เล่านอกเรื่อง ตอน คุณชายเดียวดาย

เล่านอกเรื่อง ตอน คุณชายเดียวดาย โดย TIMMY BUTO อ่านเพิ่มเติม เล่านอกเรื่อง ตอน คุณชายเดียวดาย

เล่านอกเรื่อง ตอน สะพานเจนจิรา

เล่านอกเรื่อง ตอน สะพานเจนจิรา โดย TIMMY BUTO

เล่านอกเรื่อง ตอน สะพานเจนจิรา

เล่านอกเรื่อง ตอน สะพานเจนจิรา

“สะพานเจนจิรา” เป็นเรื่องราวของนางแบบอาภัพนางหนึ่ง

“สะพานเจนจิรา” เป็นเรื่องราวของนางแบบอาภัพนางหนึ่ง…เรื่องของเธอเริ่มต้นสมัย Timmy ยังทำงานให้บริษัทรับสร้างบ้านขนาดกลางโดยมีนักธุรกิจห้างสรรพสินค้าชื่อดังของเมืองไทยเป็นหุ้นส่วนใหญ่ อดีตของเจนจิราคือนางแบบนิตยสารดังในอดีต เธอมีแฟนเก่าเป็นช่างภาพในสังกัดเดียวกัน และแฟนเก่าของเธอนั้นเองที่เป็นคนกีดกันไม่ให้เข้าไปโลดแล่นในวงการที่มองว่าเน่าเฟะ!และน่าขยะแขยง ซึ่งเธอเป็นคนหัวอ่อนอยู่แล้วจึงเชื่อตามนั้น

พอเวลาผ่านไป วัยของเธอมากขึ้น เจนจิราจึงถูกผู้ใหญ่ของห้างสรรพสินค้าที่เป็นหุ้นส่วนบริษัทรับสร้างบ้านฝากเข้ามาเป็นประชาสัมพันธ์-ฝ่ายขายในบริษัท เรา…หมายถึง Timmy กับเธอจึงได้ร่วมงานกัน เธอสวยมากๆ ถึงอายุจะมากกว่าTimmy 1 รอบหรือ 12 ปี แต่เจนจิราก็ยังสาว-สวย ดูอ่อนเยาว์ พูดตรงๆ มองทั้งวันไม่มีเบื่อประมาณนั้น ช่วงที่รู้จักกับเธอคือปี พ.ศ. 2539 ปีนั้นเธอเลิกกับแฟนเก่าช่างภาพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การจะหวนคืนสู่วงการเป็นเรื่องยากเพราะนางแบบลูกครึ่งรุ่นน้องต่างต่อแถวพาเหรดเตรียมตัวเข้าสู่วงการมากมายเหลือคะนานับ ยุคทองของเจนจิราได้ผ่านไปแล้ว

ด้วยความสวยและโสดจึงมักจะมีหนุ่มๆ เข้ามาขายขนมจีบจนหัวบันไดบริษัทไม่แห้ง เสี่ยน้อย-เสี่ยใหญ่-เจ้าของธุรกิจ-ผู้รับเหมา-ต่างยื่นข้อเสนอให้เธอเลือกมากมาย แต่เจนจิราก็ไม่มีท่าทีสนใจนอกจากผู้รับเหมารายย่อย-หนุ่มหล่อตี๋อินเตอร์รุ่นน้องชื่อ “โก” เฮียโกเป็นคนฉลาดรู้จักเข้าหาเธอทางประธานบริษัท ในวันหมั่นหมายเป็นวันปีใหม่ปีแรกที่ Timmy ทำงาน บริษัทจัดเลี้ยง-แจกโบนัสบนเรือภัตตาคารชื่อ “ริเวอร์ไซด์ครูตซ์” ลำน้ำเจ้าพระยาคือสวรรค์สำหรับกล่าว HAPPY NEW YEAR 1997 (ปี 2540) ขณะที่ทุกคนกำลังสำราญ-เริงรื่น-ดื่มด่ำกับโบนัสก้อนโตตุงกระเป๋า เฮียโกก็ควักกำไรแขนทองคำน้ำหนัก 10 บาทออกมาประกาศหมั่นเจนจิราต่อหน้าประธานและพนักงานกว่า 100 ชีวิต พวกเราแสดงความยินดีจนลำน้ำเจ้าพยาเดือดปุดๆ ด้วยความริษยา หนุ่มหล่อกับสาวสวยประจำบริษัทใครมั่งจะไม่อิจฉาคุณว่าจริงไหม? แต่…….

แต่….เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้นทำให้ผู้ใหญ่หลายคนตั้งคำถามว่า…เฮียโกต้องการอะไรกันแน่ เฮียโกรักเจนจิราจริงรึ!-หรือต้องการใช้เธอเป็นสะพานข้ามเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบริษัทเท่านั้น ทั้งหมดทั้งมวลก็แค่ข้อสันนิฐานแผ่วๆ ไร้น้ำหนัก และหลังจากนั้นไม่นานเฮียโกก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทจริงๆ หลังแต่งงานผู้ใหญ่ฝ่ายห้างสรรพสินค้าก็เปิดบริษัทสาขาย่อยบนถนนสุขุมวิทโดยให้เฮียโกเข้าไปบริหาร “สะพานเจนจิรา” จึงเริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่างให้เห็น

กระทั้งเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายปี พี่ชายของเจนจิราซึ่งเป็นนายแพทย์เกี่ยวกับความสวยความงามได้ตั้งบริษัทผลิตครีมทาผิวหลายตัว เฮียโกที่เริ่มเบื่อหน่ายกับธุรกิจรับสร้างบ้านจึงปลีกตัวเข้าตีสนิท กระทั้งสามารถล้มและเข้าฮุบกิจการได้สำเร็จ 100% เฮียโกจึงทิ้งบริษัทรับสร้างบ้านให้เน่าเฟะ! จนสาขาสุขุมวิทต้องปิดกิจการในเวลาไม่นาน เจนจิราดูเหมือนจะรักและหลงเฮียโกอย่างมาก เธออยู่กินกับเฮียโกเกือบ 5 ปี แต่ก็ยังไร้วี่แววจะมีทายาท เธอทำทุกวิถีทางทั้งพบแพทย์แผนปัจจุบันและไสยะ แต่ดูเหมือนพระเจ้าก็ยังไม่ส่งทายาทมาให้ กระทั้งที่ปรึกษาส่วนตัวผู้ใหญ่ของห้างสรรพสินค้าแนะนำให้หาผู้หญิงมาอุ้มบุญแทน เจนจิราหัวอ่อนอยู่แล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นจึงวางแผนต่อทันที แต่….แต่….ด้วยความที่เฮียโกแกเป็นคนขี้เหนียว การจะต้องควักเงินก้อนโตจ่ายที่ปรึกษาจึงเป็นเรื่องยาก 2 ผัวเมียจึงต่อยอดด้วยการนอนปรึกษากันเองบนเตียงนอน…

ในที่สุดทั้งเจนจิราและเฮียโกก็ได้ข้อสรุป โดยตัวเธอให้เพื่อนสนิทหาหญิงสาว-สวย-ผิวดี การศึกษาสูง จบปริญญาโทอย่างต่ำมาให้

ขอย้อนกลับไปเรื่องกฎหมายระหว่างเจนจิรากับเฮียโกอีกสักนิดหนึ่ง ด้วยความที่เฮียโกแกเป็นคนขี้เหนียวและหัวหมอโดยธรรมชาติ แกจึงยกข้ออ้างต่างๆนานาที่จะไม่จดทะเบียนสมรส-หรือทำธุรกรรมใดๆร่วมกับเจนจิรา รวมทั้งรายการทรัพย์สินอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรถ-บ้าน-ที่ดิน-บริษัทและอื่นๆด้วย ประกอบกับความที่เจนจิรารัก-หลงและไว้ใจเฮียโกเป็นอย่างมาก เธอจึงไม่มีปากมีเสียงในเรื่องนี้ บ้านที่เฮียโกอยู่ปัจจุบัน Timmy เป็นคนออกแบบ เป็นบ้าน 2 ชั้นทรงร่วมสมัยขนาดใหญ่สวยมากๆ แต่เจนจิราถ้าจะว่าไปแล้ว เธออยู่ในฐานะผู้อาศัยเท่านั้น เมียก็ใช่!แต่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าของบ้านนั้นเหรอ-ดอกนี้ผ่านได้เลย

ถามตรงๆ ทำไม? นางแบบสาวสวยอย่างเจนจิราถึงยอมสามีทางพฤตินัยได้ถึงเพียงนี้ ปล่อยให้เขาทำลายบริษัทพี่ชายตัวเองจนไม่เหลือชื่อ แถมตัวเธอเองยังตระเวนคัดสรรสาวๆสวยๆผิวดีๆการศึกษาสูงๆมาเสริฟถึงเตียงนอนอีก ซึ่งผลงานชิ้นเอกนี้ก็ประสบผลสำเร็จอย่างงดงามซะด้วย เมื่ออนงค์สาวเหนือการศึกษาระดับปริญญาโทตอบตกลงตามเงื้อนไข เจนจิราจึงพาเธอและตัวเองไปตรวจร่างกายเพื่อจะเอาไข่ตัวเองไปทำเด็กหลอดแก้วแล้วนำไปฝังในมดลูกของอนงค์นางนั้น อนิจจา….สวรรค์คงลืมอดีตนางแบบชื่อเจนจิราไปแล้วจริงๆ-ไข่เธอเองมีปัญหา สรุปสุดท้ายเฮียโกจึงต้องลงทุนสมสู่กับอนงค์สาวด้วยตัวเอง

ได้ผลครับ….ไม่นานทุกคนในบริษัทก็ได้รับข่าวดีว่าอนงค์สาวตั้งครรภ์ เจนจิราดูเหมือนจะเห่อมากกว่าเฮียโกเสียอีก ของใช้เด็กอ่อนถูกเธอซื้อขนเข้าบ้านพร้อมกับจัดห้องรออย่างออกหน้าออกตา โดยหารู้ไม่ว่าหายนะที่ไม่รู้จักกำลังก่อตัวเตรียมเข้าจู่โจมวันละนิด กระทั้งอนงค์สาวคลอดบุตรเป็นชาย คนที่จดทะเบียนรับรองบุตรแน่นอนคือเฮียโก สามีทางพฤตินัยของเจนจิรา แล้วอนงค์ที่หวงแหนลูกชายยิ่งกว่าไข่ในหินเป็นใครกันละ เธอเด็กกว่า สาวกว่า สวยกว่าขณะที่เจนจิราอายุเพิ่มขึ้น เฮียโกเห่อลูกชายมากๆ ถึงขั้นไปแอบจดทะเบียนสมรสกับอนงค์ที่เจนจิราหามาให้

ไม่! เรื่องของเรื่องไม่จบแค่นั้น…เฮียโก แอบโอนชื่อบ้านหลังหนึ่งเป็นชื่ออนงค์สาว ซื้อเบนซ์ป้ายแดงให้โดยที่คนเป็นเมียคนแรกอย่างเจนจิราไม่เคยได้รับ ทรัพย์สินอีกหลายอย่างที่เจนจิราไม่มีสิทธิ์ถูกถ่ายโอนเงียบๆ Oh! พระเจ้า

หลังจาก Timmy หลุดจากบริษัทแล้วหลายปี เสียงโทรศัพท์เกือบจะเที่ยงคืนก็ดังขึ้น “ใครกันนะ” ผมถามตัวเอง เมื่อรู้ว่าเป็นเจนจิราจึงรีบรับสาย

“ครับเจ้….” : เจนจิราพูดอะไรไม่รู้เรื่อง ใช่! เธอพูดตะกุกตะกักเหมือนคนกำลังร้องไห้ แต่พอสรุปใจความได้ว่า….หลังจากเธอปิดร้านขายเสื้อผ้า (บริษัทรับสร้างบ้านปิดตัว เจนจิราจึงกลับไปเปิดร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นในห้างสรรพสินค้าเดิม) เธอกลับบ้านตามปกติ แต่พอปลายนิ้วกำลังจะกดกริ่งเรียก ภาพพ่อ-แม่-ลูกกำลังหลับบนเตียงภายในบ้านที่เธอคิดว่าเป็นของตัวเองก็ผุดขึ้นมาหลอน

“Timmy หลับรึยัง…..”

“เจ้… (ผมจะเรียกเธอด้วยสรรพนามนี้จนติดปาก)”

“เจ้….เจ้…” ผมได้แต่คาดเดาไปต่างนานา จนกระทั้ง “เจ้ขอไปนอนคอนโดฯ สักคืนได้เปล่า…แบบ แบบว่า…”

ผมพอเดาออกทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรีบตัดบท “เจ้อยู่ไหน….”

“หน้าบ้าน….ฮื้อๆๆๆๆๆ” ในที่สุดเสียงสะอื้นต่ำลึกคล้ายกำลังปิดปากไม่ให้เสียงเล็ดลอดข้ามประตูก็ดังให้ได้ยิน “เค้า เค้า เป็นพ่อ-แม่-ลูก-แล้วเจ้ละ Timmy เจ้ เจ้อยู่ในฐานะอะไร?”

“เดี๋ยวไปรับ….” ผมรีบตัดบทเป็นครั้งที่ 2 เพราะมั่นใจว่าเธอไม่ได้ขับรถไปทำงานเองแน่ๆ

“เจ้…”

“รอที่7-11 ก็แล้วกัน”

สรุป : “สะพานเจนจิรา” เป็นเพียงสะพานไม้เก่าๆ-ผุๆ รอพายุพังทลาย โดยคนที่ใช้ข้ามสู่ฝั่งฝันไม่คิดจะหันมามองเธอเลยสักนิด….ทุกวันนี้เท่าที่รู้ หลังปิดร้านเจนจิราจะต่อแท็กซี่ไปยังสถานีขนส่งหมอชิตเป็นประจำ เพื่ออะไร? ก็เพราะบ้านของเธอในเวลานี้คือรถปรับอากาศ ถนนในเงาราตรีคือเตียงนอนที่ทำให้เธอหลับลึกมากกว่าบ้านหลังใหญ่ที่มีทุกสิ่ง….ก่อนจบ…เธอกระซิบประโยคหนึ่ง

“บางทีพระเจ้าคงตั้งใจส่งเจ้มาเกิดเป็นสะพานว่าไหม?”

“สะพานเจนจิรา” ผมทวน

“…พรุ่งนี้เจ้จะเลือกตื่นเช้า-จิบกาแฟที่จังหวัดไหนดีน่า…55555 เห็นไหม? ชีวิตเจ้มีความสุขจะตายว่าไหม?”

ผมทำได้แค่พยักหน้า ขณะที่แววตาเราทั้งคู่เศร้าสลดจนอ่านความหมายของมันไม่รู้เรื่อง….เพื่อนๆ ครับ หากใครสังเกตเห็นสาวใหญ่วัยเกือบ 60 ปีสูงราวๆ 180 เซนติเมตรบวก-ลบ ชอบทำผมทรงฟาร่าสีมะฮอกกานี กรุณาเลี้ยงกาแฟเธอแทน Timmy สักแก้วนะครับ ขอบคุณมาก

จบ เล่านอกเรื่อง ตอน สะพานเจนจิรา

เล่านอกเรื่อง ตอน วอร์ด2ตึก2

เล่านอกเรื่อง ตอน วอร์ด2ตึก2 โดย TIMMY BUTO

เล่านอกเรื่อง ตอน วอร์ด2ตึก2

เล่านอกเรื่อง ตอน วอร์ด2ตึก2

เรื่องจริงทุกเรื่อง

เรื่องทุกเรื่องที่ Timmy เขียนใน “เล่านอกเรื่อง” ล้วนเป็นเรื่องจริง เกิดขึ้นจริงๆ ผ่าน-พบ-เผชิญ-ผจญมาด้วยตัวเองทั้งสิ้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงมีเรื่องมาเขียนเยอะจัง…ตอบ : ไม่รู้ดิ! เพราะถ้าเหตุการณ์ไหนผ่านตา-ผ่านหูแล้วเผลอหลุดเข้าไปฝังในแกนสมองแล้วจะไม่มีทางสลัดให้หลุดออกจากหัวได้ง่ายๆ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ “วอร์ด2ตึก2” โรงพยาบาลประจำอำเภอของจังหวัดในภูมิภาคที่เรียกว่าอีสานใต้….

จำได้ว่า วันนั้นไม่รู้เกิดอะไรขึ้นระหว่างประชุมที่บริษัทแถวสี่แยกบางนา เกิดคิดถึงแม่ขึ้นมากะทันหัน เลิกประชุมเกือบเที่ยงวันจึงโทรหา แต่โทรเท่าไร แม่ก็ไม่ยอมรับสาย ผมได้แต่หลอก-ปลอบใจตัวเองไปต่างๆ นานา กระทั้งเกือบจะ 18.00 น. จึงลองโทรย้ำเป็นครั้งที่เกือบๆ พัน แม่รับสาย ใช่! หัวใจที่กำลังดำดิ่งก็พวยพุ่งด้วยความโล่งอก แต่ว่า….น้ำเสียงไม่ปกติของแม่ทำให้อารมณ์ที่กำลังจะเพลิดๆ กลับดับวูบจมบาดาลอีกรอบ…สรุปแม่ป่วยเป็นไข้ตั้งแต่เช้า ขณะที่รับสายแกนอนอยู่คนเดียวในโรงพยาบาล ผมตั้งสติและคำนวณเวลาที่จะใช้ในการเดินทางจากกรุงเทพฯ (5-6 ชั่วโมงแม่ต้องรอได้) ผมเตือนสติขณะเซฟข้อมูลงานลงแฟลซไดร์ฟ-โน๊ตบุ๊คเพื่อนรักพร้อมอยู่ในกระเป๋าเดินทางเหมือนกับทุกๆ ครั้ง รถโตโยต้าอัลติสสีบลอนเงินที่มีสติ๊กเกอร์สีขาวแปะกระจกหลังเป็นภาษาอังกฤษว่า www.timmybuto.com จึงได้เวลาออกเดินทาง

บนถนนมิตรภาพเต็มไปด้วยความเร่งรีบมันชั่งยาวไกลเหลือเกินในเวลานี้ แสงโคมสีส้มสลับขาวนวลเป็นช่วงๆ กระตุ้นเตือน มึงต้องมีสติ กระทั้งการเดินทางสิ้นสุดที่โรงพยาบาลอันเป็นเป้าหมาย เวลาก็ล่วงเลยเกือบจะตี 2

ณ วอร์ด2 ตึก2 โคมไฟหลักดับหมดแล้ว โชคดีที่ไม่ใช่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ การหาเตียงคนป่วยในเวลานี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก กระนั้นก็ยังออกอาการจนพี่สาวคนหนึ่งในเวลาต่อมารู้ว่าเธอชื่ออ้อย เธอกำลังรูดเปิดม่านหลังจากเช็ดตัวให้คุณแม่ที่ไข้กำลังขึ้นสูงเตียงแรกเสร็จพอดีจึงถามขึ้น

“มาหาแม่เหรอ” เธอถามอย่างคนอนุมานเอาเอง ซึ่งมันก็ถูกต้องเพราะวอร์ด2 ตึก2 เป็นตึกคนป่วยสำหรับหญิงสูงวัย ผมพยักหน้าในเงาสลัวเพราะไม่ต้องการใช้เสียง “ลองเดินเข้าไปดู ใช่คุณยายเตียงติดประตูทางออกระเบียงหลังหรือเปล่า” ผมพยักหน้าขอบคุณพร้อมกับเดินผ่านสำรวจทีละเตียง ทีละเตียงกระทั้งเห็นร่างของหญิงสูงวัยตัวเล็กๆ นอนขอหนาวสั่นอยู่เพียงลำพัง… ระหว่างที่ผมทำอะไรไม่ถูก พี่อ้อยก็เดินถืออ่างน้ำพลาสติกสีเขียวที่มีผ้าอยู่ข้างในผ่านมาพอดี

“ใช่แม่เธอไหม? แกเป็นไข้เข้ามาตั้งแต่เช้า ไม่มีญาติมาเฝ้า ไม่รู้ตอนเย็นมีคนเช็ดตัวให้แกรึยัง” ผมพยักหน้าพร้อมกับเดินเข้าไปจับเท้า…. “ตามพี่มา….เช็ดตัวให้แกหน่อย เดี๋ยวพี่จัดผ้ากับน้ำอุ่นให้”

นึกไปนึกมาผมก็อดขอบคุณพี่อ้อยไม่ได้ แกจัดการหาผ้า อ่างใส่น้ำและอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับดูแลคนป่วยพร้อมกับสอนวิธีเช็ดตัว นวดขา นวดแขนจนครบสูตร คืนนั้นผมไม่ได้นอน งีบนิดหน่อยก็อาศัยใต้เตียงแบบเดียวกับญาติคนป่วยเตียงอื่นๆ…ผมเฝ้าไข้คุณแม่อยู่โรงพยาบาล 4 คืนกับ 5 วัน ถึงจะมองว่าไม่นานแต่ทุกๆ กิจกรรม-กิจวัตร-และการทำงานของแพทย์-พยาบาลที่นี่อยู่ในสายตาทั้งหมด รวมทั้งพี่อ้อยด้วย เรากินข้าวด้วยกันเป็นบางมื้อ ถามไถ่อาการของคุณแม่จนรู้ที่มาที่ไปของทั้ง 2 ฝ่าย

: ขอขยายความเกี่ยวกับแม่พี่อ้อยนิดหนึ่ง…เดิมทีแม่พี่อ้อยปวดฟัน จึงมาถอนที่โรงพยาบาลตามปกติ แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น หลังจากถอนฟันก็มีไข้ขึ้นสูง ลุกไม่ไหวจนต้องถูกส่งตัวไปรักษาต่อโรงพยาบาลประจำจังหวัดเป็นเวลาเกือบเดือน กระนั้นอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงก็ยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากอำเภอที่พี่อ้อยอยู่-ห่างจากตัวจังหวัดราว 70 กว่ากิโลเมตร การเดินทางไปกลับจึงค่อนข้างลำบาก เมื่ออาการคุณแม่ไม่มีวี่แววดีขึ้นพี่อ้อยจึงขอย้ายคุณแม่กลับมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลประจำอำเภออีกรอบ

“พี่ก็เหมือน Timmy นั้นแหละ มีพี่น้องก็เหมือนไม่มี น้องคนที่ไม่มีงานทำก็ไม่ยอมมาเฝ้า ตัวพี่ทำงานคนเดียวในบ้านจึงต้องลางานมาดูแลด้วยตัวเอง นี้เกือบๆเดือนแล้ว เงินเก็บก็นับวันจะน้อยลง”

“แล้วญาติๆ ละพี่ ไม่พออาศัยได้เลยเหรอ” ผมถามขณะนั่งอยู่กับม้านั่งหินขัดระเบียงหน้าห้องน้ำ

“อย่าได้ถามหาเลย แต่ละคนต่างสาปแช่งให้แม่พี่ตายทั้งนั้น ที่ดิน-ที่บ้านมีอยู่นิดเดียว ก็จ้องจะฟ้องยึดได้ทุกวัน พูดแล้วพี่ก็เหนื่อยใจ…” พี่อ้อยแสดงท่าทีรับไม่ไหวให้เห็น จนกระทั้งเช้าวันที่ 5 ขณะที่คุณแม่ผมแพทย์อนุญาตให้กลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านได้ ก่อน 10 โมงเช้าหลังจากพี่อ้อยเช็ดตัวให้แม่เธอแล้วเสร็จก็เดินเข้ามากระซิบ

“พี่จะกลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บหนึ่ง จะเอาอะไรรึเปล่าขากลับจะแวะซื้อมาฝาก”

ผมยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ 10 โมงคุณแม่น่าจะได้กลับบ้านแล้วละ”

“เหรอ….แข็งแรงแล้วนะคะคุณยาย” พี่อ้อยพูดพร้อมกับโยนความรู้สึกยินดีข้ามไปให้ และทันทีที่พี่อ้อยเดินออกจากวอร์ด2ตึก2 กลุ่มชายหญิง 7-8 คนอายุเฉลี่ยเกือบๆ 50 ปีก็เดินสวนทางเข้ามานั่งล้อมเตียง แรกๆ คิดว่าเป็นญาติมาเยี่ยม ซึ่งก็ไม่ผิด (วันนี้คุณยายมีคนมาเยี่ยมน่าจะดีใจ) ผมคิดขณะมองจากม้านั่งหินขัดระเบียงหน้าห้องน้ำ แต่แล้วอยู่ๆ หญิงวัยกลางคนก็ปีนขึ้นบนเตียงพร้อมกับยืนคล่อมร่างหญิงชราที่นอนหงาย พวกเขากระซิบกระซาบกันด้วยท่าทีแปลกๆ ซึ่งจากระยะเกือบ 20 เมตรทำให้เป็นการยากที่จะได้ยิน แต่หากอ่านกิริยาจากภาษากายที่แสดงให้เห็น คนกลุ่มนี้กำลังเคร่งเครียดอย่างหนัก (เอ้….) ผมเริ่มสงสัย หญิงที่ปีนขึ้นไปบนเตียงพยายามยกพลิกร่างหญิงชราให้นอนคล่ำหน้า พยาบาลที่อยู่ในห้องกระจกไม่มีท่าทีจะสนใจ—-

เออ…ผมงงกับระบบการทำงาน ญาติที่มาเฝ้าคนไข้เตียงอื่นๆ ได้แต่มองหน้ากันไปมา เมื่อไม่มีใครแสดงท่าที ผมจึงทำเป็นเดินผ่านด้วยความอยากรู้อยากเห็น และขณะที่กำลังถึงเตียงที่กำลังวุ่นวายผู้ช่วยพยาบาลในชุดฟอร์มสีเหลืองก็เดินผ่านมาพอดีและได้เปรยๆ ขึ้นว่า

“อย่ารบกวนแกเลย” และดูเหมือนเธอจะทำได้แค่นั้น ภาพที่ชวนตกตะลึงขึ้นไปอีก นั้นก็คืออีก 2 คนที่นั่งอยู่ข้างเตียงพยายามจับมือของหญิงชราที่มีปากกาจรดลงใบเบิก-ถอนเงินสีชมพูของธนาคารรัฐบาลแห่งหนึ่ง ในเมื่อกล้ามเนื้อมือของหญิงชราไม่ทำงาน ปลายเสียงที่ได้ยินจากระยะก้าวผ่านก็แว่วเข้าหู…

“ใช้พิมพ์ลายนิ้วมือได้ไหม?”

“เดี๋ยวไอ้อ้อยมันรู้”

“ล้างออกได้”

“หมึกล้างยาก”

“แล้วจะทำไงต่อ”

“จับมือแกเซ็นเลย”

สารภาพ Timmyไม่ใช่คนดีเด่อะไร แต่เช้าวันนั้นที่วอร์ด2 ตึก2 ทำผมแทบจะร้องให้…Timmy ไม่รู้จักหญิงชราเป็นการส่วนตัว ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง แต่การกระทำอันเลวร้าย-ป่าเถื่อนที่กำลังเกิดขึ้น ทำไม? พยาบาล แพทย์เวรหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ประจำตึกไม่ใส่ใจ

คำถาม : เกิดอะไรขึ้นกับระบบสาธารณะสุขของประเทศกันแน่….แม่ผมเป็นไข้หนักนอนกลิ้งขดตัวอยู่บนเตียงด้วยความเหน็บหนาว ผมเดินเข้าไปขอผ้าห่มเพิ่มยังโดนปฏิเสธจนต้องลงทุนนอนกอดแม่แทนผ้าห่มด้วยตัวเอง พยาบาลที่คนทั่วไปให้สมญานามว่านางฟ้าเดินดิน หน้าที่พวกเธอมีแค่ยื่นปรอดเช็คอุณหภูมิ แจกยา-วัดความดันแค่นั้นเองหรือ คนกำลังจะฆ่าคนต่อหน้าต่อตาใยทำเป็นมองไม่เห็น จนต้องให้คนอย่างผมเดินเข้าไปบอกถึงโต๊ะ-พวกเธอถึงย้ายตูดออกจากวงมะยมดองมาปรามการกระทำนั้นได้….

ตอบผมที : ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น Timmy ไม่ได้ฝัน หรือว่ากำลังฝัน-กำลังเขียนเรื่องเท็จจากมโนอคติให้อ่าน ส่วนตัวปรารถนาจะให้เป็นเช่นนั้นจริงๆ

….หลังจากนั้นไม่ถึงเดือนพี่อ้อยก็ส่งไลน์บอกว่าแม่ของเธอได้เสียชีวิตแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใน วอร์ด2ตึก2 ยังคาใจอยู่หลายเรื่อง ถ้าความโศกเศร้าจากการสูญเสียถูกเวลาเจือจางเมื่อไร? “วอร์ด2 ตึก2” ต้องมีตอนที่2 แน่นอน….เรื่องนี้ต้องกระจ่าง ติดตามไปเรื่อยๆ….ขอบคุณมากครับ

จบ เล่านอกเรื่อง ตอน วอร์ด2ตึก2

เล่านอกเรื่อง ตอน ล้มละลาย

เล่านอกเรื่อง ตอน ล้มละลาย โดย TIMMY BUTO

เล่านอกเรื่อง ตอน ล้มละลาย

เล่านอกเรื่อง ตอน ล้มละลาย

ต่อจากเหตุการณ์ที่ จ.ราชบุรี

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมกับเฮียตี๋ก็เว้นระยะไปโดยปริยาย ผมเองที่เป็นฝ่ายถอยออกจากทุกๆสารระบบของแก ถึงแม้ว่าวันนั้นเฮียตี๋จะมีเจตนาอย่างไร? ดี-ไม่ดี นู๋ไม่สน เพราะเรื่องราวที่รับรู้-พบเห็น-และผจญมาด้วยตัวเองคือคำตอบที่จะต้องนำมาไตร่ตรอง-ประคับประคองชีวิตอันแสนสั้นของตัวเองให้มีความหมายมากที่สุด เฮียตี๋ไม่ได้มีบุญคุณอะไรที่จะต้องเอาชีวิตทั้งชีวิตเข้าแลก การเลือกออกมาอยู่ในโลกที่ตัวเองควบคุมได้เป็นอะไรที่สบายใจมากกว่า….

กระนั้นสำหรับคนที่แทบจะเรียกว่าพี่ชาย ก็ไม่สามารถตัดขาดได้ซะที่เดียว งานเล็กๆ น้อยๆ ยังบริการเป็นปกติ แต่งานประเภทต้องหิ้วกระเป๋าเงินทีละหลายๆล้านตามเข้าโรงแรมนั้นออกโรงแรมนี้ ส่งแขกสวะที่เรียกตัวเองว่า VIP กับฝูงฮายีน่าตรวจรับงานส่งขึ้นห้องนวด-ลงอ่างอาบน้ำ-ส่งเข้านอนพร้อมเงินก้อนโตๆ ไม่เอาอีกแล้วบอกตามตรง “กูเข็ด”…

แต่อยู่ๆคืนหนึ่งก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น…ผมใช้สายตาชำเลืองดูรายชื่ออย่างคนมีคำถาม

“เอียตี๋” ใช่! เป็นสายจากเฮียตี๋ (แกจะโทรมาทำไมเวลานี้วะ) ในใจตั้งคำถามต่างไปจากเมื่อก่อน กระนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะปฏิเสธ…

“ครับเฮีย” ผมกรอกน้ำน้ำเสียงกะจะให้แกรับรู้ว่ากูเหนื่อยคงคุยได้ไม่ยาว…แต่ทันทีที่….

“Timmy เฮียแย่แล้ววะ….”

เมื่อได้ยินน้ำเสียงทั้งสั่นและลนลาน ข้างในก็ตื่นขึ้นมาทันที

“เกิดอะไรขึ้นครับเฮีย”

“เฮีย เฮียปรึกษาหน่อย….ถ้าเฮียโดนฟ้อง เขาจะจับเฮียติดคุกหรือเปล่าวะ”

ผมตกใจมาก นึกไม่ทันว่าคนระดับเฮียตี๋จะโดนฟ้องเรื่องอะไร เมื่อผมเงียบ เฮียตี๋จึงเล่าต่อ….. “เฮียคงไปไม่ไหวแล้ววะ แบงก์ไม่ยอมปล่อยกู้ เงินจากงวดงานก็เก็บไม่ได้ แถมเฮียพึ่งไปเปิดโครงการใหม่แถวๆแหลมฟ้าผ่าร่วม 120 ล้านฝนก็ดันตกไม่หยุด รถเครน-รถส่งเสาเข็มเข้า Site ไม่ได้ คนงานพม่าที่เฮียพึ่งไปเซ็น MOU มาเริ่มงานไม่ได้แต่เฮียต้องจ่ายค่าแรงวันละหลายแสน นี้แว่วๆได้ข่าวว่าวิศวกรกับโฟร์แมนทะเลาะกัน แถมขู่จะลาออกยกทีมอีก… เฮีย-เฮียแย่แล้ววะ ถ้าโดนฟ้องเฮียจะติดคุกหรือเปล่าวะ” น้ำเสียงจนคล้ายจะคุมสติไม่อยู่ทำให้ผมคิดอะไรไม่ออก “แบงก์ไม่ปล่อย OD บอกว่าหลักทรัพย์เฮียไม่ถึง โครงการที่สมุทรสาครกับราชบุรีจบไม่ลง เฮียว่าคราวนี้เฮียไม่รอดแน่ๆ ทำไงดีวะ…” ผมได้แต่ซี๊ด!ปาก

“เนี้ยรู้ไหม? เฮียพึ่งไปยืมเงินคนข้างบ้านมาหมุนก่อนดอกเบี้ยร้อยละ 20 ยืมล้านหนึ่งโดนหักไปแล้ว 200,000 บาท ทำไงดีวะ เขา เขาจะจับเฮียติดคุกไหมวะ” เฮียตี๋ก็ยังย้ำวิตกคำเดิมๆ ผมได้แต่รับฟังและปลอบโยนเท่าที่สมองน้อยๆจะคิดทันจนกระทั้งเฮียตี๋วางสายไปเอง

เอียตี๋ถูลู่ถูกังกับการแก้ปัญหาบริษัทเกือบปี เวลาเกือบๆปีที่ผมทำได้แค่ให้กำลังใจอยู่ห่างๆ กระทั้งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา จึงตัดสินใจโทรไปถามด้วยความเป็นห่วง สรุปคร่าวๆประมาณว่า : บริษัทที่คุณพ่อสร้างไว้ให้โดนฟ้อง การเจรจาขอประนอมหนี้กลายเป็นเรื่องปกติ บ้านที่ซื้อไว้หลายๆหลังทั่วกรุงเทพฯ ถูกทยอยขาย-ปล่อยยึด แม้กระทั้งบ้านประจำตระกูลที่ใช้อาศัยปัจจุบัน…สิ้นปี 2563 ก็ต้องย้ายออก ที่ดินหลายไร่ที่พระประแดง สุวินทวงศ์ และที่อื่นๆถูกเปลี่ยนเป็นเงิน จนผมเองไม่กล้าพอจะถามต่อว่า

“ชีวิตในวันพรุ่งนี้เฮียจะทำอย่างไร?”

มันไม่ใช่คำถามที่ยาก แต่ผมคิดว่า…เฮียตี๋คงจะหาคำตอบได้ยากยิ่งกว่า…

เล่านอกเรื่องหมายเลข 2 กำลังจะบอกอะไร? Timmyนึกไม่ออกหรืออย่างน้อยบทเรียนที่เกิดขึ้นกับเฮียตี๋ในครานี้น่าจะเตือนสติเราๆท่านๆได้บ้าง ทุกคนปรารถนาจะประสบความสำเร็จ-ร่ำรวย-มีเงินมีทอง-ได้การยอมรับ-นับหน้าถือตาจากสังคมด้วยกันทั้งนั้น แต่หากประมาทหรือทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด ไม่ชำนาญจริงๆ โอกาสจะเผชิญหน้ากับฝูงปีศาจ-ซาตาน-แดร็กคิวล่าและผีดูดเลือดมีสูงมากๆ

อ่านจบแล้วย้อนสำรวจตัวเองนะครับ…ช่วงนี้เศรษฐกิจกำลังปั่นปวนไปทั่วโลก หนักกว่าต้มยำกุ้งปี 2540 หลายเท่า อะไรที่ไม่จำเป็นก็อย่าพึ่งขยับ ทำตัวนิ่งๆเป็นหอยจำศิลอีกสักระยะ-กินพอประคองตัว-อยู่กับผ้าห่มเน่าๆ-เตียงเก่าๆ Timmy รับรองว่าเวลาหลับยังมีสิทธิ์จะฝันดีมากกว่าฝันร้ายอย่างแน่นอน…ขอบคุณครับ

จบ เล่านอกเรื่องตอนล้มละลาย

เล่านอกเรื่อง ตอน เป้าสังหาร

เล่านอกเรื่อง ตอน เป้าสังหาร โดย TIMMY BUTO

เล่านอกเรื่อง ตอน เป้าสังหาร

เล่านอกเรื่อง ตอน เป้าสังหาร

อธิบายก่อนเริ่ม

“เล่านอกเรื่อง” จะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เห็นอะไร? สิ่งใด? อย่างไร? ทำไม? และเมื่อไร? ก็จะเอามาเล่า-มาแชร์ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปลุกปลอบหัวใจให้อบอุ่นประมาณนั้น

เรื่องแรกที่จะเล่า…เป็นเรื่องเกิดขึ้นกับตัวเอง…เมื่อคิดย้อนกลับทีไรก็อดขนหัวลุกไม่ได้ ด้วยความที่เราเป็นสถาปนิก ทำงานฟรีแลนซ์ เพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการก็ย่อมมีมากหน้าหลายตา หลายสถานที่ หลายบริษัทถูกต้องไหม? ส่วนตัวเป็นคนคุยง่าย สบายๆ ถูกเรียกให้ทำหน้าที่อะไรถ้าไม่เสียบ่ากว่าแรงก็พร้อมลุย ขนาดเจ้าของธุรกิจรถแมคโครให้เช่าต้องเดินทางไปประชุมประเทศจีน เลขาส่วนตัวเกิดล้มป่วยกระทันหัน หาใครไม่ทันมาลากคอเราไปแทนก็ไม่บ่ายเบี่ยง คิดมุมบวก “กินฟรี-เที่ยวฟรี-แถมมีตังติดกระเป๋าใครจะปฏิเสธลง”

ด้วยความที่ Timmy เป็นคนแบบนี้ จึงมักจะถูกใช้งานหลากหลายสไตล์อยู่เรื่อยๆๆ จนกระทั้งถึงเคจๆหนึ่งที่ต้องจำใส่กะโหลกไปจนวันตายนั้นก็คือ ผู้รับเหมาส่วนงานราชการที่รู้จักกันเกือบ 20 ปี สนิทสนมถึงขั้นเรียกเฮียได้เต็มปากเต็มคำ เป็นผู้รับเหมาขนาดกลางถึงใหญ่รับงานตั้งแต่มูลค่า 20 ล้านขึ้นไปประมาณนั้น ปฏิเสธไม่ได้หรอก หลายๆงานของบริษัทนี้ เราเองก็ออกแบบให้ ซึ่งหน้าที่คุยกับดีเลอร์หรือพนักงานภาครัฐ บางครั้งก็ต้องช่วยดูแลเป็นเรื่องปกติ แต่มีอยู่ 2 โครงการที่ Timmy ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียตั้งแต่ต้นนั้นก็คือ

  1. เป็นโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์สวนสาธรณะของส่วนราชการจังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันตก ก็แถวๆ นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาครระแวกนั้น มูลค่าโครงการที่เซ็นสัญญา 85 ล้านบาท
  2. โครงการก่อสร้างอาคารหอพักในวิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรีมูลค่า 46 ล้านบาท

ระหว่างดำเนินงานก่อสร้างเกิดมีปัญหาหน้างาน เจ้าของบริษัทหรือ Timmy เรียกจนติดปากว่าเฮียตี๋….(บอกตามตรง กูอิจฉาไอ้เฮียตี๋มากๆ รวย-หล่อ ใจถึงแถมยังเป็นโสด มีตังซื้อบ้านเกือบทุกมุมของกรุงเทพฯ คนอะไรจะ Perfect ขนาดนั้นคุณว่าจริงไหม?)….แกก็โทรหา-ประมาณอยากให้นัดวุฒิวิศวกรกับตัวเองเข้าประชุมร่วมกับส่วนราชการฝ่ายโยธา…ตามแผนน่าจะจบไม่เกินเที่ยงช่วงบ่ายไปประชุมต่อกับคณะครู-อาจารย์ที่วิทยาลัยเทคนิคต่อ วิ่งวันเดียวได้ 2 Job ใครจะไม่สน ไอ้เราว่างๆเลยโอเคร!โดยไม่ทันคิด ตอนแรกกะว่าจะขับรถไปเอง แต่เฮียตี๋บอกเมื่อคืนกลับดึกเลยกะจะให้เราขับเบนซ์ป้ายแดงที่พึ่งถอยมาแทนสักวัน แหม!…(บอกตรงๆ เบนซ์ป้ายแดงใครจะไม่อยาก)…พอตอนเช้าเฮียตี๋ก็ขับเบนซ์มารับที่คอนโดฯ แถมยังยัดเยียดให้ใส่เสื้อทีมเหมือนกันอีก โดยอ้างว่า เวลาเข้าประชุมร่วมหลายฝ่ายจะได้ชัดเจน ไอ้เราก็หลงเชื่อเลยเออออห่อหมกกบไปตามเรื่องตามราว (ข้อมูลเพิ่มเติม…กูกับไอ้เฮียตี๋ สัดส่วน รูปร่าง ผิวพรรณพอกัน แถมใส่เสื้อเหมือนกัน ถ้ามองไกลๆในระยะ 100 เมตรไม่มีทางแยกออกอย่างแน่นอน) ไอ้เราก็เป็นคนว่านอนสอนง่ายจึงถอดเปลี่ยนเสื้อตรงนั้นก่อนจะมุดเข้าประจำตำแหน่ง….(เบนซ์ป้ายแดงกับกู…บอกตรงๆ ติ๊กเจษฯ ก็ติ๊กเจษเถอะ…เวลานั้นกูเป็นพระเอกแทนได้เลย)

เรามาถึงศาลากลางจังหวัดพร้อมวุฒิวิศวกรก่อนเวลานัดหมายไม่ถึง 20 นาที หลังจากจบประชุมก่อนเที่ยง ทีมงานได้พาข้าราชการที่เข้าร่วมประชุมไปรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนเรา 2 คนจะขอตัวเดินทางต่อในเวลาไม่นาน แต่ระหว่างที่เดินทางสเต็ปที่ 2 ภายในรถไม่มีเฉพาะเรา 2 คน แต่มีวิศวกรกับโฟร์แมนติดรถไปด้วย Timmy เป็นคนขับรถหูไม่ได้ฟังเฉพาะเพลงอย่างเดียว มีหลายคำ-หลายประโยคที่พวกเขาคุยกันแล้วชวนให้ขนหัวลุกเป็นระยะๆ แต่เวลานั้นเลือกมองโลกในแง่บวกเป็นหลักจึงปล่อยผ่านๆแบบไม่คิดลึกและไม่ทันอ่านแววตาแปลกๆ ของทั้งวิศวกรและโฟร์แมนที่เทียวชำเลืองมาที่เรา ขาไปทุกอย่างปกติ เราไปถึง Site งานราวบ่าย 2 โมง ทีมงานรวมทั้งคณะครู-อาจารย์จึงขึ้นตรวจงาน/ประชุม-สรุปจนมีมติให้แก้ไข ตัวเองก็ยังนึกว่าทุกอย่างผ่านไปด้วยดี แต่ขณะที่กำลังจะขับรถกลับเข้ากรุงเทพฯ อยู่ๆ คนงานพม่า 2 คนก็ปรี่เข้ามากระซิบไอ้เฮียตี๋ Timmy อยู่ในระยะบังคับให้ได้ยินจึงไม่จำเป็นต้องแอบฟังให้เสียมารยาท

พวกเขาคุยกันประมาณว่า : ผู้รับเหมารายย่อยในท้องถิ่นของโครงการดังกล่าวเกิดขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กับเฮียตี่อย่างหนัก ถึงขั้นมีการลอบยิงเฮียตี๋จนแรงงานชาวพม่าบาดเจ็บมาแล้วครั้งหนึ่งแถมยังขู่จะเอาชีวิตไอ้เฮียตี๋ให้ได้ ประเด็นนี้จึงเป็นสาเหตุให้เฮียตี๋ไม่กล้าเข้า Site เพียงลำพัง เมื่อ Timmyก้มดูสีเสื้อที่ตัวเองกับเฮียตี๋สวม แถมยังเอาเบนซ์ป้ายแดงมาล่อ (แฝดคนละฝากะจะเอากูมาเป็นเป้ารับกระสุนแทนเลยหรือนี่) ดอกนี้ Timmy แอบคิด (เงินไม่กี่หมื่นมันคุ้มกันไหม?เนี้ย!)—-ขนหัวลุกครับ ถ้าวันนั้นเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นจริงๆ ตัวกูคนที่เค้าเลือกให้ตายแทนคงจะเหลือแค่ชื่อรอวันลืมไปจากโลกแค่นั้นเอง

สารภาพขากลับเข้ากรุงเทพฯ ไม่คุยกับไอ้เฮียตี๋เลย เดาใจแกถูก ความสัมพันธ์เกือบๆ 20 ปีห่างออกไปเรื่อยๆ เกือบๆ 3 ทุ่มบนถนนวงแหวนอุตสาหกรรมมุ่งหน้ากลับมินบุรีตะวันออก เบนซ์ก็เบนซ์เถอะกูเหยียบไม่ยั้ง ไอ้ห่า! ไม่ดูตาม้าตาเรือเกือบจะเป็นเป้ารับกระสุนให้ชาวบ้านเขายิงทิ้งแล้วไหมละ

สรุป : มนุษย์ทุกผู้-ทุกนามมีหลายหน้าสำหรับหลายๆคน อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจใครง่ายๆ….ดูแลตัวเองเพื่อคนที่คุณรักและคนที่รักคุณ ปรับวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวาน เพื่อแผนงานชีวิตที่ดีกว่าในวันพรุ่งนี้กันนะครับ สวัสดีครับ

จบ เล่านอกเรื่อง ตอน เป้าสังหาร