สมรภูมิปักษา24

สมรภูมิปักษา24
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา24 อ่านเพิ่มเติม สมรภูมิปักษา24

สมรภูมิปักษา23

สมรภูมิปักษา23
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา23 อ่านเพิ่มเติม สมรภูมิปักษา23

สมรภูมิปักษา22

สมรภูมิปักษา22อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา22

สมรภูมิปักษา22

อีกมุมหนึ่งก่อนหน้านั้น

                #โคทาโร่…..คุณอยู่ไหน โคทาโร่#

เสียงเรียกในสำเนียงที่คุ้นหูก็พลันแทรกผ่านเสียงของสงครามทั้ง 3 โลกเข้ามาถึงหูของนายทหารที่ชื่อ มินาโมโต โคทาโร่ ที่กำลังนั่งรอคำสั่งรวมอยู่กับเพื่อนๆ นักบินในห้องควบคุม

“จันทร์หอม…” เขาเอ่ยชื่อนี้ออกมาอย่างมั่นใจว่าเป็นนาง ใบหน้าเริ่มซีดตระหนกพอๆ กับภารกิจสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาแยก 12 ร่างออกจากตัวตน ส่งนำทั้งหมดโผวูบกระจายออกไปตามหา “นางคือหัวใจของข้า” เสียงของโคทาโร่อีกคนที่ยังนิ่งรอในห้องควบคุมเงียบลึกเพื่อรอคำสั่งจากฝูงบินซีโร่ ที่พึ่งบินออกไปสำรวจเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน “จันทร์หอม” โคทาโร่อุทานขึ้นมาจากหนึ่งใน 12 ร่างที่พบนางเข้าแล้ว

“จันทร์หอม…” เขาใช้หลังมือที่ว่างเปล่าอิงที่จมูก ก่อนจะอุ้มร่างที่หมดสติเดินผ่านซากตัวอาคารที่ยังคงมีเปลวเพลิงกลางพายุอ้อมไปด้านหลัง โคทาโร่คืนร่างที่สัมผัสได้ใต้ชายคาที่เหลือเพียงครึ่งเดียว

“จันทร์หอม เจ้าได้ยินเสียงข้าไหม จันทร์หอม ” เขาเขย่าเรียกด้วยความรู้สึกไม่สู้จะดีนัก  “ไม่ใช่อย่างนี้…มันต้องไม่จบอย่างนี้” เขาไล่คำพูดออกมาจากข้างในที่สั่นลึกจนรู้สึกเจ็บหนาว “จันทร์หอม…” และแล้วดวงตาที่ปิดสนิทของภรรยาก็ค่อยๆเบิกมองมาที่เขา

“โคทาโร่!…”

“ใช่…ข้าเอง…ข้าอยู่นี้แล้ว” เขาละล่ำละลักกอดนางเอาไว้แนบอก “ข้าสัญญาแล้วว่าจะไม่ตาย…แต่ทำไมเจ้ายังออกมาอีก” โคทาโร่พูดและสูดลมหายใจเข้าจนสุดปอด “เจ้าจะต้องปลอดภัย ลูกเราจะต้องปลอดภัย” เขากระซิบด้วยหัวใจที่คาดหวัง แต่ดวงตาที่เป็นกังวลก็กำลังบีบรัดความรับผิดชอบกับภารกิจสำคัญจากอีกร่าง…เมื่อเสียงสัญญาณจากฝูงบินที่ออกไปสำรวจดังขึ้นในห้องควบคุม

#เจอเป้าหมายที่พิกัด 730131 แจ้ง…เจอเป้าหมายที่พิกัด 730131 แจ้ง#…

“โคทาโร่…” จันทร์หอมเรียก

“ทำไม…”

“เรายืนอยู่คนละข้าง…และฉันต้องสานต่อภารกิจให้จบ”

“แต่ข้าอยากจะถามเจ้าอยู่ข้อหนึ่ง…” โคทาโร่สวนดักคอเอาไว้ แววตาของเขาเองก็ยังไม่นิ่ง…

จันทร์หอมสำรวจความรู้สึกที่ฉายออกมา แต่สายตาของนางก็เลือกจะมองเขาในมุมที่ต่างออกไป (คุณฆ่าพี่โมก!) นางเรียกความเกลียดชังขึ้นมาใช้งานอีก และมันก็ได้ผล…

“ข้าดีพอจะอยู่ต่อเพื่อลูกหรือไม่?” โคทาโร่ถามกลับเสียงสั่น น้ำตาซามูไรที่มีค่ายิ่งกว่าเพชรอะโออิเริ่มเอ่อจวนจะล้นให้นางเห็น จันทร์หอมแทบจะยืนไม่ติด…นางเกร็งเหมือนจะควบคุมความรู้เอาไว้ไม่อยู่ นาทีเดียวกันข้อความในจดหมายลับเมื่อเดือนก่อนก็ผุดเข้ามาเรียกความเด็ดขาด

……….

                                                                                24 พฤษภาคม 1945

เรียนคุณจันทร์หอม ธารารักษ์

                หน่ายรบกามิกาเซ่ของญี่ปุ่นที่ถูกส่งไปฝึกที่เกาะฟอร์โมซา หนึ่งในนั้นมีมินาโมโต โคทาโร่รวมอยู่ด้วย ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้สงคราม มินาโมโต โคทาโร่ก็ต้องถูกจับ หรือตาย หากโชคดีกว่านั้นเขาอาจจะหนีกลับประเทศไม่มีทางออกให้กับผู้แพ้สงคราม จงเร่งมอบความตายให้กับเขาซะ ก่อนที่กามิกาเซ่จะเล่นงานเรา…นี้คือภารกิจสุดท้าย ที่คุณจะต้องสานต่อให้จบ

                                                                                รู้ธ

 ……….

 จันทร์หอมเบี่ยงตัวเองเดินแยกออกมา 3 ก้าว นางมองเขาด้วยสายตาที่กำลังสับสน

“ข้ายังมีดีพอจะอยู่ต่อเพื่อคุณและลูกหรือไม่”แต่โคทาโร่ยังย้ำคำถามเดิมให้สะเทือนใจอีก “จันทร์หอม…”

“ฉัน…ฉัน…” ไม่ทันหลุดคำอื่นออกมา โคทาโร่ก็เข้าไปอุ้มภรรยาพร้อมๆ กับดีดตัวลอยขึ้นสู่อากาศ ก่อนระเบิดลูกหนึ่ง— วี๊ดดดด!—จะมาถึงพวกเขา

—บึ้ม!…และมันก็ปลดปล่อยพลังทำลายตรงตำแหน่งนั้นพอดี

“โคทาโร่!…”

…วี๊ดดดด—-บึ้ม!…โคทาโร่กอดจันทร์หอมแน่น เขากดปลายเท้าที่สันหลังคาอาคารเรียนที่เอียงกระเท่เร่พุ่งข้ามเปลวเพลิง และกดเพิ่มแรงส่งต่ออีกครั้งที่ยอดมะม่วงที่ถูกไฟลามไปเกือบครึ่งก่อนจะโผข้ามต้นขนุนใหญ่หลังหลังโรงอาหารไป

“โคทาโร่…ไม่” เขาพานางโรยตัวลงข้างป้อมยามของสนามบินลับที่ไร้ผู้คน ซึ่งขณะนั้นยังมีเครื่องบินซีโร่ จอดนิ่งอยู่ เพียง 4 ลำ เหมือนมันกำลังรอคำสั่งกับภารกิจสุดท้ายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แต่ทันทีที่ปลายเท้าของนางสัมผัสพื้น จันทร์หอมก็ผลักเขาออกห่าง นัยน์ตาของนางราวกับเห็นเขาเป็นอีกคนที่ไม่เคยรู้จัก

“จันทร์หอม…ข้า” โคทาโร่หยุดทบทวนเพื่อรวมรวมความกล้า “ข้าเป็นนินจา…” เขาพูดตรงๆ พร้อมกับนิ่งเพื่อรับชะตากรรม                  จันทร์หอมสะดุ้งสุดตัว       “นินจา!….” นางทวนเสียงแหลมสูงจนหายในลำคอ “คุณเป็นนินจา…” จันทร์หอมย้ำและโคทาโร่ก็พยักหน้าให้เห็น…

“ฉันจะไม่บอกลูก…ว่าพ่อเขาเป็นนินจาเด็ดขาด…โคทาโร่…” นางกดเสียงต่ำราวกับเห็นเขาเป็นตัวทากที่มีสันดานดิบเป็นหนอนหมื่นตัวในซากเน่า…โคทาโร่อ่านดวงตาของภรรยาที่ส่งมาพร้อมกับความขยะแขยง…เขาปล่อยให้เปลวเพลิงจากระเบิดลูกแล้วลูกเล่าสะท้อนเงาสลับกันไปมาอย่างไม่สะทกสะท้าน…

“ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน…” เป็นคำตอบที่ได้รับ…มินาโมโต โคทาโร่ยืนนิ่ง…บัดนี้เลือดชิโนบิที่มีอยู่ในตัวเพียงครึ่งเดียวก็ถูกนางสะกดจนไม่เหลือค่า สักครู่เขาก็ดึงดาบคาตานะที่ติดไว้ข้างเอวชูให้เห็น

“จันทร์หอม” โคทาโร่เรียกและส่งมันต่อให้  “นี้คือดาบคาตานะ ประจำตระกูลของข้า…มันเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่ข้าอยากจะมีให้ลูก” จันทร์หอมจ้องเขาไม่กระพริบ โคทาโร่จึงดึงมือของนางมากำมัน เขาทรุดตัวนั่งคลุกเข่าพร้อมกับเอียงหูแนบกับท้องเพื่อฟังเสียงเต้นของหัวใจน้อยๆ ที่กำลังเป็นที่ฝังวิญญาณของตัวเอง

“ข้า รู้ ว่า เขา เป็น ชาย”น้ำเสียงสั่นเครือเปล่งทีละคำ “หากเขาถามชื่อพ่อ…จงบอกเขาว่า…พ่อเขาชื่อโมก โมก ธารารักษ์”

“โค…ทา โร่”

“เขาจะปลอดภัย…เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม” โคทาโร่หลุดคำที่ไม่พึ่งประสงค์ของกองทัพออกมา “บอกรักข้าสักครั้งเถอะ…” เขาพูดต่อราวกับเป็นความต้องการได้ยินเป็นครั้งสุดท้าย จันทร์หอมก้มมองเขาแวบหนึ่ง…แต่ความรู้สึกหน่วงลึกกำลังบังคับให้นางเชิดหน้าขึ้น

“ฉันจะไม่มีวันบอกรัก คนที่ฆ่าสามีฉัน…” นางหยุดสะอื้น… “คนที่ฆ่าพ่อ…ของลูกฉันอย่างเด็ดขาด” แต่แววตาที่โคทาโร่อ่านออกกลับฟ้องเป็นอย่างอื่น โคทาโร่ฝังจุมพิตที่ท้องของภรรยาอยู่นาน

“ฉันต้อง…สานต่อภารกิจให้จบ…” จันทร์หอมกัดฟันพูดทั้งๆ ที่หัวใจกำลังจะแหลกสลาย มือที่กำดาบคาตานะ มูโตแน่นกำลังสั่น แต่นางก็จำเป็นต้องกำมันให้แน่น…แน่นขึ้นทั้งสองมือ “พี่โมก…คุณฆ่าพี่โมก”

“เจ้าคือหัวใจและลูกคนนี้ก็จะเป็นชีวิตใหม่…ของข้า” แต่เสียงละเมอที่แผ่วเบาก็ยับยั้งมือที่กำลังจะชักดาบเอาไว้ พลันแสงสว่างจากกองเพลิงด้านข้างก็เผยให้เห็น โคทาโร่ อีก 2 คน วิ่งหายเข้าไปยังสนามบิน จันทร์หอมก้มลงมองโคทาโร่อีกคนที่ยังกอดนางอยู่ตรงหน้า

“โคทาโร่…โคทาโร่”

“มันเป็นความจริง” โคทาโร่ลุกขึ้น “เป็นความจริง…ข้าเป็นนินจา…นั้นเป็นร่างพรางของข้า” เขาอธิบายอย่างหมดเปลือก…แต่สงครามและภารกิจที่รออยู่ก็ทำให้เขาต้องเข้มแข็ง “ข้าต้องไปแล้วละ…เพราะร่างพรางกำลังรอข้าในเวลานี้…” โคทาโร่พูดพลางเชิดคางจันทร์หอมให้มองหน้าเขาตรงๆ “ข้าอยากจะอยู่อย่างนี้จนวินาทีสุดท้าย…อย่าตกใจ…อย่าตกใจ…” เขาย้ำหลายครั้ง “อย่าตกใจ…อย่าตกใจ” และก็ยังย้ำต่อประโยคเดิมต่อ จนจันทร์หอมรู้สึกผิดปกติและแล้วทุกอย่างก็กระจ่าง “อย่าปล่อยมือข้า…อย่าตกใจ” เมื่อร่างของโคทาโร่ที่จับมือนางค่อยๆ แยกอีกร่างหนึ่งไปยืนอยู่ข้างๆ

“อย่าตกใจ อย่าตกใจ” เขาย้ำต่อ แต่จันทร์หอมกลัวจนแทบจะสะบัดมือให้พ้น

“โคทาโร่!…” นางอุทานเสียงหลง เมื่อเห็นโคทาโร่ในร่างที่พึ่งเมื่อครู่วิ่งหายเข้าไปในสนามบิน

“ข้าจะอยู่กับเจ้า จะอยู่ข้างๆ เจ้า ข้าจะร้องให้เป็นเพื่อนเจ้า และข้าจะจูบเจ้าให้ครบหนึ่งพันครั้ง…ก่อน…ข้า…”

“โคทาโร่!”

“กายทิพย์จะรอฟังคำบอกรัก…” โคทาโร่อีกคนที่พึ่งโผวูบเข้ามาแทรก ก่อนจะมีอีก 5 คนวิ่งหายไปพร้อมกับเครื่องบินซีโร่ที่กำลังทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า…

“ฉันกำลังฝัน…ใช่” จันทร์หอมพึมพำ

“แต่มันเป็นความจริง…ข้าจะอยู่กับเจ้าจนกว่า…” เป็นเสียงพูดออกจากร่างที่กำลังโอบรัด…ฝนยังคงลงเม็ดไม่ขาดสายมันเหมือนสวรรค์กำลังร้องให้เพราะสงครามแต่ว่า…

#แกร๋…แกร๋…แกร๋…# อยู่ๆ เสียงนกกระเรียนก็ร้องดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง และร่างพรางของโคทาโร่ที่ยืนอยู่กับจันทร์หอมก็หันซ้ายแลขวาเหมือนจะหวาดหวั่นในอำนาจที่ไม่เคยลิ้มลอง “คำสาปซามูไร…” เขาอุทานพร้อมๆ กับการปรากฏตัวของนกกระเรียนมงกุฎแดงตัวใหญ่ มันใหญ่พอๆ กับเครื่องบินซีโร่ร่อนถลามาจากฟ้าทางทิศเหนือ มันโหมกระพือปีกอย่างบ้าคลั่งข้ามหัวคนทั้งคู่ เหมือนจงใจจะเร่งให้ทันบางอย่างที่ล่วงหน้าไปก่อน

#แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…#

(ท่านพ่อ…)

……….

อย่าถามหา………………….ความล้มเหลว

ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้……………………..ลุกขึ้นสู้

มินาโมโต โคทาโร่

## จบ สมรภูมิปักษา22 ##

สมรภูมิปักษา21

สมรภูมิปักษา21อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา21

สมรภูมิปักษา21

และอีกมุมหนึ่ง

“ฉันเกลียดเขา…ฉันเกลียดเขา” จันทร์หอมอุทานซ้ำๆ จนเรไรร้องไห้เสียงดังเรียกสติ นางจึงลนลานเหมือนทำอะไรไม่ถูก เวลาเดียวกันเสียงระเบิดที่ถูกปล่อยลงมาจากเครื่องบินก็ดังขึ้นในระยะใกล้

“แม่!…” เรไรสะดุ้งผวาและมันก็ดังไล่ตามกันใกล้เข้ามาอีก “แม่ๆ…”

“เรไร…เรไรต้องปลอดภัย” จันทร์หอมพร่ำเสียงสั่น ก่อนจะอุ้มเรไรวิ่งลงบันไดไป แต่ดวงตาที่เศร้าสนิทของโคทาโร่เมื่อเช้า ก็ตรึงนางเอาไว้ที่ลานโล่งในจุดเดียวกับเขาที่หันมาส่งยิ้ม…

“โคทาโร่!” จันทร์หอมอุทานทั้งๆ ที่ใจสั่น “…ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบ” นางกดเสียงต่ำจนน่ากลัวก่อนจะตัดสินใจอุ้มเรไรวิ่งตรงไปยังค่ายทหารอย่างไม่คิดชีวิต

“ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบ…พี่โมกไม่ได้ตายเพราะสงคราม แต่เป็นเพราะคุณ โคทาโร่…คุณคือฆาตกร…คุณฆ่าสามีฉัน” นางพร่ำไม่หยุดปากเหมือนจะขุดความเกลียดชังขึ้นมากลบความกลัวให้จมมิดไปกับแผ่นดิน

ระเบิดลงข้างทางแคบที่เต็มไปด้วยป่าไผ่ 2 ลูก มันหอบหลายร่างที่เพิ่งวิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงลอยขึ้นไปบนอากาศ และตกลงมากระแทกพื้นขาดใจตายต่อหน้า

“โคทาโร่…ฉันเกลียดคุณ” นางทั้งหอบทั้งลากเรไรวิ่งต่อไปข้างหน้า เรไรร้องไห้เสียงดังแต่นางก็เพียงอุ้มและกอดบุตรสาวให้แน่นขึ้นเป็นระยะๆ

“จันทร์หอม” เสียงตะโกนเรียกจากหลายคนแต่นางก็ไม่ได้ยิน

เสียงหวอเตือนภัยยังดังยาวขึ้นอีก เครื่องบิน “แฮลล์แคท” ของฝ่ายสัมพันธมิตรฝูงแรกผ่านไป เสียงเครื่องบินขับไล่แบบ “ซีโร่”ของญี่ปุ่นก็ทะยานขึ้นจากสานามบินลับหลังโรงเรียน ท้องฟ้าในยามนี้เต็มไปด้วยเมฆมรสุม มันคำรามพร้อมกับเสียงของเครื่องบิน “แฮลล์แคท” ฝูงใหม่ ที่เบิกฟ้ามาจากทิศใต้ และอีกฝูงบินมาจากขอบฟ้าทางทิศเหนือ พวกมันกำลังพุ่งเข้าประจัญบานกันบนอากาศ

“จันทร์หอม…กำลังจะทำอะไร” อยู่ๆ เสียงมยุรีที่วิ่งตามหลังมาก็ตรึงนางให้หยุด นางส่งเรไรให้

“ฉันฝากลูกด้วยนะพี่”

“จันทร์หอม!…”

“ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบ…” จันทร์หอมตะเบ็งเสียงแข่งกับเครื่องบินนับร้อยที่บินว่อนเหนือหัว

“หลบ!” มยุรีตะโกนลั่นเมื่อเสียงลูกระเบิดลอยแหวกอากาศใกล้เข้ามาทิศทางที่พวกนางยืนอยู่

                บึ้ม!— มันระเบิดห่างจากจุดที่ทั้ง 3 หมอบไม่ถึง 50 เมตร เมื่อเสียงเงียบลงสติของจันทร์หอมก็กลับคืนมา

“เรไรแม่สัญญาว่าจะกลับมา” นางตะโกนสุดเสียง

“จันทร์หอม!…” มยุรีตะโกนไล่ตามหลัง แต่จันทร์หอมก็พาความเกลียดชังวิ่งสวนทางฝูงชนหายไปแล้ว

“แม่!…”

“คุณพระ คุณเจ้าช่วยคุ้มครองนางด้วย” มยุรีได้แต่ภาวนา ก่อนจะอุ้มเรไรวิ่งกลับไปตามทางเดิม

เมฆสีดำทะมึนปกคลุมไปทั้งฟ้าเหนือจังหวัดเพชรบุรี แต่ฝูงบิน “แอลล์แคท” และ “ซีโร่” ที่กำลังส่งความตายให้แก่กันดูจะไม่สะทกสะท้าน  ฟ้าแลบผ่านเมฆเป็นทางยาวลงสู่พื้นดิน เผยให้เห็นเงาสีดำของฝูงบินของทั้ง 2 ฝ่าย เป็นจุดสีดำเล็กๆ เต็มท้องฟ้า ดูเผินๆ ไม่ต่างอะไรกับฝูงแร้งที่กำลังบินร่อนตามกลิ่นเน่าของเหยื่อ นานๆ ครั้งแสงลูกไฟและเสียงระเบิดเหนือเวหาก็สว่างวาบพุ่งลงด้วยความเร็วสูงและเสียงระเบิดก็ดังกัมปนาทประหนึ่งจะแยกโลกออกเป็นสองส่วนเพียงกระพริบตาเปลวเพลิงสีแดงประหนึ่งไฟบรรลัยกัลป์จากนรกก็พวยพุ่งขึ้นไปลามสวรรค์ที่ยังหยุดพักร้อน พร้อมกับเสียงฟ้าคำรามผ่านกลุ่มเมฆที่ไล่มาจากทิศใต้ข้ามไปจรดสุดขอบมรสุมทางทิศเหนือ ก็ถูกรวบประหนึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน เสมือนสงครามทั้ง 3 โลกได้อุบัติขึ้น และ ทางช้างเผือก เวลานี้ก็ร้างไร้ซึ่งผู้สัญจรในบัดดล

………..

เงาแห่งศักดิ์ศรีที่สะท้อนบนผิวน้ำ………….ประเมินค่ามิได้

แต่เพียงเศษหินกระทบ

ศักดิ์ศรีทั้งมวลก็ถูกทำลาย…จนไม่เหลือค่าให้ประเมิน

มยุรี เพชรอำไพ

………..

คาตานะ มูโต สัญญารักซามูไร 

 ภาพนกกระเรียนมงกุฎแดงกำลังเริงระบำอยู่กับคู่ของมันท่วมกลางแสงแรกของขอฤดูหิมะในทุ้งกว้างสีขาวทางทิศตะวันออกของเกาะฮอกไกโดประเทศญี่ปุ่น พวกมันเชิดหัวชูชะงอยปากสีแดงฉานขึ้นสู่ท้องฟ้า

“แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…” สอดประสานร่วมกันร้องเพลงรัก ตัวผู้กางปีกโปกสะบัดเดินส่ายไปรอบๆ ตัวเมียก็ไช้ชะงอยปากไซ้ไปตามขนที่ลำคอประหนึ่งแทนเสียงกระซิบที่หวานหู

“แกร๋ๆ…แกร๋…” พวกมันร่วมกันร้องเพลงรักเพลงแล้วเพลงเล่าอย่างไม่รู้จักเบื่อ แต่ไม่ทันที่แสงแรกจะพ้นยอดสนมซึ นางนกระเรียนก็ล้มฟุบขาดใจตายลงข้างๆ ดาบคาตานะปริศนา…โดยไม่ทราบสาเหตุ…

“แกร๋!…แกร๋!ๆๆๆ…” จากเพลงรักก็พลันเปลี่ยนเป็นเสียงโหยหวน

“แกร๋ๆ…” เจ็บปวด

“แกร๋ๆ…” ชิงชัง…

“แกร๋ๆๆ..” และสาปส่ง ก่อนนกกระเรียนตัวผู้จะล้มลงไปนอนขาดใจตายตามคู่ของมัน…และอาทิตย์ดวงเดียวกันก็ลอยเหนือต้นซากุระใหญ่หน้าปราสาทที่ตั้งอยู่บนเนินเขาทางทิศตะวันออกของเมืองคาโกคุมะในเวลานี้…

(เจ้าหนี คำสาบซามูไร ไม่พ้นจริงๆ โคทาโร่) เสียงสื่อจากอูคาชิ ยาสุ ดังขึ้นในหัวของมินาโมโต โคทาโร่ แต่มันกลับทำให้อีกคนที่บังเอิญได้ยินพอดี

“ไหนว่าจะเอาตัวรอดได้ ในความมืด” เรียวตะพึมพำ

(ข้าช่วยเจ้าไม่ได้อีกแล้ว…ลูกพ่อ) เสียงที่ได้ยินดูเศร้าสนิท

—บึ้ม!และระเบิดลูกหนึ่งก็ไม่ไกล แต่เรียวตะก็ยังคงนิ่งในท่าเดิม

“โคทาโร่…โคทาโร่…โคทาโร่” พลันเสียงผู้หญิงก็แทรกเข้ามาหลังเสียงหวอเตือนภัย เรียวตะกวาดมองไปเพื่อควานหา เขากระพริบตาถี่ๆอีกหลายครั้ง จนเห็นเงาของบางคนในแสงสีเขียวอมเหลืองที่ไม่ชัดเจนนัก “…จันทร์หอม!” เขาอุทานเมื่อภาพบอกชัดว่าเป็นนาง “จันทร์หอม ในที่สุดก็เป็นเจ้า!…”

……….

แต่อีกคนหนึ่ง

“โคทาโร่…” วี๊ดดด—-บึ้ม!—ระเบิดอีกลูกดังขึ้นพร้อมกับเปลวเพลิงสีแดง  เรียวตะเห็นจันทร์หอมนั่งหมอบอยู่กับพื้น และอีกลูกก็พลันระเบิดขึ้นติดๆ กันข้างรั้วโรงอาหาร—บึ้ม!— มันไม่ไกลจากนางเลย

……….

และอีกคนหนึ่ง

“นางจะฆ่าคุณชาย!…” น้ำเสียงเรียวตะแข็งกร้าวดุจเสียงของปิศาจจากโลกที่ 3 โหนกแก้มดันขอบตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังขึ้นสูง…เขาก้าวอาจๆ เข้าไปหานางอย่างไม่สนใจอย่างอื่น “นางจะฆ่าคุณชาย!…นางจะฆ่าคุณชายไม่ได้” พร้อมๆ กับพึมพำตามที่ใจคิดจะกระทำบางอย่าง “นางจะฆ่าคุณชาย ใช่ คำสาปบอก นางจะเป็นคนสังหารเขาไม่ใช่สงคราม”เรียวตะย้ำปลุกเงาปิศาจเข้ามาสิงสู่ให้เร็วขึ้น “หากเป็นนางที่ตาย ข้ากับโคทาโร่ก็หายสาบสูญไปด้วยกัน”

“หมอ…หมอ…ทางนี้” เสียงตะโกนเรียกดังมาจากทุกทิศทุกทาง แต่เรียวตะก็ไม่มีท่าทีจะสนใจ แววตาที่เหี้ยมเหิมยังคงตรงเข้าไปหาจันทร์หอมไม่หยุด    “หมอ…หมอ…”

……….

แต่อีกคนหนึ่ง

“โคทาโร่!   คุณอยู่ไหน โคทาโร่” จันทร์หอมตะโกนไปวิ่งไปนางพลิกศพของทหารญี่ปุ่นที่นอนตายอยู่กับพื้นคนแล้วคนเล่า ศพแล้วศพเล่า

“คุณอยู่ไหน โคทาโร่” และนาทีเดียวกันเม็ดฝนก็เทกระหน่ำซ้ำเติมสถานการณ์ “โคทาโร่…”

……….

และอีกคนหนึ่ง

แต่เรียวตะก็ยังก้าวอาจๆ ตามไปอย่างเพชฌฆาตใจทมิฬ  “นางจะฆ่าคุณชาย…” เขากดเสียงต่ำจนเปียกชื้น “ฮาๆ…”  พลางหัวเราะด้วยน้ำเสียงของปิศาจหมายจะเรียกหัวใจให้แข็งกร้าวมากกว่าที่เป็นอยู่ “ฮาๆ…นางจะต้องตายเพราะสงคราม…นางจะต้องตายก่อนที่โคทาโร่จะกลับมา…ฮาๆ”

………..

แต่อีกคนหนึ่ง

“เห็นมินาโมโตซังไหม…เห็นโคทาโร่ไหม” จันทร์หอมตะโกนถามทหารญี่ปุ่น 5 หรือ 6 คนที่เก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่อยู่ในแนวเปลวเพลิงที่สะท้อนถึง “เห็นโคทาโร่ไหม!…” นางตะเบ็งเสียงดังขึ้นไปอีกระดับ พวกเขาส่ายหน้าและวิ่งอ้อมไปด้านหลังโรงอาหาร

….ปังๆๆๆๆๆ…..และเสียงปืนที่มุมตึกพาห่ากระสุนที่ไร้จุดหมายพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า “อ๊ากๆๆ….ปังๆๆๆ” นาทีเดียวกันนั้น

วี๊ดดดดดด…บึ้มๆๆ…ระเบิดหอบร่างพวกเขาลอยสูง ก่อนปิศาจจากขุมนรกจะฉุดดึงลงมากระแทกกับพื้น “อ๊ากๆ!”

—บึ้ม!ๆ—

“ว้าย!…” จันทร์หอมหมอบอีกครั้ง สะเก็ดระเบิดเฉี่ยวหัวไปแค่ฉิวเฉียด “โคทาโร่…..คุณอยู่ไหน โคทาโร่”

—บึ้มๆ! บึ้มๆ! บึ้มๆ!— และระเบิดชุดใหม่ก็ตกใส่ตัวอาคารเรียนสองชั้น มันพังถล่มทลายเป็นทะเลเพลิงในบัดดล

……….

…และอีกคนหนึ่ง

ก็ยังเดินตรงเข้าไปหานางอย่างไม่หวาดหวั่น “ชิ!….” เขาพ่นหางเสียงเรียกความตายที่หวังจะให้เกิดขึ้น

—บึ้ม!—และระเบิดอีกลูกก็ดันแรงอัดอากาศเข้าใส่ร่างของจันทร์หอมต็มๆ นางล้มกลิ้งไปกับพื้น สติของนางเกือบจะดับวูบในนาทีนั้น “โคทาโร่…” แต่กายสัมผัสในนาทีสุดท้ายก็กระตุ้นเอาไว้ทัน “โคทาโร่”

“เจ้าจะทำอะไรเรียวตะ” และเสียงของฮาราชิ จิโระ ก็ดังขึ้นทางด้านหลัง “นั้นนายหญิงนี้…เจ้าทำอะไรนาง” จิโระตะคอก “เจ้ากำลังจะฆ่า นายหญิง”

“นางกำลังจะฆ่าโคทาโร่” เรียวตะโพล่งขึ้นตรงๆ…

“ไอ้…เรียวตะ” ฮาราชิ จิโระ โกรธจัด เขายืนเกร็งหมัดแน่น…เป้าหมายอยู่ที่ปากเน่าๆ ของเพื่อน แต่…

“นางจะเป็นคนฆ่า โคทาโร่มิใช่หน่ายอาสาตายกามิกาเซ่” เรียวตะย้ำต่อ แต่จิโระก็ยังออกอาการไม่ยอมรับ

“โคทาโร่กำลังจะขึ้นบินเที่ยวสุดท้าย…เขาต่างหากที่อาสาตายไปพร้อมกับกามิกาเซ่เอง…มิใช่นาง” จิโระกัดฟันกระแทกสุดเสียงกลั้น “ไอ้บ้าเอ้ย!…” พร้อมกับจะเหวี่ยงหมัดใส่ตำแหน่งที่ได้หมายเอาไว้ แต่ระเบิด 2 ลูกก็สาดประกายเพลิงสีแดงฉานไปยังร่างที่นอนอยู่กับพื้นให้เด่นชัดขึ้นมา

“เจ้าดูนั้น…หากไม่เชื่อข้า” เรียวตะพูดพร้อมกับชี้มือไปยังร่างของจันทร์หอม จิโระมองตาม แต่ก็ยังไม่ปักใจเท่าไรนัก “เจ้าดูนั้น” เขาย้ำอีกและแล้วอยู่ๆร่างของจันทร์หอมก็ค่อยๆ ลอยขึ้น ทั้งๆ ที่มีเพียงความว่างเปล่าโอบอุ้ม

“เอ้! นั้นมัน” จิโระตกตะลึงพลางค่อยๆลดมือกลับไปจับจับด้ามปืนเช่นเดิม

“โคทาโร่สามารถแยกร่างได้ 12 ร่าง ชิโนบิอย่างเขาจะไม่มีวันตายในความมืด” เรียวตะกัดฟันอธิบายอย่างคนกำลังคับแค้นใจ…(ข้าช้าเกินไป…) เป็นเสียงฟันกรามบดขยี้กัน…มาจากปิศาจในตัวเขา

“โคทาโร่ เป็นนินจา!” จิโระกึ่งถาม

“ใช่…เพราะเหตุนี้ กามิกาเซ่ จึงเกิดขึ้นในเวลาหลังตะวันลับขอบฟ้า…ที่นี้ เป็นครั้งแรก” เรียวตะพูดแต่แววตาอาฆาตยังจับจ้องตามร่างของจันทร์หอมไปทุกขณะจิต

“ข้าไม่เชื่อ โคทาโร่ไม่มีวันหันหลังให้ความตายแน่นอน ข้ามั่นใจ”

“เขาหวังจะหายสาบสูญ ไปพร้อมกับหน่วยบินกามิกาเซ่”

“เจ้าพูดอะไร ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ” จิโระตะโกนใส่อย่างคนเอาจริง จนแรงระเบิดแยกคนทั้งคู่กระเด็นไปคนละทิศทาง

—บึ้ม!อ๊าก!…อ๊าก

……….

และในซากปรักหักพัง

                “หาก…หากเป็นนางที่ตาย…ข้ากับคุณชายมินาโมโตก็จะหายสาบสูญ…ไปด้วยกัน” เสียงเพ้อของเรียวตะที่ยังอยู่ในความมืดสนิท เขาพยายามปัดยกสิ่งซากที่สัมผัสถึงออกให้พ้น…และรวบรวมแรงทั้งหมดที่เหลือยันตัวเองลุกขึ้น กระนั้นความมืดสนิทก็ยังครอบคลุมไว้ทุกด้าน เขาพยายามกระพริบตาแต่มันก็เจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว…อาชีพแพทย์ที่ติดตัวมากำลังอ่านและทบทวนอาการที่เป็นอยู่อย่างเกรงๆ “ไม่…คุณชาย!” สำเนียงอูราคามิเริ่มตื่นกลัว “คุณชาย…คุณชาย!…ข้า ข้า” และมือของเขาก็เริ่มกระตุกสั่น… “ทำไมข้าถึงมองไม่เห็น ข้ามองไม่เห็น คุณชายช่วยข้าด้วย…คุณชาย!”

……….

## จบ สมรภูมิปักษา21 ##

สมรภูมิปักษา20

สมรภูมิปักษา20
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา20 อ่านเพิ่มเติม สมรภูมิปักษา20

สมรภูมิปักษา19

สมรภูมิปักษา19อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา19

สมรภูมิปักษา19

ใต้เงาร่มจันทร์

เช้าวันต่อมา

          แดดบางๆ แทรกเป็นลำแสงผ่านกลุ่มเมฆสีขุ่นเทาที่กระจัดกระจายเกลื่อนฟ้าลงมาจนถึงพื้นดินได้หลายจุด เดือนมิถุนายนสัปดาห์ที่ 2 ยังไม่ปรากฏมรสุมเผยตัวแสดงพลังอำนาจ เบ่งบารมีที่เหลือล้นให้เห็น  ต้นจันทร์ข้างบ้านก็กำลังแทงช่อดอกเล็กๆ อยู่เต็มต้น มันส่งกลิ่นเชิญชวนล่อหมู่ผึ้ง แมลง ให้เข้ามาดอมดม จนเกิดเสียงครางหึ่งๆ จนคล้ายเสียงเฮลิคอปเตอร์หลายร้อยลำกำลังทำหน้าที่อยู่แถวนั้น มินาโมโต โคทาโร่ยืนมองทุกสรรพสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตามครรลองแห่งธรรมชาตินิ่งๆ เขาอยู่ในชุดนายทหารญี่ปุ่นเต็มยศ…และปล่อยจิตเยี่ยงชิโนบิที่พึ่งถูกกระตุ้นกลับคืนมาลองอ่านสัญชาตญาณบริสุทธิ์จนลืมช่วงเวลาสงครามที่ยังคงดำเนินอยู่ไปชั่วขณะ

……….

แม้จะตัวเล็ก….แต่ก็ยังสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้เกินฝัน

รวมพลังเป็นหนึ่ง…….จากเพื่อนพร้องมิตรสหาย

มินาโมโต โคทาโร่

……….

เขาก้าวเข้าไปยืนใต้ร่มเงาของต้นจันทน์อย่างช้าๆ แต่สายตายังจับจ้องอยู่ที่เดิมราวกับไม่อยากพราดฉากสำคัญที่กำลังดำเนินอยู่ นาทีนั้นซองจดหมายสีขาวที่ตีตราสัญลักษณ์พิเศษบอกถึงความลับสูงสุดของกองทัพญี่ปุ่นก็หล่นจากกระเป๋าสีดำที่ถืออยู่…ไม่นานจันทร์หอมที่ก็เดินผ่านมา เหมือนนางจะลงไปข้างล่าง

“จันทร์หอม คืนนี้ข้าอาจจะไม่ได้กลับ…หากพบสิ่งใดผิดปกติ ต้องรีบส่งข่าวให้ทุกคนรู้ทันที…ก่อนจะสายเกินไป” โคทาโร่พูดเป็นนัย

“มีอะไรหรือ…” จันทร์หอมถามกลับด้วยท่าทีสงสัย

“ใต้ร่มเงาต้นจันทน์หอม…ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะมานั่งพักผ่อนที่นี้…มันทำให้หายใจได้โล่งปอดจนถึงลูกของเรา”

“โอะฮะโยโกะไซมะซึ…ส วัส ดี ตอนเช้า นายหญิง” เสียงทหารญี่ปุ่นดังที่เชิงบันได

“จิโระ…สวัสดีตอนเช้าคะ…” จันทร์หอมทักตามความคุ้นเคยพลางหันไปก้มหัวให้ทหารญี่ปุ่นอีก 5 นาย ที่ยืนรอโคทาโร่อยู่ที่ลานโล่งหน้าบ้าน

“ข้ากำลังจะไป” โคทาโร่พูด เขาพยักหน้าให้จิโระอีก… “เมื่อคืนมีอะไรเกิดขึ้นไหม” เขาถามต่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“สะพานหมายเลข 7 เราซ่อมเสร็จทันรถขนเสบียงผ่านมาได้…เรียบร้อยดี” จิโระตอบ

“อื้อ!…” โคทาโร่พยักหน้าก่อนจะหันมาพูดกับจันทร์หอมอีกที “ตอนเย็นข้าจะให้เรียวตะ มาตรวจครรภ์เจ้าอีกสักครั้ง” เขาก้มหัวชายตาไปยังใต้ต้นจันทร์หอมเหมือนจงใจจะบอกอะไรบางอย่าง “เราไปกันได้แล้วจิโระคุง” เขาพูดและผ่านจิโระตรงไปยังกลุ่มทหารญี่ปุ่น…จันทร์หอมมองตามหลังอย่างไม่เข้าใจ

“ข้าไปก่อน ตอนเย็นถึงจะมาพร้อมกับหมอเรียวตะอีกครั้ง” จิโระพูด และก้มหน้าให้จันทร์หอมนิดๆ ก่อนจะเดินตามโคทาโร่ไปอีกคน

“โคทาโร่!” จันทร์หอมเรียก โคทาโร่หันมายิ้มบางๆ ให้ แต่นางไม่รู้เป็นอะไรถึงอยากจะเรียกชื่อเขาซ้ำขึ้นมาอีก “โคทาโร่…” น้ำเสียงของนางเบาจนติดอยู่ในคอ โคทาโร่พยักหน้าให้และเดินนำทหารห่างไป จันทร์หอมยืนมองจนทั้งหมดลับมุมโค้ง หัวใจนางเริ่มหวิวๆหน่วงลึกจนผิดปกติ “โคทาโร่ ฉันเป็นคนไทย โคทาโร่” นางพึมพำอย่างคนแบกรับบางสิ่งเอาไว้จนเต็มทั้ง 2 บ่า แต่ก็เดินไปนั่งลงม้านั่งเก่าๆใต้ร่มต้นจันทร์ตามที่โคทาโร่แนะนำ “โคทาโร่…” ทุกอย่างเวลานี้ดูเหมือนจะมีแต่ชายคนที่นางเกลียดเข้ามาแฝงอยู่ในทุกๆอณู “ไม่นะ…เขาเป็นคนฆ่าพี่โมก…เขาเป็นคนฆ่าสามีเรา” จันทร์หอมพึมพำแต่มือกลับลูบท้องนึกนึกเขา ความรู้สึก 2 อย่างกำลังจะทำให้นางแยกไม่ออกว่า อันไหนคือความรู้สึกที่แท้จริงอันไหนคือภารกิจที่นางต้องสานต่อให้จบ “มันเกิดอะไรขึ้น” นางถามตัวเองแต่พลันสายตาที่มองต่ำก็เจอเข้ากับ…

“จดหมาย…” จันทร์หอมอุทานในลมหายใจเดียว นางหยิบมันขึ้นมา ตราประทับสีแดงเป็นอักษรญี่ปุ่นที่แนวเปิด ทำให้นางนึกถึงคำพูดของโคทาโร่ที่เพิ่งจะสั่งเมื่อครู่ขึ้นมา

          #จันทร์หอม คืนนี้ข้าอาจจะไม่ได้กลับ…หากพบสิ่งใดผิดปกติไปจากเมื่อวาน ต้องรีบส่งข่าวให้ทุกคนรู้ทันที…ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป#

“โคทาโร่ คุณกำลังบอกอะไรฉันกันแน่” นางชั่งใจกับภาษาที่อ่านไม่ออก แต่คำพูดของเขาก็ส่อเจตนาชัดเจนว่ามันหมายถึงอะไร “ต้องรีบส่งข่าวให้ทุกคนรู้ ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป”นางย้ำตามคำบอกที่ได้ยิน “โคทาโร่…” และก็ลังเลในเวลาเดียวกัน

“ไม่…คุณเป็นญี่ปุ่น คุณฆ่าสามีฉัน คุณฆ่าพี่โมก” จันทร์หอมตอกย้ำ…และเสียงเป่าลมออกจากปากแรงๆเหมือนนางจะตัดสินใจบางอย่าง…

“เรไร อยู่ไหน…เรไร ไปกับแม่เดี๋ยวนี้”

……….

เวลาต่อมา

แสงแดดตอนสายๆ ไล่ตามหลังจันทร์หอมกับเรไรไปอย่างไม่ลดละ นางเร่งฝีเท้าไปตามทางเดินเล็กๆเลียบไปกับแม่น้ำเพชรบุรี นางเดินตรงไปยังสะพานไม้เก่าๆที่ใช้ข้ามไปยังชุมชนอีกฟาก ดอกกระดุมเงินกระดุมทองกลีบเล็กๆสีเหลืองดารดาษตลอด 2 ข้างทาง เด็กน้อยหยุดและเด็ดมันไปเป็นระยะๆ  เธอก้มไปเด็ดดอกนั้นหอมดอกนี้ ก่อนจะวิ่งตามแม่ที่เดินล่วงหน้าไปก่อนให้ทัน และอดก้มลงเด็ดอีกดอกไม่ได้เมื่อเห็นว่าใหญ่กว่า สวยกว่าจนเต็มกำมือ

“เรไร เร่งตามแม่ให้ทัน” จันทร์หอมท้วง จนเด็กน้อยต้องออกแรงวิ่งตามมาอีก จันทร์หอมจับแขนลูกสาวไว้แน่นก่อนจะพาเดินข้ามสะพานไม้สูง เด็กน้อยยิ้มหน้าบานพลางชูดอกไม้ที่ถืออยู่ในมือให้แม่ดู

“หนูจะเอาไปฝากยาย” เธอพูดเสียงใสก่อนจะวิ่งกำดอกไม้สีเหลืองลงสะพานล่วงหน้าไป

………

 จนกระทั้ง…

“จันทร์หอม…นี้มันเป็นจดหมายลับสุดยอดของกองทัพญี่ปุ่นเลยนะ” ขามกดเสียงต่ำในขณะใช้มือแกะซองจดหมายออกมาดู

“มันเป็นภาษาญี่ปุ่น” เขาบังคับไม่ให้ความตื่นเต้นหลุดจนเกินขอบเขต…แต่เหงื่อกาฬก็ผุดฟ้องแล้วเวลานั้น

“ฉันหวั่นใจว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นในคืนงานเลี้ยง…” จันทร์หอมพูดอย่างคาดเดา แต่มือทั้งสองข้างก็ยังบีบกันแน่นจนชุ่มเหงื่อ

“พี่จะเอาไปให้คุณมนตรีแปล หากมีอะไรจะรีบส่งข่าว” ขามพูดเร็วและพับจดหมายยัดคืนใส่ในซองเหมือนเดิม “เอ็งต้องเข้มแข็งนะ…เวลานี้ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี” ขามกดเสียงพูดต่อ จันทร์หอมพยักหน้าอย่างเกร็ง…แต่ในแววตากลับไม่มั่นคงเสียแล้ว

“ระวังตัวนะพี่”

“อื้อ!…เอ็งก็เช่นกัน”

……….

อย่าเสียสละ…………….เพียงอยากเห็นเงาตัวเองในเหลี่ยมเพชร

เพราะจะยิ่งน่าสมเพช…เมื่อเหลี่ยมเพชรสะท้อนแสงต่างมุม

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา19 ##

สมรภูมิปักษา18

สมรภูมิปักษา18อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา18

สมรภูมิปักษา18

จดหมายฉบับสุดท้าย

……….

20 มิถุนายน 1945

                ถึงมินาโมโต  ฟูจิกาว่า

                ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอบคุณสำหรับความรักที่มอบให้ข้าด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ เกียติยศใดๆ ที่ข้าได้รับจากสงครามในครั้งนี้ ข้าขอ มอบให้ของขวัญแด่ท่านทั้งสอง

                ข้าไม่อยากบอกลาด้วยจดหมายฉบับนี้ เพราะความตายสำหรับซามูไรเป็นสิ่งบางเบายิ่งกว่าขนนก 

                ฉะนั้นท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าได้เสียใจหากข้าไม่มีโอกาสกลับบ้านหลังสงคราม ข้าจะสวดอ้อนวอนขอให้ท่านทั้งสองมีความสุขชั่วนิรันดร์…  

คิดถึงแสงแรกเหนือขุนเขาพระอาทิตย์เสมอ

มินาโมโต  โคทาโร่

 

 นกกระเรียนสยายปีกออกศึก

โผทะยานเหนือผืนน้ำทะเลใต้

ผงาดฟ้าประกาศท้า ข้าซามูไร

จากแผ่นดิน อาทิตย์อุทัย…ให้โลกลือ

……….

มินาโมโต โคทาโร่ค่อยๆ วางดินสอลงช้าๆ เขาพับแผ่นกระดาษสีน้ำตาลเป็น 4 ส่วน ไม่เคยมีวันไหนเหนื่อยล้าเท่านี้มาก่อน เขายัดมันใส่ในซองสีน้ำตาลแล้วจึงเขียนจ่าหน้าซองถึงบุคคลที่เมืองคาโกคุมะ ประเทศญี่ปุ่นอย่างบรรจง

“คงเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายจริงๆ ซินะ” เขาพึมพำขณะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เขากำลังจะหลับ แต่อยู่ๆ มือสัมผัสที่อุ่นนุ่มของบางคนก็คลึงนวดที่ต้นคอ

“เรียวตะ…” โคทาโร่อุทาน แต่ก็ไม่แปลกใจและไม่ห้ามในสิ่งที่เพื่อนกำลังทำให้

“หลับตาเถอะคุณชาย” เรียวตะพูดเรียบๆในสำเนียงอูราคามิ

“ทำไมเวลาข้าเหนื่อยจึงนึกถึงเจ้าเป็นคนแรก” โคทาโร่พูด ซึ่งมันก็ทำให้เรียวตะฉายยิ้มความสุขออกมา

“ขอบคุณ ที่นึกถึงข้า…” ทั้งสองเงียบแต่มือยังคลึงนวดไม่หยุด จนโคทาโร่รู้สึกผ่อนคลายจวนหลับ “เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว”

“อีกไม่กี่วัน…แล้วซินะ” โคทาโร่พูดลอยๆ ทั้งที่ยังหลับตาอยู่ในท่าเดิม

“กามิกาเซ่ไม่เคยโผทะยานในเวลากลางคืน…ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมแผนการในครั้งนี้ถึงเปลี่ยนไป…เหมือนทางกองทัพจงใจจะใช้เราไปตายให้เร็วขึ้น”

“มันเป็นความตั้งใจของข้าเอง…ข้ามองเห็นทุกอย่าง…และข้าก็เอาตัวรอดได้ในเงามืด อีกร่างหนึ่งแหลกสะลายไปกับเครื่องบินซีโร่ แต่อีกร่างยังต้องการจะทวงถามกับคนที่ข้ารักว่า…ข้ายังดีพอจะอยู่ต่อเพื่อลูกหรือไม่…” โคทาโร่พูดจบ มือของไอซึเกะ เรียวตะก็หยุดชะงัก

“ข้ามิได้ทรยศต่อทางกองทัพหรือตัวเอง…แต่นางกำลังตั้งท้องลูกของข้า เพราะฉะนั้นข้าจึงต้องถามความปรารถนาของนางให้แน่ชัด” โคทาโร่อธิบาย

“คุณชายจะต้องตายเพราะผู้หญิง มิใช่สงคราม…จำไม่ได้หรือไง” เรียวตะกดเสียงต่ำที่กำลังจะทนไม่ไหว

“อย่าดูถูกน้ำใจของนาง…นางไม่มีวันสังหารข้า” โคทาโร่สวนกลับทันควันพร้อมกับสะบัดตัวให้พ้นไปจากมือ เขาลุกเดินห่าง

เรียวตะก้มหน้าต่ำ สักครู่ “ข้าเป็นหมอ…ข้าควรจะดูแลนางและลูกของคุณชายให้ดีที่สุดซินะ” เป็นความน้อยใจที่ตั้งใจจะประชด…“คุณชาย…ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ปราสาทฮันโตจนกระทั้งวันนี้…ข้าก็ไม่เคยลืมดวงตาสีอำพันที่จ้องข้า….แม้จะพยายามลืม”

“เจ้ารักข้า…ได้อย่างไร” โคทาโร่หันกลับมาพร้อมกับเดินเข้าหา เขาหยุดยืนในระยะประชิด “เจ้าก็ชาย ข้าก็ชาย” โคทาโร่พูดช้าๆเนิบๆ เรียวตะได้แต่มองเขานิ่งๆ

“ข้าเองก็ไม่เข้าใจตนเอง…เช่นเดียวกับที่คุณชายไม่เคยเข้าใจข้า…” เรียวตะพูดไม่ทันจบ โคทาโร่ก็ดึงเขามาจูบ น้ำตาของเรียวตะไหลพรากพร้อมๆ กับอาการสั่นตึง สักพักโคทาโร่ก็ถอนจูบและจ้องลึกเข้าในดวงตาที่กำลังเปียกชุ่ม (คุณชาย) เสียงสื่อจากเรียวตะอุทานในอาการตกใจและพึงพอใจปนอยู่ สักครู่พลังลึกลับที่เป็นมรดกมาจากนินจาก็ทำให้อีกคนค่อยๆ หลับ โคทาโร่ช้อนร่างเพื่อนเอาไว้ในอ้อมแขน

(ข้าดีใจที่ได้หลับในอ้อมกอดคุณชาย…)

“ข้าให้เจ้าได้เท่านี้จริงๆเรียวตะ” โคทาโร่พูดและเฝ้าวนเวียนมองใบหน้าของเพื่อนไปมา “ข้าไม่เข้าใจเจ้า เช่นเดียวกับที่เจ้าไม่เคยเข้าใจตัวเอง” พูดจบเขาก็อุ้มร่างที่หลับใหลเดินเข้าไปในห้องพยาบาล ก่อนจะกลับเข้ามาหยิบซองจดหมายบนโต๊ะแบบคนชั่งใจอยู่นาน…

“ข้าปรารถนาจะอยู่ต่อเพื่อลูกอย่างชายไร้ศักด์ศรี แต่สิทธิ์ขาดอยู่ที่เจ้าคนเดียว…จันทร์หอม”

……….

อย่าคาดหวังความรู้สึก……………………….จากคนอื่น

เพราะสมหวังและผิดหวัง……………………..พอกัน

มินาโมโต โคทาโร่

……….

ชะตากะอนาคะ

(มินาโมโต โคทาโร่…เจ้าต้องเปิดจิตเดี๋ยวนี้…โคทาโร่…ทะเลทางทิศใต้กำลังจะลุกเป็นไฟ  นางจะหักหลังเจ้า…โคทาโร่…มินาโมโต โคทาโร่ จิตของเจ้ากำลังจะสั่นคลอน…อูคาชิ เซดะ…เซดะคุง) เสียงสื่อโหมกระตุ้นประสาททุกส่วนที่กำลังหลับสนิท ไม่ต่างอะไรกับเปลวไฟในเบ้าหลอมโลหะ แต่นายทหารที่ชื่อ มินาโมโต โคทาโร่ก็ยังไม่รู้สึกตัวจากอีกมิติหนึ่งของความฝัน ชะตากะอนาคะ  ชะตากรรมอนาคต ที่สวรรค์ไม่ได้ลิขิต แต่เป็นเพราะคำสาปซามูไรที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด กำลังจะบอกบางสิ่ง

: เรือลำน้อยมีข้านั่งอยู่คนเดียวกลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง…

: มันลอยนิ่งอยู่ในเงามืดของราตรีที่มองไม่เห็นสิ่งใด…

: นอกจากดาวสีแดงเหนือทะเลใต้

: มันเป็นเพื่อนข้ายามเหงา…

: “ดวงดาวแห่งนักรบ” ข้าพูดขึ้นจากความรู้สึก

: (ดาวแห่งนักฆ่า) เป็นเสียงกระซิบจากคนที่คุ้นเคย

: (เจ้าต้องเปิดจิตเดี๋ยวนี้) เป็นเสียงของคนๆนั้น

: ฮาๆ…และยังมีเสียงหัวเราะที่ก้องไปทั้งมหาสมุทร…

:  (จิตเจ้ากำลังสั่นคลอน อูคาชิ เซดะ)

: ข้าพยายามจะดีดตัวขึ้นจากเรือเพื่อไปหาดาวสีแดง

: แต่ก็ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า

: มิหนำซ้ำแรงดีดส่งกลับทำให้เรือค่อยๆจมสู่มหาสมุทร

: กำลังจะจมลงสู่สีดำ

: (โคทาโร่ อูคาชิ…เซดะ) เสียงเรียกเหมือนจะมีคนช่วย

: และดาวสีแดงก็กำลังหายไป…

: ขณะตัวข้าก็กำลังจมดิ่งไปพร้อมกับเรือ

: แต่พลันเกือบจะสิ้นลม

: แสงเพลิงจากขอบทะเลทิศใต้ ก็สว่างขึ้นมา

: มันทำให้ข้ามีแรงฮึดสู้ลอยตัวได้อีก…

: “แสงอาทิตย์กำลังเบิกฟ้าวันใหม่…”

: ข้าพูดเบาๆ…โดยไม่เอะใจเลยว่า…นั้นไม่ใช่ทิศบูรพา

: ดวงไฟสีแดงค่อยๆโผล่ ลอยสูง

: ขยายใหญ่ช้าๆ…ช้าๆ…จนเห็นเป็นวงกลมสีแดงเต็มดวง

: “อาทิตย์ยามเช้า”ข้าอุทานอย่างกระเรียนหลงฟ้า

: และภาพตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลมินาโมโต

: ก็ผุดขึ้นมาในหัว…(อูคาชิ เซดะ)เสียงสื่อที่ข้าไม่ตั้งใจจะได้ยิน

: แรงฮึดสู้ครั้งสุดท้ายกลับเพิ่มมากขึ้น

: ในที่สุดข้าก็ดีดตัวลอยพ้นจากเกลียวคลื่นได้สำเร็จ

: และค่อยๆ…กางแขนทั้งสองข้างเพื่อรับแสงนั้น

: มันช่วยพยุงตัวได้อย่างที่คาดหวังดั่งลมหนุนใต้ปีก

:  ข้านึกถึงนกกระเรียนมงกุฎแดงในกลางวงกลมสีแดงขึ้นมา

: ร่างของเขาเวลานี้ก็ไม่ต่างอะไรกับกระเรียนตัวนั้น

: ประหนึ่งตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลมีตัวข้าแทนที่

: แต่แล้วแรงโน้มถ่วงก็ฉุดร่างที่หนักอึ้งจมลงไปอีก

: ข้ากางแขนทั้งสองข้าง ให้มากกว่าเดิม

: สัญชาตญาณบอกให้ทำเช่นนั้น

: นัยน์ตาเต็มเปรี่ยมไปด้วยความหวังเริ่มหรี่ลง

: เมื่อดวงอาทิตย์ที่เข้าใจ กำลังขยายขึ้น ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

: อุณหภูมิก็เพิ่มขึ้น…จนแสบผิว

: ความร้อนกำลังทำให้ทะเลเดือด

: และข้าก็เริ่มรู้แล้วว่า นั้นมิใช่ดวงอาทิตย์

: แต่เป็นลูกเพลิงสีแดงที่ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา

: จิตพะวงได้ปลุกสัญชาตญาณกลัวให้ตื่น

: “อะไรกัน”ข้าพะวงถาม

: รอยยิ้มแห่งความหวัง…เปลี่ยนไป

: กรามทั้งสองข้างขบกันแน่น

: ดวงตาทั้ง 2 ข้างก็แข็งกร้าว เพื่อเผชิญกับความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

: มันกำลังจะเปลี่ยนร่างข้าให้เป็นผงถ่าน

: มินาโมโต โคทาโร่ นกกระเรียนบนตราสัญลักษณ์

: ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลซามูไรเก่าแก่

: เมื่อความตายใกล้เข้ามา

: ร่างของข้ากลับลอยสูงขึ้นอีก

: ความรู้สึกบอก มันช่างบางเบาเสียยิ่งขนนก

: เขาไม่ยอมหันหลังให้มัน

: จนกระทั้งลูกไฟจากนรก…ค่อยๆกลืนกิน

          “ไม่ๆๆๆๆๆๆๆ………………อูคาชิ เซดะ)

มินาโมโต โคทาโร่ ตะโกนสุดเสียงทั้งๆที่ยังหลับตา กระแสจิตที่ดังก้องในคำสุดท้ายยังค้างอยู่ในหัว เขาได้ยินปลายเสียงห่างๆว่า…อูคาชิ เซดะ) เหงื่อกาฬแตกพล่านเปียกชุ่มราวกับนอนแช่อยู่ในบ่อน้ำพุ  เขาหลับตาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติให้กลับมารวมกัน เขาทำอย่างเดียวกันนี้ซ้ำๆ อีก 3 รอบ แต่ในหัวซีกซ้ายกลับรู้สึกเหมือนมีใครเอากลองมาตีรัวๆ ปวดรำคาญจนต้องกุมไว้ทั้ง 2 มือ

“จันทร์หอม…ข้า” โคทาโร่เรียกทั้งๆที่ยังไม่ได้สติดี แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ และนั้นเองที่ทำให้เขาตื่นได้เร็วขึ้น (นางไปไหน เวลาเช่นนี้) เขาถามตัวเอง โคทาโร่ลุกจากที่นอนเดินออกประตูไปอย่างแผ่วเบาเหมือนกลัวว่าเรไรที่อยู่ห้องข้างจะตื่น

(อูคาชิ เซดะ…อูคาชิ เซดะ…) เป็นเสียงสื่อจากคนคุ้นเคยที่ดังแทรก  โคทาโร่หยุดนิ่งและปล่อยจิตให้ว่างเพื่อเปิดรับ

(อูคาชิ เซดะ…เจ้าจงฟังข้า อูคาชิ เซดะ)

(ท่านพ่อ…) เขาตอบกลับในทันที แต่เสียงของอีกหลายคนที่ศาลาท่าน้ำก็ดึงดูดเขาได้ไม่แพ้กัน โคทาโร่ถอดร่างตัวเองทิ้งไว้ที่เชิงบันได แต่ก็ทำได้ไม่สมบูรณ์นัก…มรดกจากนินจาที่ขาดการฝึกฝนกำลังทำให้เขาเป็นบ้า (ท่านพ่อ…)

(เจ้ากำลังโดน…คำสาปซามูไรเล่นงาน…โคทาโร่ วงกลมสีแดงที่ล้อมรอบนกกระเรียนไม่ใช่ดวงอาทิตย์อย่างเข้าใจ…แต่มันเป็นลูกไฟจากคำสาป…โคทาโร่มีทางเดียวที่เจ้าจะพ้นพันธะจากมันได้โดยสมบูรณ์…เจ้าต้องกลับมาเป็นอูคาชิ และลืมดาบคาตานะมูโต เล่มนั้นซะเลือดมินาโมโตที่มีเพียงครึ่งเดียวจะถูกเลือดอูคาชิละลายจนกระทั้งจางหาย..เซดะฟังข้าอยู่หรือไม่…อูคาชิ อูคาชิ เซดะ)แต่อีกร่างหนึ่งของโคทาโร่ก็ยังเดินเข้าไปหยุดอยู่ไม่ไกลจากศาลาในเวลานั้น

“เขาฆ่า…พี่โมก…ถึงฉันจะแต่งงานและท้องกับเขา…แต่มันก็เป็นเพียงหน้าที่…มันเป็นภารกิจหนึ่งเท่านั้น ฉันเกลียดเขา…เกลียดเขายิ่งกว่าหนอน…” เป็นน้ำเสียงของจันทร์หอมอย่างชัดเจนโคทาโร่ชาไปทั้งตัว ราวกับความเกลียดชังที่ปนออกมากับสำเนียงยิ่งกว่าหนอนกำลังไหลซึมเข้าสู่ตัวเขาเต็มๆ

(ไม่…ข้าไม่ได้ฆ่าโมก นางกำลังเข้าใจผิด) โคทาโร่อุทาน

(ถึงจะรักนางเพียงใด แต่ในที่สุดก็เป็นนางที่จะสังหารเจ้า…โคทาโร่…เซดะ…) เสียงสื่อยังคงไม่ยอมลดละ

“เอ็งต้องรู้ให้ได้…ว่าพวกญี่ปุ่นมีแผนการอะไรในงานเลี้ยงคืนวันที่ 28 มิถุนายน ที่จะถึง…เราต้องรู้ก่อน มิฉะนั้นขบวนการใต้ดินและเสรีไทยส่วนหนึ่งจะถูกสังหารเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดจีน…บทเรียนเก่าสอนเราได้ดีเชียวนะจันทร์หอม” เสียงมนตรีเบาลงไปอีกเหมือนจะระแวง โคทาโร่เดินผ่านต้นชบาเพื่อหวังจะให้ใกล้เข้าไปอีก เขากระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับมาใช้แสงสีเขียวอมเหลือง…แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่าที่เคยเป็น แต่ก็พอเห็นจันทร์หอมพยักหน้าให้กับชายฉกรรจ์ที่ยืนพูดอยู่ติดกับบันไดลงแม่น้ำเพชรบุรีได้ไม่ยาก

(จันทร์หอม…)

                (อูคาชิ…เซดะ…อูคาชิ เซดะ)เสียงสื่อยังเรียกไม่ขาดระยะ…จนโคทาโร่เริ่มรู้สึกรำคาญ

(…ท่านพ่อ)

(เจ้าต้องกลับคืนสู่โลกชิโนบิ…ปล่อยดาบคาตานะมูโตเล่มนั้นซะ หากต้องการรอดพ้นจากคำสาปซามูไร)

(คำสาป คำสาป คำสาป…มันคืออะไร ท่านได้แต่พูดคำๆ นี้เพื่อหวังจะขู่ข้า) โคทาโร่สื่อกลับด้วยอารมณ์อีกด้าน

(ทำตามที่ข้าบอก…แล้วเจ้าจะรอด…มันเป็นเรื่องจริง ข้าไม่ได้ขู่)

(ตอนข้าอยู่ในหุบเขาอิงะ ท่านก็ผลักไสให้ข้ามาเป็นมินาโมโตเช่นเดียวกับเวลานี้ ที่ท่านก็บอกให้ข้ากลับคืนสู่โลกมืด…เห็นข้าเป็นสิ่งของ…คิดจะโยนทิ้งก็โยน…ข้าเกลียดโลกมืดยิ่งกว่าปลิงลม…ข้าเกลียดปลิงลมยังกับหนอนหมื่นตัวในซากเน่า) โคทาโร่ตอกกลับ อย่างสุดอารมณ์

(คุณชาย…)

(อย่าเรียกข้าอย่างนั้น…ข้าคือมินาโมโตความตายของข้าบางเบาเสียยิ่งกว่าขนนก…ข้าจะไม่หันหลังหากข้าจะตายเพราะสงคราม หรือแม้แต่จะถูกนางสังหารก็ตามที)

(อูคาชิ เซดะ)

(อย่าเรียกข้าอย่างคนหนึ่งในหุบเขา…ข้าเกียดอูคาชิ ข้าเกียด เซดะ ข้าเกียดชิโนบิ และข้าจะไม่มีวันหวนกลับไปหุบเขาอิงะอีก)

(คุณ…ชาย อู…คา…ชิ…)

(ข้าชื่อมินาโมโต…โคทาโร่…) เขาสวนกลับในลมหายใจเดียว ดวงตาที่แดงกล่ำกำลังฟ้องให้ภาพวันสุดท้ายในหุบเขาอิงะผุดขึ้นมาหลอกหลอน…เสียงอูคาชิ ยาสุ ตะคอกใส่เพื่อตัดขาดความเป็นพ่อลูกยังก้องอยู่ในความทรงจำ  แสงสีเขียวอมเหลืองที่เต็มไปพลังจากมนต์สะกดของชิโนบิไหลออกมาจากดวงตาสู่ดวงตาครั้งสุดท้าย มันเป็นภาพความเจ็บปวดที่เจ็บลึก…เกินจะเยียวยาแล้วเวลานี้

(ข้าเสียใจ…เจ้าก็คงจะเกลียดโลกมืด พอๆ กับแม่ของเจ้า)

(ใช่…ข้าขอตายเยี่ยงซามูไร…เพราะตอนนี้ข้ากำลังจะมีลูกกับนาง…) โคทาโร่พูดเสียงสั่นเครือ (ลูกข้าคนนี้จะต้องเป็นคนไทย คนไทยธรรมดาๆ มิใช่ทั้งชิโนบิและซามูไร)

“เอ็งจะต้องเข็มแข็ง…พวกเราทุกคนไม่มีวันทิ้งเอ็ง…สบายใจได้” เป็นเสียงผู้หญิงที่ดังมาจากหนึ่งในจำนวนกลุ่มคนที่อยู่ในศาลา

(หากเขาเกิดมาพร้อมพรสวรรค์วิเศษเยี่ยงชิโนบิจริงๆ มันก็ไกลพอที่เขาจะปลอดภัย) โคทาโร่ใช้เสียงสื่อตอบ (ถ้าข้ายังมีดีพอที่จะอยู่ต่อเพื่อลูก เพื่อปกป้องเขาจากปิศาจ…ถึงจะไร้ศักดิ์ศรีข้าก็จะอยู่…แต่หากจะต้องตายข้าก็จะให้นางเป็นผู้ตัดสิน)

(เจ้าคิดว่าเราควรจะต้องบอกลากันและกันแล้วใช่ไหม ก่อนจะไม่ได้บอกลาอีกเป็นครั้งที่ 2 )

(…มันควรจะเช่นนั้น…) โคทาโร่สื่อไม่ทันคิด

(…..) แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากอีกคน

“หากเกิดอะไรขึ้น เราต้องยอมรับมันให้ได้…เอ็งไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกนะ” เป็นเสียงของผู้ชายแต่ดูเหมือนน้ำเสียงจะอบอุ่นมาขึ้น โคทาโร่ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้ากันได้แล้ว

(…ข้าบอกลาเจ้าไม่ได้…) เสียงของอูคาชิ ยาสุสั่นเทา ก่อนเขาจะตัดเสียงสื่อหายไปเฉยๆ

“พวกพี่กลับไปก่อนเถอะ…มีอะไรเดี๋ยวฉันส่งข่าว” เสียงจันทร์หอมดังขึ้น เขาเห็นสายตาของนางกวาดมองไปรอบๆ เหมือนจะระแวงบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นเขาในเวลานี้

“เออ…มีอะไรเร่งด่วนให้ไปหาข้าที่บ้าน” เสียงขามพูดก่อนจะเดินลงบันไปที่ทอดตัวลงสู่ผิวน้ำไปเป็นคนแรก

“ตูม!!” เขาล้มหัวขม่ำจนน้ำแตกกระจาย จันทร์หอมเอามือปิดปากเหมือนจะขำไม่ออก

“ทีหลังมัดเชือกให้ต่ำๆ หน่อย…ข้าจะได้ไม่สะดุด” ขามค่อนแคะเบาๆ ก่อนจะลอยคอนำคนทั้งหมดหายไปที่โค้งน้ำทางทิศเหนือ

“จันทร์หอมทำงานให้กับขบวนการใต้ดินหรือนี้”

                (…เจ้าจะตายเพราะผู้หญิงที่มี แววตาคมยิ่งกว่าดาบคาตานะ…ไม่ใช่สงคราม) และเสียงที่อยู่ในความทรงจำก็ผุดเตือนขึ้นในหัวอีก

“จันทร์หอม…” โคทาโร่หลุดอุทานเป็นเสียงลม

“ฉันขอโทษคุณไม่ได้…โคทาโร่…ฉันขอโทษคุณไม่ได้” และจันทร์หอมก็พูดในอารมณ์เดียวกันแล้วก็ร้องไห้ออกมา

(นั้นน้ำตา…นางรักข้า…ข้าสัมผัสได้…นางรักข้า) โคทาโร่บอกตัวเอง (ยามนี้นางไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง)

“ฉันขอโทษคุณไม่ได้โคทาโร่….ฮื้อๆ”

 

……….

หน้าที่ต่อประเทศชาติ………………………

………..ย่อมสำคัญกว่าความรู้สึกส่วนตัว

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา18 ##

สมรภูมิปักษา17

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา17

สมรภูมิปักษา17สมรภูมิปักษา17

หน่วยอาสาตายที่ฟอร์โมซา

……….

                #ท่านพ่อ…หลังจากที่ข้าเรียนจบ ข้าอยากจะไปสอบโรงเรียนนักบิน…ถึงข้าจะบินได้แต่ข้าก็ไม่ใช่นก…ข้าก็เลยอยากจะเป็นนักบินอย่างนก#

……….

            “มันคือฝันเดียวที่ข้าปรารถนา…อูคาชิ เซดะ ก็คืออีกชื่อหนึ่งที่โลกของนินจาได้มอบให้ ข้าหวังว่าเลือดชิโนบิจะช่วยข้าให้รอดเพื่อลูก…ไม่ใช่เพื่อตัวตนที่อาสาไปตายตั้งแต่ต้น…ท่านพ่อ”

แดดสุดท้ายลาฟ้าไปพักใหญ่ มันเคยเป็นช่วงเวลาที่หลายคนจะได้พักผ่อน แต่ในสถานการณ์สงครามที่กำลังตีโอบล้อมไล่กดดันเข้ามาทุกด้าน จะมีทหารสักกี่คนที่จะข่มตาหลับลงได้ เสียงปืน เสียงเครื่องบิน และเสียงระเบิด ยังนำความตายและความสูญเสียมาเยือนไม่เว้นแต่ละวัน หลายชีวิตต้องจากไป และอีกหลายชีวิตต้องสู้ต่อจนกว่าจะได้ลิ้มลองรสชาติของชัยชนะ…ที่หลายๆ คนคิดว่าหอมหวาน

“จิโระ…ข้าฝากจดหมายฉบับนี้ให้จันทร์หอมด้วย” มินาโมโต โคทาโร่กระซิบพร้อมกับส่งจดหมายที่ถืออยู่ในมือให้เพื่อน

“หมายความว่าอย่างไร” จิโระถามกลับ

“นางกำลังตั้งท้องลูกของข้า…” โคทาโร่บอกและยัดจดหมายใส่ในมือ “จิโระคุง…ข้าฝากดูแลนางด้วย”

“นี้…เจ้าไม่ได้บอกนางหรือว่าจะไป…ฟอร์โมซา” จิโระกดเสียงต่ำถาม “โคทาโร่คุง” เขาย้ำอีกเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ

“นางไม่ควรเครียดในเวลานี้…บอกกับนางว่าข้ามีภารกิจที่กรุงเทพฯ  2 อาทิตย์…” โคทาโร่แนะพลางเหลือบไปจ้องจดหมายที่จิโระกำแน่นจนยับ

“ในจดหมายเจ้าเขียนว่าอย่างนั้นด้วยหรือ” จิโระสวนทันควัน และโคทาโร่ก็พยักหน้า

“เป็นราชการด่วน”

“แล้ว…หากเจ้าเป็นอะไรไป….”

“ถึงยืนด้วย 2 ขาไม่ไหว…ข้าก็จะคลานกลับมา” โคทาโร่กัดฟันพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง “ข้าก็จะคลานกลับมาหานาง” เขาย้ำต่อพลางยืดอกเชิดคอขึ้นสูงอย่างตั้งมั่น…

“โคทาโร่คุง…”

“ข้าจะกลับมาเพื่อถามนางว่า ข้ายังมีดีพอไหมจะอยู่ต่อเพื่อลูกหรือไม่” และโคทาโร่พูดด้วยท่าทีอ่อนแอสุดๆ…เขาก้มหน้าต่ำ สักครู่ดวงตาที่เหม่อลอยไร้จุดตกก็ดึงความในใจที่อัดแน่นขึ้นมาพูดต่อ “คำตอบของนางคนเดียวที่จะตัดสินชีวิตของข้า” จิโระถึงกับแน่นหน้าอกจนต้องเบี่ยงตัวออกจากมุมห้องเดินไปหยุดที่ประตูทางออก

“ข้าเสียใจ…ที่ไม่มีสิทธิ์ไปสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าที่ฟอร์โมซา” จิโระพูดปนเสียงสะอื้นบางๆ “โคทาโร่”

“จิโระคุง นางและลูกคือชีวิตของข้า…การดูแลนางที่นี้ก็เสมือนได้สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับข้า…เจ้าเป็นคนที่ข้าไว้ใจที่สุด…” โคทาโร่พูดให้กำลังใจ พร้อมๆ กับเดินอ้อมโต๊ะเข้าไปโอบและตบไหล่ปลอบในท่าทีร่วมในความรู้สึกเดียวกัน

“อย่างนั้น ข้าจะไม่บอกลา…” จิโระดันตัวออก “ข้าจะภาวนาต่อเทพวาตะ ขอให้คุมครองเจ้า เพื่อนรัก”

“ขอบใจเพื่อน”

(คุณชายเราต้องไปแล้ว) และเสียงสื่อของเรียวตะก็ดังขึ้นในระยะใกล้ สักครู่เสียงของเขาเองก็ดังขึ้นอีก “คุณชาย เราต้องไปแล้วละ” ที่ประตู โคทาโร่หันไปพยักหน้าพร้อมกับกระชับดาบคาตานะมูโตให้เข้าที่

“ข้าจะดูแลนางยิ่งกว่าชีวิต…” จิโระให้สัญญา ทั้งสองจะถอดหมวกและก้มหัวให้กัน

“เราไปกันเถอะคุณชาย” เสียงของเรียวตะกระตุ้นขึ้นอีก ก่อนจะหมุนตัวเดินนำออกไปก่อน

……….

สนามบินไทชูบนเกาะฟอร์โมซา(ประเทศไต้หวัน)

3 พฤษภาคม 1945

          #ลูกรักของข้าทั้งหลาย พวกท่านคงรู้อยู่แล้วว่าประเทศชาติของเรากำลังตกอยู่ในภาวะคับขันอันตรายอย่างใหญ่หลวง โดยไม่รู้เลยว่าใครจะเป็นผู้ปลดเปลื้อง และนำพาชาติของเราให้รอดพ้น

                ถึงแม้ว่าความรับผิดชอบต่อการดำรงอยู่ของประเทศจะอยู่ในกำมือของรัฐมนตรี และผู้บังคับบัญชาระดับสูง แต่ในความเป็นจริง พลัง ที่จะปกป้องแผ่นดินญี่ปุ่นอยู่ในกำมือของนายทหารหนุ่มอย่างพวกท่าน

                ดังนั้นในนามของชาวอาทิตย์อุทัยทั้งมวล ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้พวกท่านเสียสละตนเองในการปฏิบัติภารกิจครั้งสุดท้าย และขอสวดอ้อนวอนให้พวกท่านประสบความสำเร็จ

                นักบินพลีชีพอย่างพวกท่านเป็นเสมือน เทพเจ้า ที่จะบันดาลให้ชัยชนะบังเกิดขึ้นแก่ชาติบ้านเมืองของเรา ข้าจะเฝ้าดูผลงานของพวกท่านและกราบบังคมทูลให้องค์จักรพรรดิทรงทราบถึงวีรกรรมอันกล้าหาญและการเสียสละอย่างใหญ่หลวงในครั้งนี้

                ขอให้พวกท่านทุกคนจงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด และพบกับการพักผ่อนอย่างสงบสุขชั่วนิรันดร์#

นายพลทาคิชิโร โอนิชิ

 ………

พลันเสียงให้โอวาทที่เปิดจากเครื่องกระจายเสียงจบลง…

“นี้คือคำให้โอวาท จากปากของบิดาแห่งกามิกาเซ่ ที่กล่าวให้แก่นักบินอาสาทั้ง 26 คน ที่จะออกปฏิบัติการพลีชีพครั้งแรก และคำพูดประโยคเดียวกันนี้จะกล่าวเป็นเกียติให้กับทุกคนสำหรับผู้ที่จะถูกเลือกให้ออกปฏิบัติภารกิจในครั้งต่อไป” เรือเอกเอกิ อิโนคูชินายทหารวัยกลางคนที่รับผิดชอบเป็นครูฝึกทหารอาสากล่าวด้วยถ้อยคำดุดัน เขาส่ายสายตาจับจ้องไปยังนายทหารอาสาทั้ง 28 คนที่นั่งรวมกันอยู่ในห้องก่อนจะพูดต่ออย่างใจเย็น “ขอตอนรับนายทหารอาสาทุกท่าน เข้าสู่ภารกิจการฝึกแบบเร่งรัด จากวันนี้จะเป็นเจ็ดวัน…เจ็ดคืนที่มีค่ายิ่งสำหรับตัวท่านและประเทศชาติ…” เขาหยุดหายใจกวาดสายตาหยั่งเชิง

“โดยเริ่มจากวันนี้และวันพรุ่งนี้จะเป็นการฝึกนำเครื่องบินขึ้น-ลงสนามบิน ทุกคนจะต้องผ่านมันไปให้ได้ วันที่สามและวันที่สี่จะฝึกการเกาะหมู่บินเดินทาง ส่วนอีกสามวันที่เหลือเป็นการฝึกเล็ดลอดเข้าสู่เป้าหมายเพื่อโจมตีด้วยมุม 45  องศา” เขาพูดเสียงแข็งกร้าว…พลางเหลือบมองนายทหารอีกกลุ่มที่ยืนนิ่งเป็นหินอยู่ข้างห้อง พวกเขาพยักหน้าให้    “แผนการฝึกทั้งหมดก็มีแค่นี้ เราไม่มีเวลากล่าวอะไรมาก  ต่อจากวินาทีนี้ไป ทุกท่านจะมีนายทหารพี่เลี้ยงคอยประกบในการฝึก ขอให้เชื่อฟังรุ่นพี่ที่มีชั่วโมงบินมากกว่า…” เขาผ่อนเสียงและกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง

“…เทพวาตะจงเข้าข้างทุกคน แยกไปฝึกประจำฐานได้”เรือเอกเอกิ อิโนคูชิกล่าวจบเขาทำวันทยหัตถ์ ก่อนครูพี่เลี้ยงเดินจะเข้ามาเรียกรายชื่อแยกพวกเขาออกไปทีละคน

……….

แผนปฏิบัติการจู่โจม

ขั้นที่ 1 เครื่องบินทิ้งระเบิด 4 ลำจะออกตรวจสภาพอากาศยังพื้นที่เป้าหมาย

ขั้นที่ 2 เครื่องบินทิ้งระเบิดอีก 4 ลำ จะออกไปทำหน้าที่ลาดตระเวนให้กับกองบินโจมตี

ขั้นที่ 3 เครื่องบินทะเล 4 ลำ จะออกไปเพื่อนำการโจมตี

ขั้นที่ 4 กองกำลังกามิกาเซ่จะขึ้นบินจู่โจม พร้อมกับติดระเบิด 1,760 ปอนด์ โดยจะมีเครื่องบินคุ้มกัน 4 ลำนำเครื่องบินกามิกาเซ่ไปให้ถึงเป้าหมาย

………

ยุทธวิธีเข้าสู่เป้าหมาย

                เมื่อนำเครื่องขึ้นจากทางวิ่งแล้วให้ทุกลำมุ่งหน้าสู่ทะเลเป้าหมาย ภาพสุดท้ายที่ทุกคนจะเห็นบนแผ่นดินก็คือแนวต้นมะพร้าวเหนือผืนทราย จากนั้นให้นักบินเปิดออกซิเจนแล้วนำเครื่องขึ้นระดับสูงขณะเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของข้าศึก

เมื่อพบกองเรือเป้าหมายที่ลอยลำอยู่บนผิวน้ำ ทุกลำจะต้องลดระดับลงพร้อมกับเร่งความเร็วสูงสุด เครื่องบินคุ้มกันที่อยู่ระดับบนและล่างของเครื่องบินโจมตีให้พร้อมป้องกันและขัดขวางเครื่องบินขับไล่ของข้าศึกให้พ้นทาง

เมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายของการโจมตี นักบินต้องปลดสลักนิรภัยลูกระเบิดที่ติดอยู่ใต้ท้องเครื่อง ในตอนนี้คาดว่าเครื่องบินขับไล่ “เฮลล์แคท” ของข้าศึกจะขึ้นมาต่อต้านอย่างเต็มที่ เป็นหน้าที่ของเครื่องบินคุ้มกันจะต้องคอยปกป้องและยิงขัดขวางไม่ให้เฮลล์แคททำลายกามิกาเซ่ได้

เมื่อหัวหน้าหมู่บินกามิกาเซ่โคลงปีกให้สัญญาณ นักบินแต่ละนายจะต้องนำเครื่องของตนดำดิ่งลงหาเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดคือ เรื่อบรรทุกเครื่องบิน โดยเน้นจุดเล็งอยู่ที่ ลิฟท์ ยกเครื่องบินด้านหน้าของหอบังคับการ

………

ยุทธวิธีดำดิ่ง

“ในช่วงที่เข้าใกล้เป้าหมาย ควรหลบเลี่ยงเครื่องบินขับไล่ของข้าศึก โดยใช้ระดับความสูงไม่เกิน 6,000 เมตร และในทันทีที่เห็นเครื่องบินขับไล่ให้รีบลดระดับลงและใช้มุมดำดิ่งประมาณ 20 องศา” นายทหารพี่เลี้ยงพูดเสียงผ่านไมล์จากที่นั่งผู้ช่วย

“ทำไม” โคทาโร่ถามสั้นจ้องเขม็งไปยังกลุ่มเมฆข้างหน้า ก่อนเครื่องของพวกเขาจะหายเข้าไป

“พวกมันไม่ใช่เป้าหมายหลัก” นายทหารพี่เลี้ยงตอบสั้นๆ ก่อนจะเงียบไปอีกพักหนึ่ง

“โคลงปีกส่งสัญญาณบอกเพื่อน พร้อมจะลดระดับ” เขาแนะต่อเมื่อเห็นว่าเหมาะสม โคทาโร่รับคำสั่งพร้อมกับโคลงปีกเครื่องบินไปมาก่อนจะลดระดับลงไป

“ดีมาก…เราจะลดระดับในลักษณะนี้จนเครื่องบินอยู่ในระดับ 1,000 เมตร ถึง 2,000 เมตรแล้วเปลี่ยนไปใช้มุมดำดิ่ง 45 องศา ในการพุ่งเข้าชน...” เขาเงียบและโคทาโร่ก็กดหัวเครื่องบินซีโร่ลงตามที่เขาพูดทันที…” เชิดหัวเครื่องบินขึ้น…เชิดหัวเครื่องบินขึ้นเดี๋ยวนี้โคทาโร่” เขาตะโกนสุดเสียง เมื่อหัวเครื่องบินใกล้ผิวน้ำลงไปทุกขณะ

“เจ้ากลัวตายรึไง ทาเคดะ” โคทาโร่เชิดหัวเครื่องบินขึ้นทันก่อนที่มันจะกระแทก ดูเหมือนเขาจะไม่สะทกสะท้านกับสถานการณ์ในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย

“ไม่หรอก…เครื่องบินหนึ่งลำน่าจะจมเรือบรรทุกเครื่องบินของฝ่ายพันธมิตรมากกว่าเจ้าว่าจริงไหม” เขาพูดด้วยสีหน้าที่ยังตื่นๆ พร้อมกับเป่าลมทิ้งทางปากแรงๆ “วู้!…สอนเจ้านี้เหนื่อยชะมัด”

“แต่ถ้าหากนักบินใช้ยุทธวิธีบินในระดับต่ำเรี่ยผิวน้ำ ควรอยู่ในความสูงไม่เกิน 15 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับด้ายเรดาร์ ซึ่งจะมีระยะไกลสุดประมาณ 10 ไมล์ จากนั้นเมื่อเข้าใกล้ให้ดึงเครื่องเชิดหัวขึ้นไปอยู่ในระดับ 500 เมตร แล้วจึงจิกหัวลงสู่เป้าหมายอีกครั้ง” เขาแนะต่อ โคทาโร่พยักหน้าและยิ้มให้

“โคลงปีกแจ้งสัญญาณตามแผน 3”

“อื้อ…” โคทาโร่รับคำสั่ง เขาโคลงปีกเครื่องบินขึ้นลง 3 ครั้งก่อนจะลดระดับการบินลงระเรี่ยไปกับผิวน้ำ แสงสุดท้ายสะท้อนเกลียวคลื่นระยิบระยับ จนมันกลืนกินเงาเล็กๆของเครื่องบินฝึกหัดทั้ง 14 ลำหายไปทางทิศตะวันตก พวกเขากำลังมุ่งตรงไปยังฐานบินบนเกาะฟอร์โมซาอีกรอบ

#เอาเครื่องไปลงที่สนามบิน ไทนาน พวกเจ้าจะต้องกลับแล้วคืนนี้#

#ขอบคุณ ทาเคดะ…ขอบคุณ#

……….

ผงาดบนน่านฟ้าเหนือทะเลใต้

สร้างภารกิจอันยิ่งใหญ่ไว้แก่ชาติ

พิทักษ์ผืนแผ่นดินและภูมิบาล

ดั่งซากุระบานจึงร่วงโรย

……….

เป็นบทกวีท้ายจดหมายของนักบินกามิกาเซ่หนุ่มที่ชื่อ อิซาโอะ มัตซูโอกะที่เขียนถึงบิดามารดา…แด่เขา…เด็กหนุ่มที่พักผ่อนอย่างสงบชั่วนิรันดร์

 ……….

ถึงแม้จะบินได้……………………………อย่างนก

แต่ก็ไม่มีวัน………………………..เทียบได้อยู่ดี

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา17 ##

สมรภูมิปักษา16

สมรภูมิปักษา16อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา16

สมรภูมิปักษา16

กรีดเลือดซามูไร

“เรียวตะคุง…เรียวตะ” ฮาราชิ จิโระ ตะโกนใส่หน้านายแพทย์หนุ่มที่ยังนั่งเป็นหินไม่ยอมรับรู้กับความรู้สึกอยู่ภายในห้อง “ได้ยินไหม ข้าจะอาสาไปฟอร์โมซากับโคทาโร่…ข้าจะไปกับโคทาโร่…เขียนชื่อข้าลงไปเดี๋ยวนี้!”

“อาสา…ไปตายชัดๆ” เรียวตะพึมพำในลำคอ ดวงตาประหนึ่งไร้ชีวิตเมื่อครู่ค่อยๆแดงอาบสีเลือด “อาสาไปตายชัดๆ” เขาลุกขึ้นตะคอกกลับเสียงดัง จนมือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวสั่นเกร็ง “เจ้าได้ยินไหม จิโระ…อาสาไปตายชัดๆ”

“โคทาโร่อยู่ที่ไหน ข้าจะอยู่กับเขา เขาอาสาไปตาย ข้าก็จะไปตายที่เดียวกับเขา” ฮาราชิ จิโระ โต้เสียงสูงอย่างไม่เกรงกลัว

“นั้นนะ…ควรจะเป็นคำพูดของข้า…เจ้าไม่เกี่ยว” เรียวตะกดเสียงต่ำลอดไรฟัน เขาหันหลังเพื่อปิดปังไม่ให้เพื่อนเห็นน้ำตาที่กำลังล้นทะลัก

“แต่เจ้าเป็นแพทย์…มิใช่นักบิน…”

“เจ้าเองก็มิใช่…ที่นั่งสุดท้ายต้องเป็นของข้า…ไปได้แล้ว ข้ามีงานต้องทำ” ไอซึเกะ เรียวตะกดต่ำไล่ และพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ…แต่ก็สุดจะบังคับให้นิ่งได้  “ออกไป!…” เขาตวาดไล่ แต่จิโระก็ยังนิ่ง “ข้าสั่งให้ออกไป!” และเรียวตะก็ตวาดจนเส้นคอปูดเกร็ง…

“เปลี่ยนเป็นชื่อข้า…” จิโระไม่ยอมแพ้

“ชิ!…” เรียวตะพ่นเสียงรำคาญ เขาปาดน้ำตาทิ้งในทีเดียว ก่อนจะหอบเอกสารเดินแยกไปเสียเอง

“เรียวตะคุง… เรียวตะ…ไอ้บ้าเรียวตะ” จิโระตะโกนไล่ตามหลัง แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ นอกจากยืนนิ่งเป็นหินเพื่อทบทวนตัวเองอยู่ที่เดิม “ทำไมต้องแค่ 9 ไม่เป็น 10 ข้าหมดหวังแล้วจริงๆใช่ไหม โคทาโร่” เขาพึมพำอย่างท้อใจ ก่อนจะพาร่างที่ไม่ต่างอะไรกับซากศพเดินแยกไปอีกทาง

……….

อีกมุมหนึ่ง

(อูคาชิ …อูคาชิ ยาสุ…ท่านพ่อข้าเป็นอะไรไป) เสียงสื่อไม่มั่นคงถูกปลุกขึ้นมาถามหาใครอีกคนที่โคทาโร่หวังจะให้ตอบกลับในสื่อกระแสเดียวกัน ขณะที่กำลังยืนนิ่งอยู่เหนือยอดตาลโตนด แรงกดฝ่าเท้าที่เคยเบาหวิว แต่เวลานี้มันกลับหนักอึ้ง จนใบตาลที่แผ่เป็นพัดรองรับ ถึงกับอ่อนยวบยาบ แทบจะทานน้ำหนักไม่อยู่

(ท่านพ่อ ตอบข้าที…ท่านพ่อ) น้ำเสียงแผ่วเบาลงเหมือนจะถอดใจยอมแพ้… “ท่านพ่อ ท่านพ่อ!…” เขาป้องปากตะโกน อย่างไม่เกรงว่าจะมีใครมาได้ยิน…“ท่านพ่อ!”

(โคโร่อาจได้โดนคำซาไร) และในที่สุดสื่อเสียงที่รอคอยก็ดังขึ้นในหัว แต่มันยังคงไม่สมบูรณ์เหมือนที่เคยปกติ

“ไม่ ท่านพ่อ ทำไม…เป็นไปไม่ได้…” โคทาโร่รู้สึกทั้งดีใจและตกใจพอๆ กัน เมื่อพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิที่เกิดมาพร้อมๆ กับดาวแห่งนักฆ่าเปลี่ยนไป “ไม่!….” เขาตะโกน พร้อมๆ กับชักดาบคาตานะมูโตตวัดสูง จนแรงกดที่ปลายเท้าทำให้ยอดตาลทั้งต้นไหวเอน ไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งโดนลมพายุกระชาก “ท่านพ่อ…มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า” เขาตะโกนอีกพร้อมๆ กับลดปลายดาบชี้ลงไปที่พื้น “มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า!…” ในที่สุดแรงกดดันก็ถูกระบายออกมา “มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า!…” คมดาบคาตานะ ฟาดฟันไปกับทุกสิ่งตรงหน้า จนก้าน ใบ ที่แหลมคมปลิวว่อนในอากาศใบแล้วใบเล่า “ย๊าก!…” ก้านแล้วก้านเล่า “ท่านพ่อ!…” จนในที่สุดมันก็เหลือเพียงเขาที่ยืนรำพึงรำพันอยู่บนต้นตอสูงสีดำที่ไร้ชีวิต…ความเป็นนินจาในตัวอาจจะหมดลงในวันพรุ่งนี้…

……….

คมก้านกรีดฉีกเฉือนข้าซามูไร

เลือดรินไหลท่วมกายคล้ายดั่งฝัน

แผลกรีดลึกนึกว่าฟ้าพาลลงทัณฑ์

จำต้องกลั้นเจ็บทั้งตัวแลหัวใจ

……….

“ท่านพ่อ…ข้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อลูก ท่านช่วยให้ข้ารอดพ้นจากความตายที่ฟอร์โมซาได้…”โคทาโร่พึมพำ “เลือดชิโนบิ…ท่านเห็นเลือดชิโนบิของข้าไหม” เขาหยุดสำรวจเลือดสีแดงที่กำลังไหลซึมทั่วร่าง

“ท่านเป็นคนเดียว ที่จะปลุกพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิกลับคืนมาให้ข้าได้…ท่านพ่อ” ประโยคสุดท้ายหายลงไปในลำคอ เขากลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ พร้อมกับหลับตานิ่งเหมือนจะลองเริ่มต้นสื่อเสียงใหม่ด้วยสมาธิสุดท้าย…

(ถ้าเพื่อชาติ ข้าไม่เคยกลัวตาย…แต่ข้าอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อลูก…ท่านต้องช่วยข้าก่อนภารกิจสำคัญจะมาถึงในไม่ช้า) เขาหยุดรออีกฝ่าย…สักครู่ก็มีรอยยิ้มปรากฏฉายออกมา…

(สงครามไม่สามารถสังหารเจ้าได้…โคทาโร่)

(ท่านพ่อ) น้ำตาแห่งความปิติไหลพล่าน

(เจ้าจะตายเพราะผู้หญิง…มิใช่สงคราม…) เสียงสื่อได้ยิน…ชัดเจนเช่นเดิม…และตัวเขาเองก็รู้สึกเบาหวิวขึ้นมาในนาทีนั้น “ท่านพ่อ!” แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เขาเศร้าหนักลงไปอีก…

“ท่านพ่อหมายถึงนาง”

………

ข่าวการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตรเล่นงานค่ายทหารญี่ปุ่นในยุโรปแตกย่อยยับ  ทางแถบเอเชียมะนิลาถูกสหรัฐตีแตก และกองทัพอังกฤษเวลานี้ก็โหมบุกเข้าตีพม่าอย่างหนัก สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ ทหารญี่ปุ่นที่ประจำการตามที่ต่างๆ ก็พร้อมจะสู้รบเป็นครั้งสุดท้าย รวมทั้ง 9 นายทหารที่อาสาไปฝึกเพื่อเตรียมตัวเป็นหน่วยบินอาสาตายกามิกาเซ่ ที่ฟอร์โมซาหรือประเทศไต้หวันในปัจจุบัน

และเวลาเดียวกันสงครามประสาทระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นยิ่งเพิ่มอุณหภูมิเดือดมากขึ้น  เดือนพฤษภาคม  1945 รัฐบาลญี่ปุ่นขอกู้เงินเพิ่มจากเงินกู้มหาศาลที่รัฐบาลไทยให้กู้เป็นประจำอยู่แล้วถึงหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งในเวลานั้นฐานะการเงินของรัฐบาลไทยเองก็กำลังยอบแยบลงเต็มที  ไม่มีเงินให้รัฐบาลญี่ปุ่นกู้ได้อีก จึงเจรจาขอต่อรองเหลือเพียงห้าร้อยล้านบาท…เพราะสาเหตุนี้เอง ที่เพิ่มความสงสัยให้รัฐบาลญี่ปุ่นมากขึ้น

ในเมื่อไม่เห็นทางออก รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้วางแผนจัดงานเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง  แผนการถูกกำหนดขึ้นในคืนวันที่ 28 มิถุนายน 1945 พวกเขาหวังว่าทุกอย่างจะต้องจบลงในคืนนั้น

#งานเลี้ยงใหญ่ เราจะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯและตามหัวเมืองใหญ่ๆ ที่สำคัญทั่วประเทศ…มันจะต้องจบลงเช่นเดียวกับขบวนการใต้ดินในประเทศอินโดจีน…จะต้องจบไม่มีทางเลือกอื่น#เป็นเสียงพูดของนายทหารคนสำคัญที่รับผิดชอบ ซึ่งมันก็ยังก้องอยู่ในหัวของโคทาโร่อย่างไม่มีวันลืม

………..

ตอนสายๆ ในวันเดียวกันที่บ้านธารารักษ์

“โคทาโร่…คุณบาดเจ็บ” จันทร์หอมตกใจแทบทรุดเมื่อเห็นโคทาโร่เดินขึ้นบ้านมาพร้อมกับเลือดอาบโชกไปทั้งตัว นางวางทุกอย่างในมือประคองเขาไปนั่งกับเก้าอี้ไม้ทางเข้าห้อง “ฉันจะไปเอายามาทำแผลให้” พูดไม่ทันจบนางก็วิ่งหายเข้าไปข้างใน ทิ้งให้โคทาโร่มองตามหลังด้วยสายตาที่อ่อนล้าเต็มที…ครู่เดียวนางกลับมาพร้อมกับกล่องยาและอุปกรณ์ทำแผล “มันไม่ใช่แผลจากค่ายทหารใช่ไหม” นางถามพร้อมกับถอดเสื้อให้เขา โคทาโร่ยิ้มจางๆ

“ข้าบอกเจ้าไม่ได้หรอก…มันเป็นความลับ” โคทาโร่พูดแบบไม่จริงจังนักพลางเขย่าเสียงหัวเราะให้ดังขึ้นในลำคอ

“ฉันว่าคุณต้องไปรบกับต้นตาลมาแน่ๆ…ดูซิเศษใบตาลในเสื้อเต็มไปหมดเลย…” จันทร์หอมพูด ซึ่งมันก็ถูกตามที่นางคาดเดา โคทาโร่หน้าเสียเล็กน้อย แต่ดีที่นางมัวแต่สาละวนกับการใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดเลือด จึงไม่ทันเห็นรอยยิ้มเจื่อนๆ ของคนถูกจับโกหก…

“คุณมีอะไร…บอกฉันได้นะ อย่าเก็บไว้คนเดียว…ฉันเป็นห่วง” มันเป็นคำพูดจากปากที่ตรงกับใจของจันทร์หอมมากที่สุด และเวลานี้โคทาโร่เอง ก็สัมผัสได้

“เจ้าไม่ควรเป็นทุกข์ในขณะที่กำลังตั้งท้อง”

“แต่ฉันเป็นเมียคุณ…โคทาโร่” จันทร์หอมพูดจริงจัง โคทาโร่อึ้งสะดุด…ความสุขเมื่อครู่หยุดในทันที

“ข้าต้องเปลี่ยนชุด…” เขาตัดบทเสียงแข็ง จิตพิรุธความเป็นนินจากลับคืนมา พร้อมๆ กับอาการหน่วงลึกที่จันทร์หอมมอบให้…

“คุณจะกลับไปค่ายอีกหรือ”

“……” โคทาโร่พยักหน้าแทนคำตอบก่อนจะลุกเดินเข้าไปในห้อง สักครู่เขาก็เดินกลับออกมาในชุดลำลองที่ไม่คุ้นตา

“ข้ากลับดึก…ไม่ต้องรอ” เขาบอกและเดินหายลงบันไดไปทันที

……….

หลังจากนั้น 

“พี่โมก…พี่บอกฉันซิ…ว่าสิ่งที่ฉันทำเป็นการแก้แค้น…ฉันเกลียดเขา ฉันเกลียดเขา” จันทร์หอมพึมพำเหมือนจะตอกย้ำให้ตัวเองหนักแน่นกว่าที่เป็นอยู่ “ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน โคทาโร่” และกดเสียงต่ำไล่ตามหลัง…โคทาโร่ชะงักเหมือนจะรู้สึกได้ แต่เขาก็ยังก้าวต่อไปไม่หยุด…

“แม่สอนหนูเขียน ก. ไก่ หน่อย…” เสียงเรไรดึงจันทร์หอมกลับมา นางใช้ปลายนิ้วเช็คน้ำตาจนแห้ง ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาบุตรสาว “ไหนแม่จะสอนให้” แต่เรไรก็เปลี่ยนเรื่องในขณะที่นางนั่งลงแล้ว

“หนูคิดถึง…พ่อโมก” เรไรเอ่ยลอยๆ พลางโอบกอดนางด้วยความรู้สึกนั้น “พี่โมก!…” จันทร์หอมอุทานขณะลูบหัวบุตรสาว  #นายโคทาโร่คือผู้สังหารผัวเอ็ง…หมอบอกว่าไอ้โมกถูกวางยาพิษ# เสียงกระซิบที่ขามเป็นคนบอกดังขึ้นมาจากความจำ จันทร์หอมกระชับลูกสาวในวัยที่ควรจะได้ไปโรงเรียนให้แน่นขึ้น…

“แม่…ก็คิดถึงพ่อเช่นกัน….”

……….

ดารดาษเพริดพราววับวาวฟ้า

หมื่นดาราล้านแสงดาวราวสวรรค์

กระพริบพร่างเพลินพิศพริ้มแพรวพรรณ

คิดถึงวันสองเราเฝ้าคลอเคลีย

หนาวน้ำค้างพลางพี่กอดก็คลายได้

คลาหนาวใจใคร่พี่เคียงก็คลายเศร้า

หนาวลมเหนือเพียงอกอุ่นหนุนบรรเทา

หนาวเพลงร้าวเล่าหนาวรักพี่จักคลาย 

……….

พี่โมก…ฉันคิดถึงพี่

……….

บางเวลา……………………เพียงน้ำตาก็หวานล้ำ

แต่บางคำที่ชมชื่น…………………..กลับขื่นขม

มินาโมโต โคทาโร่

……….

สวรรค์เปิดตอนตีสาม

จนกระทั้งเกือบตีสาม

(จันทร์หอม เจ้าเป็นห่วงข้า…เจ้ารักข้าใช่ไหม) โคทาโร่กลับมาในสภาพที่มึนเมา แต่เขาก็พอจะควบคุมสติได้ เขานั่งลงข้างๆ ร่างที่กำลังหลับลึกเหมือนจะรอเขาอยู่ที่ชานระเบียง

“จันทร์หอม…เมื่อก่อนข้าไม่อยากให้มีสงคราม…แต่บัดนี้ข้ากลับไม่อยากให้มันจบ…หากญี่ปุ่นแพ้…ซามูไรแห่งคาโกคุมะก็ต้องจบ บอกข้าซิว่า…ข้าดีพอที่จะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อลูก” โคทาโร่พึมพำขณะล้มตัวลงนอนเคียงมือก็โอบกอดภรรยาเอาไว้หลวมๆ เหมือนเกรงว่านางจะตื่น

“ข้ารักเจ้าเหลือเกิน แต่ภารกิจที่ฟอร์โมซาก็ทิ้งไม่ได้” เขาพร่ำต่อ แต่กลิ่นเหล้าก็ปลุกนางจนได้

“โคทาโร่….”

“ข้า…”

“กลิ่นเหล้า…คุณไม่เคยกินเหล้านิ…เกิดอะไรขึ้น” จันทร์หอมถามอย่างตื่นตระหนก แต่โคทาโร่กลับยิ้มเมื่อรับรู้ว่าคำถามออกมาจากหัวใจที่ห่วงหาเขาจริงๆ

“ยิ้มอยู่ได้ บอกมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น” จันทร์หอมคาดคั้น แต่โคทาโร่ก็ได้แต่นอนยิ้มกลบเกลื่อน

“จันทร์หอม…บอกรักข้านะคนดี” โคทาโร่กระซิบ พร้อมๆ กับประทับจูบแรกที่หน้าผาก ในเวลาเดียวกันน้ำตาของซามูไรที่มีค่ายิ่งกว่าเพชรอะโออิก็พลันไหลออกมา “บอกรักข้าสักครั้ง” เขาวิงวอน…

“มันเกิดอะไร…ขึ้น”

“จันทร์หอม…” โคทาโร่กระซิบไปพร้อมกับแรงปรารถนา

“นาย…โค…ทา…” เสียงหายใจติดๆขัดๆ “โคทาโร่…มันเกิด อะไร ขึ้น” และคำถามของจันทร์หอมก็ไม่มั่นคง โคทาโร่ยิ้มพลางไล่จูบต่ำลงไป  เสื้อผ้าของพวกเขาทั้งคู่ หลุดออกจาก 2 ร่างทีละชิ้น…ทีละชิ้น จนเพลงรักใต้แสงดาวไม่เหลือสิ่งใดมาขวางกั้น

“โค ทา โร่…”

“บอกข้าเถอะ ว่ารัก” โคทาโร่ยังเรียกร้องในคำตอบเดิม แต่มันก็ไม่มั่นคงเช่นเดียวกับนาง “ข้าจะจูบเจ้าให้ครบหนึ่งพันครั้ง…” ร่างเปลือยเปล่ากระซิบ…

“โคทาโร่…อย่า…”

“ข้าจะจูบเจ้าให้คร…จันทร์หอม…”

“โคทาโร่…ฉัน…”

“ข้าจะจูบเจ้าให้ครบหนึ่งพันครั้งก่องฟ้าจะสาง…สุดที่รัก”

……….

ล้านดวงดาวกระพริบแสง………………………..เรียกข้า

เพียงหนึ่งดารา………………………เพียงเจ้าที่เฝ้ารอ

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา16 ##

สมรภูมิปักษา15

สมรภูมิปักษา15อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา15

สมรภูมิปักษา15

ทายาทซามูไร

ตอนเย็นของวันที่ 8 มีนาคม 1945

ท้องฟ้าตอนแดดร่มเย็นๆ ก็ยังคงเห็นเป็นสีครามสดใสไม่ต่างจากตอนเช้า แต่ดอกตะแบกป่าที่เคยชูช่อสีขาวอมชมพูเมื่อ 3 วันก่อน กลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีม่วงและม่วงเข้มอันเป็นสีแทนความทุกข์ระทมก่อนกลีบดอกบางๆ จะค่อยๆ ร่วงโรยลงสู่พื้นดิน ช่างต่างจากดอกซากุระที่คาโกคุมะเหลือเกิน…เพราะเมื่อกลีบดอกเริ่มโรยลา ความงามและความสุขพึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

“นายโคทาโร่…” จันทร์หอมเรียก ขณะที่เห็นเขากำลังยืนหันหลังอยู่ใต้ต้นจันทร์หน้าบ้าน แต่สายตากลับจับจ้องตกอยู่ที่ต้นตะแบกป่าที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งที่ข้างๆแนวกอไผ่

“มันทำให้ข้าคิดถึงดอกซากุระที่หน้าบ้านมินาโมโต” เขาพูดเสียงเรียบๆ และถอนหายใจตามมายาวๆ จันทร์หอมเดินเข้าไปหยุดด้านหลัง นางนิ่งเหมือนกับคนกำลังคิดจะบอกบางอย่าง และดูเหมือนโคทาโร่เองก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกนั้นของนางได้เช่นกัน

“ฉันคือต้นจันทน์หอม โคทาโร่ มิใช่ตะแบกป่าหลากสีหรือดอกซากุระที่ฉันไม่เคยเห็น” นางพูดเหมือนจะสื่ออะไรบางอย่างให้เขาฉุกคิด โคทาโร่หันมามอง…เขายิ้มพร้อมกับยื่นห่อผ้าที่ถืออยู่ในมือให้ “ข้าซื้อมาฝากเจ้า กับเรไร”

จันทร์หอมรับมาคลี่ดู มันเป็นชุดกระโปรง หมาก และรองเท้า รวมกันอยู่ 2 ชุด…

“โคทาโร่…” จันทร์หอมอุทานเพราะทีแรกนึกว่าเป็น ชุดกิโมโน เหมือนเช่นเดียวกับที่นางสวมในวันแต่งงานเสียอีก

“เจ้าควรมีใส่ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ” โคทาโร่พูดด้วยรอยยิ้มที่ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

“แต่คุณอยากจะเห็นฉันใส่กิโมโนมากกว่าไม่ใช่หรือ” จันทร์หอมหยั่งเชิง

“ใช่…ข้าอยากเห็นเจ้าในชุดกิโมโนสีปีกแมลงทับ…แต่ในใจของเจ้าปรารถนาเยี่ยงนี้มากกว่า” เขาพูดอย่างคนรู้ทัน แต่…(นี้ข้าเป็นอะไรไป…) อยู่ๆ ร่างกายเขาก็เย็นวาบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าดุจมีใครเอาน้ำเย็นมาราด

          (โค—เจ้า—-ตาย—คำ—สาป—ซา—มู—ไร) และเสียงสื่อจากกระแสจิตก็ดังขึ้นขาดๆ หายๆ

(ท่านพ่อ..) เขาอุทานทั้งๆที่สติยังไม่นิ่งพอ และเสียงนั้นก็หายไปราวกับวิทยุคลื่นสั้นกลางพายุ…(ท่านพ่อ!)

“นายโคทาโร่…นาย…โคทาโร่” จันทร์หอมเรียกเมื่อสังเกตเห็น…

“คำ สาป ซา มู ไร” โคทาโร่ทวนตามเสียงที่ได้ยิน… (เกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่)แล้วแววตาที่เลื่อนลอยก็เหม่อสูง…เขาไม่รู้สึกถึงแรงกระตุกแขนหรือแม้แต่เสียงตะโกนของภรรยา “คำสาปซามูไร…”เขาละเมอออกมาอีกพร้อมกับเดินลงบันไดตรงไปยังศาลาท่าน้ำ แบบเดียวกับซากศพที่เดินได้

“นาย…โคทาโร่ โคทาโร่” จันทร์หอมตะโกนเรียก  แต่อยู่ๆ ดวงตาของนางก็เบิกกว้างเหมือนจะนึกอะไรบางอย่าง “โคทาโร่!”จันทร์หอมเรียกอีกก่อนจะวิ่งลงบันไดตามไป

“โคทาโร่…” นางวิ่งเข้าไปโอบเอวเขาพลางกึ่งลากไปนั่งลงกับม้านั่งไม้เก่าๆและใช้ตัวเองบังสายตากับบางอย่างที่เป็นความลับ “นายมีเรื่องอะไร…บอกฉันได้นะ” จันทร์หอมกระตุกแขนของเขาอีกหลายครั้ง “โคทาโร่!” และนางก็ตะโกนใส่หูในระยะประชิด จนสติที่ขาดหายเริ่มกลับคืนมา เขาค่อยๆ วาดสายตาที่มีประกายมามองหน้าภรรยาอีกครั้ง…

“จันทร์หอม!” เขาเรียกชื่อนางพร้อมกับผวากอดอย่างหมดใจ จันทร์หอมช็อกนางปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพนั้นสักครู่ ก่อนจะเป็นโคทาโร่ที่พูดขึ้นมาก่อน  “คืนนี้เรือส่งเสบียงจะเข้าเทียบท่า…ข้าต้องไปคุมด้วยตัวเอง”

“ทำไม?..” จันทร์หอมถามและมันเป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกห่วงชายคนนี้ขึ้นมา

“ระยะหลังๆ มีการปล้นเสบียงระหว่างทางบ่อย…จนเสบียงที่กองทัพมีอยู่แทบไม่พอ”

“นายไม่ต้องไปเองได้ไหม?…” น้ำเสียงวิงวอนต่อ จนทำให้โคทาโร่ต้องรวบมือจันทร์หอมมาบีบปลอบเบาๆ

“ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก…” เขาพูดเหมือนเป็นปกติ

“นายไม่ไปได้ไหม?…” จันทร์หอมเองก็ยังต้องการคำตอบจากประโยคแรก

“…….” โคทาโร่บีบไหล่ทั้ง 2 ข้างของจันทร์หอมเข้าหากันและตั้งใจจ้องใบหน้าเหมือนจะอ่านความรู้สึกในนั้นให้ออก แต่ก็ไม่ลืมสกัดกั้นมิให้อำนาจของนินจาทำอะไรนางเหมือนครั้งที่ผ่านมา

“คุณไม่ต้องไปได้ไหม?…เพื่อฉัน…เพื่อลูก” พูดจบจันทร์หอมก็ดึงมือเขาไปลูบที่ท้องตัวเอง

“ลูก..เจ้าท้องรึ” โคทาโร่ชะงัก สักครู่ดวงตาของเขาก็เบิกโพลง “เจ้าท้องรึ!…” เสียงเขาเริ่มสั่น จันทร์หอมอมยิ้มพยักหน้า “ข้าดีใจที่สุด…เจ้าได้ยินเสียงเต้นหัวใจของข้าไหม…” รอยยิ้มที่เอ่อน้ำตาจวนจะล้นโอบกอดจันทร์หอมเอาไว้แน่น “ข้าดีใจ…ดีใจที่สุด”

แต่อีกฝ่าย…ความรู้สึกเดิมๆ ที่นางมีต่อสามีคนแรก ก็ทำให้น้ำตาเอ่อล้นออกมา (พี่โมก!…ฉันขอโทษ) แต่โคทาโร่กลับแปลความหมายของมันผิดไป…

(นางรักข้า…นางไม่มีวันสังหารข้า ท่านพ่อ)

……….

อดีต………………………….สอนปัจจุบัน

ความฝัน……..จะนำทุกๆ วันสู่เป้าหมาย

มินาโมโต โคทาโร่

……….

จดหมายฉบับที่ 2

8 มีนาคม  1945

                มินาโมโต  ฟูจิกาว่า

                ท่านพ่อ ข้ามีข่าวดีจะบอก…หลังจากที่ข้าได้แต่งงานกับจันทร์หอม มาหลายเดือน และเวลานี้ข้ากำลังจะมีลูก ท่านพ่อกำลังจะได้หลานแล้ว…ท่านต้องยินดีกับข้า  หลังสงครามข้าจะพานางและลูกกลับบ้านมินาโมโต…ข้ากำลังจะเป็นพ่อคนถึงแม้ข้าจะเคยเป็นพ่อคนมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาครั้งหนึ่งแล้วก็ตาม…ท่านพ่อข้าฝากหอมแก้ม เซดะ บอกเขา ว่าพ่อรักเขา และ อูคาชิ เซดะ กำลังจะมีน้องแล้ว

          สงครามสิ้นสุดลงเมื่อใด ชีวิตข้าก็จะได้เริ่มต้นใหม่เมื่อนั้นท่านพ่อ

คิดถึงปราสาทบนเนินเขาที่สุด

มินาโมโต   โคทาโร่

……..

ความสุขของโคทาโร่ถูกพับไปพร้อมๆ กับจดหมาย เขารีบยัดมันใส่ซองสีเดียวกันอย่างรีบร้อน ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว

“จันทร์หอม คืนนี้ข้าคงอยู่กินข้าวกับเจ้าไม่ได้…ข้าต้องรีบไป” เขาพูดปนยิ้มเร็วจนรัว “ข้ามีงานต้องทำ” เขาพูดต่อพร้อมกับชูจดหมายในมือให้นางเห็น

“โคทาโร่…”

“ฮื้อ!…” เขาหันมายิ้มหน้าบานให้

“ทานข้าวก่อนไม่ได้หรือ…อาหารเกือบเสร็จแล้วนะ” จันทร์หอมถามเหมือนจะแก้เก้อ

“ไม่ทันแล้วละ หากไม่ได้ส่งคืนนี้ต้องรออีกอาทิตย์” เขาอธิบาย “เจ้าไม่ต้องรอข้ากลับหรอกนะ…คืนนี้คงจะดึก” เขาพูดพร้อมกับโน้มตัวหอมแก้ม

“ระวังตัว…ด้วย”

“…” โคทาโร่อึ้งกับความรู้สึกที่ปนออกมา (จันหอม!) เหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสความจริงใจนี้ได้ “ข้าไปแล้วนะ” เขาบอกอีกก่อนจะหันหลังเดินลงบันไดไปด้วยท่าทีสงบ (จันทร์หอม)

………..

 หลังจากนั้น

“คุณฆ่าสามีฉันเพื่อหวังจะมีวันนี้…ในที่สุดแผนการของคุณก็สำเร็จ…โคทาโร่ฉันต้องเกลียดคุณ…ใช่ ฉันต้องเกลียดคุณ” จันทร์หอมย้ำเหมือนจะขุดเอาความทรงจำขึ้นมาใช้งานและใช้เตือนหัวใจไม่ให้สับสนหรือลังเลกับภารกิจสงคราม “พี่โมกตายเพราะเขา…” นางพ่นเสียงลอดไรฟันตอกย้ำ จนมือที่กำมะระเผลอบีบมันจนเละ “ฉันจะไม่ยอมเสียน้ำตาเพราะเรื่องนี้อีกเป็นอันขาด” พูดจบนางก็เชิดหน้า “ใช่…สิ่งที่คุณกำลังทำ มันก็เป็นหน้าที่ของคุณ และสิ่งที่ฉันทำมันก็คือหน้าที่ของคนไทยอย่างฉัน” จันทร์หอมหายใจเข้าออกแรงๆ จนหน้าอกกระเพื่อมหลายครั้ง “หน้าที่…ฉันทำตามหน้าที่…ฉันทำเพื่อชาติ” นางย้ำประโยคเดิม พร้อมกับวางทุกสิ่ง แล้วเดินเข้าไปในห้อง ไม่นานนางก็กลับออกมาพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกม้วนไม่ต่างอะไรกับกล้องยาสูบ มือที่สั่นระริกพยายามยัดมันลงไปในขวดแก้วและปิดผนึกด้วยพลาสติกเหมือนเช่นครั้งก่อน “มันคือภารกิจที่ต้องสานต่อ…” เสียงพึมพำเหมือนจะเรียกกำลังใจ สักครู่นางก็เดินลงบันไดตรงไปยังศาลาท่าน้ำโดยไม่มีท่าทีที่ลังเลอีก

…….

ชาวประมงเลือกจับเฉพาะปลา…อย่าทำอะไรนกกระเรียนที่บินว่อนอยู่เหนือหัว…คืนนี้…ที่เดิม

……….

 อีกมุมหนึ่ง

“หมายความว่าอย่างไร…นกกระเรียนที่บินว่อนอยู่เหนือหัว” มนตรีคลีแผ่นกระดาษอ่านพร้อมกับพยายามตีความ

“หมายถึง โคทาโร่…ใช่ โคทาโร่” ขามวิเคราะห์ แต่เขาก็ยังนิ่งคิด… “แน่นอน นางต้องหมายถึงโคทาโร่ ข้ามั่นใจ”

“โคทาโร่ต้องออกไปคุมเองเลยอย่างนั้นหรือ…หากเป็นเช่นนั้น ขามคุณกำชับกับคนของเรา…อย่าแตะต้องโคทาโร่เป็นอันขาด เพราะเขายังมีประโยชน์กับเราอีกมาก” มนตรีสั่งเชิงกำชับพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นนั้นคืนให้ ขามรับพยักหน้าก่อนจะจุดไฟเผาทำลายทันที

“อีกครึ่งชั่วโมงไปรวมกัน ที่จุดรวมพล” มนตรีประกาศเสียงดังต่อหน้าชายฉกรรจ์ 7 ถึง 8 คนที่มารวมตัวกันที่บ้านของขาม

“รีบกระจายข่าวบอกเพื่อนเรา…” ขามสั่งก่อนทั้งหมดจะแยกสลายกันไป

……….

แดดสุดท้ายลับขอบฟ้าไปนานพอสมควร แสงเพลิงจากกองไฟ ณ ลานกว้างๆ หลังดงตาลท้ายหมู่บ้านก็ลุกโชติช่วงขึ้นมาแทน กลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคนไปรวมตัวกันที่นั้น โดยมีผู้หญิงที่มีแววตาดุดันอีก 5 คนรวมอยู่ด้วย

“เป้าหมายของเราในคืนนี้คือสะพานหมายเลข 5 และสะพานหมายเลข 7 ระหว่างขากลับ…เราจะแบ่งกองกำลังออกเป็น 3 ชุด ชุดแรกประจำที่สะพานหมายเลข 5 ชุดที่ 2 ประจำที่สะพานหมายเลข 7 และชุดสุดท้ายเตรียมกำลังพลให้พร้อมเพื่อจู่โจม…จำเอาไว้ ชาวประมงต้องเลือกจับเฉพาะปลา หากไม่จำเป็นอย่าทำอะไรนกกระเรียนที่บินว่อนอยู่เหนือหัว…มินาโมโต โคทาโร่ จะต้องปลอดภัยเพื่อภารกิจต่อๆ ไป” ขามพูดตามแผน  เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีที่เขาเงียบ  ต่างคนต่างแสดงความคิดเห็นอย่างออกรส จนขามต้องยกมือห้าม  “จำไว้การทำงานเยี่ยงกองโจรในครั้งนี้…มันเป็นหน้าที่หนึ่งของพลเมืองไทย…เพื่อชาติ…เพื่อพี่น้องและเพื่อลูกหลานของพวกเราเอง…ชีวิตทุกชีวิตมีค่า อย่าตายถ้ายังไม่ได้แลกกับ 10 ชีวิตของทหารญี่ปุ่น…” ขามพูดดุดันขึ้นพลางเกร็งกระตุกกล้ามเนื้อตามไปด้วย…เขาเว้นจังหวะเหมือนจะหยั่งเชิง…เมื่อเห็นสายตาที่มุ่งมั่นของทุกคน รอยยิ้มที่พึงพอใจก็ฉายตามออกมา เขาขยับไปทางซ้ายใกล้ๆ กับกองเพลิงอีก 2 ก้าวก่อนจะพูดต่อ “หนึ่งชีวิตของพวกเราจะต้องนำมาซึ่งความหวัง ความปลอดภัยและอนาคตที่ดีของลูกหลาน นี้คือสงคราม…นี้คือสงคราม!” ขามนำตะโกนเสียงดัง…แข่งกับเปลวเพลิงที่กำลังพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มืดมิด

“นี้คือสงคราม”

“ความหวังและอนาคตลูกหลานอยู่ในมือ…แบ่งกลุ่มตามแผนแล้วสลายตัวไปยังจุดเป้าหมาย…ฟ้าสางในวันพรุ่งนี้ เราจะมาร่วมกันโห่ร้องยินดีกันอีกครั้ง…ที่นี้! ” มนตรีตะเบ็งเสียงเรียกกำลังใจ แล้วกระโดดขึ้นไปยืนบนขอนไม้ใกล้ๆ ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งที่สูงเด่น โดยมีเปลวเพลิงสีแดงอยู่ด้านหลัง เขายิ้มกว้างก่อนจะนำตะโกนเสียงดังๆ มากกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา… “เพื่อประเทศชาติ…เราพร้อมจะสู้…ไม่สู้”

“สู้ๆ…สู้ๆ”

……….

หากมีศรัทธา…………………………….และสามัคคี

จะกี่พันภูผาล้านภูเขา……………ก็มิอาจขวางกั้น

ขาม ธารารักษ์

………..

## จบ สมรภูมิปักษา15 ##

สมรภูมิปักษา14

สมรภูมิปักษา14อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา14

สมรภูมิปักษา14

จดหมายฉบับที่ 1

10 ตุลาคม 1944

มินาโมโต  ฟูจิกาว่า

                ท่านพ่อ…นี้เป็นจดหมายฉบับแรกกลางสมรภูมิรบที่ข้าพอมีโอกาส ก่อนอื่นข้าต้องขอโทษสำหรับเรื่องสำคัญที่จะบอกหลังจากที่ได้ผ่านพ้นมาแล้ว

                 คือเวลานี้ข้าแต่งงานกับหญิงไทยคนหนึ่ง นางชื่อว่า จันทร์หอม ธารารักษ์  ท่านพ่อข้าพบนางครั้งแรกข้าก็ไม่เคยลืม รอยยิ้มที่แสนวิเศษที่นางใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝีปากให้ข้า  แต่เพราะความรักของเราเกิดขึ้นระหว่างสงคราม ข้าเองก็จนปัญญาจะพานางไปพบท่าน ยิ่งสถานการณ์เวลานี้ด้วยแล้ว  แม้จะส่งจดหมายสักฉบับยังเป็นเรื่องยาก งานแต่งของเราจึงเป็นหน้าที่ของกองทัพ  ซึ่งข้าต้องขอบคุณพวกเขาในเรื่องนี้

                ท่านพ่อ ข้าจะเขียนจดหมายถึงท่านอีกครั้งเร็วๆ นี้ หวังว่าทุกคนทางบ้านจะร่วมยินดีไปกับข้าด้วย

คิดถึงคาโกคุมะเสมอ

มินาโมโต  โคทาโร่

………

แสงสีส้มจากตะเกียงเจ้าพายุเล็ดลอดออกมาจากฝาไม้เก่าๆ ของบ้าน 2 ชั้นที่ปลูกสร้างติดกับแม่น้ำเพชรบุรี มินาโมโต โคทาโร่นั่งเขียนจดหมายถึงมินาโมโตผู้เป็นพ่อ เขาจ่าหน้าซองชื่อเมืองคาโกคุมะ ประเทศญี่ปุ่น ต่อท้ายเสร็จพร้อมกับฉายรอยยิ้มแห่งความสุขผสมไปกับทุกๆ ตัวอักษรบนกระดาษสีน้ำตาลขุ่นฉบับนั้น “ท่านพ่อ…” เขาวางดินสอในมือและเริ่มอ่านทวนอีกรอบ ก่อนจะพับมันเป็น 4 ส่วนและยัดเข้าไปในซองสีเดียวกันที่วางอยู่ด้านขวาตรงหน้า

“หวังว่าท่านพ่อคงจะเข้าใจ”เขาพึมพำ (จันทร์หอม)พลางชายตาไปยังภรรยาที่กำลังหลับอยู่ในมุ้ง แสงตะเกียงดับวูบลง เขาเดินเข้าไปเปิดชายมุ้งมุดเข้าไปนั่งข้างๆร่างภรรยา

“ข้ารักเจ้า ไม่มีเหตุผลอื่น…”เขาพยายามกดเสียงต่ำเบาๆ พร้อมกับสำรวจไปทุกๆสัดส่วนด้วยสายตาอิ่มเอมไปด้วยความรัก “ข้าจะพาเจ้ากลับคาโกคุมะ เมื่อสงครามสิ้นสุด…เจ้าต้องไปกับข้านะจันทร์หอม”โคทาโร่พูดอย่างคนมีความหวัง จันทร์หอมลืมตาขึ้นไม่ใช่เพราะเสียงปลุกหรือไม่ใช่เพราะแสงจากตะเกียงเมื่อครู่ แต่เป็นเพราะนางยังไม่หลับตั้งแต่แรก นางมองความมืดและพยายามคิดตามคำพูดของสามี…แต่ก็ไม่เห็นทางเป็นไปได้กับคำพูดเหล่านั้น

“จันทร์หอม…” โคทาโร่นอนลงข้างกระซิบเรียกจนคล้ายเสียงคนเพ้อรัก มือที่พึ่งจับดินสอกำลังลูบไล้ไปตามร่างภรรยาอย่างทะนุถนอม “ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่หลับ…ข้าจะจูบเจ้า ให้ครบหนึ่งพันครั้งก่อนฟ้าสาง…พลางเริ่มต้นพรมจูบอย่างที่หัวใจเรียกร้อง จันทร์หอมได้แต่มองเขาด้วยสายตาที่มองไม่เห็นอนาคต…แต่หัวใจของนางก็เบาหวิวรับไปพร้อมกับทุกๆ พรมจูบจากเขา สักครู่ร่างที่นอนนิ่งก็เริ่มสั่นเกร็งและเกร็งไปทุกส่วน

“แต่ฉันเกลียดคุณ…ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน…โค ทา โร่” 

……….

ถึงแม้จะมืดมิดเพียงใด……………แต่เพลงรัก

ก็ยังบรรเลงได้………………………..ไม่ผิดคีต

มินาโมโต โคทาโร่

……….

 เช้าวันต่อมา

“แม่อ่านให้หนูฟังหน่อย” เสียงเรไรรบเร้าอยู่ที่ชานระเบียง จันทร์หอมกำลังง่วนอยู่กับงานในครัว ขณะเดียวกันโคทาโร่ที่เพิ่งแต่งตัวในชุดทหารญี่ปุ่นเต็มยศเสร็จก็เดินออกมาเจอเข้าพอดี

“มา เดี๋ยว พ่อ นาย จะอ่าน ให้ ฟัง” เขาพูดด้วยท่าทีอิ่มสุข

“พ่อนายอ่านหนังสือไทยได้ด้วยหรือคะ” เด็กหญิงตัวน้อยเงยใบหน้าอิ่มๆ ถาม โคทาโร่จึงนั่งลงข้างๆ “พ่อนายว่าไง”

“ได้…ไหน ขอ ดูซิ” โคทาโร่พูดพลางขยี้หัวเรไร เขารับแผ่นโปสเตอร์ขนาดพอเหมาะที่เรไรยื่นให้…แต่แล้วใบหน้าของเขาก็เริ่มถอดสีตั้งแต่บรรทัดแรก ข้อความเสียดสีใต้ตราครุฑ โดยปรากฏหัวเรื่องเป็นตัวหนังสือสีดำขนาดย่อมๆ เขียนว่า วิธีปราบยุง และมีตัวหนังสือขนาดใหญ่เขียนตามแนวทแยงจากมุมซ้ายล่างขึ้นไปมุมขวาบน เขียนว่า ยุงร้ายยิ่งกว่าเสือ เขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวราวกับกุ้งโดนช็อกด้วยน้ำแข็ง…แต่ก็ยังสามารถไล่สายตาลงไปเรื่อยๆ ได้จนจบบรรทัดสุดท้าย

 

คำเตือน

เกือบสามปีแล้วที่ยุงร้ายพันธ์ใหม่ชนิด๑ ซึ่ง

ทั้งน่าเกียดและน่ากลัวเรียกว่า ยุงขาสั้นได้

มาระบาดอยู่ในประเทศไทย ผู้ที่ยังไม่สำนึกว่าสัตว์นี้

เป็นภัยร้ายแรงเพียงใด ควรอ่านหนังสือนี้ แล้วพยายามจำ

ลักษณะยุงเหล่าต่างๆ โดยละเอียด พบที่ไหนก็ขอให้จำได้  ตลอดจน

ศึกษาวิธีป้องกัน และทำลายมันให้สิ้นเชื้อ ขอให้เร่งร่วมมือกันทำ

การปราบโดยเร็ว  มิฉะนั้นมันจะสูบเลือดไทยกินจนหมดประเทศ

กรมสาธารณะสุข

กรุงเทพฯ

          “พ่อนาย อ่านดังๆ หนูอยากรู้” เสียงเรไรรบเร้า จันทร์หอมเดินถือถาดอาหารเช้าออกมามาจากครัว นางสะดุ้งเมื่อเห็นแผ่นโปสเตอร์ที่มยุรีพึ่งเอามาให้ดูเมื่อคืนอยู่ในมือของคนที่ถูกเสียดสีเต็มๆ นางวางถาดกับข้าวลงกับพื้นแล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปกระชากมันออกจากมือโคทาโร่ด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก

“………..” โคทาโร่มองตามจันทร์หอมนิ่งๆ…

“อย่าไปสนใจมันเลยนะ” จันทร์หอมพูดเรียบๆ…

“พวกข้าน่ารังเกียจเช่นนั้น จริงๆ หรือ” โคทาโร่โพล่งถาม แต่จันทร์หอมกลับเบี่ยงตัวเดินกลับไปยกถาดอาหารเช้ามาวางใกล้ๆ

“อย่าไปสนใจเลย…ทานข้าวกันเถอะ นายจะได้ไปทำสงครามต่อ”

“แม่อ่านให้หนูฟังหน่อย” เรไรยังรบเร้าขึ้นมาอีก

“เขาเขียนบอกวิธีกำจัดยุงลายในโอ่งบ้านเราไง” โคทาโร่แก้ต่างให้พลางหันไปกระซิบกับภรรยา…“เธอไร้เดียงสาเกินกว่าจะต้องมารับรู้”

“แล้วสงครามละเว้นเธอด้วยรึ!…” จันทร์หอมกดเสียงต่ำลึก

“จันทร์หอม!…”

“สงครามครั้งนี้มันทำให้ฉันสูญเสียจนแทบจะสิ้นใจ…โคทาโร่” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดพรั่งพรูออกมา นางจ้องเขาจนมือที่ยันอยู่กับพื้นเกร็ง “สบายใจได้…เพราะฉันเองก็ไม่อยากให้สงครามติดตัวเรไรไปเช่นกัน” จันทร์หอมแดกดันพลางเลื่อนขันน้ำดื่มที่วางอยู่ข้างตัวขยับให้ ก่อนจะชายตาไปมองเรไรที่ยังนั่งเล่นตุ๊กตากระดาษอยู่ที่เดิม

“จันทร์หอม…หากข้าขอโทษมันก็เหมือนกับข้าผิด…แต่นี้มันคือสงคราม…สงครามโลก…” โคทาโร่พยายามอธิบาย  “ขอเพียงเชื่อข้า…ข้าจะทำหน้าที่นั้นแทน…โมก ให้ดีที่สุด” โคทาโร่พูดเรียบๆ แต่มันกับบาดลึกเข้าไปในใจของอีกคนอย่างคาดไม่ถึง

“โคทาโร่!” จันทร์หอมเกร็งเสียงเจ็บปวดจ้องตาเขาไม่กระพริบ

“ข้ารักเจ้า…ข้าสัญญา…” พูดจบม่านตาของจันทร์หอมก็ค่อยๆ รี่ลง มรดกจากบรรพบุรุษนินจาได้เล่นงานนางเข้าแล้ว โคทาโร่ขยับเข้าไปประคองอย่างตื่นตระหนก

“จันทร์หอม จันทร์หอม…” เขาเขย่าเรียก แต่ก็ไม่มีท่าทีว่านางจะตื่น “ข้าขอโทษ…ที่ข้าไม่ทันระวัง”

“ฉันเกลียดสงคราม…โคทาโร่…ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน…” เสียงละเมอก็ปนออกมากับลมหายใจ

“แม่…แม่”

“แม่ไม่เป็นอะไรหรอกลูก…แม่ง่วงนอนนะเลยหลับไป” โคทาโร่แก้ต่าง…ซึ่งมันก็ได้ผล  “เราพลาดอีกแล้วหรือนี้” เขาพึมพำ ก่อนจะอุ้มจันทร์หอมเข้าไปในห้องนอน…

……….

สงคราม………………………………ไม่เคยปรานีใคร

แม้กระทั้ง…………………….แมลงเม่ากลางเขม่าปืน

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

รหัสลับคืนเพ็ญ

นับแต่เริ่มตั้งจนกระทั้งลาออกของคณะรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เดือนกรกฎาคม 1944 การ “ปฏิวัติวัฒนธรรม” เพื่อสร้างผลงานของรัฐบาล ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติก็มีให้เห็น

                ประกาศเรื่องการแต่งกายของคนไทยตามระเบียบที่วางเอาไว้เพื่อความเชิดหน้าชูตาของชาติ ได้กำหนดให้ ผู้ชายใส่หมวก สวมถุงเท้าและรองเท้าหุ้มส้น สวมเสื้อนอกและกางเกงขายาว ส่วนผู้หญิงให้มีหมวกกระโปรงเสื้อคลุมไหล่ สวมรองเท้ารัดส้นหรือหุ้มส้น ส่วนถุงเท้านั้นจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ส่วนเรื่องของสีเครื่องแต่งกายนั้น หากเป็นงานกลางแจ้งควรใส่สีเทา สีคราม สีกากี หรือสีเปลือกไม้ ถ้าเป็นงานในร่มหรือเกี่ยวกับเครื่องจักร ควรใช้สีน้ำเงินแก่ 

และยิ่งเลวร้ายมากไปกว่านั้นนั่นก็คือ รัฐบาลยังออกคำสั่งเด็ดขาดให้ประชาชนเลิกประเพณีกินหมาก ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นประเพณีที่เสื่อมเสียเกียติอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติ พวกเขามองว่าผู้ที่กินหมากไม่ต่างอะไรกับคนป่าคนเถื่อน ที่นิยมกินเนื้อสัตว์ดิบๆ จนเห็นเลือดแดงกลบไปทั้งปาก ยิ่งเวลาต้องเคี้ยวเอื้องด้วยแล้วไม่ต่างอะไรกับวัว ควาย ทำให้ปากเหม็น ฟันเขยินเสียระเบียบ ในเรื่องเดียวกันรัฐบาลยังมีหนังสือด่วนมากถึงคณะกรรมการของจังหวัดทุกจังหวัดให้กวดขันเรื่องคนกินหมาก ห้ามขายพลูในตลาด ห้ามปลูกพลู ให้ตัดต้นหมากทิ้ง เพื่อความศิวิไลซ์ของชาติไทยอีกวาระหนึ่ง

การออกกฎหมายแปลกประหลาดแล้วอ้างว่าเป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมนั้น ทำให้คนไทยหลายคนขำไม่ออก  แต่หารู้ไม่ว่าสงครามจิตวิทยาได้เริ่มต้นอีกด้านหนึ่งเข้าแล้ว…การมุ่งแสวงหาความศิวิไลซ์ตามอย่างชาติฝ่ายสัมพันธมิตร ได้บอกเป็นนัยๆ ว่ารัฐบาลไทยในขณะนั้นกำลังคิดอย่างไรกับญี่ปุ่น คงไม่เป็นเพราะกลัวคนไทยจะเอาชุดกิโมโนมาสวมใส่แทนผ้าซิ้นผ้าแถบ…แล้วทาแป้งญี่ปุ่นที่ใบหน้าให้ขาววอกแทนกระแจะจันทร์เพียงอย่างเดียวเป็นแน่

……….

ปลาจะลอยคอ ในคืนที่เดือนเต็มดวง

……….

จันทร์หอมนั่งเขียนข้อความสั้นๆ ลงในกระดาษแผ่นเล็กๆ นางอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบจนแน่ใจในความหมายที่รู้กันเฉพาะกลุ่ม

“ไม่เป็นอย่างอื่นแน่ๆ” นางพึมพำในขณะที่กำลังม้วนกระดาษยัดลงในขวดแก้วสีขาวขุ่น นางปิดผนึกด้วยพลาสติกหลายชั้นก่อนจะถือเดินลงจากบ้านตรงไปยังศาลาริมแม่น้ำ

“โคทาโร่ คุณมาที่นี้ก็เพราะประเทศชาติของคุณ ฉันอยู่ที่นี้…ฉันก็ต้องทำเพื่อประเทศชาติของฉันเช่นกัน…เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ขอโทษคุณในเรื่องนี้” จันทร์หอมพึมพำขณะผูกขวดแก้วกับเส้นด้ายเล็กก่อนจะปล่อยมันลอยปะปนไปกับกอผักตบชวาอย่างไม่ลังเล

 

……….

แม้ล้านทัพ…………………………..ที่กรำศึกมาทั้ง 10 ทิศ

ก็อาจสิ้นฤทธิ์ต่อเล่ห์คน………………………..1 กลศึก

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา14 ##

สมรภูมิปักษา13

สมรภูมิปักษา13อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา13

สมรภูมิปักษา13

กระแสจิตในคืนเพ็ญ

(อูคาชิ เซดะ โคทาโร่คุง เจ้ากำลังเดินเข้าสู่ความตาย…)

(ความตายที่ติดมาพร้อมกับคำสาปในสายเลือดซามูไรของมินาโมโต…มันเป็นมรดกที่เจ้าปฏิเสธไม่ได้…) เสียงสื่อจากกระแสจิตดังก้องในหัว ขณะที่โคทาโร่กำลังหลับสนิท มันเหมือนพลังงานบางอย่างกำลังดึงร่างพรางของนินจาให้หลุดลอยออกจากร่างซามูไรที่ยังคงหลับลึก  (เซดะคุง…โคทาโร่) ร่างพรางของโคทาโร่เดินตามเสียงเรียกออกไปข้างนอกที่แสงจันทร์สาดฉายลงมาถึงพื้น พลันภาพชายชราในชุดกิมิโนสีขาวก็ปรากฏกายนิ่งอยู่กลางวงแสงสีเงินไม่ต่างอะไรกับภาพฉายจากเครื่องสามมิติ

“ท่านพ่อ…” โคทาโร่คุ้นจะเรียกสรรพนามนี้มากกว่า

(ใช้จิตคุยกับข้าเถอะเซดะ) เสียงสื่อแนะ

(ท่านพ่อ…) โคทาโร่ตอบสนองด้วยความรู้สึกที่นิ่ง

(ข้าเป็นตาของเจ้านะ…) รอยยิ้มที่อบอุ่น ส่งให้เขาจนหมดหัวใจ…

(ขอให้ข้าเรียกท่าน…ตามแบบที่ข้าคุ้นเคยเถอะ) โคทาโร่ตอบกลับด้วยความรู้สึกที่หน่วงลึกจวนเศร้า

(ข้าอยากจะเรียกเจ้ากลับไปเป็นคุณชายอูคาชิ เซดะเช่นวันเก่าๆ )

(เพื่อ อะไร…เพื่อให้ข้าพ้นจากคำสาปซามูไรที่ท่านไม่ยอมบอกอย่างนั้นหรือ)

(ข้ารู้ว่ามันเป็นเรื่องยาก…เพราะในขณะที่เจ้ายังอยู่ในโลกชิโนบิ แต่มือของเจ้ายังกำดาบคาตานะไม่ยอมปล่อย)

“ข้า…” โคทาโร่หลุดเสียงดังอีก

(เซดะคุง…โคทาโร่ข้าเสียใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรเจ้าได้ หลังความตาย จิตส่ง ที่เจ้าผูกติดกับดาบคาตานะมูโตะจะนำสู่ภพใหม่…ใกล้ๆ กับสายน้ำตามวิถีแห่งซามูไร)

(ท่านพ่อ…ข้าต้องตายในสนามรบอย่างนั้นหรือ)

(สนามรักต่างหาก…เป็นความจริง ที่ถูกสาปเอาไว้แล้ว…)

(ใครเป็นต้นกำเนิดของคำสาปนี้…)

(ข้าบอกกับเจ้าไม่ได้…และมันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะรับรู้) เสียงสื่อค่อยๆ เบาลง พร้อมๆ กับร่างของชายชราในชุดกิมิโนสีขาวก็ค่อยๆ เลือนรางก่อนจะค่อยๆ หายไปกับความมืด

(ท่านพ่อ..ท่านพ่อ…) “ท่านพ่อ…ท่านพ่อ…” โคทาโร่สะดุ้งตื่นท่ามกลางความมืด…นาฬิกาที่แขวนไว้ที่ข้างผนังบอกว่าเพิ่งจะหลับไปได้แค่ 2 ชั่วโมง เขาลุกขึ้นเดินมานั่งเก้าอี้โต๊ะทำงานและพยายามทบทวนความฝันที่เสมือนจริงในนาทีนั้นอีก

คำสาปซามูไร.คำสาปซามูไร

………..

แม้จะเอาช้าง 1,000 เชือก………….มาฉุดลาก

แต่มิอาจหยุดหัวใจ…………………..ไม่ให้รัก

มินาโมโต โคทาโร่

………..

หัวใจอมม่วง

เดือนสิงหาคม 1944 หน่วย โอ.เอส.เอส. ของอเมริกาและหน่วย 136 ของอังกฤษที่อินเดีย ได้ให้ความร่วมมือกับขบวนการ เสรีไทย มากขึ้น เจ้าหน้าที่ราชการลับถูกส่งเข้าในไทยด้วยวิธีต่างๆ สนามบินหลายต่อหลายแห่งกลายเป็นที่ขนส่งเครื่องบิน อาวุธยุทโธปกรณ์ ยาที่จำเป็นสำหรับใช้ในงานเสรีไทย ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรได้โดดร่มลงมาเพื่อเตรียมการฝึกอาวุธให้กับคนไทยในหลายๆ ที่ แผนการทั้งหมดจะเริ่มต้นขึ้นพร้อมกันราวเดือนมีนาคม ปี 1945 โดยค่ายสำหรับฝึกทหารของหน่วย โอ.เอส.เอส. ตั้งเป้าเอาไว้ทั้งหมด  13 ค่าย และค่ายฝึกของหน่วย 136 อีก 11 ค่าย แต่ละค่ายจะต้องมีแนวร่วมในครั้งนี้ไม่น้อยกว่า 500 คนขึ้นไป พวกเขาจะเริ่มเปิดค่ายในพื้นที่ภาคกลาง  แล้วค่อยกระจายออกไปตามภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

แต่ในเวลาเดียวกันขบวนการเสรีไทยที่อยู่ในประเทศก็ได้เริ่มต้นเป็นรูปธรรมขึ้นมา ทั้ง 2 ฝ่ายได้ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันแทบทุกเรื่อง ฝ่ายขบวนการเสรีไทยก็คอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รู้เป็นระยะๆ โดยมีคนไทยจำนวนหนึ่งที่อาสาเป็นสายลับ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็คอยสกัดกั้นและทำลายกองกำลังของญี่ปุ่นไปในตัว ยกตัวอย่างเช่นการทำลายสะพานที่สำคัญๆ ทางยุทธศาสตร์ ขโมยอาหาร เสบียง น้ำมันและอาวุธ ทั้งหมดนี้ได้สร้างความลำบากใจให้กับญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก…เพราะสาเหตุข้างต้น…พิธีแต่งงานของ มินาโมโต โคทาโร่ และ จันทร์หอม ธารารักษ์ จึงต้องรีบเร่งเพื่อกลบข่าวจากวงในมิให้แพร่กระจายออกไป

“ถึงเวลาแล้ว จันทร์หอม ทางส่วนกลางกำลังติดต่อให้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับร่วมกันประโคมข่าว เพื่อช่วยขบวนการเสรีไทยเข้าประเทศ” มยุรีกระซิบในขณะที่ทั้งสองปิดไฟเตรียมเข้านอนเรียบร้อยแล้ว

“ฉันเกลียดเขายิ่งกว่าหนอน” จันทร์หอมพ่นเสียงลอดไรฟันเบาๆ

“บ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาวะเป็นเบี้ยล่างของญี่ปุ่น…”

“เขาฆ่าสามีฉัน…”

“ถ้าอย่างนั้น มันก็ถึงเวลาแก้แค้น…มิใช่หรือ” มยุรีว่าต่ออย่างมีเชิง

“หากการแต่งงานของฉัน เป็นเพียงหน้าที่หนึ่งของพลเมืองไทยที่จะช่วยประเทศให้รอดพ้นจากสงครามได้ ฉันก็ยินดี” จันทร์หอมพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด เวลา 1 ปีที่ผ่านมาทำให้นางเปลี่ยนไป…และจะต้องเปลี่ยนไปจนกว่านางจะได้ฆ่าเขาด้วยมือของนางเอง “เขาสังหารพี่โมกอย่างกับไม่ใช่คน”

“มันต้องอย่างนี้…” มยุรียุส่งเสียงอย่างสมหวัง

……….

เช้าวันต่อมาหนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างเล่นข่าวการแต่งงานของคนทั้งสองอย่างเอิกเกริก….

ซามูไรพบรักกลางสนามรบ

ประวัติส่วนตัวรูปถ่ายและเรื่องราวความรักของคนทั้งคู่ถูกแต่งขึ้นราวเป็นเรื่องปาฏิหาริย์  มันได้ผลเมื่อทหารญี่ปุ่นและผู้คนในสังคมต่างหันมาให้ความสนใจจนแทบลืมว่าเวลานี้สงครามยังคงดำเนินอยู่และกำลังดำเนินต่อไปด้วยหลากหลายกลยุทธ์…ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไฟสว่างขึ้น หมายถึงหลังสงครามสิ้นสุดลง ผลของมันจะออกมาเช่นไร….แต่สำหรับนายทหารที่เป็นทายาทของซามูไรแห่งตระกูลมินาโมโต กลับตื่นเต้นดีใจเป็นที่สุด วันแรกที่เขารักนางอย่างไร วันนี้รอยยิ้มที่นางใช้หัวใจยิ้มให้เขาก็ยังเป็นเช่นเดิม

“คุณชายข้ามีเรื่องจะคุยด้วย” เสียงไอซึเกะ เรียวตะดังขึ้นใกล้ๆ ในขณะที่เขาอยู่ในชุดลำลอง โคทาโร่เงยมองหน้าเพื่อนพร้อมกับยิ้มบางๆ เขาพยักหน้าให้นั่งลงเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่

“อื้อ!…สีหน้าเจ้าไม่ค่อยสบาย มีเรื่องอะไรหรือ” โคทาโร่ชิงถามขึ้นก่อน

“คุณชาย…คุณชายเอ่อ…”เขาไม่กล้าจะพูดในสิ่งที่อยากบอก โคทาโร่จ้องเขาไม่กระพริบ เรียวตะนั่งก้มหน้าสักครู่เขาก็เงยหน้าขึ้นมาสั่นๆ แต่ก็ต้องหลบไปอีก…

“ข้าเห็นว่าไม่ควรมีงานแต่ง” เรียวตะตัดสินใจพูดเร็ว…และเกร็งมือทั้ง 2 ข้างซุกไว้ระหว่างขา

“เจ้าว่าอะไรนะ ไอซึเกะ” โคทาโร่ลากเสียงต่ำถามพลางจ้องเพื่อนลึกเข้าไปอีก เรียวตะเงยหน้าขึ้นมามองแวบหนึ่งแล้วรีบหลบไป

“อย่างจ้องข้าด้วยสายตาอย่างนั้น หากเป็นในห้องนอนข้าถึงจะยอมหลับเพราะมัน…” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปรารถนาจากส่วนลึกได้หลุดออกมา

“เพราะเจ้ารักข้าใช่ไหม ถึงไม่อยากให้ข้าแต่งงานกับนาง” โคทาโร่โพล่งถามตรงๆ

“คุณชาย!…ข้า” เรียวตะหน้าซีด

“ไอซึเกะ…เพราะเจ้ารักข้าใช่ไหม” โคทาโร่ถามย้ำประโยคเดิม…และเหมือนเขาอดทนต่อความรู้สึกนี้ของเรียวตะมานานพอดู

“คุณชายอย่าเรียกข้าด้วยสกุลเลย มันดูห่างเหินจนทำให้ข้าเจ็บปวด” น้ำเสียงเกือบจะสะอื้นทำให้โคทาโร่นิ่งและก็เป็นเรียวตะที่พูดขึ้นมาก่อน “นางเกลียดคุณชายเสียยิ่งกว่าอะไร…นางไม่มีทางรักคุณชายได้หรอก” เสียงเบาลงจนไม่มีน้ำหนัก เรียวตะกุมมือที่กำลังสั่นจนเหงื่อชุ่ม…ขณะในหัวใจก็กำลังหน่วงหนักในคราเดียวกัน

“อีกอย่างที่ข้ารู้มา ตระกูลมินาโมโตจะไม่มีวันได้สมหวังความรักกับหญิง หากนางไม่ตาย คุณชายก็ต้องตาย หรือไม่ก็เป็นนางที่ต้องหนี”

“เรียวตะคุง!…เจ้ารู้ไหมว่าพูดอะไรออกมา” โคทาโร่ตะโกนใส่อย่างสุดจะทน เขากระชากคอเสื้อเพื่อนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเข้ามาจ้องเข้าไปในดวงตาในระยะประชิด

“เพราะข้าเป็นชาย…”

“เรียวตะคุง!…”

“ถึงข้าจะเป็นชาย…ข้าก็หวังจะหลับในอ้อมแขนตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ…คุณชายที่ปราสาทฮันโต” คำบอกเล่าของเรียวตะทำให้โคทาโร่ถึงกับอึ้ง

“ปราสาทฮันโต…” เขาทบทวนในความผิดพลาดครั้งนั้น

(ได้โปรดทำให้ข้าหลับ…คุณชายได้โปรด) เสียงของเขาเปลี่ยนที่ มันดังขึ้นจากเสียงสื่อในหัว ดวงตารี่ลงเพราะอำนาจของมนสะกดที่เหนือกว่า โคทาโร่ดีดตัวข้ามโต๊ะที่ขวางอยู่ไปยืนข้างๆ เขาโอบรับร่างที่กำลังหลับของเรียวตะเอาไว้ในอ้อมแขน

“เรียวตะ…อย่าพึ่งหลับนะ…เรียวตะคุง” โคทาโร่ตะโกนเรียกเสียงดังแต่เรียวตะก็หลับลึกไปแล้วทั้งๆ ที่น้ำตาของความผิดหวังค่อยๆ เอ่อล้นออกมาอาบแก้ม

“ข้าจะต้องรักชายอย่างเจ้าใช่ไหม คำสาปซามูไรถึงจะเล่นงานข้าไม่ได้…แต่ข้าก็ได้มอบชีวิตให้นางไปแล้วตั้งแต่แรก” โคทาโร่พึมพำอย่างคนไม่เหลือทางออก… “ถึงข้าจะตายเพราะนาง…มิใช่สงครามข้าก็ยอม…เรียวตะ”

……….

ความรัก…………………..ย่อมสวยงามเสมอ

ถึงแม้…………….จะอยู่ในมุมสีม่วงก็ตามที

ไอซึเกะ เรียวตะ

……….

จดหมายจาก รู้ธ

ในวันแต่งงาน

มินาโมโต โคทาโร่อยากจะแจ้งข่าวการแต่งงานของตัวเองให้ทางบ้านมินาโมโตได้รู้ แต่ในสถานการณ์สงครามที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ การสื่อสารหยุดชะงัก แต่เขาก็ให้สัญญากับตัวเองว่า…วันหนึ่งทุกคนที่คาโกคุมะจะต้องรับรู้เรื่องนี้

ในวันแต่งงาน จันทร์หอม ธารารักษ์ อยู่ในกิมิโนสีขาว มีผ้าคลุมหน้าบางๆ ปิดย้วยคลุมจนถึงไหล่ นางคือเจ้าสาวที่แสนวิเศษสำหรับซามูไรอย่างมินาโมโต โคทาโร่  ความรักที่กำลังเบ่งบานแต่ในเวลาเดียวกันพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิในตัวกลับค่อยๆสูญเสีย คำสาปซามูไรได้อุบัติขึ้นกับเขาแล้ว

“จันทร์หอม เจ้ารักข้าบ้างไหม” โคทาโร่เทียวถามคำๆ นี้กับนางในคืนแรกเป็นรอบที่ 15

“…………” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ นอกจากรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากเป็นครั้งที่ 15

“ชีวิตข้าเป็นของเจ้าแล้วนะ” โคทาโร่พูดออกจากหัวใจและรอยยิ้มของจันทร์หอมก็เหมือนจะปรารถนาเช่นนั้น แต่มินาโมโต โคทาโร่จะไม่ทันฉุกคิดในอีกความหมายที่แฝงอยู่ เขาเริ่มถอดหมวกผ้าของจันทร์หอมออกวางไว้ข้างๆ

“………” นางยินยอมให้เขาทำทุกสิ่งอย่าง แต่ข้างในกลับซ่อนปกปิดหลายอย่างเอาไว้อย่างแนบเนียน

“ข้ารักเจ้าเหลือเกิน โปรดบอกข้าสักคำเถอะว่ารัก…” โคทาโร่กระซิบ…น้ำเสียงที่เริ่มสั่นเครือพร้อมกับชุดกิโมโนหลุดลงไปกองอยู่ที่พื้นทีละชิ้น จนกระทั้งน้ำตาของจันทร์หอมเอ่อล้นออกมา

“เจ้าร้องให้…ข้า ข้าขอโทษ…หากทำให้ลำบากใจ”

“………” จันทร์หอมส่ายหน้าพร้อมกับใช้หัวใจยิ้มให้เขาแบบเดียวกับวันแรก

“ถ้าอย่างนั้นน้ำตาที่กำลังไหลออกมาข้าจะหมายความว่า เจ้ายินดี” โคทาโร่พูดอย่างคนได้ใจ เขาใช้หลังมือเช็ดน้ำตาให้จันทร์หอมอย่างทะนุถนอมและก้มลงจุมพิตนางที่แก้มอีกครั้ง ขณะเดียวกันมือก็รูดชุดกิโมโนของตัวเองไปด้วย

“ใจข้าจะขาดอยู่แล้ว…รักข้าเถอะนะคนดี”

“……….” แต่ก็ยังไม่มีเสียงพูดจากปากของอีกคน นอกจากลมหายใจที่เริ่มติดเกร็งติดเป็นช่วงๆ

“ข้าจะจูบเจ้าให้ครบพันครั้งก่อนฟ้าสาง…สุดที่รัก”

…………

                                                                 24 สิงหาคม 1944

เรียน คุณจันทร์หอม ธารารักษ์

ขอบคุณมากที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ…ผลของการเสียสละของคุณในครั้งนี้ จะเป็นความดีที่ประเทศต้องตอบแทน ชื่อของคุณจะถูกจารึกเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ไปตราบชั่วนิรันดร

                                          รู้ธ

…………

 กระดาษจดหมายสีน้ำตาลขุ่นที่มีข้อความสั้นๆ ซุกซ่อนมากับชุดกิมิโนก่อนวันแต่งงาน…ทำให้จันทร์หอมรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นตา ใจคอนางสั่นเหมือนจะเป็นไข้ ภารกิจสำคัญที่ได้รับกำลังจะหมายถึงทั้งชีวิต และชีวิตของนางก็หมายถึงประเทศชาติในเวลาเดียวกัน

“รู้ธ…รู้ธ เขาเป็นใครกัน” จันทร์หอมถามหญิงวัยกลางคนที่นำชุดมาส่ง นางจ้องหน้าจันทร์หอมนิ่งๆ ก่อนจะตอบกลับอย่างใจเย็น

“ไม่สำคัญว่าเขาจะเป็นใคร…วันหนึ่งข้างหน้าทุกอย่างจะเฉลย” นางพูดพลางกุมมือจันทร์หอมเอาไว้เหมือนจะปลอบในเชิง

“เธอคือคนสำคัญของเรา…” เสียงจากอีกคนวัยใกล้เคียงกันแทรกขึ้น พร้อมกับดึงจดหมายฉบับนั้นกลับคืนแล้วจุดไฟเผาทำลายทันที…

“เอ้!…ทำไม”

“มันเป็นความลับ จงฝังมันเอาไว้ใต้ดินเฉกเช่นอุดมการณ์…เพื่อประเทศชาติ จันทร์หอม” เป็นประโยคสุดท้ายของผู้หญิง 2 คนที่ผุดขึ้นมาสั่นหลอนนางในเวลานี้

(คุณฆ่าพี่โมก…ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน…โคทาโร่) จันทร์หอมคิดอาฆาต ในขณะมือก็ควานหามีดปลายแหลมที่นางแอบซ่อนไว้ใต้ที่นอน “ฉันเกลียดคุณ…โคทาโร่…เกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน” นางพึมพำพร้อมกับกำมีดสั้นด้วยสองมือแน่นจนสั่นเกร็งในความมืด นางพยายามเพ่งสายตาไปที่ร่างเปลือยเปล่าของโคทาโร่ “เวลา 04.00 น.” นางอุทานเมื่อเข็มนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังบอกจากพรายน้ำสีเขียว และนางก็ตัดสินใจพาร่างที่เปลือยเปล่าขึ้นไปนั่งค้อมทับอยู่ด้านบนอย่างตั้งใจจะกระทำบางอย่าง…เวลานี้นางแยกไม่ออกแล้วว่าส่วนไหนคือเรื่องส่วนตัว ส่วนไหนคือเรื่องของประเทศชาติ และส่วนไหนคือความรักหลังวันแต่งงาน

“ฉันเกลียดคุณ ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอนโคทาโร่” นางกดเสียงรอดไรฟันพร้อมๆ กับชูมีดขึ้นจนสุดแขน นางหมายตำแหน่งไว้ที่หน้าอกด้านซ้ายให้ตรงกับหัวใจ แรงแค้นบีบบังคับนางได้ผล แต่ว่าอยู่ๆ มือที่กำมีดก็เริ่มไม่มั่นคง เมื่อบางอย่างของโคทาโร่เริ่มขยับขยาย

“ฉันเกลียดคุณ โคทาโร่…ฉัน…ฉัน…เกลี…” และน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นเมื่อครู่ก็เริ่มสั่นคลอน นางหายใจเข้าออกแรงขึ้น แรงขึ้นบัดนี้ความรักครั้งใหม่กำลังถูกฝังเข้าไปในเรือนร่างของนางเข้าแล้ว

“จันทร์หอม…” เสียงโคทาโร่เรียกทั้งๆ ที่ยังไม่ลืมตา “ข้าจะจูบเจ้าให้ครบหนึ่งพันครั้งก่อนฟ้าสาง…จันทร์หอม จันทร์หอม…” โคทาโร่ลุกขึ้นโอบรัดร่างที่เปลือยเปล่าที่ค้อมทับอยู่เอาไว้แน่น…

“ฉันเกลียด…ฉันเกล…”

“ข้าจะจูบเจ้าให้ครบพันครั้ง…สุดที่รัก”

………

อย่าถามหาเหตุผล……………………………………เมื่อมีรัก

เพราะมันจะมืด 8 ด้าน…….พร้อมๆ กับดวงตาอีก 2 คู่

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา13 ##

สมรภูมิปักษา12

สมรภูมิปักษา12อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา12

สมรภูมิปักษา12

ฝากรักซามูไร

เช้าวันต่อมา

                “พี่โมก…พี่โมก” เสียงจันทร์หอมตะโกนเรียกสามีที่นอนหมดสติอยู่ที่โถงกลางบ้าน โดยมินาโมโต โคทาโร่เพิ่งจะพาเขามาส่งเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา เพื่อนบ้านญาติมิตรที่รู้ข่าว ต่างพากันมานั่งล้อมวงถกกันเป็นกลุ่มๆ โดยมีหมอพื้นบ้านคอยนั่งจับโน้นจับนี้อยู่ไม่ห่าง “ทำไมไม่ให้อีตาโกทาโร่ เรียกหมอทหารมาดู” ยายแก่ๆ นั่งเคี้ยวหมากปากแดงพูดและนางก็ชายตาชี้ไปที่โคทาโร่

“จะบ้าไปแล้วรึ!…ยายบังอร” อีกคนที่เคี้ยวหมากอยู่คู่กันปรามเสียงเบาๆ พลางกระซิบกระซาบ เหมือนไม่อยากให้โคทาโร่ได้ยิน “ไอ้โมกมันหนีเชลยสงครามมา…จะเรียกหมอทหารมาจับมันไปอีกหรือไง”

“เอ่อๆ…ฉันลืม…ฉันลืม” ยายบังอรอุทานพลางตบเข่าตัวเองผางๆ อยู่หลายที…

……….

อีกมุมหนึ่ง

ขามนั่งๆ ยืนๆ อยู่ที่ศาลาท่าน้ำอย่างกระวนกระวาย เขาเทียวลุกไปมองคุ้งน้ำรอบแล้วรอบเล่าเหมือนกำลังรอการมาของใครบางคน ไม่ทันไรเสียงไม้พายจ้วงผิวน้ำอย่างเร่งรีบก็ดังแววมาแต่ไกล…เขายิ้มและเอาใจช่วยอย่างคนกำลังร้อนใจ

“มยุรี…มนตรี” เขาป้องปากเรียก

“โมกกลับมาได้ไงพี่” มยุรีถามขึ้นทั้งๆ ที่ยังไม่ลงจากเรือ

“นายโคทาโร่มาส่งเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนี้เอง…ว่าแต่เรื่องเมื่อคืนเรียบร้อยดีใช่ไหม” ขามตอบพลางรีบถามกลับในลมหายใจเดียว มยุรีพยักหน้าแล้วก้าวตามมนตรีขึ้นมานั่งลงใกล้ๆ

“เราจะทำอย่างไรต่อไปดี” มนตรีกระซิบ

“รอให้นายโคทาโร่กลับไปก่อน เราจะเอาโมกเข้าไปรักษากับหมอไทยในเมือง” ขามพูดเหมือนไตร่ตรองเอาไว้นานแล้ว เขาหยุดหายใจสักครู่ก็พูดแทรกมยุรีที่กำลังอ้าปากค้างขึ้นอีก “หากรอด เราก็จะทำตามแผนที่ได้คุยกัน”

“แล้วจันทร์หอมละ มันจะยอมรึ” มยุรีถามอย่างที่ใจอยากถาม

“มันเป็นน้องสาวผม…คิดไม่น่าจะมีปัญหา” ทั้งสามหยุดคุยเพียงเท่านั้นก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินขึ้นไปสมทบกับคนอื่นๆ บนบ้าน

“พ่อ…พ่อจ๋า…”

“พี่โมก…พี่โมก…” เสียงร้องไห้ของผู้หญิงสองคนปลุกให้โมกตื่นขึ้นมา…ในภาพที่พร่ามัวแต่น้ำเสียงที่เขาปรารถนาจะได้ยินทำให้เรียวแรงที่เหลือน้อยรับบีบมือคนรักไว้แน่น

“จันทร์…จันทร์หอม…เรไร…” โมกกัดฟันเปล่งเสียง ริมฝีปากกับใบหน้าที่ขาวจนซีดทำให้หลายคนอดใจเสียไม่ได้

“ใช่พี่ ฉันเอง” จันทร์หอมพูดปนสะอื้น แต่ก็ยังฝืนยิ้มบางๆ ให้สามี นางกุมมือที่ไม่เหลือสีเลือดเอามาแนบอก เสียงเรไรร้องไห้อยู่ข้างๆ มยุรีจึงแทรกตัวเข้ามากอดคนทั้ง 2 เอาไว้แน่น เวลานี้แม้นางจะเป็นคนนอก แต่ก็อดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่…

“จันทร์หอม…เรไร…นายโคทาโร่” โมกพยายามเรียกชื่อคนที่นั่งล้อมตัวเขาทีละคน แต่โคทาโร่ก็อยู่ไกลกว่า…

“นายโกทาโร่…” ยายบังอรกวักมือเรียกเขาให้เข้ามา โคทาโร่เดินแทรกวงเข้าไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับจันทร์หอม

“เจ้า เก่ง มาก…โมก” โคทาโร่บอกเพื่อน แต่ก็ไม่ปรากฏความ รู้สึกใดๆ บนใบหน้า โมกพยายามยกมืออีกข้างเหมือนต้องการจะจับมือ โคทาโร่คว้าเพื่อนมากุมเอาไว้ มือที่ขาวจนซีดออกแรงบีบเบาๆ เหมือนอยากจะบอกอะไรบางอย่าง

“ฝากดูแลจันทร์หอม…ฝากเรไร…ด้วย” เสียงพูดแต่ละคำถูกเค้นออกมาจากความเจ็บปวดจนสุดใจ โคทาโร่พยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล “เจ้าเป็นเพื่อนที่ดีและซื่อสัตย์กับข้าที่สุด” เขาพูดเหมือนสัญญาชิโนบิที่ไม่มีวันตายได้เริ่มต้น

“พี่โมก!…” จันทร์หอมตะโกนสุดเสียงเมื่อมือโมกที่นางกุมเริ่มบีบรัดพลางชักกระตุกจนน่าตกใจ

“จันทร์หอม โคทาโร่” เป็นคำพูดสุดท้ายก่อนเขาจะรวมมือคนทั้งคู่ เข้าหากัน “รับปาก…นาย รับปาก”

“พี่โมก ไม่นะ…”

“เจ้าทำดีที่สุดแล้วเพื่อน…ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น ข้าให้สัญญาด้วยเกียรติซามูไร…แม้ข้าจะต้องตาย” โคทาโร่พูดจบมือของโมกที่วางทับมือของคนทั้งคู่ก็ค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักลงข้างลำตัว เขาหมดแรงที่จะยื้อชีวิตอยู่ต่อไปแล้วเวลานี้

พี่โมก!เสียงตะโกนที่เกิดจากความสูญเสียดังลั่น ครั้งนี้มันยิ่งใหญ่เกินกว่านางจะรับไหว จันทร์หอมทิ้งร่างกอดสามีแน่นผมสีดำยาวสยายปิดคลุม 2 ร่าง มีเพียงแผ่นหลังที่สะเทือนเลื่อนลั่นเท่านั้นที่พออ่านอารมณ์ข้างในออก

“พ่อจ๋า…พ่อ!” เมื่อเสียงบุตรสาวเรียกสติ จันทร์หอมถึงได้เงยหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตาพร้อมกับดึงเธอเข้ามากอด

“เรไร…อย่าให้น้ำตาโดนร่างของพ่อนะลูก” และนางก็ยังมีสติพอ

“จันทร์หอม…” โคทาโร่เรียกอย่างเกรงๆ แต่สายตาของจันทร์หอมกลับมาทำให้เขาต้องหยุดแค่นั้น (นางเกลียดข้า…)โคทาโร่ครุ่นคิดอย่างคนไม่เข้าใจ..เขาเลือกที่จะนิ่งและถ่ายเทความห่วงใยไปให้นาง

“ไม่เป็นไรนะจันทร์หอม พวกพี่จะจัดการเรื่องทุกอย่างให้เอง” ขามแทรกเรียบๆ จันทร์หอมได้แต่พยักหน้าอย่างไม่เหลือทางเลือก

            พี่โมก!

 ……….

งานศพของโมกจัดอย่างง่ายๆ ที่วัดใกล้บ้าน…โคทาโร่เห็นจันทร์หอมเผาของใช้ส่วนตัวไปพร้อมๆ กับร่างที่ไร้วิญญาณ  เขายืนมองอย่างไม่เข้าใจและพยายามถามนางหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้คำตอบนอกจากน้ำตาที่พร้อมจะทะลักได้ทุกเมื่อที่เห็นหน้าเขา

: มิตรภาพที่นี้…ช่างงดงามดีแท้

: ทุกผู้ ทุกคน ต่างรวมความรู้สึก…เป็นหนึ่งเดียว

: เวลาสุข…พวกเขาก็พร้อมกันสุข

: เวลาทุกข์…พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้โดดเดี่ยว

: ขอบคุณสวรรค์ที่ส่งข้าให้มาที่นี้

: ถึงแม้ว่าความงามกลางสนามรบ จะเห็นเป็นสีหม่นหมอง

: แต่ข้างในกลับสว่างไปด้ายจารีต…ที่ข้ารู้สึกอบอุ่น

                : จันทร์หอม…ข้ารักเจ้ายิ่งนัก นี้เป็นสิ่งเดียวในเวลานี้

ที่คนอย่างข้าอยากจะพูด

……….

อีกมุมหนึ่ง

                “มีอะไรรึ…หมอ” ขามกระซิบเมื่อมือหมอพื้นบ้านสะกิดขณะที่พวกเขานั่งร่วมกันอยู่ในงานศพ สายตาที่จ้องมองอย่างหวาดๆ พลอยทำให้ขามใจเสียไปด้วย

“กูสงสัย…” เขากระซิบเบาๆ ขามพยักหน้าให้เห็น… “การตายของไอ้โมก…ไม่ใช่ไข้ป่า…ไม่ใช่โรคที่กูเคยเจอ”

“อะไรนะ…หมายความว่าอย่างไร” ขามตกใจขยับเข้าใกล้หมอพื้นบ้านมากขึ้น

“เวลาไอ้โมกหายใจออกมา…มันเหม็นเหมือนกับกลิ่นของยาพิษ…และเลือดมันก็ดำคล้ำไม่เป็นสีแดงเหมือนคนปกติ…กูบอกมึงคนเดียว”

“ไอ้โมกโดนวางยาอย่างนั้นเหรอ…”

“กูไม่กล้าสรุป…แต่ทั้งชีวิต…กูก็เห็นไอ้โมกเป็นคนแรก” หมอพื้นบ้านพูดต่อและพยักหน้ายืนยันอีก

“โมก!…กรรมของมึงแท้ๆ…เรื่องนี้จันทร์หอมมันต้องรู้” ขามพูดกับตัวเองก่อนจะพาใบหน้าที่ซีดสลดเดินออกจากงานไปเงียบๆ

……….

อีกหลายวันต่อมา

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจส่งเสบียงเที่ยวนั้น มินาโมโต โคทาโร่ก็ถูกส่งตัวกลับมาประจำในจังหวัดเพชรบุรีอีกครั้ง ภาพของจันทร์หอมที่ต้องอยู่ตามลำพังกับบุตรสาวตัวเล็ก ทำให้เขาปวดใจจนแทบจะทนไม่ไหว…แต่นางก็ใจแข็งกว่าที่คิดเอาไว้มาก

(โมกฝากพวกเจ้าไว้กับข้า เขาไว้ใจข้า แต่ทำไมดวงตาของเจ้า…จันทร์หอม ทำไมเจ้าถึงได้เกลียดชังข้านัก) โคทาโร่ครุ่นคิดในเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่พาโมกมาถึง…

“คุณชาย…” เป็นเสียงเรียวตะ แต่โคทาโร่ก็ได้แค่ผงกหัวเดินผ่าน

“โคทาโร่ ข้าไปด้วย” เสียงจิโระตะโกนไล่ตามหลังมา

“ออกเวรแล้วรึไง” โคทาโร่ถามแต่ก็ไม่ได้สนใจเรียวตะเช่นเคย

“ข้าเวรดึก” จิโระบอกขณะอยู่ในชุดลำรอง

“แล้วเจ้ารู้รึไงว่าข้าจะไปไหน”

“แค่เท้าเจ้าก้าวออกนอกเขตทหาร ข้าก็พอเดาออกแล้วละ…” ฮาราชิ จิโระพูดยิ้มๆ พร้อมกับยักคิ้วให้

……….

และคนทั้ง 2 ก็มาหยุดที่บ้านของจันทร์หอม

“จันทร์หอม…ข้ามาเยี่ยม จันทร์หอม…เรไร” โคทาโร่ตะโกนเรียกที่เชิงบันได แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ทั้งๆ ที่เขามั่นใจว่าพวกนางอยู่ข้างใน

“ข้ามีของมาฝาก…” โคทาโร่ตะโกนเสียงดังขึ้นไปอีก

“พวกนางคงไม่อยู่ในบ้าน” จิโระพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นปลอบใจเพื่อน โคทาโร่พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้

“กลับกันเถอะ…” เขาสรุปพร้อมกับวางอาหารกระป๋องที่นำมาไว้ที่ระเบียง

“ข้ารู้ว่าเจ้าเจ็บปวด…ให้เวลานางอีกนิดเถอะโคทาโร่” จิโระปลอบ นี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่เขาได้กำลังใจจากเพื่อนคนที่น่าจะเสียชีวิตตั้งแต่กระสุนนัดแรก…เขาตบไหล่โคทาโร่เบาๆ อีกหลายครั้ง แต่เพียงเท่านี้มันก็มากพอที่จะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น

“ขอบใจมาก…จิโระคุง”

……….

ถึงแม้…………………………..รูปกายจะดูอ่อนแอ

แต่หัวใจประหนึ่งเพชร…………ก็แกร่งเกินทน

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา12 ##

สมรภูมิปักษา11

สมรภูมิปักษา11อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา11

สมรภูมิปักษา11

รอพี่นะจันทร์หอม…

โมกลอยคอตามลำธารไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็เจอสะพานไม้เก่าๆ อันเป็นเป้าหมายแรก รอยยิ้มจางๆ ฉายออกมา… “อีกไม่ถึง 5 กิโลเมตรแล้ว…จันทร์หอม พี่รอดแล้ว” แรงขับจากข้างในทำลายกำแพงความเหน็ดเหนื่อยจนหมดสิ้น “พ่อรอดแล้วเรไร” เขาตะเบ็งเสียงทั้งหมดที่มีดังก้องไปทั้งคุ้งน้ำ…ไม่มีความเกรงกลัวว่าจะมีทหารญี่ปุ่นคนไหนจะได้ยินอีกแล้ว…

แสงแรกกำลังกระจ่างขึ้น…เขาเริ่มมองเห็นใบไม้สีเขียวเป็นสีเขียวเข้ม เห็นคลื่นน้ำจากแสงสะท้อนเป็นสีขาวอยู่ทางหลัง แต่ตอนนี้โมกกลับเริ่มรู้สึกเหนื่อยและหนาวจนแทบจะว่ายน้ำต่อไม่ไหว “จันทร์หอม” เขาเรียกหากำลังใจเพื่อต่อสู้กับร่างกายที่กำลังจะหมดแรง สะพานสีขาวที่ทหารญี่ปุ่นพึ่งจะสร้างเสร็จใหม่ๆรอเขาอยู่อีกไม่ไกลแล้วในเวลานี้ “พี่  รอด  แล้ว  จันทร์หอม…” เขาพร่ำเสียงสั่นในขณะที่กำลังเดินฝ่าดงหญ้าปีนขึ้นไปบนฝั่งดิน แต่สายลมก็เสริมให้ความเหน็บหนาวสำแดงอาการเด่นชัดเจนออกมา เขาใช้ฝ่ามือแตะหน้าผากแขนและขา มันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ออกมาจากข้างใน “เราเป็นไข้…” เขาพึมพำแต่ก็กัดฟันเดินต่อไปข้างหน้า

“จันทร์หอม พี่รอดแล้ว เรไร พ่อรอดตาย” เสียงตะโกนเพื่อเรียกความหวังให้ตื่นแต่มันกลับไม่มีเสียง เขากัดฟันเดินต่อไปจนเกือบถึงพื้นหญ้าตรงคอสะพาน แต่ในหัวของเขากำลังจะหมุนเป็นลูกข่าง ร่างกายก็กำลังควบคุมไม่อยู่ โมกใช้มือทั้งสองข้างกดขมับเพื่อหวังจะให้มันหยุด แต่…

“โอ้ย!…” ปากที่เปิดกว้างเหมือนจะระเบิดคำๆนี้ออกมา…แต่ก็ไร้เสียงตะโกนโดยสิ้นเชิง “จันทร์หอม…เรไร” โมกเอ่ยชื่อภรรยาและบุตรสาวกระนั้นก็ยังเงียบสนิท ดวงตาที่เคยใช้การได้ดีตลอดการเดินทางกำลังจะพล่ามัว จนแทบจะเปิดไม่ขึ้น… “โคทาโร่ นายอยู่ไหน โคทาโร่ ช่วยด้วย นาย นาย” โมกพึมพำเหมือนคนกำลังจะขาดใจ แต่พลันเสียงคนๆ หนึ่งก็กรอกเข้าหูในระยะประชิด…

“ข้าคือมินาโมโต โคทาโร่…เจ้าไม่มีทางรอดหรอก ฮึๆ…” โมกพยายามใช้สติที่เหลือน้อย…เปิดเปลือกตาเพื่อหวังจะเห็นใบหน้าเจ้าของสำเนียงที่ไม่คุ้นหู

“ข้าคือมินาโมโต โคทาโร่…ฮาๆ…” เสียงนั้นยังตอกย้ำมิให้ลืมชื่อที่ต้องการฝังเข้าไปในหัว แต่บางอย่างที่คล้ายกับปลายเข็มก็ทิ่มเข้าที่หัวไหล่…แรงขัดขืนขาดผึงลง “หากเจ้าตาย…ข้ามินาโมโต โคทาโร่ก็จะสมหวัง ฮาๆๆ” สำเนียงหัวเราะที่โคทาโร่ไม่เคยทำ สร้างแรงเฮือกสุดท้ายให้เขาบังคับตัวเองลืมตาขึ้น มันสำเร็จแต่ภาพของชายในชุดพลางสีดำช่างเลือนรางจนแทบจะรวมเป็นสีเดียวกับความมืดที่ยังเหลืออยู่ในเวลานั้น “ไม่…อย่า…อย่า…” เขาพยายามขัดขื่นแต่ของเหลวสีม่วงในหลอกฉีดยา…ในระยะที่สามารถเอื้อมถึงก็ค่อยถูกดันเข้าสู่ร่างกายของเขาจนหมด  “ฮาๆ…ข้าอยากได้ภรรยาของเจ้า ข้าก็ต้องได้” เขาพูดออกมาจากความสะใจ…และเสียงหัวเราะที่โคทาโร่ไม่เคยทำก็ดังขึ้นอีก “ฮาๆๆ ข้ามินาโมโต โคทาโร่…โคทาโร่ โคทาโร่” แล้วเงาสีดำรางๆ ก็โผวูบทิ้งเงาพาดเป็นทางยาวหายไปทันที

“คุณเป็นใคร คุณไม่ใช่….” สติที่เหลือน้อยทำได้เพียงเท่านั้น ดวงตาปิดสู่สีดำ แต่กายสัมผัสสุดท้ายที่พอรู้สึกนั้นก็คือฝ่ามืออันหยาบกร้านของใครบางคนมาอุ้มร่างของเขายกลอยขึ้น…แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไม่รู้สึกใดๆ อีกเลย…

……….

คนฉลาด…………………………ปรารถนาที่จะให้

แต่คนโง่………………….กลับปรารถนาที่จะรับ

มินาโมโต โคทาโร่

……….

แผนร้ายของปิศาจ

คืนวันที่ 20 กรกฎาคม 1943 ที่ บ้านธารารักษ์ จังหวัดเพชรบุรี

จันทร์หอมเดินผ่านเงามืดสู่ระเบียงโล่งติดแม่น้ำเพชรบุรี นางไม่รู้สึกกลัวในเมื่อมีดาวนับล้านคอยกระพริบแสงเป็นเพื่อนอยู่เต็มท้องฟ้า และนาทีนั้นเสียงฝ่าเท้าย้ำใบไผ่ที่หน้าบ้านก็ทำให้นางยิ้มออกมาได้

“พี่โมก…พี่โมก” นางมั่นใจว่าต้องเป็นสามีที่ถูกจับไปแน่ๆ

“พี่โมก…นั้นพี่ใช่ไหม” นางเรียกชื่อสามีซ้ำขึ้นอีก แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับมา…นางเริ่มกระวนกระวายใจ…แต่ในแววตายังมั่นคงเช่นเดิมว่าเสียงฝี่เท้าถี่ๆ ที่นางได้ยินมากว่า 8 ปีต้องไม่ใช่คนอื่น

“พี่โมก…พี่โมก” และนางก็ตะโกนเสียงดังขึ้นไปอีกระดับ ขาที่สั่นเทากำลังก้าวลงบันไดไปช้าๆ

“จันทร์หอม…จันทร์หอม…” และสำเนียงที่นางคาดหวังก็ดังขึ้น

“พี่โมก!…” นางตื้นตันจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ “พี่โมก..” นางปล่อยเสียงออกมาสุดอารมณ์ พร้อมๆกับวิ่งเข้าไปหาทั้งๆ ที่ยังมองไม่เห็น “พี่โมก!…” แต่แล้วนางก็ร้องลั่นเมื่องูหลามลายดาวตัวใหญ่เลื้อยเข้ามารัดรอบร่างของนางเอาไว้

“พี่โมก..ช่วยด้วย พี่โมก!” นางตะโกน แต่ดวงตาสีแดงฉานของมันกลับจ้องนิ่งเหมือนจงใจจะใช้ดวงตาของนางแทนกระจกเงา  แต่เมื่อนางจ้องกลับเข้าไปในลูกตาคู่นั้น นางกลับเห็นภาพของ มินาโมโต โคทาโร่ยืนยิ้มอยู่ “โคทาโร่” ทุกความรู้สึกหยุดนางให้นิ่ง สักครู่เสียงสามีที่จากไปนานก็เรียกขึ้นมาอีก “จันทร์หอม…ช่วยพี่ด้วย จันทร์หอม” นาทีเดียวกันงูหลามลายดาวก็ออกแรงรัดร่างของนางแน่นขึ้นไปอีก

“พี่โมก ช่วยฉันด้วย พี่โมก” นางเริ่มจะหายใจไม่ออก แต่ในดวงตาสีแดงยังปรากฏภาพของโคทาโร่ยืนยิ้มอย่างมีความสุขเช่นเดิม

“จันทร์หอม…จันทร์หอม…จันทร์หอม” เสียงเรียกของโมกค่อยๆ เบาลง เบาลงจนเงียบไป “พี่โมก!…” นางตะโกนสุดเสียง พร้อมๆกับน้ำตา งูหลามลายดาวใช้กำลังรัดจนนางล้มลง

“พี่โมก พี่โมก พี่โมก” เสียงนางเริ่มเบา แต่ก็เฝ้าแต่เรียกชื่อเขา จันทร์หอมกำลังจะหายใจไม่ออกในที่สุดนางก็ฝืนสติช่วงสุดท้ายจ้องอาฆาตเข้าไปในดวงตาของงูตัวนั้น…

“โคทาโร่ คุณฆ่าสามีฉัน คุณฆ่าพี่โมก” นางหลุดความแค้นออกมา…ภาพของโคทาโร่ดูเศร้าลงถนัด แรงโอบรัดของงูหลามก็ค่อยๆคลาย “พี่โมก!…” นางตะโกนเพียงครั้งเดียวยาวสุดเสียงพร้อมกับน้ำตาที่ล้นทะลัก ก่อนเสียงเคาะเสาบ้านเป็นจังหวะจะปลุกให้นางสะดุ้งตื่น

—ป๊อกๆ…ป๊อกๆ—

“ฝัน เราฝันไป” จันทร์หอมอุทานเสียงสั่นกลัว —ป๊อกๆ— และเสียงเคาะเสาไม้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง นางหันไปดูเรไรที่กำลังหลับใต้ผ้าห่มนวมผืนใหญ่ นางกระชับมันให้แน่นจนถึงหน้าอก ก่อนจะกระวีกระวาดลุกเดินจากห้องไปอย่างรีบร้อน

“คุณมนตรี…พี่ขาม” นางทักอย่างคนคาดเดาได้ถูกต้อง เงาตะคุ่มๆ ของคนสองคนกำลังนั่งรออยู่ที่ชานระเบียง

“เออๆ พี่เอง…”

“เอ็งเป็นอะไรไป…” ขามถามเมื่อสังเกตเห็นอาการสั่นกลัวผิดปกติ

“ปะๆ เปล่า ไม่มีอะไร” จันทร์หอมปฏิเสธติดๆขัดๆพร้อมกับมองซ้ายที ขวาที่อย่างคนอย่างคนวิตกจริต

“คืนนี้มยุรี มันเข้าไปส่งข่าวในเมือง เลยไม่ได้มานอนเป็นเพื่อน…แต่เอ็งไม่ต้องกลัวไปหรอกพวกพี่ก็วนเวียนอยู่แถวๆ นี้แหละ” ขามบอก…

“ขอบคุณมากพี่”

“จันทร์หอม…หากผัวเอ็งยังไม่กลับมาภายในเดือนนี้ก็แสดงว่า…เออเขาไม่รอด” มนตรีแทรกขึ้นอย่างระมัดระวัง และนั้นก็ทำให้หัวใจของจันทร์หอมหล่นวูบจมดิ่งลงเหวลึก

“พี่ฉัน ฉันกลัว” จันทร์หอมหลุดเสียงที่อ่อนแอสุดๆ ออกมา

“ไม่ต้องตีตนไปก่อนไข้…อย่างไรเสียเราจะหาทางช่วยอย่างเต็มที่” ขามปลอบ

“เวลานี้ขบวนการเสรีไทย ในอเมริกา และอังกฤษกำลังหาทางเข้ามาอย่างเงียบๆ…จันทร์หอมเราเป็นคนไทย…เราต้องสู้เพื่อแผ่นดินไทย…การเมินเชยก็ไม่ต่างอะไรกับนั่งรอความตาย…สงครามบังคับให้เราต้องสู้เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ลูกหลานของเรารอด…จันทร์หอมเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่เจ้าจะได้ล้างแค้นให้…” มนตรีพูดไม่ออกเมื่อต้องเอ่ยชื่อสามีของนางอีก “…ทำเพื่อพี่น้อง ลูกหลานและตอบแทนประเทศชาติ”

“เรากับส่วนกลางวางแผนเอาไว้หมดแล้ว…เจ้าเพียงแต่อยู่นิ่งๆ…รู้แค่ไหนก็บอกแค่นั้น…ต่อไปนี้เราจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปเพราะขบวนการเสรีไทยหน่วย 136 จากอังกฤษและหน่วยโอ.เอส.เอส.จากอเมริกากำลังจะหาทางเข้ามาสมทบ” ขามเสริมต่อ น้ำเสียงคนทั้ง 2 เหมือนต้องการจะหวังบางอย่างจากนาง

“แล้ว…พวกเขาจะเข้ามาเมื่อไร…” จันทร์กัดฟันถาม…ทั้งๆ ที่ยังไม่มีสมาธิพอ

“ไม่รู้…เราเพียงแต่คาดการว่าอย่างเร็วที่สุดคงจะกลางๆ ปีหน้า…หากขบวนการเสรีไทยทั้งจากอเมริกาและอังกฤษสามารถประสานงานกันได้…” มนตรีหยุดเหมือนจะคิดต่อ “เวลานี้สายข่าวแจ้งว่าหน่วย 136 จากอังกฤษกำลังร่วมฝึกอยู่ที่อินเดีย…เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม…โดยเฉพาะเจ้า…” และเขาก็เจาะจงอย่างที่ตั้งใจตั้งแต่แรก จันทร์หอมอึ้งเมื่อสิ่งที่คนทั้ง 2 อยากจะบอกหมายถึงนาง

“ทันทีที่เราได้ข่าวว่าขบวนการเสรีไทยจะเข้ามาเมืองไทยเมื่อไร งานแต่งของเอ็งก็จะมีขึ้นในระหว่างนั้น” ขามตัดสินใจพูดต่อทันที

“แต่งงาน…ฉันนี้นะ”

“ใช่พวกพี่มองไม่ผิดแน่ โคทาโร่กำลังแอบชอบเอ็งอยู่” มนตรีเปิดเผยและสรุปให้ตรงประเด็นมากขึ้น

“ไม่…จะอย่างไรพี่โมกก็ต้องกลับมา” จันทร์หอมปฏิเสธเสียงแข็ง พร้อมเอามือปิดปากเหมือนจะบังคับไม่ให้ความเศร้าเล่นงาน

“เรื่องนั้นข้ารู้…แต่นี้เป็นเพียงแผนเท่านั้น…เป็นแผนการที่เจ้าจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม…หากว่า…” ขามพยายามแก้ต่างเพื่อให้จันทร์หอมรู้สึกดีขึ้น มนตรีที่นั่งใกล้ๆ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู พรายน้ำสีเขียวบอกเวลา 03.00 น.

“จันทร์หอม…เราต้องไปแล้วละ…จงเตรียมตัวให้พร้อม”

“…เอ็งต้องแต่งงานกับ มินาโมโต โคทาโร่…เพื่อชาติ” ขามสรุป

“แต่พี่…ฉัน” จันทร์หอมพูดได้เพียงเท่านั้นนางก็ปล่อยโฮออกมา

“พี่เสียใจที่ไม่เหลือทางเลือกอื่นให้เอ็ง” มนตรีพูดสั้นๆ ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาอีก

“มีข่าวด่วนไปหาข้าที่บ้าน…แต่อย่าให้เป็นที่สงสัยอย่างเด็ดขาด” ขามแนะ พวกเขาลุกพร้อมๆ กันและเดินหายเข้าไปในความมืด…แต่เงาของคนทั้งคู่ยังหยุดอยู่ในศาลาท่าน้ำ พวกเขารอจนเห็นจันทร์หอมเดินเข้าไปในห้อง แล้วจึงเร่งเดินลงไปนั่งในเรือ เสียงไม้พายกระทบผิวน้ำจะดังห่างออกไปเรื่อยๆ

……….

“หากโมกมันรอดกลับมาจริงๆ ละ จะเอาอย่างไรต่อ”

“คงจะซ่อนตัวเขาเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง รอจนกว่าสงครามจะจบ…เรื่องนี้ผมคิดว่า ทั้งโมกและจันทร์หอมน่าจะเข้าใจได้”

……….

การยืนหยัดอยู่…………….สู้กับความสูญสิ้น

คือหัวใจของนางสิง……………………ราชินี

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

                (หึๆๆ…ข้าจะทำให้นางเกลียดโคทาโร่ไปจนวันตาย…นางจะต้องเกลียดเขา…เพียงข้า…เพียงข้า…) ไม่มีเสียงพูดใดๆ ในความมืดนอกจากความรู้สึกส่วนตัวของใครบางคนที่อยู่ในชุดพลางสีดำ…ก่อนคนๆ นั้นจะดีดตัวลอยสูงเหนือยอดไผ่และโผวูบหายไปราวกับปิศาจจากโลกที่ 3…

……….

## จบ สมรภูมิปักษา11 ##

สมรภูมิปักษา10

สมรภูมิปักษา10อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา10

สมรภูมิปักษา10

แหกค่ายนรก

วันที่ 20 กรกฎาคม 1943 ในป่าดิบชื้นจังหวัดกาญจนบุรี

สายลมแห่งป่าดิบชื้นนิ่งสนิทผิดวิสัยกับหลายๆ คืน ทำให้บรรยากาศรอบๆ ค่ายกักกันต้องเพิ่มความระแวดระวังกับทุกๆ เสียงที่เกิดขึ้น แต่สำหรับหน่วยงานก่อสร้างทางรถไฟแล้ว นรกบนพื้นดินก็ยังคงเป็นนรกบนดินอยู่นั้นเอง ความอยุติธรรมยังคงดำเนินต่อไป ผิดกับสวรรค์ที่ยังคงหยุดพักร้อนตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ปี 1941 จนกระทั้งวันนี้ยังไม่มีกำหนดจะเปิดทวงถามความยุติธรรมให้กับเหล่าเชลยสงครามง่ายๆ…อาจจะจนกว่าสงครามแห่งศักดิ์ศรีจะยุติลงแล้วกระมังเหล่านางฟ้าและเทวดาถึงจะดาหน้าแสดงตน…ชิ!…ว่าเป็นทูตผู้พิทักษ์คอยปกปักรักษาผู้บริสุทธิ์ (ที่รอดชีวิต)…น่าขันสิ้นดี

เวลาตามทางเดินของดวงดาวที่เชลยสงครามคนหนึ่งเฝ้าสังเกตมาตั้งแต่แสงสุดท้ายหมดลง บอกว่าใกล้จะเข้าสู่เที่ยงคืนเข้าไปทุกขณะ แสงไฟสีเหลืองจางๆ จากคบเพลิงที่กระจายเอาไว้เป็นจุดๆ ยาวเป็นเส้นขนานไปตามรางเหล็กจนหายลับไปกับมุมโค้งของเหลี่ยมเขาที่ดำทะมึนเบื้องหน้า ทุกสรรพสิ่งเวลานี้ยังปกติ แต่แรงกดดันที่เห็นเพื่อนเชลยค่อยๆ ทยอยตายไปทีละคนสองคน ประกอบกับต้องกรำงานอย่างหนัก จนไม่มีเวลาพักผ่อนกำลังจะทำให้หลายคนเป็นบ้า  มันน่าเศร้ากับบทเรียนราคาแพงที่ตีค่า 1 ชีวิต เท่ากับ 1 หมอนหนุนรางรถไฟสายนี้…ฮึๆ…เป็นความอึดอัดที่ถูกลมจากข้างในดันออกมาเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่น…

สายน้ำยังคงไหลเอื่อยๆ นานๆ ครั้งถึงจะได้ยินเสียงนกกลางคืนร้องแทรกขึ้น แต่มันก็ตามมาพร้อมเสียงปืนที่กระหน่ำสาดกระสุนใส่อย่างไม่ปรานี…หรือแม้แต่เสียงใบไม้ร่วงก็ไม่เว้น  ทหารญี่ปุ่นที่ยืนคุมการทำงานในคืนนี้น้อยกว่าปกติตามที่โคทาโร่คาดไว้ไม่ผิด  อาจจะเป็นเพราะบางส่วนได้ไปรอรับการมาเยี่ยมของพอเอกโตโจ หรืออาจจะภารกิจอื่นที่สำคัญมากกว่าในตัวจังหวัดกาญจนบุรี  เสียงเคาะแผ่นเหล็กดังกังวานไกล  จนแทบจะปลุกป่าทั้งป่าที่กำลังหลับใหลให้สะดุ้งตื่น โมกรีบลุกขึ้นจากที่นอนใบไม้ที่ใช้ปูแทนเสื่อ หัวใจเต้นแรงขึ้นเมื่อดวงดาวสีอำพันบอกเวลาของแผนการหลบหนีใกล้เข้ามา  เขาลุกขึ้นคว้าจอบที่วางอยู่ข้างๆเดินตรงไปยังตำแหน่งงานที่รับผิดชอบ เขาเริ่มสับลงไปตามที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดเสียง แต่ไม่ได้หวังผลในงานตรงหน้า หางตาก็เฝ้าระวังไปที่ทหารญี่ปุ่น 2 คน ที่ยืนคุมในระยะ 6 เมตร เขาเริ่มขยับตำแหน่งเข้าสู่มุมที่มืดกว่า แต่พยายามไม่ให้เสียงจอบที่สับลงดินขาดห้วนจนเป็นเหตุแห่งความสงสัยขณะเดียวกันเมื่อมีเสียงทำงานของเพื่อนเข้ามาแทนที เขาก็เริ่มลดเสียงสับให้เบาลง เบาลงพลางขยับเข้าใกล้เพื่อนเชลยต่างชาติ 2 คน…ทุกอย่างเป็นไปตามแผน เขาทบทวนเส้นทางหลบหนีที่โคทาโร่เขียนให้รอบแล้วรอบเล่าจนมั่นใจ

“iuytedsiaW” เสียงกระซิบจากเพื่อนเชลยต่างชาติดังขึ้นเบาๆ หลังสังเกตเห็นเขานิ่งไปนาน โมกฟังไม่รู้เรื่อง เขาส่ายหน้าพร้อมกับโกยเศษหินใส่กระบะช้าๆ เหมือนต้องการตอบเพื่อนที่ร่วมในชะตากรรมเดียวกันว่าไม่มีอะไร…

(อภัยด้วยเพื่อน กูพาพวกมึงไปไม่ได้จริงๆ) โมกคิดพร้อมๆ กับเหลือบมองเพื่อนทั้ง 2 อีกครั้ง  ก่อนจะยกกระบะหินเดินไปตามทางแคบๆ แต่สายตาก็ยังคงเฝ้าสำรวจทางหนีทีไล่อย่างระแวดระวัง เขาเทหินลงไปในแม่น้ำช้าๆ หางตาก็ออกสำรวจแนวโผไปยังแนวป่าทางทิศตะวันออก

(ได้เวลาแล้วไอ้โมก) เขามองดวงดาวที่สุกสว่างในคืนเดือนมืดทางทิศใต้ มันกำลังบอกเวลานัดหมายว่ามาถึงแล้ว (มันช่างเป็นใจกับกูนัก) เขาคิดและเดินถือกระบะกลับมาที่เดิม พร้อมกับหมายตาช่องทางหลบหนีเอาไว้อย่างคราวๆ เสียงเกลี่ยหินของเพื่อนเชลยต่างชาติเงียบลง พวกเขาหายไปแล้ว โมกพอเดาคำพูดของพวกเขาได้ในนาทีนั้นเอง

(พวกเขาจะชวนเราหนีไปด้วยอย่างนั้นหรือ)โมกครุ่นคิดพลางหยิบจอบขึ้นเกลี่ยหินรอจังหวะไปเรื่อยๆ เวลานี้ใจเขาเต้นเร็วและแรงขึ้น

จ๋อม!!แจ๋ม!!

                ปังๆๆ “เชลยหลบหนี” ปังๆๆ เสียงปืนรัวติดต่อกันหลายนัดตามมาด้วยเสียงตะโกนเป็นภาษาญี่ปุ่นดังกังวานไปทั้งบริเวณ  ทำให้ทหารที่ยืนคุมอยู่หลายคนต่างวิ่งกรูไปยังทิศต้นเสียง โมกวางจอบในมืออย่างช้าๆ เขาวิ่งหายไปตามเส้นทางที่ได้วางเอาไว้ทางทิศตะวันออก เสียงปืนเสียงโวยวายของทหารญี่ปุ่นยังคงดังไล่หลังมา เขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเมื่อเสียงปืนช่วยอำพลางเสียงฝีเท้าย้ำใบไม้ แต่เมื่อเงียบเขาก็หยุดหมอบราบไปกับพื้น

“ไอ้โมก…มึงต้องรอด” เขาพึมพำกับสถานการณ์ที่กำลังบีบคั้น พร้อมกับปรับสายตาเพื่อให้ชินกับความมืดก่อนจะสำรวจแนวโผไปข้างหน้าตามแผนที่ที่เขียนขึ้นในหัว เสียงปืนนำทางเงียบหายไปนานจนรอต่อไปไม่ไหว เขาเริ่มคลานและทำตัวไม่ต่างอะไรกับเสือโคร่งย่างตะปบเหยื่อ…และมันก็ได้ผล สักพักเสียงปืนที่ค่ายกักกันก็ดังขึ้นอีกหลายนัด เขาลุกขึ้นวิ่งต่อไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิตอีกเป็นครั้งที่ 2

“มึงต้องรอด…มึงต้องรอดไอ้โมก” เขาพึมพำเสียงลอดไรฟันไปพร้อมกับทุกๆฝีก้าวที่เร่งให้เร็วขึ้น เร็วขึ้นก่อนจะหยุดนิ่งอีกเมื่อเสียงปืนเงียบลง แต่ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากแนวอันตรายมาได้ไกลพอสมควรแล้ว เสียงฝีเท้าที่วิ่งสลับเดินไปเรื่อยๆ จึงไม่เป็นผลมากนัก อิสรภาพที่ริบรี่กำลังสว่างและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางหลบหนีถูกทบทวนเป็นระยะๆ สายตาก็อ่านเป้าหมายต่อไปสลับกับดวงดาวที่ใช้แทนเข็มทิศไปเรื่อยๆ

(เรารอดตายแน่แล้ว)โมกหยุดคิดเพื่อปรับสายตาอีกเป็นครั้งที่ 2  อาหารมื้อเย็นที่เขาพยายามกินให้มากที่สุด  ช่วยให้มีแรงพอที่จะวิ่งต่อไปได้อีกหลายกิโลเมตร แสงดาวนับล้านบนท้องฟ้าต่างพร้อมใจกันกระพริบแทนเสียงปรบมือ เขารู้สึกขอบคุณในที แต่ก็มีเพียงดวงดาวที่สุกสว่างสีอำพันเพียงดวงเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเขาให้ออกจากป่าแห่งนี้ได้ “ขอบคุณ” เขาพึมพำและยิ้มให้มันอย่างมีความหวังอีกครั้ง

“รอพี่นะ จันทร์หอม รอพ่อก่อนนะเรไร…” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนจะวิ่งต่อไปไม่หยุด แต่ทันใดนั้นแสงไฟจากหน้ารถก็ทำให้เขาต้องรีบซ่อนตัวตามสัญชาตญาณ ในสถานการณ์เช่นนี้คงมีแต่รถยนต์ของทหารญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะแล่นเข้ามาในเขตป่าลึก ไม่นานนักแสงไฟก็โผล่พ้นมุมโค้งของถนนจากทางลาดชัน เขานับจำนวนได้ 10 คัน หัวใจกำลังทำงานอย่างหนัก จนกลัวว่าเสียงเต้นระทึกจะดังไปถึงหูเหล่าทหารที่นั่งมาบนรถนั้น…

(คุณพระ คุณเจ้าหากลูกยังพอมีบุญเก่าเหลืออยู่บ้าง ขอเจอหน้าลูกเมียสักครั้งเถอะเจ้าประคุณ) เขาภาวนาพร้อมกับยกมือไหว้ท่วมหัว…และเหมือนจะสมปรารถนาเมื่อแสงไฟจากรถคันแรกเคลื่อนผ่านไป เขากลั้นลมหายใจสุดชีวิต แต่ยังเหลืออีก 9 คัน

(หากช้าอีก 10 นาที คงไม่มีโอกาสหลบหนีอย่างแน่นอน) โมกครุ่นคิดเมื่อเห็นทหารที่นั่งมาเต็มรถ…เหลืออีก 8 คัน…อีก 7 คัน…อีก 6 คัน…อีก 5 คัน

(เราคงต้องตายหากช้าไปกว่านี้) โมกคิดพลางมองลอดใบไม้ที่ใช้พรางตัว  (เหลืออีก 2 คัน เหลืออีก 2 คัน) โมกพยายามเร่งแต่ทันใดนั้น

                …ปังๆๆ…ปังๆๆ…เสียงปืนและลูกกระสุนก็เฉี่ยวหัวเขาจนแทบจะถากเอาเส้นผมติดไปด้วย เขาตกใจพอๆ กับเห็นความตายมายืนรออยู่ตรงหน้า เมื่อขบวนรถ 2 คันสุดท้ายหยุดลง

“มีเชลยหนีค่าย…” เสียงตะโกนบอกเป็นภาษาญี่ป่นดังลั่น

“ไปเอาตัวมันมา…และตามล่าพวกที่เหลืออย่าให้หนีรอดไปได้” คำสั่งที่แข็งกร้าวดังก้องไปทั้งป่า แต่โมกก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี

(คุณพระ คุณเจ้า เจ้าป่า เจ้าเขาช่วยลูกด้วย) โมกภาวนาพร้อมกับเกร็งมิให้ขาสั่น…เสียงทหารกระโดดลงจากรถ แต่เขาก็ยังนอนหมอบก้มหน้านิ่งอยู่กับพื้น ลมหายใจแทบหยุดเมื่อทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งเหยียบเข้าที่ขา ความเจ็บปวดกำลังทำให้เขาไม่สามารถควบคุมมันได้…

“เอาตัวมันไปขึ้นรถ…มันหนีมากี่คน” เสียงทหารญี่ปุ่นถาม

“ข้าเห็นมันสองคน อีกคนหนึ่งโดนกระสุนตายตั้งแต่นัดแรกแล้วครับท่าน” แต่แล้วเสียงตะโกนเป็นภาษาไทยในสำเนียงที่โมกไม่มีวันลืมก็ดังแทรกพวกเขา “มีอีกคน มันชื่อโมก มันชื่อไอ้โมก มันหนีมาก่อนพวกกู”

“มันพูดอะไร” เสียงนายทหารถามเป็นภาษาญี่ปุ่น…โชดดีที่พวกเขาไม่เข้าใจ

“กูบอกแล้วไง ยังมีอีกคน มันชื่อโมก มันชื่อโมก” เสียงตะโกนบอกเป็นภาษาไทยเสียงดังขึ้นไปอีก

“ไอ้บัดซบ! มึงคิดว่าจะหนีรอดได้อย่างนั้นหรือ ไอ้ลูกหมา” เสียงตบหน้าและเสียงตะคอกเป็นภาษาที่โมกฟังไม่รู้เรื่องก็ดังขึ้นชุดใหญ่ ลมหายใจของเขาหยุดไปนานกว่า 2 นาที นายทหารที่เหยียบขาเขาอยู่เดินผ่านไป…โมกถึงคลายความกลัวลงได้ระดับหนึ่ง

(ขอบคุณ คุณพระ คุณเจ้าที่คุ้มครองลูก) เขาค่อยๆ แง้มใบไม้เพื่อหวังเพียงจะเห็นหน้าคนไทยคนนั้น ทั้งๆ ที่มั่นใจอยู่แล้วว่าเจ้าของสำเนียงที่ไม่กินเส้นนั้นคือใคร

พี่ดำ!” เขากัดฟันแน่น แต่ก็ยังเก็บอาการไม่ให้พลุ่งพล่านออกมา

…ปังๆๆ…เสียงปืนกระชากวิญญาณดังขึ้นอีก คราวนี้มันเฉี่ยวหัวเขาใกล้มากขึ้นไปอีก

“ไปดูชิ…ข้าเห็นพุ่มไม้ไหวๆ มาจากทางนั้น”

(เรไร พ่อคงไม่รอดแน่แล้ว) เหมือนเขาจะยอมแพ้…โมกนิ่งพร้อมกับหลับตายอมรับชะตากรรม

(ฆ่ากูซะตรงนี้เลย ไอ้พวกนรก) โมกครุ่นคิดอย่างคนยอมแพ้…และพร้อมจะปลิดชีพตัวเองเมื่อพวกมันเข้ามาแตะต้องตัวเขา

“หมูป่า…หมู่ป่าฮาๆ” เสียงตะโกนบอกพร้อมกับเสียงหัวเราะดังขึ้น แต่โมกก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง

“ไปกันได้สักที เสียเวลามามากแล้ว…ลากมันขึ้นรถ” เสียงออกคำสั่งดังมาจากด้านหน้า พวกมันช่วยกันดันหมูป่าตัวเขืองขึ้นไปแล้วหันมาขู่บังคับชายชื่อดำอีก “ขึ้นไป!…”

“มันจะเป็นอาหารเช้าที่อร่อยที่สุดของพวกเรา…ฮา ฮา ฮา” เสียงพูดคุยเสียงหัวเราะแต่ก็ยังดังสลับกับเสียงของชายที่ชื่อดำ ที่ยังไม่ยอมง่ายๆ

“ฟังกูไม้รู้เรื่องรึไง ไอ้พวกโง่ ยังมีอีกคนที่มันหนีไป ไอ้โมก ไอ้โมก…กูบอกว่าไอ้โมกหนีไป” ดำตะโกนสุดเสียง แต่ดูเหมือนทหารญี่ปุ่นจะฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี

                ปังๆ…กระสุนปืน 2 นัด มาจากนายทหารที่นั่งอยู่ด้านหน้า เจาะเข้าที่กลางหน้าผากของดำพอดี เขาล้มหงายหลังลงไปนอนดิ้นเป็นปลาถูกทุบหัวกับพื้น

“ขอข้าบ้าง…ปังๆเสียงปืนจากทหารที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด ซ้ำตามไปติดๆ จนร่างของเขาอาบโชกไปด้วยเลือดที่มองไม่เห็น ในที่สุดดำก็แน่นิ่ง

(พี่ดำ…)โมกอุทาน…ความรู้สึกของคนไทยด้วยกันหวนกลับมาบาดลึกเข้าไปข้างใน…

“ไปต่อได้สักที” สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารญี่ปุ่นก็กระโดดขึ้นรถ แสงไฟนำทางกำลังพาพวกเขาเคลื่อนจากไปอย่างช้าๆ…มันเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับโมก…แต่เป็นร่องรอยความโชคร้ายของผู้ที่เสมือนพี่ชายของเขา

“นี้คือสงคราม นี้คือสงคราม…ฮาๆๆ” เสียงหัวเราะด้วยความสะใจค่อยๆ ไกลออกไป โมกปล่อยลมหายใจออกมาอย่างระมัดระวัง ขาค่อยๆ ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาดำ ทันทีที่ปลอดภัย

“ฉัน อโหสิกรรมให้ พี่อย่าตามจองเวรฉันอีกเลยนะ” เขาพึมพำพลางเอามือลูบเปลือกตาที่เปิดค้างให้หลับ “ลาก่อนพี่” เขาพูดก่อนจะสำรวจตำแหน่งของดาวนำทางอีกครั้ง มันย้ายค่อนลงไปทางทิศตะวันตกเจียนจะลับยอดไม้ เขาต้องเร่งออกจากป่าไปยังทิศตรงข้ามให้เร็วที่สุด ก่อนมันละลับหายจนเป็นเหตุให้แผนการหลบหนีในครั้งนี้ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

โมกพาร่างที่เต็มไปด้วยเหงื่อไคลวิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั้งมาถึงลำธารเล็กๆ ที่แยกออกมาจากลำน้ำแควน้อย  เขานึกถึงแผนที่ที่โคทาโร่ได้เขียนให้อย่างไม่แน่ใจนัก

……….

 ตำแหน่งดวงดาวบอกใกล้จะ 03.00 น.

“โคทาโร่…ข้าไม่แน่ใจ…” โมกนิ่งคิด…สักพัก “ทางซ้าย ไม่!…ขวา…หากเลือกผิดมีหวังต้องกลับไปยังค่ายนรกนั้นอีกแน่ๆ” เขาพูดเร็วจนสั่นรั่ว “โคทาโร่…”

(หากไม่แน่ใจก็จงใช้ใบไม้วางลงบนผิวน้ำ เพราะกระแสน้ำในลำธารจะไม่มีวันนิ่งอย่างเช่นตาเห็น ทิศทวนกระแสก็จะเป็นทางรอดสู่จุดนัดพบของเรา) โมกนึกบางคำพูดของโคทาขึ้นมา เขายิ้มให้กับความโง่เขลาของตัวเองก่อนจะเด็ดใบไม้วางลงบนผิวน้ำที่เห็นว่านิ่งสนิท ไม่นานมันก็ค่อยๆ ลอยห่างออกไป

“ขอบคุณ โคทาโร่” รอยยิ้มที่ฉายออกมาเสมือนประตูแห่งความหวังกำลังเปิดตอนรับ

“พี่รอดแล้วจันทร์หอม…พ่อรอดตายแล้วเรไร”

……….

ดวงดาวที่สุกสว่างนับล้านในคืนข้างแรม เวลานี้มันย้ายตำแหน่งจากเที่ยงคืนต่ำลงและดวงดาวที่เขาใช้นำทางก็ได้ลับหายไปกับยอดไม้แล้วเช่นกัน แต่โมกยังยิ้มได้…และเหมือนจะขอบคุณมันเป็นที่สุด…เพราะเวลานี้มีเพียงลำน้ำเท่านั้นที่จะนำพาเขาไปยังสะพานคอนกรีตที่ญี่ปุ่นพึ่งจะสร้างเสร็จใหม่ๆ…และที่นั้นก็คือจุดนัดพบของพวกเขา

……….

แสงเรืองรองส่องประกายที่ปลายฟ้า

บอกเวลาว่าวันใหม่ใกล้มาถึง

เป็นแสงแรกแทรกเสียงร้องก้องรำพึง

ว่าคิดถึงนงคราญที่ห่างมา

……….

## จบ สมรภูมิปักษา10 ##

สมรภูมิปักษา9

สมรภูมิปักษา9อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา9

สมรภูมิปักษา9

แผนลับ

อีกอาทิตย์หนึ่งต่อมา

มินาโมโต โคทาโร่แข็งแรงขึ้นจนแทบจะหายเป็นปกติ คงเหลือเพียงสะเก็ดแผลบางส่วนเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกคันจนน่ารำคาญ

“วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง” เสียงแพทย์สนามที่เคยดูแลถามในขณะเดินสวนทางกันโดยบังเอิญ

“อื้อ!…หายดีแล้ว ขอบใจมาก เห็นทีวันนี้ข้าต้องไปเสียที” โคทาโร่พูดเป็นเชิงบอกลา

“แล้วมือขวาพร้อมจะลั่นไกรแล้วรึ”

“มันพร้อมจะสังหารไอ้พวกหัวสีทองตั้งแต่วันแรกที่ข้าตื่นแล้วละ”

“ถ้าอย่างนั้น…ข้าเองก็เห็นทีต้องบอกลาเจ้าตรงนี้เลย” แพทย์สนามพูดช้าพร้อมกับโค้งคำนับ

“ข้าเองก็เช่นกัน” โคทาโร่พูดปนยิ้มและโค้งศีรษะตอบกลับ

……….

เวลาต่อมา

และคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาการรบก็มาถึงช่วงเย็นๆของวันเดียวกัน พร้อมกับรถขนเสบียงและอาวุธชุดใหม่ที่พึ่งเดินทางมาจากเพชรบุรี ต่อจากที่นี้ก็เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องคุ้มกันเสบียงและอาวุธเข้าไปส่งให้ถึงยังตำบลที่กำลังก่อสร้างทางรถไฟในเขตป่าดิบลึก แผนการเดินทางถูกเตรียมพร้อม รวมทั้งแผนลับที่จะช่วยเหลือเพื่อนบริสุทธิ์ของพวกเขาด้วย  ถึงแม้อีกใจหนึ่งอยากกลับไปเพชรบุรี แล้วบอกจันทร์หอมว่าโมกเสียชีวิตไปแล้วเพื่อนางจะได้ตัดใจแต่ความรู้สึกผิดยังเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โคทาโร่ไม่ยอมฉวยโอกาสนั้น

“จันทร์หอม ข้าต้องตายเพราะเจ้าจริงๆเหรอนี้…” โคทาโร่พึมพำ เมื่อนึกนึกคำพูดของชายชราในชุดกิโมโนสีขาวที่ชื่ออูคาชิ ยาสุขึ้นมา ถึงแม้จะไม่เจาะจงว่าเป็นนาง แต่เขาก็มั่นใจว่ายาสุต้องหมายถึงนางแน่ๆ

“โคทาโร่คุง ได้เวลาเดินทางแล้วละ” เสียงฮาราชิ จิโระดังมาจากรถคันที่ 2 โคทาโร่พยักหน้าแล้วเดินไปขึ้นรถคุ้มกันอีกคัน รถขนเสบียงและอาวุธกว่า 8 คัน เริ่มเคลื่อนขบวนเวลา 03.00 น.

หน่วยนำทางได้ปล่อยรถที่เป็นเป้าหลอก ล่วงหน้าไปก่อน 3 คัน และพวกเขาก็ตามไปบนทางเบี่ยงอีกเส้นที่เป็นถนนลูกรังเล็กๆมุ่งสู่ทิศเหนือ ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าในเขตป่าลึกทางทิศตะวันตก แสงสีอัมพันเรืองรองที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกแต่ป่ารกครึ้มก็ช่วยอำพลางรถทุกคันให้รอดพ้นจากข้าศึกที่ใช้เครื่องบินสอดแนมเทียวบินวนอยู่เหนือยอดไม้ได้เป็นอย่างดี บางครั้งขบวนรถต้องหยุด และแยกกันออกเป็นกลุ่มๆเพื่อซ่อนตัว พวกเขาได้แต่ภาวนาแบบหลอกๆ…

“กลุ่มที่ 1 ไปให้พ้นแนวโล่งแจ้งข้างหน้า…ไปได้” เสียงโคทาโร่สั่งจากแนวซุ้มข้างทาง

“แล้วเจ้าละโคทาโร่” เสียงฮาราชิ จิโระดังขึ้นทันทีที่กระโจนขึ้นไปนั่งบนรถ

“ข้าจะตามไปกับกลุ่มสุดท้าย…ไปซะที” เขาเร่งอีก  รถขนเสบียง 4 คันแรกพุ่งไปข้างหน้าผ่านแนวโล่งแจ้งที่แสงแรกพึ่งจะอาบทิวยอดไม้ได้ไม่นาน เขาซุ้มนิ่งพร้อมกับทหารอีก 4 นายอยู่ที่เดิม จนกระทั้งรถขนเสบียงคันสุดท้ายแล่นเข้ามาถึง

“พวกเจ้าไปพร้อมกับรถ” เขาสั่งอย่างเอาจริง

“อ้าว!…แล้วเจ้าละ” ทหารตัวเล็กที่สวมหมวกผ้าปิดใบหน้าถาม

“ข้ามีวิธีไปของข้าเอง ไม่ต้องห่วง” โคทาโร่ พูดเพียงเท่านั้นร่างที่เพิ่งยืนขึ้นก็กระโจนทิ้งเงาสีดำพาดเป็นทางยาวหายวับผ่านที่โล่งแจ้งไปอย่างรวดเร็ว

“เขาเป็นนินจา…เขาเป็นนินจา” ทหารคนเดิมอุทานเสียงหลง

“ใช่ๆ ข้าก็เห็นอย่างนั้น”

“เขาจะเป็นอะไร…ไม่สำคัญแต่หัวใจที่พร้อมจะสู้เพื่อญี่ปุ่นก็ถือว่าใช้ได้แล้ว…ไปพวกเราขึ้นรถ” สิ้นเสียงพูดจากนายทหารร่างใหญ่ พวกเขาก็กระโดดขึ้นรถ ผ่านแนวโล่งแจ้งหายวับเข้าไปในดงต้นไม้ที่อยู่อีกฟากหนึ่ง เสียงเครื่องบินสอดแนมหายไปแล้ว เหลืองเพียงเสียงกระพือปีกของยุงและแมลงป่าแข่งกับเสียงเร่งเครื่องยนต์เพื่อตามไปสมทบให้ทัน

การเดินทางที่สุดแสนจะทรหดกินเวลานานกว่า  8 ชั่วโมง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทหารคุ้มกันกว่า 100 นายหายใจอย่างโล่งอกทันทีที่เข้าถึงแนวเขตก่อสร้าง ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาถูกโจมตีมาหลายครั้ง บางคราแม้แต่ชีวิตของทหารสักคนก็ไม่รอด

มินาโมโต โคทาโร่ลงจากรถขณะที่ยังมีผ้าพันแผลบางส่วนยังติดตัวอยู่  เขาเห็นทหารญี่ปุ่นยืนถือปืนเตรียมพร้อมกระจายตัวเป็นระยะๆ รวมทั้งเสียงลมหายใจอีกหลายนายที่ซุ้มยามอยู่ในเขตป่าที่ลึกเข้าไป ถึงแม้จะไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดได้แต่มันก็มากโดยเฉพาะชายป่าทางด้านทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศใต้ แผนลับถูกวาดขึ้นมาในหัวคร่าวๆ เขาเริ่มสำรวจภูมิประเทศจริงเทียบกับแผนที่ยุทธศาสตร์ที่ได้ศึกษามาก่อนหน้าอย่างตั้งใจ

(ทิศตะวันออก…) เขาพึมพำ ทุกๆ นาทีสำหรับที่นี้ดูเหมือนจะเตรียมพร้อมเพื่อการปะทะหรือรับมือหากมีเครื่องบินทิ้งระเบิดซึ่งอาจจะโจมตีได้ทุกเมื่อ เพราะเป็นทางเดียวของฝ่ายสัมพันธมิตรที่จะตัดท่อน้ำเลี้ยงของทหารญี่ปุ่นที่อยู่ลึกเข้าไปในประเทศพม่า…

โคทาโร่ ถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ  ถึงแม้อยากจะชนะ แต่ก็รู้ดีว่าผลของสงครามกำลังทำลายทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้กระทั้งจอมปลวกที่บังเอิญทางรถไฟสายนั้นตัดผ่านไป เขาเดินเข้าไปหานายทหารแม่ทัพที่กำลังยืนจ้องขบวนรถของพวกเขาในเพิงไม้  ใบหน้าที่เคร่งตรึงตลอดเวลา ทำให้เขาอ่านไม่ออกว่าอารมณ์ที่ระอุไปด้วยสงครามสำหรับชายผู้นั้นเป็นเช่นไรกันแน่

“ข้า มินาโมโต โคทาโร่ มีคำสั่งให้คุมกองคาราวานรถขนเสบียงและอาวุธตามเลขที่ 04706 บัดนี้ถึงเป้าหมายเรียบร้อย…” เขาอ่านรายงานเสียงดัง พร้อมกับส่งแผ่นกระดาษในมือให้ นายทหารคนดังกล่าวรับไปแต่ยังคงใบหน้าที่เคร่งตรึงจ้องสำรวจทุกอณูในตัวเขา

“แล้วตัวเจ้าหายดีแล้วเหรอ มินาโมโตซัง” ถึงน้ำเสียงจะแข็งกร้าว แต่ก็เป็นคำถามที่ทำให้เขาอุ่นใจได้ไม่น้อย

“ข้าหายเป็นปกติ…ขออภัยที่ขบวนของข้าล้าช้าไปกว่า 2 อาทิตย์” โคทาโร่พูด

“มาถึงในเวลานี้ก็เหมาะสมแล้ว หากพวกเจ้ามาก่อนหน้านี้อาจจะไม่ถึง เหมือนเช่น 2 ครั้งก่อน” แม่ทัพพูดด้วยน้ำเสียงเดิมๆ และยังคงใบหน้าที่เคร่งตรึงเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

“เหมือนเจ้ามีอะไร อยากจะถามข้า มินาโมโตซัง” และอยู่ๆ นายทหารคนดังกล่าวก็ถามขึ้น… โคทาโร่สะดุดเล็กน้อยแต่ก็ยังสงวนท่าทีเอาไว้ได้

“ไม่มีอะไรมากเพียงแต่ ข้าอยากจะรู้ว่าเชลยสงครามที่ถูกส่งตัวมาจากเพชรบุรี ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน” โคทาโร่ตัดสินใจในนาทีนั้นเช่นกัน และไม่ลืมจะหาคำแก้ต่างเอาไว้หากจำเป็น

“พวกเขาทำงานรวมอยู่กับเหล่าเชลยชาติตะวันตก…ทางคูน้ำเจ้ามีอะไรหรือเปล่า” แน่นอนเป็นสิ่งที่โคทาโร่คาดไว้ไม่ผิด

“ไม่มีอะไร เพียงแต่ข้าอยากจะเห็นน้ำหน้าไอ้พวกโจรกระจอกก็เท่านั้นเอง” โคทาโร่แสร้งกระแทกเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังออกมา พร้อมกับบีบแววตาให้เล็กลงเพื่อปิดช่องว่างมิให้นายทหารผู้นี้อ่านเขาออก

“งั้น!…ก็เชิญไปดูหน้าพวกมันก่อนกลับได้เลย” เขาเปิดทางอย่างไม่สงสัยอะไร

“ขอบคุณ ข้าขอตัว” โคทาโร่ทำความเคารพอีกครั้งก่อนจะเดินแยกไปเงียบๆ เขาติดดาบคาตานะมูโตไว้ที่เอวและถือปืนในมือขวาให้มั่งคงขึ้น

“โคทาโร่ เจ้าจะ…” ฮาราชิ จิโระที่เดินตามหลังกระซิบ แต่โคทาโร่ก็แทรกก่อน เหมือนจะระแวงกับสายเลือดของนายทหารแม่ทัพอยู่

“เดินหน้าต่อ…มันคือทางรอดเดียว” โคทาโร่กดเสียงต่ำติดอยู่ในลำคอ ฮาราชิ จิโระหน้าซีดแต่ก็ต้องเร่งฝีเท้าตามเพื่อนไป พวกเขาเดินไปตามทางเล็กๆผ่านแนวดงไผ่ลวกข้างลำธาร สักพักภาพกองหิน เสียงค้อนและสิ่วเหล็กกะเทาะหินก็ดังระงมไปทั้งป่า เชลยสงครามชาติตะวันตกกำลังเร่งทำงานกันอย่างหนักท่วมกลางแสงแดดที่กำลังร้อนระอุ โดยมีทหารญี่ปุ่นยืนคุมอยู่เป็นจุดๆ พวกเขาไม่อนุญาตให้เชลยเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าแม้แต่คนเดียวมีเฉพาะผ้าเตี่ยวผืนเล็กๆ ปิดอวัยวะเพศกับหมวกที่พวกเขาสานขึ้นเองจากใบไม้เท่านั้นที่พอปิดบังความร้อนได้  หลายคนผอมโกรกและสกปกจนมองไม่เห็นสีผิวที่แท้จริง โคทาโร่ค่อยๆ กวาดตามองหาคนที่คาดว่าจะเป็นโมกไปทีละคน  แต่ในสภาพที่เป็นอยู่ทำให้งานของเขาหนักมากขึ้น ทั้ง 2 เดินผ่านเชลยสงครามที่ทำงานกันเป็นกลุ่มๆ ไปเรื่อยๆ สายตาก็คอยสำรวจไปทีละกลุ่มแต่ก็ยังไม่มีวี่แวว

(นายอยู่ที่ไหน…โมก นายอยู่ที่ไหน) โคทาโร่ครุ่นคิดอย่างร้อนใจ เขามีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่จะอยู่ที่นี้

“โคทาโร่ ข้าว่าเราลองเดินไปทางสันเขาด้านโนนเถอะ…เหมือนจะเป็นคนเอเชีย” ฮาราชิ จิโระเอ่ยพร้อมๆกับเสียงเคาะแผ่นเหล็กบอกสัญญาณให้เหล่าเชลยได้พักรับประทานอาหาร…พวกเขาวางสิ่งของในมือทันที ร่างกายที่ผอมเหลือแต่โครงกระดูกเดินโซเซอย่างคนใกล้จะหมดแรงไปยังตำแหน่งที่เป็นโรงครัวประจำหน่วย   ทหารญี่ปุ่นตักข้าวต้มใส่ภาชนะที่พอจะหาได้ในพื้นที่ บางคนก็ใช้กระบอกไม้ไผ่ผ่าซีกแทนจานหรือถ้วย บางคนที่โชคดีหน่อยก็จะใช้กะลามะพร้าว  พวกเขากินอาหารแข่งกับเวลาที่มีน้อยอย่างหิวกระหาย จนทำให้ภาพที่เห็นน่าเวทนายิ่งกว่าความนึกคิดจะเข้าถึง  พวกเขาพยายามกินให้ได้มากที่สุดแม้ความหวังจะได้กลับบ้านเหลือน้อยลงก็ตาม นอกจากพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับทหารคุมแล้ว โรคภัยในเขตป่าลึกของที่นี้ก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอหิวา มาลาเรีย โรคบิด และโรคขาดสารอาหาร ทุกอย่าง ทุกโรคพร้อมจะเล่นงานและหยิบยื่นความตายให้พวกเขาได้ทุกเมื่อ…

……….

หนึ่งหมอนหนุนหมายถึงหนึ่งชีวิต

ใครลิขิตขีดให้เป็นเช่นนี้หนอ

สี่หมื่นหกพันร่างต่างเฝ้ารอ

อ้อนวอนขอกลับถิ่นฐานกลางพงไพร

เสียงร้องไห้ไปพร้อมลมที่โหมพัด

จำประจักเหตุการณ์เกื้อเพื่อศึกษา

กรณีล้ำกับสิ่งพลาดที่ผ่านมา

ให้รู้ว่าสงครามเลือดเดือดเพียงได

ทางรถไฟสายที่ชื่อมรณะ

เป็นเหมือนอนุสรณ์ย้อนความหลัง

ปลุกเพื่อตื่นฟื้นเพื่อจำนำวานวัน

กลับประสานแปลงเปลี่ยนเป็นบทเรียน

 ……….

และไม่ทันที่เหล่าเชลยจะได้กินข้าวอิ่ม เสียงสัญญาณบอกหมดเวลาก็ดังขึ้นอีก  หลายคนรีบซดข้าวต้มเข้าปากไม่ต่างอะไรกับสุนัขหิว และหลายคนจำต้องวางภาชนะของตัวเองลงกับพื้น แล้วพาร่างที่เหลือแต่ซากกลับไปทำงานต่อที่เดิม  เสียงปืนยิงขู่ขึ้นฟ้าเป็นระยะๆ ทำให้บางคนกลัวจนลนลานล้มกลิ้งลงเนินดินไม่ต่างอะไรกับก้อนหินถูกโยนลงมาจากภูเขา

“ilfkjtujdhghj[polgjuicj” อยู่ๆ เสียงเชลยชาติตะวันตกคนหนึ่งก็ดังขึ้น พวกเขาไม่สามารถสื่อสารกันรู้เรื่อง มีแต่ด้ามปืนจากทหารญี่ปุ่นเท่านั้นที่กระแทกเข้าที่ท้อง จนล้มนอนขดเป็นกุ้งแห้งอยู่กับพื้น…

“โคทาโร่!…อย่า” จิโระเบียดตัวเองไปขวาง แต่โคทาโร่ก็เบี่ยงตัวหลบไม่ยอมฟัง เขาเดินตรงเข้าไปหาทหารญี่ปุ่นที่ยืนถือปืนขู่พร้อมกับตะโกนไล่พวกเขาราวกับเป็นสัตว์ไร้ราคา…ปัง!…เสียงปืนดังขึ้นก่อนที่โคทาโร่จะเดินเข้าไปถึง กระสุนเจาะเข้าที่หน้าผากของเชลยชาติตะวันตก เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร้องขอชีวิต ร่างไร้วิญญาณหงายหลังล้มกลิ้งลงแม่น้ำไปอย่างน่าเวทนา

“ทำอย่างนี้ทำไม” โคทาโร่ตะโกนใส่ทหารคนดังกล่าวจนหน้าแดง โดยมีฮาราชิ จิโระคอยยืนระแวดระวังอยู่ข้างๆ

“ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า…หรืออยากเห็นอีกศพ” คำพูดจากปากไม่ทันจบ

                ปังๆ…เสียงปืนจากกระบอกเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง ร่างของเชลยชาติตะวันตกที่กำลังจะยันตัวเองลุกขึ้น ก็ล้มคว่ำกระแทกพื้นลงไปอีก เขาสิ้นลมหายใจทันที ไม่มีกระทั้งแรงจะกระตุกเป็นครั้งสุดท้าย โคทาโร่ยืนตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้น สักพักเขาก็รีบหันหลังเดินหนีจากตรงนั้นไป…

“โยนมันทิ้งแม่น้ำ” เสียงของทหารคนเดิมออกคำสั่ง เหมือนเขาจงใจจะประชดในที ไม่นานเสียงวัตถุที่ถูกโยนจากที่สูงก็กระแทกผิวน้ำจนเกิดเสียงดังสนั่น—ตูม!—

(ไอ้พวกสัตว์นรก) โคทาโร่ขบฟันกรามแน่น…ความเจ็บแค้นกำลังพุ่งสูงแซงปรอดวัดอุณหภูมิ…แต่นี้คือสงคราม…(มันคือสงคราม)

“ข้าไม่รู้จะโกรธมันดีไหม…” จิโระเอ่ยขึ้นอย่างเกร็งๆ

“สงครามที่ข้าเข้าใจ มันไม่ใช่แบบนี้…แม้แต่โลกมืดก็ไม่เคยสอนให้ฆ่าคนที่ไม่มีทางสู้” โคทาโร่กดเสียงต่ำใกล้ๆเพื่อน

                ปัง….ปัง…..ปัง!! ทำงานไป อย่าให้ข้าเห็นว่าใครกำลังอู้” เสียงขู่ยังดังลั่นตามพวกเขามาติดๆ —ปัง…ปัง…ปัง เสียงปืนชุดใหม่ตามขึ้นอีก เหมือนจงใจจะแสดงอำนาจที่ล้นเหลือให้นายทหารที่พึ่งมาเยือนได้เห็น

……….

จนกระทั้ง

ดวงอาทิตย์ย้ายตำแหน่งไปเรื่อยๆตามเส้นทางที่มันเคยผ่าน อุณหภูมิที่ส่งมาพร้อมๆกับแสงก็ค่อยๆลดลง พวกเขาจะต้องกลับค่ายทหารในตัวจังหวัดกาญจนบุรีพร้อมกับรถเปล่าตอนห้าทุมของคืนนี้ แต่เพื่อนที่กำลังตามหากลับยังไม่มีวี่แวว ความหวังจะช่วยเหลือกับแผนลับที่วางเอาไว้ต้องจบลง  ทั้ง 2 เดินไปหยุดที่เนินดินสีแดงที่พึ่งถมใหม่ๆ โคทาโร่ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อพร้อมกับหยิบลูกจันทร์ ที่เวลานี้มันได้แห้งจนเป็นสีดำออกมาพินิจพิจารณา…เขากำลังภาวนาขอให้เจ้าของมันช่วยตามหาอีกแรง

“เราทำดีที่สุดแล้วละโคทาโร่” จิโระปลอบ แต่โคทาโร่ก็ยังเงียบ (จันทร์หอม ช่วยข้าด้วย…ช่วยให้เจอเขาเท่านั้น)และฝ่ามือของจิโระก็ตบไหล่เขาเบาๆ…

“เราทำดีที่สุดแล้วละเพื่อน” จิโระพูดประโยคเดิมซ้ำขึ้นอีก แสงแดดยามเย็นกำลังละเลียดไปกับแนวป่า อีกไม่นานแสงสุดท้ายก็จะหมดลง และทุกอย่างจะต้องจบ…แต่ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นหูก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

“นาย…นายโคทาโร่…โคทาโร่”

“…โมก” จิโระอุทานทันทีที่เห็นว่าเป็นเพื่อน โคทาโร่หันไปมองพลางแอบยิ้มจางๆ สภาพของโมกที่เขาเห็น มันแตกต่างจากโมกคนเดิม ราวฟ้ากับดิน เขาผอมโซทั้งๆ ที่มาอยู่ที่ยังไม่ถึง 2 เดือนเสียด้วยซ้ำ…และไม่ทันที่ทั้ง 3 จะได้คุยกัน ทหารที่ยืนคุมอยู่ใกล้ๆ ก็ถือปืนเดินตรงเข้ามาหา

“มันทำอะไรพวกเจ้าหรือ” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นๆห้วนๆ

“เปล่า…ข้าเห็นมันเป็นคนในพื้นที่…เลยอยากจะได้ข้อมูลหน่อย…บอกให้มันเข้าไปคุยกับข้าข้างใน” โคทาโร่สั่ง “คุมตัวมันไปคุยกับข้าด้านใน” เขาหันไปสั่งจิโระต่อทันที เมื่อสังเกตเห็นอาการลังเลเกิดขึ้นกับทหารคนดังกล่าว เสียงของจิโระจะดังตามขึ้น

“เจ้ายืนคุมอยู่ตรงนี้แหละ…ข้าจะพามันไปเอง…เร็วซิ!” จิโระกระชากเสียงสูง พลางหันไปแสร้งตวาดใส่โมกแรงๆ พร้อมกับเล็งปลายกระบอกปืนในแบบเดียวกัน “เร็ว…ถ้าไม่อยากตาย” เขาตะเบ็งเสียงขึงขัง จนโมกลนลานขึ้นมาจริงๆ

“ให้มันเข้ามา พวกเจ้าจะไปไหนก็ไป” โคทาโร่ออกคำสั่งกับทหารอีกหลายคนที่ยืนเป็นหุ่นอยู่ใกล้ๆ พวกเขาคำนับและเดินแยกห่างออกไปหลายก้าว จิโระถือปืนเดินคุมโมกเข้ามาซึ่งโมกเองก็ไม่สามารถจับอารมณ์เพื่อนทั้ง 2 ได้  โคทาโร่นำเล่ห์กลในแบบนินจามาใช้ เขาร่ายมนต์เพลงเร่าเพื่อดึงให้ทหารญี่ปุ่นที่ยังดื้อดึง หันเหความสนใจไปทางอื่น และมันก็ได้ผลเกินคาด

“จิโระ เจ้าระวังคนอื่นอยู่ข้างนอก…” โคทาโร่กดเสียงลอดไรฟัน แต่โมกก็ยังเงอะๆ งะๆ ทำอะไรไมถูก

“เข้าไปซิ…เดี๋ยวข้าจะระวังให้” จิโระกระซิบพลางขยิบตาบอก “เข้าไป!เขาตวาดเสียงดัง วินาทีที่รู้ว่ามันคือแผนการ โมกก็ถลาเข้าตามคำสั่งโดยไม่ลังเล โคทาโร่ไม่รอช้าเขาดึงกระดาษแผ่นเล็กๆออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยื่นมันให้  โมกรับมาเก็บไว้ “จำเส้นทางให้ขึ้นใจ…แล้วกลืนมันซะ” โคทาโร่สั่งเสียงต่ำ โมกคลีแผ่นกระดาษและไล่กวาดสายตาอย่างเร่งรีบ สักพักเขาก็พยักหน้า “กลืนมันซะ!…” โคทาโร่สั่งอีกและโมกก็ไม่ลังเลที่จะทำตาม

“ขอบคุณนาย…”

“เจ้าจำมันได้ขึ้นใจนะ” โคทาโร่ถามย้ำ

“เส้นทางแถวนี้เมื่อก่อนข้าเคยมา” โมกตอบและพยักหน้ายืนยัน

“เจ้าต้องไปคนเดียว…คืนวันที่ 20 กรกฎาคม หลังเที่ยงคืน ตามสถานการณ์ แต่อย่าเกินหนึ่งนาฬิกาเด็ดขาด…เราจะเจอกันก่อนฟ้าสางที่จุดนัดพบ” โคทาโร่พยายามพูดเป็นภาษาไทยให้เร็วและชัดในทีเดียว โมกพยักหน้ายืนยัน พร้อมยิ้มอย่างมีความหวังให้เห็น

“ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันดังกล่าว พลเอกฮิเดกิ  โตโจ จะมาเยือนและกระทำภารกิจบางอย่างที่กรุงเทพฯ แน่นอนเหล่าทหารทุกหน่วยย่อมไม่ปกติ เป็นทางเดียวที่เจ้าจะรอด…” โคทาโร่กดเสียงเบาลง เหมือนจะจำกัดให้ได้ยินเพียงแค่เขา 2 คน…โมกพยักหน้าตื่นๆ อีก

“จากวันนี้เจ้าต้องกินอาหารให้มากที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับคืนนั้น…เจ้าจะบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ไม่ได้…หากต้องการรอด” โคทาโร่กำชับ

“ขอบคุณ โคทาโร่ ขอบคุณ” โมกพูดเสียงสั่นรัว จนเห็นน้ำตาซึมปนออกมา

“เจ้าไม่มีสิทธิ์ในความรู้สึกนั้นเวลานี้ รีบเช็ดมัน…แล้วไปได้”

          “ไปได้!โคทาโร่แสร้งตวาดเป็นภาษาญี่ปุ่น เหมือนจงใจจะแสดงให้ทหารหลายคนที่ยืนอยู่ในระยะได้ยิน โมกลนลานหันกลับจนล้มลง “ไปไม่ได้เรื่อง!” โคทาโร่ออกอาการฉุนและแสร้งทำหน้าเคร่งตรึง โมกได้ทีลุกวิ่งกลับไปทำงานที่เดิม แต่รอยยิ้มแห่งความหวังเกิดขึ้นในใจของเขาแล้วเวลานี้

“มีอะไร…” เสียงทหารถามโคทาโร่เป็น ภาษาญี่ปุ่น ในขณะที่จิโระได้แต่มองเพื่อนอยู่ห่างๆ

“นึกว่ามันจะรู้เส้นทางที่ดีกว่านี้…ชิ!…”

“ข้าหวังว่าการส่งเสบียงครั้งต่อไป คงไม่ถูกโจมตีเหมือนกับ 2 ครั้งที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นพวกข้าต้องกินเชลยพวกนี้แทนข้าวได้เป็นแน่…ฮึ!…”

“ข้าก็หวังให้มันเป็นอย่างนั้น…ขอตัว” โคทาโร่ตอบในท่าทีปกติ…

“ข้าเองก็เห็นทีต้องบอกลาพวกเจ้าตรงนี้ด้วยเช่นกัน ไว้คราวหน้าข้าจะมีของมาฝาก” จิโระแทรกขึ้นบ้าง…

“โชคดี…” เขาพูดสั้นๆ และโคทาโร่ก็ฝืนยิ้มตรึงๆ ให้ ก่อนจะเดินนำจิโระหายกลับไปตามทางเดิม…

(ข้าหวังว่า เจ้าจะต้องรอด…เพื่อนข้า)

 

……….

ยามยาก…………………………..พิสูจน์มิตรแท้ ฉันใด

ยามสุข…………………………ก็พิสูจน์หัวใจฉันนั้น

โมก ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา9 ##

สมรภูมิปักษา8

สมรภูมิปักษา8อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา8

สมรภูมิปักษา8

เสียงเพรียกในคืนหนาว

แดดสีเหลืองจางๆ ส่องลอดรูโหว่ของหลังคาเต็นท์พลาสติกหลายจุดลงมาถึงพื้น  มินาโมโต โคทาโร่ ตื่นขึ้นอีกครั้ง ท่วมกลางเพื่อนทหารญี่ปุ่นหลายนาย บ้างก็กำลังส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด บางก็นอนนิ่งๆ แต่อวัยวะหลายส่วนของพวกเขาเหล่านั้นหายไป

“อย่าเพิ่งลุก…นอนลงนิ่งๆ ก่อน” แพทย์สนามเดินเข้ามาขนาบเขาจากด้านหลัง เหมือนกลัวว่าจุดสำคัญที่กำลังเข้าที่จะได้รับบาดเจ็บซ้ำอีก “โชคดีที่สะเก็ดระเบิดไม่ถูกอวัยวะสำคัญ…แต่เจ้าก็ต้องอยู่ในท่านี้สักอาทิตย์” เขาพูดเบาลง โคทาโร่พยักหน้า “ไหนขอดูแผลหน่อยซิ…เจ็บหน่อยนะ…” แพทย์สนามคนเดิมพูดต่อ พลางใช้มือแกะปมผ้าพันแผลที่ชุ่มไปด้วยเลือดกลางลำตัวออกช้าๆ โคทาโร่กัดฟันเผยอปากต่อสู้กับความเจ็บปวดเป็นระยะๆ…เขาพยายามยกหัวขึ้นเหมือนต้องการจะเห็นแผลด้วยตาของตัวเอง “เจ้าเสียเลือดมากไปหน่อย ก็เลยสลบไป”แพทย์สนามพูดอย่างใจเย็นพลางชักสีหน้าดีขึ้น…

“เราเสียทหารไปเท่าไร” โคทาโร่ถามพร้อมกับพยายามมองสำรวจไปรอบๆ

“23 นาย บาดเจ็บอีก 86 นาย”

“แล้วชาวบ้านละ” เขาถามต่อโดยไม่ได้สนใจบาดแผลของตัวเอง

“เราช่วยพวกเขาได้ส่วนหนึ่ง…แต่ไม่มีข้อมูลที่แท้จริงแจ้งเข้ามา” แพทย์สนามรายงาน สักพักเขาก็เงยหน้าขึ้นเมื่อพันแผลกลับเข้าที่เดิมเรียบร้อย “แผลดีขึ้นกว่าเมื่อวาน…” น้ำเสียงหนักแน่นกว่าเมื่อครู่ โคทาโร่พยักหน้าขอบคุณ แต่ก็ส่ายสายตาไปรอบเหมือนกำลังมองหาใครบางคน

“ข้าขอตัว…แล้วจะมาดูใหม่ก่อนเที่ยง” แพทย์สนามพูดพร้อมกับก้มหัวให้เหมือนจะรู้ว่าเขาเป็นใคร

“เออ!…เดี๋ยวก่อน ข้าอยากถามหาใครบางคน” โคทาโร่ตัดสินใจในนาทีสุดท้าย แต่ก็ยังคงกลัวจะเป็นข่าวร้ายอยู่ดี

“ใครหรือ” เขาถามกลับสั้นๆ

“ทหารที่มากับข้า เขาชื่อ ฮาราชิ จิโระ”

“ตอนนี้รายชื่อทหารที่เสียชีวิตและบาดเจ็บยังไม่เรียบร้อย แต่เดี๋ยวข้าจะเช็คให้…ข้าขอตัวเพราะมีคนไข้อยู่ในเต็นท์ข้างๆ กันอีก 3 หลังที่ต้องดูแล” เขาตัดบท

“ขอบคุณ” โคทาโร่พูดเสียงไม่หลุดออกมา แพทย์สนามคำนับแล้วเดินผ่านไป

“เจ้าจะต้องไม่เป็นอะไรนะจิโระ” โคทาโร่ภาวนาต่อดวงดาวแห่งนักรบที่เขาเชื่อมั่น (ข้าเกียดสงคราม…ข้าเกียดสงคราม) เขากัดฟันแน่นไปพร้อมกับความรู้สึก สักครู่ฤทธิ์ยาก็ทำให้เขาหลับไปอีก…

………..

เมื่อความมืดเข้ามาเยือน

(โคทาโร่ ความรักจะปิดดวงตาชิโนบิให้มือบอด คำสาปซามูไรจากหญิงที่มีดวงตาคมยิ่งกว่าดาบคาตานะ จะสังหารเจ้า  เจ้าไม่ได้ยินเสียงข้า เจ้าไม่ได้ยินในสิ่งที่ชิโนบิสมควรได้ยิน เซดะคุง อูคาชิ เซดะ!) เสียงสื่อสะท้อนต่ำจากกระแสจิตดังแทรกเข้ามาในหัว  โคทาโร่ค่อยๆ เปิดเปลือกตาสำรวจช้าๆ และร่างชายชราในชุดกิโมโนสีขาวก็ปรากฏนิ่งอยู่กลางแสงจันทร์สีเงินยวงเบื้องหน้า

(อูคาชิ ยาสุ…ท่านพ่อ) โคทาโร่อุทานอย่างตื่นตระหนกและแปลกใจไปพร้อมกัน

(เซดะ คุณชายเลือดผสมของข้า…เจ้าได้ยินเสียงข้าเสียที) น้ำเสียงที่นุ่มนวลจากคนที่เขาเรียกชื่อ อูคาชิ ยาสุดังในระยะใกล้…แต่ริมฝีปากของชายชรากลับไม่ขยับอย่างที่ควรจะเป็น

(…ท่านแต่งกายไม่ต่างอะไรกับซามูไร) โคทาโร่ถามอย่างที่ตั้งใจแต่แรกเห็น

(บัดนี้เจ้าคือ มินาโมโต โคทาโร่และข้าก็คือตาของเจ้า…เป็นตาของคุณชายมินาโมโตเป็นตาของซามูไรเมืองคาโกคุมะ…ส่วนคุณชายอูคาชิ ในหุบเขาอิงะ เป็นเพียงอดีตที่รอการกลับไปเท่านั้น) เขาตอบไม่ตรงประเด็น…และโคทาโร่ก็ไม่อยากตอกย้ำกับเรื่องราวที่ผ่านมาอีก

(ท่านแม่ เป็นอย่างไรบ้าง) เขาเปลี่ยนประเด็นในทันที

(นางเสียชีวิตอย่างมีเกียติเยี่ยงภรรยาและแม่คนหนึ่งของครอบครัวซามูไร) คำตอบจากอูคาชิ ยาสุทำให้โคทาโร่รู้สึกเย็นวาบ นัยยะหนึ่งแปลกใจที่เขายอมรับในความเป็นครอบครัวซามูไรของนางได้ และอีกนัยยะก็อยากจะร้องไห้ ให้กับการตายของแม่ตัวเอง…

(แม่ข้าตายด้วยวิธีใด เมื่อไร และศพของนางอยู่ที่ไหน ท่านได้เอาศพไปฝังไว้ใกล้ๆ กับคนในตระกูลข้าหรือไม่) โคทาโร่นิ่งอยู่นานก่อนจะหลุดคำถามออกมาเป็นชุด

(…..)ยาสุนิ่งกลืนน้ำลายลงคอหลายครั้ง…เหมือนจะมีน้ำตาปนอยู่ด้วย

(ท่านพ่อ…) โคทาโร่ถามย้ำด้วยแววตาที่วิงวอน

(นางเชือดคอตัวเองตอนเช้ามืด หลังจากได้ส่งบุตรชายของเจ้าคืนสู่บ้านมินาโมโต…)

(บุตรชายของข้า) โคทาโร่อึ้ง…(ข้า..ข้ามีบุตรชายตั้งแต่เมื่อไรกัน)

(ใช่บุตรชายของเจ้าที่เกิดกับซามิโอะจัง…โคทาโร่เจ้ามีบุตรชายที่เกิดมาเหมือนเจ้าทุกกระเบียดนิ้ว…ข้าเลยให้ชื่อกับเขา อูคาชิ เซดะ ซ้ำชื่อเดิมของเจ้า…มินาโมโต ฟูจิกาว่าเสียเจ้าให้กับอูคาชิตอนเจ้ามีอายุเพียง 4 ขวบ และอูคาชิก็ต้องเสียคุณชายน้อยให้มินาโมโต ตอนเขาอายุได้ 5 ขวบ เป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ที่สองตระกูลได้รับ…แต่อูคาชิ แห่งหุบเขาอิงะต้องสูญเสียจนแทบจะสูญสิ้นแทบทุกอย่างให้กับ ยูกาว่า ชิการุ…โคทาโร่ เซดะคุง อูคาชิต้องการเจ้า อูคาชิกำลังรอการกลับไปของเจ้า…ชิโนบิแห่งหุบเขาอิงะ จะต้องกลับมาก่อนที่ชิโนบิในหุบเขาโคงะจะกลืนกิน สายฟ้าสีดำผ่ากลางจันทร์เสี้ยวจะต้องมีคนสานต่อ)

(ท่านหมายความว่า ยูกาว่า ชิการุ ไปเข้ากับพวก โคงะ หรือ)

(ก็ไม่เชิง…แต่คิดว่ามีซาซากุมิอยู่เบื้องหลัง…และมันก็พยายามลักลอบสังหารบุตรของเจ้าหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ จนยามุดะทนไม่ได้ นางจึงจำเป็นต้องส่งเขาไปอยู่กับมินาโมโต)

(ข้าเข้าใจแล้ว…ศพของแม่ข้าอยู่ในวัดไรอันจิ หรือไม่)

(ใช่แล้ว รวมทั้งข้าด้วย…ฟูจิกาว่า พ่อของเจ้าเขาเป็นคนจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด)

(ท่านพ่อ…)โคทาโร่อุทานดวงตาเขาเบิกค้างอยู่นาน (ท่านพ่อ…) และหลับตานิ่งเหมือนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน…เขามองลึกข้าไปในดวงตาที่สงบนิ่งของยาสุเพื่อต้องการเค้นความจริงอีก

(เจ้าฟังไม่ผิดหรอก…ศพของข้านอนเคียงข้างกับยามุดะที่วัดไรอันจิ…) ยาสุย้ำเหมือนสัมผัสความรู้สึกของโคทาโร่ได้ แต่โคทาโร่กลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของยาสุเหมือนอยากจะฝังเจ็บปวดทั้งหมดเอาไว้ที่นั้น

(โคทาโร่ เซดะคุง…สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นบัญชาจากสรรค์ เจ้าอย่าได้กังวลใจในเรื่องนี้ แต่สิ่งที่เจ้าควรจะกังวลเป็นพิเศษนั้นก็คือ คำสาปซามูไร ที่มันเฝ้าติดตามและจองเวรซามูไรของมินาโมโตจนรุ่นสุดท้าย…และเจ้าก็คือเป้าหมายหนึ่งของมัน) เสียงของยาสุมีพลังขึ้นมาจนน่ากลัว

(คำสาปซามูไร…ข้าไม่เข้าใจ)

(สักวัน…จะเข้าใจเอง เจ้าจะตายเพราะผู้หญิงที่มีดวงตาคมกริบยิ่งกว่าดาบคาตานะในสนามรัก ไม่ใช่สนามรบ…โคทาโร่ เซดะ)

(ท่านพ่อ….ท่านพ่อ….เดี๋ยวก่อน ท่านพ่อ ท่านพ่อ)

“ท่านพ่อ เดี๋ยวก่อน ท่านพ่อ ท่านพ่อ” โคทาโร่ตะโกนลั่นทั้งๆ ที่ยังหลับตานอนอยู่บนเตียง มือทั้งสองข้างพยายามไขว่คว้าหาอะไรบางอย่างในความว่างเปล่า จนทำให้แพทย์สนามที่เข้าเวรอยู่ใกล้ๆ เดินเข้ามา

“จับเขาเอาไว้…” เสียงแพทย์สนามสั่งทหารผู้ช่วย สักพักแรงกดแขนและขาทั้งสองข้างก็ทำให้เขาดิ้นไม่หลุด แพทย์สนามลงมือฉีดยาให้กับเขา “ท่านพ่อ…ท่านพ่อ…” เสียงเขาค่อยๆ เบาลง ความอ่อนเพลียกำลังจะทำให้แขนของเขายกไม่ขึ้น “ท่านพ่อ…” และก็ไม่มีแรงแม้จะเปิดเปลือกตาในเวลานี้

“เอาผ้าชุบน้ำ เช็ดตัวให้เขา วันพรุ่งนี้น่าจะดีขึ้น” เสียงแพทย์สนามคนเดิมสั่งอีก…และสติอันน้อยนิดก็จมลงสู่สีดำอีก

……….

มินาโมโต โคทาโร่ฟื้นอีกที ตอนสายๆของวันต่อมาแพทย์สนามได้เปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ให้เขา แสงแดดสีขาวเจิดจ้าที่ส่องทะลุรูโหว่ของหลังคาเป็นมุม 90 องศา ทำให้พอเดาเวลาในขณะนั้นได้ไม่ยาก และแสงสว่างนี้เองที่เป็นสาเหตุทำให้เขาปวดที่เบ้าตาทั้ง 2 ข้าง กระนั้นก็พยายามยันตัวเองลุกนั่ง เพื่อกระพริบตาปรับลดแสงให้น้อยลงอย่างเคยชิน จนมันรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ

“ตื่นแล้วเหรอ…” แพทย์สนามทักทาย โคทาโร่ค่อยๆ หันไปมอง รอยยิ้มจางๆเด่นชัดอยู่ตรงหน้า โคทาโร่พยักหน้าแทนคำพูด

“เจ้าต้องรับยาอีกชุด แล้วค่อยไปรับอาหารข้างนอก”

“ข้าเกรงว่าจะหลับอีก” โคทาโร่พูดดักคอ

“นี้เป็นยาบำรุง เพื่อปรับสภาพร่างกายให้แข็งแรงให้เร็วขึ้น ข้างดยานอนหลับตั้งแต่เมื่อวานแล้วละ” แพทย์สนามบอกและส่งเม็ดยาให้พร้อมกับน้ำดื่ม โคทาโร่พยักหน้ารับแล้วกลืนมันลงไปทันที

“ขอบใจ มากที่ดูแลข้า”

“ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว…อ้อ ข้าลืมไปทหารที่ชื่อ ฮาราชิ จิโระ ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้วนะ อาจจะฟื้นตัวทันพร้อมกับเจ้านี้แหละ” เขารีบรายงาน ทันทีที่นึกได้

“ตอนนี้ เขาอยู่ที่ไหน” โคทาโร่ถาม

“เต็นท์ 3 หมายเลข 3406…ข้าต้องขอตัว…เออข้าลืมอีกแล้ว ดาบคาตานะของเจ้า ข้าเก็บมันไว้ที่ห้องเก็บสัมภาระชั่วคราว ติดต่อรับคืนจากทหารเวรได้เลย…แต่ว่าดาบของเจ้ามันร้อนยังกับไฟ ทำไมเจ้ายังจับมันได้เป็นนาน ดูนี้ มือข้าพองก็เพราะมัน” แพทย์สนามพูดพลางยื่นมือที่บวมแดงให้ดู โคทาโร่ยิ้ม แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม

(แต่ข้ากลับรู้สึกเย็นสบายทุกครั้งที่ได้สัมผัส) โคทาโร่บอกความรู้สึกที่คิดถึง เขากวาดมองไปรอบๆ สภาพในขณะนี้ยังมีนายทหารที่นอนรักษารวมอยู่ในเต็นท์เดียวกับเขาอีกมาก ทหารบางนายมีเอกสารส่งตัวกลับญี่ปุ่นวางอยู่ข้างๆ แต่เมื่อโคทาโร่จ้องลึกเพื่ออ่านความรู้สึก มันบอกชัดเจนว่าพวกเขาไม่พร้อมจะกลับบ้านในสภาพที่เป็นอยู่  เขาถอนหายใจออกยาวๆ หลายครั้ง จึงพยายามยันตัวเองลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะค่อยๆเดินไปตามทางแคบๆ ตรงไปยังทางออก เขาต้องปรับสายตาของตัวเองอีกหลายครั้งก่อนจะพ้นม่านพลาสติกที่ใช้แทนประตู และทันทีที่ก้าวพ้นออกมา ภาพของอาคารเรียนสีขาวขนาดใหญ่ที่เคยตั้งตระหง่านในวันแรกที่มาถึง เวลานี้มันกลับเหลือแต่ซากปรักหักพัง  เศษอิฐเศษปูนกองพะเนินเทินทึกเป็นภูเขาย่อมๆ  เหมือนมันกำลังรอให้เขาตื่นขึ้นมาสะสาง

(นี้หรือสงคราม สงคราม…สงคราม) เขาคิดวนไปเวียนมาอยู่อย่างนั้นหลายรอบ โดยมีคนไทยหลายคนกำลังยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์อยู่ห่างออกไป เขาเห็นหลายคนร่ำไห้อย่างไม่อาย และอีกหลายคนก็กำลังจ้องเขม็งมาที่เขาเหมือนจะฉีกร่างกายที่เพิ่งฟื้นออกเป็นชิ้น

          (ข้าเสียใจ หากหยุดสงครามได้ ข้าจะออกคำสั่งเดี๋ยวนี้)

……….

หากเจ็บปวด…………………………………….เพียงใด

แรงผลักดันสู่เป้าหมายก็จะยิ่งมากขึ้น……เพียงนั้น

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา8 ##

สมรภูมิปักษา7

สมรภูมิปักษา7อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา7

สมรภูมิปักษา7

เมื่อความตายเพรียกหา

ที่ค่ายทหารญี่ปุ่นจังหวัดกาญจนบุรี

ในขณะที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับทิวไม้ เงาของทุกสรรพสิ่งในทิศตรงข้ามก็พาดยาวสีเทา-ดำราบไปกับพื้น มันดูสูงและใหญ่กว่าของจริงหลายเท่า เช่นเดียวกับสุนัขพันธุ์ทางที่กำลังยืนท้าทายขบวนรถทหารอยู่กลางถนนลูกรังสีแดง ตัวเล็กแต่เงาของมันกลับไม่ต่างเสือโคร่งตัวเขื่อง มันจ้องเขม็งเหมือนต้องการจะหยุดขบวนรถขนเสบียงของทหารญี่ปุ่น นัยน์ตาของมันมองพวกเขาเป็นศัตรูปรากฏความเกลียดชังอย่างเด่นชัด จนกระทั้งล้อรถสีดำขนาดใหญ่ได้ปลุกสัญชาตญาณเอาตัวรอดในระยะประชิด เงาดุจเจ้าป่าจึงได้กระโจนหลบเข้าข้างทาง…แต่มันก็ไม่คิดจะยอมแพ้ง่ายๆ เสียงเห่าที่ตามมา…เหมือนเสียงประกาศตัวเป็นคู่สงครามกับญี่ปุ่นอีกด้านอยู่ในขณะนี้

………

ตราบใดที่โลกยังมีแสงตะวัน

ตราบนั้น คาเงะเงาแห่งตนยังตามติดอยู่คู่กัน

ประกาศิตจากโลกชิโนบิ

……….

สายลมโชยเฉื่อยเบาๆ หอบกลิ่นของป่าดงดิบทางทิศตะวันตกมาพร้อมๆ กับความชื้นสูงที่นินจาเลือดผสมซามูไรอย่างมินาโมโต โคทาโร่ไม่คุ้นเคย เขาสัมผัสได้ถึงการโรยตัวของอากาศต่ำจนละเลียดไปกับใบหญ้าสีเขียวที่พื้นราบ ก่อนสายลมจะเชิดสูงดุจมังกรเหินหาวเหนือยอดไม้

(มันเย็นชื้นผิวกว่าป่าในหุบเขาอิงะที่ข้าคุ้นเคย) โคทาโร่คิดพลางกระชับดาบคาตานะมูโตที่เหน็บอยู่ข้างเอวอย่างไม่ประมาท

และในที่สุดขบวนรถเสบียงก็แล่นเข้าไปจอดในเขตโรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งตอนนี้มันถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นค่ายทหารญี่ปุ่น ไม่ต่างอะไรกับที่จังหวัดเพชรบุรี แต่ที่นี้มันใหญ่โตเอามากๆ เหมือนกับเป็นอีกจังหวัดหนึ่งของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

“วันนี้เราโชคดีที่ไม่มีการทิ้งระเบิดของพันธมิตร” ทหารที่นั่งมาด้วยพูดขึ้น โคทาโร่หันไปจ้องนิ่งๆ พร้อมกับพยักหน้ารับรู้ก่อนจะก้าวลงไปสมทบกับคนอื่นๆ

แดดสุดท้ายลับหายไปแล้ว คงเหลือเพียงแสงสะท้อนอาบท้องฟ้าสีเลือดทางทิศตะวันตกเท่านั้น ที่พอช่วยให้ทหารญี่ปุ่นบางส่วนที่ยังคงฝึกความพร้อมอยู่กลางสนามฟุตบอลให้พอมองเห็น สงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ และจะกินเวลาไปอีกนานแค่ไหนเกินจะคาดเดาได้ การฝึกที่หนักหน่วงจึงเสมือนเป็นทางรอดเดียวที่ทหารจากแดนไกลจะพอมีโอกาสได้กลับบ้าน…มันคืออีกเป้าหมายหนึ่งรองมาจากชัยชนะ ที่ทุกคนคิดว่าหอมหวาน…

“เป็นทางรอดเดียวซินะ…ที่จะมีโอกาสได้กลับบ้าน” ฮาราชิ จิโระแทรกลอยๆ สีหน้าของเขาจริงจังมากกว่าทุกๆ วัน มินาโมโต โคทาโร่พยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเดินนำไปยังกลุ่มทหารที่ยืนรอพวกเขาอยู่อีกฟากหนึ่ง

……….

สงคราม……………………………………ไม่มีใครปรารถนา

แต่มันก็ประทุขึ้น………………………………..เพราะศักดิ์ศรี

ศักดิ์ศรี…………………………………………..ที่หาตัวตนไม่เจอ

คืนฟ้ามืด……………………… เช้าตรู่ที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ตื่น

สวรรค์หยุดพักร้อน…………………ต้นเดือนธันวาคม1941

มันเป็นวันเดียวกับที่เปลวเพลิงจากขุมนรก…ลุกโชติช่วง

โดยมีเลือดสีแดงของผู้บริสุทธิ์…………..แทนน้ำมันเชื้อไฟ

ไฟกัลป์ที่แผดเผาทุกสิ่ง……………………..มันเป็นเรื่องเศร้า

แต่ได้ยินเสียงหัวเราะ หึๆ ปนออกมากับน้ำตาแห่งสงคราม

……….

 ทหารเวรเดินนำพวกเขาสู่ที่พักชั่วคราวด้านหลังอาคารเรียนสีขาว 2 ชั้น ที่ขณะนี้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นกองบัญชาการรบ สีหน้าที่เคร่งเครียดจนไม่เหลือความรู้สึกยินดีปรากฏให้เห็น บ่งบอกถึงสถานการณ์สงครามในเวลานี้ได้เป็นอย่างดี เขาเดินนำคนทั้ง 2 จนกระทั้งมาหยุดที่หน้าประตูบานหนึ่ง…เสียงฮาราชิ จิโระที่อยู่ด้านหลังก็ดังขึ้น

“เชลยจากเพชรบุรี ที่ถูกส่งตัวมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ตอนนี้พวกเขาไปอยู่ที่ไหน” โคทาโร่หันขวับ…เขาเห็นสีหน้าที่อยู่ในอารมณ์เดิมกำลังสำรวจฮาราชิ จิโระ…สักครู่เสียงพูดในสำเนียงตอนใต้แข็งๆ ก็ดังขึ้น

“พวกเขาถูกส่งต่อไปสถานีสร้างทางรถไฟในเขตป่าดิบตะวันตก…” เขาตอบ พร้อมกับยืนเป็นหินอยู่หน้าประตู

“ขอบใจเจ้ามาก” โคทาโร่เอ่อย่างรำคาญในท่าทาง

“เจอกันอีกหนึ่งชั่วโมง…เรือนครัวจะอยู่ถัดไปอีก 2 หลัง” เขาอธิบายและทำความเคารพตามแบบทหารให้คนทั้งคู่ ก่อนจะเดินกลับไปทางเดิม

“โคทาโร่…จะช่วยเขาจริงหรือ” ฮาราชิ จิโระถามหยั่งเชิงเพื่อน ทันทีที่อยู่กันตามลำพัง

“เขาบริสุทธิ์ จิโระคุง”โคทาโร่พูดเหมือนตัดสินใจไปแล้ว มันทำให้จิโระแอบยิ้มบางๆ ในขณะที่โคทาโร่หันหลังเอาเสื้อไปแขวนไว้อย่างง่ายๆ ที่ข้างฝา ก่อนจะล้มตัวนอนที่เตียงเหล็กฝั่งตรงข้าม

“หากเขารอด…ข้ายังมองไม่เห็นทางออกของความรัก…แต่ถ้าหากเขาตาย…”

“หยุด!…จิโระ…ข้าไม่ปรารถนาจะครอบครองนางด้วยวิธีนั้น” เป็นคำยืนยันที่ทำให้จิโระยิ้มได้กว้างขึ้น แต่ก็รีบหุบทันทีเมื่อสายตาของโคทาโร่หันกลับมา

“ข้าเพียงแต่….” จิโระพยายามจะแก้ต่าง แต่โคทาโร่ที่ล้มตัวลงนอนยกมือขึ้นห้ามไว้…

(โมกเป็นเพื่อนรักข้า…ขอบคุณโคทาโร่) เสียงสื่อจากความรู้สึกที่โคทาโร่ได้ยิน เขายิ้มนิดๆที่มุมปาก (โมกก็เพื่อนรักข้าเช่นกัน…)โคทาโร่ยืนยันกับความรู้สึกสุดท้ายก่อนจะผล็อยหลับไป

(โคทาโร่ ความรักจะปิดดวงตาชิโนบิให้มืดบอด คำสาปซามูไรจากหญิงที่มีดวงตาเป็นพิษจะสังหารเจ้า เจ้าไม่ได้ยินเสียงข้า เจ้าไม่ได้ยินในสิ่งที่ชิโนบิสมควรได้ยิน โคทาโร่คุง โคทาโร่!) ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับจากชายที่กำลังหลับลึก กระทั้งเสียงคำรามเบิกฟ้าดังกระหึ่มพร้อมๆกันทุกทิศทาง พื้นดินสั่นสะเทือนราวจะแยกออกจากกัน  มินาโมโต โคทาโร่ดีดตัวลุกไปหยิบเสื้อทหารมาสวมอย่างลวกๆ ก่อนจะกระโจนข้ามเตียงไปปลุกจิโระที่ยังหลับอยู่

“จิโระ จิโระ”

“ข้าพร้อม…ข้าพร้อมแล้ว”

ตูมๆ  ตูม! ตูมๆเสียงระเบิดจากเครื่องบินรบของฝ่ายพันธมิตรดังติดกันเป็นชุด โคทาโร่ติดดาบคาตานะก่อนจะคว้าปืนคู่กายวิ่งฝ่าเสียงระเบิดที่ดังไม่ขาดสายออกไป โดยมีฮาราชิ จิโระวิ่งตามหลังมาติดๆ แสงสว่างจากโคมไฟถูกดับพรึบลงพร้อมๆกัน เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นมาแทน การโจมตีพร้อมกันทุกทิศทาง ทำให้ทหารหลายคนวิ่งป่วนจนไม่รู้จะตั้งรับทางไหน  เครื่องบินของพันธมิตรกว่า 50 ลำกำลังโฉบมาทางทิศใต้ และอีกจำนวนหนึ่งก็เบิกฟ้าใกล้เข้ามาทางทิศตะวันตก แสงจากเส้นขอบฟ้าทำให้โคทาโร่มองเห็นลูกระเบิดสีดำที่ถูกปล่อยไล่ตามกันลงมาเป็นสายราวกับห่าฝน เหมือนหวังจะทำลายทุกสิ่งแม้กระทั้งชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่กำลังตื่นกลัววิ่งวนเป็นฝูงมดแตกรังอยู่ในขณะนั้น

                –ตูมๆ ตูม! ตูมๆ–แรงระเบิดไล่ขนานกันใกล้เข้ามาทุกด้าน มันทำลายทุกสิ่งที่อยู่ในรัศมี เสียงตระโกนเสียงร้องเรียกหาคนรักดังแข่งกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทหารญี่ปุ่นที่ยังไม่ทันระวังตัวก็วิ่งหนีเอาตัวรอดไม่ต่างอะไรกับคนไทยที่อยู่นอกค่าย ที่ยังมีสติอยู่บ้างก็จะใช้ปืนในมือยิงรัวเป็นตับๆใส่เครื่องบินบนฟ้าที่มืดมิดอย่างไร้เป้าหมาย

ไม่นานเสียงเครื่องบิน 2 กลุ่มแรกก็ค่อยๆดังไกลออกไป แต่กลุ่มควันและเปลวเพลิงยังอยู่ครบ  เสียงกรีดร้อง เสียงครวญครางของผู้บาดเจ็บเริ่มชัดเจนขึ้นมาแทนที่ ศพของทหารญี่ปุ่นและพลเรือนไทยนอนเกลื่อนเต็มถนน เลือดสีแดงในความมืดชโลมดินจนรู้สึกเปียกชุ่ม มินาโมโต โคทาโร่วิ่งเข้าไปตรวจดูทีละคนและช่วยเหล่าทหารนำร่างผู้บาดเจ็บ ไปรวมกันเอาไว้ในที่ที่คิดว่าปลอดภัย เพื่อจะให้แพทย์สนามทำงานง่ายขึ้น แสงสว่างจากไฟฉายที่มีอยู่ในมือต่างสาดส่องนำทางไปทุกทิศทุกทาง พวกเขาทำหน้าที่ของมนุษย์เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแข่งกับเวลาที่มีน้อยอย่างรีบเร่ง

เพียงไม่นานเสียงเครื่องบินระลอกใหม่อีกหลายสิบลำก็ส่งเสียงคำรามเบิกฟ้ามาทางทิศใต้

“ประจำแท่นเครื่องยิง” เสียงแม่ทัพดังขึ้นอย่างดุดัน โคทาโร่ทิ้งร่างพรางเอาไว้ 2 จุดก่อนจะวิ่งเข้าหาเครื่องยิงกระสุนที่อยู่ใกล้ที่สุด เขายกร่างของเพื่อนทหารที่ไร้วิญญาณออกให้พ้นรัศมีควบคุม ก่อนจะเล็งเป้าหมายด้วยดวงตาชิโนบิในแสงสีเขียวอมเหลืองที่ปรากฏชัดเจนในความมืด โดยหวังจะใช้มันระเบิดสิ่งที่บินใกล้เข้ามาให้แหลกเป็นจุล

“เข้ามาเลยเพื่อน…เข้ามา” เขาคำรามในลำคอ พร้อมกับกระพริบตาถี่ๆ ติดกันอีกหลายครั้งมันยิ่งกระจ่างชัดมากขึ้น จนเห็นรอยยิ้มเหี้ยมๆ ที่มุมปากฉายชัด

“โคทาโร่…” เสียงฮาราชิ จิโระเรียกมาจากด้านหลัง แต่เขาก็อาศัยแสงสีเขียวอมเหลืองปลดห้ามร็อกเตรียมยิงอัตโนมัติในนาทีเดียวกัน

“โคทาโร่ อยู่นี้เอง” จิโระทักตื่นๆ โคทาโร่พยักหน้าแต่ก็ไม่ยอมละสายตาไปจากฝูงบินนั้น

                ปังๆๆๆเสียงปืนจากที่ต่างๆและ...ตูม!ตูมตูม!ตูม!—เสียงระเบิดจากเครื่องบินที่เทความตายลงมาให้ ฮาราชิ จิโระเบิกตากว้างพร้อมกับกระหน่ำยิงด้วยปืนในมืออย่างไม่ยั้ง โคทาโร่เองก็กระหน่ำยิงอย่างที่ใจสั่งพอๆกัน

“โคทาโร่ เราต้องทิ้งฐานแล้ว…” จิโระตะโกนสุดเสียงเมื่อระเบิดไล่ใกล้เข้ามา — ตูมๆ  ตุมๆ— “โคทาโร่ โคทาโร่” เขากำชับแต่ก็ยังมีสติพอที่จะปล่อยห่ากระสุนในมือออกจากปลายกระบอกปืนใส่เป้าหมายที่ใกล้เข้ามา—ปังๆๆๆ—

การเอาตัวรอดจากลูกระเบิดเป็นสิ่งที่ง่ายดายสำหรับนินจาอย่างเขา “เจ้าไป…ไปเดี๋ยวนี้” โคทาโร่ประเมินน้ำหนักของเพื่อนแล้วออกคำสั่ง

“เจ้าไม่ไป ข้าก็ไม่ถอย…อ้าๆๆ”

“จิโระ เจ้าต้องไปเดี๋ยวนี้….ไป ไป” แต่จิโระก็ยังกระหน่ำยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดอย่างไม่เกรงกลัว

                –ตุม! ตูม! ตูม!แรงระเบิดวิ่งเป็นทางตรงใกล้เข้าหาฐานยิงมากขึ้น มากขึ้น —ตูม! ตุม! ตุม! ความลับกับมิตรภาพกำลังจะสังหารเขาแล้วรึนี้… “จิโระ..จิโระ…ไอ้บ้าเอ้ย!” ความตายใกล้เข้ามา ร่างพรางที่หวังจะฉุดร่างจริงให้พ้นรัศมีกลับถูกมิตรภาพบางๆมาขวางกั้น “บ้าเอ้ย จิโระ ข้าจะไม่ยอมทิ้งเพื่อนเป็นครั้งที่ 2” ภาพของโอสุเกะ นารุ กับยูกาว่า กุโบะที่ปราสาทฮันโตตามมาหลอกหลอน

–ปังๆๆ ปังๆๆลูกกระสุนของทั้งคู่ก็กระหน่ำยิงสวนกลับอย่างบ้าคลั่ง… — ตุม!แล้วทุกอย่างก็เงียบลง มินาโมโต โคทาโร่ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดอีกนอกจากเสียงความวังเวง แรงอัดอากาศส่งร่างของทั้ง 2 ลอยสูงขึ้นไปในความเวิ้งว้าง โคทาโร่อีก 2 ร่างเห็นประกายไฟและกลุ่มฝุ่นควันที่กระจายกันอยู่รอบๆ…

“จิโระคุง!…จิโระ”ร่างพรางวูบวาบเข้ามารวมกัน “จิโระ….นารุ กุโบะ….บ้าเอ้ยจิโระ ทำไมไม่ฟังข้า” เขาพยายาม แต่หูกลับไม่ได้ยินแม้กระทั้งเสียงตะโกนจากปากตัวเอง ความเงียบนิ่งครอบคลุมเข้าแล้ว แต่แสงเพลิงจากส่วนหางของเครื่องบิน 3 ลำ ที่ถูกจุดระเบิดด้วยมือของพวกเขากำลังถูกแรงโน้มถ่วงฉุดกระชากดำดิ่งลงสู่พื้นดินในมุม 45 องศา “จิโระ!…จิโระคุง” ห่างจากสองร่างของพวกเขาที่ยังหมุนคว้างอยู่กลางอากาศไม่เกิน 70 เมตร

บึ้ม!บึ้ม!บึ้ม!—เสียงเครื่องบินระเบิดยังคงเงียบกริบ แต่แสงเพลิงสีแดงที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ามาพร้อมๆ กับแรงอัดอากาศครั้งที่ 2 พาร่างของทั้งคู่ ลอยสูงขึ้นไปอีก “จิโระคุง…” เขาตะโกนด้วยเสียงทั้งหมดที่มี…แต่ก็ยังไม่ได้ยิน จนกระทั้งความรู้สึกบอกถึงแรงกระแทกอย่างแรงกับพื้นดิน ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ในเวลานั้นเหลืออยู่

“จิโระคุง…จิโระคุง” ไม่เป็นผล มีเพียงความรู้สึกทางผิวหนังที่สัมผัสถึงแรงอัดอากาศของระเบิดลูกแล้วลูกเล่าที่พอจะกระตุ่นให้รู้สึก “จิโระ…ข้าเคยทิ้งเพื่อนมาแล้วครั้งหนึ่ง สำหรับเจ้ามันบริสุทธิ์เกินที่ข้าจะทิ้งได้ จิโระ จิโระคุง” ประสาทสัมผัสของชิโนบิในตัวเหลือน้อยลงทุกขณะ ภาพทะเลเพลิงค่อยๆมัวหมอง…ภาพปราสาทฮันโตกำลังฉายขึ้นมาแทนที่ “นารุ กุโบะคุง ข้าขอโทษ” เป็นเสียงสุดท้ายที่มินาโมโต โคทาโร่พยายามจะเปล่งออกมา ในที่สุดทุกอย่างก็ดับวูบสู่สีดำ ไม่รู้จักสถานะใดๆ ไม่รู้จักความเงียบ และไม่แน่ใจว่านี้คือสวรรค์หรือนรก…

……….

โลกใบเล็กถูกแบ่งเป็นสองข้าง      อักษะค้านต้านพันธมิตรผิดใจหาย

พื้นพิภพจรดฟ้าดาราพราย                        ถูกแบ่งซ้ายขวาสิ้นถิ่นกูมึง

ด้าวแคว้นดินถิ่นแดนใดใคร่ยอมรับ   กลับไปปรับกลับดูตนให้พ้นหนี

การเรียนรู้จากสิ่งพ่ายใช่ยอมพลี                   ฉุดศักดิ์ศรีที่สูงล้ำให้ต่ำลง

อนาคตของลูกหลานสิการใหญ่         ปรองดองไว้โลกใบเล็กจักได้เห็น

สามัคคีที่เลอค่าจะได้เป็น                      ความร่มเย็นเป็นมรดกตกสู่ชน

 ……….

ถ้าศักดิ์ศรี…………………………..กินแล้วอิ่มท้อง

ความขัดแย้ง……………………ก็จะไม่เกิดขึ้น

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา7 ##

สมรภูมิปักษา6

สมรภูมิปักษา6อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา6

สมรภูมิปักษา6

เงาปิศาจ

“จันทร์หอม…จันทร์หอม” เสียงเรียกเบาๆ ของชายหญิงดังสลับกันไปมาที่เชิงบันได ในขณะที่จันทร์หอมกำลังจะดับไฟเข้านอน

“ใคร ใครนะ” นางแข็งใจตะโกนถามทั้งๆ ที่ยังหวาดระแวง แต่ก็บังคับน้ำเสียงให้เข้มแข็งสมกับเป็นหัวหน้าครอบครัวในยามที่สามีถูกจับไปเป็นเชลยสงคราม…

“ข้าเอง ขามกับมยุรี เรามีเรื่องสำคัญจะบอก” เสียงตอบกลับมาทำให้ลมหายใจของนางโล่งเบาขึ้น นางละแขนออกจากหัวของลูกสาวที่ใช้หนุนต่างหมอนจนหลับและกระชับผ้าห่มให้บุตรสาวก่อนจะคว้าตะเตียงน้ำมันเดินออกมาจากห้อง

“มีอะไรพี่…มาค่ำๆ มืดๆ” จันทร์หอมถามด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งติดคอ แต่ก็พยายามจะเข้มแข็งให้มากที่สุดเช่นเคย ทั้ง 3 นั่งลงกับพื้นระเบียง มยุรีสาวม่ายวัยเดียวกับนางรีบกระเถิบเข้าไปใกล้ๆจนเกือบชิดเหมือนจะบอกอะไรบางอย่างที่เป็นความลับ แต่ขามก็แทรกขึ้นก่อน

“พวกข้ามีเรื่องสำคัญบอก” เขาเว้นจังหวะและขยับเข้าใกล้ๆทั้ง 2 อีก จันทร์หอมรู้สึกเย็นวาบขึ้นทันที แต่นางก็พยายามจิกมือกับแผ่นพื้นเอาไว้แน่น

“นายทหารที่ชื่อ มินา…มินา โ มโต เอ่อ โค…โร ที่พวกเจ้าสนิทสนมกันอยู่นั้นแหละ” ขามพูดช้าๆ ยิ่งทำให้จันทร์หอมรู้สึกโหวงเหวงหน่วงลึกเข้าไปอีก นางสูดอากาศเข้าจนเต็มปอดค้างไว้ ก่อนจะผ่อนมันออกมาช้าๆ “นาย มินาโมโต โคทาโร่…มีอะไรหรือ พี่ขาม”

“ให้ฉันเล่าดีกว่า…เอ็งต้องทำใจดีไว้นะคือเรารู้มาว่าที่นายโคทาโร่ไม่พยายามจะช่วยโมกนั้นก็เพราะว่า…เอ่อ เพราะว่าเขาแอบชอบเอ็งอยู่…”

“หา!…อะไรนะพี่…ไม่…เป็นไปไม่ได้” จันทร์หอมอุทานปฏิเสธ

“เขาไม่ช่วยผัวเอ็งตั้งแต่แรก ก็เพราะเขาหวังในตัวเอ็ง…” ขามเสริมต่อในความหมายเดียวกัน เวลานี้ความรู้สึกหวิวๆ หวาดๆ…กำลังจะทำให้นางควบคุมตัวเองไม่ได้

“พรุ่งนี้นายโคทาโร่ อะไรนั้น จะไปตามผัวเอ็งที่กาญจนบุรี ข้าเกรงว่า…เขาจะไม่ปล่อยให้ไอ้โมกกลับมา” มยุรีพูดอย่างเกรงๆในที แต่ก็ใช้อีกมือโอบกระชับจันทร์หอมเอาไว้

“ไม่…โคทาโร่ ไม่ใช่คนอย่างนั้น เขาจะไปช่วยพี่โมก” จันทร์รีบแก้ต่างตามที่ตนเองรู้สึก

“เราก็ภาวนาขอให้มันเป็นอย่างนั้น…เอ็งต้องใจเย็นๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก คืนนี้มยุรีจะมานอนเป็นเพื่อน” ขามบอกพลางใช้มือดับแสงตะเกียง “ข้ารู้สึกเหมือนมีคนกำลังจ้องเราอยู่” ขามพูดต่อในท่าทีหวาดๆ ตาก็มองซ้ายทีขวาที จนจันทร์หอมและมยุรีที่นั่งอยู่ติดกันพลอยเป็นไปด้าย

“จริงหรือพี่ขาม” มยุรีถามเสียงสั่น

“อย่าถามอะไรตอนนี้” ขามกระซิบ “พวกเอ็งเข้านอนได้แล้ว ข้าก็จะรีบกลับเช่นกัน” แต่จันทร์หอมก็ยังนิ่ง…นางเริ่มกลัวแต่เรื่องราวของโคทาโร่ก็แวบเข้ามาในหัวจนไม่อาจหยุดคิดได้ง่ายๆ

“เจ้าไม่จำเป็นต้องเชื่อพวกข้าตอนนี้ มยุรีรีบพาจันทร์หอมเข้าห้องได้แล้ว ข้าจะได้ไปเสียที” ขามกำชับอย่างไม่ไว้ใจกับความมืด

“เออ…ระวังตัวด้วยนะพี่” มยุรีบอกส่งและหันไปสะกิดจันทร์หอมอีกคน “จันทร์หอม…”

“ขอบคุณนะพี่” จันทร์หอมพูดและขามก็เร่งเดินลงบันไดไปเงียบๆ เขาหายไปตามทางเดินเล็กๆเลียบแม่น้ำเพชรบุรี…สักครู่เสียงวิ่งด้วยความเร็วสูงก็ฟ้องทั้ง 2 ให้ต้องรีบเข้าไปภายในห้องนอนด้วยความตื่นกลัวพอกัน…

……….

อีกมุมหนึ่ง

                #หึๆ หูเบา…ใช้ได้ทีเดียว หึๆ ฮาๆ…# น้ำเสียงและภาษาที่ไม่คุ้นหูดังออกมาจากความมืด มันแผ่วเบาเสียจนคล้ายเป็นส่วนหนึ่งของเสียงลำไผ่เบียดกอ “ฮึๆ…” แต่เสียงหัวเราะครั้งหลังสุดมันชัดเจนโดดออกมาจากทุกๆ สรรพเสียง…เหมือนจะดังขึ้นที่ปลายต้นไม้สูงที่กำลังสั่นไหวทางทิศตะวันตก “ฮาๆ…” และค่อยๆ ดังไกลออกไปเรื่อยๆ…ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

……….

เช้ามืดวันต่อมา

ที่ค่ายทหารญี่ปุ่นจังหวัดเพชรบุรี มินาโมโต โคทาโร่ พาความสับสนออกจากร่างที่ยังนั่งจมอยู่กับกองเอกสารตรงหน้า เขาไม่ลืมที่พรางร่างที่เพิ่งแยกออกมาเดินออกไปหยุดนิ่งที่ริมระเบียงชั้น 2 อย่างคนกำลังคิดไม่ตก จนแววตากังวลตกอยู่ที่พื้น สักครู่ร่างพรางพร้อมกับดาบคาตานะ มูโตก็ลอยสูง เขาโผข้ามหลังคาโรงครัว กดปลายเท้าส่งต่อที่สันหลังคาอาคารเรือนเพาะชำและอีกครั้งที่ยอดต้นมะปราง ไล่ไปตามยอดไม้จนลับหายออกไปนอกค่าย

(ข้าคิดถึงบ้าน คิดถึงคาโกคุมะ คิดถึงซากุระ  คิดถึงเพลงดาบซามูไรที่เทียวบรรเลงรอบแล้วรอบเล่าใต้เงาต้นสนมซึ คิดถึงเจ้ากิเบะ ม้าสีน้ำตาลทองตัวใหญ่ ที่ข้าเห็นน้ำตาของมันครั้งแรกในวันสุดท้ายที่ข้าจากมา ท่านพ่อข้าคิดถึงท่าน) มินาโมโต โคทาโร่ยืนพร่ำพรรณนาผ่านเสียงสื่อ ในขณะที่ใจกำลังสับสนหน่วงลึกเจ็บช้ำๆอยู่กับผู้หญิงที่ชื่อจันทร์หอม ฝ่าเท้าติดนิ่งท้าสายลมอยู่เหนือยอดตาลโตนดสูง เขาปล่อยให้คืนร่างกลับดังเดิมเพื่อเฝ้ารับแสงอรุณทางทิศตะวันออก  มันอาจจะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ท่วมกลางดงตาลแห่งนี้  มรดกจากบรรพบุรุษนินจาช่วยพยุงร่างที่หนักอึ้งของเขาบนใบตาลที่แผ่รูปพัดได้อย่างสบาย…

ไม่นานนักแสงแรกที่โหยหาก็ไต่ระดับขึ้นมาจากเงามืด มันสว่างขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาชิโนบิที่ใช้นำทางออกมาจากค่ายทหารก็กระพริบถี่ๆติดกันหลายครั้งเพื่อปรับลดแสงสีเขียวอมเหลืองเข้าสู่เฉดปกติ  เขาทิ้งจังหวะรอจนแสงสีแดงส้มลามกรีบเมฆ มันค่อยๆเปลี่ยน เป็นสีอำพันสาดลำแสงดุจท่ออากาศจากสวรรค์มากระทบกับตัวเขา เสียงนกกาที่จับคอนหลับอยู่ตามกิ่งไม้ใกล้ๆ เริ่มส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ประหนึ่งพวกมันกำลังส่งสัญญาณปลุกกันและกัน สักพักปีกทั้ง 2 ข้างที่ปกคลุมไปด้วยขนบางๆ ก็เริ่มขยับ  พวกมันโปกสะบัดไปมาหลายครั้งเหมือนสะลัดน้ำค้างในคืนหนาวให้หมด ก่อนตัวใหญ่ที่เป็นหัวหน้าฝูงจะออกบินนำล้อแสงแรกและตัวอื่นๆก็ล่อนถลาตามออกไปติดๆ  บางตัวเหินไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนจะทิ้งดิ่งพุ่งสู่แรงโน้มถ่วง มันสะบัดปีกพรึบเดียวทิศทางสู่ความตายก็เปลี่ยนเหินขึ้นสู่ลมบน…และสิ่งนั้นเองที่เพิ่มความเจ็บปวดให้กับซามูไรหนุ่มจากคาโกคุมะให้เจ็บปวดช้ำยิ่งขึ้น

“ความสุขของพวกเจ้าช่างหาได้ง่ายซะเหลือเกิน” โคทาโร่พึมพำ เขาดึงดาบคาตานะที่เหน็บอยู่ข้างลำตัวขึ้นมาพิจารณาตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่ด้ามจับประสานเข้ากับดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยพ้นยอดไม้ ยิ่งสูงเท่าไรมันก็ยิ่งทำให้ตราสัญลักษณ์สะท้อนความทรงจำกับตราสัญลักษณ์อีกดวงที่ลอยเด่นอยู่เหนือผนังด้านหน้าประตูทางเข้าห้องลับที่ปราสาทมินาโมโตได้ชัดเจนมากขึ้น เขาสูดลมหายใจเข้าสู่ปอดจนฝ่าเท้าที่แตะใบตาลลอยสูงขึ้นและมันก็ค่อยๆ ลดระดับลงสู่จุดเดิมเมื่อลมหายใจถูกปล่อยทิ้งออกไป

(คืนสุดท้ายที่บ้านมินาโมโต ข้าเห็นแสงจากดวงโคมสะท้อนปีกทั้งสองข้างของนกกระเรียนขยับขึ้นลงอยู่กลางดวงอาทิตย์สีแดง จนคล้ายมันจะกลับมีชีวิต) เขาขบคิดเทียบกับภาพฝูงนกกับดวงอาทิตย์ในเวลานี้  “คงจะเป็นเพราะเจ้าซินะ ที่ได้นำทางข้าสู่มหาสงครามเอเชียบูรพาที่นี้ และนำทางให้ข้ามาพบกับความรัก…หึๆ ความรักกลางสนามรบเฉกเช่นเดียวกับท่านพ่อ…” เขาพึมพำหลุดเป็นเสียงเบาๆ…

(ข้าไม่มีอะไรมาจากคาโกคุมะ นอกจากมูโต เจ้าเป็นสิ่งเดียวที่ใช้แทนความคิดถึง เป็นที่พึ่งทางใจยามเมื่อข้าสับสน และเป็นสิ่งเดียวที่ข้าใช้แทนเข็มทิศชีวิตชี้นำอนาคตที่ข้าไม่เห็นทางออก) เขาเทียวลูบไล้ที่ด้ามจับหนังปลากระเบนไปมา ก่อนจะเก็บมันเข้าที่เดิมทันทีที่ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้น

(กระเรียนจากบ้านมินาโมโตแห่งเมืองคาโกคุมะ ทางทิศเหนือของ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นกำลังสยายปีกทั้งสองข้างโบยบินล้อกับแสงแรกเหนือดงตาลเมืองเพชรบุรีทางทิศใต้ของกรุงเทพฯประเทศไทย ข้าช่างเป็นความเหมือนที่แตกต่าง…ดุจมองเหรียญประจำตระกูลผ่านกระจกเงาโดยแท้) โคทาโร่คิดไปเรื่อย แต่สิ่งที่อยู่ในใจมาตลอด 2 คืนก็สำแดงฤทธิ์

“…จันทร์หอมเจ้ารู้ไหมว่าทุกเสียงเต้นของหัวใจ มีแต่ชื่อของเจ้า…มันเทียวเรียกชื่อเจ้ามากกว่า 90 ครั้งต่อนาที” โคทาโร่ตะโกนจนสุดกลั้น เหมือนอยากจะให้อีกคนในบ้านที่เขาเห็นเพียงหลังคาสีสนิมที่ขอบทุ่งหลังแนวกอไผ่ที่ไกลสุดสายตาได้ยิน “ข้าเจอนางช้าไป…ท่านพ่อข้าเจอนางช้าไปจริงๆ”

………..

อาบอรุณรุ่งลามข้ามแผ่นฟ้า

ช่อมาลาชบาบางกางรับแสง

หมู่ภมรมวลผีเสื้อเมื่อแมลง

ขยับปีกจ้องแสงท้าถลาลม

ชวนเจ้าเอยหวังเชยชิดเสน่หา

ปองมาลาหากลิ่นแก้วตามเกสร

หวานน้ำผึ่งหวังกลีบลิ้มรสลอง

พลางเพียงจองมองมาลีที่หมายเชย

 .………

                พิษรักใยทำให้ข้าทรมานเช่นนี้ จันทร์หอม…

……….

ความรัก……………….สังหารขุนศึก

มิใช่…………………..สงคราม 10 ทิศ

มินาโมโต โคทาโร่

……….

ความหวังสุดท้าย

“พ่อนาย…พ่อนาย…ไม่ไปได้ไหม” เสียงเด็กหญิงวัย 6 ขวบยืนถือลูกจันทร์สีเหลืองทอง วิงวอนนายทหารญี่ปุ่นที่ลานโล่งหน้าค่ายทหารด้วยดวงตาที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา เธอพยายามจะยิ้มในขณะที่ริมฝีปากแนบสนิทเป็นเส้นตรง มินาโมโต โคทาโร่ทรุดนั่งข้างๆ พร้อมกับดึงเธอเข้ามากอดแทนคำปลอบโยนที่ยังนึกไม่ออก เขาอุ้มเธอและส่งยิ้มในแบบของเขา เธอเบะหน้าเหมือนจะระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมา เพียงเท่านั้นมือของจันทร์หอมก็กระชากตัวเธอกลับคืน

“แม่ไม่อนุญาตให้ร้องไห้อีกแล้ว เรไร…พ่อจะต้องกลับมา” จันทร์หอมดุเสียงแข็ง แต่โคทาโร่ก็ดูออกว่านางกำลังพยายามจะเข้มแข็งให้ลูกสาวเห็น หรืออาจจะกระทบกระเทียบใครบางคน ซึ่งอาจจะเป็นเขาในเวลานี้

(อะนะทะโอะ โอฌิเทะอิมะซึ…ข้าอยากจะเอ่ยคำๆ นี้กับเจ้า) โคทาโร่คิดอย่างนั้นและจงใจส่งมันผ่านสายตาให้ไปถึงจันทร์หอม นางจ้องเขานิ่งๆ แต่คนที่สะดุ้งหน้าเสียจนดูหมองลงไปกลับเป็นหมอไอซึเกะ เรียวตะ ที่ยืนอยู่คู่กับฮาราชิ จิโระอยู่ด้านหลัง

“ข้า…ข้าจะดูแลนางให้เอง คุณชาย…ไม่ต้องเป็น เป็นห่วง” ไอซึเกะ เรียวตะ รีบรับปากและหันหน้าหนีไปทางอื่น โคทาโร่พยักหน้าขอบคุณ… “เที่ยวนี้ ข้าให้ฮาราชิ จิโระไปเป็นเพื่อน” ไอซึเกะ เรียวตะพูดต่อ และก็หลบสายตาของโคทาโร่ไปอีกเช่นเคย

“ข้าขอไปเองแหละ…” จิโระหักหน้าเรียวตะพลางมองเพื่อนทั้ง 2 สลับกันไปมา อย่างไม่เข้าใจในท่าที

(คุณชายจะทำให้ข้าหลับ…) เรียวตะพยายามเบี่ยงเบนความรู้สึกที่แท้จริงเพื่อมิให้โคทาโร่รู้ทัน

(ข้าจะไม่ทำอย่างนั้น เพียงแต่ข้ากำลังสงสัยในความผิดหวังที่ฉายออกมาของเจ้า)

(คุณชายแปลความหมายของมันผิดแล้วละ) เรียวตะโต้กลับ พร้อมกับฝืนยิ้มในแบบของเขาให้เพื่อน

(ฝากดูแลนาง…ที่เสมือนหัวใจของข้าด้วย) โคทาโร่สั่งด้วยเสียงสื่อ เขาหันหลังเดินไปขึ้นรถขนเสบียงที่จอดพร้อมอยู่แล้ว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นได้เล่นงานเรียวตะเข้าให้แล้วจริงๆ…

(ข้าเป็นชายและวันนี้ข้าก็เป็นทหารขององค์จักรพรรดิ ข้าไม่มีสิทธิ์ในความรู้สึกนี้…ข้าไม่มีสิทธิ์ในความรู้สึกเยี่ยงนี้) เรียวตะเบือนหน้าหลบมุมเพื่อสกัดกั้นความรู้สึกของตัวเองให้อยู่…

“นาย…โค ทา โร่ ช่วยพี่โมกด้วย” จันทร์หอมหยิบลูกจันทร์สีเหลืองทองในมือของเรไร แล้วเดินรี่เข้าไปส่งให้ “พี่โมก คือทุกอย่างของฉัน…” นางพูดต่อและเว้นวรรคถ่ายเทความรู้สึกจากดวงตาสู่ดวงตาอีกคู่ ได้โปรดอย่าฆ่าพี่โมก…อย่าฆ่าลมหายใจของฉัน…โคทาโร่เป็นเสียงสุดท้ายที่ติดเอาความเจ็บปวดมาด้วย…โคทาโร่ปิดตาสู่สีดำอยู่นาน…มันบาดลึกเข้าไปข้างในจนเกินจะทนไหวแล้วเวลานี้

………..

ฝุ่นดินคลุ้งฟุ้งดั่งม่านพรางกั้นหลัง

เห็นเงารางร่างของนางค่อยจางหาย

เสียงของเจ้าเฝ้าหลอนหลอกบอกมิคลาย

ใจสลายมลายลับไปกับเงา

โอ้เชยแท้แม่ดอกแรกตะแบกป่า

ช่อมาลามาเด่นบานยามใบร่วง

พร่างชูช่อชมพู-ขาวพราวเป็นพวง

เปลี่ยนอมม่วงสรวลเป็นเศร้ายามเจ้าโรย

……….

“ความรัก สังหารขุนศึก โคทาโร่ มิใช่ สงคราม 10 ทิศ…ทำใจให้ลืมนางซะ” ฮาราชิ จิโระพูดจริงจังกว่าทุกวัน…และเป็นครั้งแรกที่ดวงตาของเขาฉายแววความฉลาดเฉียบแหลมออกมาให้เพื่อนเห็น โคทาโร่นิ่ง ความรู้สึกหน่วงลึกยังติดแน่นอยู่ข้างใน จนยากที่จะทำใจได้…

(ได้โปรดอย่างฆ่าพี่โมก) เป็นเสียงวิงวอนของจันทร์หอมที่แวบเข้าถึง “ไม่!…ข้าจะไม่ฉวยโอกาสนั้น…เขาเป็นเพื่อนข้าเป็นเพื่อนที่แสนซื่อ…เขามิได้ทำอะไรผิด…”

……….

มิตรแท้…………………….มิใช่ทอง

ที่ต้อง……………………….พิสูจน์ไฟ

โมก ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา6 ##

สมรภูมิปักษา5

สมรภูมิปักษา5อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา5

สมรภูมิปักษา5

อีกมุมหนึ่ง

“คุณชาย…คุณชายข้าร้อนใจ” เสียงเรียวตะดังขึ้นที่ร่างพรางของโคทาโร่ในห้องทำงาน เขารีบสลับร่างกลับไปและพาอีกร่างสะกดรอยตามคนทั้งสามไปห่างๆ

“มีอะไรเรียวตะ…อ้าว!จิโระคุง เจ้าไม่ได้ออกไปขนเสบียงกับคนอื่นด้วยรึ” โคทาโร่ขมวดคิ้วถาม ทันทีที่เห็นจิโระเดินตามหลังเรียวตะเข้ามาด้วย

“คืนนี้ข้าสลับหน้าที่กับโอจิ…ที่ต้องไปส่งจดหมาย”

“ข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่อง…จิตพิรุธข้าบอกอย่างนั้น” เรียวตะแทรกขึ้นอย่างคนร้อนใจ

“ใจเย็น เดี๋ยวข้าไปดูเอง…พวกเจ้าอยู่ที่นี้รอคำสั่ง” โคทาโร่พูดเร็วพร้อมๆ กับลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเร่งฝีเท้าออกจากห้องพอพ้นสายตา เขาก็ดีดร่างพรางนั้นหายเข้าไปในความมืดทันที

“เดี๋ยวก่อน…ข้าไปด้วย” จิโระและเรียวตะพูดขึ้นพร้อมกันแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว

“นี้คือคำสั่ง เพิ่มยามรักษาการโดยรอบ แล้วข้าจะรีบกลับมา” เสียงของโคทาโร่ดังออกมาจากที่ไหนสักแห่ง

“อ้าว!…โคทาโร่ ไปไหนแล้วละ” จิโระอุทานด้วยความแปลกใจ

“นี้คือสงคราม อย่างสงสัยอะไรให้มาก ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุด ก็พอ” เรียวตะสมทบอย่างขึงขังอีกคน

“ครับผม” จิโระรับและเดินแยกไปอย่างเกรงๆ

(คุณชายมินาโมโต จะตายเพราะผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอันขาด) เรียวตะให้คำมั่นกับตัวเอง แววที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดกำลังฉายอย่างที่ตั้งใจออกมา (ข้าไม่เข้าใจตัวเอง…คุณชายข้าไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไม?) นาทีเดียวกันเสียงสื่อที่โคทาโร่เผลอหลุดก็แววเข้ามาในหัว

(หากโมกตาย…ข้าก็มีโอกาส)

“คุณชาย!”

……….

และอีกมุมหนึ่ง

โคทาโร่ไม่เสี่ยงกับเสียงฝีเท้าที่เดินย้ำน้ำฝน แต่เขาดีดตัวข้ามตันไม้ตามไปห่าง

“เร่งเข้า…เร็วๆ” นานๆ ครั้งเสียงขู่กระโชกจะดังขึ้น และดูเหมือนแผ่นหลังของจันทร์หอมจะแอ่นเพราะคมมีดที่จ่ออยู่ทุกครั้ง โคทาโร่กัดฟันแน่นพร้อมกับดีดตัวพาร่างที่ไม่ต่างอะไรกับไอน้ำข้ามพุ่มไม้เตี้ยอ้อมไปอีกด้านที่สามารถเห็นคนทั้ง 3 ชัดเจนขึ้น แต่อีกร่างของนายทหารญี่ปุ่นก็พุ่งตามเขามาติด ไม่มีเสียงดังเกินสายฝนที่กำลังกระชากปลายไผ่ โคทาโร่พุ่งตัวตามจันทร์หอมไปข้างหน้า แต่ก็ดูเหมือนจะช้ากว่าอีกร่างในเงามืด มันกระโจนเข้าใส่เขาดุจเสือกระหายตะปบเหยื่อ แต่อยู่ๆ ร่างทั้ง 2 ก็รวมกันเป็นหนึ่งเดียว “จันทร์หอม…อดทนไว้จันทร์หอม” เขาพึมพำด้วยอารมณ์เดียวกัน

“ให้เร็วกว่านี้…ชิ!…มึงก็อย่าร้องไห้มากนัก กูรำคาญ” เสียงชายคนดังกล่าวหันไปตวาดใส่เรไร จนความกลัวบังคับให้เธอเงียบ เขาใช้มีดบังคับจันทร์หอมให้เดินลัดพุ่มไม้เตี้ยๆเพื่อออกสู่ถนนลูกรังที่เวลานี้ไม่ต่างอะไรกับบ่อโคลนสีแดง รอยเท้าใหม่ๆ ไม่ต่ำกว่า 30 คนมุ่งตรงไปทิศเดียวกัน มันบอกบางอย่างว่าข้างหน้ากำลังมีสิ่งไม่ปกติ โคทาโร่ดีดตัวอ้อมแนวก่อไผ่ กะระยะให้เข้าใกล้พวกเขาให้มากที่สุด และแล้วเสียงกรีดร้องของจันทร์หอมที่เสียดแทงหัวใจก็ดังขึ้น…“พี่โมก!…”

โคทาโร่ไม่รอช้าเขาอาศัยลมพายุที่กำลังหมุนเป็นวงกลมหอบร่างเขาลอยข้ามยอดไม้ตรงเข้าไปหา ทันทีที่ภาพในแสงสีเขียวอมเหลืองปรากฏกลางสายฝน ศพของทหารญี่ปุ่นที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณก็ปรากฏให้เห็น  โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์อีกจำนวนหนึ่งกำลังจับโมกมัดมือไขว่หลังนั่งติดกับรถบรรทุกที่มีเสบียงอยู่เต็มคัน เขาอยู่ในสภาพที่อิดโรยจากการถูกทำร้ายอย่างสะบักสะบอม

“พี่โมก!” …มีเลือดสดๆ อาบไปทั่วทั้งใบหน้า เสียงจันทร์หอมสั่นเครือและดังขึ้นไปอีก

“จันทร์หอม…เรไร…” แต่เสียงของโมกกลับเบาสนิท

“พี่อย่าทำอะไรเมียกับลูกข้าเลยนะ” โมกหันไปขอร้องกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนค้ำหัวพลางพยักหน้าอ้อนวอนไล่ไปทีละคน

“พวกกูมีทางเลือกให้มึงทางเดียว…นั้นก็คือเลิกเป็นขี้ข้าไอ้ยุ่นซะ แล้วเอาความซื่อของมึงมาช่วยพวกกู…ไม่อย่างนั้นมึงพ่อ แม่ ลูกก็จะกลายเป็นศพ…ถุย!…” มันถ่มน้ำลายใส่โมกอย่างโสโครก “ไอ้ขี้ข้า…”

“เป็นศพของคนทรยศต่อประเทศชาติ…” อีกคนแทรกตาม

“มึงอยากให้มันเป็นอย่างนั้นรึ…” และอีกคนก็เดินเข้ามากระชากผมของจันทร์หอมพร้อมกับเอามีดปลายแหลมจ่อที่ลำคอ สติของโคทาโร่แทบจะขาดผึง

“อย่าพี่…ข้ายอมแล้ว…ข้ายอมแล้ว” แต่เสียงของโมกแผดร้องเรียกสติเขาเอาไว้ “พี่โมก…” ทันทีที่ชายคนดังกล่าวปล่อย จันทร์หอมก็โผเข้าไปกอดสามีแน่น

“ก็เท่านั้น…ชิ!…ทำดีต่อประเทศชาติต้องให้ออกแรงบังคับ…ไอ้พวกขี้ข้า” เขาสบถเผยอลิมฝีปากสูง “ถุ้ย!…ฮึๆ” มันถ่มน้ำลายใส่อีกรอบ แสงจากฟ้าแลบสว่างวาบเป็นช่วงๆ สะท้อนให้เห็นรอยยิ้มที่สะใจของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบๆ อย่างชัดเจน “ฮาๆๆๆๆ”

“ขนของลงจากรถให้หมด เราจะบุกเข้าไปในค่ายแล้วเผามันให้สิ้นซากในคืนนี้…ฮาๆ…ฮาๆ” เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน “ฮาๆ….” แต่เสียงฟ้าคำรามที่ไล่มาจากทิศใต้ข้ามไปจรดทิศเหนือก็กลบเสียงสะใจแบบเหี้ยมๆ ของพวกมันไปจนหมดสิ้น

หลังจากนั้นคนอีกกลุ่มที่นั่งรออยู่รอบๆ ก็เข้ามาช่วยกันขนเสบียงลงจากรถแล้วทยอยหายไปข้างทาง อีกกลุ่มหนึ่งก็จัดการเปลี่ยนชุดกับร่างไร้วิญญาณของทหารญี่ปุ่น เสร็จสรรพพวกเขาก็ช่วยกันลากศพทหารเหล่านั้นหายเข้าไปอีก

“ไป…ได้เวลากลับค่ายแล้วพวก” ทหารญี่ปุ่นตัวปลอมเดินเข้ามาฉุดโมกให้ลุกขึ้น พร้อมกับลากเขาไปนั่งคู่กับคนขับที่ด้านหน้า จันทร์หอมได้แต่ยืนอุ้มเรไรสะอื้อเป็นพักๆ อยู่กับที่

“ถ้ามึงปากโป้ง…พ่อแม่ลูกจะกลายเป็นผีเฝ้าทุ่ง…จำข้อตกลงนี้ให้ขึ้นใจ” อีกคนขู่ก่อนจะเดินไปขึ้นรถที่กำลังแล่นลุยโคลนฝ่าสายฝนไปอย่างช้าๆ  จนกระทั้งแสงสีขาวจากไฟรถหายลับมุมโค้งต้นอินทนิล กลุ่มชายอีกกลุ่มก็หายเข้าป่าละเมาะพร้อมกับเสบียง แต่จันทร์หอมก็ยังยืนอุ้มเรไรอยู่ที่เดิม นางก้าวขาไม่ออกและคิดไม่ตก นางควรจะเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังกันแน่ “พี่โมก” เสียงของนางรำพึงรำพัน โคทาโร่กระโจนเข้าไปหยุดในระยะแค่มือเอื้อมถึง เขาประคองร่างของจันทร์หอมอีกมือหนึ่งก็ใช้มันปิดปากของนางเอาไว้ แววตาที่เป็นมรดกมาจากนินจาก็หยุดเสียงร้องของเรไรเอาไว้ได้ทัน

“จันทร์หอม…นี้ ข้า เอง โคทาโร่…โคทาโร่   อย่า เอะ ไป” นางดิ้นขัดขื่นเล็กน้อยแต่เมื่อรู้ว่าเป็นเขา นางก็พยักหน้ารับ

“นาย…ช่วยพี่โมกด้วย…” นางพร่ำไม่หยุดที่ได้สติ โคทาโร่ปล่อยมือ พยักหน้ารับหลายครั้ง  (หากโมกตาย ข้าก็มีโอกาส) แต่ก็ห้ามความคิดแวบหนึ่งของตัวเองไม่ได้ในเวลานั้น

“ตามข้ามา…” เขากระซิบก่อนจะเดินนำพวกนางตามรถขนเสบียงไปห่างๆ “เรไรจะไม่ร้องไห้อีก” โคทาโร่บอกพร้อมกับมองหน้าเด็กน้อยเพื่อสำรวจ จันทร์หอมพยักหน้าอย่างไม่เหลือทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ จนกระทั้งรถเสบียงที่ว่างเปล่ามาถึงหน้าค่าย ทหารที่เข้าเวรอยู่ก็สาดแสงไฟสปอร์ตไลท์ใส่รถของพวกเขา ทหารกว่า 20 คนที่ยืนอยู่ต่างถือไฟฉายเดินเข้ามาสำรวจอย่างรีบเร่ง   โคทาโร่เห็นหนึ่งในจำนวนทหารญี่ปุ่นปลอมพูดตอบเป็นภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่ว

(มันต้องเป็นคนญี่ปุ่นแน่ๆ) โคทาโร่ตั้งข้อสังเกต แต่เสียงของจันทร์หอมก็แทรกขึ้นทางด้านหลัง “พวกนั้น…เป็นพ่อค้าที่เคยค้าขายกับคนญี่ปุ่นก่อนสงคราม”

(เรียวตะคุง…เตรียมทหารคุมเชิงจนกว่ารถเสบียงจะเข้าถึงคลังเก็บ) โคทาโร่สื่อเสียงไปบอก

(ข้าพร้อมแล้ว)เสียงสื่อจากเรียวตะตอบกลับขมๆ…โคทาโร่แยกร่างพรางบางๆ ออกจากร่างที่ยืนอยู่ เพื่อไม่ให้จันทร์หอมเห็น เขาใช้ร่างพร่างโปร่งๆ กระโจนข้ามรถขนเสบียงเข้าไปด้านใน จนเกิดอุโมงน้ำฝนเป็นทางยาว “เจ้านิ่งๆ ไว้ก่อน…” อีกร่างหนึ่งของโคทาโร่ก็กำชับ

“ฝนตกหนัก…..ทางปิดพวกข้าไปเอาเสบียงไม่ได้” เสียงพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่วดังขึ้นอีก

“ไม่ได้เด็ดขาด เพราะเรือส่งเสบียงจะจอดเทียบท่าได้ไม่เกิน 5 ชั่วโมง” ทหารยามแจ้งเสียงดัง

“เราต้องเข้าไปเอาน้ำมันเพิ่มเติม” ทหารญี่ปุ่นปลอมพูดต่อ ทหารยามสาดแสงไฟฉายมาที่โมก และใบหน้าที่ขึงขังก็พยักหน้าต่อกันเป็นทอดๆ

“ไปได้…แต่พวกเจ้าต้องรีบตามให้ทันคันอื่นๆ” และเสียงจากสวรรค์ก็ดังขึ้น ในที่สุดรถคันนั้นก็แล่นผ่านเข้าไปข้างในได้อย่างง่ายดาย

………..

แต่เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าคลังเก็บ

                หยุด!” เสียงฮาราชิ จิโระก็ดังขึ้นพร้อมๆกับปลายกระบอกปืนของทหารญี่ปุ่นกว่า 50 นาย พวกเขาถูกจับแล้ว

……….

แต่อีกคนหนึ่ง

“คุณชายข้านึกไม่ถึงว่าจะตัดสินใจให้ออกมาเป็นอย่างนี้” เสียงเรียวตะเหมือนรู้ทันกระซิบในระยะใกล้

“…” โคทาโร่ในร่างบางๆ ที่ไม่มีใครมองเห็นจ้องหน้าเขา แต่ก็ไม่หลุดคำพูดใดๆออกมา

“คุณชายมินาโมโต……ต้องตายเพราะผู้หญิง มิใช่สงคราม….คุณชาย!…คุณชาย!” เรียวตะกดเสียงต่ำไล่ตามร่างพร่างนั้นไป แต่โคทาโร่กลับมีแต่ภาพจันทร์หอมเท่านั้นที่กำลังยืนรอเขาอยู่ในความมืด

“นางปลอดภัย…นางต้องอยู่ได้เมื่อไม่มีสามี” โคทาโร่พึมพำเหมือนจะปลอบใจตัวเอง แต่คำพูดของเรียวตะก็ทำให้ความเชื่อมั่นที่มีเริ่มสั่นคลอน (นางต้องอยู่ได้…นางต้องอยู่ได้)

……….

เมื่อใด…………….ที่กล้าทรยศต่อความรู้สึกของตัวเอง

เมื่อนั้น……………………….สติที่ขาดหายจะกลับคืนมา

ไอซึเกะ เรียวตะ

……….

มิตรภาพกับความรัก

วันรุ่งขึ้น การพิพากษาคดีโดยนายทหารญี่ปุ่นก็มีขึ้นที่ลานคอนกรีตหน้าค่าย พวกเขาถูกตัดสินให้ตกเป็นเชลยสงคราม ไม่ต่างกับฝรั่งที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ จันทร์หอมร้องไห้ตั้งแต่เมื่อคืน จนบัดนี้นางเป็นลมไปแล้ว 3 รอบ ทุกๆความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาดูเหมือนโคทาโร่จะสัมผัสมันได้เป็นอย่างดี…ยิ่งนางเจ็บปวด ความรู้สึกผิดก็ยิ่งบาดลึกเข้าไปเล่นงานเขามากขึ้น…แม้แต่แววตาที่ผิดหวังของเรียวตะเอง มันก็ยิ่งตอกลิ่มให้อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา (ข้าเพียงแต่รักนาง…) เป็นความคิดด้านเดียวที่เขาใช้แก้ตัวเพื่อให้ยืนอยู่ได้…

(คุณชายเลยเลือกที่จะทรยศต่อมิตรภาพ…ที่โมกมีให้) เสียงสื่อของเรียวตะต่อว่า

(แต่ข้าก็รักนาง…และจะรักนางให้มากกว่าโมก) โคทาโร่แก้ตัว…อย่างคนตาบอด

(คุณชาย!…) เรียวตะตวาด พลางเผยอปากด้วยความผิดหวังใส่ แต่ก็ไม่เข้าใจความรู้สึกอีกด้านที่ฉายออกมาของตัวเอง

“พวกเขาเป็นคนไทย…เป็นเจ้าของประเทศ…เราต่างหากที่เข้ามาบังคับให้พวกเขาทำอย่างนี้…เพราะฉะนั้นมันไม่สมควร…” และอยู่ๆ ความรู้สึกผิดทั้งหมดก็บังคับให้โคทาโร่พูดออกมาตรงๆ จนนายทหารระดับสูงหันมาจ้องหน้าเขา เหมือนจะฆาตโทษอีกคน

“ทั้งหมดจะต้องไปสมทบกับเชลยฝรั่งที่กาญจนบุรี ในตอนบ่าย…วันนี้!” เสียงนายทหารผู้ตัดสินย้ำประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด พร้อมๆกับหันมาเขม่นโหนกแก้มใส่โคทาโร่ “ไม่มีอุทธรณ์” เขาย้ำต่อเสียงแข็ง และพาใบหน้าที่เรียบตึงเดินจากตรงนั้นไปทันที

“นาย…ช่วยพี่โมกด้วย” จันทร์หอมละล่ำละลักเหมือนจะขาดใจ นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพร้อมกับดึงเรไรเข้ามากอด

(ข้าพลาดรึนี้….ข้าเห็นแก่ตัวรึนี้)โคทาโร่ย้อนตัวเอง

(…หัวใจของข้าเวลานี้ทำไมมันว่างเปล่า…จนหาความรู้สึกที่แท้จริงไม่เจอ คุณชาย) สำเนียงอูราคามิ

“พี่โมกคือทุกอย่างของฉัน โคทาโร่…พี่โมกถูกบังคับ พี่โมกไม่ผิด” เสียงพูดปนสะอื้นลอยออกมาอีก ฮาราชิ จิโระทำหน้าขึงขังเพื่อกลบความรู้สึกเศร้า…แต่ข้างในเหมือนจะร้องไห้ตามจันทร์หอมไปอีกคนแล้ว

“ข้าไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ระหว่าง เจ้า เรียวตะ จันทร์หอม และโมกเพื่อนรักข้า แต่ทั้งหมดล้วนทำให้ข้าเสียใจ” จิโระยื่นหน้ากระซิบโคทาโร่ เหมือนไม่อยากให้อีก 3 คนได้ยิน และเขาก็หันหลังเดินอ้อมไปทางโรงเก็บอาวุธ

(ข้าต้องรับผิดชอบ…) โคทาโร่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆจันทร์หอม เขาอยากจะกอดพวกนางใจแทบขาด แต่ก็ทำไม่ได้

“จันทร์หอม…” โคทาโร่เรียกเบาๆ แต่จันทร์หอมยังกอดบุตรสาวตัวเองแน่น กลุ่มคนไทยที่ยืนมุงดูต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา

“หากเจ้าคือดอกไม้กลางสนามรบที่กำลังเหี่ยวเฉา ข้านี้แหละจะใช้เลือดแทนน้ำรดให้เจ้าเอง…” โคทาโร่พูด แต่จันทร์หอมกลับเงยหน้าที่เปียกชุ่มขึ้นมาจ้องเขาด้วยอารมณ์ที่ต่างออกไป “….จันทร์หอม!” โคทาโร่อุทาน จันทร์หอมลุกพรวดพราด อารมณ์อีกด้านของนางก็ทำให้โคทาโร่ถึงกับเซถลา

“คุณชาย…” เรียวตะทรุดช้อนร่างเขาเอาไว้ จันทร์หอมอุ้มเรไรลุกขึ้น พร้อมกับถอยห่างเขาออกไป 3 ก้าว

“พี่โมกคือทั้งชีวิตของฉัน…โคทาโร่!” นางตะโกนใส่เขาสุดเสียง “เรา 3 คน มีชีวิตเดียว…” และนางก็ตะโกนใส่พร้อมกับน้ำตาที่จวนจะเป็นสายเลือด

(คุณชาย…คุณชาย…ตั้งสติ…ตั้งสติ) เสียงเรียวตะกระตุ้น

“ข้าต้องรับผิดชอบ…” โคทาโร่พูดอย่างคนสำนึกผิด แต่จันทร์หอมก็ได้อุ้มเรไรเดินห่างไปไกลแล้ว

………..

เฝ้าเจ็บเฝ้าช้ำเจ้าเอย    เฝ้าเคยเฝ้ารักเฝ้าฝัน

เฝ้าคิดเฝ้ารักนิรันดร์   เฝ้าฝันถึงวันสองเรา

บัดนี้วันนี้เดี่ยวนี้   ตรงนี้ที่นี้เคยหลง

เคยเฝ้าเคยรักอนงค์   โฉมยงใยหมางห่างไกล

……….

          “เรียวตะคุง ข้าต้องรับผิดชอบ..”

“หมายความว่า…”

“ข้าต้องรับผิดชอบ”โคทาโร่ย้ำประโยคเดิมซ้ำอีก

  “ข้ า ต้ อ ง รั บ ผิ ด ช อ บ”

……….

หัวใจของผู้กล้า…………………จะสะท้อนใสดุจกระจกเงา

มีเพียงความขลาดขุ่นบางเบาเท่านั้น……..ประหนึ่งศัตรู

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา5 ##