เข้าไปฝังในสมอง เพราะธรรมชาติไม่อยากตายง่ายๆ-สมองนั้นแหละจะเป็นตัวขับเคลื่อน-สานต่อในการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนและดูแลสุขภาพอย่างเป็นระบบ หลักกิโลเมตรถัดๆ ต่อจากนั้นกระทั้งถึงหลักกิโลเมตรที่ 80 อันเป็นเป้าหมายก็จะพอคาดเดาแนวทางได้ ระหว่างหลักกิโลเมตรนี้ผมถึงได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึก สารอาหารและอาหารแต่ละชนิด แต่ละประเภท ชนิดไหน-ประเภทไหนส่งผลกับเพื่อนตายหรือร่างกายอย่างไร ไม่สักแต่ว่าขอให้เป็นอาหารในรูปที่ชินตาก็ยัดเข้าปากขอให้อิ่มไปวันๆ ไม่ใช่!….เพราะถ้าต้องการเดินอยู่บนถนนสุขภาพอันมีเป้าหมายคือหลักกิโลเมตรที่ 80 ทุกคน-ทุกท่านต้องเลือกแต่สิ่งดี เติมอาหารและสารอาหารที่เกิดประโยชน์เข้าสู่ร่างกายอย่างไม่มีทางเลือก

ผมไม่อยากให้ซีเรียตกับข้อมูลเชิงลึกที่ว่ามา พูดง่ายๆ ไม่อยากให้พยายามจำ-เพราะเมื่อข้อมูลเหล่านั้นผ่านสายตาจะไหลเข้าสู่สมอง-ระบบสั่งการอัตโนมัติก็จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้เมื่อผ่านหลักกิโลที่ว่าไปได้ ทุกคน-ทุกท่านต้องสนุกกับมัน สนุกอยู่บนถนนที่ชื่อว่าสุขภาพให้เต็มเหนี่ยว เมื่อสนุก เราก็จะทำมันได้บ่อยๆ-เป็นประจำกระทั้งเกิดวินัยสร้างนิสัย-ฝังลงสู่กมลสันดานโดยไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ เชื่อผมซิ!

“แก Timmy ฉันได้ทำ แผนปฏิบัติ ปฏิวัติความอ้วน ขึ้นมา ช่วยตรวจดูให้หน่อยซิ! ว่ายังขาดตกบกพร่องอะไรบ้าง”  พูดจบยัยชลิตาหรือยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำก็วางแผ่นกระดาษที่ถูกปริ้นส์จากคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ วางลงต่อหน้า ผมหยิบขึ้นมาเอนหลังกับพนักเก้าอี้นวม

“อือ!….ดีวะ แต่ขอเวลาหน่อย”

“ฉันประมวล-สรุปจากบทความของแกตั้งแต่ตอนที่ 1 จนถึงตอนที่ 19 เลยนะ ถ้าโอเคร! จะได้ส่งไปทำบุญทำทานกับยัยแอนด์-ยัยเชอรี่…..ฮิ ฮิ ฮิ…เด็กของแกทั้งนั้น”

“ส่งไฟล์เข้าไลน์ฉันละกัน ขี้เกียจพิมพ์ใหม่นะ” ผมเงยหน้าบอก

“โอเคร!….ได้เลย Thanks….ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถึงวันนี้ฉันพอจะเป็นโปรเทรนนิ่งได้หรือยังวะแก”

“เริ่มต้นจากยัยเชอรี่ก่อนเพราะยัยแอนด์มาให้ฉันเทรนให้เงียบๆ จนน้ำหนักลดไปหลายกิโลกรัมแล้วละ….”

“ห่า!…จริงดิ!….แหมยัยนี้ทำอะไรไม่เคยเห็นหัวฉันเลย…จะโทรต่อว่าซะหน่อย….ไปละ ไฟล์จะส่งให้…โอ้ยยย!….ยัยบ้าเอ้ยหลอกได้แม้กระทั่งฉัน….” นางเดินบ่นเป็นหมีไม่ได้กินผึ้งไม่ทันถึงประตูก็หันมาตวาดเสียงดัง “แกก็อีกคน…จำไว้เลยนะ”

แผนปฏิบัติ ปฏิวัติความอ้วน

ไม่เพียงเป็นแผนปฏิวัติความอ้วนเท่านั้น แต่ตั้งใจว่าจะให้เป็นแผนที่เดินทางบนถนนสุขภาพมุ่งหน้าสู่หลักกิโลเมตรที่ 80 อันเป็นเป้าหมายให้จนได้ ฉะนั้นความสำคัญจึงไม่ได้มีสำหรับคนลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนเพียงอย่างเดียว แต่สำคัญสำหรับทุกคน ผมจะเริ่มต้นในการทำแผนปฏิบัติตั้งแต่ตื่นนอนกระทั้งหลับ หากสามารถปฏิบัติได้ รับรองว่าชีวิตที่เริ่มต้นจากหลักกิโลเมตรที่ 0 จะราบรื่นอย่างแน่นอน

ตื่นนอน ผมขอใช้ไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่ในการนำเสนอเทียบเคียงนะครับ โดยจะเริ่มต้นเขียนและขีดเส้นใต้หนาๆ ด้วยประโยคที่ว่า “ช่วงเช้าคือทุก ๆ อย่างของทั้งวัน” ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม เพราะความหมายกระจ่างในตัวอยู่แล้ว  8 ข้อที่ต้องปฏิบัติหากต้องการให้ตลอดทั้งวันราบรื่น มีดังนี้

  1. ตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกๆ วันโดยใช้นาฬิกาชีวิตเป็นตัวปลุกเรียก ใครที่ยังสร้างนิสัยการตื่นไม่ได้-แรกๆ อนุญาตให้ใช้นาฬิกาปลุกไปก่อน ถ้าผ่าน 21 วันนาฬิกาชีวิตจะปลุกคุณเอง
  2. ต้องมีเวลาก่อนเริ่มต้นทำงานอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพราะอะไร ก็เพราะช่วงเช้าคือทุกอย่างของทั้งวัน ฉะนั้นหากคุณตื่นมาพร้อมกับความเร่งรีบ ทั้งวันของคุณก็จะวุ่นวายกระทั้งหลับ ผมอยากให้เวลาช่วงนี้สบายๆ สมองจะได้มีเวลาทบทวน
  3. ให้ร่างกายเจอแสงตอนเช้าทุกวัน….ใครสามารถไปออกกำลังกายกลางแจ้ง-รับแสงแดดระหว่าง 6.00 น.-8.00 น. จะดีมาก หรือหากไม่สามารถ ตื่นนอนให้เปิดไฟ-เปิดม่าน-เปิดหน้าต่างรับแสงในทันทีช่วยได้ครับ
  4. ดื่มน้ำ 2 แก้วทันทีที่ตื่น….ก็ประมาณว่าเวลาหลับ 6-8 ชั่วโมง ร่างกายไม่ได้รับน้ำเลย การดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอนก็ประมาณได้เติมน้ำใหม่เข้าไปหมุนเวียน-เปลี่ยนถ่ายน้ำเก่าที่ร่างกายใช้งานมาทั้งคืนนั้นเอง
  5. ออกกำลังกาย หรือขยับเขยื้อนร่างกายอย่างน้อย 15-20 นาทีทุกๆ วัน เป็นการรีสตาร์ททุกๆ ระบบเพื่องานเผาผลาญตลอดทั้งวันจะได้มีประสิทธิภาพ-ไม่สะดุด
  6. เขียนอะไรก็ได้-จะบันทึก-เขียนโน้ต-ระบายความในใจหรือค้นหาคำที่ให้กำลังใจตัวเองสัก 1 หน้ากระดาษ A4 เพื่อเป็นการจูน-ปรับระบบสั่งการให้เข้าที่เข้าทาง เมื่อสมองได้ออกกำลังคิด สมองก็จะทำงานได้ดีตลอดทั้งวันเช่นกัน
  7. กินอาหารเช้าให้ตรงเวลา อาหารมื้อเช้าสำหรับคนกำลังลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนไม่ค่อยซีเรียตเท่าไร หิว-อยาก-อะไรกิน แต่ขอให้ศึกษาข้อมูลโภชนาการ สารอาหารให้ดี ควรกินให้จบภายใน 1 ชั่วโมง
  8. พยายามหาสิ่งดีๆ-เติมสิ่งดีๆ หรือฝึกมองโลกในมุมบวก เพราะหากเริ่มต้นด้วยความสุข ชีวิตทั้งวันก็จะสุขไปด้วย

ระหว่างทำงานช่วงเช้า สิ่งที่สามารถเติมเข้าสู่ร่างกาย น้ำเปล่า ชาเขียว น้ำมะนาว กาแฟดำ และน้ำสมุนไพรที่ไม่ใส่น้ำตาล-ไม่ใส่ครีม งดขนมขบเคี้ยบกรุบกรอบ เค้ก เด็ดขาด! STOP NOW!

อาหารมื้อเที่ยง สำหรับท่านที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน ให้ลดอาหารกลุ่ม ข้าวแป้งน้ำตาล ลงครึ่งหนึ่งของมื้อเช้า โปรตีนกินให้ถึงตามสูตร ไขมันดีกินได้ไม่ต้องกลัว สำคัญพยายามกินให้จบภายใน 1 ชั่วโมงเช่นเดียวกับมื้อเช้า น้ำเปล่าไม่จำกัด

ระหว่างทำงานช่วงบ่าย สิ่งที่สามารถผ่านเข้าปากได้เช่นเดียวกับระหว่างทำงานช่วงเช้า ขนมขบเคี้ยว กรุบกรอบตัดทิ้ง แต่สำหรับท่านที่ไม่ค่อยซีเรียตเกี่ยวกับน้ำหนัก-สัดส่วน ขนมขบเคี้ยวในกลุ่มธัญพืชได้ แต่ไม่ควรเยอะ เพราะสิ่งที่แฝงมากับขนมเหล่านี้ไม่มีเฉพาะธัญพืชอย่างเดียว น้ำตาล-น้ำมัน-แม้ไขมันทรานส์ก็อาจจะมีแฝงมาด้วยไม่มากก็น้อย….

และอาหารมื้อเย็น ควรลดหรืองดอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานโดยเฉพาะ ข้าวแป้งน้ำตาล กินให้จบภายใน 1 ชั่วโมงเช่นเดียวกับ 2 มื้อข้างต้น ถ้าจบก่อน 18.00 น.ได้จะดีมากๆ สำหรับท่านใดใช้สูตร IF ให้งดอาหารมื้อนี้ทำ Fasting ยาวไปถึงมื้อเช้าของอีกวันได้เลย ผลดีต่อร่างกายมากกว่าผลเสีย สำคัญการงดอาหารมื้อเย็นจะทำให้คุณไม่แก่เร็วอีกด้วย แต่ถ้าใครที่หิวจนทนไม่ไหว โปรตีนกับผักก็พอนะครับ

สุดท้ายก่อนเข้านอนสัก 1 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำเปล่า 1 แก้วเพื่อเป็นการล้างกระเพาะ-ลำไส้ แล้วการหลับลึกในช่วงเวลา 22.00 น.-02.00 น. โกรทฮอร์โมนจะได้ทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพ-ดีต่อเพื่อนตายของคุณทุกระบบอย่างแน่นอน

เมื่อร่างกายหรือเพื่อนตายได้รับแต่สิ่งดีๆ มีคุณภาพ ตรงเวลา แผนที่เดินทางจากหลักกิโลเมตรที่ 0 กระทั้งถึงเป้าหมายคือหลักกิโลเมตรที่ 80 ก็จะชัดเจน คุณภาพชีวิตบนถนนสุขภาพก็จะชัดเจน-สมบูรณ์แบบทุกกคน ก่อนจะปิดบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ผมอยากจะทิ้งท้ายไว้แบบนี้ครับ มนุษย์ที่เกิดมาบนโลกมีหลากหลายเผ่าพันธุ์-สีผิว-แม้กระทั้งเส้นขนหรือสีผมบนหัว แต่มนุษย์-ทุกคน-ทุกเผ่าพันธุ์-ทุกสีผิว-ทุกสีผม-ก็ล้วนถูกสร้างให้มีความสมบูรณ์แบบในตัว มีความสวยงาม-หล่อในแบบของตัวเอง หากพอใจในสิ่งเหล่านี้-แล้วให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นหลัก คุณก็จะดูดี-หล่อ-สวยและแข็งแรงในแบบของคุณ จนหลายคนที่เผลอเดินออกนอกถนนที่ชื่อสุขภาพต้องอิจฉาในบั้นปลายชีวิต….นี้คือความจริงแท้แน่นอนครับผม

สำหรับอีก 2 ตอนที่เหลือใครรักสุขภาพอยากรู้จักผัก-ผลไม้-วิธีล้าง-และสูตรอาหารคลีนที่ผมกินทุกเช้า อย่าได้พลาดเชียว…ถ้าพลาด คุณก็จะพลาดสูตรอาหารคลีนดีๆ ที่ทำได้ง่าย-เร็ว-สะดวก-สะอาด-ปลอดภัยมีสารอาหารครบถ้วน…..เร็วๆ นี้ แล้วเจอกันครับ

line1 for timmy

ออกกำลังกายให้สนุกลุคใสๆ จะกลับมา

ออกกำลังกายให้สนุกลุคใสๆ จะกลับมา

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 19 ออกกำลังกายให้สนุกลุคใสๆ จะกลับมา

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 19 ออกกำลังกายให้สนุกลุคใสๆ จะกลับมา

ในตอนที่ 18 ผมวางยายัยชลิตาไว้ข้อหนึ่ง ถ้ามันโวยวายแสดงว่าสอบผ่าน รอลุ้นไปพร้อมกันนะครับ นี้เกือบหกโมงเช้าละ มันปรับไลฟ์สไตล์มาตื่น-นอน-ทำงานพร้อมกับผมเพราะอาหารคลีนเป็นเหตุ ภาระในการเตรียมอาหารจึงตกเป็นของผมไปโดยปริยาย

“ก๊อกๆ….”

นั้นไงหลังจากที่มันเปลี่ยนเวลาตื่นมา 21 วัน-ในที่สุดนาฬิกาชีวิตก็ทำงาน เราจะไปออกกำลังกายกัน-เดี๋ยวขอสวมรองเท้าก่อน…. “เออ ๆ ไปแล้ว” ผมตะโกนบอกจากในห้องและทันทีที่เดินทางมาถึงสวนสาธารณะและขณะกำลังวอร์ม-อัพร่างกายอยู่นั้น

“แก…เมื่อคืนฉันไล่อ่านตอนที่ 18 อยากหน้าใสในวัย 40+ ต้องทำ 10 ข้อ-ในข้อที่ 3 (3.การกินข้าวตามวัฒนธรรมอาหารแบบไทย หรือการกินแป้ง ขนมปังและอาหารจำพวกเส้นตามวัฒนธรรมชาติตะวันตก แม้กระทั้งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารทั้งหมดที่กล่าวมาสุดท้ายจะถูกย่อยเป็นน้ำตาล ก็อย่างที่ได้เสนอไปแล้วนั้นแหละครับว่าฤทธิ์ของน้ำตาลทำให้ร่างกายรวมทั้งชั้นผิวภายนอกแก่ได้เร็วแค่ไหน…ทราบแล้วต้องเลี่ยง)….ในเมื่อข้าวแป้งน้ำตาลเป็นอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงาน ทำไมต้องเลี่ยงด้วยวะ”

ผมเบือนหน้าที่กำลังอมยิ้มไปทางอื่น….

“แก….ได้ยินที่ฉันพูดไหมเนี่ย”

“เออ….” ผมหยุดคิด (ยายนี้สอบผ่านโว่ย!) “….คนทุกวัยที่มีลมหายใจ อาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานขาดไม่ได้เด็ดขาด  ฉะนั้นคนในวัย 40+ ถ้าอยากหน้าใส ต้องใส่ใจไลฟ์สไตล์-คำนวณหาค่า BMR ของตัวเองให้เรียบร้อย เมื่อรู้ว่าอาหารในกลุ่มนี้โดยเฉพาะข้าวแป้งน้ำตาล-ร่างกายต้องการปริมาณเท่าไรต่อวัน เราจึงควบคุมการกินให้ใกล้เคียงที่สุด”

“ถ้าอย่างนั้นฉันใช้สูตร IF ของแกเลยได้ไหม”

“อาหารคลีนของฉันถูกบังคับไปในตัวแล้วนี้…” ผมแซวกลับพร้อมกับจ้องยัยชลิตาในระยะประเมิน “หุ่นแกเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วนะ….ถ้าใส่ชุดนักศึกษาฉันคงเผลอคิดว่าเรายังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ”

“น้ำหนักเข้าที่เข้าทางแล้วละ แต่ผิวฉันซิ! แห้ง แก้มก็ตอบไปหน่อย…ฉันคิดว่านะ”

ผมสำรวจตามที่ยัยชลิตาบอก แล้วก็พยักหน้า “ไม่เป็นไรเสริมโปรตีนอีกหน่อย มื้อเช้ากลับไปจะทำไข่ดาวน้ำเพิ่มสัก 3 ฟอง”

“โห!….คอเลสเตอรอลฉันไม่พุ่งรึไงยะ…”

“ไม่หรอก…แกมีแผนตรวจสุขภาพทุกๆ 6 เดือนอยู่แล้วนี่…อีกอย่างมื้อเย็นจากที่แก Fasting ให้กลับไปกินโปรตีนกับผัก ยิ่งมาออกกำลังกายด้วยแล้วแก้มตอบมากกว่านี้เดี๋ยวจะกู้กลับลำบาก”

“นี่!…ให้กำลังใจแล้วใช่ไหม” มันแยกเขี้ยวถาม

“เอาน่า….ใช้คำแรงๆ นี้แหละได้ผลไว…ไปวิ่งสักรอบแดดมาละ”

…………

…………

“เฮ้ย!…ทำไมแกวิ่งเหมือนกับเดินเร็วเลยวะ” ยัยชลิตาที่วิ่งยังกับม้ากระโดดอยู่ข้างๆ ถาม

“แต่ก่อนฉันก็วิ่งเหมือนแกนี้ละ แต่พอวิ่งหนักเข้า หัวเข่า-ข้อเท้ามีปัญหาจึงไปให้หมอเช็ค….”

“หมอว่าอย่างไรแก…”

“เวลาวิ่ง-ร่างกายจะทิ้งน้ำหนักลงสู่ขาทีละข้าง น้ำหนักตัวเท่าไรคูณด้วย 2 นั้นแหละคือน้ำหนักกระแทกลงหัวเข่าและข้อเท้า ถ้าไม่ปรับพฤติกรรมรับรองเกิดปัญหาใหญ่แน่นอน” ผมอธิบาย และก็เห็นยัยชลิตาค่อยๆ ลดสเต็ปการวิ่งของตัวเองลง

“เออ จริงวะ…”

“เพราะฉะนั้น ถ้าแกจะวิ่งเพื่อออกกำลังกาย ไม่ใช่ซ้อมเพื่อไปแข่งขัน ควรปรับสเต็ปเท้าใกล้เคียงกับการเดินเร็วให้มากที่สุด-ดีต่อการออกกำลังกายในระยะยาวด้วย”

“อย่างไรวะ สอนหน่อยดิ!”

“ง่ายๆ….วิธีการวิ่งเพื่อลดแรงกระแทก คือให้ฝ่าเท้า 2 ข้างวางอยู่บนพื้นแล้วค่อยก้าวต่อไปเสมอ”

“ให้ฝ่าเท้า 2 ข้างวางอยู่บนพื้นแล้วค่อยก้าวต่อไป….แบบนี้น่าเกลียดไหมแก คือฉันกลัวท่าวิ่งจะไม่ดึงดูดนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ยับบ้าเอ้ย! นึกว่าเรื่องอะไร….ที่สำคัญแกต้องหาสเต็ปการวิ่งของตัวเองให้เจอ…พยายามให้ฝีเท้าสัมพันธ์กับจังหวะของลมหายใจ แล้วแกจะวิ่งได้นานและสนุก เมื่อสนุกการออกกำลังกายก็จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เมื่อนั้นความสำเร็จเรื่องสุขภาพองค์รวมก็จะเกิดขึ้น ไม่เจ็บไม่ป่วยกระทั้งอายุ 80 ปี เอาไม่เอา”

“เอาดิ!….แต่ฉันเริ่มหายใจไม่ทันแล้ววะ แกวิ่งต่อไปเถอะ ฉันขอเปลี่ยนเป็นเดินเร็วดีกว่า เผื่อว่าจะเป็นสเต็ปของฉัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ อากาศกำลังดีโคตรๆ….ฉันขอวิ่งสัก 2 รอบแล้วกลับไปเจอกันที่เดิมนะ”

“โอเคร!…ฉันน่าจะมาออกกำลังกายกับแกตั้งนานแล้ว-ไม่น่าเชื่อว่าการได้รีสตาร์ทร่างกายตอนเช้าๆ จะรู้สึกดีเช่นนี้….”

เอาละครับ ออกกำลังกายให้สนุกลุคใสๆ จะกลับมา ผมจะประมวลสิ่งที่หลายๆ คนได้เขียนไว้ตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งคุณหมอหลายๆ ท่านมารวมกัน-การออกกำลังกายมีความสำคัญ-สัมพันธ์กับการทำให้เด็กลงได้อย่างไร และออกกำลังกายแบบไหน-ท่าไหนส่งผลกับลุคใสๆ ตรงๆ….ครับ!-อันที่จริง-เราต้องยอมรับความเป็นจริงข้อหนึ่งก่อนนะครับว่า ลุคใสๆ กู้กลับคืนมาไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับ ผ่านแล้วผ่านเลย แต่เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายหรือเพื่อนตายที่ถูกใช้งานมาครึ่งชีวิต ลุคใสๆ ที่ยกขึ้นมาจึงหมายถึง ท่วงท่า-ท่าทางกระฉับกระเฉง-มวลกล้ามเนื้อ-มวลกระดูกรวมทั้งผิวพรรณ ไม่โรย-แห้ง-เหี่ยว-หย่อนยานไปพร้อมกับเวลาเท่านั้นเอง คำถามจึงมีอยู่ว่า เมื่องานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนเข้าที่เข้าทาง-สเต็ปต่อไปคืออะไร…

ก็คือ…งานสร้างมวลกล้ามเนื้อให้กระชับอย่างไรละครับ ง่ายๆ -ออกกำลังกายให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตหรือเป็นกิจวัตรประจำวันไปเลยจะช่วยในเรื่องนี้ได้เยอะ แล้วจะออกกำลังกายแบบไหน-ท่าไหน จากที่ผมประมวลมีดังนี้

  1. เวทเทรนนิ่ง เริ่มจากเบาๆ หลังตื่นนอนตอนเช้า 15-20 นาทีก่อนอาบน้ำทุกวัน เสริมด้วยโปรตีนมื้อเช้า เที่ยง เย็น ตามสะดวก โปรตีนส่วนนี้จะเข้าไปเสริมกล้ามเนื้อ-ซ่อมแซมกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอทำให้กระชับ คืนท่วงท่ากระฉับกระเฉง ในที่สุดความเป็นหนุ่มเป็นสาวก็จะกลับมาเองโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ
  2. บ้านใครที่อยู่ใกล้สนามกีฬาหรือสวนสาธารณะเปิดโล่ง ถือว่าโชคดีมากๆ เพราะการออกกำลังกายกลางแจ้งด้วยการเดิน-วิ่งเบาๆ เป็นประจำ นอกจากจะกู้ท่าทางเฉื่อยชาแบบคนแก่สู่ท่วงท่ากระฉับกระเฉงแบบหนุ่มสาวได้เร็วแล้ว ระบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นย่อยอาหาร เลือด หัวใจรวมถึงปอดก็จะถูกกระตุ้นจนเกิดผลดีมากมาย…อีกประการ : ผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง-ได้รับแสงแดดตอนเช้าระหว่าง 6.00 น.-8.00 น. เป็นประจำนอกจากจะเพิ่มภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แล้ว ยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย
  3. โยคะ สำหรับคนที่ออกกำลังกายหนักๆ ไม่ได้ อาจจะเกิดจากโรคประจำตัวหรือสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย โยคะจึงเป็นทางออก การฝึกโยคะนอกจากจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จิตใจยังได้ผ่อนคลายตามไปด้วย เมื่อไม่เครียด ระบบอื่นๆ ก็จะถูกกระตุ้น ชีวิตดี กล้ามเนื้อกระชับผิวพรรณกลับมา คุณก็จะดูเด็กอัตโนมัติ
  4. ว่ายน้ำ การออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำช่วยได้เยอะมาก เป็นการออกกำลังกายอย่างเดียวที่ให้ผลไปพร้อมกันทุกส่วน-ทุกระบบ เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นทุกวัน คุณก็คิดเอาเองนะครับว่างานกู้ร่างเพื่อกลับคืนสู่วัยหนุ่มสาวจะง่ายดายเพียงใด

แต่สำหรับผม ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายด้วยท่าไหน-แบบไหน ล้วนส่งผลดีต่อร่างกายทั้งสิ้น สำคัญอยู่ที่ ทำมันให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ออกกำลังกายให้เป็นนิสัย-เป็นกิจวัตรประจำวัน เบา ๆ-อย่าหักโหม-อย่าหนักจนร่างกายได้รับบาดเจ็บ-ให้ลมหายใจเป็นตัวควบคุม แล้วความแข็งแรงกระทั้งอายุ 80 ปีจะเป็นรางวัลตอบแทน และสำหรับท่านใดที่ออกกำลังกายแล้วคล้ายจะหมดแรง หรือจะเป็นลม-แนะนำก่อนออกกำลังกายสักครึ่งชั่วโมงให้ดื่มน้ำหวานหรือกินอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานรองท้องจะดีต่อสุขภาพมากกว่า ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด เน้น! ขอให้ออกกำลังกายในแบบที่ตัวเองทำได้ทุกวัน-สนุกทุกวัน-ผ่อนคลายทุกๆ วัน จะเดิน-วิ่ง-เวทเทรนนิ่ง-โยคะ-หรือว่ายน้ำอะไรก็ได้ ทำไปเถอะรับรองงานกู้ร่างเพื่อย้อนกลับสู่วัยหนุ่มวัยสาวได้ผลทุกคน

ก่อนจะจบตอนที่ 19 การจะผอม-เด็ก-ดูดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหาร-และงานออกกำลังกายอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว  แต่ขึ้นอยู่กับหลายๆ สิ่งอย่างที่ได้เล่ามาตั้งแต่ตอนที่ 1 จนถึงตอนที่ 19 รวมกัน…อาหารงานโภชนาการต้องมา-น้ำและการดื่มน้ำต้องถึง-ออกกำลังกายต้องประจำ-นอนหลับพักผ่อนให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวันต้องมี

เคล็ดลับสำคัญอีกข้อ-มื้อเย็นทำ Intermittent Fasting ยาวไปเลยครับ ถ้าบังคับตัวเองได้เกิน 21 วัน ร่างกายหรือเพื่อนตายจะลืมอาหารเย็นไปเลย ทนกับความหิวด้วยการสร้างกิจกรรมขึ้นในสมอง แล้วจะผ่านมันไปได้ ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากซะอีก…อะ!…สุภาษิตนี้เห็นทีจะใช้ไม่ได้กับบทความนี้ เอาเป็นว่าถ้าผ่านมันไปได้ ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ก็จะเป็นของคุณ

ปิดท้าย ผมมีเทคนิคลดความอ้วนระยะยาวมาฝาก คิดว่าทุกท่านน่าจะรู้อยู่แล้ว แต่ผมอยากย้ำ จะย้ำ จะย้ำ และจะย้ำให้ขึ้นใจนั้นก็คือ

  1. ออกกำลังกายให้สนุก-แบบไหนก็ได้ที่คุณสะดวกและทำได้ตลอดชีวิต ถ้าไม่มีเวลาให้เดินเท้าระหว่างไปทำงาน หรือกำมือ-แบมือระหว่างพักก็ได้ ง่ายๆ จบเร็ว
  2. ควบคุมอาหาร โดยการศึกษาข้อมูลโภชนาการของอาหารแต่ละกลุ่ม-แต่ละประเภทให้กระจ่าง แล้วเลือกสิ่งดีๆ เข้าสู่ร่างกาย เพราะผลตอบแทนจะคุ้มค่ายิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1
  3. ลดความเครียดโดยการฝึกมองโลกในมุมบวก ถ้ามีปัญหาให้ร้องเพลง Let it Be

“ชั่งแม่มัน ชั่งแม่มาน ชั่งแม่มัน โอ้ยยย ชั่งแม่มาน” สัก 3 เที่ยว  อย่าใส่ใจกับปัญหาที่ไม่นำพา หรือปัญหาที่ไม่นำมาซึ่งรายได้…จบข่าว!

พักผ่อนให้เพียงพอ พูดง่ายๆ ขี้เซาให้ได้วันละ 8 ชั่วโมงขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนี้เข้านอนให้ไวนะครับ

line1 for timmy

อยากหน้าใสในวัย 40+ ต้องทำ 10 ข้อนี้

อยากหน้าใสในวัย 40+ ต้องทำ 10 ข้อนี้

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 18 อยากหน้าใสในวัย 40+ ต้องทำ 10 ข้อนี้

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 18 อยากหน้าใสในวัย 40+ ต้องทำ 10 ข้อนี้

“เฮ้ย!…ออม ทำไมวันนี้ตื่นเช้าจังเลยวะ”

“จะ 9 โมงอยู่แล้วเช้าเหี้ย! อะไรของแก…ขอกาแฟหน่อยที่บ้านหมด ลืมซื้อ” มันขอแบบไม่รอคำตอบก็ถึงเคาน์เตอร์เครื่องดื่มซะแล้ว “แป๊บๆ เราจะขึ้นเลข 5 แล้วเนอะ…..” มันเดินถือแก้วกาแฟร้อนมาหย่อนก้นฝั่งตรงข้าม “ฉันดูแก่มากหรือเปล่าวะ…เอาตรง ๆ”

ผมเงยหน้าจากโทรศัพท์ในมือสำรวจ “เกรด A เกรด  B หรือเกรด C”

“เดี๋ยวฟาดด้วยหนังสือ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า….” เมื่อเราหัวเราะจนอิ่ม “เออฉันถามหน่อยดิ แกว่า ถ้าคนในวัยเดียวกับเรา อยากหน้าใส ต้องทำอย่างไรบ้างวะ”

ยัยช้างป่าผิวสีน้ำตาลไหม้จิบกาแฟนิดๆ ก่อนจะเบิกตากว้างๆ คล้ายกับคนคิดสิ่งดีๆ ได้ “นี้เลยแก….

  1. เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าให้ถูกกับผิว โดยเฉพาะต้องมีฟองน้อยหรือไม่มีฟองเลยดีที่สุด เพราะอะไรรู้ไหม…(ผมเหลือกตาให้มันเห็นแทนเสียงพูด) ก็เพราะว่าโฟมที่มีฟองจะทำลายความชุ่มชื่นใต้ผิวไงละ
  2. เติมความชุมชื่นด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ข้อนี้จำเป็นต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับผิวของใครของมันเอาเอง สำหรับผู้ชายคิดว่าไม่น่าจะยาก
  3. ซีรั่มลดริ้วรอยต้องมีด้วยนะแก หากเป็นซีรั่มที่มีส่วนผสมของครีมกันแดดได้ยิ่งดี เพราะอย่างที่รู้-บ้านเราเป็นเมืองร้อน แม้แต่ในห้องยังหลบแสง UVA และ UVB ไม่พ้นเลย
  4. รู้จักเสริมสวย ดูแลตัวเองทั้งในบ้านและนอกบ้าน ผู้หญิงยิ่งต้องมากกว่าผู้ชายหลายเท่า เสื้อผ้า-หน้า-ผม-เล็บและแอคแซสเซอรี่ต้องมาครบและตลอดเวลา
  5. ประเด็นสุดท้าย ฉันคิดว่าจำพวกเครื่องดื่มต้องมาด้วยวะ โดยเฉพาะชาเขียวกับน้ำมะนาว”

“กาแฟทำให้หน้าแก่มิใช่หรือ” พูดจบผมเหลือบมองพฤติกรรมของมันพร้อมกับเขย่าเสียงหัวเราะในลำคอ

“กาแฟสำหรับฉันยกไว้เหนือสิ่งใด…ขาดไม่ได้จริง ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“สำหรับฉัน…อยากหน้าใสในวัย 40+ ต้องทำ 10 ข้อนี้

“แกจะเริ่มเขียน ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง” ตอนที่ 18 แล้วใช่ไหม?”

ผมพยักหน้า….

“เล่าให้ฟังก่อนเลยแก เพราะเวลานี้น้ำหนักฉันเกือบจะเข้าที่เข้าทางละ เหลือแต่งานกู้ร่างเพื่อย้อนกลับสู่วัยสาว…เผื่อจะมีฝรั่งมาชอบบ้าง”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…ยัยบ้า-ฉันจะบอกอะไรให้ ถ้าแกอยากได้สามี…ต้องทำตัวให้โง่ๆ ไม่ใช่มีคนชวนไปกินข้าว เที่ยวเหมาว่าจะพาเข้าโรงแรมอยู่ร่ำไป….”

“อย่านอกเรื่อง….เล่า-อยากหน้าใสในวัย 40+ ให้ไวก่อนเลย….”

“โอเคร!….ฮ่า ฮ่า ฮ่า ว่าแต่แกพร้อมแล้วนะ” ผมถามนำเพื่อทดสอบความสนใจ

“ต้องทำตัวโง่ขนาดไหน? วะแก ฉันถึงจะมีสามีเหมือนกับชาวบ้านเขามั่งอะ”

ผมจ้องหน้า และอดขำไม่ได้  “ง่ายๆ เวลาผู้ชายเริ่มคุย แกอย่าได้พูดมากเป็นอันขาด ขา-คะ-ค่ะ-จ้า แค่นี้พอ…รับรองจบเร็ว…”

“อีบ้า…ถ้าเขาพาฉันเข้าโรงแรมละทำไง”

“ก็ทำตาปรือๆ แล้วถามเขาว่า นี้เรียกว่าอะไรคะ-อ้อโรงแรม-โรงแรม โรงแรมอะไรคะ-ม่านรูด-ม่านรูดเป็นอย่างไรคะ-เดี๋ยวพี่จะพาเข้าไปดู-อ้อ คะ คะ ขอบคุณคะ…จบ!”

“เดี๋ยวแม่ตบคว่ำ!….ไม่เอา!…พูดถึงตอนที่ 18 ของแกดีกว่า”

“โอเคร!….ได้เลย ชงกาแฟดำให้สักแก้วดิ ขอไปหยิบข้อมูลแป๊บ!….”

“คะ….”

“หือ!….” คำขานรับสั้นๆ เล่นซะขนลุก-ผมหันขวับจ้องไปที่มัน

“แกตกใจอะไรไม่ทราบ”

“ร้อยวันพันปีไม่เคยคะ-ขากับฉัน ถามจริงเถอะคิดจะกดฉันทำสามีหรือเปล่าเนี่ย….อย่านะมีพ่อมีแม่นะโวย!….”

“เดี๋ยวๆ กูตบจริงนะมึง”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เอาละครับผมจะไม่พูดมากละ

อยากหน้าใสในวัย 40+ ต้องทำ 10 ข้อนี้

1. หลีกเลี่ยงแสงแดดระหว่าง 09.00 น.-16.00 น. เพราะแดดช่วงนี้มีทั้งแสง UVA และ UVB ทำลายเซลล์ผิวให้หมองคล้ำได้ง่าย หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรใช้สูตรหน้าใสในวัย 40+ ของยัยชลิตาคือทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ นะครับ

2. ห้ามป่วยบ่อย ข้อนี้สำคัญสำหรับคนวัย 40+ มาก ๆ เพราะหากป่วยเมื่อไรจะดูโทรม-แก่ผิดหูผิดตาและกว่าจะกู้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมต้องใช้เวลานานกว่าคนในวัยอื่น ฉะนั้นหากต้องการปลุกร่างกายให้ย้อนกลับสู่วัยหนุ่ม-วัยสาวแบบจริงๆ จังๆ จำเป็นต้องดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด

3. การกินข้าวตามวัฒนธรรมอาหารแบบไทย หรือการกินแป้ง ขนมปังและอาหารจำพวกเส้นตามวัฒนธรรมชาติตะวันตก แม้กระทั้งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารทั้งหมดที่กล่าวมาสุดท้ายจะถูกย่อยเป็นน้ำตาล ก็อย่างที่ได้เสนอไปแล้วนั้นแหละครับว่าฤทธิ์ของน้ำตาลทำให้ร่างกายรวมทั้งชั้นผิวภายนอกแก่ได้เร็วแค่ไหน…ทราบแล้วต้องเลี่ยง

4. ฝึกคิดบวกให้เป็นนิสัย เพราะการคิดบวกนอกจากจะช่วยสร้างความสุขจากข้างในได้แล้ว การคิดบวกยังช่วยลดความเครียดอีกด้วย และ 7 วิธีลดสภาวะความเครียดที่เกิดจากจิตใจ (Psychological Stress) มีดังนี้ครับ

4.1 ฝึกความคิดในเชิงบวกและการปล่อยวาง

4.2 ฝึกนั่งสมาธิ

4.3 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

4.4 มีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับผู้คนรอบข้าง

4.5 สร้างกิจกรรมเชิงความคิดสร้างสรรค์ หรือหางานอดิเรกที่ช่วยในการฝึกสมาธิทำ เช่น การวาดรูป เลี้ยงนก-เลี้ยงปลา เป็นต้น

4.6 ทำทรีตเม้นต์และการนวดผ่อนคลาย

4.7 ใช้กลิ่นเข้าบำบัดอาทิ เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์-เบอร์กามอท หรือกลิ่นที่ตนเองชอบอื่น ๆ

5. ในวัยนี้สารอาหารสำคัญมากๆ นั้นก็คือ โปรตีน-วิตามินและเกลือแร่ ยิ่งโปรตีนมีส่วนสำคัญในการเข้าไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอหรือกำลังจะสึกหรอ ช่วยเสริมให้เนื้อเต็มไม่เหี่ยว พืชผักใบเขียวอุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิดจะเข้าไปบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่อง ใครอยากดูอ่อนกว่าวัยห้ามพลาดข้อนี้เป็นอันขาด

6. ห้ามนอนน้อย 1 วันควรนอนให้ได้ 8 ชั่วโมงขึ้นไป อย่างที่รู้ๆ ช่วงที่ร่างกายหลับสนิท นอกจากจะเป็นช่วง Fasting ตามธรรมชาติแล้ว ยังเป็นช่วงพิเศษสำหรับโกรทฮอร์โมน คือฮอร์โมนที่จะทำให้ร่างกายย้อนวัยได้อย่างน่าอัศจรรย์

7. กินผักและผลไม้หลากสี เพราะพืชผัก-ผลไม้หลากสีจะอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ ที่ร่างกายต้องการและจำเป็นต้องใช้มากมาย ยกตัวอย่าง เช่น ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrient) หรือสารพฤกษาเคมี สารสีที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง-ต้องได้รับจากพืชเท่านั้น นอกจากจะมีประโยชน์นานับประการแล้ว-สำคัญยังช่วยต้านอนุมูอิสระ (Antioxidant) ชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้อีกต่อหนึ่ง

8. ออกกำลังกายในช่วงเช้าให้เป็นนิสัย งานวิจัยระบุว่า คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากจะช่วยลดความเครียด-ผ่อนคลายด้านจิตใจได้แล้วยังช่วยให้ผิวพรรณกระชับ มีน้ำมีนวล-ดูอ่อนเยาว์กว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายหลายเท่า

9. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ก็อย่างที่ได้เสนอไว้ในตอนที่ผ่านมา-น้ำคือปริมาณ 4 ใน 5 ของน้ำหนักตัว เพราะฉะนั้นคนในวัย 40+ หากอยากหน้าใส น้ำคือหนึ่งองค์ประกอบที่ร่างกายขาดไม่ได้ ส่วนร่างกายของคนเราต้องการน้ำในปริมาณเท่าไร ย้อนกลับไปอ่าน ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมองตอนที่ 17 เอาเองนะครับ

10. คนในวัย 40+ ถ้าอยากหน้าใสต้อง…อยู่ให้ไกลจากศัตรูความงามนั้นก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-น้ำอัดลม-บุหรี่-อาหารปิ้งย่าง-ของทอด-ยิ่งทอดด้วยน้ำมันมือ 2 แล้ว-ตั้งป้อมเป็นศัตรูของปากไปเลยดีที่สุด…

“โหแก 10 ข้อฉันว่าข้อที่ 2 วะ!ที่ทำได้ยากสุด….”

“ใช่!….ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะป่วยเมื่อไร-ป่วยเป็นอะไร? สำคัญเมื่อรู้เช่นนี้-งานดูแลสุขภาพของคนวัย 40+ จำเป็นต้องศึกษาให้แตกฉาน ยิ่งชีวิตคนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ที่ไม่มีครอบครัว ด้วยแล้ว-ยิ่งถือว่าเป็นหน้าที่หลักเลยทีเดียว”

“ถ้าเป็นแบบนี้ใคร อยากหน้าใสในวัย 40+ ต้องมี 11 ข้อ

“ข้อที่ 11 คืออะไรวะ!….” ผมถามกลับเร็ว ๆ เพราะนึกไม่ถึงว่ายัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำจะฉลาดปราดเปรื่องได้ไวว่องเช่นนี้….

“ข้อที่ 11. คนในวัย 40+ จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพ อย่างน้อยๆ ปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้หมอได้เป็นผู้ช่วยสำคัญในการดูแลร่างกาย….ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็ฉันขี้เกียจต้องมานั่งศึกษาโน้นนี้นั้นด้วยตัวเอง-ยกหน้าที่นี้ให้หมอไปเลยจบ! ง่ายดี”

ผมถลึงตาจ้องแบบคนทึ่งสุดๆ “แก….”

“ฉันไปตรวจสุขภาพมาเมื่อวานตามโรงพยาบาลที่แกแนะนำนั้นแหละ ปรากฏว่า ผ่าน 90% เหลือเพียงผลเลือดบางตัวเท่านั้นที่ยังมีปัญหาอยู่ แต่หมอก็จัดอาหารเสริมมาให้แล้ว เห็นไหมง่ายจะตาย”

ครับยัยชลิตพูดถูก ใครอยากหน้าใสในวัย 40+ ต้องทำ 11 ข้อให้ได้นะครับ….บทความเพื่อสุขภาพที่เขียนโดยสถาปนิกใกล้จะถึงบทสรุปแล้ว ในบทท้ายๆ ผมมีของฝาก : ติดตามกันให้จบนะครับ หากใครพลาดจะถือว่าพลาดสิ่งสำคัญเพราะผมจะผนวกสูตรลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนเข้ากับงานย้อนวัย-ให้ทุกคนนำไปปฏิบัติได้จริงๆ…ชีวิต-ไลฟ์สไตล์เป็นของคุณและงานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนครั้งสุดท้ายก็จะเป็นของคุณเช่นกัน…เจอกันในตอนต่อไปเร็วๆ นี้สวัสดีครับ

line1 for timmy

ดื่มน้ำอย่างไรให้ผอม

ดื่มน้ำอย่างไรให้ผอม

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 17 ดื่มน้ำอย่างไรให้ผอม – หน้าใส

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 17 ดื่มน้ำอย่างไรให้ผอม – หน้าใส

ผมขอเริ่มต้นบทความ ผอมเด็กดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ตอน “ดื่มน้ำอย่างไรให้ผอม-หน้าใส” ตามความสงสัยส่วนตัวและเมื่อยกประเด็นนี้ขึ้นมา ผมเชื่อว่า-ต่อมสงสัยของหลายๆ คนอาจจะทำงานด้วยอาการอยากปลดล็อคเช่นเดียวกับผมอย่างแน่นอน…

ปกติน้ำเปล่าที่ดื่มเข้าสู่ร่างกาย ไม่มีแคลอรี หมายถึง ไม่ให้พลังงานใดๆ กระนั้นน้ำเปล่าก็ยังเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้เพราะ 4 ใน 5 ของน้ำหนักตัวประกอบไปด้วยน้ำ เมื่อคนเราขาดน้ำจะไม่มีแรง แต่เมื่อดื่มน้ำ-เรี่ยวแรงที่หายไปก็กลับคืนมา ในเมื่อน้ำไม่ให้พลังงาน ไม่มีแคลอรี ถามว่า : ร่างกายหรือเพื่อนตายขุดเอาพลังงานมาจากไหน? เช่นเดียวกับภาพยนตร์เกี่ยวการชีวิตในทะเลทราย หรือ การผจญภัยในทะเลทรายหลายต่อหลายเรื่อง ประเด็นของน้ำกับพลังงานแฝงที่ร่างกายสร้างขึ้นมักจะถูกตั้งคำถามขึ้นในสมองอยู่เสมอว่า -เมื่อคนๆ หนึ่งกำลังจะตาย-แต่เมื่อได้ดื่มน้ำ พลังงานที่กลับคืนมา-มาจากไหนกัน ทั้งๆ ที่นักเดินทางหรือนักผจญภัยเหล่านั้นไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว…คุณละ! สงสัยเช่นเดียวกับผมไหม?

“ฉันเพิ่งดูสารคดีเกี่ยวกับการผจญภัยในทะเลทรายอะแก ทำไม? คนไม่ได้กินอาหารอะไรเลยหลายวันถึงอยู่ได้เพราะน้ำเปล่าอย่างเดียววะ….และอีกอย่าง”

“เดี๋ยวๆ” ผมแทรกยัยชลิตา เพราะมันดันคิดในเรื่องที่ผมกำลังคิดพอดิบพอดี “แกกำลังสงสัยเหมือนฉันแน่เลย ในเมื่อคนๆ หนึ่งกำลังจะตายแต่เมื่อได้ดื่มน้ำ-ร่างกายได้พลังงานมาจากไหน ซ้ำยังคงมีชีวิตรอดอีกหลายวัน”

“นั้นนะซิ!…น้ำเปล่าไม่ให้พลังงานใช่ไหมแก” ยัยช้างน้ำชะโงกหน้าข้ามไหล่ถามใกล้ๆ ขณะที่สายตาก็ไล่อ่านบทความเกี่ยวกับน้ำในจอคอมพิวเตอร์ไปพร้อมกับผม

“น้ำเปล่าไม่มีแคลอรี แต่ฉันว่าภายในร่างกายไม่ต่างจากแบตเตอรี่รถยนต์วะ! และน้ำเปล่าก็ประมาณน้ำกลั่น เมื่อแบตเตอรีที่แห้งถูกเติมน้ำกลั่นเข้าไป-แบตเตอรี่ก็ครบวงจร ถ้าเป็นร่างกายของมนุษย์พลังงานสำรองที่ว่าก็หมายถึง….”

“ไขมันใช่ไหม….แกกำลังจะบอกฉันว่าเมื่อร่างกายได้สารอาหารประเภทน้ำเปล่า วงจรภายในก็ครบองค์ประกอบเช่นเดียวกับแบตเตอรีรถยนต์-ร่างกายจะดึงไขมันที่สะสมออกมาแปลงเป็นพลังงาน ด้วยสาเหตุนี้นักผจญภัยกลางทะเลทรายจึงอยู่ได้ด้วยน้ำเพียงอย่างเดียว”

“โห!…แกเริ่มฉลาดขึ้นแล้วนิ”

“เดี๋ยว! ตบคว่ำ….ฉันนะฉลาดมานานแล้วยะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เอาละในเมื่อน้ำมีความสำคัญไม่แพ้กับอาหารหลักอื่นๆ ตอนที่ 17 ฉันจะตั้งชื่อบทความว่า ดื่มน้ำอย่างไรให้ผอม-หน้าใส ดีไหม?”

“ดีเลยแก ดีมากๆ เขียนจบส่งเข้าไลน์ให้ฉันอ่านเป็นคนแรกเลยนะจะได้เอาไปโม้ให้ยัยแอนด์ฟัง…ฮ่า ฮ่า ฮ่า อย่าลืมส่งให้ฉันละ บ่าย 3 ฉันมีนัด Thanks ล่วงหน้าเพื่อนรัก”

เมื่อเสียงของยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำหายออกนอกประตูไปแล้ว ความอยากรู้อย่างเห็น อยากยกสูตรดื่มน้ำเพื่อช่วยลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนก็วิ่งพล่านอยู่ในคอมพิวเตอร์โดยมีลุงกู (Google) เป็นผู้ชี้แนะ

“เอาละวะ!…ในเมื่อน้ำคือ 4 ใน 5 ของน้ำหนัก เคล็ดลับการดื่มน้ำให้ผอม-หน้าใสก็ต้องมีงานวิจัยทำเอาไว้บ้างละน่า!….นี้ไง เจอแล้ว….เจอแล้ว…มีจริงๆ ลดพุง-ลดน้ำหนัก-หน้าใส-ผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใยมีจริงด้วย…”

3 งานวิจัยจาก 3 สถาบันที่ระบุว่า “การดื่มน้ำเปล่าช่วยลดพุง-ลดน้ำหนักมีดังนี้ครับ

  1. งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of the American Dietetic Association ระบุว่าการดื่มน้ำเปล่า 2 แก้วก่อนรับประทานอาหารเช้า 30 นาทีเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้รับประทานอาหารลดลง 13 เปอร์เซ็นต์ หรือเท่ากับ 75 กิโลแคลอรี และสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 3.5 กิโลกรัมภายใน 1 ปี
  2. งานวิจัยของ Institute for Public Health and Water Research และ Virginia Tech University ประเทศสหรัฐอเมริกา พิสูจน์ว่า น้ำ สามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง ผลวิจัยนี้ระบุว่า น้ำเปล่าจะเข้าไปช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันและน้ำตาลในร่างกายได้
  3. ศาสตราจารย์ ดร.บาร์รี ป๊อปคิน ผู้อำนวยการศูนย์ UNC Interdisciplinary Obesity Center (IDOC) ประจำมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ยังออกมาระบุว่า การที่เราดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมสามารถลดน้ำหนักได้ดังนี้
    • น้ำทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดลง ร่างกายจึงเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุล ความร้อนส่งให้อาหารและพลังงานถูกเผาผลาญตามไปด้วย และยังช่วยลดปริมาณไขมันส่วนเกินได้อีก
    • เมื่อดื่มน้ำเปล่ามากขึ้น ทำให้ลดโอกาสดื่มน้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลง จึงสามารถควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น

3 เทคนิคการดื่มน้ำที่ดีมีดังนี้ครับ

  1. ควรดื่มน้ำที่สะอาด
  2. ควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละ 8-12 แก้ว (แก้วละ 250 ซีซี)
  3. อย่าดื่มเร็วเกินไป หรือมากเกินไป ให้ค่อยๆ จิบทีละนิดดีที่สุด

9 ช่วงเวลาดื่มน้ำเพื่อลดพุง-ลดน้ำหนักมีดังนี้

  1. ดื่มน้ำตอนเช้าหลังตื่นนอน 2 แก้ว จะช่วยให้ร่างกายตื่น เพิ่มความสดชื่น กระตุ้นการขับถ่าย และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี (หากดื่มน้ำอุ่นได้จะดีมาก)
  2. ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนรับประทานอาหารเช้า 30 นาที เพื่อช่วยให้อิ่มไวและระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้เต็มที่
  3. หลังจากรับประทานอาหารเช้า 1 ชั่วโมง ดื่มน้ำ 1 แก้ว ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. ดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนมื้ออาหารกลางวัน 30 นาที ช่วยให้อิ่มไว และระบบย่อยทำงานดี
  5. หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน 1 ชั่วโมง ดื่มน้ำ 1 แก้วจะช่วยย่อยอาหาร และช่วยในการขับถ่าย
  6. บ่าย 3 โมง ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เพื่อให้ร่างกายสดชื่นระหว่างวันและเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว
  7. ดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนรับประทานอาหารมื้อเย็น 30 นาที จะช่วยลดความอยากอาหารและช่วยให้อาหารย่อยได้ง่ายขึ้น
  8. ช่วง 1-2 ทุ่ม ให้ดื่มน้ำ 2 แก้ว เพื่อให้ระบบเลือดไหลเวียน และระบบลำไส้ทำงานได้ดี
  9. 1 ชั่วโมงก่อนนอน ให้ดื่มน้ำแก้วสุดท้ายของวัน เพื่อชำระสิ่งที่อาจจะตกค้างในลำไส้

และสุดท้ายเป็นข้อมูลจากหนังสือ ดื่มน้ำอุ่นลดหุ่น ของสำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ แนะนำเอาไว้ว่า : การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยให้กระบวนการแคแทบอลิซึมทำงานหนัก อุณหภูมิในร่างกายจึงสูงขึ้น ทำให้ระบบเผาผลาญไขมันทำงานได้ดี ทั้งนี้การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญ เมื่อดื่มน้ำอุ่นในระดับที่ร่างกายรับรู้จะเท่ากับความร้อนเมื่อร่างกายใช้พลังงานขณะออกกำลังกาย จึงช่วยเผาผลาญไขมันและทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ เนื่องจากน้ำอุ่นมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิร่างกายจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการรักษาอุณหภูมิร่างกายให้เป็นปกติเช่นกัน

เทคนิคการดื่มน้ำอุ่นเพื่อเร่งอัตราการเผาผลาญ มี 4 ข้อดังนี้ครับ

  1. ดื่มน้ำอุ่นหลังตื่นนอนตอนเช้า 1 แก้ว ที่อุณหภูมิ 40-50 องศา
  2. อย่าเพิ่งกลืน เมื่อน้ำอุ่นอึกแรก ให้กลั้วทำความสะอาดในช่องปาก-คอแล้วป้วนทิ้ง วิธีนี้จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคในช่องปากได้
  3. ค่อยๆ ดื่ม ขณะดื่มน้ำอุ่นให้ค่อยๆ กลืนลงท้องเพื่อกระตุ้นอวัยวะภายในช้าๆ อย่างนุ่มนวล น้ำ 1 แก้ว ควรใช้เวลาดื่มประมาณ 10 นาที
  4. ให้ดื่มน้ำอุ่นทีมีอุณหภูมิผิวหนังหรือประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสม

เห็นรึยังละครับว่าร่างกายหรือเพื่อนตายมหัศจรรย์แค่ไหน? ถ้าเทียบกับแบตเตอรี่รถยนต์ผมว่าร่างกายของมนุษย์เจ๋งกว่าเห็นๆ เมื่อขาดอาหารร่างกายจะดึงไขมันที่สะสมไว้ตามส่วนต่างๆ ออกมาแปลงเป็นพลังงาน ซึ่งนั้นก็ทำให้นักเดินทางหรือนักผจญภัยในทะเลทรายมีชีวิตรอดทั้งๆ ที่ไม่ได้กินอะไรนอกจากน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว และมนุษย์ยังอยู่ต่อได้นานถึง 3 สัปดาห์ เหมือนกับ มหาตมะ คานธี ที่มีชีวิตอยู่ได้ถึง 21 วันช่วงการอดอาหารและศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา แรนดัล เค. แพคเกอร์ จากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน กล่าวไว้ว่า ขีดจำกัดสูงสุดของมนุษย์ที่อยู่ได้โดยไม่มีน้ำราว 1 สัปดาห์ หรืออาจแค่ 3-4 วันเท่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแต่ละสถานที่-ช่วงเวลา-ปริมาณที่ร่างกายได้รับน้ำกับอาหารมื้อสุดท้ายเข้าไป

“เมื่อประมวลทุกสิ่งอย่างเข้าด้วยกัน การดื่มน้ำให้ตรงกับเวลาที่ร่างกายทำงานนอกจากจะช่วยลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนได้จริง ยังช่วยในเรื่องผิว-หน้าใสและดูเด็กลงได้อีกด้วย ยิ่งถ้าใครนำไปผูกเข้ากับสูตร IF หรือสูตรลดน้ำหนักอื่นๆ ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองที่ตัวเองเป็นคนออกแบบด้วยแล้ว ถือว่าเป็นวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนที่ครบถ้วน-ครบวงจร…แถมคืนสุขภาพ กู้ร่างกายหรือเพื่อนตายที่กำลังทรุดหนักโดยไม่ต้องพึ่งยาเม็ดให้ปวดตับ-ฟื้นฟูไตให้อยู่คู่กับเราไปตราบนานเท่านาน แบบนี้ต้องบอกต่อแล้วนะครับ”

“แก…เขียนจบยัง”

“อ้าว!….ไหนว่ามีนัดไง”

“พี่เจ๋งส่งเข้าเมลล์ คุยจบละเลยยกเลิก ว่าแต่ ดื่มน้ำอย่างไรให้ผอม-หน้าใส แกเขียนจบยัง”

“เออจบสักครู่นี้เอง”

“ส่งเข้าไลน์ให้ฉันที….แกได้บุญโคตรเลยนะ”

“ชงกาแฟให้หน่อย…เดี๋ยวจะส่งให้” ผมถือโอกาสวัดใจ ยัยออมสินเดินหันหลังตรงไปยังเคาน์เตอร์เครื่องดื่ม ผมจึงอดยิ้มไม่ได้-สักครู่…

“แค่ชงกาแฟดำเพื่อแลกกับบทความดี ๆ…คุ้มจะตาย”

“คุ้ม เห็นๆ โว้ย คุ้มแล้วจะตาย ไม่เอา!….ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เออนั้นนะซิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

line1 for timmy

Clean Food ชะลอวัย ไกลมะเร็ง

Clean Food ชะลอวัย ไกลมะเร็ง

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 16 Clean Food ชะลอวัย ไกลมะเร็ง

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 16 Clean Food ชะลอวัย ไกลมะเร็ง

อาหารคลีนช่วยให้ผอมได้จริงหรือ?…. “แก Timmy Timmy….”

(โอ้ย!…ให้ตายเถอะคิดผิดหรือเปล่าเนี่ย! ที่มาซื้อห้องติดกับยัยช้างน้ำ…นั้นๆ…มาละ…เสียงนำมาก่อนเลย…) คิดแบบคนอารมณ์เสีย

“Timmy แกทำอะไรอยู่” ยัยชลิตาผลักประตูตาลีตาเหลือกเดินถือแผ่นกระดาษเข้ามายื่นให้ “แก…อาหารคลีนช่วยให้ผอมได้จริงหรือเปล่า…ถ้าช่วยได้ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปฉันจะได้จัด อาจจะมีเผื่อแกด้วยนะ”

ผมรับแผ่นกระดาษมาพัดไล่อุณหภูมิแบบไม่ใส่ใจ…..

“แกได้ยินที่ฉันถามไหมเนี่ย…เดี๋ยวก็ตบคว่ำซะเลย….”

“เออ ไปลากเก้าอี้มานั่งให้เรียบร้อยก่อน…ประเด็นอาหารคลีนเป็นอาหารลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนหรือเปล่าสรุปไม่ตรงกัน แต่หัวลูกศรก็พุ่งไปในทิศทางใกล้เคียง แกเข้าใจที่ฉันพูดไหมเนี่ย!” ผมถามกลับขณะที่คิ้วทั้ง 2 ข้างของยัยออมสินเริ่มขมวดปมผูกโบแบบได้รูปสวยงาม

“หมายความว่าอย่างไรอะแก….”

“ในคำนิยามส่วนตัวนะ จะว่าไปแล้วอาหารคลีนก็คืออาหารประเภทหนึ่งคล้ายๆ กับอาหารญี่ปุ่น อาหารไทย อาหารอิตาเลี่ยนประมาณนั้น….”

“ไม่ช่วยลดน้ำหนักเหรอ”

“ก็ไม่เชิง เอาอย่างนี้ ตอนที่ 16 ฉันจะเขียนเรื่องอาหารคลีนโดยเฉพาะ เอาให้กระจ่างเลยเป็นไง”

“ฉันใจร้อนนะ อยากรู้สุดๆ แกช่วยเล่าเลยได้ปะ…”

ผมทิ้งสายตาแบบคนแปลกใจให้มันเห็น “ถ้าอย่างนั้นไปนั่งคุยที่โซฟาดีกว่า…ถ้าพูดเรื่องอาหารคลีน-ฉันคันปากอยากจะแทรกเรื่องไขมันทรานส์ไปด้วยซะเลย จะได้จบในทีเดียว”

“ไขมันทรานส์….คืออะไรอะแก”

“ชงกาแฟให้สักแก้วดิ ขอปริ้นส์งานแป๊บ! แล้วจะตามไป”

“โอเคร!……ได้เลย…

อาหารคลีน หรือ Clean Food คืออะไร? ง่ายๆ หมายถึงอาหารสดจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยเคมี-ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปหรือแปรสภาพน้อยที่สุด ไม่หมัก-ไม่ดองหรือปรุงรสจนเกิดรสชาติต่างจากเดิม ยกตัวอย่าง อาหารที่ผ่านการหมัก มีสารกันบูดเจือปน แช่มาในน้ำแข็ง อันนี้ถือว่าไม่ใช่อาหารคลีน ผลไม้ดอง-เชื่อม-กวน อันนี้ก็ไม่ใช่อาหารคลีน อาหารผ่านการทอดด้วยไฟแรง ๆน้ำมันเดือดจนมีควัน อันนี้ก็ไม่ใช่อาหารคลีน หากจำเป็นต้องทอดหรือผัดต้องใช้น้ำมันให้น้อยที่สุดเช่นใช้กระทะเทฟลอนเป็นต้น จำพวกเนื้อก็ต้องเป็นเนื้อไม่ติดมันหรือติดมันให้น้อยที่สุดเช่นกัน อีกอย่างอาหารคลีนไม่ใช่อาหารที่อุดมไปด้วยผักสดนานาชนิดอย่างที่เข้าใจนะครับ แต่เป็นอาหารทุก ๆหมู่ทั้งอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานและอาหารกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน

อาหารกลุ่มที่ให้พลังงานเช่น ข้าว-แป้ง-น้ำตาล ข้าวก็ต้องเป็นข้าวไม่ขัดสี ข้าวกล้อง กลุ่มแป้งก็จะเป็นแป้งอัลม่อน-แป้งมะพร้าว-แป้งข้าวกล้อง-แป้งข้าวโอ๊ตเป็นต้น ส่วนรสหวานเลือกอาหารหรือผลไม้ตามฤดูกาลที่สดใหม่มีรสหวานในตัวเสริม-ปรุงแทนการใช้น้ำตาล….เออ”

“อ้าว!…แล้วขนมปังละแก ถือว่าเป็นอาหารคลีนหรือเปล่า”

หากเป็นขนมปังโอลวีตของแท้ที่เห็นเมล็ดธัญพืชชัดเจน นั้นก็ถือว่ายังรวมอยู่ในกลุ่มของอาหารคลีน…หน้าตาอาหารคลีนที่เหมาะสม ควรประกอบไปด้วยอาหารทุก ๆกลุ่มทั้ง คาร์โปไฮเดรต-โปรตีน-วิตามิน-เกลือแร่-และไขมันนิดหน่อย เพราะเหตุนี้อาหารคลีนจึงเป็นแค่อาหารสดจากธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด ไม่เค็ม-ไม่หวาน-ไม่เปรี้ยว-ไม่อร่อยจนเหาะได้ เน้นรสชาติแท้ของธรรมชาติเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้จะถือว่าอาหารคลีนเป็นอาหารลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนก็ไม่น่าจะถูกต้องนัก เพียงแต่ว่าอาหารคลีนเป็นอาหารสดสะอาดให้สารอาหารครบถ้วน-ส่งต่อสู่ร่างกายและร่างกายก็ได้รับประโยชน์โดยตรง คล้าย ๆกับอาหารในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นแหละ การหวนคืนสู่จุดเริ่มต้นจึงหมายถึงร่างกายหรือเพื่อนตายไม่ได้รับสารเคมีหรือสารปรุ่งแต่งใด ๆ อาหารคลีนจึงช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคอุบัติใหม่เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดัน ไขมันในเส้นเลือดและโรคหัวใจเป็นต้น

10 วิธีในการเริ่มรับประทานอาหารคลีน

  1. เริ่มต้นจากผักและผลไม้-วิธีรับประทานผัก-ผลไม้ ให้รับประทานทั้งใบ-ก้าน-เนื้อผลไม้ ถ้าจะปั่นควรปั่นรวมทั้งหมดไม่ควรแยกกาก สำหรับคนที่รับประทานผักยากอาจจะใช้วิธีปั่นตามที่ว่ามาได้เลยนะครับ
  2. จำกัด / ลดกรรมวิธีในการปรุงแต่ง หรือใช้สารปรุงรสให้น้อยที่สุด กรณีทอดหรือผัดควรเลือกใช้กระทะเทฟลอน-ไฟอ่อน ๆ ส่วนกรณีต้ม-นึ่ง-ลวก หากไม่เติมซีอิ้ว น้ำปลา ซอสปรุงรสและอื่น ๆในปริมาณมากจนรสชาติเปลี่ยนก็ยังถือว่าเป็นอาหารคลีนอยู่
  3. ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูปที่มีขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ควรอ่านฉลาก ตรวจเช็คปริมาณไขมันอิ่มตัว-ไขมันไม่อิ่มตัวและน้ำตาลให้ดี หากมีค่าสูงและเจือปนสารเคมีตัวอื่นมากจนเกินไปก็ถือว่าไม่ใช่อาหารคลีน
  4. ลดคาร์โบไฮเดรตลง เลือกใช้ข้าวกล้อง ข้าวไม่ขัดสี และอาหารหารกลุ่มธัญพืชทดแทน
  5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์แฝงอยู่ การอ่านฉลากช่วยได้ เฉพาะไขมันทรานส์ผมจะขยายความในท้ายบทความนะครับ
  6. ใครที่ตัดขาดจากน้ำตาลและสารปรุงแต่งรสเช่นคะนอ ผงชูรส ซอสและอื่น ๆไม่ได้ ผมแนะนำให้ค่อย ๆลดปริมาณ-ใช้เวลาเข้าช่วยไม่ต้องรีบร้อน เมื่อถึงจุดที่ลิ้นคุ้นชินกับรสชาติของอาหารคลีนค่อยตัดทิ้งภายหลัง
  7. ลดหรืองดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์งดไปเลย ถ้าใครไม่สามารถลดได้ทันที…แนะนำให้ใช้เป็นชาเขียวแทน แต่ชาเขียวต้องไม่เติมครีมหรือน้ำตาลนะครับ
  8. อาหารกลุ่มที่จะเข้ามาทดแทนแป้งกับน้ำตาล ผมแนะนำให้ใช้เป็นแป้งจากถั่วหรือธัญพืชแทน อันนี้ได้ 2 ต่อ…ยกนิ้วโป้งสูง ๆเลยหนับหนุน
  9. ขนมคบเคี้ยวทุกชนิด หยุดเลย! Stop Now! แต่เบื้องต้นถ้ากลัวว่าปากจะเหงาหรือไม่ไหวจะเคลีย…ให้เปลี่ยนเป็นถั่ว หรือสแน็คบาร์ที่ทำมาจากธัญพืช-ในร้านสะดวกซื้อมีขาย มีให้เลือกมากมาย…ว่าไปตามอัธยาศัย
  10. งดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทุกประเภท น้ำตาลสูง-ต่ำหรือแอสปาร์เทมสารทดแทนความหวานก็ไม่ได้ พยายามฝืน-ฝึกลิ้นให้คุ้นชิน น้ำเปล่าเย็น-อุ่น-อุณหภูมิห้องดีที่สุดในโลกา

จากที่ว่ามาทั้งหมด อาหารคลีนจึงหมายถึงอาหารจากธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้สารอาหารที่ร่างกายควรจะได้รับจึงยังครบถ้วนกระบวนความ หากเทียบกับอาหารสำเร็จรูปที่ผ่านกระบวกการผลิตหลายขั้นตอน-สารอาหารจากธรรมชาติบางตัวอาจจะสูญหายระหว่างการผลิตนั้น ๆ ซ้ำยังเจอสารเคมีที่เป็นอันตรายเข้าไปอีก เสี่ยงต่อสารพัดโรคเช่น โรคอ้วน-เบาหวาน-ความดัน-ไขมันในเส้นเลือดและมะเร็ง อาหารคลีนจึงถือได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ไม่เชิงเป็นอาหารลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน…อันนี้เป็นการสรุปส่วนตัวนะครับ

ส่วนประโยชน์ของอาหารคลีนมีอะไรบ้างมาดูกัน

  1. หุ่นฟิตเฟิร์ม บอกลาไขมันส่วนเกินได้เลย
  2. ช่วยชะลอวัย-ลดริ้วรอย-ต้านอนุมูอิสระ-กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน-ช่วยระบบขับถ่าย-ผิวพรรณผ่องใส พูดง่าย ๆอาหารคลีนทำให้ย้อนกลับสู่วัยหนุ่มสาวได้อีกวิธีหนึ่ง
  3. ห่างไกลจากโรคมะเร็ง อาหารคลีนถือว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งชั้นเยี่ยม เพราะอุดมไปด้วยกากใยอาหาร-เพิ่มสารต้านอนุมูอิสระ-ลดสารก่อมะเร็ง-ลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ เป็นต้น

“เออ..ที่แกว่ามามันก็มีส่วนถูกนะ ถึงอาหารคลีนจะไม่ใช่อาหารลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนโดยตรง แต่การรับประทานอาหารคลีนเป็นประจำก็เกิดผลดีมหาศาล ย้อนวัยได้ด้วย โอเคร! ฉันเล่นจริง…แกเตรียมตัวกินคลีนได้เลย” ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำชั่งไม่รู้อะไรบ้างเลย…

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แกแหกตาดูรูปประกอบที่ฉันโพสต์ในทุก ๆตอนดิ!…ฉันรับประทานอาหารคลีนมา 2 ปีเกือบ 3 ปีแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“จริงดิ!…ทำไมแกไม่บอกและคิดจะทำเผื่อฉันบ้างไหมเนี่ย”

ผมจ้องหน้ายัยชลิตาตรง ๆ “ฉันกินอาหารคลีน มื้อเช้า ส่วนแกตื่นเที่ยง ไลฟ์สไตล์ต่างกันจึงเป็นเหตุให้แกพลาดของดีไงละเพื่อน”

“อย่างน้อย ๆน่าจะกระซิบบ้าง ปล่อยให้ฉันแก่ข้ามหน้าข้ามตาอยู่ได้….โอเคร ๆ ฉันผิดเองแหละที่ดันเลือกตื่นเที่ยง ว่าแต่ไขมันทรานส์คืออะไรอะแก ลองอธิบายหน่อยซิ ถ้าไม่เวิร์กฉันจะได้ไม่ข้องแวะ”

“อื้อ!….ได้เลย

ไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นหนึ่งในประเภทของไขมัน ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทคือ ไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว และสุดท้ายคือไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์มีส่วนประกอบหลักคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโครงสร้างชนิดทรานส์ พบได้เล็กน้อยจากไขมันในเนื้อสัตว์และนม ส่วนใหญ่ไขมันทรานส์จะเป็นไขมันที่ได้จากการสังเคราะห์ระหว่างการผลิต-โดยการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชแข็งตัวและช่วยยืดอายุ-เพิ่มความคงตัวของรสชาติและราคาถูก วงการอุตสาหกรรมอาหารจึงนิยมใช้น้ำมันชนิดนี้ในการประกอบอาหาร และอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารที่มีไขมันทรานส์มากที่สุด ได้แก่ เนยขาว มาร์การีน ครีมเทียม ครีมเทียมข้นหวาน-ที่นิยมนำมาทำขนม เครื่องดื่มสำเร็จรูปต่าง ๆ ทดแทนเนยสด-ครีมจริงและนมข้นหวานล้วน ดังนั้น-อาหารหรือขนมที่พบว่ามีไขมันทรานส์ผสมอยู่ได้แก่ขนมในตระกูลฝรั่งเช่น คุกกี้ เค้ก โดนัท วิปครีม พาย ขนมกรุบกรอบยี่ห้อต่าง ๆ อาหารฟาสต์ฟู้ด เฟรนช์ฟรายส์-ไก่ทอด เป็นต้น

ส่วนน้ำมันที่มีขายในท้องตลาดทั้งจากพืชและสัตว์ มีไขมันทรานส์แฝงอยู่หรือไม่-ต้องอ่านฉลากให้ละเอียด-ยี่ห้อไหนมีส่วนผสมของไขมันทรานส์ในปริมาณมากควรหลีกเลี่ยง พูดภาษานักเลงก็ประมาณ ตัวใครตัวมัน ส่วนอันตรายจากไขมันทรานส์มีอะไรบ้าง

  1. โรคอ้วนแน่นอน
  2. หัวใจและหลอดเลือด เช่นหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ/ตัน
  3. หลอดเลือดสมองตีบ/ตัน
  4. ไขมันในเลือดสูง
  5. โรคเบาหวาน
  6. ความดันโลหิตสูง
  7. โรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์
  8. จอประสาทตาเสื่อม
  9. นิ้วในถุงน้ำดี

“โห!….แกน้ำมันพืชที่ฉันใช้มาหลายปีจะมีไขมันทรานส์ผสมอยู่หรือเปล่าเนี่ย….ตาย ตาย ตายแน่ ๆ”

“…รีบไปอ่านฉลากด่วนเลย” ผมยุส่งและแอบสะใจสุดๆ

เพี้ยร!…. “ขอทีเถอะ ฉันไม่ใช่เด็กที่แกจะหลอกแล้วนะ ที่ตกใจนะ แค่อุทาน เข้าใจไหม-แค่อุทายะ! เดี่ยว ๆอีกสักทีดีไหม”

“ชะล่าใจไปเถอะเป็นอัลไซเมอร์เมื่อไรอย่ามาหาว่าไม่เตือนนะครับคุณเพื่อน”

“ไม่ต้องมาขู่…” ยัยธนาคารออมสินลุกเดินกลับไปตะโกนแหกปากที่ประตูก่อนจะหายเข้าไปในห้องตัวเอง…สักครู่ก็เดินถือขวดน้ำมันพืชเดินมาหยุดใกล้ ๆ “แก!….ทำไงดี ในฉลากบอกว่ามีไขมันทรานส์……ฮื้อ ๆฉันจะตายไหมเนี่ย!”

“แกจะเริ่มกินคลีนแล้วไม่ใช่รึไง….ทิ้งไปเลย”

“แต่ฉันพึ่งใช้ทอดไข่ดาวเพียงครั้งเดียวเองนะ”

ผมถลึงตาจ้องมันไม่กระพริบ…..

“ทิ้งก็ทิ้ง…..แต่ขนไปให้แม่บ้านดีกว่า เสียดาย”

“ของไม่ดี อย่าเอาไปให้คนอื่นเลยแก บาปเปล่า ๆทิ้งก็ทิ้งอย่าเสียดาย โอเคร!”

มันมองหน้าผมแบบคนโลเลสุดทาง “เอาอย่างนั้นเลยเหรอ”

“เออ…..” ผมแหกปากตะโกนใส่ก่อนจะปิดตอนที่ 16 ด้วยอารมณ์หงุดหงิด (มีทำตาละห้อยกะอีแค่น้ำมันพืชห่วย ๆขวดเดียว เดี๋ยวก็ตบคว่ำซะเลย) แค่คิดนะครับ ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำตัวใหญ่มากมาย หนู Timmyไม่กล้าหือกับมันหรอก ยัยนี้นางยักษ์ผสมกับช้างน้ำอย่างละ 50% ชัดๆ….

line1 for timmy

เทคนิคผอมเด็กดูดี

เทคนิคผอมเด็กดูดี

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 15 เทคนิคผอมเด็กดูดี

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 15 เทคนิคผอมเด็กดูดี

ก่อนอื่นผมต้องสารภาพเลยนะครับว่า แรกๆ ในสมองไม่เคยคิดจะมานั่งเขียนบทความเชิงวิชาการซับซ้อน ที่ต้องอาศัยความรู้-ความน่าเชื่อถือ ยิ่งเป็นบทความแนวสุขภาพด้วยแล้วยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต สมัยผมยังเป็นโดเรม่อน-น้ำหนักเกิน 85 กิโลกรัมหลายขีด และพยายามหาวิธีลดน้ำหนัก ผ่านวิธีลดน้ำหนักตามความเชื่อผิดๆ หลงทาง-ออกนอกเส้นทางที่ชื่อโภชนาการ เหินฟ้าข้ามสนามบินสุขภาพออกทะเลไปไกลจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด กระทั้งมาพบวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน-คืนสุขภาพ-สร้างร่างกายให้ย้อนกลับสู่วัยหนุ่ม-สาวโดยบังเอิญหรือตั้งใจจะบังเอิญก็แล้วแต่…ต้องขอบคุณหนังสือ “แก่ช้าลงแน่ แค่ปล่อยให้ท้องหิว” ที่เขียนโดยนายแพทย์โยะชิโนริ นะงุโมะ อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบ-ค้นคว้าศึกษาต่อยอด พร้อมกับนำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาล ผมไม่ได้หมายความว่าผมป่วยนะครับ แต่หมายถึงงานตรวจสุขภาพ ศึกษาระบบภายในร่างกายให้กระจ่างเพื่องานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนจะได้เป็นไปอย่างถูกต้อง-ตรงประเด็น-ตรงจุดประสงค์-ถูกทิศ-ถูกทาง

ประสบการณ์เกือบ 20 ปี ผมคิดว่าน่าจะมากพอ-สร้างความน่าเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง ผลักดันความรู้-ประสบการณ์ที่มีสู่บทความแนวสุขภาพเพื่อเป็นวิทยาทาน สร้างถนนสายสุขภาพสู่งานลดน้ำหนัด-ลดสัดส่วนตามหลักโภชนาการจริงๆ ขึ้นมาสักเล่ม นัยยะเผื่อวันหนึ่งผมไม่อยู่บนโลกนี้แล้วประสบการณ์ที่ตัวเองสั่งสมจะได้ไม่สูญสลาย จะได้ไม่มอดไหม้ไปพร้อมกับร่างและสังขาร ขอมองนอกประเด็นนิดหนึ่ง : ผมเชื่อว่าทุกชีวิตล้วนมีประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดีแตกต่างกันไป หากทุกคนร่วมกันเขียนหนังสือขึ้นมาคนละเล่มก่อนจะจากโลกนี้ ประสบการณ์และความรู้เหล่านั้นจะกลายเป็นหนังสือหลายๆ เล่ม เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับมหาชนรุ่นหลัง ให้พวกเขาได้อ่านและนำไปต่อยอด การหาวิธีเอาชนะธรรมชาติ-เดินทางข้ามเวลาสู่อาณานิคมใหม่-โลกใบใหม่ที่อยู่ห่างไกลหลายล้านปีแสงก็จะเป็นจริงก่อนโลกปัจจุบันจะดับสูญไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ 5000 ปีข้างหน้าไม่นานเลยนะครับ…ความรู้ที่มี-ประสบการณ์ที่เคยผ่าน-มหาชนรุ่นหลังไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ การต่อยอด-พัฒนาโดยอาศัยข้อมูลเก่าจากบันทึกหลายๆ เล่มจะทำให้การเรียนรู้ของมนุษยชาติเป็นไปแบบก้าวกระโดด คุณคิดเหมือนกับผมไหม?

“Timmy ทำไมน้ำหนักฉันไม่ลดลงละ ค้างอยู่ที่ 64-65 กิโลกรัมเป็นเดือนแล้วนะ”

ผมเงยหน้าจากคอมพิวเตอร์มองพร้อมกับยิ้มบางๆ “ใจเย็นๆ ถึงฉันจะให้แกซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักเป็นของตัวเองและให้ชั่งในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน…แต่แกต้องรู้ไว้ข้อหนึ่ง ช่วงเวลาที่น้ำหนักไม่ลดอาจจะเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเสริมสร้างกล้ามเนื้อ-มวลกระดูก-คืนความเป็นหนุ่มเป็นสาวที่สมบูรณ์แบบ วิธีลดน้ำหนักของฉันจึงมักจะห้อยท้ายด้วยคำว่า-ลดสัดส่วนเสมอ…เข้าใจไหม?”

“สัดส่วนลดลงเยอะเลยนะ ฉันใส่เสื้อ Size S ได้แล้วอะ”

“นั้นไง แกควรจะดีใจที่ร่างกายแกกำลังพาทุกๆ ระบบย้อนกลับแบบจริงๆ จังๆ” พูดจบผมก็ยกแก้วชามะนาวจิบ…

“แต่….ฉันติดใจอีกอย่าง” ยัยธนาคารออมสินหรือยัยชลิตา จิ! ปากเสียงดังก่อนจะก้มลงกระซิบ “ทำไมพุงฉันไม่ยุบอะแก…บางวันก็แบนราบแต่มาอีกวันกลับป่องขึ้นมาเหมือนเดิม ฉันผิดปกติเป็นโรคอะไรหรือเปล่าวะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ผมหัวเราะยาว จนยัยช้างสีน้ำตาลไหม้เริ่มออกอาการไม่ชัวร์! “ไม่มีอะไรหรอกแก…ประเด็นแรกที่ต้องรู้ในกระบวนการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนนั้นก็คือ พุงจะยุบเป็นอย่างสุดท้าย ประเด็นต่อมาที่พุงบางวันแบนราบ-บางวันป่องนะ เกิดจากประเภทของอาหารที่กินเข้าไปจนเกิดแก๊สในช่องท้อง ไม่ต้องซีเรียส…ลองกินขมิ้นชันไล่ลมดูซิ! เผื่อจะได้ผล”

“จริงหรือแก…”

“ก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลัก ฉันมีเทคนิคในการผลักร่างกายให้ใช้ไขมันเป็นอาหารมาฝาก ถ้าแกทำได้…รับรองว่าพุงยุบเร็วกว่าปกติแน่นอน” พูดจบ ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำก็เขย่าไหล่แรงๆ

“มีอะไรบ้างอะแก….บอกมาเลย เทคนิคง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งยาหรือศัลยกรรมฉันชอบอยู่แล้ว”

ผมยิ้มแบบคนต้องการจะเล่นตัว…

“เร็วดิ!….” มันเร่งพร้อมกับโยนฝ่ามือกว้างๆ หรือเรียกว่าน้องตบลงบนหัว 1 ที “หรือแกอยากโดนมากกว่านี้…เร็ว เดี๋ยวแม่ตบคว่ำ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..” ผมหัวเราะเมื่อเห็นอารมณ์กระตือรือร้นที่ร้ายกาจของมัน “เอาละ….นั่งก่อน…

3 เทคนิคง่าย ๆในการผลักร่างกายให้ใช้ไขมันเป็นอาหาร มีดังนี้

  1. ลดข้าวแป้งน้ำตาล-มื้อแรกกินตามปกติได้ มื้อที่ 2 ลดลงครึ่งหนึ่งและมื้อสุดท้าย Fasting ถ้าไม่ไหวโปรตีนกับผัก
  2. ลดช่วงเวลากินให้สั้นลง เพิ่มช่วง Fasting หรือช่วงอดให้นานขึ้น หมายความว่า หลังจากอาหารมื้อแรกจนจบมื้อสุดท้าย : สมมุติว่า มื้อแรกเริ่มเวลา 07.00 น. มื้อที่ 2 เวลา 12.00 น. และมื้อสุดท้ายจบที่เวลา 19.00 น.-นับจาก 07.00น.จนถึง 19.00น.ใช้เวลา 12 ชั่วงโมง ลดช่วงเวลาการกินให้สั้นลงหมายความว่า ให้กินมื้อสุดท้ายเร็วขึ้น อาจจะขยับขึ้นมากินเวลา 16.00 น.จบ 17.00 น. ระยะเวลาการกินก็จะเหลือแค่ 10 ชั่วโมงและเวลาอดหรือ Fasting จาก 12 ชั่วโมงก็จะขยายเป็น 14 ชั่วโมง เป็นต้น
  3. ออกกำลังกายในสิ่งที่ตัวเองชอบสม่ำเสมอ ไม่เน้น-นานหรือหนัก แต่เน้นให้ทำได้เป็นประจำ หากเป็นหลังตื่นนอนจะดีมากๆ

เพียงเทคนิคง่ายๆ แค่นี้ร่างกายก็จะดึงไขมันที่พุงมาเป็นอาหารได้มากขึ้นแล้วละ”

“1. ลดข้าวแป้งน้ำตาล 2.ลดช่วงเวลาการกินเพิ่มช่วงเวลาอด 3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ…เออมันก็ไม่ยากเกินความสามารถนะ….ได้ๆ ฉันจะลองทำดู ว่าแต่แกกำลังเขียนตอนที่ 15 ใช่เปล่า!”

“อื้อ!….เทคนิคผอมหน้าใส-เด็ก-ดูดีจากข้างใน

“เออๆ น่าสน แกจะเอากาแฟเย็นหรือนมสักแก้วไหม? ฉันจะลงไปซื้อให้”

“พูดยังไม่ทันขาดคำจะให้กินน้ำตาล 28 ช้อน ครีม เนย นม ล่ออินซูลินอีกละ” ผมต่อว่า

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันล้อเล่น….ตกลงกาแฟร้อนนะ….ได้ๆ แกเขียนไป ฉันจะกลับขึ้นมาอ่านทีหลัง”

….ผมส่ายหน้าตามแผ่นหลังที่เริ่มบอกสัดส่วนของยัยชลิตาได้ชัดขึ้น ก่อนจะหันมาจมอยู่กับเอกสารหลายแผ่นที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ เทคนิคผอมหน้าใส-เด็ก-ดูดีจากข้างใน เรามาร่วมกันย้อนวัยโดยเทคนิคกระตุ้นโกรทฮอร์โมนแบบง่าย ๆ 10 ข้อดังนี้

  1. ออกกำลังกายประเภท “เวทเทรนนิ่ง” เพราะการออกกำลังกายประเภทกระตุ้นกล้ามเนื้อสามารถกระตุ้นโกรทฮอร์โมนได้ดี โดยเริ่มต้นจากเบาๆ วันละ 10-15 นาทีแล้วค่อยๆขยายเพิ่มตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่เน้นให้ทำเป็นประจำหลังตื่นนอนก่อนอาบน้ำจะดีมาก
  2. ทานโปรตีนสมบูรณ์ หมายถึงกินโปรตีนจากหลาย ๆแหล่ง เช่น ไข่ ปลา เนื้อ หมู ไก่ หรือโปรตีนจากพืช 1 วันให้ได้อย่างน้อย ๆ 3 แหล่งขึ้นไป ทานให้ถึงคือโปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมตามที่ได้เสนอไปแล้ว การกินโปรตีนสมบูรณ์สามารถกระตุ้นโกรทฮอร์โมนได้
  3. ทำ IF (Intermittent Fasting) หรืองดอาหารมื้อสุดท้าย การทำ IF 1 ครั้งต่อวันสามารถกระตุ้นโกรทฮอร์โมนรวมถึงสามารถผลักร่างกายให้ใช้ไขมันที่พุงเป็นอาหารได้อีกทางหนึ่ง ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว ดี-ไม่ดี เอาหรือไม่เอาครับ
  4. นอนหลับให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะว่าช่วงเวลาที่ร่างกายหลับสนิทคือนาทีทองของโกรทฮอร์โมนที่จะสร้างมวลกระดูก-เสริมกล้ามเนื้อให้กลับคืนสู่วัยหนุ่ม-สาว ฉะนั้นใครที่ต้องการหล่อ-สวย-เด็ก-ดูดีแบบไม่ต้องพึ่งศัลกรรม ต้องเข้านอนก่อน 21.00 น.นะครับ
  5. ดื่มน้ำให้ได้ 2-3 ลิตรต่อวัน จะเป็นน้ำเย็น น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นก็ได้ เพื่ออะไร-ก็เพื่อให้ร่างกายชุ่มชื่น เลือดไหลเวียนเป็นปกตินั้นเอง
  6. ลดอาหารประเภทที่ทำให้เกิดน้ำตาลในร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่ม “ข้าวแป้งน้ำตาล” ก็อย่างที่รู้จากตอนที่ 14 นั้นแหละ น้ำตาลคือสารอาหารที่ทำให้ร่างกายแก่เร็วขึ้น…จบข่าว!
  7. กินน้ำมันจากธรรมชาติเพื่อบำรุงผิวจากข้างใน เช่นน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันจากสัตว์ แต่น้ำมันมือ 2 ถึงจะเป็นน้ำมันจากธรรมชาติก็ควรหลีกเลี่ยงนะครับ
  8. กำจัดความเครียดหรือลดความเครียดให้ได้มากที่สุด เทคนิคส่วนตัวง่ายๆ ให้แยกปัญหาออกเป็น 3 กลุ่ม
  • ปัญหามโนสาเร่ หรือปัญหาจากคนรอบข้างไม่เกี่ยวกับตัวเอง-ตัดจากสมองให้ไวอย่าเยอะ
  • ปัญหาครอบครัว ยกไว้ ค่อย ๆทำความเข้าใจและให้คิดว่า ปัญหาเหล่านี้คือเรื่องราวปกติที่ต้องแก้-ดูแลเป็นกิจวัตรประจำวันอย่างซีเรียตกับมัน-ได้แค่ไหน-เอาแค่นั้น
  • ปัญหาจากงาน คิด-แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือปัญหาที่นำมาซึ่งรายได้ โอเคร จมอยู่กับมันได้เลย ต่อมาปัญหาที่ไม่นำมาซึ่งรายได้ อาจจะมาจากเพื่อน-เพื่อนร่วมงาน…ให้คำปรึกษาได้แต่อย่าเก็บมาใส่สมอง….1 ชั่วโมงข้างหน้าต้องลืม ส่วนใครจะแหกปากร้องเพลง “Let it be” เหมือนผม…ว่าไปยาว ๆไม่มีลิขสิทธิ์
  1. เปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า-ทรงผม-เทรนการแต่งหน้า สิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยคลายเครียดได้แล้ว ยังเป็นตัวเสริมให้ดูเด็กได้อีกด้วย
  2. ประการสุดท้าย และสำคัญ ควรเข้าตรวจสุขภาพทุก ๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อจะได้รู้ปัญหาภายใน เพราะงานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนตามเทคนิคที่ผมว่ามาทั้งหมด หมายถึงงานดูแลสุขภาพครบวงจรตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าหรือตั้งแต่เส้นเลือดฝอยยันไส้ติ่งเลยทีเดียว คิดง่าย ๆไม่ต้องกลัวว่าเมื่อเข้าตรวจร่างกายแล้วจะพบโรคร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่ ให้คิดว่าการพบโรคร้ายแต่เนิ่น ๆ หมายถึงการได้เปรียบในทางรักษา อย่าลืมนะครับว่า 1 ชีวิตประกอบไปด้วย ร่างกายกับจิตใจ-หากร่างกายหรือเพื่อนตายเกิดโรคอุบัติขึ้นภายใน-แม้จิตใจจะเข้มแข็งเพียงใดก็อยู่ต่อไม่ได้ ฉะนั้นการรู้ก่อนโรคร้ายจะลุกลามถือว่างานรักษาได้เปรียบหลายขุม

สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวคุณ ผม Timmy Buto ก็แค่แชร์เรื่องราวจากประสบการณ์จริงเพื่อทุกคนจะได้นำไปสานต่อตามไลฟ์สไตล์ของใครของมัน-ข้อมูลสุขภาพ-โภชนาการปัจจุบันหาได้ง่าย ทุกคน-หรือหลายคนเข้าถึง เพราะฉะนั้น จะบอกว่าผมเก่งกว่าคงไม่ถูกต้อง…ขอบอกแบบนี้ครับ เรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องส่วนตัวที่อยากแชร์ก่อนตัวเองจะไม่มีโอกาสแชร์…ด้วยเหตุนี้ทุกๆ ท่านจงอ่าน-คิดวิเคราะห์-ต่อยอดอย่างมีสติด้วยตัวเองนะครับ….

“แก….”

ยัยตัวกวนมาอีกละ…..ผมมองไปยังประตู แต่ร่างสูงๆ ที่เริ่มจะเห็นสัดส่วนก็ตรงดิ่งวางแก้วกาแฟร้อนลงตรงหน้าแล้ว

“อเมริกาโน่ โนน้ำตาล โนครีม”….มันจ้องหน้าผมราวจะรอคำขอบใจ….แต่ผมเลือกพยักหน้าให้นิดๆ “แกเขียนเสร็จแล้วใช่ปะ….เทคนิคผอมหน้าใส-เด็ก-ดูดีจากข้างใน นะ”

“อื้อ!….” ผมตอบสั้น ๆ

“ส่งเข้า Line ให้ฉันด้วย Thanks ไปละฉันมีงานด่วน ว่างๆ จะเปิดอ่านเอง”

อะไรของมันวะเนี่ย! พูดจบประตูก็ปิดตามหลังพอดี….(เห็นกูเป็นอะไรเดี๋ยวตบคว่ำ!)-ผมคิด

“อย่าลืมส่งให้ฉันนะ”

ต๊าย! ยัยบ้าเล่นเกือบตกเก้าอี้ คิดไม่ทันจบ ดันเปิดประตูแหกปากเห่าใส่ นี้ถ้าเมื่อกี้ดันเผลอพูดให้มันได้ยินมีหวังโดนตบแน่ ๆ… “เออ….ไม่ลืมหรอก”

“ขอบใจมาก ๆจ้า!….ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

line1 for timmy

ลดน้ำตาลสู่วัยหวานกันเถอะ

ลดน้ำตาลสู่วัยหวานกันเถอะ

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ลดน้ำตาลสู่วัยหวานกันเถอะ

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ลดน้ำตาลสู่วัยหวานกันเถอะ

น้ำตาล ทำให้แก่เร็วจริงหรือ… “นั้นนะซิ!…เออน่าสนอ่านรอไว้โม้ให้ยัยออมสินฟังดีกว่า”

น้ำตาลสัมพันธ์กับความแก่อย่างไร? ผิวหนังของมนุษย์ประกอบไปด้วยโปรตีนคอลลาเจนและอีลาสตินอยู่รวมกันในลักษณะเป็นโครงข่ายช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงและยืดหยุ่น เมื่อบริโภคอาหาร-เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเข้าไป น้ำตาลจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเหตุให้ปริมาณน้ำตาลบริเวณผิวหนังสูงตามไปด้วย น้ำตาลบริเวณผิวหนังสามารถจับโปรตีนอีลาสตินและคอลลาเจนจนเกิดเป็นองค์ประกอบที่มีชื่อว่า Advanced glycation end products หรือ AGEs ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดริ้วรอยและแก่ก่อนวัย ซึ่งนอกจากการสร้าง AGEs ในโครงสร้างผิวหนังแล้ว น้ำตาลยังเกี่ยวข้องกับการสร้างสภาวะแก่ของเซลล์อื่นในร่างกายได้อีกด้วย….

“อ้อ! เป็นแบบนี้เอง”

….โดยทั่วไปร่างกายจะมีกลไกในการทำลายโปรตีนที่เสื่อมสภาพตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่จากการศึกษาในระดับเซลล์ผิวหนังเพาะเลี้ยงพบว่า AGEs สามารถยับยั้งการทำงานของกลไกดังกล่าวจนทำให้มีการสะสมของโปรตีนคอลลาเจนและอีลาสตินที่เสื่อมสภาพ….

“OH!…My god! น้ำตาลชอบสะสมวัตถุโบราณด้วยหรือนี่!”

“แก!…ฉันซื้อกาแฟเย็นมาฝาก” ยัยออมสินใช้หัวไหล่ดันประตูพร้อมถือกาแฟเย็นเดินเข้ามาวางใกล้ๆ “ร้านนี้อร่อยมาก”

ผมมองด้วยสายตานิ่งๆ….และขณะที่มันกำลังยกแก้วของตัวเองขึ้นจิบ “เดี๋ยวๆ….”

“อะไร….” มันถลึงตาถาม “แก้วของแกอยู่โน้น มายุ่งอะไรกับของฉันยะ!”

“ฉันรู้….นั่งลงฟังเรื่องของน้ำตาลให้จบก่อน แล้วค่อยเลือกระหว่างกาแฟเย็นแก้วนี้กับกาแฟดำ”

“ฮึ!…..”

“น้ำตาลทำให้แก่เร็ว ยัยโง่เอ้ย!”

“อ้าว!….เหรอ ไหนๆ ฉันขออ่านมั่งดิ!”

ผมจึงเบี่ยงตัวเปิดช่องให้มันเห็นจอคอมฯ ชัด ๆ……ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง จึงช่วยชะลอการเกิดผิวเหี่ยวย่นหย่อนคล้อยจากการเกิด AGEs ได้

“เอาสำคัญๆ เลยแก”

“จัดไป…..

  1. น้ำตาลเป็นตัวทำลายคอลลาเจนใต้ผิวหนัง
  2. น้ำตาลในเลือดจับตัวกับโปรตีน ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า AGEs
  3. กินน้ำตาลมากไป ยังทำให้ผิวโดนแสงแดดถูกทำลายได้ง่าย
  4. น้ำตาลไม่ได้เป็นตัวทำให้ใบหน้าเหี่ยว-แห้ง-มันเพียงส่วนเดียว อวัยวะอื่นๆ ภายในก็พลอยถูกทำลายด้วย….พูดง่ายๆ อีกครั้ง น้ำตาลทำให้แก่เร็ว จบข่าว!”

“จริงดิ!….”

“ถ้าไม่เชื่อ….เอาอย่างนี้-แกลองเจียวไข่ระหว่างใส่น้ำตาลกับไม่ใส่น้ำตาลดูนะ ไข่เจียวที่ใส่น้ำตาลจะไหม้ดำกว่าไข่เจียวที่ไม่ใส่น้ำตาล”

“เออวะ!…ใช่ ๆ แกพูดถูก…แต่ฉันยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมน้ำตาลถึงทำให้ใบหน้าแห้งและมัน”

ผลร้ายของน้ำตาลที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่ง นั้นก็คือ

  1. ใบหน้ามัน-ยิ่งปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงเท่าไร ไอ้หนูจอมขยันที่ชื่ออินซูลินก็จะยิ่งสูงเท่านั้น เมื่อไอ้หนูอินซูลินสูง ต่อมไขมันก็จะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น….ก็อย่างที่แกรู้นั้นแหละ ความมันคืออาหารโปรดของแบคทีเรียใช่ไหม?-ปัญหาสิวและอื่นๆ จึงตามมาเป็นขบวนไงละ
  2. ทำให้เกิดการอักเสบ ถ้าปริมาณน้ำตาลในเลือดขึ้นๆ ลงๆ การอักเสบภายในร่างกาย-ผิวและใบหน้าก็ตามมา
  3. ผิวหนังขาดน้ำ น้ำตาลนอกจากจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงแล้ว น้ำตาลยังเป็นตัวการดูดน้ำออกจากเซลล์ผิว จนเป็นสาเหตุให้เซลล์ผิวขาดน้ำ-ผิวแห้ง-หน้าบวม-เกิดริ้วรอย-หมองคล้ำ-ถุงใต้ตาและอื่นๆ อีกสารพัด…..เพราะฉะนั้นฉันจะทวนปริมาณบริโภคน้ำตาลให้อีกรอบ

ผู้ชาย : ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 37.5 กรัมหรือ 9 ช้อนชาต่อวัน

ผู้หญิง : ไม่ควรเกิน 25 กรัมหรือ 5 ช้อนชาต่อวัน ตามนี้ จบ!”

“ฉันเริ่มกลัวแล้ววะ….แก น้ำตาลมีกี่ชนิดอะ…เหมือนหรือต่างกันอย่างไร”

“ไปลากเก้าอี้มานั่งก่อน….ฉันจะได้เล่ายาวทีเดียว”

น้ำตาลคืออะไร?…น้ำตาลหรือ Sugar คือสารประกอบคาร์โบไฮเดรตประเภท โมโนเซ็กคาไรด์ (Monosaccharide) และไดแซ็กคาไรด์ (Disaccharide) ซึ่งให้รสหวานแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide) กับน้ำตาลโมเลกุลคู่ (Disaccharide)

น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide)

ก็คือส่วนประกอบที่เล็กสุดของคาร์โบไฮเดรต คุณสมบัติเด่นก็คือละลายในน้ำได้เร็ว ร่างกายหรือเพื่อนตายสามารถดูดซึมนำไปใช้งานได้ทันที น้ำตาลที่พบในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย

  1. น้ำตาลกลูโคส (Glucose) เป็นน้ำตาลอีกชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย มีความหวานสัมพันธ์เท่ากับ 100 ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม แหล่งอาหารที่พบว่ามีกลูโคสคือ ข้าว แป้ง น้ำตาล ผักและผลไม้รสหวานโดยเฉพาะองุ่น ในน้ำผึ้งก็พบกลูโคสผสมอยู่ด้วยนะครับแต่ปริมาณไม่มาก
  2. น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) พบมากที่สุดในผลไม้รสหวาน เช่น มะม่วง กล้วย แตงโม สตรอว์เบอร์รี่ เบอร์รี่และพบมากที่สุดในน้ำผึ้ง น้ำตาลชนิดนี้ถูกดูดซึมและเผาผลาญออกได้ง่ายก็จริง…แต่ก็มีส่วนกระตุ้นให้หิว-อยากอาหารและทำให้ร่างกายอิ่มยากหรือยิ่งกินยิ่งอร่อยประมาณนั้น
  3. น้ำตาลกาแลคโตส (Galactose) พบในน้ำนมที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์มาแล้ว ถือว่าเป็นน้ำตาลที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับน้ำตาลกลูโคสพอสมควรแต่จะแตกต่างกันตรงที่กาแลคโตสสามารถเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ได้ ประโยชน์ก็คือ ช่วยในกระบวนการสร้างเนื้อเยื้อให้กับเด็กอ่อน

น้ำตาลโมเลกุลคู่ (Disaccharide)

เป็นน้ำตาลที่เกิดจากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวตั้งแต่ 2 โมเลกุลมารวมกัน คุณสมบัติละลายน้ำได้และให้ความหวานได้ดี แต่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไปใช้งานได้ทันที ต้องผ่านกระบวนการย่อยโดยอาศัยเอนไซม์จำเพราะให้กลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อน น้ำตาลโมเลกุลคู่มีหลายชนิดได้แก่

  1. น้ำตาลมอลโตส (Maltose) น้ำตาลชนิดนี้ไม่สามารถพบเห็นในธรรมชาติทั่วไป เพราะเกิดจากการรวมตัวของน้ำตาลกลูโคส 2 โมเลกุลด้วยพันธะไกลโคไซด์ จะพบน้ำตาลชนิดนี้จากการย่อยเอนไซม์ในข้าวมอลต์ ข้าวบาเลย์หรือธัญพืชต่าง ๆเท่านั้น
  2. น้ำตาลแลคโตส (Lactose) ก็อย่างที่รู้กันนั้นแหละ น้ำตาลแลคโตสกับกาแลคโตสจะเจอในน้ำนมเป็นส่วนใหญ่ น้ำตาลชนิดนี้ก่อนจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะถูกเอนไซม์แลคเตสย่อยให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อนนะครับ

แน่นอนน้ำตาลให้ความหวานให้พลังงานและเป็นสารอาหารที่ร่างกายขาดไม่ได้ แต่ร่างกายก็สามารถรับน้ำตาลได้ปริมาณจำกัด หากบริโภคเกินความจำเป็น เพื่อนตายจะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันสะสมไว้ตามพุง-ต้นเขน-ต้นขา-ตามชั้นผิว ส่วนน้ำตาลที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นไขมันก็จะกระตุ้นให้ชั้นผิวหนังรวมถึงอวัยวะอื่นๆ ภายในร่างกายเหี่ยวย้อย-หย่อนยานขาดสมรรถภาพ-แก่ก่อนวัย

….เมื่อรู้แบบนี้แล้ว งานลดน้ำหนักลดสัดส่วนควรลดน้ำตาลเพื่อ…คืนเพื่อนตาย-ฟื้นฟูผิวพรรณย้อนกลับสู่วัยหวานให้เร็ว เข้าใจตรงกันแล้วนะครับ

“แก! แล้วพวกน้ำตาลเทียมละ”

“ใช่!….ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ….ต่อเลย…..”

ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมานักโภชนาการรวมถึงวงการแพทย์ทั่วโลกก็มีการคิดค้นสารที่ให้ความหวาน (น้ำตาลเทียม) ขึ้นมาทดแทนน้ำตาล โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ สารให้รสหวานที่ได้จากธรรมชาติและสารสังเคราะห์ที่ให้รสหวานแต่ไม่ให้พลังงาน

สารให้รสหวานได้จากธรรมชาติ ที่ไม่ใช่น้ำตาลมีอยู่หลายชนิด นับตั้งแต่ให้ความหวาน 50 เท่าของน้ำตาลทรายไปจนถึง 2000-3000 เท่า ส่วนใหญ่จะเป็นสารสกัดจากพืช เช่น ชะเอม หญ้าหวาน เป็นต้น อีกชนิดหนึ่งคือสารจำพวกไม่มีรสในตัว หรือมีรสหวานเพียงเล็กน้อยแต่สามารถเปลี่ยนรสเปรี้ยวของอาหารให้กลายเป็นรสหวานได้ ตัวอย่างที่พบได้ในประเทศไทยคือ เคอร์คูลิน (Curculin) ที่สกัดได้จากต้นพร้าวคุ่ม หรือพร้าวนกคุ่ม พบมากที่สุดในภาคใต้และฝั่งตะวันตกของประเทศมาเลเซีย

ส่วนสารสังเคราะห์ที่ให้รสหวานมี 4 ชนิดดังนี้

  1. ไซคลาเมต (Cyclamate) สารชนิดนี้ให้ความหวานสูงกว่าน้ำตาลทราย 30 เท่าแต่ไม่ให้พลังงาน เป็นที่นิยมตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 แต่เนื่องจากค่าความหวานไม่สูงประกอบกับมีการศึกษาพบว่าสารชนิดนี้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ความนิยมจึงลดลงราวปี พ.ศ.2500 สำหรับประเทศไทยไซคลาเมตถือว่าเป็นสารต้องห้าม ห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้าหรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทุกประเภทนะครับ
  2. ขัณฑสกร หรือแซกคารีน (Saccharin) เป็นสารสังเคราะห์ที่ให้ค่าความหวานสูงกว่าน้ำตาลทรายถึง 300-700 เท่า และไม่ให้พลังงานจึงมีการใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมหลายชนิด แต่ในประเทศไทยไม่อนุญาตให้ใช้ขัณฑสกรในเครื่องดื่ม นักวิชาการได้ถกเถียงประเด็นความปลอดภัยของสารชนิดนี้มาร่วม 30 ปี-กระทั้งมีการคิดค้นสารตัวใหม่ขึ้นมาทดแทนนั้นก็คือ…
  3. แอสปาร์เทม ถ้าพิจารณาในเชิงเคมี แอสปาร์เทมจัดว่าเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง เป็นสารสังเคราะห์ให้รสหวานและให้พลังงานเท่ากับน้ำตาลทรายคือ 4 กิโลแคลอรี่ต่อกรัม แต่ให้ความหวานสูงกว่าน้ำตาลทรายถึง 200 เท่าและยังไม่มีงานวิจัยว่าแอสปาร์เทมมีผลกระทบต่อร่างกายด้านใด-แอสปาร์เทมจึงยังปอลดภัยและอนุญาตให้ใช้เป็นส่วนผสมอาหารจนถึงปัจจุบัน
  4. เอซซัลเฟม เค สารสังเคราะห์ให้ความหวานตัวนี้อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักและใช้กันแพร่หลายมากนัก ถูกค้นพบตั้งแต่ พ.ศ.2510 กระทั่งองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ผสมในอาหารได้เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2531 ใช้ชื่อการค้าว่า “ซันเนต” (Sunnette) มีค่าความหวานสูงกว่าน้ำตาลทราย 200 เท่าและไม่ให้พลังงาน ปัจจุบันมีใช้อยู่ในประเทศต่างๆ ราว 20 ประเทศ

ครับ…ในเมื่อมนุษย์ยังต้องการพลังงานและต้องการขจัดพลังงานส่วนเกินเพื่อรักษาสมรรถภาพคืนความสมบูรณ์ให้กับร่างกาย อนาคตก็ยังจะมีการคิดค้น-ค้นพบสารที่ให้ความหวานตัวใหม่ๆ ตามออกมา แต่ในบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ไม่ได้สนับสนุนให้ใครที่กำลังลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนใช้สารทดแทนเหล่านี้นะครับ ถึงแม้สารบางตัวองค์การอาหารและยาจะอนุญาตให้ใช้ผสมอาหารได้-สำหรับบทความนี้ต้องการให้ฝึกใช้สมองเป็นตัวควบคุมหลัก ผมจึงต้องการให้ทุกๆ ท่านใช้สมองคิด-วิเคราะห์และประมวลผลด้วยตัวเองว่าอาหารกลุ่มไหนตอบโจทย์ความต้องการของร่างกายในด้านใด อาหารที่จะผ่านเข้าปากหมายถึงสุขภาพของเจ้าตัว-สมการตรงไปตรงมาครับ เมื่อเพื่อนตายได้พลัง-ร่างกายก็จะแข็งแรง-งานคืนร่างกายกลับสู่วัยหนุ่ม-วัยสาวโดยไม่พึ่งพาศัลกรรมก็จะปลอดภัยมากขึ้น สุดท้ายผมอยากจะพูดแบบนี้ครับ

“ถ้าคุณสามารถควบคุมปริมาณน้ำตาลให้เหมาะสมกับความต้องการของเพื่อนตายได้แล้ว-ก็จงเพิ่มโปรตีน-กินโปรตีนให้ถึง ออกกำลังกายตอนเช้าเพื่อรีสตาร์ทระบบภายในทุกๆ วัน-เป็นประจำ-งานย้อนกลับสู่วัยหวานก็จะเป็นเรื่องง่าย…ไม่เกินความสามารถของคุณอย่างแน่นอน”

“จริงรึแก…”

“Sure!”

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะเอากาแฟเย็นไปทิ้งให้นะ….ไม่ดงไม่แดกมันละ”

“ดีมากๆ….กาแฟดำถึงจะขมหน่อยแต่ก็เป็นยาวิเศษเลยนะเพื่อน แต่….เฮ้ย!….เดี๋ยว ๆ”

“อะไร….”

“ฝากซื้อแอสปาร์เทม ถ้าไม่มีขอเป็นอิควลให้ซองดิ!….”

“อิควลคืออะไรของแกวะ ฉันไม่รู้จัก”

“สารสกัดจากใบหญ้าหวานนะ…ที่แผนกชา-กาแฟมีขาย”

“Oh! โอเคร….ฉันจะลองหาดู”

“ขอบใจมาก”

“ฉันจะลดน้ำตาลกลับสู่วัยหวานไปพร้อมกับแกทิมมี่5555555”

line1 for timmy

9 ข้อชะลอชราสู่วัยใส

9 ข้อชะลอชราสู่วัยใส

ผอม เด็ก ดูดี ตอน 9 ข้อชะลอชราสู่วัยใส

ผอม เด็ก ดูดี ตอน 9 ข้อชะลอชราสู่วัยใส

เมื่อบทความชุด ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ได้ดำเนินมาถึงครึ่งทาง ในส่วนแรกผมได้นำเสนอเกี่ยวกับระบบภายในร่างกาย-สูตรการกินอาหารแต่ละมื้อ-วิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนพอสมควรแล้วนะครับ ผมต้องขอย้ำอีกครั้ง เนื่องจากผมไม่ได้เป็นหมอ การมานั่งเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจึงขาดความน่าเชื่อถือพอสมควร ไม่พอสมควรละมากเลยที่เดียว แต่ทั้งหมดทั้งมวล…ผมก็เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์จริงที่เพียรพยายามลดน้ำหนักมาเกือบ 20 ปี ผิด-ถูกสุขอนามัย-หลักโภชนาการมากน้อยเพียงใด ก็ขอให้ท่านที่กำลังติดตามได้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองนะครับ เพราะเทรนด์ลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนในปัจจุบันมีออกมานำเสนอยิ่งกว่าแฟชั่นแต่ละฤดูซะอีก ถ้าจุดไหน-ตรงไหนข้อมูลไม่ถูกต้องหรือขาดๆ เกินๆ กระผมต้องกราบขอโทษมา ณ ที่นี่ด้วย

เจตนาจริงๆ เพียงแค่อยากเห็นคนไทย อยากเห็นเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน ปรับเข้าสู่แนวทางที่ตัวผู้เขียนใช้ได้ผลและผ่านมันมาด้วยตัวเองเท่านั้น หากบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมองมีส่วนทำให้บางคน-บางท่านสามารถลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนได้ถาวร สุขภาพดีขึ้นอันนี้ถือว่าเป็นกำลังใจสำคัญในการที่จะมีงานเขียนดีๆ มีประโยชน์ออกมานำเสนออีกในอนาคต ขอขอบพระคุณล่วงหน้าที่ติดตาม

“แกบ่นอะไรคนเดียววะ” ยัยธนาคารออมสินมายืนด้านหลังตั้งแต่เมื่อไรกันเนี่ย!

“โอ้ย! ยายบ้าเอ้ยไม่ให้สุ่มให้เสียงตกใจหมด” ผมพูดไม่ทันจบ ยัยช้างสีน้ำตาลก็คว้ากระดาษโน้ตที่วางอยู่ตรงหน้าไปอ่าน

ชะลอชรากลับสู่วัยใส ต้องใส่ใจ 9 ข้อนี้…..” อ่านจบมันก็ทำตาลุกวาว “Timmy…”

ผมอมยิ้มแบบคนไว้เชิง “น้ำหนักแกลดลงกี่กิโลฯ ละ”

“เกือบ 8 โล แต่ต้นแขนต้นขาลงไปเยอะเลยนะ รอบเอวเพิ่งวัดเมื่อครู่ลดลงเกือบ 4 นิ้วแน่!…ว่าแต่ ชะลอ…”

“โอเคร!..” ผมยกมือห้ามแทรกแบบคนต้องการเบรก “เมื่อน้ำหนัก-สัดส่วนลดลงระดับหนึ่ง สเต็ปต่อไปฉันจะนำเสนอแนวทางของชะลอชรา”

“ชะลอ-ชรา แกใช้คำได้สะเทือนใจมาก ๆ”

ชะลอชรากลับสู่วัยใส ต้องใส่ใจ 9 ข้อนี้

“โอ้ย! สะเทือนใจฉันมากๆ เล่าเลย ถ้าชะลอชราสู่วัยใสได้จริงๆ ชลิตายอมตาย ต่อให้ต้องอดอาหารเป็นอาทิตย์ก็เถอะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยัยบ้า ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ความเชื่อแกนี้โบราณไม่เลิกเลยนะ…แต่ก็มีส่วนถูก…โอเคร! ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ ไปหาเก้าอี้มานั่งฟังดีๆ ฉันจะได้เล่ายาวทีเดียว”

“โอเคร!…..”

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาหลัก ผมอยากจะนำทุกท่านย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเมื่อ 170,000 ปีที่แล้ว เพื่อยืนยันความมหัศจรรย์ของเพื่อนตายหรือร่างกายกันสักหน่อย ตามหนังสือ “แก่ช้าลงแน่ แค่ปล่อยให้ท้องหิว” ที่เขียนโดยนายแพทย์ โยะชิโนะริ นะงุโมะ ท่านพูดถึงกระบวนการมหัศจรรย์ของเพื่อนตายเอาไว้คร่าวๆ ดังนี้

ประวัติศาสตร์ตลอด 170,000 ปีที่ผ่านมามนุษย์เราได้ต่อสู่กับความอดยาก หิวโหย ดำเนินชีวิตในแต่ละวันโดยที่ไม่รู้ว่าจะหาอาหารได้เมื่อไหร่ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงได้รับยีนชนิดหนึ่งที่ช่วยดูดซึมสารอาหารให้มากเท่าที่จะทำได้จากการกินอาหารเพียงเล็กน้อย และยังเปลี่ยนอาหารเป็นไขมันแล้วเก็บสะสมไว้ในร่างกาย โดยจะไม่นำสารอาหารเหล่านั้นออกไปใช้ในทันที ยีนที่ว่าคือ “ยีนอดออม” หากมันตุนอาหารไว้ในรูปแบบของไขมันแล้ว เราก็จะอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องกินอาหารไปอีกสักระยะ

ครับจากคำพูดในหนังสือดังกล่าวผมอยากให้เราผนวกเข้ากับโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ซึ่งมีสัดส่วนความสู่งเกิน 8 ศอกขึ้นไปมาวิเคราะห์ร่วมกัน นั้นก็แสดงว่า มนุษย์สมัยก่อนมีอัตราความสูงโดยเฉลี่ยมากกว่ามนุษย์ปัจจุบัน นอกจากความสูงแล้วความแข็งแข็งก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มนุษย์ในยุคนั้นจำเป็นต้องมี เพื่ออะไร ก็เพื่อต่อสู้กับสัตว์ร้ายที่มีขนาดตัวใหญ่กว่า-ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่มีมากกว่ายุคปัจจุบัน ชัดเจนแล้วใช่ไหมครับว่า  มื้ออาหารที่นักวิชาการสายไดโนเสาร์บัญญัติขึ้นมาล้วนเป็นนิทานหลอกเด็กทั้งสิ้น ยิ่งอดมื้อ-กินมื้อกระบวนการในร่างกายหรือเพื่อนตายเก็ยิ่งสร้างกระบวนการใหม่ๆ เพื่อไม่ให้เพื่อนตาย-ตายง่ายๆ หรือจะเรียกว่า ยิ่งอด เพื่อนตายก็ยิ่งจะแข็งแรงก็ไม่น่าจะผิด

ไหนๆ ก็ไหนๆ ละขอแถมเกล็ดความรู้อีกสักหน่อย คุณรู้หรือไม่ครับว่าอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายเท่าไร? แล้วทำไมเพื่อนตายของเราถึงอ้วนได้ง่ายแต่ลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนได้ยาก คือแบบนี้ครับ ถ้าเป็นน้ำตาลที่เพิ่งกินเข้าไปแล้วถูกนำไปใช้ทันที น้ำตาล 1 กรัม จะเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ประมาณ 4 กิโลแคลอรี แต่ถ้าเป็นไขมันที่เพื่อนตายสะสมเอาไว้ 1 กรัมจะเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ถึง 9 กิโลแคลอรี นั้นก็หมายความว่าหากจะดึงไขมันออกมาใช้ หรืออยากผอมเราต้องออกแรงมากกว่าน้ำตาลถึง 2 เท่านิดๆ….เพราะสาเหตุนี้จึงเป็นที่มาของคำปลอบโยนสำหรับผู้กำลังลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนว่าให้ใจเย็นๆ ทำสิ่งที่ได้ออกแบบไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน ทำให้เกิดนิสัย เป็นกิจวัตรประจำวันตั้งแต่ตื่นนอนยันหลับแล้วร่างกายจะค่อยๆ ปรับเข้าสู่จุดที่พึงพอใจเองและหากมี 9 ข้อตามที่จะกล่าวต่อจากนี้ งานชะลอชรากลับสู่วัยใสก็จะง่ายขึ้น…ยิ้มก่อนอ่าน ตาหวานก่อนเปิด ยิ้มเสียเถิดก่อนเปิดหน้าถัดไปนะครับ….

ชะลอชรากลับสู่วัยใส ต้องใส่ใจ 9 ข้อนี้

  1. สร้างสภาวะอดยากให้เกิดขึ้น หมายถึง ถ้างดอาหารเย็น เพลิดเพลินกับเสียงท้องร้อง จ๊อกๆ ตามที่นายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโมะ หรือนายแพทย์นะงุจัง เขียนไว้ในหนังสือตามที่ได้กล่าวข้างต้น ช่วงหนึ่งท่านได้กล่าวว่า : เวลาเราหิว ท้องจะร้องจ๊อกๆ ใช่ไหมครับ การที่ท้องร้อง “จ๊อก” นี้แหละคือจุดสำคัญในการย้อนกลับเป็นหนุ่มสาว เพราะตอนที่ท้องร้องคือช่วงที่ฮอร์โมนต่างๆ กำลังทำงานอย่างแข็งขัน เช่น โกรทฮอร์โมนที่เราเรียกอีกอย่างว่าเป็น “ฮอร์โมนที่ทำให้กลับเป็นหนุ่มสาว” ยีสเซอร์ทูอินที่มีสมญานามว่า “ยีสต่ออายุขัย” และอดิโพเนคทีนที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า “ฮอร์โมนมหัศจรรย์” ชั่วขณะที่ท้องร้อง “จ๊อก” คือช่วงเวลาที่ “เรากำลังกลับเป็นหนุ่มสาว” ไม่มีอะไรจะวิเศษไปกว่านี้อีกแล้วครับ ฉะนั้นเรามาตั้งตารอฟังเสียงท้องร้อง จ๊อกๆ กันเถอะ
  2. น้ำตาลเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้แก่เร็ว….คือแบบนี้ครับจากการศึกษางานวิจัยพบว่าการบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงมีความสัมพันธ์กับการเกิดริ้วรอยและแก่ก่อนวัยอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในเซลล์ผิวเท่านั้น ภาวะแก่ก่อนวัยดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับเซลล์ต่างๆ ในร่างกายของเราอีกด้วย ในบริบทนี้ผมอยากจะบอกว่า : น้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายมีทั้งน้ำตาลเกล็ดสำเร็จรูป-น้ำตาลที่มาพร้อมกับเครื่องดื่มและน้ำตาลแฝงมากับอาหารสารพัดไม่ว่าจะเป็น ข้าว-แป้ง-ผลไม้และอีกมากมาย แน่นอนเพื่อนตายหรือร่างกายเราขาดน้ำตาลไม่ได้ แต่ควรบริโภคปริมาณเท่าไรกันละ ผมมีข้อมูลครับ
  • ผู้ชาย : บริโภคไม่ควรเกิน 37.5 กรัม หรือประมาณ 9 ช้อนชาต่อวัน
  • ผู้หญิง : บริโภคไม่ควรเกิน 25 กรัม หรือประมาณ 5 ช้อนชาต่อวัน

สรุปรวบยอดเลยดีกว่า ข้อมูลเฉพาะน้ำตาล-ประเภทน้ำตาลผมจะยกไปเขียนไว้ในตอนหนึ่ง-พิเศษให้เลย เพราะผมมองว่าหากใครต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนแบบถาวรข้อมูลเฉพาะข้อมูลของน้ำตาลถือว่าสำคัญมากๆ แต่สำหรับตอนที่ 13 นี้จำไว้เพียงว่า “ถ้าไม่ยากแก่เร็วควรบริโภคน้ำตาลให้น้อยลงจบข่าว”

  1. ชะลอชรากลับสู่วัยใส…ต้องกินโปรตีนให้ถึง โปรตีนมีความสำคัญกับการกลับคืนสู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างไร? แน่นอนครับสำคัญมาก ไม่เชื่อลองหลับตานึกย้อนกลับไปดูการลดน้ำหนักตามสูตรโบราณก็ได้ ใครผอมโทรม-กระดูกปูดโปน ดูแก่กว่าวัย ไม่สดใสแทบทุกคน เพราะอะไร ก็เพราะว่าเมื่อก่อนความเชื่อผิดที่คิดว่ากินเนื้อ-กินไข่-กินโปรตีน-กินไขมันแล้วจะอ้วน ผลของมันจึงออกมาอย่างที่เห็น เพราะฉะนั้นใครต้องการชะลอชรากลับสู่วัยใสโดยสมบูรณ์-ช่วงลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนจำเป็นต้องบริโภคโปรตีนให้ถึง อ้าว! แล้วจำนวนหรือปริมาณเท่าไรละ ถึงจะเรียว่าเพียงพอ ง่ายๆ ครับ โปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมต่อวัน ยกตัวอย่าง : ใครหนัก 60 กิโลกรัมก็ควรกินโปรตีนให้ได้อย่างน้อย 60 กรัมเป็นต้น

“ไอ้บ้า!…ตอบหมาๆ เป็นนักวิชาการชิบ!หาย”

“มึงด่ากูทำไมเนี่ย กำลังจะพูดต่ออยู่แล้วเชียว”

“อ้าว! เหรอ…ขอโทษ…ต่อเลยกำลังเพลิน” หมั่นไส้ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำจริงๆ ตบคว่ำซะทีดีไหม…โอเคร! มันตัวใหญ่กว่าข้ามไปก่อนแล้วกัน ง่ายๆ ครับธรรมชาติออกแบบเครื่องมือวัดเพื่อความเหมาะสมกับร่างกายของมนุษย์มาพร้อมอยู่แล้ว

  • สำหรับผู้หญิงกินไปเลยครับถ้าเป็นเนื้อ-ไข่ต้ม-ไข่เจียว-หรือสารพัดเนื้อ-สารพัดโปรตีนประมาณ 1 ฝ่ามือไม่รวมนิ้วต่อมื้อ ถ้าเป็นหมูสับก็เกลี่ยรวมๆ กันกะประมาณนี้นะครับ กินไปเลยรับรองไม่อ้วน
  • และสำหรับผู้ชายก็ประมาณ 1 ฝ่ามือรวมนิ้วต่อมื้อ กินไปเลยเพราะ 1 วันส่วนใหญ่เราบริโภคโปรตีนไม่ถึงกันอยู่แล้ว ยัดๆ เข้าไปเถอะเพื่อความเป็นหนุ่มเป็นสาวไวขึ้น
  1. นอนให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ช่วงที่เราหลับสนิทนอกจากจะเป็นนาทีทองของ โกรทฮอร์โมนแล้ว ยังเป็นนาทีทองของกล้ามเนื้อจะได้ผลัดเปลี่ยนอีกด้วย ยิ่งหากหลับลึกได้นานเท่าไหร่เวลาตื่นก็จะรู้สึกสดชื่นมากเท่านั้น อันนี้ชัว!…นอนให้เร็วนอนให้นานแล้วเพื่อนตายจะดูเด็กลงอัตโนมัติ
  2. ออกกำลังกายช่วงเช้าหรือหลังจากตื่นนอนเป็นประจำ…ข้อนี้สำคัญ ผมจะเปรียบเทียบร่างกายกับรถยนต์ก็แล้วกันง่ายดี-รถยนต์ที่จอดทิ้งไว้เกิน 8 ชั่วโมง หากจะใช้งาน ถ้ามีเวลาสตาร์ทเป็นการวอร์มเครื่องยนต์ก่อนสัก 5-10 นาที อัตราการสึกหรอก็จะน้อยลง อายุการใช้งานยาว-นานขึ้น เพื่อนตายหรือร่างกายของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน หากช่วงเช้าหรือหลังตื่นนอนมีการขยับเขยื้อนออกกำลังกายไม่ต้องเยอะสักเหงื่อซึมๆ 5-10 นาทีระบบภายในจะตื่นตัวอัตราการเผาผลาญพลังงานตลอดทั้งวันก็ย่อมดีกว่าคนไม่ได้ออกกำลังกายเลยใช่ไหมครับ นี้แหละคือเหตุผลที่ผมจะบอกว่า การออกกำลังกายในตอนเช้าหรือหลังตื่นนอนคือเคล็ดลับที่จะทำให้ร่างกายกลับคืนสู่วัยหนุ่มสาว-แข็งแรงได้เร็วขึ้นอย่างไรละครับ
  3. ดื่มน้ำ 2 แก้วหลังตื่นนอนเป็นประจำ ปริมาณเท่าไรและทำไม? ปริมาณของแก้วทั่วๆ ไปนั้นแหละประมาณ 250 ซีซี 2 แก้วก็ประมาณ 500 ซีซี กะเอาเองไม่ต้องเปะ จะน้ำเย็น-น้ำอุ่น-หรือน้ำอุณหภูมิปกติได้หมด ทำไม? ก็เพื่อเพื่อนตายจะได้นำน้ำใหม่เข้าไปหมุ่นเวียนและถ่ายเท-ระบายน้ำเก่ารวมทั้งของเสียที่ใช้งานมาทั้งวันออกไป น้ำทำให้เพื่อนตายสดชื่น ถ้าร่างการสดชื่น เจ้าตัวก็จะสดใสตามไปด้วย…ชะลอชรากลับสู่วัยใสได้แน่นอน
  4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็รู้ๆ กันเป็นอย่างดีนะครับว่าในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มีผลอย่างไรกับร่างกาย การงดดื่มแอลกอฮอล์จึงเป็นการคืนสภาพให้เพื่อนตายฟื้นตัวเร็ว ประเด็นสำคัญแอลกอฮอล์มีส่วนทำให้หิวและกินอาหารมากขึ้น คุณก็จะอ้วนเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้นเอง
  5. ลดความเครียด ฝึกมองโลกในมุมบวก รู้จักชมตัวเอง สร้างกำลังใจให้คนในกระจกเงาทุกวัน ตื่นขึ้นมา ออกกำลังกายนิดหน่อย อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ชมตัวเอง-ยิ้มให้กำลังใจตัวเองไปเลย “ว้าว!…วันนี้ฉันสวยจังหรือหล่อเป็นบ้าเลย” อะไรก็ว่าไป หากชมตัวเองทุกวันกำลังใจก็จะตามมา เวลามีเรื่องเครียดควรมีคำสบถส่วนตัวเพื่อระบายเรื่องราวที่เป็นสาเหตุทำให้เครียดทิ้ง ยกตัวอย่างตัวผู้เขียนเอง เวลามีเรื่องเครียดเข้ามาในหัวจะตะโกน หรือร้องเพลง “Let it be” ดังๆ “Let it Be, Let it Be, Let it be Oh! Let it be” ก็ประมาณ “ชั่งแม่งมัน, ชั่งแม่มัน ชั่งแม่งมัน โอ้! ชั่งแม่มัน” รับรองปิดการขายได้ทุกเคสครับผม…
  6. ชะลอชรากลับสู่วัยใสต้องหยุดนิสัยเร่งรีบ…คุณเคยเห็นคนมีนิสัยเร่งรีบอยู่ตลอดเวลาไหม? นั้นก็คือระบบความคิดกับการกระทำเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน : ดูใบหน้าของเขาหรือเธอซิ หน้าก็นิ้ว-คิ้วขมวด ดูแก่เกินวัยอยู่ตลอดเวลาคุณชอบไหมละ เอาใหม่-หันมาฝึกนิสัยหยุดเร่งรีบ : สมองจะทำงานอย่างเป็นระบบหมายถึงคุณต้องฝึกคิดก่อนลงมือทำทุกๆ เรื่อง…จนกิริยาที่แสดงตามมาเป็นไปอย่างนิ่มนวลและเป็นสเต็ป เป็นขั้น-เป็นตอน ใบหน้าก็จะดูไม่อึดอัดและหากฝืน-ฝึก-ปฏิบัติ-ทำได้ทั้ง 9 ข้อจนเกิดเป็นนิสัยแล้ว-กระบวนการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนก็จะมาพร้อมกับความเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างแน่นอน….Timmy Confirm ครับ

“ยิ้มได้แล้วยัยโง่”

“ฉันควรต้องคิดก่อนทำทุกๆ เรื่องเลยใช่ไหมแก”

“ใช้สมองให้มากขึ้น ใช้ร่างกายให้น้อยลง แล้วทุกอย่างจะตามมาเอง”

“ฉันอยากเด็กลงสัก 10 ปีนะ”

“เมื่อหุ่นพร้อม ใช้เสื้อผ้าเข้าช่วยสัก 30% แต่งหน้าทำผม 20% การย้อนคืนสู่วัยใสแค่ 10 ปีไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม…เริ่มตั้งแต่วันนี้ ชะลอชรากลับสู่วัยใส ได้ผล 100% แน่นอน”

line1 for timmy

คีโตเจนิค ไดเอท

คีโตเจนิค ไดเอท

ผอม เด็ก ดูดี ตอน คีโตเจนิค ไดเอท วินัยสูง-ใจถึง

ผอม เด็ก ดูดี ตอน คีโตเจนิค ไดเอท วินัยสูง ใจถึง

Ketogenic Diet (คีโตเจนิค ไดเอท) คืออะไร?….

“ขยายคำศัพท์ที่ละตัวให้กระจ่างหน่อยเถอะแก ไม่อย่างนั้นฉันไปต่อไม่รอดแน่” ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำแทรกแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“แกคิดว่าชาวบ้านที่เข้ามาอ่านบทความจะสนไหม?”

“เดี๋ยวๆ แม่ตบคว่ำ” มันเสียงดังพร้อมทำท่าทางจะขย่ำ…. ผม ผมก็จ๋อยนะซิ….

“ครับๆ….”

ถ้าเป็นแบบนี้ขอเริ่มต้นบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ตอนที่ 12 Ketogenic Diet ตามสไตล์ของนักวิชาการที่เขียนโดยนักวิชาเกินเลยนะครับ อาจจะต้องเซ็งอ่านยาก ฟังไม่รู้เรื่องสักหน่อย แต่เพื่อความเข้าใจที่กระจ่างมากขึ้น ผมจะขอแยกออกเป็น 2 คำ ดังนี้

  1. Ketogenic
  2. กับคำว่า Diet นะครับ ก่อนอื่นขอขยายความคำว่า Diet ก่อนเลย…สั้น ๆง่าย-จบเร็ว Diet มีความหมายตรงตัวว่าอาหารหรือโภชนาการ ผ่านครับ อย่าเยอะ

ส่วนคำว่า Ketogenic คำศัพท์นี้มาจากคำว่า Ketone ความหมายที่บัญญัติเป็นภาษาไทยไม่ชัดเจน แต่ขออธิบายให้กระจ่างดังนี้นะครับ :…กระบวนการเมื่อร่างกายหรือเพื่อนตายขาดสารอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานหมายถึงคาร์โบไฮเดรตหรือ ข้าวแป้งน้ำตาล เว้ากันซื่อๆ ประมาณว่า…ข้าวสารหมดเลยจำเป็นต้องกินกับ-กินหมูทอด-ไข่ดาว-ไข่ต้มเป็นปอบ 1 วัน เมื่อกระเพาะไม่ปรากฎอาหารกลุ่ม ข้าวแป้งน้ำตาล ร่างกายก็เกิดอาการกลัวตายขึ้นมาอัตโนมัติ

“ตาย ตาย ตายแน่ๆ ทำไงดี ทำไงดี ทำไงดี”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ร่างกายกลัวตายด้วยเหรอวะ”

ผมจ้องหน้ายัยธนาคารออมสินใกล้ๆ “ฉันบอกแล้วไงว่า 1 ชีวิตประกอบไปด้วย จิตใจกับร่างกายหรือที่ฉันเรียกว่าเพื่อนตาย ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ชีวิตหมายถึงตัวแก นางสาวชลิตาก็จะไม่รอด จิตใจแกกลัวตายได้ เพื่อนตายหรือร่างกายก็กลัวตายได้เช่นเดียวกัน”

“โอเคร!ๆ ต่อเลย ฉันกลัวละ”

เมื่อในกระเพาะมีปริมาณอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานน้อยถึงน้อยมาก ไอ้หนูอินซูลินจอมขยันก็ไม่ขยับ เพื่อนตายที่กลัวตายก็เกิดอาการมองหน้ามองหลังหาแหล่งพลังงานอื่นๆ มาทดแทน ยิ่งเมื่อเจ้าของเพื่อนตายมีการขยับเขยื้อนหรือออกกำลังกายไปพร้อมกัน เจ้าตัวก็จะรู้สึกเหนื่อย หมดแรง-บางรายอาจจะช็อก! เป็นลมหมดสติก็มี ช่วงนี้แหละคือเวลาที่เพื่อนตายจะดึงไขมันที่สะสมไว้ตามส่วนต่างๆ-ต้นแขน ต้นขา หรือแม้แต่พุงออกมาใช้งาน นักวิชาการจึงบัญญัติศัพท์เรียกช่วงนี้ว่า Ketosis (คีโตสิส) จนทำให้เกิดสารตัวหนึ่งที่เรียกว่า Ketone (คีโตน) ขึ้นมา….ขยายความคำว่า Ketone (คีโตน) อีกสักหน่อย : Ketone (คีโตน) ก็คือสารมีฤทธิ์เป็นกรดเกิดจากกระบวนการเผาผลาญไขมัน-ภายใน 12-16 ชั่วโมงจะถูกร่างกายขับทิ้งออกมาพร้อมปัสสาวะ เอาละประมาณนี้ : เมื่อนำคำทั้ง 2 มารวมกันเป็น Ketogenic Diet (คีโตเจนิค ไดเอท) จึงหมายถึงวิธีหรือสูตรการกินอาหารที่เน้นไขมันเป็นหลัก เพื่อใช้ไขมันเข้าไปเผาผลาญไขมันในร่างกายหรือจะเรียกว่ากินเพื่อหลอกกระเพาะก็ไม่น่าจะผิด

สูตรลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนที่เรียกว่า คีโตเจนิค ไดเอท (Ketogenic Diet) ก็คือสูตรลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนที่ใช้ไขมันเข้าไปเผาผลาญไขมัน นัยยะประมาณว่า ในร่างการปกติเพื่อนตายของคนเราจะชินกับการได้รับพลังงานจาก ข้าวแป้งน้ำตาล แต่เมื่อวันหนึ่งสารอาหารในกลุ่มนี้หายไป การกินไขมันเข้าไปแทนที่จึงเสมือนไม่ได้กินอะไรเลย ไอ้หนูอินซูลินก็งงๆ หลับๆ เกิดอาการเคว้งคว้าง เพื่อนตายก็ตกใจบวกกลัวตายอีก 50% ทำไงละ…เพื่อนตายจึงหาทางออกด้วยการดึงไขมันที่สะสมไว้เป็นพลังงานสำรองออกมาใช้งาน นี้แหละครับการกินไขมันจึงสามารถเผาผลาญไขมันด้วยกันได้….วู้!….ไม่งงนะ ใครยังไม่เข้าใจกลับไปเริ่มต้นอ่านอีกรอบ…ค่อยๆ ทำความเข้าใจนะครับ….รอได้ รอได้

เอาละ!…เมื่อรู้กระบวนการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนที่เรียกว่า คีโตเจนิท ไดเอท (Ketogenic Diet) จนเรียกว่ากระจ่างระดับหนึ่งแล้ว คราวนี้ผมจะนำทุกท่านไปสู่สูตรการกินแบบคีโตฯ กันบ้าง

  1. อาหารกลุ่มแรกที่สำคัญสำหรับผู้จะใช้สูตรนี้นั้นก็คือ ไขมัน หมายถึงไขมันดีนะครับ กินไปเลย 75-80% โดยแบ่งเป็น
    • ไขมันอิ่มตัวหรือ Saturated Fat 30%
    • ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวหรือ Monounsaturated Fat 50%
    • ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนหรือ Polyunsaturated Fat 20%
  2. กลุ่มที่ 2 รองลงมานั้นก็คือ โปรตีน High-Protein 20%
  3. และอาหารกลุ่มสุดท้ายนั้นก็คือคาร์โบไฮเดรต Low-Carb กินได้แค่ 5% หรือ 20 กรัมต่อมื้อเท่านั้นนะครับ (ประมาณ 1 ทัพพีพูนๆ) เกินนี้รับรองคีโตฯ แตกแน่นอน

ก็ผมบอกแล้วไงว่าการเลือกใช้สูตรลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนที่เรียกว่าคีโตเจนิค ไดเอท นอกจากจะต้องมีวินัยสูง-ใจถึงแล้ว-ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ส่วนตัวคิดว่า-ก่อนจะตัดสินใจควรเข้ารับการตรวจเลือดและมอบหน้าที่เช็คหน้าตาอาหารในแต่ละมื้อไว้กับแพทย์หรือนักโภชนาการเป็นผู้พิจารณาจะปลอดภัยกว่ามโนเอาเอง เพราะหากกินสุ่มสี่-สุ่มห้าอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคนิ่วที่ไต โดยเฉพาะในคนที่มีประวัติครอบครัวเคยเป็นโรคนี้อยู่ก่อนแล้ว นอกจากโรคนิ่วแล้วผู้ที่มีภาวะผิดปกติที่ตับ ตับอ่อน หรือมีประวัติคอเลสเตอรอลในเลือดหรือไขมันในเลือดสูง ยิ่งจำเป็นต้องพบแพทย์หรือนักโภชนาการอย่างยิ่งยวด นอกจากโรคที่ได้กล่าวมาแล้วการเลือกกินอาหารที่มีไขมันสูงเป็นเวลายาวนานโรคประเภทขาดสารสารอาหารอื่นๆ ก็จะตามมาเป็นขบวน..ฉะนั้น สรุปง่ายๆ ผู้ที่เลือกเดินทางสาย คีโตเจนิค ไดเดท (Ketogenic Diet) เป็นสรณะ-ควรเข้าคอร์ตลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนที่มีแพทย์-นักโภชนาการหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษา ผมใช้คำว่าควรนะครับ-ที่เหลือคิด-ตัดสินใจเอง

คราวนี้มาดูหน้าตาของอาหารในแต่ละวันของผู้ที่สนใจจะใช้คีโตฯนำชีวิตกันบ้างว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

  1. เนื้อสัตว์ทุกชนิด ติดมันได้, เครื่องในสัตว์, ไข่กินเป็นหลักได้เลย, อาหารทะเล, เบคอน, เนื้อสัตว์แปรรูปแต่ต้องระวังบางยี่ห้อผสมแป้งเยอะจะทำให้คีโตแตกได้
  2. ผักใบเขียว กินเท่าไรเท่ากัน แต่ประเภทผักหัวจำพวกแครอท, เผือก, มัน, ถั่วฝักยาว, ถั่วแขก, ฟักทอง, ไม่ได้นะครับเพราะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างสูง
  3. ไขมันดี จำพวกน้ำมันมะกอก, น้ำมันมะพร้าว, เนย, ผลไม้ก็อะโวคาโด, แมคคาเดเมีย, กะทิ, น้ำมันพืชที่มีขายทั่วไปได้เล็กน้อยต้องระวังส่วนผสมอื่นๆ อ่านฉลากก่อนนำมาปรุงอาหารเป็นดีที่สุด
  4. ผลิตภัณฑ์นม, ชีสทุกชนิด, เนย (ห้ามมาการีน), ครีมชีส, ครีม, วิปครีม, เป็นต้น
  5. ถั่วโดยเฉพาะถั่วเมล็ดเดี่ยว เช่น อัลมอนด์, พิชตาชิโอ, มะม่วงหิมพานห์, วอลนัท, หรือแม้แต่พวกเมล็ดเจีย (Chia Seed), เมล็ดฟักทอง, เม็ดแมงลัก, งา,
  6. ประเภทเครื่องดื่ม นมอัลมอนด์, ชา, กาแฟดำ-น้ำมะนาว (ไม่ใส่น้ำตาลนะครับแต่ถ้าใครติดรสหวานสามารถใช้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากหญ้าหวานแทนได้), น้ำแร่, น้ำเปล่า, จำพวกเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์เลี่ยงได้เลี่ยง แต่ถ้าจำเป็นจิบนิดหน่อยพอละ
  7. ผลไม้ ตัวแรกเลยคืออะโวคาโดเพราะไขมันสูงคาร์บต่ำมีไฟเบอร์ช่วยย่อยตัวนี้โอเคร!, เนื้อมะพร้าว, มะนาว, เลมอน, มะกอก, และผลไม้กลุ่มเบอรี่ได้ทุกชนิด

สรุปสูตรหน้าตาอาหารของ คีโตเจนิค ไดเอท ก็คือกินไม่ต้องกลัวไขมัน, เนื้อติดมัน, หนังสัตว์, ขาหมูไม่ต้องมีข้าวขอหมูล้วนๆ กินเข้าไปเลย 75-80% โปรตีนรองลงมา และคาร์โปไฮเดรต หรือ ข้าวแป้งน้ำตาล ต่ำสุดหรือ 5% ตามสูตรปริมาณที่ให้ไว้ข้างบนนะครับ

            แล้วผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้สูตรลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนมีอะไรบ้าง

  1. อาจจะมีไข้คีโตฯ หรือที่เรียกว่า Keto Flu เมื่อเริ่มกินคีโตฯ 2-3 วันแรกร่างกายจะโหยหาน้ำตาลอย่างหนัก จนรู้สึกเพลีย ไม่มีแรง มึน งง หัวตื้อจนคิดอะไรไม่ออก นอนไม่หลับ ท้องไส้ปั่นปวน วิธีแก้-กินอาหารในกลุ่มคีโตฯให้มากขึ้น อย่ากลัวอ้วน ดื่มน้ำเยอะๆ กินเค็มช่วยได้แต่อาจจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ท้องผูกในระยะแรก
  2. คีโคสิส (Ketosis) คือหลังจากกินคีโตฯ ได้ 1- 2 อาทิตย์ เมื่อร่างกายไม่ได้รับน้ำตาลและแป้งเลยหรือได้รับในปริมาณที่น้อยมากๆ เพื่อนตายก็จะดึงไขมันหรือพลังงานสำรองออกมาใช้งาน จะมีอาการโหยน้ำตาลเป็นพักๆ บางทีก็มีไข้คีโตฯ น้ำหนักลดเล็กน้อยหรืออาจจะคงที่-ไม่ต้องท้อนะครับ อดทนทำต่อไปเมื่อร่างกายหรือเพื่อนตายปรับตัวได้…อาการเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
  3. คีโต อแดปเทท (Keto Adapted) คือการเข้าสู่โหมดคีโตฯ เต็มตัว ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน-เป็นต้นไป ร่างกายจะเริ่มชิล ไม่รู้สึกโหยหาน้ำตาลเหมือนเมื่อก่อน เพื่อนตายจะจำว่าไขมันคือแหล่งพลังงานหลักแทนคาร์โบไฮเดรต กระบวนการเบิร์นไขมันอย่างเป็นระบบก็จะเริ่มต้นขึ้น น้ำหนักที่เกิดจากการสะสมไขมันมาเป็นระยะเวลายาวนานจะเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ช่วงนี้ห้ามคีโตแตกหรือแหกกฎไปกิน ข้าวแป้งน้ำตาล เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เพียรพยายามก็จะล้มเหลวไม่เป็นท่า ผมถึงได้ตั้งชื่อตอนนี้ว่า KETOGENIC DIET วินัยสูง-ใจถึงไงละครับ….

“เป็นไงแก….ไหวไหมเนี่ย” ผมถามเมื่อเห็นท่าทางยัยออมสินไม่ค่อยจะสู้ดี

“โห! แก สำหรับฉันคีโตแตกตั้งแต่วันแรกแล้ววะ….ยิ่งต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์หรือนักโภชนาการด้วยไม่ชอบสุดทางจริง ๆ….”

“ใช่!….ฉันว่าใครเลือกสูตรนี้จำเป็นอย่างยิ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ นักโภชนาการหรือผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด”

“ยุ่งยากมากๆ ฉันใช้สูตร IF 3-4-14 ตามแกดีกว่า”

“ส่วนตัวนะ คีโตเจนิคไดเอท นอกจากจะเหมาะกับผู้ที่มีวินัยสูง ใจถึงแล้ว ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวเยอะๆ อย่างแก อย่างฉัน ต้องการลดแค่ 20-25 กิโลกรัม ใช้สูตร IF ก็เพียงพอแล้ว”

“โอเคร! แก…เอาไว้ฉันทำน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัมเมื่อไรค่อยคิดถึงคีโตฯ ก็แล้วกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ยัยบ้าเอ้ย….เดี๋ยวตบคว่ำ”

“แก แกจะตบใครไม่ทราบ….”

“เอ่อๆ ปะ เปล่าๆ ตบ ตบยุงนี้แน่..นี่ไง เละเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“แล้วไปอย่าให้ชลิตาเดือด…ยิ่ง Fasting ยาวๆ เดี๋ยวแม่กินเรียบ”

line1 for timmy

ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วจะอ้วน

ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน2

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วจะอ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วจะอ้วน

บทความชุดความเชื่อผิดๆ ผมจะแบ่งออกเป็น 2 ตอนดังนี้นะครับ ตอนที่ 10 ที่ผ่านมา-ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน กับตอนที่ 11 ปัจจุบัน-ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วจะอ้วน…..ไม่อ้วนกับจะอ้วน อย่าสับสนนะครับ เพราะผมมองว่าหากปล่อยความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ผ่านไป การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ตื่นนอนกระทั้งหลับก็จะสูญเปล่า ฉะนั้นก่อนจะถึงสูตรลดน้ำหนักที่ถือว่าไฮโซฯ จึงต้องสลายความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ให้หมดไปจากสมองกันก่อน…พูดไม่ทันขาดคำนั้นๆ…ยัยออมสินเขี่ยของดีทิ้งอีกละ….

“เฮ้ย!…แกเขี่ยเนื้อติดมันกับไข่พะโล้ทิ้งทำไม” ผมกระแซะเบาๆ เพราะกลัวมันจะอาย แต่…

“แกไม่รู้รึไงว่าของพวกนี้กินเข้าไปแล้วจะทำให้น้ำหนักฉันเพิ่ม” มันเล่นตะคอกใส่หน้าเสียงดังขณะข้าวยังเต็มปาก (ยัยบ้าเอ้ย!…น่าจะปล่อยอ้วนซะให้เข็ด ปานนี้ไอ้หนูจอมขยันคงดีใจกระโดดโลดเต้นรอกลูโคสแล้วมั่ง)

“เดี๋ยวๆ….ฟังฉันก่อน….” ผมกระซิบอีก มันวางช้อนแล้วจ้องหน้า “นี้มันมื้อที่ 2 ของแก ข้าวแป้งน้ำตาลควรลดลงเหลือครึ่งหนึ่งของมื้อแรก…สิ่งที่แกควรจะกินมากที่สุดคือสิ่งที่แกเพิ่งจะเขี่ยทิ้ง เนื้อ-เนื้อติดมัน ไข่พะโล้ของดีทั้งนั้น”

“อ้าว!…เหรอ เออ…ฉัน ฉัน….ลืมวะ”

“สำหรับตอนที่แล้วฉันเล่าให้แกฟังเกี่ยวกับความเชื่อผิด ๆที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วนแล้วใช่ไหม สำหรับตอนที่ 11 ฉันจะเล่าความเชื่ออีกด้านให้ฟัง”

“อะไรเหรอแก….”

ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วจะอ้วน

“กินแล้วจะอ้วน….เออวะน่าสน….”

“ก่อนอื่นแกต้องยัดเนื้อ-มัน-ไข่ให้หมดซะก่อน”

“ฉันขอฟังก่อนละกัน ถ้ามีเหตุมีผล…ชลิตาจะกวาดเรียบแม้กระทั้งยอดคะน้า-ผักกวางตุ้งเลยเอา”

“แบบนั้นก็ได้….”

โอเคร!…ไม่เยิ่นเย้อนอกประเด็นแล้วนะครับ ขยับเข้ามาสุมหัว-ฟัง-วิเคราะห์เกี่ยวกับ ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วจะอ้วน กันเลย…

  1. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินอาหารมันๆ แล้วจะอ้วน สำหรับข้อนี้สูตรลดน้ำหนักที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษและเรียก-เขียนเป็นภาษไทยทับศัพท์ว่า คีโตเจนิค ไดเอท การันตีแล้วนะครับว่าการกินของมัน-กินน้ำมัน ไม่ได้ทำให้อ้วน หนำซ้ำหากลดปริมาณ ข้าวแป้งน้ำตาลลงตามสูตรยังช่วยลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นไขมันกินได้….แต่ 1 วันไม่ควรเกิน 7-8 ช้อนชา หรือถ้าเป็นก้อนสำหรับผู้หญิง 3-4 นิ้วโป้ง ผู้ชาย 4-5 นิ้วโป้ง ซึ่งลักษณะการใช้ชีวิตปกติ ไม่ว่าไลฟ์สไตล์จะเป็นแบบไหน ไม่มีใครตั้งหน้าตั้งตาซดไขมันเพรียวๆ แน่นอนถูกต้องไหมครับ ด้วยเหตุนี้ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินของมันแล้วจะอ้วน จึงเป็นความเชื่อที่ผิด
  2. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินไข่ แล้วจะอ้วน ข้อมูลก่อนหน้านี้หลายๆ ท่านอาจจะยังฝังหัว-กังวลเรื่องคอเลสเตอรอลในใข่แดงพอสมควร สำหรับปัจจุบันจากงานวิจัยหลายสำนักทั่วโลกชี้ตรงกันแล้วว่า คอเลสเตอรอลในไข่ส่งผลต่อคอเลสเตอรอลในเลือดน้อยถึงน้อยมากๆ เมื่อเป็นเช่นนี้…ไข่คือแหล่งโปรตีนราคาถูก-ไม่ทำให้อ้วน…ซ้ำยังเข้าไปช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอ นั้นก็หมายถึงโปรตีนจากไข่สามารถคืนความเป็นเด็ก คืนความเป็นหนุ่ม-เป็นสาวได้อีก แล้วทำไมจึงไม่ตัดความเชื่อผิดๆ ข้อนี้ทิ้ง….ตลอดเวลาลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนผมจะกินไข่ ทั้งไข่แดงและไข่ขาววันละไม่น้อยกว่า 4 ฟอง น้ำหนักไม่เพิ่มซ้ำผิวพรรณ ใบหน้า กระดูกที่เคยโผล่หลังลดน้ำหนักก็หายไป…น้ำหนักลดลงสู่จุดที่พอใจแต่ไม่โทรมเหมือนคราวก่อนก็เพราะว่าได้โปรตีนจากไข่เป็นตัวเสริม…สรุปไข่ไม่ทำให้อ้วน-คอเลสเตอรอลไม่พุ่ง และยังสามารถคืนความเป็นเด็กได้อีกด้วย ใครไม่กินหรือยังมีความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินไข่แล้วจะอ้วนจึงควรกลับไปทบทวนให้ไว
  3. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินเนื้อ แล้วจะอ้วน ข้อนี้ก็รวมอยู่ในข้อ 2 แล้วนะครับ ผมจะไม่อธิบายมาก ขอสรุปเลยว่าความเชื่อผิดๆ ข้อนี้เป็นความเชื่อที่ผิดอย่างแน่นอน
  4. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินมาก แล้วจะอ้วน ความเชื่อนี้ไม่เชิงผิดนะครับ การกินมาก-กินน้อย-อิ่มมาก-อิ่มน้อย ไม่ได้มีผลโดยตรงทำให้อ้วนหรือผอม แต่ปรากฎการณ์อ้วน-ผอมขึ้นอยู่กับชนิด-ประเภท-คุณภาพและช่วงเวลาที่กินอาหารต่างหาก ยกตัวอย่างถ้ามื้อแรกก่อนกิจกรรมประจำวัน-กินข้าวแป้งน้ำตาลในสัดส่วนมากหรือเรียกว่าอิ่ม แต่มื้อที่ 2 และมื้อสุดท้ายลดปริมาณข้าวแป้งน้ำตาลลงแล้วเลือกกินโปรตีนกับผักแทนจนร่างกายบอกว่าอิ่มเท่ากัน-คุณจะไม่มีทางอ้วนขึ้น แต่ถ้าเมื่อไหร่คุณกินข้าวแป้งน้ำตาลครบทั้ง 3 มื้อ เรียกว่ากินข้าวเป็นอาหารหลัก การกินมากจนอิ่มในข้อนี้จึงทำให้อ้วนขึ้น
  5. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินผิดเวลา แล้วจะอ้วน ตามความเชื่อโบราณตามที่ผมได้เขียนในหลายๆ ตอน หากสมองยังตัดไม่ขาดจากความเชื่อที่ว่า มื้อแรกคือมื้อเช้า มื้อที่ 2 คือมื้อกลางวัน และมื้อที่ 3 คือมื้อเย็น ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินผิดเวลาแล้วจะทำให้อ้วน ก็มีส่วนถูก ผมจะบอกแบบนี้ครับ ปัจจุบันเป็นยุคไอที ยุคสื่อสารไร้ขีดจำกัด ได้โปรดตัดความเชื่อเรื่องมื้ออาหารที่ถูกกำหนดโดยดวงอาทิตย์ทิ้ง-ลบความเชื่อเหล่านี้ออกจากสมองให้ไว แล้วย้อนกลับไปอ่านบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ตอนที่ 8 IF-ที่รัก ไลฟ์สไตล์คุณเป็นแบบไหนก็ควรยึด-เชื่อมั่นตามนั้น เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแทนดวงอาทิตย์ แล้วการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนของคุณจะได้ผลและเห็นผลในระยะยาว
  6. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินดึก แล้วจะอ้วน ข้อนี้ก็เกี่ยวพันกับข้อที่ 5 และไม่เชิงเป็นความเชื่อที่ผิด หากมื้อสุดท้ายเลือกกินอาหารตามสูตร IF ถึงกินจนอิ่มคุณก็จะไม่มีทางอ้วนทราบแล้วเปลี่ยน
  7. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินทุเรียน แล้วจะอ้วน บอกตามตรงนะถ้ามีผลไม้ให้เลือกระหว่าง มะม่วงสุก-แตงโม-ทุเรียน ผมจะเลือกกินทุเรียนเป็นอย่างแรก….เพราะอะไรก็เพราะว่าในปริมาณเท่ากันทุเรียนจะมีฟรุกโตสหรือน้ำตาลที่ได้จากผลไม้น้อยกว่าผลไม้ 2 อย่างที่ยกขึ้นมาเทียบ แต่ต้องบอกและย้ำอีกสักรอบแบบนี้ครับ ผลไม้สำหรับคนลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนไม่ใช่ว่าจะกินไม่ได้ กินได้ทุกอย่างทุกประเภทแต่ขอให้กินพร้อมกับมื้ออาหารในปริมาณ 1 กำปั้นต่อมื้อ ห้ามกินในเวลา Fasting เด็ดขาด จะหมัก-ดอง-อบแห้งก็ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นน้ำเปล่า-ชาเขียวโนครีมโนน้ำตาล-น้ำขิงโนน้ำตาล-น้ำมะนาวบวกน้ำอุ่น-กาแฟดำ อันนี้ตามสะดวก
  8. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินของทอด แล้วจะอ้วน ข้อนี้ก็ไม่เชิงเป็นความเชื่อที่ผิด แต่กินของทอดจะผิดหรือไม่ผิดขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำมันที่ใช้ และช่วงเวลาในการกิน หากของทอดๆ จากน้ำมันดี ไขมันดี-คุณภาพสูง กินพร้อมกับมื้ออาหารจะไม่ทำให้อ้วน แต่ถ้าเมื่อไหร่ของทอดๆ จากน้ำมันมือ 2 อุณภูมิสูงจนเห็นควัน…ซ้ำยังกินในเวลา Fasting หรือช่วงอดด้วยแล้วถือว่าผิดมหันต์ อ้วนขึ้นแน่นอน-แถมเพื่อนตายหรือร่างกายอาจเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงอีกด้วย ต้องระวังเพราะ 1 ชีวิตประกอบไปด้วย จิตใจกับร่างกายหรือเพื่อนตาย ถ้าจิตใจเข้มแข็งแต่เพื่อนตายไม่ไหว 1 ชีวิตก็ไปไม่รอด แต่ถ้าเพื่อนตายแข็งแรงซะอย่าง…จิตใจสามารถเข้มแข็งขึ้นมาได้เอง เชื่อผมดิ!
  9. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินวิตามินเสริมสำเร็จรูป แล้วจะอ้วน พูดตรงๆ ตัววิตามินจัดอยู่ในกลุ่มอาหารที่ไม่ได้พลังงาน ใครยังสงสัยให้กลับไปอ่านในตอนที่ 5 วิธีนับมื้ออาหาร ผมขอขยายความเพิ่มเติมดังนี้ครับ ตัววิตามินเองไม่ทำให้อ้วนแต่ตัวยาหรือสารกระตุนอื่นๆ ที่ผสมมาในอาหารเสริมอาจจะมีส่วนทำให้หิวหรือกินอาหารได้มาก เพราะฉะนั้นเมื่อใครก็ตามที่กำลังกินวิตามินเสริมสำเร็จรูปก็ควรควบคุม-ตระหนักถึงประเภท-ชนิด-คุณภาพ-เวลาและปริมาณของอาหารในแต่ละมื้ออย่างเคร่งครัดนะครับ

สุดท้าย ผมมีสาระดีๆ จากคุณหมอที่พูดถึงน้ำตาลฟรุกโตสในผลไม้และในน้ำผึ้งมาฝาก หลายคนอาจจะมีปัญหาไตรกลีเชอไรด์ในเลือดสูงทั้งๆ ที่ไม่ได้กินอาหารทอดหรืออาหารมัน ถ้าสอบประวัติการกินหากไม่พบสิ่งที่กล่าวมา น้ำตาลฟรุกโตสที่ได้จากผลไม้และน้ำผึ้งนี้แหละคือผู้ร้ายตัวจริง เพราะร่างกายหรือเพื่อนตายสามารถดูดซึมฟรุกโตสจากผลไม้เข้าสู่กระแสเลือดได้สูงถึง 80% เมื่อไอ้หนูอินซูลินนำส่งฟรุกโตสสู่เซลล์ได้ไม่ทัน อันเนื่องมาจากงานที่ทำไม่ได้ขยับเขยื้อนหรือเจ้าตัวไม่ได้ออกกำลังกายก็แล้วแต่ ฟรุกโตสจากผลไม้จะถูกตับอ่อนเปลี่ยนเป็นไตกลีเซอไรด์ในเลือดอัตโนมัติ ยิ่งนวัตกรรมหรือเครื่องประดิษฐ์ในปัจจุบันมีการแยกกาก-แยกน้ำผลไม้พร้อมดื่มได้อีก น้ำผลไม้เพรียวๆ จึงก่อให้เกิดผลเสียในเรื่องนี้มากกว่าจะเกิดผลดี ฉะนั้นหากจะกินผลไม้ให้กินพร้อมกากหรือเนื้อ-อันนี้สำคัญ ไม่ควรซื้อน้ำผลไม้สำเร็จรูปมาดื่มเข้าใจแล้วนะครับ

“ตัวอง….”

“คราวนี้จะแดกเนื้อติดมันกับไข่พะโล้งของแกได้รึยัง”

“ฉันกินข้าวเข้าไปซะเยอะ….ทำไงดีละ โอ้ย!….ไม่น่าเลย ฉันไปล้วงคออ๊วกก่อนนะ”

“หยุดเลย นั่งลง….”

“แต่…”

“เออนะ นั่งลงแล้วกินให้หมด Fast แตก เป็นเรื่องปกติ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มต้นใหม่ แต่การไปล้วงคออ๊วกเป็นการสร้างลักษณะนิสัยไม่เหมาะสม หากทำจนเพื่อนตายคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อนาคตชีวิตของแกแย่แน่ๆ”

“แกนะ…”

“กินเข้าไปเถอะ ของดีต้องรู้จักนำเข้าร่าง แล้วเพื่อนตายจะกลับคืนสู่ความเป็นเด็ก-ดูดี เป็นสาว-สวยเร็วขึ้น”

“โอเคร!…ขอบใจมากๆ นะ”

line1 for timmy

ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน

ความเชื่อผิดๆ

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน

“Timmy…คีโตเจนิค ไดเอทของฉันละ”

“แกควรรู้เรื่องนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นจะพลาดตลอดชีวิต” ผมทิ้งเลศนัยให้ยัยธนาคารออมสินคิดตาม….

“อะไรเหรอ….”

“ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน”

“เออวะ!…ฉันพลาดอะไรไปบ้างแล้ววะเนี่ย!….”

“ตกลงจะเอาคีโตก่อนไหม….”

“คีโตทีหลังก็ได้….เล่าเลยแก ฉันจะได้กลับลำได้ทัน”

“โอเคร!…….”

ก่อนจะนำเสนอสูตรลดน้ำหนักของไฮโชฯ ที่มีชื่อเรียกเฉพาะอังกฤษว่า คีโตเจนิค ไดเอต (Ketogenic Diet) เชื่อหรือยังขนาดชื่อภาษาไทยยังต้องเขียนทับศัพท์เลย….สุดๆ ก่อนจะถึงตรงนั้น สำหรับ ผอม-เด็ก-ดูดีเริ่มต้นที่สมอง ตอนที่ 10 ผมขอวกไปถล่มความเชื่อบ้านๆ ที่เคยครอบงำตัวผู้เขียนในอดีต และคิดว่าปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวก็ยังครอบงำหลายๆ คนในขณะนี้อย่างแน่นอน นั้นก็คือ “ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน” เมื่อวานก่อนผมนั่งฟังคุณหมอศรินบรรยายประเด็นนี้ใน Youtube เลยอยากเขียนขึ้นมาทันทีทันใด จึงถือโอกาสแซงคิวยัยชลิตา ยกความเชื่อบ้านๆ ธรรมดาที่ไม่ธรรมดาขึ้นมาดักทางใครบางคนให้ฉุกคิดก่อนบางสิ่งบางอย่างจะถูกกลืนลงท้องแบบเสียดุลการค้าอย่างแรงก่อนนะครับ

ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน

มีอะไรบ้างผมนั่งบรีฟได้ 17 ข้อ 17 อย่าง ซึ่งแน่นอนสิ่งที่บรีฟล้วนถอดรหัสมาจากความเชื่อของตัวเองและคนรอบข้างทั้งสิ้น มา! เรามาอ่านกันเลยดีกว่าจะมีสักกี่ข้อที่ตรงใจหรือสะดุดใจ-ผลักสมองให้สะดุ้งโหยงกันบ้าง

  1. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินผลไม้แล้วไม่อ้วน อ้าว!…ใครเคยคิดแบบนี้หรือกำลังคิดแบบนี้-ยกมือขึ้นสูงๆ ไอ้เจ้าผลไม้…หลายๆ ตอนผมก็เขียนถึงเป็นระยะๆ นะครับ แต่เมื่อมาเป็นประเด็น ความเชื่อผิด ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน ผมจึงขอยกขึ้นมาเขียนอีกครั้ง โดยเฉพาะไอ้เจ้าแตงโมง ส่วนตัวผมเสียรู้มาหลายสิบปี….แดกได้แดกดีกับความเชื่อกินผลไม้แทนข้าวแล้วจะผอม…ฉิบหาย! ผลงานของความเชื่อผิดๆ คือแดกเท่าไรน้ำหนักไม่เคยลด หนำซ้ำยังเดินหน้าต่อไม่หยุด เพราะฉะนั้น….ตอนนี้เราต้องมาปรับความคิดกับยกใหญ่แล้วละครับว่า ผลไม้รสหวานทุกชนิดทำให้อ้วน-ผลไม้เนื้อหนาถึงไม่หวานแต่ปริมาณคาร์โบไฮเดรตก็น่าตกใจ สรุปผมไม่ได้บอกนะว่า กินผลไม้ไม่ได้ แต่ขอแนะนำแบบนี้
  • ขนาดที่เหมะสมในการกินต่อมื้อและควรกินพร้อมอาหาร-ห้ามกินในเวลา Fasting เด็ดขาด นั้นก็คือ 1 กำปั้นของใครของมัน
  • น้ำผลไม้ที่มีการปั่นแยกกากมีค่า = น้ำหวาน ถ้าจะกินต้องกินทั้งเนื้อ เข้าใจตรงกันนะครับ
  1. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินข้าวต้มแล้วจะไม่อ้วน ผมขออธิบายอย่างนี้ ข้าวต้มถึงจะมีน้ำเป็นส่วนผสมอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อมันถูกย่อยจนละเอียด แป้งที่ผสมอยู่ในน้ำก็พร้อมจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสทันทีเมื่อถูกกลืนลงท้อง แล้วปริมาณข้าวต้มกับข้าวสวย ผมคิดว่าไม่ต่างกันมาก เพราะฉะนั้น ความเชื่อที่ว่ากินข้าวต้มแล้วจะทำให้ผอม…ประเด็นนี้จึงผิด 100%
  2. ความเชื่อผิดที่คิดว่า กินขนมจีนแทนข้าวแล้วจะไม่อ้วน ประเด็นนี้ก็ใกล้เคียงกับข้อที่ 2 นะครับ ยิ่งแป้งที่ถูกแปรรูปเป็นเส้นยิ่งน่ากลัว ผมเหมารวมแป้งแปรรูปทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น เส้นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ขาว-เหลือง สปาเก็ตตี้ หรือแม้แต่ขนมเค้ก ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบในร้านสะดวกซื้อล้วนน่ากลัวสำหรับคนต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนทั้งสิ้น
  3. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินสลัดแล้วจะผอม สำหรับสลัดผมต้องขอขยายที่ละอย่าง ก่อนอื่นยกผักสด-ผักสลัดออกไปก่อน…แล้วมาดูส่วนประกอบอื่นๆ บางเจ้ามีกล้วยต้ม-มันนึ่ง-เผือกต้ม-ฟักทอง-ลูกชิด-ลูกเดือย-ข้าวโพด-ถั่วเขียว-ถั่วแดง-ผลไม้ เมื่อนำหลายๆ สิ่งรวมกันคุณเริ่มเห็นอะไรในสลัดหรือยัง นี้ขนาดยังไม่ลงลึกในน้ำสลัดที่บางเจ้าเล่นขนทั้งนมข้นหวาน-น้ำตาล-มายองเนส-เนย (ถ้าใช้เนยเทียมยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก) สรุปเลยดีกว่า สูตรสลัดรอตอนสุดท้ายเลยผมมีสูตรเด็ดที่คิดขึ้นมาเอง บอกตรงๆ เวิร์กมากๆ มาฝาก
  4. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินน้อยแล้วจะไม่อ้วน ผมเชื่อว่าข้อนี้ตรงเผงกับความเชื่อของหลายคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ ใครที่ชอบเขี่ยข้าวทิ้ง-เขี่ยเนื้อ-เนื้อติดมัน-กินแค่ครึ่งเดียวแล้วทนทุกข์กับความหิวในเวลา Fasting ยกมือขึ้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า กูว่าแล้วต้องมียัยชลิตารวมอยู่ด้วย สิ่งที่ถูกต้องในการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนนั้นก็คือกินให้อิ่ม เน้นต้องกินให้อิ่มเผื่อช่วง Fasting ยาวๆ เพราะความเชื่อที่ว่า…กินน้อยๆ แล้วจะไม่ทำให้อ้วนเนี่ย!…โบราณชัดๆ สำคัญอยู่ที่ประเภทของอาหาร-ชนิดของอาหาร-คุณภาพของอาหารและเวลาที่กินเข้าไปต่างหาก….ใครไม่เข้าใจให้กลับไปไล่อ่านข้อมูลโภชนาการตอนที่ผ่านมาก่อนนะครับ เพราะหากคุณกินน้อย แต่เลือกกินเฉพาะอย่างนอกจากจะต้องทนหิว-สุขภาพเสีย-เพื่อนตายได้สารอาหารไม่ครบถ้วนแล้ว คุณยังจะยิ่งอ้วนหนักกว่าเดิม เพราะอะไร?-ก็เพราะในลิ้นชักมีลูกอม มีน้ำหวานอยู่ใช่ไหมละ…
  5. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า อาหารเช้าสำคัญกับร่างกาย ความเชื่อข้อนี้คลาสสิคสุดๆ เพราะกว่าผมจะแกะความเชื่อบ้าๆ นี้ทิ้งได้ต้องใช้เวลานานพอสมควร เอาแบบนี้-กลับไปย้อนอ่านบทความตอน IF-ที่รัก แล้วกรุณาอย่าผูกชีวิตตัวเองไว้กับดวงอาทิตย์ เปลี่ยนความคิด-เปลี่ยนภาษาเรียกมื้ออาหารเสียใหม่ จากมื้อเช้าให้เรียกว่า มื้อแรก-มื้อเที่ยงให้เรียกว่ามื้อที่ 2-มื้อค่ำให้เรียกว่ามื้อที่ 3 -สมมุติคุณเริ่มทำงาน 01.00 น. มื้อแรกของคุณก็คือมื้อดึกตอนเที่ยงคืน กินเข้าไปเถอะไม่ผิดกติกา ฉะนั้น ยึดไลฟ์สไตล์ของตัวเองเป็นหลัก อย่าไปถือดวงอาทิตย์เป็นสรณะ โอเคร!
  6. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า นมไม่ทำให้อ้วน ข้อนี้ผมหมายถึงนมกล่องนมสำเร็จรูปที่มีขายในร้านสะดวกซื้อนะครับ ความเชื่อผิดๆ ข้อนี้ไม่อธิบายมากเพราะข้อมูลโภชนาการมีแปะไว้ที่ข้างกล่องอยู่แล้ว ไล่อ่านเอาเองแล้วคุณจะตกใจในปริมาณไขมัน-คาร์โบไฮเดรต-น้ำตาล-ยิ่งบางยี่ห้อเล่นใช้น้ำตาลเทียมหรือน้ำตาลอุตสาหกรรมยิ่งหนักเข้าไปใหญ่…
  7. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองเดียวไม่ทำให้อ้วน ผมจะบอกอะไรให้ ดอก!นี้-คุณจะเจอทั้งแป้งแปรรูป-น้ำตาล-ผงชูรสที่กระตุ้นไอ้หนูซู่ซ่าหรือไอ้หนูอินซูลินสูงและปัง!เว่อร์กว่าน้ำตาลทรายถึง 200 เท่า…เมื่อบะหมี่ชามเล็กๆ ตกถึงท้องก็คิดเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนตายของคุณบ้าง
  8. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินขนมแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งไม่ทำให้อ้วน ฮึ ฮึ ฮึ….ดอกนี้ก็ไม่น้อยหน้าข้อที่ 8 ผมยืนยันครับความเชื่อข้อนี้ผิดถนัด หลายคนอาจจะเถียง “ขนมที่ฉันกินมันคือผลไม้อบแห้งยะ!…มาจากธรรมชาติล้วนๆ” ธรรมชาติลงโทษซิ!ไม่ว่า คุณเคยกวนน้ำตาล-หรือกวนผลไม้ไหม?….นั้นแหละ…เพราะน้ำตาลไม่สามารถระเหยไปพร้อมกับน้ำได้ มันจึงจับกันเป็นก้อนน่ารักๆ อร่อยสุดติ่งกระดิ่งลม…ชัดเจนแล้วข้ามเลย
  9. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินลูกชิ้นทอด-ปิ้งแล้วจะไม่อ้วน ผมจะอธิบายแบบนี้…กว่าเนื้อจะกลายมาเป็นลูกชิ้นเด้งลูกหนึ่งมันไม่มีเฉพาะเนื้อเพรียวๆ ทั้งแป้งแปรรูป-สารกันบูด-บอแรกซ์-และอื่นๆ ที่น่ากลัวอีกสารพัด นี้ยังไม่รวมถึงน้ำจิ่มที่เหนียวๆ ข้นๆ นะ…น้ำตาลทั้งนั้นเจ้าประคุณรุนช่องเอ๊ย!
  10. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินน้ำผึ้งธรรมชาติแทนน้ำตาลแล้วจะผอม ง่ายๆ แบบนี้ครับ ถึงน้ำผึ้งจะได้มาจากเกสรดอกไม้-มีสรรพคุณทางยา…แต่น้ำตาลก็คือน้ำตาลวันยันค่ำ-จะกลูโคส-ฟรุกโตส-ซูโครส-โมเลกุลเดี่ยวหรือโมเลกุลคู่ ทันทีที่ตกถึงท้องไอ้หนูอินซูลินจอมขยันก็พุ่งสูงปี๊ด! ยิ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดียวการดูดซึมเข้ากระแสเลือดก็ยิ่งเร็วกว่าน้ำตาลจากแป้งหลายเท่า หากเป็นแบบนี้ก็เท่ากับว่าคุณจะยิ่งอ้วนขึ้น ไม่ใช่ผอมลง ทราบแล้วเปลี่ยน
  11. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินอาหารเส้นแทนข้าวแล้วจะไม่อ้วน ความเชื่อผิดๆ ข้อนี้จะใกล้เคียงกับกินขนมจีน-กินบะหมี่สำเร็จรูป….สั้นๆ อาหารเส้นคือแป้งแปรรูป-หนักกว่ากินข้าวหลายเท่า
  12. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินส้มตำแทนอาหารแต่ละมื้อแล้วจะไม่อ้วน ข้อนี้ก็ไม่เชิงเป็นความเชื่อผิดๆ ซะที่เดียวนะครับ หากส้มตำเป็นตำป่า-ตำลาว-ตำปูปลาร้า แต่เมื่อไหร่เป็นตำไทย-ตำโคราช-ตำสั่ว (ตำขนมจีน) ถ้ามีผัดหมี่ประกอบด้วยถือว่าหนัก คุณเอ้ย-ทั้งถั่ว-น้ำตาลปีบเป็นช้อนๆ-ผงชูรส-น้ำปลา ถ้าบวกเส้นขนมจีนเข้าไปอีกบอกได้คำเดียวสั้นๆ ว่า….ปิดจ๊อบ!
  13. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า น้ำเต้าหู้ไม่ทำให้อ้วน ความจริงแล้ว น้ำเต้าหู้กับนม ผมควรผนวกเป็นหัวข้อเดียวกันนะ แต่ขอแยกเถอะ เพราะตำนานน้ำเต้าหู้กับปลาท่องโก๋ เล่นผมหลงทางมาหลายปี ในน้ำเต้าหู้นอกจากจะมีปริมาณคาร์โปรไฮเดรตสูงแล้ว (โปรตีนจากพืชยกไว้ในฐานะรู้กัน) หากใครนิยมใส่เครื่องเคียงบวกน้ำตาลทรายแดงด้วยแล้ว ไม่ต้องนับปาท่องโก๋ก็สามารถเป็นลมได้แล้วละ
  14. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า โยเกิร์ต/นมเปรี้ยว ไม่ทำให้อ้วน แน่นอนครับถ้าเป็นโยเกิร์ตแท้รสชาติห่วยบรม-ดีต่อสุขภาพแน่นอน แต่ประเด็นนี้ส่วนตัวนะครับ…ให้ตายเถอะโยเกิร์ตแท้ยี้ห้อดังแดกไม่ลงจริงๆ เพราะอะไร ก็เพราะว่ามันไม่หวาน ไม่อร่อย สู้ยี่ห้อที่มีสตอร์บอรี่-วุ้นมะพร้าวก็ไม่ได้ แดกก่อนนอนสบายท้องฉิบหาย หลับยังฝันว่าตื่นเช้าน้ำหนักจะลดอีก ไอ้ห่า!…ต้องถามว่า กูหลงเชื่อผิดๆ แบบนี้ได้อย่างไร? ไม่! ไม่! ต้องถามว่าหลงเชื่อผิดๆ แบบนี้มานานแค่ไหน? ต่างหาก….ส่วนนมเปรียวไม่ขอพูดถึง-ไปอ่านข้อมูลโภชนาการเอาเองดีกว่า กระซิบสั้นๆ น้ำตาลเพรียบ!
  15. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินดักไขมันแล้วแดกได้สบายใจ พูดตรงๆ สำรับอาหารไทยแบบบ้านเราไม่ใช่ สเต็ก-แฮมเบอร์เกอร์หรือแซนวิสอย่างอาหารฝรั่งถูกต้องไหม? อาหารไทยต้องประกอบไปด้วยหลายๆ อย่างรวมกัน ข้าว-กับข้าวงี่!…ความจริงความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า ไขมันทำให้อ้วน ผมน่าจะแยกเป็นอีกข้อหนึ่ง แต่ในเมื่อเป็นความเชื่อที่เชื่อมโยงกันผมจึงขอรวบมาไว้เป็นข้อเดียวอธิบายง่ายกว่า ประเด็นที่ 1. ความจริงแล้วไขมันกระตุ้นไอ้หนูอินซูลินน้อยมากๆ แค่ผิวๆ เท่านั้นเอง ไขมันดี ไขมันจากสัตว์เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ ส่วนใครยังเข้าใจผิดคิดว่ากินไขมันแล้วจะส่งผลต่อคอเรสเตอรอลในเลือด คุณหมอหลายท่านเท่าที่ผมเคยถาม-ถก-คุยด้วยตัวเองประกอบกับข้อมมูลจากหลายแหล่ง หลายสถาบันยืนยันตรงกันแล้วว่าไขมันจากอาหารแทบไม่มีผลต่อคอเรสเตอรอลในเลือดเลย เพราะคอเรสเตอรอลในเลือดล้วนเกิดจากร่างกายสร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่มีปัญหาคอเรสเตอรอลในเลือดสูงก็โปรดรับรู้ไว้เลยนะครับอาหารที่กินเข้าไปส่งผลต่อเรื่องนี้น้อยจริงๆ เล่นซะยืดยาวกลับมาตัวดักไขมันกันดีกว่า แทนที่มื้อนั้นร่างกายจะได้ไขมันดีไปใช้งาน ร่างกายกลับได้รับเฉพาะแป้ง-กลูโคส ไอ้หนูอินซูลินก็ยิ้มหน้าบานนะซิครับ อ้วนเพลินๆ เพราะความเชื่อผิดๆ ก็สนุกดี
  16. ข้อสุดท้าย ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินกล้วยไม่ทำให้อ้วน ผมต้องยอมรับนะครับคุณสมบัติของกล้วยน่าทึ่งจริงๆ ส่วนประเด็นความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินกล้วยไม่ทำให้อ้วน ผมขอยกอธิบายเฉพาะประเด็นนี้ก่อน ข้อมูลกล้วยหอมผมมีเขียนไว้ในตอนที่ผ่านมาแล้ว ตอนนี้ผมจึงไม่แยกว่าเป็นกล้วยชนิดไหน? แต่จะแยกเป็นระยะ-เวลา/ห่าม-สุก-งอมแบบนี้ครับ ง่ายๆ กล้วยห่ามดีต่อสุขภาพแน่นอน กินทุกเช้า-วันละ 2 ลูกพร้อมอาหารมื้อแรกจะดีมาก ผมกินประจำ และกล้วยห่ามยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย แต่ แต่ ถ้าเป็นกล้วยสุก-งอม จากคาร์โบไฮเดรดในเนื้อกล้วยจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ยิ่งงอมจัดเท่าไรปริมาณน้ำตาลก็ยิ่งสูง สำหรับคนที่ตั้งใจจะลดน้ำหนักลดสัดส่วนฟังทางนี้ครับ
  • กินกล้วยห่ามๆ พร้อมมื้ออาหารจะดีมาก
  • เนื่องจากกล้วยสุกเร็ว วิธีบังคับไม่ให้สุก-งอมก็คือ เมื่อได้กล้วยมาให้แยกออกเป็นลูกๆ ตัดขั้วทิ้งใส่กล่องพลาสติดยัดตู้เย็นไว้เลย
  • ระยะที่เหมาะสำหรับกินเพื่อลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนคือระยะที่เรียกว่าห่ามๆ สังเกตสีเขียวประมาณ 60% จะสมบูรณ์แบบ

“โฮ! แก….โดนหลายข้อ….ตกลงทั้งหมดกินไม่ได้เลยใช่ไหมเนี่ย!”

“ไม่ใช่!…กินได้หมดนั้นแหละ แต่ต้องกินให้อยู่ในเวลา Feeding หรือพร้อมมื้ออาหารเท่านั้นเอง”

“ปริมาณละ….เวลาอาหารมากองตรงหน้าคงไม่มีใครยกเครื่องชั่งน้ำหนักมาวางคู่กันหรอกนะ”

ผมมองหน้ายัยธนาคารออมสินแล้วชูกำปั้นให้เห็น “ไม่ต้องเสียเวลาชั่งให้ยากหรอก ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โปรไฮเดรต-ผลไม้ให้กินเท่ากับ 1 กำปั้นของใครของมันต่อมื้อ…แค่นี่เองเห็นไหม? ธรรมชาติสร้างทุกอย่างให้ง่ายสำหรับการดำรงค์ชีพ อยู่ที่ว่าเราจะนึกถึงหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

“เออเนอะ ขนาดโปรตีนยังใช้ฝ่ามือวัดเลย”

“ไขมันก็เช่นกัน ใช้หัวนิ้วโป้งของแต่ละคนนั้นแหละวัด ผู้หญิงกินไขมันได้ 3-4 นิ้วโป้งต่อวัน ผู้ชายมากขึ้นอีกหน่อย 4-5 นิ้วโป้งต่อวัน เห็นไหมธรรมชาติฉลาดแค่ไหม…จบปะ!”

“เออวะ….สูตรลดน้ำหนักของแกนี้ลงลึกจริงๆ”

“เริ่มต้นจากปรับทัศนคติเป็นหลัก  ถ้าปรับได้ ชีวิตเปลี่ยนแน่นอน แต่อย่าลืมสูตร IF ของตัวเองนะ ถ้าเผลอกินอาหารหรือดูดน้ำหวานในเวลา Fasting  เพื่อนตายจะปิดสวิทซ์งานเผาผลาญในวันนั้นลงทันที”

“โอเคร…. Thank You Timmy”

“Welcome…..”

line1 for timmy

กินเพื่อผอม

กินเพื่อผอม

ผอม เด็ก ดูดี ตอน กินเพื่อผอม

ผอม เด็ก ดูดี ตอน กินเพื่อผอม

ก่อนจะเริ่มต้น ผอม-เด็ก-ดูดี เริ่มต้นที่สมอง ตอน : กินเพื่อผอม ผมอยากจะทบทวนความจำเกี่ยวกับอาหารแต่ละหมู่ที่ร่างกายหรือเพื่อนตายควรได้รับในแต่ละวันอีกครั้ง ก็อย่างที่รู้ๆ อาหารของมวลมนุษยชาติแบ่งออกเป็น 5 หมู่หลักๆ คือ โปรตีน-คาร์โบไฮเดรต-วิตามิน-เกลือแร่-ไขมัน….นกแก้วนกขุนทองก็ขับขานไปตามเรื่อง….ไอ้ฉิบหายท่องเป็นสูตรคูณแต่ไม่เข้าใจ-เข้าถึงเลยสักนิด ไม่เอา ยกเลิกความรู้ที่ไม่นำพาพวกนี้ให้หมด

ครับ….จากอาหารหลัก 5 หมู่ ผมจะแบ่งใหม่เป็น 2 กลุ่มหลักๆ เพื่อความสมดุลของร่างกายเทียบกับตาชั่งความยุติธรรมไปเลยชัดเจนกว่า…หาเรื่องเข้าคุกอีกแล้ว….อ้าวๆ วกมาที่อาหาร 2 กลุ่มนั้นก็คือ

  1. อาหารที่ให้พลังงานต่อร่างกายประกอบไปด้วย

1.1 คาร์โบไฮเดรต หรือข้าวแป้งน้ำตาล…เป็นต้น

1.2 โปรตีน ก็ประมาณเนื้อ-นม-ไข่…อันนี้เป็นเต้า

1.3 ไขมัน เฉพาะไขมันดีนะครับ เช่น น้ำมันมะพร้าว-น้ำมันมะกอก-ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ทุกชนิด…อันนี้เป็นตัว ๆ

  1. อาหารที่ไม่ให้พลังงานแต่ร่างกายขาดไม่ได้…ได้แก่

2.1 ผักใบเขียว

2.2 วิตามิน

2.3 เกลือแร่ กลุ่มนี้ไม่เป็นต้น ไม่เป็นเต้า และไม่เป็นตัว แต่มักจะปะปนมากับอาหารประเภทอื่น ก็ตลกบ้างบทความจะได้ไม่เครียด…เข้าใจนะครับ

คราวนี้มาขยายข้อมูลอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานเพื่อปูทางสู่เมนูอาหารที่ควรกินในแต่ละมื้อกันสักหน่อย อาหารในกลุ่มให้พลังงานประกอบไปด้วย 3 กลุ่มตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ผมจะไล่ตั้งแต่กลุ่มที่ให้พลังงานสูง-เร็ว-เมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถกระตุ้นไอ้หนูอินซูลินทันทีแบบเสียบปุ๊บติดปั๊บ…นั้นก็คือ คาร์โบไฮเดรต ข้าว-แป้ง-น้ำตาล เมื่อรู้ว่าอาหารกลุ่มนี้ให้พลังงานเร็ว-แรง-สูง สูตรการกินเพื่อให้สอดคล้องกับโปรแกรมลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนก็ควรจะมีในมื้อเช้าหรือมื้อแรก เพราะเมื่อ ข้าว-แป้ง-น้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย กิจกรรมทั้งวันจะส่งต่อให้เพื่อนตายนำพลังงานไปใช้ได้หมดพอดี เพราะฉะนั้น สูตรการคำนวณหาค่า BMR ในตอนที่ 2 จึงสำคัญ

สำหรับมื้อที่ 2 เมื่อรู้เวลากิจกรรมเหลือน้อยลง ปริมาณการกินอาหารกลุ่มนี้จึงต้องลดลงตามกิจกรรมหรืองานนั้นๆ ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผมเน้นหลายๆ ครั้งว่างานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนของแต่ละคนขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพราะฉะนั้น คุณจะต้องออกแบบด้วยตัวเองเพื่อตัวเอง-ใช้สมองครับใช้สมองแล้วคุณจะผอม-เด็ก-ดูดี….แน่นอน

ต่อมาก็จะเป็นมื้อสุดท้าย เมื่อรู้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลานอน เพราะฉะนั้น กลุ่มอาหารที่ให้พลังงานสูงจึงควรงด…แต่ยังสามารถกินอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานรองๆ ลงมานั้นก็คือ โปรตีน-ไขมันผนวกเข้ากับอาหารกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน….ผักใบเขียวจึงเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างเพอร์เฟคสำหรับคนรักสุขภาพ หนำซ้ำในผักใบเขียวยังมีวิตามินเกลือแร่สำคัญๆ มากมายที่ร่างกายต้องการนำไปปรุงแต่งส่วนต่างๆ ให้เพื่อนตายดูดีขึ้น มีน้ำมีนวลขึ้น ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว เอาไม่เอา…แต่หากสาวๆ หนุ่มๆ ท่านใดไม่ชอบรับประทานผักเป็นการส่วนตัว การเลือกซื้อวิตามินหรืออาหารเสริมสำเร็จรูปมาใช้กับมื้อเย็นจึงเป็นงานออกแบบหน้าตาอาหารให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณได้เช่นกัน….ตามสะดวกเลยนะครับ

คราวนี้เรามาลงลึกที่หน้าตาอาหารในแต่ละมื้อกันบ้าง ก่อนอื่นผมจะยึดมาตรฐานหรือไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่ดังนี้นะครับ

ตื่นนอน>>>มื้อแรกประมาณ 07.00 น.-08.00 น.>>>เริ่มทำงาน 08.00 น.-12.00 น.>>>มื้อที่ 2 หรือมื้อเที่ยง 12.00 น.-13.00 น.>>>ทำงานช่วงบ่าย เวลา 13.00 น.-17.00 น.>>>มื้อค่ำ 17.00 น.-20.00 น. มื้อค่ำหรือมื้อที่ 3 ผมอยากขอแบบนี้ครับ จะเริ่มกินกี่โมงก็ได้แต่ขอให้จบก่อน 20.00 น. หรือก่อนเข้านอนสัก 3 ชั่วโมง

โอเคร! เมื่อแผนที่ชีวิตในรอบ 1 วันของคนส่วนใหญ่เป็นดังที่กล่าวมา

มื้อเช้าหรือมื้อแรก คุณอยากกินอะไร…กิน ข้าวจะตามสูตรคาร์บต่ำก็ไม่ว่ากัน กับข้าวจะกี่อย่าง โปรตีน-ไขมัน-ผัก-ผัด-ทอด-นึ่ง-แกง-ปิ้ง-ย่าง-จัดไป ของหวาน-ผลไม้-น้ำอัดลม-กาแฟเย็น-กาแฟร้อนใส่ครีมใส่น้ำตาล-ขนมปัง-เค้ก-จัดให้ครบ แต่ แต่….ขอเน้นกรุณาอย่ายืดเยื้อ-กินทุกอย่างจบภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น Fasting ยาวๆ น้ำเปล่า-ชาเขียวไม่ใส่ครีมหรือน้ำตาล-น้ำมะนาว+น้ำอุ่น เท่านั้น เน้นต้องเท่านี้.

โอเคร!…เมื่อนาฬิกาบอกเวลาพักเที่ยง 12.00 น.-อาหารมื้อที่ 2 ใครกินคาร์บต่ำก็ตามกติกา แต่หากใครใช้สูตร IF ให้ลดปริมาณข้าว-แป้ง-เส้น-ลงครึ่งหนึ่งของมื้อแรกหรือมื้อเช้า อาหารหรือกับข้าวจัดให้อิ่ม-แต่น้ำหวาน-น้ำอัดลมนานาชนิด-ของหวาน-กาแฟเย็น-ชาไข่มุก ถือว่าขอร้อง…ไม่เชิงห้าม หากเกินห้ามใจเอาแค่จิบๆ พอนะครับ กาแฟเปลี่ยนเป็นกาแฟดำจะดีมาก ผลไม้รสหวานได้นิดหน่อย แต่กินให้จบภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากนั้น Fasting ด้วยน้ำเปล่า-ชาเขียวไม่ใส่ครีมหรือน้ำตาล-น้ำมะนาว+น้ำอุ่นตามระเบียบ

และมื้อสุดท้ายไม่ควรกินหลัง 20.00 น. แต่หากท่านใดกินได้เร็ว-จบเร็วก็จะยิ่งได้เปรียบ ใครเลือกกินคาร์บต่ำจัดไป แต่หากใครเลือกสูตร IF มื้อสุดท้ายถ้าไม่หิว ไม่ต้องกิน Fasting สนุกๆ เล่นเกมเพลินๆ ยาวๆ แต่หากทนไม่ไหว อาหารในกลุ่ม ข้าว-แป้ง-น้ำตาล ตัดทิ้ง โปรตีน-ผัก จิ้มจุ่ม หมูย่าง หมูกระทะ ปลานึ่ง น้ำพริก-ผักลวก จัดไปอย่าให้เสีย ของหวาน-น้ำหวาน-น้ำอัดลม ห้ามเด็ดขาด สำหรับใครที่มีความเชื่อโบราณ-เก่าคร่ำครึที่ว่า ผลไม้ไม่ทำให้อ้วน กรุณาอย่างแรง-แข็งขัน-ด่วนๆ ตัดความเชื่อบ้าๆ พวกนี้ออกจากสมองให้เร็ว-ให้ด่วนๆ….

“อีบ้า!….น้ำตาลจากผลไม้เรียกว่าน้ำตาลฟลุกโตสยะ! ไม่ทำให้อ้วนหรอก…” ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำยืนเถียงฉอดๆ ที่เคาน์เตอร์ครัว แม่ง! จริงๆ ถ้าไม่ติดว่าตัวใหญ่กว่าจะตบให้คว่ำ….

“น้ำตาลไม่ว่าจะเป็น-กลูโคส-ฟรุกโตส-ซูโครส-จะโมเลกุลเดี่ยวหรือคู่ล้วนมีผลกระตุ้นไอ้หนูอินซูลินทั้งนั้น….ใจเย็นๆ มีเวลาฉันจะอธิบายในตอนต่อไปให้ได้อ่าน โอเคร!”

“จริงเหรอแก….”

“คิดดู…แกแดกผลไม้มื้อเย็นมากี่ปี น้ำหนักเคยลดไหม?….คิด คิด…แล้วตอบฉันมา….”

“เออ….ใช่ ใช่ มิน่าละ”

“ฟังต่อ….ฉันมีเกร็ดความรู้ดีๆ มาฝาก”

“โอเครๆ จ้าๆ”

ส่วนผลไม้ไม่หวานจำพวกฝรั่ง ชมพู่ ถึงวิตามิน C สูงแต่ปริมาณคาร์โบไฮเดรตก็น่าตกใจเช่นกัน……

“นี้…แก ฉันขอขัดจังหวะอีกหน่อย….แตงโมละแก….ฉันว่ามีแต่น้ำนะ…”

“น้ำหวานสิไม่ว่า….แตงโมนี้แหละตัวดี….ถึงคาร์โบไฮเดรตจะต่ำแต่กลูโคส-ฟรุกโตสพุ่งปี๊ด! ปรอดแตกเชียวละแกเอ้ย”

โอเครนะครับ…..สำหรับแอบเปิ้ล 1 ผลเท่ากับ 1 คาร์บพอกินได้ ถ้าเป็นแอบเปิ้ลเขียวดีกว่า…..

“แกๆ ขออีกข้อหนึ่ง” (บอกตรงอยากตบยัยชลิตาจริง ๆ….)

“หึ!…..”

“กล้วยละแก กล้วยหอมที่มีขายในร้านสะดวกซื้อกินได้ไหม”

“ข้อมูลกล้วยหอมคร่าวๆ นะ… 1 ใบให้น้ำตาล 10 g หรือ 2 ช้อนชา ถึงไฟเบอร์จะสูง แต่สำหรับมื้อก่อนนอนแกยังจะแดกลงไหมละ….”

“ฮู้! ตั้ง 2 ช้อนชาเลยเหรอ”

“ถ้าแกจะแดกกล้วยหอมให้เลือกเค้กสักก้อนเพลินกว่า….” ผมแดกดันบวกประชดอีก 50%

“เออวะ!…น่าคิด….”

“หา!….นั้นๆ แก แก จะไปไหน”

“ไปซื้อเค้กไง แกจะรับสักก้อนไหม”

Stop Now!……Oh my god” กูขอกระแดะหน่อยเถอะ….

ครับผมเหนื่อยกับยัยช้างน้ำสีตาลไหม้จริงๆ สุดท้ายผมมีข้อคิดจากคุณหมอท่านหนึ่งมาฝาก อันนี้สำคัญอยากให้จำใส่สมองเลยนะครับ สั้นๆ ว่า—-“น้ำตาลทำให้แก่เร็ว-จบข่าว” และอีกอย่าง ถึงผัก-ผลไม้บางชนิดที่ไม่หวาน-ข้าวบางสายพันธุ์-จะไม่ทำให้อ้วน แต่ แต่ เน้นนะครับ… เมื่อไรที่กินพร้อมกับข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตถึงจะมีปริมาณไม่มาก เมื่อทั้งหมดเข้าไปกองรวมกันในกระเพาะ คุณก็อย่าคิดนะว่าจะไม่ทำให้อ้วน เพราะฉะนั้นสูตรการกิน-ปริมาณ-ประเภท-ชนิดและ Timing จะต้องอิงกับค่า BMR ของแต่ละคนแต่ละท่านเป็นสำคัญ…

“แก ตกลงฉันกินเค้กได้ไหมอะ…..”

“กลับไปทำงานให้วุ่นเข้าไว้ สมองจะได้ลืมหิวโอเคร!…..”

“ตกลง…ได้ หรือ ไม่ได้”

“ไม่ได้โว้ย!…..”

line1 for timmy

IF ที่รัก

IF ที่รัก

ผอม เด็ก ดูดี ตอน IF ที่รัก

ผอม เด็ก ดูดี ตอน IF ที่รัก

“เฮ้ยแก….เกือบ 3 อาทิตย์แล้วทำไมน้ำหนักลดลงแค่โลเดียวเอง…แกว่าฉันควรจะเข้าคีโตเจนิค ไดเอทเลยหรือเปล่าวะ” ยัยออมสินพูด-ถามด้วยท่าทีเหนื่อยล้า “หรือว่าฉันควรกินยาลดน้ำหนักเสริม หมายถึงดักแป้งกับไขมันนะ”

ผมมองหน้ายัยออมสินนิ่งๆ

“ฉันเริ่มท้อแล้ววะ….”

“แก้ผ้าดูความทุเรศของตัวเองในกระจกไป…” ผมพูดแรง… “ถ้าแกเลือกกินยาพวกนั้น น้ำหนักอาจจะลดลงไม่กี่วัน สุดท้ายก็เด้งกลับขึ้นมาอีก เพื่อนตายของแกมีคนเดียวนะโว้ย! สงสารเขาบ้างเถอะ”

“แต่ 3 อาทิตย์ลงแค่โลเดียวเองนะแก….”

“…..ไม่ใช่แค่โลเดียว แต่มันตั้ง 1 กิโลกรัมต่างหาก” ผมบอกพร้อมกับยิ้มให้กำลังใจ “ตั้ง 1 กิโลกรัมเพื่อน….ไม่ใช่แค่โลเดียว….”

“ทำไมคิดแบบนั้นวะ” มันแทรกถามเร็วๆ พร้อมกับเอียงคอ 45 องศาแบบคนไม่เข้าใจ

“เป็น 1 กิโลแรกที่น้ำหนักของแกจะไม่มีวันเด้งกลับขึ้นไปอีก ใจเย็นๆ ทำ IF ไปเรื่อยๆ ฉันรับรองว่าเมื่อผ่าน 21 วันจะเริ่มดีขึ้นและเมื่อผ่าน 2 ปี แกจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ราวกับผีเสื้อถอดร่างออกจากตัวหนอนเชียวละ”

“IF คืออะไรอะแก แล้วฉันทำ IF ตั้งแต่เมื่อไร….เคยได้ยินแต่เพื่อนพูดกัน นี้ฉัน….”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยัยบ้านเอ้ย ทำ IF มาเกือบ 3 อาทิตย์ยังไม่รู้ตัวอีก”

“แกอธิบายให้เข้าใจหน่อยดิ….”

“ได้ ได้…ฉันก็ลืมเล่าตั้งแต่ทีแรก เพราะมัวหลงทางอยู่กับคีโตเจนิคของแก…เออ!…อีกอย่าง คีโตไม่ใช่ใครก็ทำได้นะ ถ้าสนใจจริงๆ ให้แกผ่าน IF ไปให้ได้ก่อน เมื่อสามารถควบคุมการกิน-มีวินัยในการกินเมื่อไรค่อยพบแพทย์” ผมบอก ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำถึงกับตาเหลือก

“เฮ้ย!….แค่ลดน้ำหนักทำไมต้องถึงมือแพทย์ด้วยวะ”

“ก่อนจะทำคีโต สิ่งแรกที่ควรทำมากที่สุดคือการตรวจเลือดให้ละเอียด ถึงจะไม่มีโรคประจำตัวเช่นความดันหรือเบาหวาน-แต่การทำคีโตก็ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพราะกลุ่มอาหารที่ให้พลังงาน เช่น คาร์โบไฮเดรต ข้าวแป้งน้ำตาลกินได้แค่ 5% ต่อมื้อเท่านั้น หรือหากจะเอาชัวร์ควรสมัครเข้าคอร์ตคีโตที่มีแพทย์เป็นผู้ดูแลโดยตรงปลอดภัยสุด”

“โห!….ฉันก็นึกว่า….”

“ไม่ง่ายหรอก….กว่าจะเข้าสู่คีโตสีสและคีโตอแดปแททก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือน”

“แล้วแกเคยลองรึยัง”

“ไม่ ไม่ เด็ดขาด!….ฉันยังไม่ถึงขั้นอยากเป็นฤๅษี….เอาน่าวันหลังจะเล่าแบบละเอียดให้ฟัง แต่วันนี้ฉันขอวกเข้าสู่โหมด IF เพื่อเปิดตาแกให้สว่างก่อนดีกว่า…”

สูตรลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนที่ได้รับความนิยมและได้การรับรองจากแพทย์-นักโภชนาการมีให้เลือกมากมาย แต่สูตรที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษนั้นก็คือ Intermittent Fasting หรือเรียกย่อๆ ว่า IF  ถ้าแยกเป็นคำๆ Intermittent ก็หมายถึงไม่สม่ำเสมอ ส่วนคำว่า Fasting ก็หมายถึงการอดอาหาร เมื่อนำ 2 คำมารวมกันเป็น Intermittent Fasting อาจจะหมายถึงการถือศิลอดของชาวมุสลิมก็ไม่น่าจะผิด

ความจริงแล้ว Intermittent Fasting ไม่ใช่โปรแกรมลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนโดยตรง แต่เป็นรูปแบบการกินอาหารที่มีการกำหนดเวลาของมื้ออาหารชัดเจน แต่ไม่ตัดชนิดของอาหาร หรือลดปริมาณอาหารแต่อย่างใด เรียกว่าสามารถกินได้ทุกอย่างเป็นปกติ

“อ้าว!…แล้วทำไมการทำ IF จึงช่วยลดไขมัน-ลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนได้ละ”

“แกฟังฉันให้ดี……”

ก่อนอื่น ถ้าใครได้อ่านบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ตั้งแต่ตอนที่ 1-7 คงเกิดคำถามว่าทำไมฉันถึงปูเรื่องเกี่ยวกับระบบการทำงานของร่างกายและอาหารแต่ละประเภทเป็นอันดับแรก…ก็เพราะสูตรต่างๆ ที่ฉันกำลังจะกล่าวถึงมันเริ่มต้นจากความรู้-ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนแบบนับแคลอรี่-กินคาร์ต่ำหรือ IF ในตอนที่กำลังจะกล่าวถึงนี้ด้วย

ในช่วงเวลาการกิน (Feeding) โดยนับตั้งแต่ตักอาหารเข้าปากจนถึงการย่อย-ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดกินเวลาประมาณ 3-5 ชม. ในช่วงเวลานั้น เพื่อนตายกับไอ้หนูอินซูลิน (Insulin) จะวิ่งพล่านเชียวละ ไอ้หนูจอมขยันจะนำกลูโคสที่ได้จากการย่อยไปส่งให้กับเชลล์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องยากที่เพื่อนตายจะดึงไขมันไปใช้งาน ในทางกลับกันเมื่อปล่อยให้ท้องว่างหรือหิว ปริมาณอินซูลิน (Insulin) จะลดต่ำทำให้ร่างกายหลั่ง Growth Hormones ออกมาจนเกิดสภาวะคีโตสีส (Ketosis) สภาวะนี้แหละคือขั้นตอนหนึ่งของสูตรลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนที่เรียกว่าคีโตเจนิค ไดเอท-เพื่อนตายสมารถดึงไขมันตามส่วนต่างๆ มาเผาผลาญแทนสารอาหารได้ดีขึ้น เราจึงเรียกช่วงนี้อย่างไม่เป็นทางการว่า นาทีทองที่เพื่อนตายกินไขมันที่พุงเป็นอาหาร…เพราะฉะนั้น Intermittent Fasting (IF) จึงได้อาศัยกระบวนการเดียวกันอย่างน้อย 12 ชั่วโมงเพื่อจะลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนนั้นเอง

ปัจจุบันการทำ Intermittent Fasting มีหลายสูตร ตามแต่ช่วงเวลาของแต่ละคน ผมจึงเน้นมาโดยตลอดว่า การลดน้ำหนักที่จะได้ผลระยะยาวและตลอดไป คุณ-เจ้าของร่างกายจะต้องเป็นคนออกแบบด้วยตัวเอง  Intermittent Fasting หรือ IF จะกำหนดช่วงการกิน (Feeding) คุณกำหนดเอง-กับช่วงอด (Fasting) อย่างน้อย 12 ชั่วโมงต่อเนื่องออกจากกันโดยสิ้นเชิง แต่ใช่ว่าช่วงอดจะกินอะไรไม่ได้เลยนะ…อาหารที่ไม่ให้พลังงานเช่น น้ำเปล่า-เกลือแร่-วิตามิน ฯลฯ กินได้ตามปกติ

วิธีการทำ IF แบบต่างๆ มีดังนี้

  • สูตร 16/8 หมายถึง ช่วงเวลาอดอาหารหรือ Fasting 16 ชั่วโมงต่อเนื่อง มีช่วงเวลากิน หรือ Feeding 8 ชั่วโมงต่อเนื่อง ขยายความอีกนิดหน่อย ในช่วงการกิน 8 ชั่วโมงคุณสามารถแบ่งมื้ออาหารออกเป็น 2 หรือ 3 มื้อก็ได้แต่ให้รวมอยู่ภายใน 8 ชั่วโมงเป็นต้น
  • สูตร 19/5 ก็เช่นเดียวกันคือ อด -Fasting 19 ชั่วโมงต่อเนื่อง กิน-Feeding 5 ชั่วโมงต่อเนื่อง แล้วแต่ไลฟ์สไตลล์ของใครของมัน
  • สูตร Eat Stop Eat หมายถึงวิธีการอดอาหาร Fasting 1 วันหรือ 24 ชั่วโมงเต็ม-จะทำ 1-2 วันต่อสัปดาห์….สูตรฤๅษีชัดๆ Timmy ไม่เล่นด้วยใครสนใจควรตรวจเลือดปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัยให้เรียบร้อยจะสุ่ม 4 สุ่ม 5 ไม่ได้เด็ดขาด
  • สูตร Warrior Diet ลักษณะจะคล้ายการฉันอาหารของพระสงฆ์หรือการถือศีลอดของชาวมุสลิม คืออดอาหาร Fasting ในช่วงกลางวัน หรือ กลางคืนก็ได้ โดยระยะเวลาในการอดประมาณ 19-20 ชม.
  • สูตร 5 / 2 Diet คือ การกินอาหารในปริมาณปกติ…โดยควบคุมพลังงาน ไม่ให้น้อยกว่าค่า BMR ตามที่เขียนไว้ในตอนที่ 2 และกินไม่เกินค่าความต้องการ-การใช้พลังงานต่อวันจำนวน 5 วัน/สัปดาห์ ส่วน 2 วันที่เหลือต้องควบคุมปริมาณพลังงานจากอาหารไม่ให้เกิน 500-600 กิโลแคลอรี่ เอาเข้าจริง ๆผมเป็นคนไม่ชอบอด-ขี้เกียจต้องมานั่งคำนวณปริมาณแคลอรี่ ใครที่ขยันจำ-คำนวณ ก็ใช้วิธีนี้ได้ตามสะดวกนะครับ

โอเคร!…ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับ Intermittent Fasting หรือ IF ผมอยากให้คนที่สนใจค้นหาข้อมมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองและควรปรึกษาแพทย์เพราะการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนมีผลกระทบต่อค่าของเลือดโดยตรงประกอบกับแต่ละสูตรมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน เห็นแล้วใช่ไหมครับว่างานออกแบบลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนให้ได้สูตรเฉพาะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากคุณทำได้-งานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนก็จะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของคุณเช่นกัน

มาถึงตรงนี้…ผมเชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่า…..ผมใช้สูตรอะไรในการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนและควบคุมน้ำหนักให้คงที่ยาวนานกว่า 7 ปี แน่นอนใช้สูตร IF นั้นแหละครับ เพียงแต่ผมศึกษางานโภชนาการจากคุณหมอเพิ่มเติม แล้วมาปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองอีกที….โอเคร! ผมจะไกด์นำให้แบบนี้

ผมเป็นสถาปนิก ทำงานอยู่กับบ้านหรือคนทั่วไปเรียกว่าฟรีแลนซ์ ผมมีสัญญาการทำงานกับ 2 บริษัทหลักๆ บริษัทแรกสมมุติชื่อว่าบริษัท B บริษัทที่ 2 เป็นบริษัทขายรถยนต์สมมุติว่า บริษัท C ก็แล้วกันนะครับ ปกติผมจะตื่นตีห้า กิจกรรมแรกในแต่ละวันคือออกกำลังกายเดิน-วิ่งประมาณ 5 กิโลเมตร พอ 7 โมงเช้าก็จะทำอาหารมื้อแรกสำหรับช่วง Fasting หรืออดอาหารสั้นๆ แค่ 3 ชั่วโมง เพราะในช่วง 8.00น. – เที่ยง ผมต้องสแตนบาย ประชุม-นัดดีเลอร์-คุยงาน-สอบวัสดุให้กับริษัท B หรือบางครั้งมีนัดกินมื้อเที่ยงกับเพื่อนร่วมทีมหรือลูกค้าถึงขั้นเป็นประจำ เพราะฉะนั้น อาหารมื้อที่ 2 จึงถูกบังคับให้กินมื้อเที่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พอช่วงบ่ายผมต้องสแตนบายให้กับบริษัท C ซึ่งงานค่อนข้างมีรายละเอียดและลึก หลายครั้งการประชุมงานกินเวลาหลายชั่วโมงกระทั้งถึงเวลาเลิกงานหรือ 17.00 น. ก็เคยมี และช่วง 17.00 น.-18.00 น. นี้แหละครับคือมื้อที่ 3 (ไม่ทุกวัน) หลังจากนั้นผมก็จะทำงานยาวจนถึง 3 – 4 ทุ่มก่อนจะเข้านอนเพราะฉะนั้นกิจกรรมในรอบ 1 วันจึงเป็นที่มาของการออกแบบช่วงกิน (Feeding)-ช่วงอด (Fasting) และหน้าตาอาหารเพื่อให้เพื่อนตายได้รับพลังงาน-สารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอ…ดังนี้

– มื้อแรกเวลา 07.00 น.-08.00 น. กิน-สำหรับช่วง Fasting สั้นๆ ก็จะเป็นสูตรอาหารที่ผมคิดขึ้นมาเอง ส่วนใหญ่จะเป็นโปรตีน-ผัก-ผลไม้-และคาร์โบไฮเดรตนิดหน่อย

– มื้อที่ 2 เวลา 12.00 น.-13.00 น. เนื่องจากผมไม่ให้ความสำคัญกับอาหารมื้อที่ 3 คือช่วงเวลา 17.00 น.-18.00 น. ประมาณว่าถ้าไม่หิวจะไม่กิน แต่ถ้าหิวก็จะกินโปรตีนกับผักเป็นหลัก เพราะฉะนั้นอาหารที่มื้อที่ 2 จึงสำคัญสำหรับผมอย่างมาก หากนับเวลาทำงานต่อเนื่องตั้งแต่ 13.00 น.-22.00 น. Fasting ช่วงนี้กินเวลานานกว่า 9 ชั่วโมงเมื่อรวมกับช่วงเวลานอนถึง 07.00 น. ของวันใหม่ Fasting รวมกันก็ 19 ชั่วโมงเต็ม เพราะเหตุนี้มื้อที่ 2 จึงเป็นอะไรที่ผมเพลิดเพลินกับการกินเป็นพิเศษ ข้าวแป้งน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต-โปรตีน-ผัก-ไขมันมาครบ สำคัญอาหารทุกมื้อผมจะกินให้จบภายใน 1 ชั่วโมง-เหตุผลก็อย่างที่ได้เอ่ยไปแล้ว เน้นเลยนะครับช่วง Fasting อย่าเผลอกรอก ข้าวแป้งน้ำตาล-น้ำหวาน เข้าไปกระตุ้นไอ้หนูอินซูลินเด็ดขาดเพราะนั้นจะเป็นการปิดสวิทซ์งานเผาผลาญไขมันในรอบวันลงอย่างสิ้นเชิง….และนี้ก็คือที่มาของสูตร  3-4-14 อันหมายถึง ช่วงกิน (Feeding) มื้อแรก 1 ชั่วโมง-อด (Fasting) 3 ชั่วโมง-มื้อที่ 2 กิน (Feeding) 1 ชั่วโมง-อด (Fasting) 4 ชั่วโมง-มื้อที่ 3 อาจจะกินหรือไม่กินขึ้นอยู่กับความหิว 1 ชั่วโมง-และช่วงอด (Fasting) กระทั้งถึง มื้อแรกของวันถัดไป 14 ชั่วโมง สูตร 3-4-14 จึงลงตัวมากๆ สำหรับผมเอง

ท่านใดสนใจสูตรลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนที่เรียกว่า Intermittent Fasting หรือ IF ควรคิดสูตรการกิน-อดขึ้นมาเฉพาะนะครับ อย่าลอกเลียบแบบใครหรือสูตรจากไหนเด็ดขาด เพราะไลฟ์สไตล์เป็นของคุณ-เพื่อนตายเป็นเพื่อนรักของคุณ-คุณรู้ดีที่สุดที่จะ Feeding หรือ Fasting ช่วงไหน เข้าใจแล้วนะครับ

“Timmy ฉันลอกสูตรแกเลยได้ไหมอะ”

“ถ้าไลฟ์สไตล์แกกับฉันใกล้เคียงกันก็แค่ปรับเพิ่มลดช่วง Feeding-Fasting นิดหน่อยที่เหลือก็อยู่ที่หน้าตาอาหารแต่ละมื้อแล้วละ”

“บอกฉันหน่อยซิ…ขอแบบละเอียดเลยนะ”

“อาหารเหรอ!….”

“ใช่!…”

“คงต้องเป็นตอนต่อไปแล้วละ….บ่ายโมงฉันนัดดีลเลอร์ที่ไทยวัสดุ”

“อ้าว!เหรอ…โอเคร! โอเคร! ฉันต้องเอาข้าวขาหมูไปเทให้หมาข้างล่างเหมือนกัน”

“หา!….”

“เผลอไปซื้อมานะ..ลืมตัว”

“เททิ้งทำไม….แดกได้ ไขมันไม่ทำให้อ้วน…แดกเถอะ แดกเถอะนะนะ…เสียดายของ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

line1 for timmy

คาร์บ ครับผม

คาร์บ ครับผม

ผอม เด็ก ดูดี ตอน คาร์บ ครับผม

ผอม เด็ก ดูดี ตอน คาร์บ ครับผม

“Timmy เพื่อนฉันบอกว่าทำ คีโตเจนิค ไดเอท ลดน้ำหนักได้เร็วมาก…” ยัยธนาคารออมสินถือแก้วเครื่องดื่มอะไรสักอย่างยืนตัวพองเป็นลูกโปร่งสีน้ำตาลไหม้ๆ ถามที่หน้าประตูทางเข้า ผมจิ! ปากแอบด่ามันในใจ (ยัยบ้า! เอ้ย…เดินให้รอดก่อนเถอะค่อยคิดจะวิ่งมาราธอน) “แกว่าฉันควรจะ……”

ผมยกมือห้ามไม่ให้มันพูดต่อ “เอาคาร์บให้รอดก่อนไหมครับคุณเพื่อน….”

“คาร์บ คืออะไรอะแก” มันถามกลับพร้อมกับเร่งเท้ามาหยุดใกล้ๆ

ผมมองแก้วเครื่องดื่มที่มันถือ “กาแฟ 3 in 1 ใช่ไหม….”

“ใช่!….ทำไมเหรอ”

“ต่อไปให้กินเป็นกาแฟดำแทน….มึงซื้อมาซองใหญ่ใช่ไหม”

“ใช่ทำไมเหรอ”

“ทิ้งให้หมด”

“แกอะ……”

“แหมมึง….แค่กาแฟยังเลิกใส่น้ำตาลไม่ได้มีมาถาม คีโต…..” ผมขึ้นเสียงสูง…. “มึงจิบยัง”

ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำมองแก้วกาแฟสลับผมไปมา

“ถ้ามึงยอมเทกาแฟทิ้ง กูจะเล่าการกินคาร์บต่ำให้ฟัง….” ผมรีบชิงความได้เปรียบ

“จริงดิ!….” มันถามแบบตุ๊กตาดีใจ “ได้ ๆ……” พูดจบก็เดินไปเทกาแฟทิ้งในห้องน้ำ…..(ฮ่า ฮ่า ฮ่า กูก็สะใจสิรอไร….นานๆ ได้แกล้งยัยช้างสีน้ำตาลสะใจเป็นบ้า…..) “แก ว่าไง กินคาร์บต่ำหมายถึงอะไร”

“ถ้าอยาก ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง….”

“มึงอย่าเล่นตัวให้มากได้ปะ!….เดี๋ยวแม่ก็ตบคว่ำซะเลย”

โอเคร!…ผมต้องเริ่มต้นแล้วละครับไม่อย่างนั้นโดนยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำตบจริงๆ แน่นอน…คาร์บ ชื่อเต็มก็คือ คาร์โบไฮเดรตนั้นเองเพราะฉะนั้นไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากเรื่อง คาร์บก็คืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบหลัก อย่างที่ได้กล่าวมาในหลายตอนแล้วว่าอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตหลักๆ ที่มีผลเข้าไปกระตุ้นไอ้หนูอินซูลินมากที่สุดก็คือ “ข้าว-แป้ง-น้ำตาล” สำหรับตอนนี้ผมจึงอยากขยายความของอาหาร 3 ตัวนี้อีกสักหน่อย

  • ข้าว หากเป็นข้าวกล้อง-ข้าวไม่ขัดสี-หอมนิลหรือไรซ์เบอร์รี่จะถูกย่อยเป็นกลูโคสยากกว่าข้าวขัดสีทั่วไป หนำซ้ำยังได้วิตามินที่มีประโยชน์ต่อเพื่อนตายเข้าไปอีก เพราะฉะนั้น ใครที่กำลังคิดจะลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน-รักสุขภาพก็ควรตระหนักถึงเรื่องนี้ให้มาก
  • แป้ง อาหารในกลุ่มแป้งมีเยอะมากโดยเฉพาะ “แป้งแปรรูปซับซ้อน” เช่น ขนมปัง (โฮล วิท 100% ยกเว้น) เค้ก หมั่นโถ ปาท่องโก๋ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นบะหมี่ สปาเก็ตตี้ ที่มีกลิ่นหอมรสชาติอร่อย หากรับประทานอาหารกลุ่มนี้เป็นประจำจะทำให้เซลล์ทั่วร่างกายเสื่อมสภาพ อ่อนล้า เนื่องจากเพื่อนตายไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์เพียงพอ แถมยังมีสารเคมีหลายชนิดตกค้างในปริมาณที่น่าตกใจเข้าไปอีก เช่น สารกันบูด สีผสมอาหาร สารแต่งกลิ่น หรือสารเคมีสังเคราะห์ชนิดอื่นๆ นอกจากจะทำให้การลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนไม่ได้ผลแล้วยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย
  • น้ำตาล ถ้าจะพูดถึงน้ำตาลเพียงอย่างเดียวผมต้องมีพื้นที่อธิบายเป็นตอนๆ เลยละครับ โอเคร! เพื่อสุขภาพและเพื่อเนื้อหา-ข้อมูลจะได้แน่นขึ้น ผมจะกันพื้นที่เพื่ออธิบายเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่เบื้องต้นที่จะยกมาพูดคืออาหารในกลุ่มน้ำตาลที่หลายๆ คนคาดไม่ถึง นั้นก็คือ เครื่องดื่ม บอกตามตรงนะ ทุกวันนี้เครื่องดื่มในร้านสะดวกซื้อในตู้แช่…ผมสามารถหยิบ-กรอกเข้าปากได้มีเพียงน้ำเปล่าเท่านั้น หลายคนอาจจะเถียงนะว่า เฮ้ย! ในเครื่องดื่มส่วนใหญ่จะใช้น้ำตาลเทียมหรือน้ำตาลอุตสาหกรรมเป็นส่วนผสม ให้พลังงานน้อยมากๆ นะ ผมจะบอกอะไรให้ น้ำตาลอุตสาหกรรมที่ว่านั้นแหละตัวดี ใช่! มันให้พลังงานน้อยก็จริงแต่ผลอีกด้านก็น่ากลัวไม่แพ้กัน และน้ำตาลอีกจำพวกที่เข้าใจผิดมาโดยตลอดว่ากินแล้วไม่ทำให้อ้วนนั้นก็คือน้ำตาลที่มากับผลไม้ เช่น แตงโม สับปะรด ลิ้นจี่ เงาะ ทุเรียน และกล้วย เป็นต้น…รวมๆ ก็ประเภทผลไม้ที่ให้รสหวานทั้งหมดนะครับ ยิ่งกล้วยหอมตัวดี คุณรู้ไหมกล้วยหอม 1 ใบมีน้ำตาลไม่น้อยกว่า 10 g หรือประมาณ 2 ช้อนชาเลยทีเดียว ยิ่งถ้าเป็นผลไม้แกะ-ปลอกสำเร็จพร้อมรับประทานด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ เพราะร้อยทั้งร้อยที่เคยเลียบๆ เคียงๆ ถามพ่อค้าแม่ค้า เขาแช่-ฉีดน้ำตาลอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มความหวานทั้งนั้น….

“แก….ถ้าคาร์บหมายถึง คาร์โบไฮเดรต การกินคาร์บต่ำก็หมายถึงการกินคาร์โบไฮเดรตน้อยลง ฉันเข้าใจถูกต้องไหม?”

“อื้อ….ถูกแต่จะกินคาร์โบไฮเดรตในปริมาณเท่าไหร่มาฟังต่อ….เพราะคาร์โบไฮเดรตไม่ได้หมายถึงข้าวเพียงอย่างเดียว”

“ฉันชอบกินขนมปังอะ…..”

“ได้!…ไม่มีปัญหา ขอเป็นโอล วิท 100% ก็แล้วกัน”

อาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตปริมาณ 1 คาร์บโดยประมาณจะเท่ากับ 15 g นะครับ แล้วไอ้ 15 g ที่ว่ามันคือเท่าไหร่-มากแค่ไหนกันนะ…ผมจะเทียบกับอะไรที่ง่ายต่อชีวิตประจำวันให้ได้อ่านและเข้าใจกัน

  • ถ้าเป็นข้าวสวยหมายถึงข้าวขัดสีทั่วไปก็ประมาณ 1 ทัพพีไม่พูนจนหกทิ้งนะครับ
  • ข้าวเหนียว ½ ทัพพี
  • ขนมปัง 1 แผ่นจะเป็นโฮล วิทหรือธรรมดาก็ได้
  • ทุเรียน 40 g…อันนี้เวลาซื้อแม่ค้าจะบอกอยู่แล้ว
  • แอปเปิ้ลผลเล็ก 1 ลูก
  • นม 240 ซีซีอ่านจากฉลากข้างกล่องง่ายสุด
  • เค้กบราวนี่ ขนาด 2”x2”
  • ขนมตะโก้เล็ก 4 ชิ้น
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะหรือ 15 g

และสำหรับปริมาณการกินต่อ 1 มื้ออาหาร ผู้ชายกินได้ไม่เกิน 5 คาร์บ – ผู้หญิงไม่เกิน 4 คาร์บและอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่กล่าวมาสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ในปริมาณ 1 คาร์บต่อ 1 คาร์บ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ชายกินข้าวไปแล้ว 3 คาร์บยังเหลืออีก 2 คาร์บสามารถเลือกกินแอปเปิ้ลกับตะโก้ได้หรือจะเปลี่ยนตะโก้เป็นกาแฟใส่น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะก็ไม่มีปัญหา ส่วนโปรตีนกินได้ตามปริมาณมาตรฐานคือ โปรตีน 1 g ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมนะครับ หลายคนคงสงสัยว่าแล้วไอ้โปรตีน 1 g ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมเนี่ย!….ชีวิตจริงจะต้องพกเครื่องชัง-ตวง-วัดติดตัวไปด้วยไหม? ไม่ต้องครับก็ใช้วิธีการกะเอา เพราะในรอบ 1 วันเรากินโปรตีนไม่ถึงอยู่แล้ว…วิธีการกะประมาณง่ายๆ ถ้าเป็นเนื้อก็ให้กินประมาณ 1 ฝ่ามือของตัวเอง ถ้าเป็นกะเพราไก่หรือกะเพราหมูสับละ…ก็ใช้วิธีเกลี่ยรวมกันแล้วกะประมาณ 1 ฝ่ามือง่ายนิดเดียว ส่วนผักยัดเข้าไปเถอะไม่อิ่มไม่ต้องเลิก…โอเคร!…อะ! อะ! เฉพาะผักใบหรือผักใบเขียวเท่านั้นนะครับ ผักประเภทหัวและดอกไม่นับ….

หมายเหตุ

ปริมาณข้างต้นเป็นปริมาณโดยเฉลี่ยเท่านั้น สำหรับผู้ป่วยเบาหวานในแต่ละรายมีความต้องการคาร์โบไฮเดรตจำนวนไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นเคสดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนรับประทานจะดีกว่า

หรือหากเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ ก็ควรอ่านข้อมูลโภชนาการให้ละเอียดว่ามีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเท่าไหร่ ทำชีวิตให้ง่ายก็จะง่าย แต่หากทำชีวิตให้ยากงานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนก็จะไม่ได้ผล เพลิน ๆ เข้าไว้ เพราะสูตรการลดน้ำหนักปัจจุบันไม่ใช่อดอาหาร แต่เป็นการเลือกกินอาหารที่มีคุณภาพต่างหาก

ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ คอเลสเตอรอล มาฝาก หลายคนคงคาใจใช่ไหมครับว่าในกะทิมีคอเลสเตอรอลหรือไม่…ง่ายๆ คือแบบนี้ครับ ตามข้อมูลงานวิจัยหลายๆ สถาบันทั่วโลกสรุปตรงกันแล้วว่า : ในพืชทุกชนิดไม่มีคอเลสเตอรอลและคอเลสเตอรอลจะพบเฉพาะในสัตว์เท่านั้น ส่วนคอเลสเตอรอลในไข่แดง-สมาคมโรคหัวใจก็ยอมรับแล้วเช่นกันว่า : ไม่ใช่สาเหตุการเกิดโรค หนำซ้ำจากการทดลองกินไข่วันละ 1 ฟองเป็นระยะ 1 เดือนผลปรากฏว่า คอเลสเตอรอลในเลือดลดลงด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้-ไข่แดงจึงไม่ใช่ผู้ร้าย…เข้าใจตรงกันนะครับ ไข่คือแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงและราคาถูก…แล้วคุณจะพลาดได้อย่างไรเพราะฉะนั้นกินไข่อย่างสบายใจได้เลยครับ…แล้วร่างกายหรือเพื่อนตายจะกลับคืนสู่ความเป็นหนุ่ม-เป็นสาวไปพร้อมๆ กับหุ่นที่กระชับฟิตเฟิร์มแน่นอน

สุดท้าย อาหารที่มีคอเลสเตอรอลผสมอยู่ทุกชนิดส่งผลต่อเลือดน้อยมากๆ…เพราะคอเลสเตอรอลในเลือดส่วนใหญ่เกิดจากร่างกายหรือเพื่อนตายสร้างขึ้น สำหรับคนที่มีปัญหาควรปรึกษาแพทย์แล้วละ…โลกปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้มีมากมายเหลือเกิน หากคุณเป็นคนน้ำไม่เต็มแก้ว Internet จะเป็นคลังสมองราคาถูก-ใหญ่และประเมินค่าไม่ได้

“Timmy ชัวร์นะแก” ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำชูถุงกาแฟ 3 in 1 ชองใหญ่ให้เห็น

“เอาไปให้แม่บ้านเถอะ…รสชาติกาแฟแท้ต้องขม ไม่ใช่หวานมัน” ผมบอก แต่ขณะที่ยัยชลิตากำลังกลับไปห้อง “กินคาร์บต่ำบวกอาหารแกต้องกินให้จบภายใน 1 ชั่วโมง”

“ฉันคิดว่าไหวนะแก เพราะปกติฉันก็กินข้าวไม่เยอะอยู่แล้ว…..”

“เพิ่มโปรตีนเป็นไข่ดาวกับผักอีกสักหน่อย” ผมกำชับหลังจากเห็นหน้าตาอาหารที่มันส่งมาให้ก่อนหน้านี้

“โอ!….ฉันจะไม่อ้วนเหรอแก กินเยอะเชียว” มันยังมีหน้ามาตกใจอีก…

“ลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนไม่ใช่อดอาหาร แต่คือการเลือกกินอาหารที่มีคุณภาพ…..กินให้จบภายใน 1 ชั่วโมงแล้วทิ้งช่วงให้ได้เกิน 4 ชั่วโมงแล้วค่อยกินมื้อที่ 2 ส่วนมื้อสุดท้ายถ้าไม่หิวไม่ต้องกิน แต่ถ้าไม่ไหวบอก…เดี๋ยว Timmy จะจัดเมนูสลัดทูน่าไข่ตุ๋นยอดวอร์เตอร์เครสฮาวายสวยๆ ไปให้….”

“ระหว่างมื้อ….”

“กาแฟดำน้ำเปล่าชาเขียวไม่ใส่น้ำตาลน้ำมะนาวบวกน้ำร้อนโอเคร!

“ฉันรักแกวะ Timmy”

“เฮ้ย!….บ้ารึไง กูมีคนมาจีบแล้วโว้ย!”….โอ้ย! ตายๆ ตกใจหมด ขวัญเอ้ยขวัญมา… “แล้ว แล้ว อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำด้วยนะตัวเอง”

“จ้า!…..ที่รัก”

line1 for timmy

สำรวจรายการอาหารในรอบ 1 วัน

สำรวจรายการอาหารในรอบ 1 วัน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน สำรวจรายการอาหารในรอบ 1 วัน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน สำรวจรายการอาหารในรอบ 1 วัน

ฉันอยากลดความอ้วนยัยธนาคารออมสินแหกปากเป็นแม่ช้างจะคลอดลูก จนผมที่นั่งทำงานอยู่ห้องข้างๆ ต้องลุกพุ่งไปเปิดประตูถามแบบคนเสียมารยาท

“เป็นไรวะ!”

“..ดูหน้ากูดิบานยังกับกระด้ง แถมน้ำหนักขึ้นไม่หยุด ฮื้อๆ กูเครียด” พูดจบเธอก็โยนขนมกรุบกรอบ-เป็นมันฝรั่งทอดยี่ห้อดังเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ผมส่ายหน้าพร้อมกับเดินไปแย่งถุงมันฝรั่งจากมือ

“เอาน้ำอัดลมด้วยไหม?” ผมแกล้งถาม

“โค้กนะแก…ขอบใจ” พูดจบเธอก็หันกลับไปทำงานต่อราวกับไม่มีอะไร ผมยืนมองอย่างคนเอือมระอาสักพัก “มึงอะ….”

“หึ…..”

“มึงลดน้ำหนักได้อย่างไร….บอกสูตรหน่อยดิ นะนะ อยากลดความอ้วน

ผมยืนสำรวจจิปาถะรอบๆ ตัวมัน “ไม่ใช่ลดความอ้วน แต่มันคือวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนเริ่มต้นให้ถูก… ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง…ไม่ใช่อยาก-แต่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ตลอดเวลาแบบนี้ไม่เอา”

“ก็กูเครียดนะ” มันยังเถียง ถ้าไม่ติดว่าตัวใหญ่กว่าจะตบให้คว่ำ

“มึงต้องผ่อนคลาย ตามหาความอยากที่แท้จริงให้เจอแล้วกูจะเป็นเทรนเนอร์ให้เอง”

“ความอยาก….อยากอะไรวะ”

ผมยิ้มแบบผู้เหนือกว่า “ก็อยากหุ่นดี…อยากสวยแบบจริงๆ จังๆ ไง….หาแม่น้ำทั้ง 5 ชักนำความอยากให้เรียบร้อย….พร้อมเมื่อไร….บอกเทรนเนอร์…โอเคร!”

“ก็พร้อมแล้วเนี่ย! พร้อมตั้งแต่นาทีนี้เลยด้วย” ยัยชลิตาสวนในลมหายใจเดียวกัน ผมมองหน้าแล้วกวาดสายตาไปรอบโต๊ะทำงานของมัน

“ขนขนมขบเคี้ยวพวกนี้ทิ้งให้หมด” ผมออกคำสั่ง มันทำหน้างออยู่พักใหญ่

“เสียดายอะ….หลายตัง”

“งั้น….พร้อมเมื่อไรค่อยเรียก” ผมพูดและกำลังจะหันหลังกลับเข้าห้อง

“นี้ แก แก แก…..ทิ้งแล้ว ทิ้งแล้ว ทิ้งแล้ว” และมันก็เก็บขนมนานาชนิดที่กระจายอยู่เต็มโต๊ะทิ้งลงถังขยะจริงๆ “หมดแล้ว…”

“ในตู้เย็นด้วย…เหลือแค่น้ำเปล่าพอ”

“แกอะ…” ยัยออมสินเตรียมตั้งท่าจะโวยวาย “เค้กจาก S&P กับโอปองแปงเชียวนะ”

“ถึงจะเป็นหูฉลามก็ต้องทิ้ง….ถ้ามึงต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนจริงๆ”

ครับในที่สุดยัยธนาคารออมสินหรือนางสาวชลิตาก็ยอมปฏิบัติตามอย่างคนว่านอนสอนง่าย มันใช้เวลาอยู่ 1 วันเต็มๆ เพื่อเคลียร์ทุกอย่าง ไม่เฉพาะของในตู้เย็น อะไรที่สามารถหยิบจับเข้าปากได้ง่าย บะมง-บะหมี่-ขบเคี้ยว-กรุบกรอบ-ผลไม้อบแห้ง-ขนมปังอบเนย ผมไล่เช็คบิลลงถังขยะไม่มีเหลือ….แต่มันคงแอบขนไปให้แม่บ้านอะนะ….เห็นหอบลังกระดาษลงลิฟต์ไปหลายรอบกระทั้งทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เราถึงกลับมานั่งรวมกันในห้องอีกครั้ง

“หมดเกลี้ยงแล้ว…ดึกๆ ฉัน ฉัน….”

“หุบปาก-ปิดสมองเลย ไม่อย่างนั้นการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนไม่รอดแน่นอน” เรามองหน้ากันสักครู่ก่อนผมจะยื่นกระดาษเปล่ากับปากกาให้…. “แกช่วยบรีฟรายการที่กินเข้าไป เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนกระทั้งหลับเลยนะ”

“ทุกอย่างเลยเหรอ”

“น้ำเปล่าก็ไม่เว้นเอาข้อมูลจริง ห้ามยักยอกเด็ดขาด” ผมบอกพร้อมกับหมุนตัวทิ้งให้มันอยู่กับความคิด…เป็นครั้งแรกที่ได้แกล้งเพื่อนยักษ์ตัวสีน้ำตาลไหม้ๆ ฮ่า ฮ่า ก็แอบสะใจอะนะ….2 ชั่วโมงผ่านไปมันก็เข้ามาวางกระดาษลงตรงหน้า “โห!…นี้มึงกินหรือยัดห่าวะ!…..”

ตื่นนอนเวลา 11.30 น. เมื่อล้างหน้าอาบน้ำเสร็จ

  • ดื่มนมรสผลไม้รวม 1 แก้ว
  • อาหารมื้อเช้าส่วนใหญ่จะเป็นข้าวผัดหรือกะเพราหรือข้าวราดแกง 1 จาน
  • ต่อด้วยโค้กกระป๋อง
  • กาแฟร้อนน้ำตาล 3 ช้อน-ครีมเทียม 2 ช้อน+ขนมปัง 1 ชุด บางวันก็เค้ก 1 ก้อน

อาหารว่างระหว่างมื้อแรก

  • ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบอย่างน้อย 2 ชนิด 2 ซอง
  • โค้ก-บางวันเป็นเบียร์ อย่างน้อย 1 กระป๋อง
  • น้ำเปล่าประมาณ 1 – 2 แก้ว

มื้อที่ 2

  • ข้าวราดแกงหรือข้าวขาหมูหรืออื่น ๆที่เท่าเทียม 1 ชุด
  • โค้ก 1 -2 แก้ว
  • น้ำเปล่า 1-2 แก้ว

อาหารว่างระหว่างมื้อที่ 2

  • กาแฟร้อนน้ำตาล 3 ช้อน-ครีมเทียม 2 ช้อน+ขนมปัง 1 ชุด บางวันก็เค้ก 1 ก้อน
  • ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบอย่างน้อย 2 ชนิด 2 ซอง
  • โค้กบางวันเปลี่ยนเป็นเบียร์อย่างน้อย 1 กระป๋อง
  • น้ำเปล่าประมาณ 1 – 2 แก้ว
  • เกือบ ๆ 2 ทุ่ม มีผลไม้หรือไม่ก็ส้มตำ +ขนมจีน 1 ชุด

และมื้อสุดท้ายก่อนนอน

  • อาหารประเภทยำ บางคืนเป็นข้าวกะเพรา/ข้าวมันไก่หรืออื่น ๆ 1 จาน
  • เบียร์หรือโค้ก 1 กระป๋อง
  • ตบท้ายด้วยน้ำเปล่า 1-2 แก้ว

โอ้!….พระเจ้า ผมนั่งอ่านรายการอาหารในรอบ 1 วันที่นางสาวชลิตาบรีฟมาให้

“เฉพาะโค้กกับเบียร์ 1 วัน แม่งก็ล่อเข้าไปเกือบ 1000 กิโลแคลอรี่ละ…ไหนลองรวมทั้งหมดดูดิแดกรวมกันทั้งหมดเท่าไร…..โอ่! โอ้! พระเจ้า เกือบ 4500 กิโลแคลอรี่”

ผมเผลอนึกถึงตัวเองสมัยน้ำหนักแตะ 85 กิโลกรัมใหม่ๆ กว่าจะลดสู่เป้าหมาย 64-65 กิโลกรัมอันเป็นน้ำหนักเดียวกับสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้สำเร็จก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 หรืออาจจะ 3 ปีด้วยซ้ำ และในระหว่าง 2-3 ปีที่ลดน้ำหนักกว่า 21 กิโลกรัม ผมไม่ได้ลดเฉพาะน้ำหนัก แต่ยังเป็นงานออกแบบ-ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ตื่นนอนยันหลับ ปรับนาฬิกาชีวิตให้เกิดสมดุล มีหลายครั้งที่ท้อ-เหนื่อยและตบะแตกจนต้องแดกของที่มีอยู่ในตู้เย็น-ในครัวจนเกลี้ยงไม่มีเหลือ….หลังๆ ผมจึงคิดค้นวิธีกำหลาบพฤติกรรมหมูบ้าด้วยการแก้ผ้าดูความทุเรศของตัวเองเทียบกับรูปนายแบบหุ่นฟิตเฟิร์มให้เจ็บกระดองใจเล่นๆ…เพื่ออะไร ก็เพื่อเป็นแรงจูงใจ-เป็นแรงผลักดันและเพื่อสมองจะได้จูนกลับเข้าสู่เส้นทางลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนอันเป็นเป้าหมายหลักให้ได้นั้นเอง

วันต่อมาผมจึงจับยัยออมสินมานั่งคุย “ก่อนที่จะบรีฟรายการอาหารที่ต้องกินในรอบวัน กูอยากให้มึงหาเพื่อให้เจอก่อน”

เพื่ออะไรอะ”

“ก็เพื่อเป้าหมายหรือแรงบันดาลใจไง มึงอยากสวยเพื่ออะไรก็ว่าไป…ถ้ามีไอดอลยิ่งดีให้ใช้รูปไอดอลของมึงแปะติดกระจกเงาไว้เทียบกับตัวเองเลย จะได้เตือนสติทุกวัน…ประเด็นต่อมามึงต้องหาเวลาออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องเยอะ-หนักหรือนาน แต่ขอให้ทำทุกวัน ถ้าเป็นช่วงเช้าได้จะดีมาก”

“ฉันตื่นเช้าไม่ไหวหรอก…”

“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่สะดวก ถ้าไม่ไหวให้ตัดการเดินทางอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นจากคอนโดฯ ไปหน้าปากซอยแทนที่จะนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างให้ใช้วิธีเดินนับก้าวแทน 5-10 นาทีก็ถือว่าดีและคุ้มค่าในการลงทุนแล้วละ”

“เอาอย่างนั้นเลยเหรอ”

“มาถึงเรื่องอาหารกันบ้าง….อื้อๆ รู้ไหมว่าในรอบ 1 วันมึงกินอาหารเข้าไปจำนวนเท่าไร”

“ว่ามาเลย” ยัยธนาคารออมสินพูดด้วยท่าทีจริงจังเป็นพิเศษ ซึ่งนั้นก็เป็นสัญญาณที่ดี

“เกือบ 4500 กิโลแคลอรี่ ขณะที่ไลฟ์สไตล์อย่างเราอัตราการเผาผลาญพลังงานไม่น่าจะเกิน 2000 หรือ 2000 กิโลแคลอรี่นิดๆ”

“โห….เล่นนับแคลเลยเหรอ”

“คร่าวๆ แกจะได้รู้ไง ถ้าโดยเฉลี่ยแก่กินอาหารเข้าไป 4500 กิโลแคลอรี่ อัตราที่ร่างกายเผาผลาญได้สมมุติว่า 2000 กิโลแคลอรี่ เพราะฉะนั้นในรอบ 1 วันจะมีพลังงานส่วนเกิน 2500 กิโลแคลอรี่และนั้นก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันล้วนๆ”

“โห! จริงดิ”

“ตื่นนอนให้ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้ว-ตัดนมรสผลไม้รวมกับโค้กของมึงทิ้ง ส่วนอาหารมื้อแรกตามที่บรีฟมาก็ถือว่าโอเคร แต่อยากให้เพิ่มโปรตีนเป็นไข่ต้มหรือไข่ดาวมื้อละฟอง”

“โอ้….ฉันจะไม่อ้วนหนักกว่าเดิมเหรอ”

“ไม่หรอกเพราะจุดประสงค์อยากให้อิ่มนานจนเลยมื้อที่ 2 สักหน่อย อีกอย่างอาหารว่างระหว่างทำงานทุกชนิด กินจุก-กินจิกรวมทั้งโค้กและเบียร์ตัดทิ้ง เวลาหงุดหงิดเพราะความเคยชินให้จิบน้ำเปล่าแทน ส่วนมื้อที่ 2 กินข้าวตามปกติแต่กรุณาตัดเบียร์กับโค้กออกจากชีวิตไปเลยดื่มน้ำเปล่าแทน…อื้อ! และอาหารว่างระหว่างทำงานช่วงหลัง-ถ้าตัดกาแฟไม่ได้ให้เปลี่ยนเป็นกาแฟดำ-รวมถึงหลังมื้อแรกด้วยนะ และมื้อสุดท้ายก่อนนอน เดือนแรกอาหารกินตามนี้ไปก่อน ขึ้นเดือนที่ 2 มื้อแรกให้กินตามปกติ ส่วนมื้อที่ 2 และ3 ไม่หิวไม่ต้องกิน แต่ถ้าหิวให้ลดคาร์โบไฮเดรตลงครึ่งหนึ่งของมื้อแรกหรือเลือกกินเฉพาะโปรตีนกับผัก ส่วนสูตรอาหารมีให้ในตอนสุดท้าย…อ้อ! ลืมไปก่อนนอนกรุณาตัดโค้กกับเบียร์ทิ้งด้วยละ ยิ่งเบียร์ตัวดี”

“เบียร์ทำให้อ้วนใช่ไหมแก”

“ไม่ทั้งหมด…เบียร์เป็นตัวกระตุ้นให้หิวบ่อยขึ้นต่างหาก”

“โอ้!…เหลือแต่อาหารหลัก 3 มื้อไม่รู้จะไหวรึเปล่า นะแก” ออมสินบ่นหน้าเศร้าๆ

“จากผลวิจัยระยะเวลาในการปรับ-เชตตัวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 21 วัน ถ้าผ่าน 21 วันไปได้ กูรับรองว่า สเต็ปต่อไปง่ายขึ้น….”

“กลัวว่าจะท้อก่อนนะสิ”

ผมยิ้มเกือบจะหัวเราะ “เข้าใจเพราะผ่านมันมาแล้ว แต่กูมีเคล็ดลับ 2 อย่างจะบอก…”

“หึ!….เคล็ดลับอะไร”

“……  1. เวลาหงุดหงิดอยากจะหาอะไรยัดเข้าปาก กูจะถามสมองว่า หิวหรืออยาก ถ้าสมองตอบว่าอยาก กูตัดทิ้ง

2. ถ้าเวลาท้อหรือหิวจนแทบเป็นบ้า กูจะแก้ผ้าดูความทุเรศของตัวเองผ่านกระจกเงาเทียบกับรูปนายแบบที่ใช้เป็นไอดอล”

“ไอ้บ้า….มิน่าละถึงเห็นรูป พี่ติ๊กเจษฯ แปะไว้ที่กระจกในห้องน้ำ…ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เออ…มันได้ผลนะโว้ย!….สุดท้ายสมองจะนิ่ง….อ้ออีกข้อ…สำคัญมากๆ…..ความหิวจะมาเป็นช่วงๆ กูอยากให้มึงหาอะไรทำ-ให้วุ่นเข้าไว้ เมื่อสมองไม่มีเวลาคิดมันก็จะเลิกหิวไปอัตโนมัติ”

“บรีฟรายการอาหารให้หน่อยดิ….นะนะ” ยัยธนาคารออมสินอ้อน ผมทำหน้าเซ็งๆ ก่อนจะสั่งปริ้นส์งานจากคอมพิวเตอร์ “เอาไปแปะติดตู้เย็นไว้เลยนะ”

ตื่นนอน

  • ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้ว
  • อาหารมื้อแรกตามปกติแต่ให้เพิ่มเป็นไข่ต้มหรือไข่ดาวเพื่อป้องกันหิว 1 ฟอง
  • กาแฟดำ

อาหารว่างระหว่างทำงาน

  • จิบน้ำเปล่า พยายามฝึก-ปรับพฤติกรรม หากผ่าน 21 วันได้ทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง

มื้อที่ 2

  • ช่วงเดือนแรกตามปกติ ขึ้นเดือนที่ 2 ให้ลดข้าว/แป้งเหลือครึ่งหนึ่งของมื้อแรก
  • น้ำเปล่าไม่จำกัด

อาหารว่างระหว่างมื้อที่ 2

  • กาแฟดำ
  • น้ำเปล่าจิบได้เรื่อยๆ ไม่จำกัด

และมื้อสุดท้ายก่อนนอน

  • เดือนแรกให้เหมือนเดิมไปก่อน ขึ้นเดือนที่ 2 ไม่หิวไม่ต้องกิน แต่ถ้าทนไม่ไหวให้กินโปรตีนกับผักเป็นหลัก
  • น้ำเปล่า

“นี้คือรายการอาหารสำหรับเดือนแรก ส่วนเดือนที่ 2 ค่อยมาลงรายละเอียดอีกที”

“โอเคร!….แล้วฉันจะ ผอม-เด็ก-ดูดี…..”

เริ่มต้นที่สมอง นะครับคุณเพื่อน”

ข้อควรปฏิบัติในการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนเบื้องต้น

  1. เคลียร์ของในตู้เย็นทิ้งให้หมด-อนุญาตให้เหลือเฉพาะน้ำเปล่าเท่านั้น
  2. งดอาหารว่างระหว่างมื้อเพื่อให้เพื่อนตายหรือร่างกายมีเวลาเผาผลาญ
  3. งดเครื่องดื่มประเภทมีน้ำตาลผสมทุกชนิดเช่นเบียร์-น้ำอัดลม-น้ำหวาน-ชาไข่มุก-กาแฟเย็น ถ้าหิวให้กินพร้อมมื้อแรกแต่ควรกินให้จบภายใน 1 ชั่วโมง
  4. ปรับพฤติกรรมตั้งแต่ตื่นนอนกระทั้งหลับ ค่อยๆ ฝืน-ฝึกวันละนิดไม่ต้องหักดิบหรือหักโหม เพราะตามงานวิจัยหากผ่าน 21 วันไปได้-ทุกอย่างจะค่อยๆ เข้าทีเข้าทางเอง
  5. ออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน-วันละ 5-10 นาทีเป็นอย่างน้อย เดินชิลๆ ชมนกชมไม้เพลินๆ ถ้าเป็นช่วงเช้าระหว่างเวลา 05.00 น-07.00 น. จะดีมาก เพราะเป็นการกระตุ้น-เปิดสวิตช์-รีสตาร์ทร่างกายให้เกิดการเผาผลาญพลังงานที่มีประสิทธิภาพทั้งวันได้ผลมากกว่าออกกำลังกายในช่วงเย็นหลายเท่า อีกประการ การออกกำลังกายในช่วงเช้ามีผลวิจัยบอกว่า สามารถลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย

“อะ! อะ!…ดักแป้ง-ดักไขมัน ยาลดความอ้วนก่อน-หลังอาหารทิ้งให้หมดเลย”

“หือ!….อื้อๆ ก็ได้….แต่ข้าวของฉันเยอะไปรึเปล่าอะแก”

“ไม่หรอก วันหลังถ้าเปลี่ยนเป็นข้าวหอมนิล-ไรซ์เบอร์รี่-ข้าวกล้องหรือข้าวไม่ขัดสีได้จะดีมากๆ”

ยัยธนาคารออมสินชูดักแป้ง-ดักไขมันและยาสารพัดให้เห็น “ทิ้งแน่นะ…ชัวนะมึง”

“เออน่า….ปล่อยให้ไอ้หนูอินซูลินจอมขยันวิ่งเล่นสัก 4-5 ชั่วโมงบ้างเถอะ จะได้มีแรงคิดงาน โอเคร!….”

line1 for timmy

วิธีนับมื้ออาหาร

วิธีนับมื้ออาหาร

ผอม เด็ก ดูดี ตอน วิธีนับมื้ออาหาร

ผอม เด็ก ดูดี ตอน วิธีนับมื้ออาหาร

สูตรการกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักที่มีคนเขียนไว้ในหลายๆ เพจในเว็บไซต์ ผมไล่อ่านพอสมควร แต่ก็ไม่เป็นที่ประทับใจ ไม่ใช่ผมเก่งกว่าชาวบ้านนะ แต่ลองคิดดู แต่ละสูตรการกินอาหารล้วนบังคับให้เริ่มต้นจากมื้อเช้า – มื้อกลางวัน – และมื้อเย็นทั้งสิ้น ควรกินโน้น-กินนี้ตามสูตรโภชนาศาสตร์มาตรฐานของมนุษยชาติเป๊ะ ๆ…อาหารหลัก 5 หมู่คือ….ประกอบไปด้วย…. ถามจริงๆ คุณอ่านแล้วรู้สึกเซ็งเหมือนนักวิชาเกินแบบผมไหม? ไอ้ห่า! ก็กูตื่นเที่ยงทำงานบ่าย-เลิกเที่ยงคืน หรือต้องเข้ากะตอน 2 ทุ่ม เลิกงานอีกทีก็สว่างจะให้ทำอย่างไร….หรือว่าคนที่มีช่วงเวลาทำงานไม่ปกติจะต้องอ้วน-สุขภาพไม่ดีหมดทุกคนเลยเหรอ…ไม่หรอกครับ ผมได้เกริ่นเป็นระยะๆ เอาไว้แล้วว่าสูตรลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนที่ผมเขียน-คุณจะต้องออกแบบเองเพราะ…. เวลา 24 ชั่วโมงเป็นของมนุษย์โลก แต่นาฬิกาชีวิตเป็นของคุณ ไม่ต้องไปสนใจว่าจะเป็นเช้า-เที่ยง-เย็น-กลางคืนหรือกลางวัน ไลฟ์สไตล์ของคุณเป็นแบบไหน นาฬิกาชีวิตในร่างกายจะปรับตามอัตโนมัติ ยกตัวอย่าง : คุณเข้างาน 20.00 น. เลิกงาน 04.00 น. มื้อเช้าสำหรับคุณก็จะเป็นมื้อแรกหลังตื่นนอนหรือมื้อเย็นสำหรับคนทั่วไป กินเลย…กินให้เหมือนกับมื้อเช้าแต่….กรุณากินให้จบภายใน 1 ชั่วโมง ส่วนประเภท-ชนิดและปริมาณของอาหารผมจะหยิบยกไปเขียนโดยละเอียดในตอนต่อไป หลังจากนั้นให้นับไปอีก 4 ชั่วโมง ก็จะเป็นมื้อที่ 2 หรือมื้อเที่ยงแล้วนับต่อไปอีก 4 ชั่วโมงก็จะเป็นมื้อสุดท้าย จะตี 3 ตี 4 หรือตี 5 กินให้จบภายใน 1 ชั่วโมงเช่นเดียวกับ 2 มื้อที่กล่าวมา….ส่วนทำไมต้องกินให้จบภายใน 1 ชั่วโมงก็เพราะว่าผมไม่อยากให้ไอ้หนูอินซูลินทำงานนาน….เพราะยิ่งไอ้หนูจอมขยันทำงานนานเท่าไร คุณก็จะอ้วนมากขึ้นเท่านั้น-จำประโยคนี้ไว้เตือนใจได้เลย

ส่วนใครที่ตื่นเที่ยงเริ่มทำงานช่วงบ่าย-เลิกงานเที่ยงคืนหรือหลังเที่ยงคืน ก็ให้ใช้วิธีนับมื้ออาหารเช่นเดียวกับที่ได้ยกตัวอย่างเอาไว้ข้างต้น แรกๆ คุณจำเป็นต้องฝืน-ฝึกใช้นาฬิกาชีวิตให้ชิน-ห้ามพลาดอาหารแต่ละมื้อเป็นอันขาดเมื่อเข้าที่เข้าทาง-นาฬิกาชีวิตเซ็ตตัวเรียบร้อยแล้ว มื้อแรกหลังตื่นนอนจะเป็นมื้อสำคัญเสมอเพราะร่างการต้องการพลังงาน ส่วนมื้ออื่นๆ คุณสามารถข้ามได้ถ้าไม่หิว….จิบน้ำบ่อยๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นโรคกระเพาะ เพราะข้อมูลใหม่โรคกระเพาะไม่ได้เกิดจากการเว้นมื้ออาหาร แต่เกิดจากการติดเชื้อจากอาหารที่กินเข้าไป…หากยังเป็นกังวล-กลัวว่ากรดที่หลั่งจะกัดผนังกระเพาะจนทะลุ-การที่จิบน้ำเปล่าเรื่อยๆ ก็เสมือนได้กินอาหารอยู่แล้วฉะนั้นสบายใจนะครับ

ยิ่งหากสามารถคำนวณจำนวนแคลอรี่ของกิจกรรมหรืองานที่ทำ ให้สมดุลกับปริมาณอาหารที่กินเข้าไปได้จะดีมาก แต่ไม่ต้องเคร่งถึงขนาดทำให้ตัวเองเครียดนะครับ เพราะเพียงแต่เลิกกินของจุกจิกระหว่างมื้อ ปล่อยให้ไอ้หนูอินซูลินหลับ ร่างกายหรือเพื่อนตายก็จะดึงพลังงานจากอาหารไปใช้งาน หากยืดเวลาแต่ละมื้อจาก 4 ชั่วโมงเป็น 5-6 ชั่วโมง เพื่อนตายก็จะดึงไขมันที่สะสมไว้ตามพุง-ต้นแขน-ต้นขาออกมาใช้งานแทน….ผมจึงเรียกช่วงนี้ว่า “นาทีทองที่ร่างกายกินไขมันเป็นอาหาร”

อาหารที่จะเข้าไปปลุกไอ้หนูอินซูลินได้ดีและไวที่สุดนั้นก็คือ ข้าวแป้งน้ำตาล อย่างที่ได้เกริ่นไว้ในหลายตอน หากมื้อที่ 2 กับมื้อที่ 3 ลดปริมาณข้าวแป้งน้ำตาลเลือกกิน : โปรตีน-ผัก แค่นี้คุณก็จะผอม-เด็ก-ดูดีได้แล้วละครับ ยิ่งถ้างานที่ทำมีกิจกรรมต้องลุก-เดิน-วิ่ง-ยก-วางบวกกับเวลาเดินทางเข้าไปอีก กิจกรรมเหล่านี้จึงหมายถึงการออกกำลังกายในแต่ละวัน เมื่อกลับถึงบ้านคุณไม่จำเป็นต้องคว้าชุดกีฬา-สวมรองเท้าผ้าใบให้ยุ่งยาก ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง จึงขึ้นอยู่กับปริมาณอาหาร-ประเภทอาหารเป็นตัวแปรหลัก-คิดออกแบบให้ไลฟ์สไตล์-วิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนของคุณเป็นเรื่องสนุกตั้งแต่เริ่มต้น แล้วความสุขความสำเร็จจะตามมาในไม่ช้าแน่นอน….

“นี่ Timmy ฉันตื่นก็เที่ยงแล้วนะ”

ผมมองหน้ายัยออมสินที่เริ่มจะบานเป็นจานรับสัญญาณดาวเทียม ในขณะที่น้ำหนัก-สัดส่วนของตัวเองกำลังเล็กลงเกือบจะเข้าที่เข้าทาง “มื้อเช้าสำหรับแกก็คือมื้อเที่ยงของฉันอย่าซีเรียส”

“ฉันชอบทำงานตอนกลางคืนอะและระหว่าง 4 ทุ่ม-ตี 2 เป็นช่วงนาทีทองที่โกรทฮอร์โมนทำงานซะด้วย…ฉันไม่แก่นำหน้าแกเหรอ….ไม่น่าออกจากงานประจำมารับฟรีแลนซ์เล้ย….”

เอาละครับในเมื่อยัยธนาคารออมสินหรือนางสาวชลิตากังวลเรื่องโกรทฮอร์โมนขึ้นมา ผมจึงอยากจะนำทุกท่านไปรู้จักฮอร์โมนมหัศจรรย์หรือฮอร์โมนคืนสู่ความเป็นหนุ่มสาวตัวนี้กันสักหน่อย โกรทฮอร์โมนคือ ฮอร์โมนหลักที่ผลิตจากต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตและการทำงานของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย

โกรทฮอร์โมน หรือ GH (Growth Hormones) (1) มีโปรตีนที่มีกรดอะมิโนอยู่มากถึง 191 โมเลกุล ในแต่ละช่วงอายุมีการหลั่งไม่เท่ากัน แต่โกรทฮอร์โมนจะสามารถหลั่งได้ตลอดชีวิตนะครับ โดยระดับการหลั่งมาก-น้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย วัยเจริญเติบโต-วัยเจริญพันธุ์จะหลั่งมากเป็นพิเศษ โภชนาการอาหาร ความเครียด การนอนหลับ การออกกำลังกายหรือน้ำหนักล้วนคือปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อฮอร์โมนตัวนี้ทั้งสิ้น  สำหรับช่วงเวลาที่โกรทฮอร์โมนหลั่งมากที่สุดคือ 22.00 น-02.00 น.อันนี้เป็นข้อมูลในเชิงวิชาการที่วัดจากไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่นะครับ

แต่สำหรับไลฟ์สไตล์ของคนบางกลุ่มที่ต้องทำงานตอนกลางคืน-โกรทฮอร์โมนหรือฮอร์โมนมหัศจรรย์จะหลั่งออกมาขณะหลับสนิท จะเป็นกี่โมง-กี่ยาม เช้า-เที่ยง-บ่าย ขอเพียงคุณออกแบบจัดห้องนอนไม่ให้มีแสงเข้าถึง-จัดช่วงเวลาหลับลึกให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-9 ชั่วโมง โกรทฮอร์โมนก็พร้อมจะคืนความเป็นหนุ่มสาวให้คุณได้เช่นกัน

สำหรับตอนนี้ผมมีข้อคิดดีๆ จากคุณหมอ 2 ท่านที่ผมให้เพจติดตามไว้ในตอนที่ 3 มาฝาก คุณหมอท่านแรก ให้ข้อคิดเอาไว้ว่า

 4 สิ่งที่ต้องทำทุกเช้าเพื่อช่วยลดความอ้วน

  1. ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้วหลังตื่นนอนทุกวัน
  2. ออกกำลังกายกลางแจ้งไม่ต้องหนักแต่ขอให้ทำเป็นประจำ
  3. รับทานโปรตีนก่อนหิว นัยยะก็ประมาณว่า เมื่อหิวจะรับทานน้อยลง
  4. เตรียมอาหารสำหรับมื้อกลางวันกับมื้อเย็นให้พร้อมเพราะเมื่อคุณเตรียมอาหารไว้ล่วงหน้า คุณก็จะสามารถควบคุมปริมาณการกินได้

อีกท่านหนึ่ง…ท่านได้กล่าวเกี่ยวกับการกินอาหารในรอบ 1 วัน จะเลือกกินมื้อไหน กี่มื้อ เว้นระยะแต่ละมื้อห่างกันกี่ชั่วโมงขึ้นอยู่ที่คุณจะออกแบบ…แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือความสมดุลของอาหาร โดยท่านได้แยกอาหารออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้

กลุ่มแรกคืออาหารที่ให้พลังงานหรืออาหารที่เข้าไปปลุกไอ้หนูอินซูลิน

  1. คาร์โบไฮเดรต จำง่าย ๆ “ข้าวแป้งน้ำตาล” น้ำหวาน-กาแฟใส่ครีมบวกน้ำตาล-น้ำอัดลม-ชาใส่ครีมนมน้ำตาล เป็นต้น
  2. โปรตีนประเภทต่าง ๆ เนื้อปลา-หมู-ไก่และอื่น ๆแต่ที่หาง่ายและราคาถูกนั้นก็คือไข่ กินเข้าไปเถอะไม่ต้องกลัวคอเลสเตอรอลในไข่แดง…เพราะเป็นคอเลสเตอรอลดีที่ทำให้ค่า HDL ในเลือดสูงขึ้นเป็นประโยชน์มากกว่าโทษแน่นอน…
  3. ไขมัน ต้องเป็นไขมันดีเท่านั้นนะครับ…ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันมะพร้าว-น้ำมันมะกอก-ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ทุกชนิด เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 ก็คืออาหารที่ไม่ให้พลังงานหรือไม่ทำให้อ้วนได้แก่

  1. ผักใบเขียว ต้องเน้นว่าเป็น ผักใบเขียว เท่านั้น ส่วนผักประเภทหัว เช่น แครอท-มันเทศควรยกเว้นนะครับเพราะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตพอสมควร
  2. เกลือแร่
  3. วิตามิน

เมื่อรู้จักอาหารทั้ง 2 กลุ่มนี้แล้วงานต่อไปที่สมองของคุณจะต้องทำงานเพื่อลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนให้ได้ผลในระยะยาวนั้นก็คือ-ออกแบบเมนูอาหารในแต่ละมื้อ หลายคนอาจจะไม่ได้เข้าครัวด้วยตัวเอง แต่เมื่อรู้จักประเภทของอาหารที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว-การรู้จักสั่งหน้าตาอาหารที่ใกล้เคียงจึงเป็นการบ้านที่จะต้องคิดต่อ ผมเชื่อว่าร้านอาหารตามสั่งทั่วไปสามารถปรุงเมนูเฉพาะเพื่อไลฟ์สไตล์ของคุณได้สบายมาก….ยิ้มให้โลกสวย ๆได้แล้วที่รัก

ตอนต่อไปผมจะนำทุกท่านไปสำรวจรายการอาหารในรอบ 1 วันกันบ้าง เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งหลับกันเลยว่ามีอะไร-ควรหลีกเลี่ยงอะไรเป็นพิเศษ…. อ้อ! เกือบลืม….ผมมีข้อมูลของ ผงชูรส มาฝาก….ท่านทราบหรือไม่ครับว่า ผงชูรส ที่ขายตามท้องตลาดสามารถกระตุ้นไอ้หนูอินซูลินมากกว่าน้ำตาลถึง 200 เท่า….Oh! จะเป็นลม เพราะฉะนั้น หากใครต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนกรุณาเลิกใช้ผงชูรสเป็นส่วนผสมโดยด่วน….เดี๋ยวจะหาว่า Timmy ไม่เตือน เจอกันในตอนต่อไป สวัสดีครับ

line1 for timmy

ภาษาพาอ้วน

ภาษาพาอ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ภาษาพาอ้วน by: timmy buto

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ภาษาพาอ้วน

ในตอนที่แล้วผมนำทุกท่านไปรู้จักไอ้หนูจอมขยันที่ชื่ออินซูลิน (Insulin ) ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักที่ทำให้อ้วนกันแล้ว ถึงตรงนี้ทุกท่านก็พอจะรู้แล้วนะครับว่า อาหารประเภทไหนเป็นสาเหตุทำให้อ้วนมากที่สุด เล่นตรงๆ ก็คือกลุ่ม ข้าวแป้งน้ำตาล ส่วนโปรตีนกับไขมันที่หลายคนหลงเข้าใจผิดกลับหักมุมจากนางร้ายกลายเป็นนางเอกซะอย่างงั้น แต่ใช่ว่าโปรตีนกับไขมันจะไม่ทำให้อ้วนเลยนะครับ NO! NO! อย่าเข้าใจผิด หากกินในปริมาณมาก ความอ้วนที่ไม่พึงปรารถนาก็จะมาเยือนได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นชาวเอสกิโมที่ขั้วโลกเหนือคงจะเป็นมนุษย์ตัวผอมหมดทุกคนถูกต้องไหม? ผมมีสูตรการกินโปรตีนและไขมันอย่างฉลาด-แต่ยังจะไม่บอก…เพราะในตอนที่ 4 ผมจะนำทุกท่านไปทลายกำแพงภาษาที่สะกดจิตเรามายาวนานหลายพันปีให้แหลกเละไปข้างหนึ่งซะก่อน ฮึ! ตามมาเลยครับ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง จะนำบทสวดใหม่ที่เพิ่งแต่งให้ทุกคนได้เสกกันรัวๆ…

“ไอ้เหี้ย!….มึงเป็น แฮรี่ พอร์ตเตอร์ รึไง?”

“ฟังฉันก่อนดิวะ!…เอะอะก็ใช้แต่กำลัง…มึงคิดว่ากูสู้มึงได้เหรอ” ผมก้มหน้าพูดขณะท้องไส้กำลังปั่นป่วน….ยัยธนาคารออมสินลุกพร้อมกับฟาดมือ #เปี้ยง!# ลงบนโต๊ะเล่นผมสะดุ้งโหยง

“กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว…..” แม่งมันเล่นรัวใส่หน้าราวจะสะกดจิต ซึ่งมันก็ได้ผลเมื่อผมหลงลุกเดินตาลอยๆ ตามหลังมันไปยังร้านอาหารตามสั่งข้างๆ บริษัทอย่างคนว่านอนสอนง่าย

“หิวข้าว-หิวข้าว-หิวข้าว-หิวข้าว” และยัยธนาคารออมสินก็ย้ำต่อเสียงดังจนป้าที่กำลังผัดอะไรสักอย่างอยู่กับหน้าเตาหันมายิ้มให้

“วันนี้มีข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ข้าวกะเพราหมูกรอบ ข้าวหน้าเป็ดจะกินอะไรดีจ้า!” นั้น ๆ…แม้กระป้าก็ยังสะกดจิตนู๋ Timmy อีกคน….ตายๆ กูตาย สมองอันน้อยนิดนึกอะไรไม่ออกจึงบอกไปดัง ๆว่า

“งั้น!….เอาข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวก็แล้วกันครับป้า” กูว่าแล้ว….ส่วนยัยธนาคารออมสินนั้นรึงัดยา-อาหารเสริมคงหนีไม่พ้นดักแป้ง-ดักไขมันกรอกเข้าปากก่อนจะตามด้วยน้ำเปล่าเร็ว ๆ

“ของหนูข้าวขาหมูคะป้า” ดู๋ ดู ดู…มันกลัวซะที่ไหน….. “โค๊กลิตรขวด….”

“Oh!….แม่เจ้า”

เมื่ออ่านหัวเรื่องหลายคนคงสงสัยใช่ไหมครับ ว่า-ภาษามาเกี่ยวอะไรกับความอ้วนหรือผอม…ครับจริงๆ แล้วภาษาเป็นแค่นามธรรม เพราะฉะนั้นภาษาไม่สามารถทำให้อ้วนได้หรอกครับ แต่หากมีคำๆ หนึ่งเทียวกรอกหูเช้า-กลางวัน-เย็น เป็นเวลานานหรืออาจะหลายพันปีเช่นคำว่า “กินข้าว” หรือ “หิวข้าว” มันก็ไม่จะต่างอะไรกับสะกดจิต…เพราะฉะนั้นผมจึงไม่แปลกใจที่อาหารไทยมักจะมี 2 กลุ่มในมื้อเดียวเสมอ 1.กับหรืออาหาร 2.ข้าว จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งแตกต่างจากอาหารฝรั่งหลายขุม สปาเก็ตตี้ก็สปาเก็ตตี้ สลัดก็สลัด ขนมปังก็ขนมปัง ฝรั่งจะไม่กินขนมปังจิ่มน้ำซุปแน่นอน ไอ้เรื่องภาษาที่ฝรั่งเขาชักชวนกันแต่ละมื้อ เขาก็จะเรียกเป็นคำเฉพาะ Breakfast-Lunch-Dinner ความหมายที่ไม่มีชื่ออาหารเท่านั้น โอเคร!…ผมไม่เถียงว่าในภาษาไทยเราก็มีแยกคำพิเศษเช่นกัน…เช่น มื้อเช้า-มื้อเที่ยง-มื้อเย็น แต่คุณเคยได้ยินเพื่อน-พี่-ป้า-น้า-อา ฯลฯ เรียก “ไปกินมื้อเช้ากันเถอะ” หรือไม่ “เร็วเข้าไปกินมื้อเย็นกัน” เคยได้ยินไหม?

“เคยเดะ!…ทำไมจะไม่เคย” ยายธนาคารออมสินก็ยังเถียงฉอดๆ พร้อมกับวางกล้ามโตๆ ขู่

ใช่!อาจจะมี….แต่เมื่อเทียบกับคำเชิญชวนที่ติดปากว่า “กินข้าวเถอะหิวข้าวละ” หรือคำเดียวโดดๆ ราวกับตั้งใจสะกดจิตว่า “กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว” คำเหล่านี้จะติดปากคนไทยจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการเชิญชวนจนทำให้ชาวต่างชาติไม่เฉพาะฝรั่งถึงกับอึ้ง!-พูดไม่ออกมาแล้ว สรุปสุดท้ายอาหารที่ขาดไม่ได้ของคนไทยก็จะประกอบไปด้วย 2 กลุ่มเสมอ……..ใครไม่รู้ให้เลื่อนกลับขึ้นไปอ่านข้างบนใหม่ แต่ไม่เป็นไรวันนี้ผมอารมณ์ดีจะเฉลยให้ 1.กับหรืออาหาร 2.ข้าว เพราะเหตุนี้เองข้าวจึงเป็นอาหารหลักที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทย…ในสมัยโบราณคนต้องทำงานหนักต้องใช้แรงงานเยอะ การกินข้าวจึงเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะข้าวสามารถเปลี่ยนเป็นกลูโคสได้เร็วซ้ำยังมีไอ้หนูอินซูลินจอมขยันตามเก็บในเลือดนำไปป้อนให้เซลล์ที่ต้องการใช้พลังงานได้ทันเวลา…ถ้าดูจากภาพถ่ายเก่าๆ จะสังเกตุว่าคนโบราณที่อ้วน-ลงพุงมีน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบัน คนเราไม่ได้ขุดดิน ไม่ได้ไถ่นาเอง ไม่ได้นวดข้าวด้วยกำลังเหมือนแต่ก่อน : ยกตัวอย่างผม…วันๆ ก็นั่งอยู่กับหน้าคอมพ์ใช้เพียงปลายนิ้วเท่านั้นทำงาน พลังงานจากข้าวที่เข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่จึงเกินความจำเป็น สุดท้ายเมื่อไอ้หนูอินซูลินไม่สามารถนำกลูโคสไปป้อนให้เซลล์หรือถูกเซลล์ปฏิเสธ ตับก็จะเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงานสำรองในรูปของไขมัน…เห็นไหมครับว่าเพื่อนตายของเราฉลาดแค่ไหน ถ้าห้องเก็บไขมันล้นมีต่อเติมขยายเป็นโกดังเองได้อีก เออเนอะ! ไม่ได้เขียนแบบยังต่อเติมได้ แม่ง! ฉลาดโคตร….ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว

“พ่อ-แม่-พี่น้อง-ที่ต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนทั้งหลายเอ้ยยยย!…เวลาชวนไปกินข้าวได้โปรดใช้คำว่า ไปกินตับ-ไปกินซุป-ไปกินต้มไก่หรือไปกินแกงก็ได้….การกินแต่กับหรืออาหารอย่างเดียวที่โบราณบอกว่าจะเป็นปอบนั้น….มันจริงที่ไหน….กินกับอย่างเดียวก็อิ่มได้ โปรดทราบการเลือกกินเฉพาะผัก-เนื้อ-โปรตีน-หรือไขมันนอกจากจะไม่ทำให้เป็นปอบแล้ว คุณยังจะลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนกลับคืนสู่วัยหนุ่มสาวได้เร็วอีกด้วย ใครได้ยินโปรดแหกปากตะโกนบอกเพื่อนโดยด่วน แอ๊ะ! แอ๊ะ! แอ๊ะ!(สำลักน้ำลาย) พูดมากเจ็บคอ

ครับทั้งหมดทั้งมวลผมไม่ได้หมายความว่าข้าว หรือกลุ่ม ข้าวแป้งน้ำตาล จะเป็นผู้ร้ายไปเสียหมดนะครับ คุณต้องพิจารณากิจกรรมของตัวเอง พิจารณาการทำงาน-ไลฟ์สไตล์ของคุณว่ามีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายมากน้อยแค่ไหน แล้วลองคำนวณปริมาณแคลอรี่ในข้าว-อาหารเทียบกับปริมาณแคลอรี่ที่สูญเสียจากการทำงานตามสูตรในตอนที่ 2 คร่าวๆ ไม่ต้องเป๊ะ!…คุณก็จะรู้ว่า-ภายในรอบ 1 วันหากคุณต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนคุณมีสิทธิ์กินข้าวในปริมาณเท่าไร? เดี๋ยวในตอนต่อไปผมจะแนะนำช่วงเวลาในการกินอาหารแต่ละประเภทให้ทราบ…หวังว่าเมื่อผมเขียนบทความทั้ง 22 ตอนจบ…งานออกแบบ-วิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนในแบบไลฟ์สไตล์ของคุณก็จะเสร็จพร้อมคืนสู่ความเป็นหนุ่ม-เป็นสาวไปด้วยกันนะครับ ที่สำคัญต้องทำให้เป็นเรื่องสนุก เพราะเมื่อคุณสนุก-คุณก็จะทำมันได้ตลอดชีวิต…แข็งแรงจนอายุ 80 ปีแถมไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐอีก เอา!…ไม่เอา!

….โอเคร! หากต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน…จงลืมภาษาพาอ้วน-ลืมให้ได้ว่าข้าวคืออาหารหลักที่ขาดไม่ได้-แล้วคุณจะไฉไลแน่นอน

“กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว”

“โอเคร! กูเอาแกงจืดแล้วกัน”

“ป้าก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่หนึ่ง”

“นี้ยัยธนาคารออมสิน ชวนกูมากินข้าวแต่ทำไมสั่งก๋วยเตี๋ยววะหะ!”

“มันเป็นแค่ภาษาพูดเฉยๆ มึงจะจริงจังอะไรนักหนาเดี๋ยวแม่ตบคว่ำ!”

เห็นไหมเนี่ยคือยัยธนาคารออมสินหรือนางสาวชลิตาละ ก่อนกินก๋วยเตี๋ยวก็ตามธรรมเนียม ยา-อาหารเสริมหลายเม็ดกรอกนำเข้าปากไปก่อน…แม่งไม่ใส่ใจเพื่อนตายของมันเลย….

ครับสำหรับตอนนี้ขอเสริมตบท้ายนิดหน่อยก็คือ…จากประสบการณ์การลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนของตัวเองที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้-ถึงหมอจะสั่งห้ามหรือไม่อยากให้ใส่ใจนั้นก็คือการชั่งน้ำหนัก แต่ผมกลับกังวลในเรื่องนี้มาก “น้ำหนักจะลดลงกี่กิโลกรัมน่า!” คำถามจะวนเล่นงานเกือบทั้งวัน…เห็นตาชั่งที่ไหนเป็นวิ่งเข้าใส่ หน้า 7-11 หยอดเหรียญ 1 บาท 2 บาทกูก็เอา บนฮงบนฮ้างกูก็ใช้ หน้าโรงพยาบาล-ในออฟฟิศไม่มียกเว้น….ผลเป็นอย่างไรคุณรู้ไหม…ตาชั่งแต่ละที่มีความคาดเคลื่อนสูงมาก ถ้าวันไหนไปเจอตาชั่งแข็งหน่อย กูก็ Happy…แดกได้จ้า! แต่ถ้าวันไหนพลาดท่า-เสียทีเจอตาชั่งอ่อน…..แหม่!!!!!….ลมแทบจับ

เพื่อจบปัญหาดังกล่าวเอาแบบนี้ก็แล้วกันครับ จะถือว่าเป็นคำสั่งก็ได้

  1. ให้ทุกคนที่ต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนไปหาซื้อตาชั่งส่วนตัวให้เรียบร้อย
  2. กำหนดเวลาชั่งน้ำหนักให้ตรงกัน เป๊ะ ๆทุกวัน คาดเคลื่อนได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพราะอะไร? ก็เพราะว่าแต่ละช่วงเวลา-น้ำหนักของคนเราจะขึ้นลงไม่เท่ากัน
  3. ตามประสบการณ์ เมื่อน้ำหนักลดลง จะมีช่วงหนึ่งคงที่หรือไม่ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่าตกใจครับ เพราะช่วงนั้นเพื่อนตายของคุณกำลังเสริมมวลกระดูกหรือไม่ก็กำลังสร้างกล้ามเนื้อใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องดีใจด้วยซ้ำ
  4. เมื่อซื้อ เครื่องชั่งน้ำหนัก สิ่งที่ต้องมาคู่กันนั้นก็คือ สายวัด วัดไปเลยครับรอบเอวบริเวณสะดือ-ต้นแขน-ต้นขา แล้วจดเป็นสถิติให้ละเอียด….

ถ้าทำตามสูตรที่บอก ถึงแม้น้ำหนักจะคงที่…ผมรับรองว่าสัดส่วนของคุณลดลงแน่นอน หรือหากใครเผลอใจกับของแสลงบ่อยๆ นอกจากน้ำหนักจะไม่ลด-สัดส่วนก็อาจจะไม่ลด แต่…แต่ไม่ต้องเศร้าหมองให้กระดองใจเจ็บจี๊ดๆ หรอกครับ…คุณก็จะเป็นแม่หมู-พ่อหมูที่แข็งแรงไม่มีอะไรเสียหาย…พบกันตอนต่อไป โชคดีสวัสดีครับ

line1 for timmy

สำรวจตัวเอง

สำรวจตัวเอง

ผอม เด็ก ดูดี ตอน สำรวจตัวเอง by: timmy buto

ผอม เด็ก ดูดี ตอน สำรวจตัวเอง

ผมนั่งมองดูความทุเรศของตัวเองเมื่อ 10 ปีที่แล้วผ่านรูปชายอ้วนผมยาวเกือบถึงสะโพกกำลังยิ้มหน้าระรื่นขณะกำลังยัดไก่ทอดยี่ห้อดังเข้าปาก โดยมีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดเป็นตากล้อง…จนเกิดคำถามขึ้นในหัว…ภายใต้ใบหน้าระรื่นมีความขมขื่นมากแค่ไหนซ่อนอยู่ วัยหนุ่มปลายๆ ที่กำลังซู่ซ่าหายไปพร้อมกับชายร่างอ้วนผมยาวคนนี้เองรึ!….Oh! my god…ผมล้มลุกคลุกคลานกับการพยายามลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนครั้งแล้วครั้งเล่า แก้ผ้าดูความทุเรศของตัวเองผ่านกระจกเงาบานใหญ่เทียบกับรูปนายแบบหุ่นฟิตเปรี๊ยะ! เป๊ะ! แปะติดกระจกเพื่อสร้างแรงจูงใจมาหลายปีจนเกือบท้อ….จนในที่สุดก็ค้นพบแนวทางลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนแบบที่ตัวเองถนัด-ทำได้จริงมีความสุขตลอดชีวิต หุ่น-ไซด์-น้ำหนัก-สัดส่วนถูกย้อนกลับสู่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ ถ้าใครเริ่มอ่านผอมเด็กดูดี-เริ่มต้นที่สมองตั้งแต่ Promote กระทั้งถึงตอนที่ 2 ก็น่าจะเกิดคำถามขึ้นในใจบ้างนะครับว่า

: ทำไมผมจึงใช้คำว่า ลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน คู่กันเสมอ

: แล้วทำไมผมจึงชอบใช้คำว่า ควบคุมน้ำหนัก ห้อยท้ายในวลีที่ต้องการเน้นอยู่ประจำ….

นั้นก็เป็นเพราะการลดน้ำหนักในความหมายของผมไม่ใช่เฉพาะแค่น้ำหนักเพียงอย่างเดียว หากจ้องเพียงตัวเลข ภูมิใจกับตัวเลขที่ลดลง คุณก็จะภูมิใจ-ดีใจบนความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผมอยากจะบอกอย่างนี้ครับ….น้ำหนักของเพื่อนตายหรือร่างกายของเราประกอบไปด้วยหลายๆ ส่วนรวมกัน เช่น กล้ามเนื้อ-น้ำ-เลือด-อาหาร-กากอาหารและมวลกระดูก หากใช้อาหารเสริม-ยาลดน้ำหนักหรือตัวช่วยอื่นๆ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าเพื่อนตายของคุณสูญเสียอะไรไปบ้าง น้ำอาจจะถูกขับออกจากเพื่อนตายจนผิวหนังเหี่ยวแห้ง กล้ามเนื้อ-มวลกระดูกลดลง ผมถามว่า : คุณยังจะภูมิใจได้อีกอย่างนั้นหรือ…ครับด้วยเหตุนี้เองผมจึงใช้คำว่า ลดสัดส่วน ต่อท้ายทุกทีเพื่อจะตอกย้ำว่า…การลดน้ำหนักจะไม่เป็นเพียงตัวเลขที่ลดลง แต่จะเป็นการ ลดสัดส่วน-กระชับสัดส่วนสู่จุดสมดุลทั้งภายในและภานอก เพื่อนตาย Happy…ตัวคุณก็จะ Happy เช่นกัน

ต่อมา หากน้ำหนัก-สัดส่วนลดลงสู่จุดที่พึงพอใจเรียบร้อยแล้ว การควบคุมน้ำหนัก-รักษาสัดส่วน ให้คืนสู่ความเป็นเด็ก มุ่งหน้ากลับสู่วัยหนุ่มสาวก็จะเริ่มต้นขึ้น สูตรหรือวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนของผมจึงอยากให้ทุกๆ ท่านเริ่มต้นจากสมอง เริ่มต้นจากการปรับทัศนคติให้กลายเป็นนิสัย สร้างวินัยจนฝังลึกเข้าสู่กมลสันดานให้ได้ การลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนจึงจะอยู่คู่กับคุณได้ตลอดลอดฝั่ง  การควบคุมน้ำหนัก หลังความสำเร็จจะได้ไม่เหนื่อย ผมเชื่อว่าหลายๆ คนยังไม่นึกถึงข้อนี้….ถ้าพฤติกรรมการกินไม่เปลี่ยน เพื่อนตายของคุณก็จะเด้งกลับสู่ความทุเรศในเวลาไม่นาน ตัวยา-อาหารเสริมที่เคยใช้ได้ผลก็จะถูกเพิ่มปริมาณมากขึ้นอัตโนมัติ…แบบนี้เพื่อนตายอันหมายถึงร่างกายจะอยู่ได้อย่างไร เขาหรือเธอจะทนการทารุณกรรมได้สักกี่น้ำ ดอกนี้ก็เป็นคำถามให้คิดนะครับ

โอเคร!….ผมนัดยัยออมสินที่เสรีเซ็นเตอร์บนถนนศรีนครินทร์ เธอเดินเข้ามาละ สงสัยมีอะไรดีๆ มาฝากอีกเป็นแน่แท้…แต่ผมก็มีคำถามจะถามเธอถึงเรื่องสัดส่วนมาตรฐานของมนุษย์เช่นกัน

“Timmmmmmmmmmy” เห็นไหม….มันนี่น่า!….เรียกชื่อไม่เห็นแก่หน้ากูเลย (ในห้างนะยัยบ๊อง…คนออกแยะ….กูอายเขา)

“เออ….” ไม่ค่อยจะพอใจ…. “ออม…ฉันมีเรื่องสงสัยจะถามแก”

“เดี๋ยวๆ….ให้ฉันหายใจหายคอก่อนประชุมตั้งแต่บ่ายเพิ่งเลิก เครียดสุดๆ”

“จะเอากาแฟหรือน้ำผลไม้ดี” ผมถามแบบคนต้องการจะเอาใจ

“ชาอุ่นๆ โนน้ำตาล โนครีม” มันพูดพร้อมกับจัดแจงตัวเองรวมทั้งสัมภาระ ส่วนผมก็ลุกปฏิบัติหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง “ไหนแกมีอะไร”

“เออ….” ผมเงยหน้านึก .. “แกเคยสงสัยไหมว่าคนเอเชียอย่างเรา….บางคนตัวบางร่างเล็กจนเห็นกระดูกโผล่ก็ยังมองว่าตัวเองยังอ้วนอีก หรือบางคนหุ่นเป๊ะสมส่วนเวอร์วังแต่ก็ยังไม่พอใจ แล้วมาตรฐ…..”

“แกกำลังจะถามมาตรฐานไซส์คนไทยใช่ไหม?” ชลิตาดักถาม ผมจึงพยักหน้ายอมรับ “มีหลายสถาบันนะแก แต่เอาง่ายๆ เลย ผู้ชายใช้ส่วนสูงเป็นเซนติเมตรลบด้วย 100 ส่วน ผู้หญิงใช้ส่วนสูงเป็นเซนติเมตรเช่นกันลบด้วย 110

“คำตอบคือน้ำหนักใช่ป๊ะ!”

“เออ…คราวนี้เป็นตาของฉันบ้าง” พูดจบชลิตาก็ทำตาวิบๆ วับๆ เล่นผมจับทางไม่ถูก “แกกกกก….”

แม่งลากเสียงซะยาวๆ สงสัยตังกูหมดกระเป๋าอีกแน่ ๆ……ขายของครับขายของ…..โคตรเซ็งเห็นหน้ากูเป็นคนรวยอยู่ร่ำไป…..

โอเครเมื่อจบเรื่องคาใจข้างต้นไปแล้ว คราวนี้เรามาลงลึกในโหมดของร่างกายหรือเพื่อนตายของเรากันบ้างว่าเพื่อนคนนี้…เขาหรือเธอมีชีวิตอยู่แบบไหนประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ถามว่าสำคัญกับการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนมากแค่ไหน ตอบโดยไม่ต้องคิด …สำคัญมากถ้าคุณต้องการลดน้ำหนักเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต…

ผมเป็นสถาปนิกนะครับไม่ใช่หมอหรือนายแพทย์ เพาะฉะนั้น ข้อมูลที่จะนำเสนอเป็นแค่ข้อมูลพื้นฐานที่เราๆ ท่านๆ เคยเรียนในระดับมัธยมเท่านั้น วิชาสุขศึกษา ผมคิดว่าหลายคนคงลืมไปแล้วแน่นอน ไม่เป็นไรกลับมาทบทวนเพื่อเป็นข้อมูลในการออกแบบวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนกันใหม่… ออกแบบ ออกแบบ ออกแบบ -ฮ่า ฮ่า ฮ่า…ก็บอกแล้วไงว่าผมเป็นสถาปนิก ผมจึงขออยู่ในขอบเขตของตัวเองนะครับ หากท่านใดสนใจข้อมูลเชิงลึกเรื่องสุขภาพ-เชื่อถือได้ คงต้องหาเวลาพบแพทย์ด้วยตัวเองแล้วละ…แต่ในตอนที่ 3 มีเพจของคุณหมอ 2 ท่านที่ผมแอบเป็นลูกศิษย์มาฝาก ท่านแรกเป็นแพทย์หญิงใจดียิ้มง่าย-หัวเราะเก่ง-มีเสน่ห์-น่ารักมาก : เข้า Youtube แล้วค้นหาช่อง : Dr.Sarin Health Chanel ได้เลยครับ อีกท่านเป็นนายแพทย์หนุ่มที่หน้าเด็กมากๆ ถ้าคุณเห็นรูปสมัยที่ท่านอ้วนเทียบกับปัจจุบัน คุณต้องไม่เชื่อสายตาแน่ๆ ว่าเป็นคุณหมอคนเดียวกัน ท่านชื่อหมอทีมครับ ค้นหาตามเพจนี้เลย : หมอทีม Dr.Team รับรองคุณจะประทับใจ…อ๋อ!…แต่อย่าลืมกดไลท์ กดแชร์ และกดติดตามให้ท่านทั้งคู่ด้วยนะครับ

เอาละเรามาเข้าเรื่องสักที ภายในเพื่อนตายหรือร่างกายของเราประกอบไปด้วยหลายอย่างหลายระบบ-สลับซับซ้อนจนไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจในครั้งเดียวได้ แต่ผมขอพูดถึงระบบย่อยอาหารที่เกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนโดยตรงเป็นประเด็นหลักก่อน ระบบย่อยอาหารของมนุษย์เริ่มต้นที่ปาก-หลอดอาหาร-กระเพาะอาหาร-ลำไส้เล็ก-ลำไส้ใหญ่ และจุดหมายปลายทางที่ทวารหนัก เมื่อกินอาหารเข้าไป-ระบบย่อยจะทำงานจนกระทั้งขับถ่ายใช้เวลาประมาณ 16-28 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร ผมกำลังจะบอกว่าช่วงเวลา 16-28 ชั่วโมงนี้แหละที่ทำให้เพื่อนตายทำหน้าที่ แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้เราอ้วนขึ้น-ผอมลงหรือเท่าเดิม ไม่ใช่เวลาที่เพื่อนตายทำงาน แต่เป็นเพราะชนิดของอาหารที่กินเข้าไปต่างหาก

  • คาร์โบไฮเดรส ข้าวแป้งน้ำตาล ตามคำที่หมอทีมปั้นขึ้นมาจะถูกย่อยเป็น กลูโคส (เดสซ์โทรส), ฟรักโทส, กาแลกโทส ซึ่งอาหารกลุ่มนี้แหละที่ไปกระตุ้นอินซูลินฮอร์โมน (Insulin Hormone) ในตับอ่อนได้ไว-ดีเลิศประเสริฐศรีที่สุดในสามโลก…เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เพื่อนตายของเราอ้วนขึ้น….แต่อย่าเพิ่งมองอินซูลินฮอร์โมนเป็นตัวร้ายนะครับ….อ่านไปเรื่อยๆ ผมจะค่อยๆ แจกแจงให้ได้รู้กัน….
  • ต่อมาก็เป็นกลุ่มโปรตีน-โปรตีนถูกย่อยกลายเป็นกรดอะมิโน กรดอะมิโนกระตุ้นอินซูลินน้อยกว่า ข้าวแป้งน้ำตาลหรือกลูโคส เพราะฉะนั้น โปรตีนจึงไม่ใช่ตัวการหลักที่ทำให้อ้วน กินได้ครับแต่อย่ามูมมาม…
  • ไขมัน : ถูกย่อยกลายเป็นกรดไขมัน กลีเซอรอล คุณกำลังเข้าใจผิดใช่ไหมว่าไขมันคือตัวร้ายที่ทำให้อ้วน…แต่โปรดรู้ตรงนี้เลยว่าไขมันกระตุ้นอินซูลินฮอร์โมนน้อยมาก…แค่ผิวๆ ในข้อนี้ผมขอแถมหน่อยเพื่อเป็นข้อมูล : ไขมันประกอบไปด้วย 1.ไขมันดี 2.ไขมันไม่ดี ไขมันดีได้จากอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันมะกอก, น้ำมันมะพร้าว, ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ทุกชนิด, นม, เนย, ชีส, อโวคาโด้ และไข่ ไขมันกลุ่มนี้กินได้ครับอย่ากลัว….สูตรการกินเดี๋ยวจะเขียนไว้ในตอนต่อไป ส่วนไขมันไม่ดีที่ควรหลีกให้ไกลได้แก่ เนยเทียม, ครีมเทียม ฯลฯ ประมาณนี้ก่อน…ยืนยันนะครับไขมันไม่ใช่ตัวร้ายทำให้อ้วนที่สำคัญเพื่อนตายของเราต้องการมันซะด้วย

มาถึงตรงนี้ผมอยากขยายความเกี่ยวกับ : อินซูลินฮอร์โมนเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจอีกสักนิด อินซูลินฮอร์โมน คือ ฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่ช่วยจัดการกับน้ำตาลกลูโคสในเลือดและช่วยควบคุมการเผาผลาญพลังงานของร่างกายหรือเพื่อนตายของเรา หน้าที่ของมันก็คล้ายๆ กับเมสเซนเจอร์จากตับอ่อนมารับกลูโคสในเลือดไปส่งตามเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย อินซูลินจึงมีหน้าที่รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ระดับปกติ เมื่อกลูโคสถูกส่งเข้าสู่เซลล์….ผลของมันก็คือเรามีแรงทำงาน เดิน วิ่ง พูด และทำกิจกรรมอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอก คุณยิ้ม-คุณหัวเราะ-ด่า-หาว-หายใจก็ล้วนได้มาจากกลูโคสที่อินซูลินฮอร์โมนหยิบยื่นให้ทั้งสิ้น…หากร่างกายปกติเซลล์สามารถดึงกลูโคสไปทำกิจกรรมได้อย่างพอเหมาะ เราก็จะไม่อ้วน แต่ถ้าเมื่อไรกลูโคสมีปริมาณมากเกินความจำเป็น อินซูลินไม่สามารถส่งกลูโคสไปยังเซลล์ได้ทัน น้ำตาลในเลือดก็จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานสำรองในรูปไขมัน เมื่อมีปริมาณมากขึ้น เพื่อนตายก็จะขยายที่กักเก็บ เราก็จะอ้วนขึ้น…และหากเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเข้าให้อีก สารพัดโรค เช่น เบาหวาน ความดันก็จะถามหา สำหรับตอนนี้ผมอยากให้ทุกคนจำชื่อ อินซูลินฮอร์โมน ไว้ให้ดี เพราะฮอร์โมนตัวนี้จะนำไปสู่การเลือกกินอาหารที่ไม่ทำให้อ้วนในตอนต่อๆ ไป

เมื่อคุณรู้สิ่งนี้แล้วการออกแบบวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนในแบบ-บนไลฟ์สไตล์ของคุณก็จะเป็นเรื่องสนุก…เมื่อสนุก-คุณก็จะทำมันจนเกิดเป็นนิสัย สาธุ!…ขอให้นิสัยถูกฝังลึกสู่กมลสันดานด้วยเถอะ เพราะนั้นจะหมายถึงการ ลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน ของคุณจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ผม Timmy Buto ทำได้….คุณก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน…เดี๋ยววันหลังจะส่งรูปหุ่นสวยๆ ในวัย 47 ปีให้พิจารณา…ฮ่า ฮ่า ฮ่า…ว่าไป ถ้าผมไม่อายขึ้นมาซะก่อนนะครับ

line1 for timmy