หมาล่าเนื้อ

หมาล่าเนื้อ คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

ผมมีนิทานเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง…..

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วยังมีนายพรานกับหมาคู่ใจตัวหนึ่ง มันชื่อไอ้เสือ ไอ้เสือเป็นหมาตัวใหญ่มีขนสีน้ำตาลแดงแข็งแรงดุดัน ทุกครั้งที่นายพรานออกล่าสัตว์ป่า นายพรานก็จะเอาไอ้เสือไปด้วยเสมอ ไอ้เสือมันเก่งทั้งต้อนสัตว์ป่ามาให้นายพรานยิง เก่งกระทั้งสามารถกระโจนเข้างับคอหมูป่าตัวใหญ่ให้นายพรานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่อยู่มาวันหนึ่งเมื่อไอ้เสือจากหมาวัยหนุ่มเข้าสู่หมาวัยชรา เขี้ยวฟันที่เคยแข็งแรง เคยคมดุจใบมีดก็โยกคลอน เรี่ยวแรงเองก็ถดถอยลงตามวัย วันหนึ่งนายพรานพามันออกล่าหมู่ป่าอีกเช่นเคย ด้วยความที่เรียวแรงของมันลดน้อยถอยลง เขี้ยวฟันก็โยกเยก กัดไม่เข้า ไล่หมูป่าไม่ทันจนเป็นเหตุให้นายพรานคนนั้นโกรธจัด พอกลับถึงบ้านนายพรานจึงจับมันเฆี่ยนตีอย่างหนักพร้อมๆ กับจับถอดปลอดคอ แล้วไล่มันหนีให้พ้นบ้านของตัวเอง ด้วยความที่มันเคยรับใช้นายพรานมาทั้งชีวิตและนายพรานก็มักจะโยนเศษเนื้อที่มันออกล่าได้มาให้กินเป็นประจำ พอโดนไล่ออกจากบ้านในขณะที่ร่างกายรอมร่อ-ไม่ไหว ที่สุดแล้วไอ้เสือก็นอนตายอย่างอเนจอนาถอยู่ข้างถนนโดยไม่มีหมาตัวไหนเหลียวแลหมาล่าเนื้อ

นิทานเรื่องหมาล่าเนื้อได้จบลงไปแล้ว แต่อีก 1 ชีวิตที่ไม่ต่างกันกำลังนอนซมพิษไข้อยู่บนเตียงพยาบาลใครอยากอ่านเรื่องของเขาบ้างยกมือขึ้นสูงๆ ครับ

มา! ตาม Timmy มาเลย เดี๋ยวผมจะเรียบเรียงให้ได้อ่านกันชัดๆ

หมาล่าเนื้อ

แดดสีวะนิลาสุดท้ายกำลังลดระดับเข้าสู่เฉดสีอำพัน ผมหอบดอกไม้พร้อมกับซุปไก่สกัดยี่ห้อหนึ่งมาด้วย 1 โหล มันเป็นเงินจากพนักงานที่เรี่ยไรมาเพื่อซื้อของเยี่ยมคนป่วย พี่กนกเป็นพนักงานเก่าแก่ของบริษัทและยังเคยเป็นพนักงานดีเด่นหลายปีติดต่อกัน กระทั้งพี่กนกเข้าสู่วัยชราตำแหน่งดังกล่าวจึงหลุดไปอยู่ในมือของเด็กรุ่นใหม่ แก่ป่วยออดๆ แอดๆ มาสักระยะหนึ่งแล้วละครับ เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น และคราวนี้แกน่าจะเจ็บหนักกว่าทุกครั้ง ผมในฐานนะพนักงานดีเด่นประจำปีเลยถือโอกาสเรี่ยไรเงินเพื่อนๆ ซื้อของมาเยี่ยม ผมมาพร้อมกับน้องพนักงานใหม่คนหนึ่งครับ เรามาถึงโรงพยาบาลที่ว่าหลังหกโมงเย็นนิดหน่อย พอมาถึงห้องคนป่วย พยาบาลที่อยู่ในห้องก็หลีกทางให้พวกเราได้อยู่กันตามลำพัง

“วันนี้เป็นอย่างไรบ้างพี่”

“น้อง Timmy น้องเต้”

“ครับพี่เป็นอย่างไรบ้างดีขึ้นรึยัง” เต้ถามเบาๆ ทั้งคู่สนทนากันพักหนึ่งก่อนเต้จะขอตัวออกไปนั่งสูบบุหรี่รอด้านนอก พี่กนกจึงได้อยู่กับผมเพียงลำพัง

“Timmy พี่มีนิทานเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง…”

ผมเลยดึงมือพี่กนกมาตบปลอบเบาๆ “ครับพี่” เมื่อเรา 2 คนจูนคลื่นตรงกันเรียบร้อยแล้ว พี่กนกจึงเริ่มต้นด้วยท่าทียากลำบากพอควร

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…สมัยที่พี่ยังอายุเท่าๆ Timmy พี่เป็นพนักงานดีเด่นเช่นเดียวกับ Timmy มาโดยตลอด คุณเฉลิมชัยรักพี่ไว้ใจพี่มากๆ เพราะอะไรนั้นหรือ…ก็เพราะว่าเวลานั้นพี่ยังทำงานให้เขาได้ คนอื่นมีโบนัสปีละครั้ง แต่พี่มักจะได้พิเศษเฉลี่ยปีละ 2 ครั้งเสมอ คนอื่นเขาทำงานกันวันละ 8 ชั่วโมง แต่พี่ถ้างานไม่จบพี่ไม่ยอมวางมือ จะดึกดื่นแค่ไหนพี่ก็ทำได้ เช่นเดียวกับ Timmy ทุกวันนี้ ต่อมาเมื่อพี่แก่ตัวลง ทำงานทำเงินให้คุณเฉลิมชัยไม่ได้ตามเป้า พี่ก็มักจะโดนเรียกเข้าไปอบรมในห้องเย็นอยู่เป็นประจำ กระทั้งพี่ป่วย สุขภาพไม่ดี คุณเฉลิมชัยก็ไม่อยากให้พี่กลับไปทำงานให้เขาแล้ว แต่พี่ก็ฝืนหน้าด้านไปทำงานด้วยเพราะพี่ไม่มีทางอื่นจะไป คิดไปคิดมาพี่ก็เสียดายเวลานะ ที่เมื่อตอนหนุ่มๆ ตอนพี่ยังแข็งแรงพี่ไม่คิดจะออกไปทำงานอื่น ด้วยพี่จงรักภักดีกับคุณเฉลิมชัยมากเกินไป Timmy ฟังพี่ให้ดี-ดูพี่เป็นตัวอย่าง-อ่านพี่ให้ทะลุนะ เวลานี้พี่กับหมาล่าเนื้อก็ไม่ต่างกัน ถ้าพี่อายุเท่าๆ Timmy ถ้าพี่กล้าคิดนอกกรอบสักนิด พี่คงไม่ตกหลุมพรางเหมือนในวันนี้ พี่ว่า Timmy น่าจะเข้าใจสิ่งที่พี่พูด หมาล่าเนื้อแก่ๆ อย่างพี่มันหมดประโยชน์เขาก็ถอดปลอกคอไล่ออกจากบริษัท เขาให้เงินพี่มาแสนต้นๆ เอง Timmy พี่จะทำอย่างไรดี ครอบคัวลูกเต้าพี่ก็ไม่มี ค่ารักษาพยาบาลยังไม่รู้จะพอหรือเปล่าเลย”

ผมนั่งฟังและค่อยๆ คิดตาม นี้คือบทเรียนของหมาล่าเนื้อรุ่นเก่ากำลังจะบอกอะไรกับหมาล่าเนื้อรุ่นใหม่ ผมไตร่ตรองทุกๆ คำพูด ทบทวนทุกๆ อิริยาบถที่สะท้อนออกมาจากชายที่กำลังนอนอยู่บนเตียงพยาบาลสีขาว หากผมไม่ตระหนัก วันหนึ่งข้างหน้าผมกับพี่กนกคงตกอยู่ในสถานะไม่ต่างกัน ผมจะทำอย่างไรดีในขณะที่ร่างกายผมยังแข็งแรง ผมจะต้องแข็งขืน ขวนขวายหางานใหม่ หาช่องทางอื่นๆ ที่ตัวเองสามารถควบคุมได้เองอย่างนั้นหรือ ผมคิดไปยิ้มไปพลางดึงมือพี่เขามาบีบแน่นๆ แทนคำขอบคุณที่ได้ตีแผ่เรื่องราวของหมาล่าเนื้อให้ฟัง หากผมไม่คิดจะไปเยี่ยมพี่เขาในวันนั้น ผมคงเป็นพนักงานงานดีเด่นติดต่อกันอีกหลายๆ ปี และอีกหลายปีข้างหน้าผมก็คงอยู่ในสถานะเช่นเดียวกับพี่กนกแน่นอน

“ขอบคุณมากๆ ครับพี่ ผมว่าผมพอจะเห็นหนทางของตัวเองแล้วละ….ผมจะไม่ยอมเป็นหมาล่าเนื้อให้ใครนอกจากตัวเอง”

“ฝากขอบใจน้องๆ ที่ทำงานด้วยนะที่อุตส่าห์เรี่ยไรเงินซื้อของมาเยี่ยม มันคงหมดเวลาสำหรับนิทานเรื่องหมาล่าเนื้ออย่างพี่แล้วละ Timmy”

“อ้าว!….ทำไมถึงพูดแบบนั้นละพี่”

“หมอบอกพี่ว่า พี่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน”

“พี่!…”

“มันเป็นความจริง หรือหากปาฏิหาริย์มีจริง หมาล่าเนื้อตัวนี้ก็คงแก่เกินไปแล้วละ”

“ใจเย็นๆ ครับพี่ค่อยๆ คิด….”

“พี่รู้ตัวละ Timmy ช่วงชีวิตของหมาล่าเนื้อตัวนี้คงจบลงที่นี่ ตรงนี้แหละ…หากพี่ไม่อยู่แล้วก็ฝาก Timmy เอาซุปไก้สกัดกลับไปแจกเพื่อนด้วยละ บอกพวกเขาว่านี้เป็นของของฝากชิ้นสุดท้ายจากพี่กนกก็แล้วกัน”

“พี่ ทำไมถึงพูดอย่างนั้นละครับ พี่ต้องสู้ซิ”

“พี่พูดเรื่องจริง Timmy นี้คือความจริง พี่ไม่ได้ฝัน มันคือเรื่องจริงของหมาล่าเนื้อแก่ๆ ตัวหนึ่ง”

ครับหลังจากวันนั้นอีก 4 เดือนกับ 8 วันพี่กนก หมาล่าเนื้อแก่ๆ ก็จากพวกเราไป คุณเฉลิมชัยไปร่วมงานศพอยู่วันหนึ่งและผมก็ไม่เห็นเขาอีก กระทั้งหมาล่าเนื้อวัยหนุ่มยื่นหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการ คุณเฉลิมชัยถึงได้เรียกผมเข้าพบ เราเจรจากันตัวต่อตัว เจรจาเรื่องการทำงานในอนาคตแบบคู่ธุรกิจ เขาได้-ผมได้ เขาเสีย-ผมยอมเสียจนลงตัว ผมจึงออกมาทำฟรีแลนซ์อย่างเช่นในปัจจุบัน ใครไม่อยากเป็นหมาล่าเนื้อ ใครกำลังจะออกจากงานประจำมาทำฟรีแลนซ์ ผมขอแนะนำให้ไปอ่านบทความชุด คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน “ฟรีแลนซ์” ก่อนนะครับ ถ้าสามารถควบคุมตัวเองได้ตามที่ผมเขียน คุณก็กระโจนออกจากบริษัทมาทำงานของตัวเองให้ไว อย่าได้คิดเยอะ อย่าคิดมาก อย่าเทียวถามคนโน้นถามคนนี้ จงเชื่อมั่นในตัวเอง เคารพตัวเองดีที่สุด เพราะอะไร ก็เพราะว่ามันดีกว่ามากๆ ใครบอกว่า ฟรีแลนซ์เป็นงานไม่มั่นคง ทำงานบริษัท ทำงานราชการดีกว่า อย่าไปเชื่อครับ เพราะความมั่นคงที่แท้จริงคือตัวเราเอง เมื่อเรามั่นใจ เราก็จะมั่นคงด้วยตัวเรา อนาคตก็มั่นคง จากความมั่นคงก็จะนำไปสู่ความมั่งคั่งในอนาคต

 สูตรสำหรับ 1 วงจรชีวิตก็มีแค่นี้ คุณทำ คุณได้ คุณเป็น หมาล่าเนื้อ นายพรานเขาก็ได้ แต่ถ้าคุณเป็น หมาจรจัด ล่าเนื้อไว้กินเอง คุณก็จะได้กินเอง อิ่มเอง ไม่ใช่ได้แค่เศษเนื้อที่นายพรานโยนให้ คิดให้ดีแล้วรีบสรุปบทเรียนชีวิตซะว่า “คุณจะยอมเป็น หมาล่าเนื้อ ให้นายพรานไปทั้งชีวิตหรือจะเป็นแค่ หมาจรจัด ที่อยู่ได้ทุกๆ สถานการณ์ ขอบคุณและสวัสดีครับ

อีกหนึ่งเพชรประหนึ่งทอง

ประหนึ่งเพชรทอง คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

อีกหนึ่งเพชรประหนึ่งทองประหนึ่งเพชรทอง

ถ้าคนที่คุณรักเปรียบเสมือนเพชร และคนที่รักคุณเปรียบเสมือนทองคำ ผมอยากถามหัวใจคุณดังๆ ว่า “จะเลือกใคร”….

มา! ใครอยากอ่านเรื่อง “อีกหนึ่งเพชร ประหนึ่งทอง” ขยับสายตาเข้ามาใกล้ๆ เดี๋ยว Timmy จะเล่าให้ฟัง

ต้นปี 2002

“Timmy – แก – ฉานขอปรึกษาอะไรหน่อยดิ”

“ว่า….” สายตาผมก็ยิงตรงไปยังเพื่อนรักคนนั้น แบบจริงๆ จังๆ ผมเห็นเธอจิ! ปากในแบบคนไม่มั่นใจ สักพักเธอก็ปล่อยลมออกมาทางปากยาวๆ พร้อมกับพยักหน้าให้ผมเห็น

“Timmy – แก คือว่า…คือว่า…”

“อาไรของแกวะ ฉันชักจะเริ่มเซ็งแล้วเนี้ย”

“เออๆ ใจเย็นๆ คือเอ่อ คือว่า…ฉาน ฉัน..เอ่อ”

“ตกลงจะเอ่อ จะแก จะฉันอีกนานหรือเปล่าวะ…ฉันไม่ว่างให้แกทั้งวันนะโว้ย!…เรื่องอะไร การเมืองหรืองกางมุ้ง

การมุ้งโว้ย!”

“เออ งั้นเอาให้สุด ไหนว่าไง มีคนเข้ามาจีบแกเหรอ…ใครอะ ไทย แขก เกาหลี ญี่ปุ่น หรือว่าฝรั่ง”

“คือว่าแก…มันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฉันเชียวนะ อีกคนฉันรักเค้า แต่อีกคนเค้ารักฉัน แกคิดว่าฉันจะเลือกใครดีวะ”

“อื้อ…ระหว่างแก่รักเค้า กับอีกคนที่เค้ารักแก Detail (รายละเอียด) หน่อยดิว่าแกหมายถึงใครกับใคร ฉันรู้จักหรือเปล่า ถ้าเป็นคนที่ฉันไม่รู้จักฉันขอไม่ออกความคิดเห็นนะโว้ย! เดี๋ยวเสียของ”

แก้มเธอแดงซ่านเป็นสีกุหลาบ พลางหมุนตัวบิดไปบิดมาสักครู่ “แกรู้จักดีทั้งคู่แหละ ฉันถึงได้ขึ้นรถเมล์ ต่อเรือ นั่งมอเตอร์ไซด์มาหาแกนี้ไง”

“ใครวะ…คนที่เขาชอบแก

“มาร์ค”

“หะ หะ หา ไอ้ฝรั่งมาร์ค-ซี้ฉันที่อยู่เยอรมันนี้นะ….เวรแล้วกู อ้าวๆ…แล้วคนที่แกชอบเค้าละ”

“พี่เจต”

“ตายห่าละ เล่นของสูงนะมึง…ไอ้บ้าเอ้ย…แม่งกูจะตอบแบบไหนวะเนี้ย”

“ฉันชอบพี่เจตมากๆ เลยนะแก ถึงกับคลั่งเลยละ”

“ขนาดฉันเป็นผู้ชายแท้ๆ ยังดูไม่ออกเลยว่าพี่เจตของแกชอบผู้ชายด้วยกันหรือว่าเป็นผู้ชายทั้งแท่ง….เอาไงดี ถ้าแกแต่งงานกับพี่เจต ฉันก็ว่าไม่เลวร้ายอะนะ แต่หากเป็นมาร์คคนนี้ฉันเชียร์เลย”

“แต่ฉันไม่ได้รักไอ้หัวเหม่งเลยนะแก”

“ยังมีวันพรุ่งนี้ และวันมะรืน แก่อาจจะรักมาร์คไม่วันใดก็วันหนึ่ง…พี่เจต-พี่เจต ฉันดูไม่ออกวะ เขาหล่อเกินไป เพอร์เฟ็กต์เกินไป แต่งตัวก็เนี้ยบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า เอาอย่างนี้ ฉันถามแกหน่อย แกอยู่กับใครแล้วหัวใจแกเต้นแรงที่สุด”

“พี่เจต…แต่บางครั้งฉันก็เข้าไม่ถึงพี่เขาวะแก…แต่ฉันก็มั่นใจนะว่าพี่เจตก็มีใจให้ฉันไม่มากก็น้อย”

“เก็บอาการหน่อยเพื่อน….คำถามที่ 2 อยู่กับใครที่แกรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด”

“อันนี้ตอบแกไม่ยากเลยไอ้มาร์คหัวเหม่งเพื่อนแกไง”

“OK…ถ้าอย่างนั้นแกฟังฉันดีๆ นะ ฉันจะไม่เชียร์ใคร คนใด-คนหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะสรุปสุดท้ายแกจะต้องเลือกเอง” ผมแอบยิ้ม ในหัวนึกถึง E-mail จากมาร์คที่ส่งให้เมื่อคืน

“เออๆ….แกลองว่ามาดิ ฉันสับสนไปหมดแล้วเนี้ย”

“แก…คนที่แกแอบรัก หากหมายถึงพี่เจตแล้วละก็ พี่เจตแกก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ลักษณะท่าทางก็อาจจะมีใจให้แกไม่มากก็น้อย ข้อนี้ฉันก็พอสังเกตเห็น บุคลิกวางมาร์ทดูไฮโซ โก้หรูมีรสนิยมสูงหากเปรียบพี่เจตเป็น อัญมณี เขาคนนี้ก็เปรียบเสมือนเพชรน้ำงามเม็ดใหญ่ๆ เม็ดหนึ่ง” เพื่อนผมยิ้มจนคล้ายกับคนครึ่งหลับครึ่งตื่น

“อือหึ”

“แต่เพชรอย่างพี่เจต-มีหลายมุม-หลายเหลี่ยมนะแก แข็งกระด้างก็เท่านั้น หากแกเดินเข้าในร้านเพชรแกก็ต้องชั่งใจอีกระดับตระหนักถึงเหลี่ยมคม ตื่นเต้นกับเหลี่ยมแสงวิบๆ วับๆ อยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญแกจะต้องดูเพชร อ่านเพชรให้แตกด้วยว่า เพชรที่แกถืออยู่ในมือเป็นเพชรแท้หรือว่าเพชรรัสเซียกันแน่ บางครั้งน้ำงามๆ พอโดนทุบอาจจะแหลกเป็นแค่ผงคริสตัลก็เป็นไปได้ และหากแกตัดสินใจซื้อมา เพชรน้ำงามพอได้ออกจากร้านส่วนใหญ่ราคาจะตกลงทันทีเป็นครึ่งๆ และที่สำคัญแกจะต้องเป็นคนหมั่นดูแลรักษาเพชรไม่ให้หมองอยู่ตลอดเวลา เพชรไม่สามารถดูแลแกได้ทุกเรื่อง จะขายก็ขายยาก แกเข้าใจที่ฉันพูดไหม”

“แล้วอีกคนอะแก….ฉันหมายถึงไอ้มาร์คหัวเหม่งเพื่อนเลิฟแกนะ”

“อีกคนที่เขาชอบแก รักแกมานานจนฉันฟังไอ้มาร์คพล่ามเข้าใจภาษาเยอรมันโดยไม่ต้องไปเรียนนั้นนะ คนๆ นั้นเขาเปรียบเสมือนทองคำ ทองคำมีค่าในตัวถึงจะน้อยกว่าเพชร เขาก็มีค่า แก….ทองคำยิ่งเก่าเท่าใดก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้นนะ ที่สำคัญทองคำไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรมากมาย ใส่ติดตัวได้ตลอด เวลาแกอยู่ใกล้ๆ ทองคำจะรู้สึกอบอุ่นในสีของมัน ทองคำสามารถดูแลแกยามคับขันได้เสมอ ทองคำถึงราคาจะขึ้นๆ ลงๆ แต่ก็เป็นไปตามกลไกของตลาดโลก แกทองคำถึงจะผ่านไฟสักกี่ครั้ง ทองคำก็ยังเป็นทองคำวันยันค่ำ ซึ่งต่างกับเพชร หากโดนความชื้น-ความร้อนเหลี่ยมเพชร สี-แสงเพชรก็จะเปลี่ยน ค่าของเพชรเม็ดนั้นก็จะลดลงไปด้วย…ฉันพูดหมดเปลือกแล้ววะ ต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของแกละว่าจะเลือกเพชรหรือทองคำ”

“อื้อ…แกพูดถูก ถึงแม้ฉันจะรักเพชรสักแค่ไหนฉันก็ไม่มีทางใส่เพชรติดตัวตลอดเวลาแน่ๆ ผิดกับทองคำ…หากฉันซื้อเพชรมาในราคาแพงแสนแพงยังจะต้องเก็บมันไว้ในเซฟต์-ต้องดูแลอีก…สักวันฉันก็ต้องเบื่อ…ขอบใจมากวะแก ฉันตัดสินใจได้ละว่าฉันจะเลือกเพชร”

“หะ ห่า แกเลือกเพชรเหรอ”

“ยังยะ ฉันยังพูดไม่จบ….ฉันตัดสินใจได้แล้ววะว่าจะเลือกเพชรหรือทองคำดี”

“…….” ผมเพ่งสายตาไปตกที่หญิงสาวตัวคล้ำรูปร่างสูงโปร่งที่นั่งแหมะอยู่ตรงหน้าก่อนจะหยิบแก้วกาแฟที่เย็นจนจืดขึ้นมาจิบบางๆ เพื่อให้ดูเท่

“อะไรที่จะอยู่กับฉันได้ตลอด 24 ชั่วโมงคอยดูแลให้ความอบอุ่น ฉันก็จะเลือกอย่างนั้น…ฉันเลือกทองคำวะแก”

“แต่แกไม่ได้รักเค้านะ”

“แกพูดถูก ฉันยังมีวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ มะรืนและมะรืน…วันหนึ่งข้างหน้าฉันอาจจะรักเค้าก็ได้”

“ฉันจะ Mail บอกมาร์ค”

“ไม่ต้องแก” เพื่อนสาวหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นให้เห็น

“ไอ้พวกบ้าเอ้ย….นี้มันตั๋วเครื่องบินนิ”

“มาร์คส่งตั๋วเครื่องบินมาให้ฉันลองไปเที่ยวบ้านเค้าก่อน เป็นการทดลองอยู่นะ”

“ทดลองอยู่ในความหมายของฝรั่งหมายถึงอะไรแกรู้ไหม”

“ฉันก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะแก อีกไม่กี่เดือนก็ 30 ปีเข้าไปละ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดดิวะ”

“เออ…ถ้าโอเคก็บอกกันล่วงหน้าด้วยนะจะได้เตรียมตัว เตรียมใจถูก…เนี้ยไอ้บ้ามาร์คก็เพิ่งส่งตั๋วเครื่องบินมาให้ฉันไปกับแกเช่นกัน”

“ฉันรู้แล้ว ฉันถึงได้สบายใจไง อย่างน้อยก็มีแกไปเป็นเพื่อน”

“NO WAY…ฉันไม่ไปกับแกเด็ดขาด ฉานนะไม่ใช่ไม้กันหมานะโว้ย…”

“Timmy….แกจะปล่อยฉันไปคนเดียวเนี้ยนะ”

“เออ….คราวนี้แหละ…แกเสร็จไอ้มาร์คหัวเหม่งแน่ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“Timmy นะ Timmy นะ….”

ครับเรื่องบางเรื่องเราก็ต้องใช้หัวใจเราอ่าน ให้หัวใจเราบอก เชื่อผมสิ สัญชาตญาณไม่เคยหลอกตัวตน แต่สัญชาตญาณจะบอกทุกสิ่งที่เป็นจริงกับตัวตนเสมอ มันอยู่ที่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อเท่านั้น เดือนต่อมาผมไปดันหลังเพื่อนเข้าไปในเครื่องบินที่สนามบินดอนเมืองอย่างทุลักทุเล แต่พอนางไปแล้วไม่กี่วันนางก็ส่ง Mail มาขอบคุณ ไอ้มาร์กระซิบผมหลายเรื่องแม้กระทั้ง…

“ Timmy ไอ ม่ายเข้าใจ เพื่อนรักยูผิดปกติหรือเปล่า ท่ามไม 30 ปีแล้ว…..ยังเวอร์จิ้นอยู่อีก Oh my God ไอ ค้าน อันเดอร์ สะแตน…Why Timmy ทำไม”

ผมนี้หัวเราะลั่น ก่อนถัดมาอีก 3 เดือนคนทั้งคู่ก็กลับมาเมืองไทย งานแต่งงานจึงเริ่มต้นขึ้น เพื่อนสาวมีกระซิบกับผมว่า

“ขอบใจนะทิมมี่ที่ทำให้ฉันเลือกถูกคน ถ้าฉันแต่งงานกับพี่เจตฉันคงต้องเฉาตายอะแก”

“แกรักมาร์คมันบ้างรึยัง?”

“อื้อ….รู้สึกว่าหัวใจฉันเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้อยู่ใกล้ๆ ไอ้หัวเหม่ง ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

คิดเพื่อพิชิตหมูอ้วน

คิดเพื่อพิชิตหมูอ้วน คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ อ่านเพิ่มเติม คิดเพื่อพิชิตหมูอ้วน

ที่ปรึกษาในมุมเงียบ

ที่ปรึกษาในมุมเงียบ คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ อ่านเพิ่มเติม ที่ปรึกษาในมุมเงียบ

คฤหาสน์-ทะเล-สาป

คฤหาสน์-ทะเล-สาป คฤหาสน์ทะเลสาป คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

คฤหาสน์ทะเลสาป

“วันอาทิตย์ที่จะถึงคุณพรรัตน์เจ้าของธุรกิจส่งออกนัดเข้าไปดูบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้าน คฤหาสน์ทะเลสาบ จังหวัดปทุมธานี พี่วัฒน์วิศกรส่วนตัวจะว่างหรือเปล่าน่า….ลากคอไปด้วยดีกว่า…จะได้ปรึกษาเรื่องโครงสร้างในตัว…ไปต่อหรือจบจะได้สรุปในวันเดียว”

: “ฮัลโหล…สวัสดีครับพี่วัฒน์ ไม่ทราบว่าสะดวกคุยหรือเปล่าพี่”

: #ได้ๆ…Timmy มีอะไร”

: “คือว่า คุณพรรัตน์ลูกค้าเก่าบริษัทเดิมผมอะพี่…ท่านไปเห็นบ้านหลังหนึ่ง ในหมู่บ้านคฤหาสน์ทะเลสาบ…ปทุมธานี…อยากจะซื้อมา Renovate ขาย-ผมเลยอยากจะชวนพี่เข้าไปดูด้วยกันหน่อย ถ้าไปต่อไหวก็จะนำทีมเข้าไปทำแบบ แต่ถ้าโครงสร้างที่ทิ้งไว้นานไม่น่าไหวจะได้หยุด…ขี้เกียจมานั่งปวดหัวภายหลังอะพี่”

: #เออ…คุณพรรัตน์นี้ก็แปลกคนเนอะ…ชอบหาซื้อแต่บ้านเก่าๆ มา Renovate ขาย…ได้ๆ มารับผมนะ ช่วงนี้รถเข้าอู่#

: “ครับพี่…งั้นประมาณ 8 โมงนิดๆ ผมเข้าไปรับ เพราะนัดคุณพรรัตน์ประมาณ 9 โมงครึ่งกลัวรถติดนะ”

: # OK…ได้เลย#

: “ขอบคุณครับพี่ แล้วเจอกัน”

คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน “คฤหาสน์ ทะเล-สาป” ผมไม่ได้เขียนผิดหรอกครับ ผมจงใจจะใช้คำว่า “สาป” จริงๆ เพราะอะไรนั้นรึ ก็เพราะตำนานของบ้านติดทะเลสาบหลังที่ว่ามันน่าสะพรึงกลัว….ผมได้ข้อมูลมาจากคุณพรรัตน์-และคนรอบๆ บ้านหลังนั้นเล่าให้ฟังว่า…..เดี๋ยวๆ…อย่าเพิ่งเล่า

ใครอยากฟังเรื่องราวตื่นเต้นชวนขนลุก-สลับหดหู่ในโชคชะตาของครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง ยกมือขึ้น OK. ถ้าพร้อมแล้ว

            มา! ขยับเข้ามาใกล้ๆ…เดี๋ยว Timmy จะเล่าให้ฟัง

เช้าวันอาทิตย์ผมกับพี่วัฒน์ก็มาถึงสถานที่นัดหมายตรงเวลาเปะ!…ซึ่งบ้านคุณพรรัตน์อีกหลังก็อยู่ในโครงการเดียวกัน แต่อยู่คนละมุมของทะเลสาบกว้างสุดสายตาที่เคยเป็นบ่อดินเก่า การมาเลสแค่ 10 นาทีจึงถือว่าท่านยังสามารถรักษาเวลานัดหมายได้ดีทีเดียว (เปล่าประชดนะ) ท่านมาพร้อมกับคนขับรถที่ผมคุ้นเคย

: “สวสัดีครับคุณพรรัตน์” ผมกล่าวทักทายขณะกระจกข้างรถเบนซ์เลื่อนลง

: “..หวัดดีๆ…วัฒน์มาด้วยรึ เออ ดีๆ….ขับรถตามผมมาเลย Timmy บ้านหลังที่ว่า ผมเพิ่งไปโอนเมื่อวานก่อน อยู่ในซอยบ้านโดมโน้น!” ท่านชี้มือนำทาง แต่ผมก็ไม่รู้อยู่ดี จึงรีบผงกหัวตอบรับก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถและขับตามรถของท่านไปติดๆ

“ท่านซื้อแล้วเหรอ….ตายๆ งานนี้ก็เท่ากับมัดมือชกชัดๆ….งานหนักละคราวนี้” ผมพูดกับพี่วัฒน์ขณะอยู่ในรถยนต์ตามลำพัง

“เขาก็นิสัยแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่รึ! ดูอย่างบ้านหลังก่อนดิ….ทรุดแล้วทรุดอีก พี่บอกว่าโครงสร้างเก่าใช้ไม่ได้แล้ว เขายังไปว่าจ้างทีมวิศวกรธรรมศาสตร์มาทดสอบหักหน้าพี่อีก…ผลออกมาก็ต้องทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่อยู่ดี”

“ผมถึงชวนพี่มาไง…เขาเชื่อมือพี่ขึ้นเยอะ”

“ก็ว่ากันไป”

ไม่ถึง 15 นาทีรถเบนช์สีดำก็เลี้ยวเข้าไปจอดในซอยที่เขียนด้วยอักษรไทยโบราณว่า  “ซอยบ้านโดม” ผมจึงเลี้ยวเข้าไปจอดต่อท้ายในระยะมาตรฐาน พอพวกเราลงมายืนบนถนนการกล่าวคำทักทายอย่างเป็นทางการจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง…

“Timmy เราต้องคุยกันก่อนนะ บ้านที่ผมเพิ่งซื้อและไปโอนกันเรียบร้อยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาคือบ้านหลังคาโดมสุดซอยติดทะเลสาบ…ผมซื้อมา 65 ล้านบาทเพราะว่าสงสาร เดิมทีหัวหน้าครอบครัวทำงานเป็นกัปตันสายการบินในยุโรป แม่บ้านเป็นครูมัธยม ลูกสาวคนโตกำลังเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ประเทศอังกฤษ ส่วนลูกชายออกจะเป็นพวกอาร์ทติส-ศิลปิน-ชอบเป็นดีเจ เปิดเพลงตามผับพอพ่อเสียชีวิต…เขาก็หายสาบสูญ ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน แม่ก็ป่วยจำอะไรไม่ค่อยได้ ทำอะไรไม่ค่อยเป็น พอหัวหน้าครอบครัวเสีย เงินประกันชีวิตหลายสิบล้านก็ไม่สามารถใช้หนี้ได้หมด  บ้านที่อยู่ปัจจุบันกลายเป็นภาระที่ต้องดูแล คนรับใช้ที่มีอยู่ 2 ครอบครัวรวม 6 คนจึงช่วยกันเป็นธุระขายให้ ลูกสาวคนโตก็เพิ่งบินกลับจากอังกฤษเมื่ออาทิตย์ก่อน เห็นได้ข่าวว่าเธอกับแม่จะออกไปเช่าตึกแถวเพื่อนแถวๆ สามเสน…ก็มีคนเขาเตือนผมนะว่าบ้านหลังนี้มีอาถรรพ์ ขณะก่อสร้างคนงานก็ตายหลายคน โดมใหญ่เหนือหลังคาสถาปนิกก็ออกแบบไม่ได้สัดส่วน ไม่ถูกหลัก ขาดๆเกินๆ…แล้วยังเอาหิ้งพระขึ้นไว้ขณะเจ้าของที่ดินเก่ายังเป็นคนอิสลามอีกต่างหาก….”

“อ้าว!….แบบนี้คุณพรรัตน์คิดว่าจะซื้อมา Renovate หรือทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ครับ”

“Renovate ขาย บ้านติดทะเลสาบโดยรอบหลังใหญ่สวยๆ แบบเนี้ย ทุบทิ้งเสียดายแย่ ผมกะว่าจะเปลี่ยนพื้นที่ภายในบางส่วนแล้วทาสีใหม่ก็พอ….เขาขายในราคาถูกมากๆ ทาสีเสร็จจะเชียร์เพื่อนมาดู ผมกะว่า 120-130 ล้านบาทน่าจะขายไม่ยาก”

(โห!…ผมแอบหูผึ่งในใจ….แต่ก็เผลออ้าปากทำตาโตๆ ให้จับพิรุธไปแล้ว) พอผมกับวิศวกรเดินรับข้อมูลทั้งหมดจากคุณพรรัตน์จบ… ก็ถึงเวลาที่พวกผม 2 คนจะต้องออกสำรวจด้วยตัวเองสักที

บ้านหลังนี้เป็นศิลปะนีโอคลาสสิก (Neo-Classic) ลูกผสมขนาด 3 ชั้นครึ่ง ส่วนครึ่งชั้นเหนือชั้น 3 ก็คือโดมเจ้าปัญหาที่คุณพรรัตน์กะจะทุบทิ้ง-ปรับเป็นที่นั่งชมวิวเก๋ๆ….ผมก็แอบเห็นดีเห็นงามด้วยกับไอเดียนี้… อันที่จริงแล้วหากนับรวมชั้นใต้ดินที่แทบไม่ได้ใช้งาน-บ้านหลังนี้ก็ถือว่า 4 ชั้นครึ่งนะครับ คุณพรรัตน์ให้โจทย์กับทีมงาน-ช่วยหาวิธีเปิดใช้ห้องใต้ดินให้หน่อย จะปรับเป็นห้องอะไรได้บ้าง ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นปัญหาของห้องใต้ดินที่ติดกับทะเลสาบแห่งนี้ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้น้ำและความชื้นซึมขึ้นมา สังเกตจะเห็นตะไคร่น้ำสีเขียวจับอยู่เป็นบริเวณกว้างๆ…ถึงกระนั้นเราก็รับปากว่าจะช่วยคิดให้…ขณะที่เดินสำรวจไปเรื่อยๆ เหล่าคนใช้ ชาย-หญิงภายในบ้านก็กุลีกุจอเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ นานา…มีเพียงมุมเล็กๆ เท่านั้นที่พอจะสังเกตเห็นหญิงวัยกลางคนนั่งปรับทุกข์กับหญิงสาวซึ่งน่าจะเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านที่เพิ่งกลับจากประเทศอังกฤษ คุณพรรัตน์ได้บอกภายหลังว่า เขาให้เวลาคนในบ้านย้ายออกภายใน 2 เดือน….และมีช่วงหนึ่งขณะที่ผมเดินตามหลังคุณพรรัตน์ อยู่ๆ หญิงสาวอายุน่าจะ 20 ต้นๆ ก็เดินเข้ามายกมือไหว้ ผมไม่ได้แอบฟัง แต่หูก็ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ชัดเจน…

“สวัสดีคะคุณลุง”

“หวัดดีหนูแอร์….คุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง”

“คุณแม่เข้มแข็งขึ้นคะ…เพื่อนคุณแม่ที่สามเสนมีตึกแถวหลายห้อง คุณแม่เลยขอเช่าห้องหนึ่ง ก็คิดว่าเราจะย้ายออกได้ภายในเดือนนี้แหละคะคุณลุง”

“อ้าวแล้วน้องชายหนูละติดต่อได้รึยัง”

“ยังเลยคะ….หนูกลัวหากเขากลับมาไม่ทันพวกหนูย้ายออก กลัวเขาจะช็อก เลยอยากฝากให้คนงานของคุณลุงช่วยเป็นธุระให้หน่อย…นี้คะคือเบอร์โทรบ้านเช่าและที่อยู่ใหม่ของคุณแม่”

“ได้…ลุงจะ COPY แจกคนงานเก็บไว้ ไม่ต้องกังวล แล้วเรื่องเรียนของหนูละ”

“เหลืออีกแค่เทอมเดียวก็จบแล้วคะ….หนู หนูกะว่าจะแต่งงานกับเพื่อนชาวอังกฤษแล้วหาทางเอาคุณแม่ไปอยู่ด้วยกันซะที่โน้นเลย”

“เออ..ดี ดีแล้วละ…หนูแอร์เป็นเด็กเข้มแข็งมากๆ เลย…ต่อจากวันนี้หนูต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างสมบูรณ์แล้วนะ อะไรที่หนูคิด หนูต้องตัดสินใจไปเลย อย่ารีๆ รอๆ เด็ดขาด”

“ขอบคุณมากๆ คะคุณลุง…หลังจากขายบ้านหนูคิดว่าจะให้เงินคนงานในบ้านไปตั้งหลักครอบครัวละก้อน ใช้หนี้ให้จบ….ที่เหลืออีกนิดหน่อยก็จะแบ่งไว้ให้น้องชาย ส่วนตัวหนู หนูคิดว่า หนูเอาตัวรอดได้”

“ดีแล้วละ ดีมาก…มีอะไรก็บอกลุงไม่ต้องเกรงใจ”

“ขอบคุณมากคะ….หนูฝากเรื่องน้องชายหนูด้วยนะคะ”

“ได้ๆ….แล้วนี้หนูแอร์จะกลับอังกฤษเมื่อไร”

“ก็กะว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่จนกว่าน้องชายจะกลับมาโน้นแหละคะ เรื่องเรียนกลับไปค่อยว่ากัน…อาจจะด๊อบแล้วค่อยไปเรียนใหม่เทอมหน้า”

“หนูแอร์เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่เข้มแข็งมากๆ เลยนะ”

“สถานการณ์บังคับให้แอร์ต้องเข้มแข็งคะคุณลุง…”

“ดีๆ….ลุงเอาใจช่วย….สู้ต่อไป เรื่องน้องชายไม่ต้องกังวลเพราะหลังจากที่หนูกับคุณแม่ย้ายออกลุงจะให้คนงานเข้ามาอยู่ประจำที่นี่ 2 คนทันที…ถ้าน้องชายหนูกลับมาอย่างไรเสียก็ต้องได้คุยกันละ”

“ขอบคุณคุณลุงมากๆ คะ”

ครับถึงบ้าน 4 ชั้นครึ่งที่ห้อมล้อมไปด้วยทะเลสาบหลังนี้ จะเป็นบ้านที่โดนสาปตามคำเล่าลือหรือไม่…ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ผมต้องการจะสื่อ….แต่ประเด็นหลักของบทความ คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน “คฤหาสน์-ทะเล-สาป” บทนี้…ผมต้องการสื่อเพื่อเป็น เคทสตาร์ทดี้ (Case Study) ให้ทุกท่านมีสติในทุกๆ ขณะ… อุบัติเหตุไม่ได้ละเว้นใครหรือครอบครัวคนใดคนหนึ่ง หากเกิดปัจจุบันทันด่วน คุณๆ ท่านๆ จะได้ครองสติแก้ปัญหาได้ถูกจุด อย่างหนูแอร์ชีวิตเธอเป็นคุณหนู พูดภาษาชาวบ้านๆ เธอแทบจะคาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิดด้วยซ้ำ… เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเธอต้องมาเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวทั้งๆ ที่อายุยังไม่ถึงวัยเบญจเพส…ผมเห็นแววตาและสีหน้าที่เธอแสดงออกในวันนั้นแล้วอดทึ่งในตัวของเด็กสาวคนนี้ไม่ได้ …ผมแอบมองขณะเธอนั่งแพ็คของลงลังกระดาษ มือเล็กๆ ขาวๆ เรียวๆ ไม่ควรมาดึงกระชากเชือกฟางแข็งๆ ด้วยซ้ำ… สมัยคุณพ่อยังมีชีวิตเธอเคยสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวหม่นๆ กึ่งเก่า กึ่งใหม่แบบที่สวมวันนี้หรือไม่…เหงื่อที่ไหลอาบใบหน้าเธอก็แค่ดึงคอเสื้อขึ้นซับ ใช้หลังมือปาดทิ้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า…เธอจะคิดถึงชุดราตรีพลิ้วๆ เดินรับลมไปรอบๆ ทะเลสาบโดยมีสาวใช้คอยเสริฟน้ำเสริฟนมให้หรือเปล่าน้อ….

ก่อนจะขึ้นรถ ผมมีโอกาสปะ! กับเธอตรงๆ… เธอยิ้มส่งให้ผมบางๆ จนผมอดบอกส่งเธอด้วยประโยคง่ายๆไม่ได้

“คิดบวก แล้วโลกทั้งโลกจะโอบกอดน้องแอร์ด้วยความรัก…เชื่อพี่ Timmy นะครับ”

เธอยิ้มปลื้มๆ จนสังเกตเห็นผิวน้ำรื่นๆ ใสๆ จับผิวกระจกตากำลังสะท้อนเงาตัวผมระยิบระยับ… เธอพยักหน้าแทนคำขอบคุณที่ไม่อาจเอ่ยจากปากในเวลานั้น…ผมพยักหน้าให้เธอเห็นอีกก่อนจะพยายามจดจำภาพเด็กสาวตัวเล็กๆ บางๆ เพื่อมาเป็นบทเรียนชีวิตใช้เตือนสติในยามคับขัน

“ขอบใจน้องแอร์…ขอบคุณสำหรับบทเรียนชีวิตที่ไม่มีวันอ่านจบ…โชคดีครับ”