สมรภูมิปักษา22

สมรภูมิปักษา22อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา22

สมรภูมิปักษา22

อีกมุมหนึ่งก่อนหน้านั้น

                #โคทาโร่…..คุณอยู่ไหน โคทาโร่#

เสียงเรียกในสำเนียงที่คุ้นหูก็พลันแทรกผ่านเสียงของสงครามทั้ง 3 โลกเข้ามาถึงหูของนายทหารที่ชื่อ มินาโมโต โคทาโร่ ที่กำลังนั่งรอคำสั่งรวมอยู่กับเพื่อนๆ นักบินในห้องควบคุม

“จันทร์หอม…” เขาเอ่ยชื่อนี้ออกมาอย่างมั่นใจว่าเป็นนาง ใบหน้าเริ่มซีดตระหนกพอๆ กับภารกิจสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาแยก 12 ร่างออกจากตัวตน ส่งนำทั้งหมดโผวูบกระจายออกไปตามหา “นางคือหัวใจของข้า” เสียงของโคทาโร่อีกคนที่ยังนิ่งรอในห้องควบคุมเงียบลึกเพื่อรอคำสั่งจากฝูงบินซีโร่ ที่พึ่งบินออกไปสำรวจเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน “จันทร์หอม” โคทาโร่อุทานขึ้นมาจากหนึ่งใน 12 ร่างที่พบนางเข้าแล้ว

“จันทร์หอม…” เขาใช้หลังมือที่ว่างเปล่าอิงที่จมูก ก่อนจะอุ้มร่างที่หมดสติเดินผ่านซากตัวอาคารที่ยังคงมีเปลวเพลิงกลางพายุอ้อมไปด้านหลัง โคทาโร่คืนร่างที่สัมผัสได้ใต้ชายคาที่เหลือเพียงครึ่งเดียว

“จันทร์หอม เจ้าได้ยินเสียงข้าไหม จันทร์หอม ” เขาเขย่าเรียกด้วยความรู้สึกไม่สู้จะดีนัก  “ไม่ใช่อย่างนี้…มันต้องไม่จบอย่างนี้” เขาไล่คำพูดออกมาจากข้างในที่สั่นลึกจนรู้สึกเจ็บหนาว “จันทร์หอม…” และแล้วดวงตาที่ปิดสนิทของภรรยาก็ค่อยๆเบิกมองมาที่เขา

“โคทาโร่!…”

“ใช่…ข้าเอง…ข้าอยู่นี้แล้ว” เขาละล่ำละลักกอดนางเอาไว้แนบอก “ข้าสัญญาแล้วว่าจะไม่ตาย…แต่ทำไมเจ้ายังออกมาอีก” โคทาโร่พูดและสูดลมหายใจเข้าจนสุดปอด “เจ้าจะต้องปลอดภัย ลูกเราจะต้องปลอดภัย” เขากระซิบด้วยหัวใจที่คาดหวัง แต่ดวงตาที่เป็นกังวลก็กำลังบีบรัดความรับผิดชอบกับภารกิจสำคัญจากอีกร่าง…เมื่อเสียงสัญญาณจากฝูงบินที่ออกไปสำรวจดังขึ้นในห้องควบคุม

#เจอเป้าหมายที่พิกัด 730131 แจ้ง…เจอเป้าหมายที่พิกัด 730131 แจ้ง#…

“โคทาโร่…” จันทร์หอมเรียก

“ทำไม…”

“เรายืนอยู่คนละข้าง…และฉันต้องสานต่อภารกิจให้จบ”

“แต่ข้าอยากจะถามเจ้าอยู่ข้อหนึ่ง…” โคทาโร่สวนดักคอเอาไว้ แววตาของเขาเองก็ยังไม่นิ่ง…

จันทร์หอมสำรวจความรู้สึกที่ฉายออกมา แต่สายตาของนางก็เลือกจะมองเขาในมุมที่ต่างออกไป (คุณฆ่าพี่โมก!) นางเรียกความเกลียดชังขึ้นมาใช้งานอีก และมันก็ได้ผล…

“ข้าดีพอจะอยู่ต่อเพื่อลูกหรือไม่?” โคทาโร่ถามกลับเสียงสั่น น้ำตาซามูไรที่มีค่ายิ่งกว่าเพชรอะโออิเริ่มเอ่อจวนจะล้นให้นางเห็น จันทร์หอมแทบจะยืนไม่ติด…นางเกร็งเหมือนจะควบคุมความรู้เอาไว้ไม่อยู่ นาทีเดียวกันข้อความในจดหมายลับเมื่อเดือนก่อนก็ผุดเข้ามาเรียกความเด็ดขาด

……….

                                                                                24 พฤษภาคม 1945

เรียนคุณจันทร์หอม ธารารักษ์

                หน่ายรบกามิกาเซ่ของญี่ปุ่นที่ถูกส่งไปฝึกที่เกาะฟอร์โมซา หนึ่งในนั้นมีมินาโมโต โคทาโร่รวมอยู่ด้วย ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้สงคราม มินาโมโต โคทาโร่ก็ต้องถูกจับ หรือตาย หากโชคดีกว่านั้นเขาอาจจะหนีกลับประเทศไม่มีทางออกให้กับผู้แพ้สงคราม จงเร่งมอบความตายให้กับเขาซะ ก่อนที่กามิกาเซ่จะเล่นงานเรา…นี้คือภารกิจสุดท้าย ที่คุณจะต้องสานต่อให้จบ

                                                                                รู้ธ

 ……….

 จันทร์หอมเบี่ยงตัวเองเดินแยกออกมา 3 ก้าว นางมองเขาด้วยสายตาที่กำลังสับสน

“ข้ายังมีดีพอจะอยู่ต่อเพื่อคุณและลูกหรือไม่”แต่โคทาโร่ยังย้ำคำถามเดิมให้สะเทือนใจอีก “จันทร์หอม…”

“ฉัน…ฉัน…” ไม่ทันหลุดคำอื่นออกมา โคทาโร่ก็เข้าไปอุ้มภรรยาพร้อมๆ กับดีดตัวลอยขึ้นสู่อากาศ ก่อนระเบิดลูกหนึ่ง— วี๊ดดดด!—จะมาถึงพวกเขา

—บึ้ม!…และมันก็ปลดปล่อยพลังทำลายตรงตำแหน่งนั้นพอดี

“โคทาโร่!…”

…วี๊ดดดด—-บึ้ม!…โคทาโร่กอดจันทร์หอมแน่น เขากดปลายเท้าที่สันหลังคาอาคารเรียนที่เอียงกระเท่เร่พุ่งข้ามเปลวเพลิง และกดเพิ่มแรงส่งต่ออีกครั้งที่ยอดมะม่วงที่ถูกไฟลามไปเกือบครึ่งก่อนจะโผข้ามต้นขนุนใหญ่หลังหลังโรงอาหารไป

“โคทาโร่…ไม่” เขาพานางโรยตัวลงข้างป้อมยามของสนามบินลับที่ไร้ผู้คน ซึ่งขณะนั้นยังมีเครื่องบินซีโร่ จอดนิ่งอยู่ เพียง 4 ลำ เหมือนมันกำลังรอคำสั่งกับภารกิจสุดท้ายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แต่ทันทีที่ปลายเท้าของนางสัมผัสพื้น จันทร์หอมก็ผลักเขาออกห่าง นัยน์ตาของนางราวกับเห็นเขาเป็นอีกคนที่ไม่เคยรู้จัก

“จันทร์หอม…ข้า” โคทาโร่หยุดทบทวนเพื่อรวมรวมความกล้า “ข้าเป็นนินจา…” เขาพูดตรงๆ พร้อมกับนิ่งเพื่อรับชะตากรรม                  จันทร์หอมสะดุ้งสุดตัว       “นินจา!….” นางทวนเสียงแหลมสูงจนหายในลำคอ “คุณเป็นนินจา…” จันทร์หอมย้ำและโคทาโร่ก็พยักหน้าให้เห็น…

“ฉันจะไม่บอกลูก…ว่าพ่อเขาเป็นนินจาเด็ดขาด…โคทาโร่…” นางกดเสียงต่ำราวกับเห็นเขาเป็นตัวทากที่มีสันดานดิบเป็นหนอนหมื่นตัวในซากเน่า…โคทาโร่อ่านดวงตาของภรรยาที่ส่งมาพร้อมกับความขยะแขยง…เขาปล่อยให้เปลวเพลิงจากระเบิดลูกแล้วลูกเล่าสะท้อนเงาสลับกันไปมาอย่างไม่สะทกสะท้าน…

“ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน…” เป็นคำตอบที่ได้รับ…มินาโมโต โคทาโร่ยืนนิ่ง…บัดนี้เลือดชิโนบิที่มีอยู่ในตัวเพียงครึ่งเดียวก็ถูกนางสะกดจนไม่เหลือค่า สักครู่เขาก็ดึงดาบคาตานะที่ติดไว้ข้างเอวชูให้เห็น

“จันทร์หอม” โคทาโร่เรียกและส่งมันต่อให้  “นี้คือดาบคาตานะ ประจำตระกูลของข้า…มันเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่ข้าอยากจะมีให้ลูก” จันทร์หอมจ้องเขาไม่กระพริบ โคทาโร่จึงดึงมือของนางมากำมัน เขาทรุดตัวนั่งคลุกเข่าพร้อมกับเอียงหูแนบกับท้องเพื่อฟังเสียงเต้นของหัวใจน้อยๆ ที่กำลังเป็นที่ฝังวิญญาณของตัวเอง

“ข้า รู้ ว่า เขา เป็น ชาย”น้ำเสียงสั่นเครือเปล่งทีละคำ “หากเขาถามชื่อพ่อ…จงบอกเขาว่า…พ่อเขาชื่อโมก โมก ธารารักษ์”

“โค…ทา โร่”

“เขาจะปลอดภัย…เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม” โคทาโร่หลุดคำที่ไม่พึ่งประสงค์ของกองทัพออกมา “บอกรักข้าสักครั้งเถอะ…” เขาพูดต่อราวกับเป็นความต้องการได้ยินเป็นครั้งสุดท้าย จันทร์หอมก้มมองเขาแวบหนึ่ง…แต่ความรู้สึกหน่วงลึกกำลังบังคับให้นางเชิดหน้าขึ้น

“ฉันจะไม่มีวันบอกรัก คนที่ฆ่าสามีฉัน…” นางหยุดสะอื้น… “คนที่ฆ่าพ่อ…ของลูกฉันอย่างเด็ดขาด” แต่แววตาที่โคทาโร่อ่านออกกลับฟ้องเป็นอย่างอื่น โคทาโร่ฝังจุมพิตที่ท้องของภรรยาอยู่นาน

“ฉันต้อง…สานต่อภารกิจให้จบ…” จันทร์หอมกัดฟันพูดทั้งๆ ที่หัวใจกำลังจะแหลกสลาย มือที่กำดาบคาตานะ มูโตแน่นกำลังสั่น แต่นางก็จำเป็นต้องกำมันให้แน่น…แน่นขึ้นทั้งสองมือ “พี่โมก…คุณฆ่าพี่โมก”

“เจ้าคือหัวใจและลูกคนนี้ก็จะเป็นชีวิตใหม่…ของข้า” แต่เสียงละเมอที่แผ่วเบาก็ยับยั้งมือที่กำลังจะชักดาบเอาไว้ พลันแสงสว่างจากกองเพลิงด้านข้างก็เผยให้เห็น โคทาโร่ อีก 2 คน วิ่งหายเข้าไปยังสนามบิน จันทร์หอมก้มลงมองโคทาโร่อีกคนที่ยังกอดนางอยู่ตรงหน้า

“โคทาโร่…โคทาโร่”

“มันเป็นความจริง” โคทาโร่ลุกขึ้น “เป็นความจริง…ข้าเป็นนินจา…นั้นเป็นร่างพรางของข้า” เขาอธิบายอย่างหมดเปลือก…แต่สงครามและภารกิจที่รออยู่ก็ทำให้เขาต้องเข้มแข็ง “ข้าต้องไปแล้วละ…เพราะร่างพรางกำลังรอข้าในเวลานี้…” โคทาโร่พูดพลางเชิดคางจันทร์หอมให้มองหน้าเขาตรงๆ “ข้าอยากจะอยู่อย่างนี้จนวินาทีสุดท้าย…อย่าตกใจ…อย่าตกใจ…” เขาย้ำหลายครั้ง “อย่าตกใจ…อย่าตกใจ” และก็ยังย้ำต่อประโยคเดิมต่อ จนจันทร์หอมรู้สึกผิดปกติและแล้วทุกอย่างก็กระจ่าง “อย่าปล่อยมือข้า…อย่าตกใจ” เมื่อร่างของโคทาโร่ที่จับมือนางค่อยๆ แยกอีกร่างหนึ่งไปยืนอยู่ข้างๆ

“อย่าตกใจ อย่าตกใจ” เขาย้ำต่อ แต่จันทร์หอมกลัวจนแทบจะสะบัดมือให้พ้น

“โคทาโร่!…” นางอุทานเสียงหลง เมื่อเห็นโคทาโร่ในร่างที่พึ่งเมื่อครู่วิ่งหายเข้าไปในสนามบิน

“ข้าจะอยู่กับเจ้า จะอยู่ข้างๆ เจ้า ข้าจะร้องให้เป็นเพื่อนเจ้า และข้าจะจูบเจ้าให้ครบหนึ่งพันครั้ง…ก่อน…ข้า…”

“โคทาโร่!”

“กายทิพย์จะรอฟังคำบอกรัก…” โคทาโร่อีกคนที่พึ่งโผวูบเข้ามาแทรก ก่อนจะมีอีก 5 คนวิ่งหายไปพร้อมกับเครื่องบินซีโร่ที่กำลังทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า…

“ฉันกำลังฝัน…ใช่” จันทร์หอมพึมพำ

“แต่มันเป็นความจริง…ข้าจะอยู่กับเจ้าจนกว่า…” เป็นเสียงพูดออกจากร่างที่กำลังโอบรัด…ฝนยังคงลงเม็ดไม่ขาดสายมันเหมือนสวรรค์กำลังร้องให้เพราะสงครามแต่ว่า…

#แกร๋…แกร๋…แกร๋…# อยู่ๆ เสียงนกกระเรียนก็ร้องดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง และร่างพรางของโคทาโร่ที่ยืนอยู่กับจันทร์หอมก็หันซ้ายแลขวาเหมือนจะหวาดหวั่นในอำนาจที่ไม่เคยลิ้มลอง “คำสาปซามูไร…” เขาอุทานพร้อมๆ กับการปรากฏตัวของนกกระเรียนมงกุฎแดงตัวใหญ่ มันใหญ่พอๆ กับเครื่องบินซีโร่ร่อนถลามาจากฟ้าทางทิศเหนือ มันโหมกระพือปีกอย่างบ้าคลั่งข้ามหัวคนทั้งคู่ เหมือนจงใจจะเร่งให้ทันบางอย่างที่ล่วงหน้าไปก่อน

#แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…#

(ท่านพ่อ…)

……….

อย่าถามหา………………….ความล้มเหลว

ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้……………………..ลุกขึ้นสู้

มินาโมโต โคทาโร่

## จบ สมรภูมิปักษา22 ##

สมรภูมิปักษา21

สมรภูมิปักษา21อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา21

สมรภูมิปักษา21

และอีกมุมหนึ่ง

“ฉันเกลียดเขา…ฉันเกลียดเขา” จันทร์หอมอุทานซ้ำๆ จนเรไรร้องไห้เสียงดังเรียกสติ นางจึงลนลานเหมือนทำอะไรไม่ถูก เวลาเดียวกันเสียงระเบิดที่ถูกปล่อยลงมาจากเครื่องบินก็ดังขึ้นในระยะใกล้

“แม่!…” เรไรสะดุ้งผวาและมันก็ดังไล่ตามกันใกล้เข้ามาอีก “แม่ๆ…”

“เรไร…เรไรต้องปลอดภัย” จันทร์หอมพร่ำเสียงสั่น ก่อนจะอุ้มเรไรวิ่งลงบันไดไป แต่ดวงตาที่เศร้าสนิทของโคทาโร่เมื่อเช้า ก็ตรึงนางเอาไว้ที่ลานโล่งในจุดเดียวกับเขาที่หันมาส่งยิ้ม…

“โคทาโร่!” จันทร์หอมอุทานทั้งๆ ที่ใจสั่น “…ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบ” นางกดเสียงต่ำจนน่ากลัวก่อนจะตัดสินใจอุ้มเรไรวิ่งตรงไปยังค่ายทหารอย่างไม่คิดชีวิต

“ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบ…พี่โมกไม่ได้ตายเพราะสงคราม แต่เป็นเพราะคุณ โคทาโร่…คุณคือฆาตกร…คุณฆ่าสามีฉัน” นางพร่ำไม่หยุดปากเหมือนจะขุดความเกลียดชังขึ้นมากลบความกลัวให้จมมิดไปกับแผ่นดิน

ระเบิดลงข้างทางแคบที่เต็มไปด้วยป่าไผ่ 2 ลูก มันหอบหลายร่างที่เพิ่งวิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงลอยขึ้นไปบนอากาศ และตกลงมากระแทกพื้นขาดใจตายต่อหน้า

“โคทาโร่…ฉันเกลียดคุณ” นางทั้งหอบทั้งลากเรไรวิ่งต่อไปข้างหน้า เรไรร้องไห้เสียงดังแต่นางก็เพียงอุ้มและกอดบุตรสาวให้แน่นขึ้นเป็นระยะๆ

“จันทร์หอม” เสียงตะโกนเรียกจากหลายคนแต่นางก็ไม่ได้ยิน

เสียงหวอเตือนภัยยังดังยาวขึ้นอีก เครื่องบิน “แฮลล์แคท” ของฝ่ายสัมพันธมิตรฝูงแรกผ่านไป เสียงเครื่องบินขับไล่แบบ “ซีโร่”ของญี่ปุ่นก็ทะยานขึ้นจากสานามบินลับหลังโรงเรียน ท้องฟ้าในยามนี้เต็มไปด้วยเมฆมรสุม มันคำรามพร้อมกับเสียงของเครื่องบิน “แฮลล์แคท” ฝูงใหม่ ที่เบิกฟ้ามาจากทิศใต้ และอีกฝูงบินมาจากขอบฟ้าทางทิศเหนือ พวกมันกำลังพุ่งเข้าประจัญบานกันบนอากาศ

“จันทร์หอม…กำลังจะทำอะไร” อยู่ๆ เสียงมยุรีที่วิ่งตามหลังมาก็ตรึงนางให้หยุด นางส่งเรไรให้

“ฉันฝากลูกด้วยนะพี่”

“จันทร์หอม!…”

“ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบ…” จันทร์หอมตะเบ็งเสียงแข่งกับเครื่องบินนับร้อยที่บินว่อนเหนือหัว

“หลบ!” มยุรีตะโกนลั่นเมื่อเสียงลูกระเบิดลอยแหวกอากาศใกล้เข้ามาทิศทางที่พวกนางยืนอยู่

                บึ้ม!— มันระเบิดห่างจากจุดที่ทั้ง 3 หมอบไม่ถึง 50 เมตร เมื่อเสียงเงียบลงสติของจันทร์หอมก็กลับคืนมา

“เรไรแม่สัญญาว่าจะกลับมา” นางตะโกนสุดเสียง

“จันทร์หอม!…” มยุรีตะโกนไล่ตามหลัง แต่จันทร์หอมก็พาความเกลียดชังวิ่งสวนทางฝูงชนหายไปแล้ว

“แม่!…”

“คุณพระ คุณเจ้าช่วยคุ้มครองนางด้วย” มยุรีได้แต่ภาวนา ก่อนจะอุ้มเรไรวิ่งกลับไปตามทางเดิม

เมฆสีดำทะมึนปกคลุมไปทั้งฟ้าเหนือจังหวัดเพชรบุรี แต่ฝูงบิน “แอลล์แคท” และ “ซีโร่” ที่กำลังส่งความตายให้แก่กันดูจะไม่สะทกสะท้าน  ฟ้าแลบผ่านเมฆเป็นทางยาวลงสู่พื้นดิน เผยให้เห็นเงาสีดำของฝูงบินของทั้ง 2 ฝ่าย เป็นจุดสีดำเล็กๆ เต็มท้องฟ้า ดูเผินๆ ไม่ต่างอะไรกับฝูงแร้งที่กำลังบินร่อนตามกลิ่นเน่าของเหยื่อ นานๆ ครั้งแสงลูกไฟและเสียงระเบิดเหนือเวหาก็สว่างวาบพุ่งลงด้วยความเร็วสูงและเสียงระเบิดก็ดังกัมปนาทประหนึ่งจะแยกโลกออกเป็นสองส่วนเพียงกระพริบตาเปลวเพลิงสีแดงประหนึ่งไฟบรรลัยกัลป์จากนรกก็พวยพุ่งขึ้นไปลามสวรรค์ที่ยังหยุดพักร้อน พร้อมกับเสียงฟ้าคำรามผ่านกลุ่มเมฆที่ไล่มาจากทิศใต้ข้ามไปจรดสุดขอบมรสุมทางทิศเหนือ ก็ถูกรวบประหนึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน เสมือนสงครามทั้ง 3 โลกได้อุบัติขึ้น และ ทางช้างเผือก เวลานี้ก็ร้างไร้ซึ่งผู้สัญจรในบัดดล

………..

เงาแห่งศักดิ์ศรีที่สะท้อนบนผิวน้ำ………….ประเมินค่ามิได้

แต่เพียงเศษหินกระทบ

ศักดิ์ศรีทั้งมวลก็ถูกทำลาย…จนไม่เหลือค่าให้ประเมิน

มยุรี เพชรอำไพ

………..

คาตานะ มูโต สัญญารักซามูไร 

 ภาพนกกระเรียนมงกุฎแดงกำลังเริงระบำอยู่กับคู่ของมันท่วมกลางแสงแรกของขอฤดูหิมะในทุ้งกว้างสีขาวทางทิศตะวันออกของเกาะฮอกไกโดประเทศญี่ปุ่น พวกมันเชิดหัวชูชะงอยปากสีแดงฉานขึ้นสู่ท้องฟ้า

“แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…” สอดประสานร่วมกันร้องเพลงรัก ตัวผู้กางปีกโปกสะบัดเดินส่ายไปรอบๆ ตัวเมียก็ไช้ชะงอยปากไซ้ไปตามขนที่ลำคอประหนึ่งแทนเสียงกระซิบที่หวานหู

“แกร๋ๆ…แกร๋…” พวกมันร่วมกันร้องเพลงรักเพลงแล้วเพลงเล่าอย่างไม่รู้จักเบื่อ แต่ไม่ทันที่แสงแรกจะพ้นยอดสนมซึ นางนกระเรียนก็ล้มฟุบขาดใจตายลงข้างๆ ดาบคาตานะปริศนา…โดยไม่ทราบสาเหตุ…

“แกร๋!…แกร๋!ๆๆๆ…” จากเพลงรักก็พลันเปลี่ยนเป็นเสียงโหยหวน

“แกร๋ๆ…” เจ็บปวด

“แกร๋ๆ…” ชิงชัง…

“แกร๋ๆๆ..” และสาปส่ง ก่อนนกกระเรียนตัวผู้จะล้มลงไปนอนขาดใจตายตามคู่ของมัน…และอาทิตย์ดวงเดียวกันก็ลอยเหนือต้นซากุระใหญ่หน้าปราสาทที่ตั้งอยู่บนเนินเขาทางทิศตะวันออกของเมืองคาโกคุมะในเวลานี้…

(เจ้าหนี คำสาบซามูไร ไม่พ้นจริงๆ โคทาโร่) เสียงสื่อจากอูคาชิ ยาสุ ดังขึ้นในหัวของมินาโมโต โคทาโร่ แต่มันกลับทำให้อีกคนที่บังเอิญได้ยินพอดี

“ไหนว่าจะเอาตัวรอดได้ ในความมืด” เรียวตะพึมพำ

(ข้าช่วยเจ้าไม่ได้อีกแล้ว…ลูกพ่อ) เสียงที่ได้ยินดูเศร้าสนิท

—บึ้ม!และระเบิดลูกหนึ่งก็ไม่ไกล แต่เรียวตะก็ยังคงนิ่งในท่าเดิม

“โคทาโร่…โคทาโร่…โคทาโร่” พลันเสียงผู้หญิงก็แทรกเข้ามาหลังเสียงหวอเตือนภัย เรียวตะกวาดมองไปเพื่อควานหา เขากระพริบตาถี่ๆอีกหลายครั้ง จนเห็นเงาของบางคนในแสงสีเขียวอมเหลืองที่ไม่ชัดเจนนัก “…จันทร์หอม!” เขาอุทานเมื่อภาพบอกชัดว่าเป็นนาง “จันทร์หอม ในที่สุดก็เป็นเจ้า!…”

……….

แต่อีกคนหนึ่ง

“โคทาโร่…” วี๊ดดด—-บึ้ม!—ระเบิดอีกลูกดังขึ้นพร้อมกับเปลวเพลิงสีแดง  เรียวตะเห็นจันทร์หอมนั่งหมอบอยู่กับพื้น และอีกลูกก็พลันระเบิดขึ้นติดๆ กันข้างรั้วโรงอาหาร—บึ้ม!— มันไม่ไกลจากนางเลย

……….

และอีกคนหนึ่ง

“นางจะฆ่าคุณชาย!…” น้ำเสียงเรียวตะแข็งกร้าวดุจเสียงของปิศาจจากโลกที่ 3 โหนกแก้มดันขอบตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังขึ้นสูง…เขาก้าวอาจๆ เข้าไปหานางอย่างไม่สนใจอย่างอื่น “นางจะฆ่าคุณชาย!…นางจะฆ่าคุณชายไม่ได้” พร้อมๆ กับพึมพำตามที่ใจคิดจะกระทำบางอย่าง “นางจะฆ่าคุณชาย ใช่ คำสาปบอก นางจะเป็นคนสังหารเขาไม่ใช่สงคราม”เรียวตะย้ำปลุกเงาปิศาจเข้ามาสิงสู่ให้เร็วขึ้น “หากเป็นนางที่ตาย ข้ากับโคทาโร่ก็หายสาบสูญไปด้วยกัน”

“หมอ…หมอ…ทางนี้” เสียงตะโกนเรียกดังมาจากทุกทิศทุกทาง แต่เรียวตะก็ไม่มีท่าทีจะสนใจ แววตาที่เหี้ยมเหิมยังคงตรงเข้าไปหาจันทร์หอมไม่หยุด    “หมอ…หมอ…”

……….

แต่อีกคนหนึ่ง

“โคทาโร่!   คุณอยู่ไหน โคทาโร่” จันทร์หอมตะโกนไปวิ่งไปนางพลิกศพของทหารญี่ปุ่นที่นอนตายอยู่กับพื้นคนแล้วคนเล่า ศพแล้วศพเล่า

“คุณอยู่ไหน โคทาโร่” และนาทีเดียวกันเม็ดฝนก็เทกระหน่ำซ้ำเติมสถานการณ์ “โคทาโร่…”

……….

และอีกคนหนึ่ง

แต่เรียวตะก็ยังก้าวอาจๆ ตามไปอย่างเพชฌฆาตใจทมิฬ  “นางจะฆ่าคุณชาย…” เขากดเสียงต่ำจนเปียกชื้น “ฮาๆ…”  พลางหัวเราะด้วยน้ำเสียงของปิศาจหมายจะเรียกหัวใจให้แข็งกร้าวมากกว่าที่เป็นอยู่ “ฮาๆ…นางจะต้องตายเพราะสงคราม…นางจะต้องตายก่อนที่โคทาโร่จะกลับมา…ฮาๆ”

………..

แต่อีกคนหนึ่ง

“เห็นมินาโมโตซังไหม…เห็นโคทาโร่ไหม” จันทร์หอมตะโกนถามทหารญี่ปุ่น 5 หรือ 6 คนที่เก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่อยู่ในแนวเปลวเพลิงที่สะท้อนถึง “เห็นโคทาโร่ไหม!…” นางตะเบ็งเสียงดังขึ้นไปอีกระดับ พวกเขาส่ายหน้าและวิ่งอ้อมไปด้านหลังโรงอาหาร

….ปังๆๆๆๆๆ…..และเสียงปืนที่มุมตึกพาห่ากระสุนที่ไร้จุดหมายพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า “อ๊ากๆๆ….ปังๆๆๆ” นาทีเดียวกันนั้น

วี๊ดดดดดด…บึ้มๆๆ…ระเบิดหอบร่างพวกเขาลอยสูง ก่อนปิศาจจากขุมนรกจะฉุดดึงลงมากระแทกกับพื้น “อ๊ากๆ!”

—บึ้ม!ๆ—

“ว้าย!…” จันทร์หอมหมอบอีกครั้ง สะเก็ดระเบิดเฉี่ยวหัวไปแค่ฉิวเฉียด “โคทาโร่…..คุณอยู่ไหน โคทาโร่”

—บึ้มๆ! บึ้มๆ! บึ้มๆ!— และระเบิดชุดใหม่ก็ตกใส่ตัวอาคารเรียนสองชั้น มันพังถล่มทลายเป็นทะเลเพลิงในบัดดล

……….

…และอีกคนหนึ่ง

ก็ยังเดินตรงเข้าไปหานางอย่างไม่หวาดหวั่น “ชิ!….” เขาพ่นหางเสียงเรียกความตายที่หวังจะให้เกิดขึ้น

—บึ้ม!—และระเบิดอีกลูกก็ดันแรงอัดอากาศเข้าใส่ร่างของจันทร์หอมต็มๆ นางล้มกลิ้งไปกับพื้น สติของนางเกือบจะดับวูบในนาทีนั้น “โคทาโร่…” แต่กายสัมผัสในนาทีสุดท้ายก็กระตุ้นเอาไว้ทัน “โคทาโร่”

“เจ้าจะทำอะไรเรียวตะ” และเสียงของฮาราชิ จิโระ ก็ดังขึ้นทางด้านหลัง “นั้นนายหญิงนี้…เจ้าทำอะไรนาง” จิโระตะคอก “เจ้ากำลังจะฆ่า นายหญิง”

“นางกำลังจะฆ่าโคทาโร่” เรียวตะโพล่งขึ้นตรงๆ…

“ไอ้…เรียวตะ” ฮาราชิ จิโระ โกรธจัด เขายืนเกร็งหมัดแน่น…เป้าหมายอยู่ที่ปากเน่าๆ ของเพื่อน แต่…

“นางจะเป็นคนฆ่า โคทาโร่มิใช่หน่ายอาสาตายกามิกาเซ่” เรียวตะย้ำต่อ แต่จิโระก็ยังออกอาการไม่ยอมรับ

“โคทาโร่กำลังจะขึ้นบินเที่ยวสุดท้าย…เขาต่างหากที่อาสาตายไปพร้อมกับกามิกาเซ่เอง…มิใช่นาง” จิโระกัดฟันกระแทกสุดเสียงกลั้น “ไอ้บ้าเอ้ย!…” พร้อมกับจะเหวี่ยงหมัดใส่ตำแหน่งที่ได้หมายเอาไว้ แต่ระเบิด 2 ลูกก็สาดประกายเพลิงสีแดงฉานไปยังร่างที่นอนอยู่กับพื้นให้เด่นชัดขึ้นมา

“เจ้าดูนั้น…หากไม่เชื่อข้า” เรียวตะพูดพร้อมกับชี้มือไปยังร่างของจันทร์หอม จิโระมองตาม แต่ก็ยังไม่ปักใจเท่าไรนัก “เจ้าดูนั้น” เขาย้ำอีกและแล้วอยู่ๆร่างของจันทร์หอมก็ค่อยๆ ลอยขึ้น ทั้งๆ ที่มีเพียงความว่างเปล่าโอบอุ้ม

“เอ้! นั้นมัน” จิโระตกตะลึงพลางค่อยๆลดมือกลับไปจับจับด้ามปืนเช่นเดิม

“โคทาโร่สามารถแยกร่างได้ 12 ร่าง ชิโนบิอย่างเขาจะไม่มีวันตายในความมืด” เรียวตะกัดฟันอธิบายอย่างคนกำลังคับแค้นใจ…(ข้าช้าเกินไป…) เป็นเสียงฟันกรามบดขยี้กัน…มาจากปิศาจในตัวเขา

“โคทาโร่ เป็นนินจา!” จิโระกึ่งถาม

“ใช่…เพราะเหตุนี้ กามิกาเซ่ จึงเกิดขึ้นในเวลาหลังตะวันลับขอบฟ้า…ที่นี้ เป็นครั้งแรก” เรียวตะพูดแต่แววตาอาฆาตยังจับจ้องตามร่างของจันทร์หอมไปทุกขณะจิต

“ข้าไม่เชื่อ โคทาโร่ไม่มีวันหันหลังให้ความตายแน่นอน ข้ามั่นใจ”

“เขาหวังจะหายสาบสูญ ไปพร้อมกับหน่วยบินกามิกาเซ่”

“เจ้าพูดอะไร ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ” จิโระตะโกนใส่อย่างคนเอาจริง จนแรงระเบิดแยกคนทั้งคู่กระเด็นไปคนละทิศทาง

—บึ้ม!อ๊าก!…อ๊าก

……….

และในซากปรักหักพัง

                “หาก…หากเป็นนางที่ตาย…ข้ากับคุณชายมินาโมโตก็จะหายสาบสูญ…ไปด้วยกัน” เสียงเพ้อของเรียวตะที่ยังอยู่ในความมืดสนิท เขาพยายามปัดยกสิ่งซากที่สัมผัสถึงออกให้พ้น…และรวบรวมแรงทั้งหมดที่เหลือยันตัวเองลุกขึ้น กระนั้นความมืดสนิทก็ยังครอบคลุมไว้ทุกด้าน เขาพยายามกระพริบตาแต่มันก็เจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว…อาชีพแพทย์ที่ติดตัวมากำลังอ่านและทบทวนอาการที่เป็นอยู่อย่างเกรงๆ “ไม่…คุณชาย!” สำเนียงอูราคามิเริ่มตื่นกลัว “คุณชาย…คุณชาย!…ข้า ข้า” และมือของเขาก็เริ่มกระตุกสั่น… “ทำไมข้าถึงมองไม่เห็น ข้ามองไม่เห็น คุณชายช่วยข้าด้วย…คุณชาย!”

……….

## จบ สมรภูมิปักษา21 ##

สมรภูมิปักษา19

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา19

สมรภูมิปักษา19

ใต้เงาร่มจันทร์

เช้าวันต่อมา

          แดดบางๆ แทรกเป็นลำแสงผ่านกลุ่มเมฆสีขุ่นเทาที่กระจัดกระจายเกลื่อนฟ้าลงมาจนถึงพื้นดินได้หลายจุด เดือนมิถุนายนสัปดาห์ที่ 2 ยังไม่ปรากฏมรสุมเผยตัวแสดงพลังอำนาจ เบ่งบารมีที่เหลือล้นให้เห็น  ต้นจันทร์ข้างบ้านก็กำลังแทงช่อดอกเล็กๆ อยู่เต็มต้น มันส่งกลิ่นเชิญชวนล่อหมู่ผึ้ง แมลง ให้เข้ามาดอมดม จนเกิดเสียงครางหึ่งๆ จนคล้ายเสียงเฮลิคอปเตอร์หลายร้อยลำกำลังทำหน้าที่อยู่แถวนั้น มินาโมโต โคทาโร่ยืนมองทุกสรรพสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตามครรลองแห่งธรรมชาตินิ่งๆ เขาอยู่ในชุดนายทหารญี่ปุ่นเต็มยศ…และปล่อยจิตเยี่ยงชิโนบิที่พึ่งถูกกระตุ้นกลับคืนมาลองอ่านสัญชาตญาณบริสุทธิ์จนลืมช่วงเวลาสงครามที่ยังคงดำเนินอยู่ไปชั่วขณะสมรภูมิปักษา19

……….

แม้จะตัวเล็ก….แต่ก็ยังสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้เกินฝัน

รวมพลังเป็นหนึ่ง…….จากเพื่อนพร้องมิตรสหาย

มินาโมโต โคทาโร่

……….

เขาก้าวเข้าไปยืนใต้ร่มเงาของต้นจันทน์อย่างช้าๆ แต่สายตายังจับจ้องอยู่ที่เดิมราวกับไม่อยากพราดฉากสำคัญที่กำลังดำเนินอยู่ นาทีนั้นซองจดหมายสีขาวที่ตีตราสัญลักษณ์พิเศษบอกถึงความลับสูงสุดของกองทัพญี่ปุ่นก็หล่นจากกระเป๋าสีดำที่ถืออยู่…ไม่นานจันทร์หอมที่ก็เดินผ่านมา เหมือนนางจะลงไปข้างล่าง

“จันทร์หอม คืนนี้ข้าอาจจะไม่ได้กลับ…หากพบสิ่งใดผิดปกติ ต้องรีบส่งข่าวให้ทุกคนรู้ทันที…ก่อนจะสายเกินไป” โคทาโร่พูดเป็นนัย

“มีอะไรหรือ…” จันทร์หอมถามกลับด้วยท่าทีสงสัย

“ใต้ร่มเงาต้นจันทน์หอม…ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะมานั่งพักผ่อนที่นี้…มันทำให้หายใจได้โล่งปอดจนถึงลูกของเรา”

“โอะฮะโยโกะไซมะซึ…ส วัส ดี ตอนเช้า นายหญิง” เสียงทหารญี่ปุ่นดังที่เชิงบันได

“จิโระ…สวัสดีตอนเช้าคะ…” จันทร์หอมทักตามความคุ้นเคยพลางหันไปก้มหัวให้ทหารญี่ปุ่นอีก 5 นาย ที่ยืนรอโคทาโร่อยู่ที่ลานโล่งหน้าบ้าน

“ข้ากำลังจะไป” โคทาโร่พูด เขาพยักหน้าให้จิโระอีก… “เมื่อคืนมีอะไรเกิดขึ้นไหม” เขาถามต่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“สะพานหมายเลข 7 เราซ่อมเสร็จทันรถขนเสบียงผ่านมาได้…เรียบร้อยดี” จิโระตอบ

“อื้อ!…” โคทาโร่พยักหน้าก่อนจะหันมาพูดกับจันทร์หอมอีกที “ตอนเย็นข้าจะให้เรียวตะ มาตรวจครรภ์เจ้าอีกสักครั้ง” เขาก้มหัวชายตาไปยังใต้ต้นจันทร์หอมเหมือนจงใจจะบอกอะไรบางอย่าง “เราไปกันได้แล้วจิโระคุง” เขาพูดและผ่านจิโระตรงไปยังกลุ่มทหารญี่ปุ่น…จันทร์หอมมองตามหลังอย่างไม่เข้าใจ

“ข้าไปก่อน ตอนเย็นถึงจะมาพร้อมกับหมอเรียวตะอีกครั้ง” จิโระพูด และก้มหน้าให้จันทร์หอมนิดๆ ก่อนจะเดินตามโคทาโร่ไปอีกคน

“โคทาโร่!” จันทร์หอมเรียก โคทาโร่หันมายิ้มบางๆ ให้ แต่นางไม่รู้เป็นอะไรถึงอยากจะเรียกชื่อเขาซ้ำขึ้นมาอีก “โคทาโร่…” น้ำเสียงของนางเบาจนติดอยู่ในคอ โคทาโร่พยักหน้าให้และเดินนำทหารห่างไป จันทร์หอมยืนมองจนทั้งหมดลับมุมโค้ง หัวใจนางเริ่มหวิวๆหน่วงลึกจนผิดปกติ “โคทาโร่ ฉันเป็นคนไทย โคทาโร่” นางพึมพำอย่างคนแบกรับบางสิ่งเอาไว้จนเต็มทั้ง 2 บ่า แต่ก็เดินไปนั่งลงม้านั่งเก่าๆใต้ร่มต้นจันทร์ตามที่โคทาโร่แนะนำ “โคทาโร่…” ทุกอย่างเวลานี้ดูเหมือนจะมีแต่ชายคนที่นางเกลียดเข้ามาแฝงอยู่ในทุกๆอณู “ไม่นะ…เขาเป็นคนฆ่าพี่โมก…เขาเป็นคนฆ่าสามีเรา” จันทร์หอมพึมพำแต่มือกลับลูบท้องนึกนึกเขา ความรู้สึก 2 อย่างกำลังจะทำให้นางแยกไม่ออกว่า อันไหนคือความรู้สึกที่แท้จริงอันไหนคือภารกิจที่นางต้องสานต่อให้จบ “มันเกิดอะไรขึ้น” นางถามตัวเองแต่พลันสายตาที่มองต่ำก็เจอเข้ากับ…

“จดหมาย…” จันทร์หอมอุทานในลมหายใจเดียว นางหยิบมันขึ้นมา ตราประทับสีแดงเป็นอักษรญี่ปุ่นที่แนวเปิด ทำให้นางนึกถึงคำพูดของโคทาโร่ที่เพิ่งจะสั่งเมื่อครู่ขึ้นมา

          #จันทร์หอม คืนนี้ข้าอาจจะไม่ได้กลับ…หากพบสิ่งใดผิดปกติไปจากเมื่อวาน ต้องรีบส่งข่าวให้ทุกคนรู้ทันที…ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป#

“โคทาโร่ คุณกำลังบอกอะไรฉันกันแน่” นางชั่งใจกับภาษาที่อ่านไม่ออก แต่คำพูดของเขาก็ส่อเจตนาชัดเจนว่ามันหมายถึงอะไร “ต้องรีบส่งข่าวให้ทุกคนรู้ ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป”นางย้ำตามคำบอกที่ได้ยิน “โคทาโร่…” และก็ลังเลในเวลาเดียวกัน

“ไม่…คุณเป็นญี่ปุ่น คุณฆ่าสามีฉัน คุณฆ่าพี่โมก” จันทร์หอมตอกย้ำ…และเสียงเป่าลมออกจากปากแรงๆเหมือนนางจะตัดสินใจบางอย่าง…

“เรไร อยู่ไหน…เรไร ไปกับแม่เดี๋ยวนี้”

……….

เวลาต่อมา

แสงแดดตอนสายๆ ไล่ตามหลังจันทร์หอมกับเรไรไปอย่างไม่ลดละ นางเร่งฝีเท้าไปตามทางเดินเล็กๆเลียบไปกับแม่น้ำเพชรบุรี นางเดินตรงไปยังสะพานไม้เก่าๆที่ใช้ข้ามไปยังชุมชนอีกฟาก ดอกกระดุมเงินกระดุมทองกลีบเล็กๆสีเหลืองดารดาษตลอด 2 ข้างทาง เด็กน้อยหยุดและเด็ดมันไปเป็นระยะๆ  เธอก้มไปเด็ดดอกนั้นหอมดอกนี้ ก่อนจะวิ่งตามแม่ที่เดินล่วงหน้าไปก่อนให้ทัน และอดก้มลงเด็ดอีกดอกไม่ได้เมื่อเห็นว่าใหญ่กว่า สวยกว่าจนเต็มกำมือ

“เรไร เร่งตามแม่ให้ทัน” จันทร์หอมท้วง จนเด็กน้อยต้องออกแรงวิ่งตามมาอีก จันทร์หอมจับแขนลูกสาวไว้แน่นก่อนจะพาเดินข้ามสะพานไม้สูง เด็กน้อยยิ้มหน้าบานพลางชูดอกไม้ที่ถืออยู่ในมือให้แม่ดู

“หนูจะเอาไปฝากยาย” เธอพูดเสียงใสก่อนจะวิ่งกำดอกไม้สีเหลืองลงสะพานล่วงหน้าไป

………

 จนกระทั้ง…

“จันทร์หอม…นี้มันเป็นจดหมายลับสุดยอดของกองทัพญี่ปุ่นเลยนะ” ขามกดเสียงต่ำในขณะใช้มือแกะซองจดหมายออกมาดู

“มันเป็นภาษาญี่ปุ่น” เขาบังคับไม่ให้ความตื่นเต้นหลุดจนเกินขอบเขต…แต่เหงื่อกาฬก็ผุดฟ้องแล้วเวลานั้น

“ฉันหวั่นใจว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นในคืนงานเลี้ยง…” จันทร์หอมพูดอย่างคาดเดา แต่มือทั้งสองข้างก็ยังบีบกันแน่นจนชุ่มเหงื่อ

“พี่จะเอาไปให้คุณมนตรีแปล หากมีอะไรจะรีบส่งข่าว” ขามพูดเร็วและพับจดหมายยัดคืนใส่ในซองเหมือนเดิม “เอ็งต้องเข้มแข็งนะ…เวลานี้ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี” ขามกดเสียงพูดต่อ จันทร์หอมพยักหน้าอย่างเกร็ง…แต่ในแววตากลับไม่มั่นคงเสียแล้ว

“ระวังตัวนะพี่”

“อื้อ!…เอ็งก็เช่นกัน”

……….

อย่าเสียสละ…………….เพียงอยากเห็นเงาตัวเองในเหลี่ยมเพชร

เพราะจะยิ่งน่าสมเพช…เมื่อเหลี่ยมเพชรสะท้อนแสงต่างมุม

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา19 ##

สมรภูมิปักษา18

สมรภูมิปักษา18อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา18

สมรภูมิปักษา18

จดหมายฉบับสุดท้าย

……….

20 มิถุนายน 1945

                ถึงมินาโมโต  ฟูจิกาว่า

                ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอบคุณสำหรับความรักที่มอบให้ข้าด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ เกียติยศใดๆ ที่ข้าได้รับจากสงครามในครั้งนี้ ข้าขอ มอบให้ของขวัญแด่ท่านทั้งสอง

                ข้าไม่อยากบอกลาด้วยจดหมายฉบับนี้ เพราะความตายสำหรับซามูไรเป็นสิ่งบางเบายิ่งกว่าขนนก 

                ฉะนั้นท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าได้เสียใจหากข้าไม่มีโอกาสกลับบ้านหลังสงคราม ข้าจะสวดอ้อนวอนขอให้ท่านทั้งสองมีความสุขชั่วนิรันดร์…  

คิดถึงแสงแรกเหนือขุนเขาพระอาทิตย์เสมอ

มินาโมโต  โคทาโร่

 

 นกกระเรียนสยายปีกออกศึก

โผทะยานเหนือผืนน้ำทะเลใต้

ผงาดฟ้าประกาศท้า ข้าซามูไร

จากแผ่นดิน อาทิตย์อุทัย…ให้โลกลือ

……….

มินาโมโต โคทาโร่ค่อยๆ วางดินสอลงช้าๆ เขาพับแผ่นกระดาษสีน้ำตาลเป็น 4 ส่วน ไม่เคยมีวันไหนเหนื่อยล้าเท่านี้มาก่อน เขายัดมันใส่ในซองสีน้ำตาลแล้วจึงเขียนจ่าหน้าซองถึงบุคคลที่เมืองคาโกคุมะ ประเทศญี่ปุ่นอย่างบรรจง

“คงเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายจริงๆ ซินะ” เขาพึมพำขณะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เขากำลังจะหลับ แต่อยู่ๆ มือสัมผัสที่อุ่นนุ่มของบางคนก็คลึงนวดที่ต้นคอ

“เรียวตะ…” โคทาโร่อุทาน แต่ก็ไม่แปลกใจและไม่ห้ามในสิ่งที่เพื่อนกำลังทำให้

“หลับตาเถอะคุณชาย” เรียวตะพูดเรียบๆในสำเนียงอูราคามิ

“ทำไมเวลาข้าเหนื่อยจึงนึกถึงเจ้าเป็นคนแรก” โคทาโร่พูด ซึ่งมันก็ทำให้เรียวตะฉายยิ้มความสุขออกมา

“ขอบคุณ ที่นึกถึงข้า…” ทั้งสองเงียบแต่มือยังคลึงนวดไม่หยุด จนโคทาโร่รู้สึกผ่อนคลายจวนหลับ “เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว”

“อีกไม่กี่วัน…แล้วซินะ” โคทาโร่พูดลอยๆ ทั้งที่ยังหลับตาอยู่ในท่าเดิม

“กามิกาเซ่ไม่เคยโผทะยานในเวลากลางคืน…ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมแผนการในครั้งนี้ถึงเปลี่ยนไป…เหมือนทางกองทัพจงใจจะใช้เราไปตายให้เร็วขึ้น”

“มันเป็นความตั้งใจของข้าเอง…ข้ามองเห็นทุกอย่าง…และข้าก็เอาตัวรอดได้ในเงามืด อีกร่างหนึ่งแหลกสะลายไปกับเครื่องบินซีโร่ แต่อีกร่างยังต้องการจะทวงถามกับคนที่ข้ารักว่า…ข้ายังดีพอจะอยู่ต่อเพื่อลูกหรือไม่…” โคทาโร่พูดจบ มือของไอซึเกะ เรียวตะก็หยุดชะงัก

“ข้ามิได้ทรยศต่อทางกองทัพหรือตัวเอง…แต่นางกำลังตั้งท้องลูกของข้า เพราะฉะนั้นข้าจึงต้องถามความปรารถนาของนางให้แน่ชัด” โคทาโร่อธิบาย

“คุณชายจะต้องตายเพราะผู้หญิง มิใช่สงคราม…จำไม่ได้หรือไง” เรียวตะกดเสียงต่ำที่กำลังจะทนไม่ไหว

“อย่าดูถูกน้ำใจของนาง…นางไม่มีวันสังหารข้า” โคทาโร่สวนกลับทันควันพร้อมกับสะบัดตัวให้พ้นไปจากมือ เขาลุกเดินห่าง

เรียวตะก้มหน้าต่ำ สักครู่ “ข้าเป็นหมอ…ข้าควรจะดูแลนางและลูกของคุณชายให้ดีที่สุดซินะ” เป็นความน้อยใจที่ตั้งใจจะประชด…“คุณชาย…ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ปราสาทฮันโตจนกระทั้งวันนี้…ข้าก็ไม่เคยลืมดวงตาสีอำพันที่จ้องข้า….แม้จะพยายามลืม”

“เจ้ารักข้า…ได้อย่างไร” โคทาโร่หันกลับมาพร้อมกับเดินเข้าหา เขาหยุดยืนในระยะประชิด “เจ้าก็ชาย ข้าก็ชาย” โคทาโร่พูดช้าๆเนิบๆ เรียวตะได้แต่มองเขานิ่งๆ

“ข้าเองก็ไม่เข้าใจตนเอง…เช่นเดียวกับที่คุณชายไม่เคยเข้าใจข้า…” เรียวตะพูดไม่ทันจบ โคทาโร่ก็ดึงเขามาจูบ น้ำตาของเรียวตะไหลพรากพร้อมๆ กับอาการสั่นตึง สักพักโคทาโร่ก็ถอนจูบและจ้องลึกเข้าในดวงตาที่กำลังเปียกชุ่ม (คุณชาย) เสียงสื่อจากเรียวตะอุทานในอาการตกใจและพึงพอใจปนอยู่ สักครู่พลังลึกลับที่เป็นมรดกมาจากนินจาก็ทำให้อีกคนค่อยๆ หลับ โคทาโร่ช้อนร่างเพื่อนเอาไว้ในอ้อมแขน

(ข้าดีใจที่ได้หลับในอ้อมกอดคุณชาย…)

“ข้าให้เจ้าได้เท่านี้จริงๆเรียวตะ” โคทาโร่พูดและเฝ้าวนเวียนมองใบหน้าของเพื่อนไปมา “ข้าไม่เข้าใจเจ้า เช่นเดียวกับที่เจ้าไม่เคยเข้าใจตัวเอง” พูดจบเขาก็อุ้มร่างที่หลับใหลเดินเข้าไปในห้องพยาบาล ก่อนจะกลับเข้ามาหยิบซองจดหมายบนโต๊ะแบบคนชั่งใจอยู่นาน…

“ข้าปรารถนาจะอยู่ต่อเพื่อลูกอย่างชายไร้ศักด์ศรี แต่สิทธิ์ขาดอยู่ที่เจ้าคนเดียว…จันทร์หอม”

……….

อย่าคาดหวังความรู้สึก……………………….จากคนอื่น

เพราะสมหวังและผิดหวัง……………………..พอกัน

มินาโมโต โคทาโร่

……….

ชะตากะอนาคะ

(มินาโมโต โคทาโร่…เจ้าต้องเปิดจิตเดี๋ยวนี้…โคทาโร่…ทะเลทางทิศใต้กำลังจะลุกเป็นไฟ  นางจะหักหลังเจ้า…โคทาโร่…มินาโมโต โคทาโร่ จิตของเจ้ากำลังจะสั่นคลอน…อูคาชิ เซดะ…เซดะคุง) เสียงสื่อโหมกระตุ้นประสาททุกส่วนที่กำลังหลับสนิท ไม่ต่างอะไรกับเปลวไฟในเบ้าหลอมโลหะ แต่นายทหารที่ชื่อ มินาโมโต โคทาโร่ก็ยังไม่รู้สึกตัวจากอีกมิติหนึ่งของความฝัน ชะตากะอนาคะ  ชะตากรรมอนาคต ที่สวรรค์ไม่ได้ลิขิต แต่เป็นเพราะคำสาปซามูไรที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด กำลังจะบอกบางสิ่ง

: เรือลำน้อยมีข้านั่งอยู่คนเดียวกลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง…

: มันลอยนิ่งอยู่ในเงามืดของราตรีที่มองไม่เห็นสิ่งใด…

: นอกจากดาวสีแดงเหนือทะเลใต้

: มันเป็นเพื่อนข้ายามเหงา…

: “ดวงดาวแห่งนักรบ” ข้าพูดขึ้นจากความรู้สึก

: (ดาวแห่งนักฆ่า) เป็นเสียงกระซิบจากคนที่คุ้นเคย

: (เจ้าต้องเปิดจิตเดี๋ยวนี้) เป็นเสียงของคนๆนั้น

: ฮาๆ…และยังมีเสียงหัวเราะที่ก้องไปทั้งมหาสมุทร…

:  (จิตเจ้ากำลังสั่นคลอน อูคาชิ เซดะ)

: ข้าพยายามจะดีดตัวขึ้นจากเรือเพื่อไปหาดาวสีแดง

: แต่ก็ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า

: มิหนำซ้ำแรงดีดส่งกลับทำให้เรือค่อยๆจมสู่มหาสมุทร

: กำลังจะจมลงสู่สีดำ

: (โคทาโร่ อูคาชิ…เซดะ) เสียงเรียกเหมือนจะมีคนช่วย

: และดาวสีแดงก็กำลังหายไป…

: ขณะตัวข้าก็กำลังจมดิ่งไปพร้อมกับเรือ

: แต่พลันเกือบจะสิ้นลม

: แสงเพลิงจากขอบทะเลทิศใต้ ก็สว่างขึ้นมา

: มันทำให้ข้ามีแรงฮึดสู้ลอยตัวได้อีก…

: “แสงอาทิตย์กำลังเบิกฟ้าวันใหม่…”

: ข้าพูดเบาๆ…โดยไม่เอะใจเลยว่า…นั้นไม่ใช่ทิศบูรพา

: ดวงไฟสีแดงค่อยๆโผล่ ลอยสูง

: ขยายใหญ่ช้าๆ…ช้าๆ…จนเห็นเป็นวงกลมสีแดงเต็มดวง

: “อาทิตย์ยามเช้า”ข้าอุทานอย่างกระเรียนหลงฟ้า

: และภาพตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลมินาโมโต

: ก็ผุดขึ้นมาในหัว…(อูคาชิ เซดะ)เสียงสื่อที่ข้าไม่ตั้งใจจะได้ยิน

: แรงฮึดสู้ครั้งสุดท้ายกลับเพิ่มมากขึ้น

: ในที่สุดข้าก็ดีดตัวลอยพ้นจากเกลียวคลื่นได้สำเร็จ

: และค่อยๆ…กางแขนทั้งสองข้างเพื่อรับแสงนั้น

: มันช่วยพยุงตัวได้อย่างที่คาดหวังดั่งลมหนุนใต้ปีก

:  ข้านึกถึงนกกระเรียนมงกุฎแดงในกลางวงกลมสีแดงขึ้นมา

: ร่างของเขาเวลานี้ก็ไม่ต่างอะไรกับกระเรียนตัวนั้น

: ประหนึ่งตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลมีตัวข้าแทนที่

: แต่แล้วแรงโน้มถ่วงก็ฉุดร่างที่หนักอึ้งจมลงไปอีก

: ข้ากางแขนทั้งสองข้าง ให้มากกว่าเดิม

: สัญชาตญาณบอกให้ทำเช่นนั้น

: นัยน์ตาเต็มเปรี่ยมไปด้วยความหวังเริ่มหรี่ลง

: เมื่อดวงอาทิตย์ที่เข้าใจ กำลังขยายขึ้น ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

: อุณหภูมิก็เพิ่มขึ้น…จนแสบผิว

: ความร้อนกำลังทำให้ทะเลเดือด

: และข้าก็เริ่มรู้แล้วว่า นั้นมิใช่ดวงอาทิตย์

: แต่เป็นลูกเพลิงสีแดงที่ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา

: จิตพะวงได้ปลุกสัญชาตญาณกลัวให้ตื่น

: “อะไรกัน”ข้าพะวงถาม

: รอยยิ้มแห่งความหวัง…เปลี่ยนไป

: กรามทั้งสองข้างขบกันแน่น

: ดวงตาทั้ง 2 ข้างก็แข็งกร้าว เพื่อเผชิญกับความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

: มันกำลังจะเปลี่ยนร่างข้าให้เป็นผงถ่าน

: มินาโมโต โคทาโร่ นกกระเรียนบนตราสัญลักษณ์

: ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลซามูไรเก่าแก่

: เมื่อความตายใกล้เข้ามา

: ร่างของข้ากลับลอยสูงขึ้นอีก

: ความรู้สึกบอก มันช่างบางเบาเสียยิ่งขนนก

: เขาไม่ยอมหันหลังให้มัน

: จนกระทั้งลูกไฟจากนรก…ค่อยๆกลืนกิน

          “ไม่ๆๆๆๆๆๆๆ………………อูคาชิ เซดะ)

มินาโมโต โคทาโร่ ตะโกนสุดเสียงทั้งๆที่ยังหลับตา กระแสจิตที่ดังก้องในคำสุดท้ายยังค้างอยู่ในหัว เขาได้ยินปลายเสียงห่างๆว่า…อูคาชิ เซดะ) เหงื่อกาฬแตกพล่านเปียกชุ่มราวกับนอนแช่อยู่ในบ่อน้ำพุ  เขาหลับตาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติให้กลับมารวมกัน เขาทำอย่างเดียวกันนี้ซ้ำๆ อีก 3 รอบ แต่ในหัวซีกซ้ายกลับรู้สึกเหมือนมีใครเอากลองมาตีรัวๆ ปวดรำคาญจนต้องกุมไว้ทั้ง 2 มือ

“จันทร์หอม…ข้า” โคทาโร่เรียกทั้งๆที่ยังไม่ได้สติดี แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ และนั้นเองที่ทำให้เขาตื่นได้เร็วขึ้น (นางไปไหน เวลาเช่นนี้) เขาถามตัวเอง โคทาโร่ลุกจากที่นอนเดินออกประตูไปอย่างแผ่วเบาเหมือนกลัวว่าเรไรที่อยู่ห้องข้างจะตื่น

(อูคาชิ เซดะ…อูคาชิ เซดะ…) เป็นเสียงสื่อจากคนคุ้นเคยที่ดังแทรก  โคทาโร่หยุดนิ่งและปล่อยจิตให้ว่างเพื่อเปิดรับ

(อูคาชิ เซดะ…เจ้าจงฟังข้า อูคาชิ เซดะ)

(ท่านพ่อ…) เขาตอบกลับในทันที แต่เสียงของอีกหลายคนที่ศาลาท่าน้ำก็ดึงดูดเขาได้ไม่แพ้กัน โคทาโร่ถอดร่างตัวเองทิ้งไว้ที่เชิงบันได แต่ก็ทำได้ไม่สมบูรณ์นัก…มรดกจากนินจาที่ขาดการฝึกฝนกำลังทำให้เขาเป็นบ้า (ท่านพ่อ…)

(เจ้ากำลังโดน…คำสาปซามูไรเล่นงาน…โคทาโร่ วงกลมสีแดงที่ล้อมรอบนกกระเรียนไม่ใช่ดวงอาทิตย์อย่างเข้าใจ…แต่มันเป็นลูกไฟจากคำสาป…โคทาโร่มีทางเดียวที่เจ้าจะพ้นพันธะจากมันได้โดยสมบูรณ์…เจ้าต้องกลับมาเป็นอูคาชิ และลืมดาบคาตานะมูโต เล่มนั้นซะเลือดมินาโมโตที่มีเพียงครึ่งเดียวจะถูกเลือดอูคาชิละลายจนกระทั้งจางหาย..เซดะฟังข้าอยู่หรือไม่…อูคาชิ อูคาชิ เซดะ)แต่อีกร่างหนึ่งของโคทาโร่ก็ยังเดินเข้าไปหยุดอยู่ไม่ไกลจากศาลาในเวลานั้น

“เขาฆ่า…พี่โมก…ถึงฉันจะแต่งงานและท้องกับเขา…แต่มันก็เป็นเพียงหน้าที่…มันเป็นภารกิจหนึ่งเท่านั้น ฉันเกลียดเขา…เกลียดเขายิ่งกว่าหนอน…” เป็นน้ำเสียงของจันทร์หอมอย่างชัดเจนโคทาโร่ชาไปทั้งตัว ราวกับความเกลียดชังที่ปนออกมากับสำเนียงยิ่งกว่าหนอนกำลังไหลซึมเข้าสู่ตัวเขาเต็มๆ

(ไม่…ข้าไม่ได้ฆ่าโมก นางกำลังเข้าใจผิด) โคทาโร่อุทาน

(ถึงจะรักนางเพียงใด แต่ในที่สุดก็เป็นนางที่จะสังหารเจ้า…โคทาโร่…เซดะ…) เสียงสื่อยังคงไม่ยอมลดละ

“เอ็งต้องรู้ให้ได้…ว่าพวกญี่ปุ่นมีแผนการอะไรในงานเลี้ยงคืนวันที่ 28 มิถุนายน ที่จะถึง…เราต้องรู้ก่อน มิฉะนั้นขบวนการใต้ดินและเสรีไทยส่วนหนึ่งจะถูกสังหารเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดจีน…บทเรียนเก่าสอนเราได้ดีเชียวนะจันทร์หอม” เสียงมนตรีเบาลงไปอีกเหมือนจะระแวง โคทาโร่เดินผ่านต้นชบาเพื่อหวังจะให้ใกล้เข้าไปอีก เขากระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับมาใช้แสงสีเขียวอมเหลือง…แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่าที่เคยเป็น แต่ก็พอเห็นจันทร์หอมพยักหน้าให้กับชายฉกรรจ์ที่ยืนพูดอยู่ติดกับบันไดลงแม่น้ำเพชรบุรีได้ไม่ยาก

(จันทร์หอม…)

                (อูคาชิ…เซดะ…อูคาชิ เซดะ)เสียงสื่อยังเรียกไม่ขาดระยะ…จนโคทาโร่เริ่มรู้สึกรำคาญ

(…ท่านพ่อ)

(เจ้าต้องกลับคืนสู่โลกชิโนบิ…ปล่อยดาบคาตานะมูโตเล่มนั้นซะ หากต้องการรอดพ้นจากคำสาปซามูไร)

(คำสาป คำสาป คำสาป…มันคืออะไร ท่านได้แต่พูดคำๆ นี้เพื่อหวังจะขู่ข้า) โคทาโร่สื่อกลับด้วยอารมณ์อีกด้าน

(ทำตามที่ข้าบอก…แล้วเจ้าจะรอด…มันเป็นเรื่องจริง ข้าไม่ได้ขู่)

(ตอนข้าอยู่ในหุบเขาอิงะ ท่านก็ผลักไสให้ข้ามาเป็นมินาโมโตเช่นเดียวกับเวลานี้ ที่ท่านก็บอกให้ข้ากลับคืนสู่โลกมืด…เห็นข้าเป็นสิ่งของ…คิดจะโยนทิ้งก็โยน…ข้าเกลียดโลกมืดยิ่งกว่าปลิงลม…ข้าเกลียดปลิงลมยังกับหนอนหมื่นตัวในซากเน่า) โคทาโร่ตอกกลับ อย่างสุดอารมณ์

(คุณชาย…)

(อย่าเรียกข้าอย่างนั้น…ข้าคือมินาโมโตความตายของข้าบางเบาเสียยิ่งกว่าขนนก…ข้าจะไม่หันหลังหากข้าจะตายเพราะสงคราม หรือแม้แต่จะถูกนางสังหารก็ตามที)

(อูคาชิ เซดะ)

(อย่าเรียกข้าอย่างคนหนึ่งในหุบเขา…ข้าเกียดอูคาชิ ข้าเกียด เซดะ ข้าเกียดชิโนบิ และข้าจะไม่มีวันหวนกลับไปหุบเขาอิงะอีก)

(คุณ…ชาย อู…คา…ชิ…)

(ข้าชื่อมินาโมโต…โคทาโร่…) เขาสวนกลับในลมหายใจเดียว ดวงตาที่แดงกล่ำกำลังฟ้องให้ภาพวันสุดท้ายในหุบเขาอิงะผุดขึ้นมาหลอกหลอน…เสียงอูคาชิ ยาสุ ตะคอกใส่เพื่อตัดขาดความเป็นพ่อลูกยังก้องอยู่ในความทรงจำ  แสงสีเขียวอมเหลืองที่เต็มไปพลังจากมนต์สะกดของชิโนบิไหลออกมาจากดวงตาสู่ดวงตาครั้งสุดท้าย มันเป็นภาพความเจ็บปวดที่เจ็บลึก…เกินจะเยียวยาแล้วเวลานี้

(ข้าเสียใจ…เจ้าก็คงจะเกลียดโลกมืด พอๆ กับแม่ของเจ้า)

(ใช่…ข้าขอตายเยี่ยงซามูไร…เพราะตอนนี้ข้ากำลังจะมีลูกกับนาง…) โคทาโร่พูดเสียงสั่นเครือ (ลูกข้าคนนี้จะต้องเป็นคนไทย คนไทยธรรมดาๆ มิใช่ทั้งชิโนบิและซามูไร)

“เอ็งจะต้องเข็มแข็ง…พวกเราทุกคนไม่มีวันทิ้งเอ็ง…สบายใจได้” เป็นเสียงผู้หญิงที่ดังมาจากหนึ่งในจำนวนกลุ่มคนที่อยู่ในศาลา

(หากเขาเกิดมาพร้อมพรสวรรค์วิเศษเยี่ยงชิโนบิจริงๆ มันก็ไกลพอที่เขาจะปลอดภัย) โคทาโร่ใช้เสียงสื่อตอบ (ถ้าข้ายังมีดีพอที่จะอยู่ต่อเพื่อลูก เพื่อปกป้องเขาจากปิศาจ…ถึงจะไร้ศักดิ์ศรีข้าก็จะอยู่…แต่หากจะต้องตายข้าก็จะให้นางเป็นผู้ตัดสิน)

(เจ้าคิดว่าเราควรจะต้องบอกลากันและกันแล้วใช่ไหม ก่อนจะไม่ได้บอกลาอีกเป็นครั้งที่ 2 )

(…มันควรจะเช่นนั้น…) โคทาโร่สื่อไม่ทันคิด

(…..) แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากอีกคน

“หากเกิดอะไรขึ้น เราต้องยอมรับมันให้ได้…เอ็งไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกนะ” เป็นเสียงของผู้ชายแต่ดูเหมือนน้ำเสียงจะอบอุ่นมาขึ้น โคทาโร่ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้ากันได้แล้ว

(…ข้าบอกลาเจ้าไม่ได้…) เสียงของอูคาชิ ยาสุสั่นเทา ก่อนเขาจะตัดเสียงสื่อหายไปเฉยๆ

“พวกพี่กลับไปก่อนเถอะ…มีอะไรเดี๋ยวฉันส่งข่าว” เสียงจันทร์หอมดังขึ้น เขาเห็นสายตาของนางกวาดมองไปรอบๆ เหมือนจะระแวงบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นเขาในเวลานี้

“เออ…มีอะไรเร่งด่วนให้ไปหาข้าที่บ้าน” เสียงขามพูดก่อนจะเดินลงบันไปที่ทอดตัวลงสู่ผิวน้ำไปเป็นคนแรก

“ตูม!!” เขาล้มหัวขม่ำจนน้ำแตกกระจาย จันทร์หอมเอามือปิดปากเหมือนจะขำไม่ออก

“ทีหลังมัดเชือกให้ต่ำๆ หน่อย…ข้าจะได้ไม่สะดุด” ขามค่อนแคะเบาๆ ก่อนจะลอยคอนำคนทั้งหมดหายไปที่โค้งน้ำทางทิศเหนือ

“จันทร์หอมทำงานให้กับขบวนการใต้ดินหรือนี้”

                (…เจ้าจะตายเพราะผู้หญิงที่มี แววตาคมยิ่งกว่าดาบคาตานะ…ไม่ใช่สงคราม) และเสียงที่อยู่ในความทรงจำก็ผุดเตือนขึ้นในหัวอีก

“จันทร์หอม…” โคทาโร่หลุดอุทานเป็นเสียงลม

“ฉันขอโทษคุณไม่ได้…โคทาโร่…ฉันขอโทษคุณไม่ได้” และจันทร์หอมก็พูดในอารมณ์เดียวกันแล้วก็ร้องไห้ออกมา

(นั้นน้ำตา…นางรักข้า…ข้าสัมผัสได้…นางรักข้า) โคทาโร่บอกตัวเอง (ยามนี้นางไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง)

“ฉันขอโทษคุณไม่ได้โคทาโร่….ฮื้อๆ”

 

……….

หน้าที่ต่อประเทศชาติ………………………

………..ย่อมสำคัญกว่าความรู้สึกส่วนตัว

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา18 ##

สมรภูมิปักษา16

สมรภูมิปักษา16อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา16

สมรภูมิปักษา16

กรีดเลือดซามูไร

“เรียวตะคุง…เรียวตะ” ฮาราชิ จิโระ ตะโกนใส่หน้านายแพทย์หนุ่มที่ยังนั่งเป็นหินไม่ยอมรับรู้กับความรู้สึกอยู่ภายในห้อง “ได้ยินไหม ข้าจะอาสาไปฟอร์โมซากับโคทาโร่…ข้าจะไปกับโคทาโร่…เขียนชื่อข้าลงไปเดี๋ยวนี้!”

“อาสา…ไปตายชัดๆ” เรียวตะพึมพำในลำคอ ดวงตาประหนึ่งไร้ชีวิตเมื่อครู่ค่อยๆแดงอาบสีเลือด “อาสาไปตายชัดๆ” เขาลุกขึ้นตะคอกกลับเสียงดัง จนมือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวสั่นเกร็ง “เจ้าได้ยินไหม จิโระ…อาสาไปตายชัดๆ”

“โคทาโร่อยู่ที่ไหน ข้าจะอยู่กับเขา เขาอาสาไปตาย ข้าก็จะไปตายที่เดียวกับเขา” ฮาราชิ จิโระ โต้เสียงสูงอย่างไม่เกรงกลัว

“นั้นนะ…ควรจะเป็นคำพูดของข้า…เจ้าไม่เกี่ยว” เรียวตะกดเสียงต่ำลอดไรฟัน เขาหันหลังเพื่อปิดปังไม่ให้เพื่อนเห็นน้ำตาที่กำลังล้นทะลัก

“แต่เจ้าเป็นแพทย์…มิใช่นักบิน…”

“เจ้าเองก็มิใช่…ที่นั่งสุดท้ายต้องเป็นของข้า…ไปได้แล้ว ข้ามีงานต้องทำ” ไอซึเกะ เรียวตะกดต่ำไล่ และพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ…แต่ก็สุดจะบังคับให้นิ่งได้  “ออกไป!…” เขาตวาดไล่ แต่จิโระก็ยังนิ่ง “ข้าสั่งให้ออกไป!” และเรียวตะก็ตวาดจนเส้นคอปูดเกร็ง…

“เปลี่ยนเป็นชื่อข้า…” จิโระไม่ยอมแพ้

“ชิ!…” เรียวตะพ่นเสียงรำคาญ เขาปาดน้ำตาทิ้งในทีเดียว ก่อนจะหอบเอกสารเดินแยกไปเสียเอง

“เรียวตะคุง… เรียวตะ…ไอ้บ้าเรียวตะ” จิโระตะโกนไล่ตามหลัง แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ นอกจากยืนนิ่งเป็นหินเพื่อทบทวนตัวเองอยู่ที่เดิม “ทำไมต้องแค่ 9 ไม่เป็น 10 ข้าหมดหวังแล้วจริงๆใช่ไหม โคทาโร่” เขาพึมพำอย่างท้อใจ ก่อนจะพาร่างที่ไม่ต่างอะไรกับซากศพเดินแยกไปอีกทาง

……….

อีกมุมหนึ่ง

(อูคาชิ …อูคาชิ ยาสุ…ท่านพ่อข้าเป็นอะไรไป) เสียงสื่อไม่มั่นคงถูกปลุกขึ้นมาถามหาใครอีกคนที่โคทาโร่หวังจะให้ตอบกลับในสื่อกระแสเดียวกัน ขณะที่กำลังยืนนิ่งอยู่เหนือยอดตาลโตนด แรงกดฝ่าเท้าที่เคยเบาหวิว แต่เวลานี้มันกลับหนักอึ้ง จนใบตาลที่แผ่เป็นพัดรองรับ ถึงกับอ่อนยวบยาบ แทบจะทานน้ำหนักไม่อยู่

(ท่านพ่อ ตอบข้าที…ท่านพ่อ) น้ำเสียงแผ่วเบาลงเหมือนจะถอดใจยอมแพ้… “ท่านพ่อ ท่านพ่อ!…” เขาป้องปากตะโกน อย่างไม่เกรงว่าจะมีใครมาได้ยิน…“ท่านพ่อ!”

(โคโร่อาจได้โดนคำซาไร) และในที่สุดสื่อเสียงที่รอคอยก็ดังขึ้นในหัว แต่มันยังคงไม่สมบูรณ์เหมือนที่เคยปกติ

“ไม่ ท่านพ่อ ทำไม…เป็นไปไม่ได้…” โคทาโร่รู้สึกทั้งดีใจและตกใจพอๆ กัน เมื่อพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิที่เกิดมาพร้อมๆ กับดาวแห่งนักฆ่าเปลี่ยนไป “ไม่!….” เขาตะโกน พร้อมๆ กับชักดาบคาตานะมูโตตวัดสูง จนแรงกดที่ปลายเท้าทำให้ยอดตาลทั้งต้นไหวเอน ไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งโดนลมพายุกระชาก “ท่านพ่อ…มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า” เขาตะโกนอีกพร้อมๆ กับลดปลายดาบชี้ลงไปที่พื้น “มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า!…” ในที่สุดแรงกดดันก็ถูกระบายออกมา “มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า!…” คมดาบคาตานะ ฟาดฟันไปกับทุกสิ่งตรงหน้า จนก้าน ใบ ที่แหลมคมปลิวว่อนในอากาศใบแล้วใบเล่า “ย๊าก!…” ก้านแล้วก้านเล่า “ท่านพ่อ!…” จนในที่สุดมันก็เหลือเพียงเขาที่ยืนรำพึงรำพันอยู่บนต้นตอสูงสีดำที่ไร้ชีวิต…ความเป็นนินจาในตัวอาจจะหมดลงในวันพรุ่งนี้…

……….

คมก้านกรีดฉีกเฉือนข้าซามูไร

เลือดรินไหลท่วมกายคล้ายดั่งฝัน

แผลกรีดลึกนึกว่าฟ้าพาลลงทัณฑ์

จำต้องกลั้นเจ็บทั้งตัวแลหัวใจ

……….

“ท่านพ่อ…ข้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อลูก ท่านช่วยให้ข้ารอดพ้นจากความตายที่ฟอร์โมซาได้…”โคทาโร่พึมพำ “เลือดชิโนบิ…ท่านเห็นเลือดชิโนบิของข้าไหม” เขาหยุดสำรวจเลือดสีแดงที่กำลังไหลซึมทั่วร่าง

“ท่านเป็นคนเดียว ที่จะปลุกพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิกลับคืนมาให้ข้าได้…ท่านพ่อ” ประโยคสุดท้ายหายลงไปในลำคอ เขากลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ พร้อมกับหลับตานิ่งเหมือนจะลองเริ่มต้นสื่อเสียงใหม่ด้วยสมาธิสุดท้าย…

(ถ้าเพื่อชาติ ข้าไม่เคยกลัวตาย…แต่ข้าอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อลูก…ท่านต้องช่วยข้าก่อนภารกิจสำคัญจะมาถึงในไม่ช้า) เขาหยุดรออีกฝ่าย…สักครู่ก็มีรอยยิ้มปรากฏฉายออกมา…

(สงครามไม่สามารถสังหารเจ้าได้…โคทาโร่)

(ท่านพ่อ) น้ำตาแห่งความปิติไหลพล่าน

(เจ้าจะตายเพราะผู้หญิง…มิใช่สงคราม…) เสียงสื่อได้ยิน…ชัดเจนเช่นเดิม…และตัวเขาเองก็รู้สึกเบาหวิวขึ้นมาในนาทีนั้น “ท่านพ่อ!” แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เขาเศร้าหนักลงไปอีก…

“ท่านพ่อหมายถึงนาง”

………

ข่าวการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตรเล่นงานค่ายทหารญี่ปุ่นในยุโรปแตกย่อยยับ  ทางแถบเอเชียมะนิลาถูกสหรัฐตีแตก และกองทัพอังกฤษเวลานี้ก็โหมบุกเข้าตีพม่าอย่างหนัก สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ ทหารญี่ปุ่นที่ประจำการตามที่ต่างๆ ก็พร้อมจะสู้รบเป็นครั้งสุดท้าย รวมทั้ง 9 นายทหารที่อาสาไปฝึกเพื่อเตรียมตัวเป็นหน่วยบินอาสาตายกามิกาเซ่ ที่ฟอร์โมซาหรือประเทศไต้หวันในปัจจุบัน

และเวลาเดียวกันสงครามประสาทระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นยิ่งเพิ่มอุณหภูมิเดือดมากขึ้น  เดือนพฤษภาคม  1945 รัฐบาลญี่ปุ่นขอกู้เงินเพิ่มจากเงินกู้มหาศาลที่รัฐบาลไทยให้กู้เป็นประจำอยู่แล้วถึงหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งในเวลานั้นฐานะการเงินของรัฐบาลไทยเองก็กำลังยอบแยบลงเต็มที  ไม่มีเงินให้รัฐบาลญี่ปุ่นกู้ได้อีก จึงเจรจาขอต่อรองเหลือเพียงห้าร้อยล้านบาท…เพราะสาเหตุนี้เอง ที่เพิ่มความสงสัยให้รัฐบาลญี่ปุ่นมากขึ้น

ในเมื่อไม่เห็นทางออก รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้วางแผนจัดงานเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง  แผนการถูกกำหนดขึ้นในคืนวันที่ 28 มิถุนายน 1945 พวกเขาหวังว่าทุกอย่างจะต้องจบลงในคืนนั้น

#งานเลี้ยงใหญ่ เราจะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯและตามหัวเมืองใหญ่ๆ ที่สำคัญทั่วประเทศ…มันจะต้องจบลงเช่นเดียวกับขบวนการใต้ดินในประเทศอินโดจีน…จะต้องจบไม่มีทางเลือกอื่น#เป็นเสียงพูดของนายทหารคนสำคัญที่รับผิดชอบ ซึ่งมันก็ยังก้องอยู่ในหัวของโคทาโร่อย่างไม่มีวันลืม

………..

ตอนสายๆ ในวันเดียวกันที่บ้านธารารักษ์

“โคทาโร่…คุณบาดเจ็บ” จันทร์หอมตกใจแทบทรุดเมื่อเห็นโคทาโร่เดินขึ้นบ้านมาพร้อมกับเลือดอาบโชกไปทั้งตัว นางวางทุกอย่างในมือประคองเขาไปนั่งกับเก้าอี้ไม้ทางเข้าห้อง “ฉันจะไปเอายามาทำแผลให้” พูดไม่ทันจบนางก็วิ่งหายเข้าไปข้างใน ทิ้งให้โคทาโร่มองตามหลังด้วยสายตาที่อ่อนล้าเต็มที…ครู่เดียวนางกลับมาพร้อมกับกล่องยาและอุปกรณ์ทำแผล “มันไม่ใช่แผลจากค่ายทหารใช่ไหม” นางถามพร้อมกับถอดเสื้อให้เขา โคทาโร่ยิ้มจางๆ

“ข้าบอกเจ้าไม่ได้หรอก…มันเป็นความลับ” โคทาโร่พูดแบบไม่จริงจังนักพลางเขย่าเสียงหัวเราะให้ดังขึ้นในลำคอ

“ฉันว่าคุณต้องไปรบกับต้นตาลมาแน่ๆ…ดูซิเศษใบตาลในเสื้อเต็มไปหมดเลย…” จันทร์หอมพูด ซึ่งมันก็ถูกตามที่นางคาดเดา โคทาโร่หน้าเสียเล็กน้อย แต่ดีที่นางมัวแต่สาละวนกับการใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดเลือด จึงไม่ทันเห็นรอยยิ้มเจื่อนๆ ของคนถูกจับโกหก…

“คุณมีอะไร…บอกฉันได้นะ อย่าเก็บไว้คนเดียว…ฉันเป็นห่วง” มันเป็นคำพูดจากปากที่ตรงกับใจของจันทร์หอมมากที่สุด และเวลานี้โคทาโร่เอง ก็สัมผัสได้

“เจ้าไม่ควรเป็นทุกข์ในขณะที่กำลังตั้งท้อง”

“แต่ฉันเป็นเมียคุณ…โคทาโร่” จันทร์หอมพูดจริงจัง โคทาโร่อึ้งสะดุด…ความสุขเมื่อครู่หยุดในทันที

“ข้าต้องเปลี่ยนชุด…” เขาตัดบทเสียงแข็ง จิตพิรุธความเป็นนินจากลับคืนมา พร้อมๆ กับอาการหน่วงลึกที่จันทร์หอมมอบให้…

“คุณจะกลับไปค่ายอีกหรือ”

“……” โคทาโร่พยักหน้าแทนคำตอบก่อนจะลุกเดินเข้าไปในห้อง สักครู่เขาก็เดินกลับออกมาในชุดลำลองที่ไม่คุ้นตา

“ข้ากลับดึก…ไม่ต้องรอ” เขาบอกและเดินหายลงบันไดไปทันที

……….

หลังจากนั้น 

“พี่โมก…พี่บอกฉันซิ…ว่าสิ่งที่ฉันทำเป็นการแก้แค้น…ฉันเกลียดเขา ฉันเกลียดเขา” จันทร์หอมพึมพำเหมือนจะตอกย้ำให้ตัวเองหนักแน่นกว่าที่เป็นอยู่ “ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน โคทาโร่” และกดเสียงต่ำไล่ตามหลัง…โคทาโร่ชะงักเหมือนจะรู้สึกได้ แต่เขาก็ยังก้าวต่อไปไม่หยุด…

“แม่สอนหนูเขียน ก. ไก่ หน่อย…” เสียงเรไรดึงจันทร์หอมกลับมา นางใช้ปลายนิ้วเช็คน้ำตาจนแห้ง ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาบุตรสาว “ไหนแม่จะสอนให้” แต่เรไรก็เปลี่ยนเรื่องในขณะที่นางนั่งลงแล้ว

“หนูคิดถึง…พ่อโมก” เรไรเอ่ยลอยๆ พลางโอบกอดนางด้วยความรู้สึกนั้น “พี่โมก!…” จันทร์หอมอุทานขณะลูบหัวบุตรสาว  #นายโคทาโร่คือผู้สังหารผัวเอ็ง…หมอบอกว่าไอ้โมกถูกวางยาพิษ# เสียงกระซิบที่ขามเป็นคนบอกดังขึ้นมาจากความจำ จันทร์หอมกระชับลูกสาวในวัยที่ควรจะได้ไปโรงเรียนให้แน่นขึ้น…

“แม่…ก็คิดถึงพ่อเช่นกัน….”

……….

ดารดาษเพริดพราววับวาวฟ้า

หมื่นดาราล้านแสงดาวราวสวรรค์

กระพริบพร่างเพลินพิศพริ้มแพรวพรรณ

คิดถึงวันสองเราเฝ้าคลอเคลีย

หนาวน้ำค้างพลางพี่กอดก็คลายได้

คลาหนาวใจใคร่พี่เคียงก็คลายเศร้า

หนาวลมเหนือเพียงอกอุ่นหนุนบรรเทา

หนาวเพลงร้าวเล่าหนาวรักพี่จักคลาย 

……….

พี่โมก…ฉันคิดถึงพี่

……….

บางเวลา……………………เพียงน้ำตาก็หวานล้ำ

แต่บางคำที่ชมชื่น…………………..กลับขื่นขม

มินาโมโต โคทาโร่

……….

สวรรค์เปิดตอนตีสาม

จนกระทั้งเกือบตีสาม

(จันทร์หอม เจ้าเป็นห่วงข้า…เจ้ารักข้าใช่ไหม) โคทาโร่กลับมาในสภาพที่มึนเมา แต่เขาก็พอจะควบคุมสติได้ เขานั่งลงข้างๆ ร่างที่กำลังหลับลึกเหมือนจะรอเขาอยู่ที่ชานระเบียง

“จันทร์หอม…เมื่อก่อนข้าไม่อยากให้มีสงคราม…แต่บัดนี้ข้ากลับไม่อยากให้มันจบ…หากญี่ปุ่นแพ้…ซามูไรแห่งคาโกคุมะก็ต้องจบ บอกข้าซิว่า…ข้าดีพอที่จะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อลูก” โคทาโร่พึมพำขณะล้มตัวลงนอนเคียงมือก็โอบกอดภรรยาเอาไว้หลวมๆ เหมือนเกรงว่านางจะตื่น

“ข้ารักเจ้าเหลือเกิน แต่ภารกิจที่ฟอร์โมซาก็ทิ้งไม่ได้” เขาพร่ำต่อ แต่กลิ่นเหล้าก็ปลุกนางจนได้

“โคทาโร่….”

“ข้า…”

“กลิ่นเหล้า…คุณไม่เคยกินเหล้านิ…เกิดอะไรขึ้น” จันทร์หอมถามอย่างตื่นตระหนก แต่โคทาโร่กลับยิ้มเมื่อรับรู้ว่าคำถามออกมาจากหัวใจที่ห่วงหาเขาจริงๆ

“ยิ้มอยู่ได้ บอกมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น” จันทร์หอมคาดคั้น แต่โคทาโร่ก็ได้แต่นอนยิ้มกลบเกลื่อน

“จันทร์หอม…บอกรักข้านะคนดี” โคทาโร่กระซิบ พร้อมๆ กับประทับจูบแรกที่หน้าผาก ในเวลาเดียวกันน้ำตาของซามูไรที่มีค่ายิ่งกว่าเพชรอะโออิก็พลันไหลออกมา “บอกรักข้าสักครั้ง” เขาวิงวอน…

“มันเกิดอะไร…ขึ้น”

“จันทร์หอม…” โคทาโร่กระซิบไปพร้อมกับแรงปรารถนา

“นาย…โค…ทา…” เสียงหายใจติดๆขัดๆ “โคทาโร่…มันเกิด อะไร ขึ้น” และคำถามของจันทร์หอมก็ไม่มั่นคง โคทาโร่ยิ้มพลางไล่จูบต่ำลงไป  เสื้อผ้าของพวกเขาทั้งคู่ หลุดออกจาก 2 ร่างทีละชิ้น…ทีละชิ้น จนเพลงรักใต้แสงดาวไม่เหลือสิ่งใดมาขวางกั้น

“โค ทา โร่…”

“บอกข้าเถอะ ว่ารัก” โคทาโร่ยังเรียกร้องในคำตอบเดิม แต่มันก็ไม่มั่นคงเช่นเดียวกับนาง “ข้าจะจูบเจ้าให้ครบหนึ่งพันครั้ง…” ร่างเปลือยเปล่ากระซิบ…

“โคทาโร่…อย่า…”

“ข้าจะจูบเจ้าให้คร…จันทร์หอม…”

“โคทาโร่…ฉัน…”

“ข้าจะจูบเจ้าให้ครบหนึ่งพันครั้งก่องฟ้าจะสาง…สุดที่รัก”

……….

ล้านดวงดาวกระพริบแสง………………………..เรียกข้า

เพียงหนึ่งดารา………………………เพียงเจ้าที่เฝ้ารอ

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา16 ##

สมรภูมิปักษา11

สมรภูมิปักษา11อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา11

สมรภูมิปักษา11

รอพี่นะจันทร์หอม…

โมกลอยคอตามลำธารไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็เจอสะพานไม้เก่าๆ อันเป็นเป้าหมายแรก รอยยิ้มจางๆ ฉายออกมา… “อีกไม่ถึง 5 กิโลเมตรแล้ว…จันทร์หอม พี่รอดแล้ว” แรงขับจากข้างในทำลายกำแพงความเหน็ดเหนื่อยจนหมดสิ้น “พ่อรอดแล้วเรไร” เขาตะเบ็งเสียงทั้งหมดที่มีดังก้องไปทั้งคุ้งน้ำ…ไม่มีความเกรงกลัวว่าจะมีทหารญี่ปุ่นคนไหนจะได้ยินอีกแล้ว…

แสงแรกกำลังกระจ่างขึ้น…เขาเริ่มมองเห็นใบไม้สีเขียวเป็นสีเขียวเข้ม เห็นคลื่นน้ำจากแสงสะท้อนเป็นสีขาวอยู่ทางหลัง แต่ตอนนี้โมกกลับเริ่มรู้สึกเหนื่อยและหนาวจนแทบจะว่ายน้ำต่อไม่ไหว “จันทร์หอม” เขาเรียกหากำลังใจเพื่อต่อสู้กับร่างกายที่กำลังจะหมดแรง สะพานสีขาวที่ทหารญี่ปุ่นพึ่งจะสร้างเสร็จใหม่ๆรอเขาอยู่อีกไม่ไกลแล้วในเวลานี้ “พี่  รอด  แล้ว  จันทร์หอม…” เขาพร่ำเสียงสั่นในขณะที่กำลังเดินฝ่าดงหญ้าปีนขึ้นไปบนฝั่งดิน แต่สายลมก็เสริมให้ความเหน็บหนาวสำแดงอาการเด่นชัดเจนออกมา เขาใช้ฝ่ามือแตะหน้าผากแขนและขา มันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ออกมาจากข้างใน “เราเป็นไข้…” เขาพึมพำแต่ก็กัดฟันเดินต่อไปข้างหน้า

“จันทร์หอม พี่รอดแล้ว เรไร พ่อรอดตาย” เสียงตะโกนเพื่อเรียกความหวังให้ตื่นแต่มันกลับไม่มีเสียง เขากัดฟันเดินต่อไปจนเกือบถึงพื้นหญ้าตรงคอสะพาน แต่ในหัวของเขากำลังจะหมุนเป็นลูกข่าง ร่างกายก็กำลังควบคุมไม่อยู่ โมกใช้มือทั้งสองข้างกดขมับเพื่อหวังจะให้มันหยุด แต่…

“โอ้ย!…” ปากที่เปิดกว้างเหมือนจะระเบิดคำๆนี้ออกมา…แต่ก็ไร้เสียงตะโกนโดยสิ้นเชิง “จันทร์หอม…เรไร” โมกเอ่ยชื่อภรรยาและบุตรสาวกระนั้นก็ยังเงียบสนิท ดวงตาที่เคยใช้การได้ดีตลอดการเดินทางกำลังจะพล่ามัว จนแทบจะเปิดไม่ขึ้น… “โคทาโร่ นายอยู่ไหน โคทาโร่ ช่วยด้วย นาย นาย” โมกพึมพำเหมือนคนกำลังจะขาดใจ แต่พลันเสียงคนๆ หนึ่งก็กรอกเข้าหูในระยะประชิด…

“ข้าคือมินาโมโต โคทาโร่…เจ้าไม่มีทางรอดหรอก ฮึๆ…” โมกพยายามใช้สติที่เหลือน้อย…เปิดเปลือกตาเพื่อหวังจะเห็นใบหน้าเจ้าของสำเนียงที่ไม่คุ้นหู

“ข้าคือมินาโมโต โคทาโร่…ฮาๆ…” เสียงนั้นยังตอกย้ำมิให้ลืมชื่อที่ต้องการฝังเข้าไปในหัว แต่บางอย่างที่คล้ายกับปลายเข็มก็ทิ่มเข้าที่หัวไหล่…แรงขัดขืนขาดผึงลง “หากเจ้าตาย…ข้ามินาโมโต โคทาโร่ก็จะสมหวัง ฮาๆๆ” สำเนียงหัวเราะที่โคทาโร่ไม่เคยทำ สร้างแรงเฮือกสุดท้ายให้เขาบังคับตัวเองลืมตาขึ้น มันสำเร็จแต่ภาพของชายในชุดพลางสีดำช่างเลือนรางจนแทบจะรวมเป็นสีเดียวกับความมืดที่ยังเหลืออยู่ในเวลานั้น “ไม่…อย่า…อย่า…” เขาพยายามขัดขื่นแต่ของเหลวสีม่วงในหลอกฉีดยา…ในระยะที่สามารถเอื้อมถึงก็ค่อยถูกดันเข้าสู่ร่างกายของเขาจนหมด  “ฮาๆ…ข้าอยากได้ภรรยาของเจ้า ข้าก็ต้องได้” เขาพูดออกมาจากความสะใจ…และเสียงหัวเราะที่โคทาโร่ไม่เคยทำก็ดังขึ้นอีก “ฮาๆๆ ข้ามินาโมโต โคทาโร่…โคทาโร่ โคทาโร่” แล้วเงาสีดำรางๆ ก็โผวูบทิ้งเงาพาดเป็นทางยาวหายไปทันที

“คุณเป็นใคร คุณไม่ใช่….” สติที่เหลือน้อยทำได้เพียงเท่านั้น ดวงตาปิดสู่สีดำ แต่กายสัมผัสสุดท้ายที่พอรู้สึกนั้นก็คือฝ่ามืออันหยาบกร้านของใครบางคนมาอุ้มร่างของเขายกลอยขึ้น…แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไม่รู้สึกใดๆ อีกเลย…

……….

คนฉลาด…………………………ปรารถนาที่จะให้

แต่คนโง่………………….กลับปรารถนาที่จะรับ

มินาโมโต โคทาโร่

……….

แผนร้ายของปิศาจ

คืนวันที่ 20 กรกฎาคม 1943 ที่ บ้านธารารักษ์ จังหวัดเพชรบุรี

จันทร์หอมเดินผ่านเงามืดสู่ระเบียงโล่งติดแม่น้ำเพชรบุรี นางไม่รู้สึกกลัวในเมื่อมีดาวนับล้านคอยกระพริบแสงเป็นเพื่อนอยู่เต็มท้องฟ้า และนาทีนั้นเสียงฝ่าเท้าย้ำใบไผ่ที่หน้าบ้านก็ทำให้นางยิ้มออกมาได้

“พี่โมก…พี่โมก” นางมั่นใจว่าต้องเป็นสามีที่ถูกจับไปแน่ๆ

“พี่โมก…นั้นพี่ใช่ไหม” นางเรียกชื่อสามีซ้ำขึ้นอีก แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับมา…นางเริ่มกระวนกระวายใจ…แต่ในแววตายังมั่นคงเช่นเดิมว่าเสียงฝี่เท้าถี่ๆ ที่นางได้ยินมากว่า 8 ปีต้องไม่ใช่คนอื่น

“พี่โมก…พี่โมก” และนางก็ตะโกนเสียงดังขึ้นไปอีกระดับ ขาที่สั่นเทากำลังก้าวลงบันไดไปช้าๆ

“จันทร์หอม…จันทร์หอม…” และสำเนียงที่นางคาดหวังก็ดังขึ้น

“พี่โมก!…” นางตื้นตันจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ “พี่โมก..” นางปล่อยเสียงออกมาสุดอารมณ์ พร้อมๆกับวิ่งเข้าไปหาทั้งๆ ที่ยังมองไม่เห็น “พี่โมก!…” แต่แล้วนางก็ร้องลั่นเมื่องูหลามลายดาวตัวใหญ่เลื้อยเข้ามารัดรอบร่างของนางเอาไว้

“พี่โมก..ช่วยด้วย พี่โมก!” นางตะโกน แต่ดวงตาสีแดงฉานของมันกลับจ้องนิ่งเหมือนจงใจจะใช้ดวงตาของนางแทนกระจกเงา  แต่เมื่อนางจ้องกลับเข้าไปในลูกตาคู่นั้น นางกลับเห็นภาพของ มินาโมโต โคทาโร่ยืนยิ้มอยู่ “โคทาโร่” ทุกความรู้สึกหยุดนางให้นิ่ง สักครู่เสียงสามีที่จากไปนานก็เรียกขึ้นมาอีก “จันทร์หอม…ช่วยพี่ด้วย จันทร์หอม” นาทีเดียวกันงูหลามลายดาวก็ออกแรงรัดร่างของนางแน่นขึ้นไปอีก

“พี่โมก ช่วยฉันด้วย พี่โมก” นางเริ่มจะหายใจไม่ออก แต่ในดวงตาสีแดงยังปรากฏภาพของโคทาโร่ยืนยิ้มอย่างมีความสุขเช่นเดิม

“จันทร์หอม…จันทร์หอม…จันทร์หอม” เสียงเรียกของโมกค่อยๆ เบาลง เบาลงจนเงียบไป “พี่โมก!…” นางตะโกนสุดเสียง พร้อมๆกับน้ำตา งูหลามลายดาวใช้กำลังรัดจนนางล้มลง

“พี่โมก พี่โมก พี่โมก” เสียงนางเริ่มเบา แต่ก็เฝ้าแต่เรียกชื่อเขา จันทร์หอมกำลังจะหายใจไม่ออกในที่สุดนางก็ฝืนสติช่วงสุดท้ายจ้องอาฆาตเข้าไปในดวงตาของงูตัวนั้น…

“โคทาโร่ คุณฆ่าสามีฉัน คุณฆ่าพี่โมก” นางหลุดความแค้นออกมา…ภาพของโคทาโร่ดูเศร้าลงถนัด แรงโอบรัดของงูหลามก็ค่อยๆคลาย “พี่โมก!…” นางตะโกนเพียงครั้งเดียวยาวสุดเสียงพร้อมกับน้ำตาที่ล้นทะลัก ก่อนเสียงเคาะเสาบ้านเป็นจังหวะจะปลุกให้นางสะดุ้งตื่น

—ป๊อกๆ…ป๊อกๆ—

“ฝัน เราฝันไป” จันทร์หอมอุทานเสียงสั่นกลัว —ป๊อกๆ— และเสียงเคาะเสาไม้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง นางหันไปดูเรไรที่กำลังหลับใต้ผ้าห่มนวมผืนใหญ่ นางกระชับมันให้แน่นจนถึงหน้าอก ก่อนจะกระวีกระวาดลุกเดินจากห้องไปอย่างรีบร้อน

“คุณมนตรี…พี่ขาม” นางทักอย่างคนคาดเดาได้ถูกต้อง เงาตะคุ่มๆ ของคนสองคนกำลังนั่งรออยู่ที่ชานระเบียง

“เออๆ พี่เอง…”

“เอ็งเป็นอะไรไป…” ขามถามเมื่อสังเกตเห็นอาการสั่นกลัวผิดปกติ

“ปะๆ เปล่า ไม่มีอะไร” จันทร์หอมปฏิเสธติดๆขัดๆพร้อมกับมองซ้ายที ขวาที่อย่างคนอย่างคนวิตกจริต

“คืนนี้มยุรี มันเข้าไปส่งข่าวในเมือง เลยไม่ได้มานอนเป็นเพื่อน…แต่เอ็งไม่ต้องกลัวไปหรอกพวกพี่ก็วนเวียนอยู่แถวๆ นี้แหละ” ขามบอก…

“ขอบคุณมากพี่”

“จันทร์หอม…หากผัวเอ็งยังไม่กลับมาภายในเดือนนี้ก็แสดงว่า…เออเขาไม่รอด” มนตรีแทรกขึ้นอย่างระมัดระวัง และนั้นก็ทำให้หัวใจของจันทร์หอมหล่นวูบจมดิ่งลงเหวลึก

“พี่ฉัน ฉันกลัว” จันทร์หอมหลุดเสียงที่อ่อนแอสุดๆ ออกมา

“ไม่ต้องตีตนไปก่อนไข้…อย่างไรเสียเราจะหาทางช่วยอย่างเต็มที่” ขามปลอบ

“เวลานี้ขบวนการเสรีไทย ในอเมริกา และอังกฤษกำลังหาทางเข้ามาอย่างเงียบๆ…จันทร์หอมเราเป็นคนไทย…เราต้องสู้เพื่อแผ่นดินไทย…การเมินเชยก็ไม่ต่างอะไรกับนั่งรอความตาย…สงครามบังคับให้เราต้องสู้เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ลูกหลานของเรารอด…จันทร์หอมเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่เจ้าจะได้ล้างแค้นให้…” มนตรีพูดไม่ออกเมื่อต้องเอ่ยชื่อสามีของนางอีก “…ทำเพื่อพี่น้อง ลูกหลานและตอบแทนประเทศชาติ”

“เรากับส่วนกลางวางแผนเอาไว้หมดแล้ว…เจ้าเพียงแต่อยู่นิ่งๆ…รู้แค่ไหนก็บอกแค่นั้น…ต่อไปนี้เราจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปเพราะขบวนการเสรีไทยหน่วย 136 จากอังกฤษและหน่วยโอ.เอส.เอส.จากอเมริกากำลังจะหาทางเข้ามาสมทบ” ขามเสริมต่อ น้ำเสียงคนทั้ง 2 เหมือนต้องการจะหวังบางอย่างจากนาง

“แล้ว…พวกเขาจะเข้ามาเมื่อไร…” จันทร์กัดฟันถาม…ทั้งๆ ที่ยังไม่มีสมาธิพอ

“ไม่รู้…เราเพียงแต่คาดการว่าอย่างเร็วที่สุดคงจะกลางๆ ปีหน้า…หากขบวนการเสรีไทยทั้งจากอเมริกาและอังกฤษสามารถประสานงานกันได้…” มนตรีหยุดเหมือนจะคิดต่อ “เวลานี้สายข่าวแจ้งว่าหน่วย 136 จากอังกฤษกำลังร่วมฝึกอยู่ที่อินเดีย…เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม…โดยเฉพาะเจ้า…” และเขาก็เจาะจงอย่างที่ตั้งใจตั้งแต่แรก จันทร์หอมอึ้งเมื่อสิ่งที่คนทั้ง 2 อยากจะบอกหมายถึงนาง

“ทันทีที่เราได้ข่าวว่าขบวนการเสรีไทยจะเข้ามาเมืองไทยเมื่อไร งานแต่งของเอ็งก็จะมีขึ้นในระหว่างนั้น” ขามตัดสินใจพูดต่อทันที

“แต่งงาน…ฉันนี้นะ”

“ใช่พวกพี่มองไม่ผิดแน่ โคทาโร่กำลังแอบชอบเอ็งอยู่” มนตรีเปิดเผยและสรุปให้ตรงประเด็นมากขึ้น

“ไม่…จะอย่างไรพี่โมกก็ต้องกลับมา” จันทร์หอมปฏิเสธเสียงแข็ง พร้อมเอามือปิดปากเหมือนจะบังคับไม่ให้ความเศร้าเล่นงาน

“เรื่องนั้นข้ารู้…แต่นี้เป็นเพียงแผนเท่านั้น…เป็นแผนการที่เจ้าจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม…หากว่า…” ขามพยายามแก้ต่างเพื่อให้จันทร์หอมรู้สึกดีขึ้น มนตรีที่นั่งใกล้ๆ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู พรายน้ำสีเขียวบอกเวลา 03.00 น.

“จันทร์หอม…เราต้องไปแล้วละ…จงเตรียมตัวให้พร้อม”

“…เอ็งต้องแต่งงานกับ มินาโมโต โคทาโร่…เพื่อชาติ” ขามสรุป

“แต่พี่…ฉัน” จันทร์หอมพูดได้เพียงเท่านั้นนางก็ปล่อยโฮออกมา

“พี่เสียใจที่ไม่เหลือทางเลือกอื่นให้เอ็ง” มนตรีพูดสั้นๆ ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาอีก

“มีข่าวด่วนไปหาข้าที่บ้าน…แต่อย่าให้เป็นที่สงสัยอย่างเด็ดขาด” ขามแนะ พวกเขาลุกพร้อมๆ กันและเดินหายเข้าไปในความมืด…แต่เงาของคนทั้งคู่ยังหยุดอยู่ในศาลาท่าน้ำ พวกเขารอจนเห็นจันทร์หอมเดินเข้าไปในห้อง แล้วจึงเร่งเดินลงไปนั่งในเรือ เสียงไม้พายกระทบผิวน้ำจะดังห่างออกไปเรื่อยๆ

……….

“หากโมกมันรอดกลับมาจริงๆ ละ จะเอาอย่างไรต่อ”

“คงจะซ่อนตัวเขาเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง รอจนกว่าสงครามจะจบ…เรื่องนี้ผมคิดว่า ทั้งโมกและจันทร์หอมน่าจะเข้าใจได้”

……….

การยืนหยัดอยู่…………….สู้กับความสูญสิ้น

คือหัวใจของนางสิง……………………ราชินี

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

                (หึๆๆ…ข้าจะทำให้นางเกลียดโคทาโร่ไปจนวันตาย…นางจะต้องเกลียดเขา…เพียงข้า…เพียงข้า…) ไม่มีเสียงพูดใดๆ ในความมืดนอกจากความรู้สึกส่วนตัวของใครบางคนที่อยู่ในชุดพลางสีดำ…ก่อนคนๆ นั้นจะดีดตัวลอยสูงเหนือยอดไผ่และโผวูบหายไปราวกับปิศาจจากโลกที่ 3…

……….

## จบ สมรภูมิปักษา11 ##

สมรภูมิปักษา10

สมรภูมิปักษา10อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา10

สมรภูมิปักษา10

แหกค่ายนรก

วันที่ 20 กรกฎาคม 1943 ในป่าดิบชื้นจังหวัดกาญจนบุรี

สายลมแห่งป่าดิบชื้นนิ่งสนิทผิดวิสัยกับหลายๆ คืน ทำให้บรรยากาศรอบๆ ค่ายกักกันต้องเพิ่มความระแวดระวังกับทุกๆ เสียงที่เกิดขึ้น แต่สำหรับหน่วยงานก่อสร้างทางรถไฟแล้ว นรกบนพื้นดินก็ยังคงเป็นนรกบนดินอยู่นั้นเอง ความอยุติธรรมยังคงดำเนินต่อไป ผิดกับสวรรค์ที่ยังคงหยุดพักร้อนตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ปี 1941 จนกระทั้งวันนี้ยังไม่มีกำหนดจะเปิดทวงถามความยุติธรรมให้กับเหล่าเชลยสงครามง่ายๆ…อาจจะจนกว่าสงครามแห่งศักดิ์ศรีจะยุติลงแล้วกระมังเหล่านางฟ้าและเทวดาถึงจะดาหน้าแสดงตน…ชิ!…ว่าเป็นทูตผู้พิทักษ์คอยปกปักรักษาผู้บริสุทธิ์ (ที่รอดชีวิต)…น่าขันสิ้นดี

เวลาตามทางเดินของดวงดาวที่เชลยสงครามคนหนึ่งเฝ้าสังเกตมาตั้งแต่แสงสุดท้ายหมดลง บอกว่าใกล้จะเข้าสู่เที่ยงคืนเข้าไปทุกขณะ แสงไฟสีเหลืองจางๆ จากคบเพลิงที่กระจายเอาไว้เป็นจุดๆ ยาวเป็นเส้นขนานไปตามรางเหล็กจนหายลับไปกับมุมโค้งของเหลี่ยมเขาที่ดำทะมึนเบื้องหน้า ทุกสรรพสิ่งเวลานี้ยังปกติ แต่แรงกดดันที่เห็นเพื่อนเชลยค่อยๆ ทยอยตายไปทีละคนสองคน ประกอบกับต้องกรำงานอย่างหนัก จนไม่มีเวลาพักผ่อนกำลังจะทำให้หลายคนเป็นบ้า  มันน่าเศร้ากับบทเรียนราคาแพงที่ตีค่า 1 ชีวิต เท่ากับ 1 หมอนหนุนรางรถไฟสายนี้…ฮึๆ…เป็นความอึดอัดที่ถูกลมจากข้างในดันออกมาเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่น…

สายน้ำยังคงไหลเอื่อยๆ นานๆ ครั้งถึงจะได้ยินเสียงนกกลางคืนร้องแทรกขึ้น แต่มันก็ตามมาพร้อมเสียงปืนที่กระหน่ำสาดกระสุนใส่อย่างไม่ปรานี…หรือแม้แต่เสียงใบไม้ร่วงก็ไม่เว้น  ทหารญี่ปุ่นที่ยืนคุมการทำงานในคืนนี้น้อยกว่าปกติตามที่โคทาโร่คาดไว้ไม่ผิด  อาจจะเป็นเพราะบางส่วนได้ไปรอรับการมาเยี่ยมของพอเอกโตโจ หรืออาจจะภารกิจอื่นที่สำคัญมากกว่าในตัวจังหวัดกาญจนบุรี  เสียงเคาะแผ่นเหล็กดังกังวานไกล  จนแทบจะปลุกป่าทั้งป่าที่กำลังหลับใหลให้สะดุ้งตื่น โมกรีบลุกขึ้นจากที่นอนใบไม้ที่ใช้ปูแทนเสื่อ หัวใจเต้นแรงขึ้นเมื่อดวงดาวสีอำพันบอกเวลาของแผนการหลบหนีใกล้เข้ามา  เขาลุกขึ้นคว้าจอบที่วางอยู่ข้างๆเดินตรงไปยังตำแหน่งงานที่รับผิดชอบ เขาเริ่มสับลงไปตามที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดเสียง แต่ไม่ได้หวังผลในงานตรงหน้า หางตาก็เฝ้าระวังไปที่ทหารญี่ปุ่น 2 คน ที่ยืนคุมในระยะ 6 เมตร เขาเริ่มขยับตำแหน่งเข้าสู่มุมที่มืดกว่า แต่พยายามไม่ให้เสียงจอบที่สับลงดินขาดห้วนจนเป็นเหตุแห่งความสงสัยขณะเดียวกันเมื่อมีเสียงทำงานของเพื่อนเข้ามาแทนที เขาก็เริ่มลดเสียงสับให้เบาลง เบาลงพลางขยับเข้าใกล้เพื่อนเชลยต่างชาติ 2 คน…ทุกอย่างเป็นไปตามแผน เขาทบทวนเส้นทางหลบหนีที่โคทาโร่เขียนให้รอบแล้วรอบเล่าจนมั่นใจ

“iuytedsiaW” เสียงกระซิบจากเพื่อนเชลยต่างชาติดังขึ้นเบาๆ หลังสังเกตเห็นเขานิ่งไปนาน โมกฟังไม่รู้เรื่อง เขาส่ายหน้าพร้อมกับโกยเศษหินใส่กระบะช้าๆ เหมือนต้องการตอบเพื่อนที่ร่วมในชะตากรรมเดียวกันว่าไม่มีอะไร…

(อภัยด้วยเพื่อน กูพาพวกมึงไปไม่ได้จริงๆ) โมกคิดพร้อมๆ กับเหลือบมองเพื่อนทั้ง 2 อีกครั้ง  ก่อนจะยกกระบะหินเดินไปตามทางแคบๆ แต่สายตาก็ยังคงเฝ้าสำรวจทางหนีทีไล่อย่างระแวดระวัง เขาเทหินลงไปในแม่น้ำช้าๆ หางตาก็ออกสำรวจแนวโผไปยังแนวป่าทางทิศตะวันออก

(ได้เวลาแล้วไอ้โมก) เขามองดวงดาวที่สุกสว่างในคืนเดือนมืดทางทิศใต้ มันกำลังบอกเวลานัดหมายว่ามาถึงแล้ว (มันช่างเป็นใจกับกูนัก) เขาคิดและเดินถือกระบะกลับมาที่เดิม พร้อมกับหมายตาช่องทางหลบหนีเอาไว้อย่างคราวๆ เสียงเกลี่ยหินของเพื่อนเชลยต่างชาติเงียบลง พวกเขาหายไปแล้ว โมกพอเดาคำพูดของพวกเขาได้ในนาทีนั้นเอง

(พวกเขาจะชวนเราหนีไปด้วยอย่างนั้นหรือ)โมกครุ่นคิดพลางหยิบจอบขึ้นเกลี่ยหินรอจังหวะไปเรื่อยๆ เวลานี้ใจเขาเต้นเร็วและแรงขึ้น

จ๋อม!!แจ๋ม!!

                ปังๆๆ “เชลยหลบหนี” ปังๆๆ เสียงปืนรัวติดต่อกันหลายนัดตามมาด้วยเสียงตะโกนเป็นภาษาญี่ปุ่นดังกังวานไปทั้งบริเวณ  ทำให้ทหารที่ยืนคุมอยู่หลายคนต่างวิ่งกรูไปยังทิศต้นเสียง โมกวางจอบในมืออย่างช้าๆ เขาวิ่งหายไปตามเส้นทางที่ได้วางเอาไว้ทางทิศตะวันออก เสียงปืนเสียงโวยวายของทหารญี่ปุ่นยังคงดังไล่หลังมา เขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเมื่อเสียงปืนช่วยอำพลางเสียงฝีเท้าย้ำใบไม้ แต่เมื่อเงียบเขาก็หยุดหมอบราบไปกับพื้น

“ไอ้โมก…มึงต้องรอด” เขาพึมพำกับสถานการณ์ที่กำลังบีบคั้น พร้อมกับปรับสายตาเพื่อให้ชินกับความมืดก่อนจะสำรวจแนวโผไปข้างหน้าตามแผนที่ที่เขียนขึ้นในหัว เสียงปืนนำทางเงียบหายไปนานจนรอต่อไปไม่ไหว เขาเริ่มคลานและทำตัวไม่ต่างอะไรกับเสือโคร่งย่างตะปบเหยื่อ…และมันก็ได้ผล สักพักเสียงปืนที่ค่ายกักกันก็ดังขึ้นอีกหลายนัด เขาลุกขึ้นวิ่งต่อไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิตอีกเป็นครั้งที่ 2

“มึงต้องรอด…มึงต้องรอดไอ้โมก” เขาพึมพำเสียงลอดไรฟันไปพร้อมกับทุกๆฝีก้าวที่เร่งให้เร็วขึ้น เร็วขึ้นก่อนจะหยุดนิ่งอีกเมื่อเสียงปืนเงียบลง แต่ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากแนวอันตรายมาได้ไกลพอสมควรแล้ว เสียงฝีเท้าที่วิ่งสลับเดินไปเรื่อยๆ จึงไม่เป็นผลมากนัก อิสรภาพที่ริบรี่กำลังสว่างและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางหลบหนีถูกทบทวนเป็นระยะๆ สายตาก็อ่านเป้าหมายต่อไปสลับกับดวงดาวที่ใช้แทนเข็มทิศไปเรื่อยๆ

(เรารอดตายแน่แล้ว)โมกหยุดคิดเพื่อปรับสายตาอีกเป็นครั้งที่ 2  อาหารมื้อเย็นที่เขาพยายามกินให้มากที่สุด  ช่วยให้มีแรงพอที่จะวิ่งต่อไปได้อีกหลายกิโลเมตร แสงดาวนับล้านบนท้องฟ้าต่างพร้อมใจกันกระพริบแทนเสียงปรบมือ เขารู้สึกขอบคุณในที แต่ก็มีเพียงดวงดาวที่สุกสว่างสีอำพันเพียงดวงเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเขาให้ออกจากป่าแห่งนี้ได้ “ขอบคุณ” เขาพึมพำและยิ้มให้มันอย่างมีความหวังอีกครั้ง

“รอพี่นะ จันทร์หอม รอพ่อก่อนนะเรไร…” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนจะวิ่งต่อไปไม่หยุด แต่ทันใดนั้นแสงไฟจากหน้ารถก็ทำให้เขาต้องรีบซ่อนตัวตามสัญชาตญาณ ในสถานการณ์เช่นนี้คงมีแต่รถยนต์ของทหารญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะแล่นเข้ามาในเขตป่าลึก ไม่นานนักแสงไฟก็โผล่พ้นมุมโค้งของถนนจากทางลาดชัน เขานับจำนวนได้ 10 คัน หัวใจกำลังทำงานอย่างหนัก จนกลัวว่าเสียงเต้นระทึกจะดังไปถึงหูเหล่าทหารที่นั่งมาบนรถนั้น…

(คุณพระ คุณเจ้าหากลูกยังพอมีบุญเก่าเหลืออยู่บ้าง ขอเจอหน้าลูกเมียสักครั้งเถอะเจ้าประคุณ) เขาภาวนาพร้อมกับยกมือไหว้ท่วมหัว…และเหมือนจะสมปรารถนาเมื่อแสงไฟจากรถคันแรกเคลื่อนผ่านไป เขากลั้นลมหายใจสุดชีวิต แต่ยังเหลืออีก 9 คัน

(หากช้าอีก 10 นาที คงไม่มีโอกาสหลบหนีอย่างแน่นอน) โมกครุ่นคิดเมื่อเห็นทหารที่นั่งมาเต็มรถ…เหลืออีก 8 คัน…อีก 7 คัน…อีก 6 คัน…อีก 5 คัน

(เราคงต้องตายหากช้าไปกว่านี้) โมกคิดพลางมองลอดใบไม้ที่ใช้พรางตัว  (เหลืออีก 2 คัน เหลืออีก 2 คัน) โมกพยายามเร่งแต่ทันใดนั้น

                …ปังๆๆ…ปังๆๆ…เสียงปืนและลูกกระสุนก็เฉี่ยวหัวเขาจนแทบจะถากเอาเส้นผมติดไปด้วย เขาตกใจพอๆ กับเห็นความตายมายืนรออยู่ตรงหน้า เมื่อขบวนรถ 2 คันสุดท้ายหยุดลง

“มีเชลยหนีค่าย…” เสียงตะโกนบอกเป็นภาษาญี่ป่นดังลั่น

“ไปเอาตัวมันมา…และตามล่าพวกที่เหลืออย่าให้หนีรอดไปได้” คำสั่งที่แข็งกร้าวดังก้องไปทั้งป่า แต่โมกก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี

(คุณพระ คุณเจ้า เจ้าป่า เจ้าเขาช่วยลูกด้วย) โมกภาวนาพร้อมกับเกร็งมิให้ขาสั่น…เสียงทหารกระโดดลงจากรถ แต่เขาก็ยังนอนหมอบก้มหน้านิ่งอยู่กับพื้น ลมหายใจแทบหยุดเมื่อทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งเหยียบเข้าที่ขา ความเจ็บปวดกำลังทำให้เขาไม่สามารถควบคุมมันได้…

“เอาตัวมันไปขึ้นรถ…มันหนีมากี่คน” เสียงทหารญี่ปุ่นถาม

“ข้าเห็นมันสองคน อีกคนหนึ่งโดนกระสุนตายตั้งแต่นัดแรกแล้วครับท่าน” แต่แล้วเสียงตะโกนเป็นภาษาไทยในสำเนียงที่โมกไม่มีวันลืมก็ดังแทรกพวกเขา “มีอีกคน มันชื่อโมก มันชื่อไอ้โมก มันหนีมาก่อนพวกกู”

“มันพูดอะไร” เสียงนายทหารถามเป็นภาษาญี่ปุ่น…โชดดีที่พวกเขาไม่เข้าใจ

“กูบอกแล้วไง ยังมีอีกคน มันชื่อโมก มันชื่อโมก” เสียงตะโกนบอกเป็นภาษาไทยเสียงดังขึ้นไปอีก

“ไอ้บัดซบ! มึงคิดว่าจะหนีรอดได้อย่างนั้นหรือ ไอ้ลูกหมา” เสียงตบหน้าและเสียงตะคอกเป็นภาษาที่โมกฟังไม่รู้เรื่องก็ดังขึ้นชุดใหญ่ ลมหายใจของเขาหยุดไปนานกว่า 2 นาที นายทหารที่เหยียบขาเขาอยู่เดินผ่านไป…โมกถึงคลายความกลัวลงได้ระดับหนึ่ง

(ขอบคุณ คุณพระ คุณเจ้าที่คุ้มครองลูก) เขาค่อยๆ แง้มใบไม้เพื่อหวังเพียงจะเห็นหน้าคนไทยคนนั้น ทั้งๆ ที่มั่นใจอยู่แล้วว่าเจ้าของสำเนียงที่ไม่กินเส้นนั้นคือใคร

พี่ดำ!” เขากัดฟันแน่น แต่ก็ยังเก็บอาการไม่ให้พลุ่งพล่านออกมา

…ปังๆๆ…เสียงปืนกระชากวิญญาณดังขึ้นอีก คราวนี้มันเฉี่ยวหัวเขาใกล้มากขึ้นไปอีก

“ไปดูชิ…ข้าเห็นพุ่มไม้ไหวๆ มาจากทางนั้น”

(เรไร พ่อคงไม่รอดแน่แล้ว) เหมือนเขาจะยอมแพ้…โมกนิ่งพร้อมกับหลับตายอมรับชะตากรรม

(ฆ่ากูซะตรงนี้เลย ไอ้พวกนรก) โมกครุ่นคิดอย่างคนยอมแพ้…และพร้อมจะปลิดชีพตัวเองเมื่อพวกมันเข้ามาแตะต้องตัวเขา

“หมูป่า…หมู่ป่าฮาๆ” เสียงตะโกนบอกพร้อมกับเสียงหัวเราะดังขึ้น แต่โมกก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง

“ไปกันได้สักที เสียเวลามามากแล้ว…ลากมันขึ้นรถ” เสียงออกคำสั่งดังมาจากด้านหน้า พวกมันช่วยกันดันหมูป่าตัวเขืองขึ้นไปแล้วหันมาขู่บังคับชายชื่อดำอีก “ขึ้นไป!…”

“มันจะเป็นอาหารเช้าที่อร่อยที่สุดของพวกเรา…ฮา ฮา ฮา” เสียงพูดคุยเสียงหัวเราะแต่ก็ยังดังสลับกับเสียงของชายที่ชื่อดำ ที่ยังไม่ยอมง่ายๆ

“ฟังกูไม้รู้เรื่องรึไง ไอ้พวกโง่ ยังมีอีกคนที่มันหนีไป ไอ้โมก ไอ้โมก…กูบอกว่าไอ้โมกหนีไป” ดำตะโกนสุดเสียง แต่ดูเหมือนทหารญี่ปุ่นจะฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี

                ปังๆ…กระสุนปืน 2 นัด มาจากนายทหารที่นั่งอยู่ด้านหน้า เจาะเข้าที่กลางหน้าผากของดำพอดี เขาล้มหงายหลังลงไปนอนดิ้นเป็นปลาถูกทุบหัวกับพื้น

“ขอข้าบ้าง…ปังๆเสียงปืนจากทหารที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด ซ้ำตามไปติดๆ จนร่างของเขาอาบโชกไปด้วยเลือดที่มองไม่เห็น ในที่สุดดำก็แน่นิ่ง

(พี่ดำ…)โมกอุทาน…ความรู้สึกของคนไทยด้วยกันหวนกลับมาบาดลึกเข้าไปข้างใน…

“ไปต่อได้สักที” สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารญี่ปุ่นก็กระโดดขึ้นรถ แสงไฟนำทางกำลังพาพวกเขาเคลื่อนจากไปอย่างช้าๆ…มันเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับโมก…แต่เป็นร่องรอยความโชคร้ายของผู้ที่เสมือนพี่ชายของเขา

“นี้คือสงคราม นี้คือสงคราม…ฮาๆๆ” เสียงหัวเราะด้วยความสะใจค่อยๆ ไกลออกไป โมกปล่อยลมหายใจออกมาอย่างระมัดระวัง ขาค่อยๆ ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาดำ ทันทีที่ปลอดภัย

“ฉัน อโหสิกรรมให้ พี่อย่าตามจองเวรฉันอีกเลยนะ” เขาพึมพำพลางเอามือลูบเปลือกตาที่เปิดค้างให้หลับ “ลาก่อนพี่” เขาพูดก่อนจะสำรวจตำแหน่งของดาวนำทางอีกครั้ง มันย้ายค่อนลงไปทางทิศตะวันตกเจียนจะลับยอดไม้ เขาต้องเร่งออกจากป่าไปยังทิศตรงข้ามให้เร็วที่สุด ก่อนมันละลับหายจนเป็นเหตุให้แผนการหลบหนีในครั้งนี้ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

โมกพาร่างที่เต็มไปด้วยเหงื่อไคลวิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั้งมาถึงลำธารเล็กๆ ที่แยกออกมาจากลำน้ำแควน้อย  เขานึกถึงแผนที่ที่โคทาโร่ได้เขียนให้อย่างไม่แน่ใจนัก

……….

 ตำแหน่งดวงดาวบอกใกล้จะ 03.00 น.

“โคทาโร่…ข้าไม่แน่ใจ…” โมกนิ่งคิด…สักพัก “ทางซ้าย ไม่!…ขวา…หากเลือกผิดมีหวังต้องกลับไปยังค่ายนรกนั้นอีกแน่ๆ” เขาพูดเร็วจนสั่นรั่ว “โคทาโร่…”

(หากไม่แน่ใจก็จงใช้ใบไม้วางลงบนผิวน้ำ เพราะกระแสน้ำในลำธารจะไม่มีวันนิ่งอย่างเช่นตาเห็น ทิศทวนกระแสก็จะเป็นทางรอดสู่จุดนัดพบของเรา) โมกนึกบางคำพูดของโคทาขึ้นมา เขายิ้มให้กับความโง่เขลาของตัวเองก่อนจะเด็ดใบไม้วางลงบนผิวน้ำที่เห็นว่านิ่งสนิท ไม่นานมันก็ค่อยๆ ลอยห่างออกไป

“ขอบคุณ โคทาโร่” รอยยิ้มที่ฉายออกมาเสมือนประตูแห่งความหวังกำลังเปิดตอนรับ

“พี่รอดแล้วจันทร์หอม…พ่อรอดตายแล้วเรไร”

……….

ดวงดาวที่สุกสว่างนับล้านในคืนข้างแรม เวลานี้มันย้ายตำแหน่งจากเที่ยงคืนต่ำลงและดวงดาวที่เขาใช้นำทางก็ได้ลับหายไปกับยอดไม้แล้วเช่นกัน แต่โมกยังยิ้มได้…และเหมือนจะขอบคุณมันเป็นที่สุด…เพราะเวลานี้มีเพียงลำน้ำเท่านั้นที่จะนำพาเขาไปยังสะพานคอนกรีตที่ญี่ปุ่นพึ่งจะสร้างเสร็จใหม่ๆ…และที่นั้นก็คือจุดนัดพบของพวกเขา

……….

แสงเรืองรองส่องประกายที่ปลายฟ้า

บอกเวลาว่าวันใหม่ใกล้มาถึง

เป็นแสงแรกแทรกเสียงร้องก้องรำพึง

ว่าคิดถึงนงคราญที่ห่างมา

……….

## จบ สมรภูมิปักษา10 ##

สมรภูมิปักษา8

สมรภูมิปักษา8อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา8

สมรภูมิปักษา8

เสียงเพรียกในคืนหนาว

แดดสีเหลืองจางๆ ส่องลอดรูโหว่ของหลังคาเต็นท์พลาสติกหลายจุดลงมาถึงพื้น  มินาโมโต โคทาโร่ ตื่นขึ้นอีกครั้ง ท่วมกลางเพื่อนทหารญี่ปุ่นหลายนาย บ้างก็กำลังส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด บางก็นอนนิ่งๆ แต่อวัยวะหลายส่วนของพวกเขาเหล่านั้นหายไป

“อย่าเพิ่งลุก…นอนลงนิ่งๆ ก่อน” แพทย์สนามเดินเข้ามาขนาบเขาจากด้านหลัง เหมือนกลัวว่าจุดสำคัญที่กำลังเข้าที่จะได้รับบาดเจ็บซ้ำอีก “โชคดีที่สะเก็ดระเบิดไม่ถูกอวัยวะสำคัญ…แต่เจ้าก็ต้องอยู่ในท่านี้สักอาทิตย์” เขาพูดเบาลง โคทาโร่พยักหน้า “ไหนขอดูแผลหน่อยซิ…เจ็บหน่อยนะ…” แพทย์สนามคนเดิมพูดต่อ พลางใช้มือแกะปมผ้าพันแผลที่ชุ่มไปด้วยเลือดกลางลำตัวออกช้าๆ โคทาโร่กัดฟันเผยอปากต่อสู้กับความเจ็บปวดเป็นระยะๆ…เขาพยายามยกหัวขึ้นเหมือนต้องการจะเห็นแผลด้วยตาของตัวเอง “เจ้าเสียเลือดมากไปหน่อย ก็เลยสลบไป”แพทย์สนามพูดอย่างใจเย็นพลางชักสีหน้าดีขึ้น…

“เราเสียทหารไปเท่าไร” โคทาโร่ถามพร้อมกับพยายามมองสำรวจไปรอบๆ

“23 นาย บาดเจ็บอีก 86 นาย”

“แล้วชาวบ้านละ” เขาถามต่อโดยไม่ได้สนใจบาดแผลของตัวเอง

“เราช่วยพวกเขาได้ส่วนหนึ่ง…แต่ไม่มีข้อมูลที่แท้จริงแจ้งเข้ามา” แพทย์สนามรายงาน สักพักเขาก็เงยหน้าขึ้นเมื่อพันแผลกลับเข้าที่เดิมเรียบร้อย “แผลดีขึ้นกว่าเมื่อวาน…” น้ำเสียงหนักแน่นกว่าเมื่อครู่ โคทาโร่พยักหน้าขอบคุณ แต่ก็ส่ายสายตาไปรอบเหมือนกำลังมองหาใครบางคน

“ข้าขอตัว…แล้วจะมาดูใหม่ก่อนเที่ยง” แพทย์สนามพูดพร้อมกับก้มหัวให้เหมือนจะรู้ว่าเขาเป็นใคร

“เออ!…เดี๋ยวก่อน ข้าอยากถามหาใครบางคน” โคทาโร่ตัดสินใจในนาทีสุดท้าย แต่ก็ยังคงกลัวจะเป็นข่าวร้ายอยู่ดี

“ใครหรือ” เขาถามกลับสั้นๆ

“ทหารที่มากับข้า เขาชื่อ ฮาราชิ จิโระ”

“ตอนนี้รายชื่อทหารที่เสียชีวิตและบาดเจ็บยังไม่เรียบร้อย แต่เดี๋ยวข้าจะเช็คให้…ข้าขอตัวเพราะมีคนไข้อยู่ในเต็นท์ข้างๆ กันอีก 3 หลังที่ต้องดูแล” เขาตัดบท

“ขอบคุณ” โคทาโร่พูดเสียงไม่หลุดออกมา แพทย์สนามคำนับแล้วเดินผ่านไป

“เจ้าจะต้องไม่เป็นอะไรนะจิโระ” โคทาโร่ภาวนาต่อดวงดาวแห่งนักรบที่เขาเชื่อมั่น (ข้าเกียดสงคราม…ข้าเกียดสงคราม) เขากัดฟันแน่นไปพร้อมกับความรู้สึก สักครู่ฤทธิ์ยาก็ทำให้เขาหลับไปอีก…

………..

เมื่อความมืดเข้ามาเยือน

(โคทาโร่ ความรักจะปิดดวงตาชิโนบิให้มือบอด คำสาปซามูไรจากหญิงที่มีดวงตาคมยิ่งกว่าดาบคาตานะ จะสังหารเจ้า  เจ้าไม่ได้ยินเสียงข้า เจ้าไม่ได้ยินในสิ่งที่ชิโนบิสมควรได้ยิน เซดะคุง อูคาชิ เซดะ!) เสียงสื่อสะท้อนต่ำจากกระแสจิตดังแทรกเข้ามาในหัว  โคทาโร่ค่อยๆ เปิดเปลือกตาสำรวจช้าๆ และร่างชายชราในชุดกิโมโนสีขาวก็ปรากฏนิ่งอยู่กลางแสงจันทร์สีเงินยวงเบื้องหน้า

(อูคาชิ ยาสุ…ท่านพ่อ) โคทาโร่อุทานอย่างตื่นตระหนกและแปลกใจไปพร้อมกัน

(เซดะ คุณชายเลือดผสมของข้า…เจ้าได้ยินเสียงข้าเสียที) น้ำเสียงที่นุ่มนวลจากคนที่เขาเรียกชื่อ อูคาชิ ยาสุดังในระยะใกล้…แต่ริมฝีปากของชายชรากลับไม่ขยับอย่างที่ควรจะเป็น

(…ท่านแต่งกายไม่ต่างอะไรกับซามูไร) โคทาโร่ถามอย่างที่ตั้งใจแต่แรกเห็น

(บัดนี้เจ้าคือ มินาโมโต โคทาโร่และข้าก็คือตาของเจ้า…เป็นตาของคุณชายมินาโมโตเป็นตาของซามูไรเมืองคาโกคุมะ…ส่วนคุณชายอูคาชิ ในหุบเขาอิงะ เป็นเพียงอดีตที่รอการกลับไปเท่านั้น) เขาตอบไม่ตรงประเด็น…และโคทาโร่ก็ไม่อยากตอกย้ำกับเรื่องราวที่ผ่านมาอีก

(ท่านแม่ เป็นอย่างไรบ้าง) เขาเปลี่ยนประเด็นในทันที

(นางเสียชีวิตอย่างมีเกียติเยี่ยงภรรยาและแม่คนหนึ่งของครอบครัวซามูไร) คำตอบจากอูคาชิ ยาสุทำให้โคทาโร่รู้สึกเย็นวาบ นัยยะหนึ่งแปลกใจที่เขายอมรับในความเป็นครอบครัวซามูไรของนางได้ และอีกนัยยะก็อยากจะร้องไห้ ให้กับการตายของแม่ตัวเอง…

(แม่ข้าตายด้วยวิธีใด เมื่อไร และศพของนางอยู่ที่ไหน ท่านได้เอาศพไปฝังไว้ใกล้ๆ กับคนในตระกูลข้าหรือไม่) โคทาโร่นิ่งอยู่นานก่อนจะหลุดคำถามออกมาเป็นชุด

(…..)ยาสุนิ่งกลืนน้ำลายลงคอหลายครั้ง…เหมือนจะมีน้ำตาปนอยู่ด้วย

(ท่านพ่อ…) โคทาโร่ถามย้ำด้วยแววตาที่วิงวอน

(นางเชือดคอตัวเองตอนเช้ามืด หลังจากได้ส่งบุตรชายของเจ้าคืนสู่บ้านมินาโมโต…)

(บุตรชายของข้า) โคทาโร่อึ้ง…(ข้า..ข้ามีบุตรชายตั้งแต่เมื่อไรกัน)

(ใช่บุตรชายของเจ้าที่เกิดกับซามิโอะจัง…โคทาโร่เจ้ามีบุตรชายที่เกิดมาเหมือนเจ้าทุกกระเบียดนิ้ว…ข้าเลยให้ชื่อกับเขา อูคาชิ เซดะ ซ้ำชื่อเดิมของเจ้า…มินาโมโต ฟูจิกาว่าเสียเจ้าให้กับอูคาชิตอนเจ้ามีอายุเพียง 4 ขวบ และอูคาชิก็ต้องเสียคุณชายน้อยให้มินาโมโต ตอนเขาอายุได้ 5 ขวบ เป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ที่สองตระกูลได้รับ…แต่อูคาชิ แห่งหุบเขาอิงะต้องสูญเสียจนแทบจะสูญสิ้นแทบทุกอย่างให้กับ ยูกาว่า ชิการุ…โคทาโร่ เซดะคุง อูคาชิต้องการเจ้า อูคาชิกำลังรอการกลับไปของเจ้า…ชิโนบิแห่งหุบเขาอิงะ จะต้องกลับมาก่อนที่ชิโนบิในหุบเขาโคงะจะกลืนกิน สายฟ้าสีดำผ่ากลางจันทร์เสี้ยวจะต้องมีคนสานต่อ)

(ท่านหมายความว่า ยูกาว่า ชิการุ ไปเข้ากับพวก โคงะ หรือ)

(ก็ไม่เชิง…แต่คิดว่ามีซาซากุมิอยู่เบื้องหลัง…และมันก็พยายามลักลอบสังหารบุตรของเจ้าหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ จนยามุดะทนไม่ได้ นางจึงจำเป็นต้องส่งเขาไปอยู่กับมินาโมโต)

(ข้าเข้าใจแล้ว…ศพของแม่ข้าอยู่ในวัดไรอันจิ หรือไม่)

(ใช่แล้ว รวมทั้งข้าด้วย…ฟูจิกาว่า พ่อของเจ้าเขาเป็นคนจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด)

(ท่านพ่อ…)โคทาโร่อุทานดวงตาเขาเบิกค้างอยู่นาน (ท่านพ่อ…) และหลับตานิ่งเหมือนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน…เขามองลึกข้าไปในดวงตาที่สงบนิ่งของยาสุเพื่อต้องการเค้นความจริงอีก

(เจ้าฟังไม่ผิดหรอก…ศพของข้านอนเคียงข้างกับยามุดะที่วัดไรอันจิ…) ยาสุย้ำเหมือนสัมผัสความรู้สึกของโคทาโร่ได้ แต่โคทาโร่กลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของยาสุเหมือนอยากจะฝังเจ็บปวดทั้งหมดเอาไว้ที่นั้น

(โคทาโร่ เซดะคุง…สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นบัญชาจากสรรค์ เจ้าอย่าได้กังวลใจในเรื่องนี้ แต่สิ่งที่เจ้าควรจะกังวลเป็นพิเศษนั้นก็คือ คำสาปซามูไร ที่มันเฝ้าติดตามและจองเวรซามูไรของมินาโมโตจนรุ่นสุดท้าย…และเจ้าก็คือเป้าหมายหนึ่งของมัน) เสียงของยาสุมีพลังขึ้นมาจนน่ากลัว

(คำสาปซามูไร…ข้าไม่เข้าใจ)

(สักวัน…จะเข้าใจเอง เจ้าจะตายเพราะผู้หญิงที่มีดวงตาคมกริบยิ่งกว่าดาบคาตานะในสนามรัก ไม่ใช่สนามรบ…โคทาโร่ เซดะ)

(ท่านพ่อ….ท่านพ่อ….เดี๋ยวก่อน ท่านพ่อ ท่านพ่อ)

“ท่านพ่อ เดี๋ยวก่อน ท่านพ่อ ท่านพ่อ” โคทาโร่ตะโกนลั่นทั้งๆ ที่ยังหลับตานอนอยู่บนเตียง มือทั้งสองข้างพยายามไขว่คว้าหาอะไรบางอย่างในความว่างเปล่า จนทำให้แพทย์สนามที่เข้าเวรอยู่ใกล้ๆ เดินเข้ามา

“จับเขาเอาไว้…” เสียงแพทย์สนามสั่งทหารผู้ช่วย สักพักแรงกดแขนและขาทั้งสองข้างก็ทำให้เขาดิ้นไม่หลุด แพทย์สนามลงมือฉีดยาให้กับเขา “ท่านพ่อ…ท่านพ่อ…” เสียงเขาค่อยๆ เบาลง ความอ่อนเพลียกำลังจะทำให้แขนของเขายกไม่ขึ้น “ท่านพ่อ…” และก็ไม่มีแรงแม้จะเปิดเปลือกตาในเวลานี้

“เอาผ้าชุบน้ำ เช็ดตัวให้เขา วันพรุ่งนี้น่าจะดีขึ้น” เสียงแพทย์สนามคนเดิมสั่งอีก…และสติอันน้อยนิดก็จมลงสู่สีดำอีก

……….

มินาโมโต โคทาโร่ฟื้นอีกที ตอนสายๆของวันต่อมาแพทย์สนามได้เปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ให้เขา แสงแดดสีขาวเจิดจ้าที่ส่องทะลุรูโหว่ของหลังคาเป็นมุม 90 องศา ทำให้พอเดาเวลาในขณะนั้นได้ไม่ยาก และแสงสว่างนี้เองที่เป็นสาเหตุทำให้เขาปวดที่เบ้าตาทั้ง 2 ข้าง กระนั้นก็พยายามยันตัวเองลุกนั่ง เพื่อกระพริบตาปรับลดแสงให้น้อยลงอย่างเคยชิน จนมันรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ

“ตื่นแล้วเหรอ…” แพทย์สนามทักทาย โคทาโร่ค่อยๆ หันไปมอง รอยยิ้มจางๆเด่นชัดอยู่ตรงหน้า โคทาโร่พยักหน้าแทนคำพูด

“เจ้าต้องรับยาอีกชุด แล้วค่อยไปรับอาหารข้างนอก”

“ข้าเกรงว่าจะหลับอีก” โคทาโร่พูดดักคอ

“นี้เป็นยาบำรุง เพื่อปรับสภาพร่างกายให้แข็งแรงให้เร็วขึ้น ข้างดยานอนหลับตั้งแต่เมื่อวานแล้วละ” แพทย์สนามบอกและส่งเม็ดยาให้พร้อมกับน้ำดื่ม โคทาโร่พยักหน้ารับแล้วกลืนมันลงไปทันที

“ขอบใจ มากที่ดูแลข้า”

“ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว…อ้อ ข้าลืมไปทหารที่ชื่อ ฮาราชิ จิโระ ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้วนะ อาจจะฟื้นตัวทันพร้อมกับเจ้านี้แหละ” เขารีบรายงาน ทันทีที่นึกได้

“ตอนนี้ เขาอยู่ที่ไหน” โคทาโร่ถาม

“เต็นท์ 3 หมายเลข 3406…ข้าต้องขอตัว…เออข้าลืมอีกแล้ว ดาบคาตานะของเจ้า ข้าเก็บมันไว้ที่ห้องเก็บสัมภาระชั่วคราว ติดต่อรับคืนจากทหารเวรได้เลย…แต่ว่าดาบของเจ้ามันร้อนยังกับไฟ ทำไมเจ้ายังจับมันได้เป็นนาน ดูนี้ มือข้าพองก็เพราะมัน” แพทย์สนามพูดพลางยื่นมือที่บวมแดงให้ดู โคทาโร่ยิ้ม แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม

(แต่ข้ากลับรู้สึกเย็นสบายทุกครั้งที่ได้สัมผัส) โคทาโร่บอกความรู้สึกที่คิดถึง เขากวาดมองไปรอบๆ สภาพในขณะนี้ยังมีนายทหารที่นอนรักษารวมอยู่ในเต็นท์เดียวกับเขาอีกมาก ทหารบางนายมีเอกสารส่งตัวกลับญี่ปุ่นวางอยู่ข้างๆ แต่เมื่อโคทาโร่จ้องลึกเพื่ออ่านความรู้สึก มันบอกชัดเจนว่าพวกเขาไม่พร้อมจะกลับบ้านในสภาพที่เป็นอยู่  เขาถอนหายใจออกยาวๆ หลายครั้ง จึงพยายามยันตัวเองลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะค่อยๆเดินไปตามทางแคบๆ ตรงไปยังทางออก เขาต้องปรับสายตาของตัวเองอีกหลายครั้งก่อนจะพ้นม่านพลาสติกที่ใช้แทนประตู และทันทีที่ก้าวพ้นออกมา ภาพของอาคารเรียนสีขาวขนาดใหญ่ที่เคยตั้งตระหง่านในวันแรกที่มาถึง เวลานี้มันกลับเหลือแต่ซากปรักหักพัง  เศษอิฐเศษปูนกองพะเนินเทินทึกเป็นภูเขาย่อมๆ  เหมือนมันกำลังรอให้เขาตื่นขึ้นมาสะสาง

(นี้หรือสงคราม สงคราม…สงคราม) เขาคิดวนไปเวียนมาอยู่อย่างนั้นหลายรอบ โดยมีคนไทยหลายคนกำลังยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์อยู่ห่างออกไป เขาเห็นหลายคนร่ำไห้อย่างไม่อาย และอีกหลายคนก็กำลังจ้องเขม็งมาที่เขาเหมือนจะฉีกร่างกายที่เพิ่งฟื้นออกเป็นชิ้น

          (ข้าเสียใจ หากหยุดสงครามได้ ข้าจะออกคำสั่งเดี๋ยวนี้)

……….

หากเจ็บปวด…………………………………….เพียงใด

แรงผลักดันสู่เป้าหมายก็จะยิ่งมากขึ้น……เพียงนั้น

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา8 ##

สมรภูมิปักษา6

สมรภูมิปักษา6อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา6

สมรภูมิปักษา6

เงาปิศาจ

“จันทร์หอม…จันทร์หอม” เสียงเรียกเบาๆ ของชายหญิงดังสลับกันไปมาที่เชิงบันได ในขณะที่จันทร์หอมกำลังจะดับไฟเข้านอน

“ใคร ใครนะ” นางแข็งใจตะโกนถามทั้งๆ ที่ยังหวาดระแวง แต่ก็บังคับน้ำเสียงให้เข้มแข็งสมกับเป็นหัวหน้าครอบครัวในยามที่สามีถูกจับไปเป็นเชลยสงคราม…

“ข้าเอง ขามกับมยุรี เรามีเรื่องสำคัญจะบอก” เสียงตอบกลับมาทำให้ลมหายใจของนางโล่งเบาขึ้น นางละแขนออกจากหัวของลูกสาวที่ใช้หนุนต่างหมอนจนหลับและกระชับผ้าห่มให้บุตรสาวก่อนจะคว้าตะเตียงน้ำมันเดินออกมาจากห้อง

“มีอะไรพี่…มาค่ำๆ มืดๆ” จันทร์หอมถามด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งติดคอ แต่ก็พยายามจะเข้มแข็งให้มากที่สุดเช่นเคย ทั้ง 3 นั่งลงกับพื้นระเบียง มยุรีสาวม่ายวัยเดียวกับนางรีบกระเถิบเข้าไปใกล้ๆจนเกือบชิดเหมือนจะบอกอะไรบางอย่างที่เป็นความลับ แต่ขามก็แทรกขึ้นก่อน

“พวกข้ามีเรื่องสำคัญบอก” เขาเว้นจังหวะและขยับเข้าใกล้ๆทั้ง 2 อีก จันทร์หอมรู้สึกเย็นวาบขึ้นทันที แต่นางก็พยายามจิกมือกับแผ่นพื้นเอาไว้แน่น

“นายทหารที่ชื่อ มินา…มินา โ มโต เอ่อ โค…โร ที่พวกเจ้าสนิทสนมกันอยู่นั้นแหละ” ขามพูดช้าๆ ยิ่งทำให้จันทร์หอมรู้สึกโหวงเหวงหน่วงลึกเข้าไปอีก นางสูดอากาศเข้าจนเต็มปอดค้างไว้ ก่อนจะผ่อนมันออกมาช้าๆ “นาย มินาโมโต โคทาโร่…มีอะไรหรือ พี่ขาม”

“ให้ฉันเล่าดีกว่า…เอ็งต้องทำใจดีไว้นะคือเรารู้มาว่าที่นายโคทาโร่ไม่พยายามจะช่วยโมกนั้นก็เพราะว่า…เอ่อ เพราะว่าเขาแอบชอบเอ็งอยู่…”

“หา!…อะไรนะพี่…ไม่…เป็นไปไม่ได้” จันทร์หอมอุทานปฏิเสธ

“เขาไม่ช่วยผัวเอ็งตั้งแต่แรก ก็เพราะเขาหวังในตัวเอ็ง…” ขามเสริมต่อในความหมายเดียวกัน เวลานี้ความรู้สึกหวิวๆ หวาดๆ…กำลังจะทำให้นางควบคุมตัวเองไม่ได้

“พรุ่งนี้นายโคทาโร่ อะไรนั้น จะไปตามผัวเอ็งที่กาญจนบุรี ข้าเกรงว่า…เขาจะไม่ปล่อยให้ไอ้โมกกลับมา” มยุรีพูดอย่างเกรงๆในที แต่ก็ใช้อีกมือโอบกระชับจันทร์หอมเอาไว้

“ไม่…โคทาโร่ ไม่ใช่คนอย่างนั้น เขาจะไปช่วยพี่โมก” จันทร์รีบแก้ต่างตามที่ตนเองรู้สึก

“เราก็ภาวนาขอให้มันเป็นอย่างนั้น…เอ็งต้องใจเย็นๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก คืนนี้มยุรีจะมานอนเป็นเพื่อน” ขามบอกพลางใช้มือดับแสงตะเกียง “ข้ารู้สึกเหมือนมีคนกำลังจ้องเราอยู่” ขามพูดต่อในท่าทีหวาดๆ ตาก็มองซ้ายทีขวาที จนจันทร์หอมและมยุรีที่นั่งอยู่ติดกันพลอยเป็นไปด้าย

“จริงหรือพี่ขาม” มยุรีถามเสียงสั่น

“อย่าถามอะไรตอนนี้” ขามกระซิบ “พวกเอ็งเข้านอนได้แล้ว ข้าก็จะรีบกลับเช่นกัน” แต่จันทร์หอมก็ยังนิ่ง…นางเริ่มกลัวแต่เรื่องราวของโคทาโร่ก็แวบเข้ามาในหัวจนไม่อาจหยุดคิดได้ง่ายๆ

“เจ้าไม่จำเป็นต้องเชื่อพวกข้าตอนนี้ มยุรีรีบพาจันทร์หอมเข้าห้องได้แล้ว ข้าจะได้ไปเสียที” ขามกำชับอย่างไม่ไว้ใจกับความมืด

“เออ…ระวังตัวด้วยนะพี่” มยุรีบอกส่งและหันไปสะกิดจันทร์หอมอีกคน “จันทร์หอม…”

“ขอบคุณนะพี่” จันทร์หอมพูดและขามก็เร่งเดินลงบันไดไปเงียบๆ เขาหายไปตามทางเดินเล็กๆเลียบแม่น้ำเพชรบุรี…สักครู่เสียงวิ่งด้วยความเร็วสูงก็ฟ้องทั้ง 2 ให้ต้องรีบเข้าไปภายในห้องนอนด้วยความตื่นกลัวพอกัน…

……….

อีกมุมหนึ่ง

                #หึๆ หูเบา…ใช้ได้ทีเดียว หึๆ ฮาๆ…# น้ำเสียงและภาษาที่ไม่คุ้นหูดังออกมาจากความมืด มันแผ่วเบาเสียจนคล้ายเป็นส่วนหนึ่งของเสียงลำไผ่เบียดกอ “ฮึๆ…” แต่เสียงหัวเราะครั้งหลังสุดมันชัดเจนโดดออกมาจากทุกๆ สรรพเสียง…เหมือนจะดังขึ้นที่ปลายต้นไม้สูงที่กำลังสั่นไหวทางทิศตะวันตก “ฮาๆ…” และค่อยๆ ดังไกลออกไปเรื่อยๆ…ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

……….

เช้ามืดวันต่อมา

ที่ค่ายทหารญี่ปุ่นจังหวัดเพชรบุรี มินาโมโต โคทาโร่ พาความสับสนออกจากร่างที่ยังนั่งจมอยู่กับกองเอกสารตรงหน้า เขาไม่ลืมที่พรางร่างที่เพิ่งแยกออกมาเดินออกไปหยุดนิ่งที่ริมระเบียงชั้น 2 อย่างคนกำลังคิดไม่ตก จนแววตากังวลตกอยู่ที่พื้น สักครู่ร่างพรางพร้อมกับดาบคาตานะ มูโตก็ลอยสูง เขาโผข้ามหลังคาโรงครัว กดปลายเท้าส่งต่อที่สันหลังคาอาคารเรือนเพาะชำและอีกครั้งที่ยอดต้นมะปราง ไล่ไปตามยอดไม้จนลับหายออกไปนอกค่าย

(ข้าคิดถึงบ้าน คิดถึงคาโกคุมะ คิดถึงซากุระ  คิดถึงเพลงดาบซามูไรที่เทียวบรรเลงรอบแล้วรอบเล่าใต้เงาต้นสนมซึ คิดถึงเจ้ากิเบะ ม้าสีน้ำตาลทองตัวใหญ่ ที่ข้าเห็นน้ำตาของมันครั้งแรกในวันสุดท้ายที่ข้าจากมา ท่านพ่อข้าคิดถึงท่าน) มินาโมโต โคทาโร่ยืนพร่ำพรรณนาผ่านเสียงสื่อ ในขณะที่ใจกำลังสับสนหน่วงลึกเจ็บช้ำๆอยู่กับผู้หญิงที่ชื่อจันทร์หอม ฝ่าเท้าติดนิ่งท้าสายลมอยู่เหนือยอดตาลโตนดสูง เขาปล่อยให้คืนร่างกลับดังเดิมเพื่อเฝ้ารับแสงอรุณทางทิศตะวันออก  มันอาจจะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ท่วมกลางดงตาลแห่งนี้  มรดกจากบรรพบุรุษนินจาช่วยพยุงร่างที่หนักอึ้งของเขาบนใบตาลที่แผ่รูปพัดได้อย่างสบาย…

ไม่นานนักแสงแรกที่โหยหาก็ไต่ระดับขึ้นมาจากเงามืด มันสว่างขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาชิโนบิที่ใช้นำทางออกมาจากค่ายทหารก็กระพริบถี่ๆติดกันหลายครั้งเพื่อปรับลดแสงสีเขียวอมเหลืองเข้าสู่เฉดปกติ  เขาทิ้งจังหวะรอจนแสงสีแดงส้มลามกรีบเมฆ มันค่อยๆเปลี่ยน เป็นสีอำพันสาดลำแสงดุจท่ออากาศจากสวรรค์มากระทบกับตัวเขา เสียงนกกาที่จับคอนหลับอยู่ตามกิ่งไม้ใกล้ๆ เริ่มส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ประหนึ่งพวกมันกำลังส่งสัญญาณปลุกกันและกัน สักพักปีกทั้ง 2 ข้างที่ปกคลุมไปด้วยขนบางๆ ก็เริ่มขยับ  พวกมันโปกสะบัดไปมาหลายครั้งเหมือนสะลัดน้ำค้างในคืนหนาวให้หมด ก่อนตัวใหญ่ที่เป็นหัวหน้าฝูงจะออกบินนำล้อแสงแรกและตัวอื่นๆก็ล่อนถลาตามออกไปติดๆ  บางตัวเหินไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนจะทิ้งดิ่งพุ่งสู่แรงโน้มถ่วง มันสะบัดปีกพรึบเดียวทิศทางสู่ความตายก็เปลี่ยนเหินขึ้นสู่ลมบน…และสิ่งนั้นเองที่เพิ่มความเจ็บปวดให้กับซามูไรหนุ่มจากคาโกคุมะให้เจ็บปวดช้ำยิ่งขึ้น

“ความสุขของพวกเจ้าช่างหาได้ง่ายซะเหลือเกิน” โคทาโร่พึมพำ เขาดึงดาบคาตานะที่เหน็บอยู่ข้างลำตัวขึ้นมาพิจารณาตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่ด้ามจับประสานเข้ากับดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยพ้นยอดไม้ ยิ่งสูงเท่าไรมันก็ยิ่งทำให้ตราสัญลักษณ์สะท้อนความทรงจำกับตราสัญลักษณ์อีกดวงที่ลอยเด่นอยู่เหนือผนังด้านหน้าประตูทางเข้าห้องลับที่ปราสาทมินาโมโตได้ชัดเจนมากขึ้น เขาสูดลมหายใจเข้าสู่ปอดจนฝ่าเท้าที่แตะใบตาลลอยสูงขึ้นและมันก็ค่อยๆ ลดระดับลงสู่จุดเดิมเมื่อลมหายใจถูกปล่อยทิ้งออกไป

(คืนสุดท้ายที่บ้านมินาโมโต ข้าเห็นแสงจากดวงโคมสะท้อนปีกทั้งสองข้างของนกกระเรียนขยับขึ้นลงอยู่กลางดวงอาทิตย์สีแดง จนคล้ายมันจะกลับมีชีวิต) เขาขบคิดเทียบกับภาพฝูงนกกับดวงอาทิตย์ในเวลานี้  “คงจะเป็นเพราะเจ้าซินะ ที่ได้นำทางข้าสู่มหาสงครามเอเชียบูรพาที่นี้ และนำทางให้ข้ามาพบกับความรัก…หึๆ ความรักกลางสนามรบเฉกเช่นเดียวกับท่านพ่อ…” เขาพึมพำหลุดเป็นเสียงเบาๆ…

(ข้าไม่มีอะไรมาจากคาโกคุมะ นอกจากมูโต เจ้าเป็นสิ่งเดียวที่ใช้แทนความคิดถึง เป็นที่พึ่งทางใจยามเมื่อข้าสับสน และเป็นสิ่งเดียวที่ข้าใช้แทนเข็มทิศชีวิตชี้นำอนาคตที่ข้าไม่เห็นทางออก) เขาเทียวลูบไล้ที่ด้ามจับหนังปลากระเบนไปมา ก่อนจะเก็บมันเข้าที่เดิมทันทีที่ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้น

(กระเรียนจากบ้านมินาโมโตแห่งเมืองคาโกคุมะ ทางทิศเหนือของ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นกำลังสยายปีกทั้งสองข้างโบยบินล้อกับแสงแรกเหนือดงตาลเมืองเพชรบุรีทางทิศใต้ของกรุงเทพฯประเทศไทย ข้าช่างเป็นความเหมือนที่แตกต่าง…ดุจมองเหรียญประจำตระกูลผ่านกระจกเงาโดยแท้) โคทาโร่คิดไปเรื่อย แต่สิ่งที่อยู่ในใจมาตลอด 2 คืนก็สำแดงฤทธิ์

“…จันทร์หอมเจ้ารู้ไหมว่าทุกเสียงเต้นของหัวใจ มีแต่ชื่อของเจ้า…มันเทียวเรียกชื่อเจ้ามากกว่า 90 ครั้งต่อนาที” โคทาโร่ตะโกนจนสุดกลั้น เหมือนอยากจะให้อีกคนในบ้านที่เขาเห็นเพียงหลังคาสีสนิมที่ขอบทุ่งหลังแนวกอไผ่ที่ไกลสุดสายตาได้ยิน “ข้าเจอนางช้าไป…ท่านพ่อข้าเจอนางช้าไปจริงๆ”

………..

อาบอรุณรุ่งลามข้ามแผ่นฟ้า

ช่อมาลาชบาบางกางรับแสง

หมู่ภมรมวลผีเสื้อเมื่อแมลง

ขยับปีกจ้องแสงท้าถลาลม

ชวนเจ้าเอยหวังเชยชิดเสน่หา

ปองมาลาหากลิ่นแก้วตามเกสร

หวานน้ำผึ่งหวังกลีบลิ้มรสลอง

พลางเพียงจองมองมาลีที่หมายเชย

 .………

                พิษรักใยทำให้ข้าทรมานเช่นนี้ จันทร์หอม…

……….

ความรัก……………….สังหารขุนศึก

มิใช่…………………..สงคราม 10 ทิศ

มินาโมโต โคทาโร่

……….

ความหวังสุดท้าย

“พ่อนาย…พ่อนาย…ไม่ไปได้ไหม” เสียงเด็กหญิงวัย 6 ขวบยืนถือลูกจันทร์สีเหลืองทอง วิงวอนนายทหารญี่ปุ่นที่ลานโล่งหน้าค่ายทหารด้วยดวงตาที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา เธอพยายามจะยิ้มในขณะที่ริมฝีปากแนบสนิทเป็นเส้นตรง มินาโมโต โคทาโร่ทรุดนั่งข้างๆ พร้อมกับดึงเธอเข้ามากอดแทนคำปลอบโยนที่ยังนึกไม่ออก เขาอุ้มเธอและส่งยิ้มในแบบของเขา เธอเบะหน้าเหมือนจะระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมา เพียงเท่านั้นมือของจันทร์หอมก็กระชากตัวเธอกลับคืน

“แม่ไม่อนุญาตให้ร้องไห้อีกแล้ว เรไร…พ่อจะต้องกลับมา” จันทร์หอมดุเสียงแข็ง แต่โคทาโร่ก็ดูออกว่านางกำลังพยายามจะเข้มแข็งให้ลูกสาวเห็น หรืออาจจะกระทบกระเทียบใครบางคน ซึ่งอาจจะเป็นเขาในเวลานี้

(อะนะทะโอะ โอฌิเทะอิมะซึ…ข้าอยากจะเอ่ยคำๆ นี้กับเจ้า) โคทาโร่คิดอย่างนั้นและจงใจส่งมันผ่านสายตาให้ไปถึงจันทร์หอม นางจ้องเขานิ่งๆ แต่คนที่สะดุ้งหน้าเสียจนดูหมองลงไปกลับเป็นหมอไอซึเกะ เรียวตะ ที่ยืนอยู่คู่กับฮาราชิ จิโระอยู่ด้านหลัง

“ข้า…ข้าจะดูแลนางให้เอง คุณชาย…ไม่ต้องเป็น เป็นห่วง” ไอซึเกะ เรียวตะ รีบรับปากและหันหน้าหนีไปทางอื่น โคทาโร่พยักหน้าขอบคุณ… “เที่ยวนี้ ข้าให้ฮาราชิ จิโระไปเป็นเพื่อน” ไอซึเกะ เรียวตะพูดต่อ และก็หลบสายตาของโคทาโร่ไปอีกเช่นเคย

“ข้าขอไปเองแหละ…” จิโระหักหน้าเรียวตะพลางมองเพื่อนทั้ง 2 สลับกันไปมา อย่างไม่เข้าใจในท่าที

(คุณชายจะทำให้ข้าหลับ…) เรียวตะพยายามเบี่ยงเบนความรู้สึกที่แท้จริงเพื่อมิให้โคทาโร่รู้ทัน

(ข้าจะไม่ทำอย่างนั้น เพียงแต่ข้ากำลังสงสัยในความผิดหวังที่ฉายออกมาของเจ้า)

(คุณชายแปลความหมายของมันผิดแล้วละ) เรียวตะโต้กลับ พร้อมกับฝืนยิ้มในแบบของเขาให้เพื่อน

(ฝากดูแลนาง…ที่เสมือนหัวใจของข้าด้วย) โคทาโร่สั่งด้วยเสียงสื่อ เขาหันหลังเดินไปขึ้นรถขนเสบียงที่จอดพร้อมอยู่แล้ว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นได้เล่นงานเรียวตะเข้าให้แล้วจริงๆ…

(ข้าเป็นชายและวันนี้ข้าก็เป็นทหารขององค์จักรพรรดิ ข้าไม่มีสิทธิ์ในความรู้สึกนี้…ข้าไม่มีสิทธิ์ในความรู้สึกเยี่ยงนี้) เรียวตะเบือนหน้าหลบมุมเพื่อสกัดกั้นความรู้สึกของตัวเองให้อยู่…

“นาย…โค ทา โร่ ช่วยพี่โมกด้วย” จันทร์หอมหยิบลูกจันทร์สีเหลืองทองในมือของเรไร แล้วเดินรี่เข้าไปส่งให้ “พี่โมก คือทุกอย่างของฉัน…” นางพูดต่อและเว้นวรรคถ่ายเทความรู้สึกจากดวงตาสู่ดวงตาอีกคู่ ได้โปรดอย่าฆ่าพี่โมก…อย่าฆ่าลมหายใจของฉัน…โคทาโร่เป็นเสียงสุดท้ายที่ติดเอาความเจ็บปวดมาด้วย…โคทาโร่ปิดตาสู่สีดำอยู่นาน…มันบาดลึกเข้าไปข้างในจนเกินจะทนไหวแล้วเวลานี้

………..

ฝุ่นดินคลุ้งฟุ้งดั่งม่านพรางกั้นหลัง

เห็นเงารางร่างของนางค่อยจางหาย

เสียงของเจ้าเฝ้าหลอนหลอกบอกมิคลาย

ใจสลายมลายลับไปกับเงา

โอ้เชยแท้แม่ดอกแรกตะแบกป่า

ช่อมาลามาเด่นบานยามใบร่วง

พร่างชูช่อชมพู-ขาวพราวเป็นพวง

เปลี่ยนอมม่วงสรวลเป็นเศร้ายามเจ้าโรย

……….

“ความรัก สังหารขุนศึก โคทาโร่ มิใช่ สงคราม 10 ทิศ…ทำใจให้ลืมนางซะ” ฮาราชิ จิโระพูดจริงจังกว่าทุกวัน…และเป็นครั้งแรกที่ดวงตาของเขาฉายแววความฉลาดเฉียบแหลมออกมาให้เพื่อนเห็น โคทาโร่นิ่ง ความรู้สึกหน่วงลึกยังติดแน่นอยู่ข้างใน จนยากที่จะทำใจได้…

(ได้โปรดอย่างฆ่าพี่โมก) เป็นเสียงวิงวอนของจันทร์หอมที่แวบเข้าถึง “ไม่!…ข้าจะไม่ฉวยโอกาสนั้น…เขาเป็นเพื่อนข้าเป็นเพื่อนที่แสนซื่อ…เขามิได้ทำอะไรผิด…”

……….

มิตรแท้…………………….มิใช่ทอง

ที่ต้อง……………………….พิสูจน์ไฟ

โมก ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา6 ##

สมรภูมิปักษา5

สมรภูมิปักษา5อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา5

สมรภูมิปักษา5

อีกมุมหนึ่ง

“คุณชาย…คุณชายข้าร้อนใจ” เสียงเรียวตะดังขึ้นที่ร่างพรางของโคทาโร่ในห้องทำงาน เขารีบสลับร่างกลับไปและพาอีกร่างสะกดรอยตามคนทั้งสามไปห่างๆ

“มีอะไรเรียวตะ…อ้าว!จิโระคุง เจ้าไม่ได้ออกไปขนเสบียงกับคนอื่นด้วยรึ” โคทาโร่ขมวดคิ้วถาม ทันทีที่เห็นจิโระเดินตามหลังเรียวตะเข้ามาด้วย

“คืนนี้ข้าสลับหน้าที่กับโอจิ…ที่ต้องไปส่งจดหมาย”

“ข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่อง…จิตพิรุธข้าบอกอย่างนั้น” เรียวตะแทรกขึ้นอย่างคนร้อนใจ

“ใจเย็น เดี๋ยวข้าไปดูเอง…พวกเจ้าอยู่ที่นี้รอคำสั่ง” โคทาโร่พูดเร็วพร้อมๆ กับลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเร่งฝีเท้าออกจากห้องพอพ้นสายตา เขาก็ดีดร่างพรางนั้นหายเข้าไปในความมืดทันที

“เดี๋ยวก่อน…ข้าไปด้วย” จิโระและเรียวตะพูดขึ้นพร้อมกันแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว

“นี้คือคำสั่ง เพิ่มยามรักษาการโดยรอบ แล้วข้าจะรีบกลับมา” เสียงของโคทาโร่ดังออกมาจากที่ไหนสักแห่ง

“อ้าว!…โคทาโร่ ไปไหนแล้วละ” จิโระอุทานด้วยความแปลกใจ

“นี้คือสงคราม อย่างสงสัยอะไรให้มาก ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุด ก็พอ” เรียวตะสมทบอย่างขึงขังอีกคน

“ครับผม” จิโระรับและเดินแยกไปอย่างเกรงๆ

(คุณชายมินาโมโต จะตายเพราะผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอันขาด) เรียวตะให้คำมั่นกับตัวเอง แววที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดกำลังฉายอย่างที่ตั้งใจออกมา (ข้าไม่เข้าใจตัวเอง…คุณชายข้าไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไม?) นาทีเดียวกันเสียงสื่อที่โคทาโร่เผลอหลุดก็แววเข้ามาในหัว

(หากโมกตาย…ข้าก็มีโอกาส)

“คุณชาย!”

……….

และอีกมุมหนึ่ง

โคทาโร่ไม่เสี่ยงกับเสียงฝีเท้าที่เดินย้ำน้ำฝน แต่เขาดีดตัวข้ามตันไม้ตามไปห่าง

“เร่งเข้า…เร็วๆ” นานๆ ครั้งเสียงขู่กระโชกจะดังขึ้น และดูเหมือนแผ่นหลังของจันทร์หอมจะแอ่นเพราะคมมีดที่จ่ออยู่ทุกครั้ง โคทาโร่กัดฟันแน่นพร้อมกับดีดตัวพาร่างที่ไม่ต่างอะไรกับไอน้ำข้ามพุ่มไม้เตี้ยอ้อมไปอีกด้านที่สามารถเห็นคนทั้ง 3 ชัดเจนขึ้น แต่อีกร่างของนายทหารญี่ปุ่นก็พุ่งตามเขามาติด ไม่มีเสียงดังเกินสายฝนที่กำลังกระชากปลายไผ่ โคทาโร่พุ่งตัวตามจันทร์หอมไปข้างหน้า แต่ก็ดูเหมือนจะช้ากว่าอีกร่างในเงามืด มันกระโจนเข้าใส่เขาดุจเสือกระหายตะปบเหยื่อ แต่อยู่ๆ ร่างทั้ง 2 ก็รวมกันเป็นหนึ่งเดียว “จันทร์หอม…อดทนไว้จันทร์หอม” เขาพึมพำด้วยอารมณ์เดียวกัน

“ให้เร็วกว่านี้…ชิ!…มึงก็อย่าร้องไห้มากนัก กูรำคาญ” เสียงชายคนดังกล่าวหันไปตวาดใส่เรไร จนความกลัวบังคับให้เธอเงียบ เขาใช้มีดบังคับจันทร์หอมให้เดินลัดพุ่มไม้เตี้ยๆเพื่อออกสู่ถนนลูกรังที่เวลานี้ไม่ต่างอะไรกับบ่อโคลนสีแดง รอยเท้าใหม่ๆ ไม่ต่ำกว่า 30 คนมุ่งตรงไปทิศเดียวกัน มันบอกบางอย่างว่าข้างหน้ากำลังมีสิ่งไม่ปกติ โคทาโร่ดีดตัวอ้อมแนวก่อไผ่ กะระยะให้เข้าใกล้พวกเขาให้มากที่สุด และแล้วเสียงกรีดร้องของจันทร์หอมที่เสียดแทงหัวใจก็ดังขึ้น…“พี่โมก!…”

โคทาโร่ไม่รอช้าเขาอาศัยลมพายุที่กำลังหมุนเป็นวงกลมหอบร่างเขาลอยข้ามยอดไม้ตรงเข้าไปหา ทันทีที่ภาพในแสงสีเขียวอมเหลืองปรากฏกลางสายฝน ศพของทหารญี่ปุ่นที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณก็ปรากฏให้เห็น  โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์อีกจำนวนหนึ่งกำลังจับโมกมัดมือไขว่หลังนั่งติดกับรถบรรทุกที่มีเสบียงอยู่เต็มคัน เขาอยู่ในสภาพที่อิดโรยจากการถูกทำร้ายอย่างสะบักสะบอม

“พี่โมก!” …มีเลือดสดๆ อาบไปทั่วทั้งใบหน้า เสียงจันทร์หอมสั่นเครือและดังขึ้นไปอีก

“จันทร์หอม…เรไร…” แต่เสียงของโมกกลับเบาสนิท

“พี่อย่าทำอะไรเมียกับลูกข้าเลยนะ” โมกหันไปขอร้องกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนค้ำหัวพลางพยักหน้าอ้อนวอนไล่ไปทีละคน

“พวกกูมีทางเลือกให้มึงทางเดียว…นั้นก็คือเลิกเป็นขี้ข้าไอ้ยุ่นซะ แล้วเอาความซื่อของมึงมาช่วยพวกกู…ไม่อย่างนั้นมึงพ่อ แม่ ลูกก็จะกลายเป็นศพ…ถุย!…” มันถ่มน้ำลายใส่โมกอย่างโสโครก “ไอ้ขี้ข้า…”

“เป็นศพของคนทรยศต่อประเทศชาติ…” อีกคนแทรกตาม

“มึงอยากให้มันเป็นอย่างนั้นรึ…” และอีกคนก็เดินเข้ามากระชากผมของจันทร์หอมพร้อมกับเอามีดปลายแหลมจ่อที่ลำคอ สติของโคทาโร่แทบจะขาดผึง

“อย่าพี่…ข้ายอมแล้ว…ข้ายอมแล้ว” แต่เสียงของโมกแผดร้องเรียกสติเขาเอาไว้ “พี่โมก…” ทันทีที่ชายคนดังกล่าวปล่อย จันทร์หอมก็โผเข้าไปกอดสามีแน่น

“ก็เท่านั้น…ชิ!…ทำดีต่อประเทศชาติต้องให้ออกแรงบังคับ…ไอ้พวกขี้ข้า” เขาสบถเผยอลิมฝีปากสูง “ถุ้ย!…ฮึๆ” มันถ่มน้ำลายใส่อีกรอบ แสงจากฟ้าแลบสว่างวาบเป็นช่วงๆ สะท้อนให้เห็นรอยยิ้มที่สะใจของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบๆ อย่างชัดเจน “ฮาๆๆๆๆ”

“ขนของลงจากรถให้หมด เราจะบุกเข้าไปในค่ายแล้วเผามันให้สิ้นซากในคืนนี้…ฮาๆ…ฮาๆ” เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน “ฮาๆ….” แต่เสียงฟ้าคำรามที่ไล่มาจากทิศใต้ข้ามไปจรดทิศเหนือก็กลบเสียงสะใจแบบเหี้ยมๆ ของพวกมันไปจนหมดสิ้น

หลังจากนั้นคนอีกกลุ่มที่นั่งรออยู่รอบๆ ก็เข้ามาช่วยกันขนเสบียงลงจากรถแล้วทยอยหายไปข้างทาง อีกกลุ่มหนึ่งก็จัดการเปลี่ยนชุดกับร่างไร้วิญญาณของทหารญี่ปุ่น เสร็จสรรพพวกเขาก็ช่วยกันลากศพทหารเหล่านั้นหายเข้าไปอีก

“ไป…ได้เวลากลับค่ายแล้วพวก” ทหารญี่ปุ่นตัวปลอมเดินเข้ามาฉุดโมกให้ลุกขึ้น พร้อมกับลากเขาไปนั่งคู่กับคนขับที่ด้านหน้า จันทร์หอมได้แต่ยืนอุ้มเรไรสะอื้อเป็นพักๆ อยู่กับที่

“ถ้ามึงปากโป้ง…พ่อแม่ลูกจะกลายเป็นผีเฝ้าทุ่ง…จำข้อตกลงนี้ให้ขึ้นใจ” อีกคนขู่ก่อนจะเดินไปขึ้นรถที่กำลังแล่นลุยโคลนฝ่าสายฝนไปอย่างช้าๆ  จนกระทั้งแสงสีขาวจากไฟรถหายลับมุมโค้งต้นอินทนิล กลุ่มชายอีกกลุ่มก็หายเข้าป่าละเมาะพร้อมกับเสบียง แต่จันทร์หอมก็ยังยืนอุ้มเรไรอยู่ที่เดิม นางก้าวขาไม่ออกและคิดไม่ตก นางควรจะเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังกันแน่ “พี่โมก” เสียงของนางรำพึงรำพัน โคทาโร่กระโจนเข้าไปหยุดในระยะแค่มือเอื้อมถึง เขาประคองร่างของจันทร์หอมอีกมือหนึ่งก็ใช้มันปิดปากของนางเอาไว้ แววตาที่เป็นมรดกมาจากนินจาก็หยุดเสียงร้องของเรไรเอาไว้ได้ทัน

“จันทร์หอม…นี้ ข้า เอง โคทาโร่…โคทาโร่   อย่า เอะ ไป” นางดิ้นขัดขื่นเล็กน้อยแต่เมื่อรู้ว่าเป็นเขา นางก็พยักหน้ารับ

“นาย…ช่วยพี่โมกด้วย…” นางพร่ำไม่หยุดที่ได้สติ โคทาโร่ปล่อยมือ พยักหน้ารับหลายครั้ง  (หากโมกตาย ข้าก็มีโอกาส) แต่ก็ห้ามความคิดแวบหนึ่งของตัวเองไม่ได้ในเวลานั้น

“ตามข้ามา…” เขากระซิบก่อนจะเดินนำพวกนางตามรถขนเสบียงไปห่างๆ “เรไรจะไม่ร้องไห้อีก” โคทาโร่บอกพร้อมกับมองหน้าเด็กน้อยเพื่อสำรวจ จันทร์หอมพยักหน้าอย่างไม่เหลือทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ จนกระทั้งรถเสบียงที่ว่างเปล่ามาถึงหน้าค่าย ทหารที่เข้าเวรอยู่ก็สาดแสงไฟสปอร์ตไลท์ใส่รถของพวกเขา ทหารกว่า 20 คนที่ยืนอยู่ต่างถือไฟฉายเดินเข้ามาสำรวจอย่างรีบเร่ง   โคทาโร่เห็นหนึ่งในจำนวนทหารญี่ปุ่นปลอมพูดตอบเป็นภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่ว

(มันต้องเป็นคนญี่ปุ่นแน่ๆ) โคทาโร่ตั้งข้อสังเกต แต่เสียงของจันทร์หอมก็แทรกขึ้นทางด้านหลัง “พวกนั้น…เป็นพ่อค้าที่เคยค้าขายกับคนญี่ปุ่นก่อนสงคราม”

(เรียวตะคุง…เตรียมทหารคุมเชิงจนกว่ารถเสบียงจะเข้าถึงคลังเก็บ) โคทาโร่สื่อเสียงไปบอก

(ข้าพร้อมแล้ว)เสียงสื่อจากเรียวตะตอบกลับขมๆ…โคทาโร่แยกร่างพรางบางๆ ออกจากร่างที่ยืนอยู่ เพื่อไม่ให้จันทร์หอมเห็น เขาใช้ร่างพร่างโปร่งๆ กระโจนข้ามรถขนเสบียงเข้าไปด้านใน จนเกิดอุโมงน้ำฝนเป็นทางยาว “เจ้านิ่งๆ ไว้ก่อน…” อีกร่างหนึ่งของโคทาโร่ก็กำชับ

“ฝนตกหนัก…..ทางปิดพวกข้าไปเอาเสบียงไม่ได้” เสียงพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่วดังขึ้นอีก

“ไม่ได้เด็ดขาด เพราะเรือส่งเสบียงจะจอดเทียบท่าได้ไม่เกิน 5 ชั่วโมง” ทหารยามแจ้งเสียงดัง

“เราต้องเข้าไปเอาน้ำมันเพิ่มเติม” ทหารญี่ปุ่นปลอมพูดต่อ ทหารยามสาดแสงไฟฉายมาที่โมก และใบหน้าที่ขึงขังก็พยักหน้าต่อกันเป็นทอดๆ

“ไปได้…แต่พวกเจ้าต้องรีบตามให้ทันคันอื่นๆ” และเสียงจากสวรรค์ก็ดังขึ้น ในที่สุดรถคันนั้นก็แล่นผ่านเข้าไปข้างในได้อย่างง่ายดาย

………..

แต่เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าคลังเก็บ

                หยุด!” เสียงฮาราชิ จิโระก็ดังขึ้นพร้อมๆกับปลายกระบอกปืนของทหารญี่ปุ่นกว่า 50 นาย พวกเขาถูกจับแล้ว

……….

แต่อีกคนหนึ่ง

“คุณชายข้านึกไม่ถึงว่าจะตัดสินใจให้ออกมาเป็นอย่างนี้” เสียงเรียวตะเหมือนรู้ทันกระซิบในระยะใกล้

“…” โคทาโร่ในร่างบางๆ ที่ไม่มีใครมองเห็นจ้องหน้าเขา แต่ก็ไม่หลุดคำพูดใดๆออกมา

“คุณชายมินาโมโต……ต้องตายเพราะผู้หญิง มิใช่สงคราม….คุณชาย!…คุณชาย!” เรียวตะกดเสียงต่ำไล่ตามร่างพร่างนั้นไป แต่โคทาโร่กลับมีแต่ภาพจันทร์หอมเท่านั้นที่กำลังยืนรอเขาอยู่ในความมืด

“นางปลอดภัย…นางต้องอยู่ได้เมื่อไม่มีสามี” โคทาโร่พึมพำเหมือนจะปลอบใจตัวเอง แต่คำพูดของเรียวตะก็ทำให้ความเชื่อมั่นที่มีเริ่มสั่นคลอน (นางต้องอยู่ได้…นางต้องอยู่ได้)

……….

เมื่อใด…………….ที่กล้าทรยศต่อความรู้สึกของตัวเอง

เมื่อนั้น……………………….สติที่ขาดหายจะกลับคืนมา

ไอซึเกะ เรียวตะ

……….

มิตรภาพกับความรัก

วันรุ่งขึ้น การพิพากษาคดีโดยนายทหารญี่ปุ่นก็มีขึ้นที่ลานคอนกรีตหน้าค่าย พวกเขาถูกตัดสินให้ตกเป็นเชลยสงคราม ไม่ต่างกับฝรั่งที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ จันทร์หอมร้องไห้ตั้งแต่เมื่อคืน จนบัดนี้นางเป็นลมไปแล้ว 3 รอบ ทุกๆความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาดูเหมือนโคทาโร่จะสัมผัสมันได้เป็นอย่างดี…ยิ่งนางเจ็บปวด ความรู้สึกผิดก็ยิ่งบาดลึกเข้าไปเล่นงานเขามากขึ้น…แม้แต่แววตาที่ผิดหวังของเรียวตะเอง มันก็ยิ่งตอกลิ่มให้อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา (ข้าเพียงแต่รักนาง…) เป็นความคิดด้านเดียวที่เขาใช้แก้ตัวเพื่อให้ยืนอยู่ได้…

(คุณชายเลยเลือกที่จะทรยศต่อมิตรภาพ…ที่โมกมีให้) เสียงสื่อของเรียวตะต่อว่า

(แต่ข้าก็รักนาง…และจะรักนางให้มากกว่าโมก) โคทาโร่แก้ตัว…อย่างคนตาบอด

(คุณชาย!…) เรียวตะตวาด พลางเผยอปากด้วยความผิดหวังใส่ แต่ก็ไม่เข้าใจความรู้สึกอีกด้านที่ฉายออกมาของตัวเอง

“พวกเขาเป็นคนไทย…เป็นเจ้าของประเทศ…เราต่างหากที่เข้ามาบังคับให้พวกเขาทำอย่างนี้…เพราะฉะนั้นมันไม่สมควร…” และอยู่ๆ ความรู้สึกผิดทั้งหมดก็บังคับให้โคทาโร่พูดออกมาตรงๆ จนนายทหารระดับสูงหันมาจ้องหน้าเขา เหมือนจะฆาตโทษอีกคน

“ทั้งหมดจะต้องไปสมทบกับเชลยฝรั่งที่กาญจนบุรี ในตอนบ่าย…วันนี้!” เสียงนายทหารผู้ตัดสินย้ำประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด พร้อมๆกับหันมาเขม่นโหนกแก้มใส่โคทาโร่ “ไม่มีอุทธรณ์” เขาย้ำต่อเสียงแข็ง และพาใบหน้าที่เรียบตึงเดินจากตรงนั้นไปทันที

“นาย…ช่วยพี่โมกด้วย” จันทร์หอมละล่ำละลักเหมือนจะขาดใจ นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพร้อมกับดึงเรไรเข้ามากอด

(ข้าพลาดรึนี้….ข้าเห็นแก่ตัวรึนี้)โคทาโร่ย้อนตัวเอง

(…หัวใจของข้าเวลานี้ทำไมมันว่างเปล่า…จนหาความรู้สึกที่แท้จริงไม่เจอ คุณชาย) สำเนียงอูราคามิ

“พี่โมกคือทุกอย่างของฉัน โคทาโร่…พี่โมกถูกบังคับ พี่โมกไม่ผิด” เสียงพูดปนสะอื้นลอยออกมาอีก ฮาราชิ จิโระทำหน้าขึงขังเพื่อกลบความรู้สึกเศร้า…แต่ข้างในเหมือนจะร้องไห้ตามจันทร์หอมไปอีกคนแล้ว

“ข้าไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ระหว่าง เจ้า เรียวตะ จันทร์หอม และโมกเพื่อนรักข้า แต่ทั้งหมดล้วนทำให้ข้าเสียใจ” จิโระยื่นหน้ากระซิบโคทาโร่ เหมือนไม่อยากให้อีก 3 คนได้ยิน และเขาก็หันหลังเดินอ้อมไปทางโรงเก็บอาวุธ

(ข้าต้องรับผิดชอบ…) โคทาโร่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆจันทร์หอม เขาอยากจะกอดพวกนางใจแทบขาด แต่ก็ทำไม่ได้

“จันทร์หอม…” โคทาโร่เรียกเบาๆ แต่จันทร์หอมยังกอดบุตรสาวตัวเองแน่น กลุ่มคนไทยที่ยืนมุงดูต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา

“หากเจ้าคือดอกไม้กลางสนามรบที่กำลังเหี่ยวเฉา ข้านี้แหละจะใช้เลือดแทนน้ำรดให้เจ้าเอง…” โคทาโร่พูด แต่จันทร์หอมกลับเงยหน้าที่เปียกชุ่มขึ้นมาจ้องเขาด้วยอารมณ์ที่ต่างออกไป “….จันทร์หอม!” โคทาโร่อุทาน จันทร์หอมลุกพรวดพราด อารมณ์อีกด้านของนางก็ทำให้โคทาโร่ถึงกับเซถลา

“คุณชาย…” เรียวตะทรุดช้อนร่างเขาเอาไว้ จันทร์หอมอุ้มเรไรลุกขึ้น พร้อมกับถอยห่างเขาออกไป 3 ก้าว

“พี่โมกคือทั้งชีวิตของฉัน…โคทาโร่!” นางตะโกนใส่เขาสุดเสียง “เรา 3 คน มีชีวิตเดียว…” และนางก็ตะโกนใส่พร้อมกับน้ำตาที่จวนจะเป็นสายเลือด

(คุณชาย…คุณชาย…ตั้งสติ…ตั้งสติ) เสียงเรียวตะกระตุ้น

“ข้าต้องรับผิดชอบ…” โคทาโร่พูดอย่างคนสำนึกผิด แต่จันทร์หอมก็ได้อุ้มเรไรเดินห่างไปไกลแล้ว

………..

เฝ้าเจ็บเฝ้าช้ำเจ้าเอย    เฝ้าเคยเฝ้ารักเฝ้าฝัน

เฝ้าคิดเฝ้ารักนิรันดร์   เฝ้าฝันถึงวันสองเรา

บัดนี้วันนี้เดี่ยวนี้   ตรงนี้ที่นี้เคยหลง

เคยเฝ้าเคยรักอนงค์   โฉมยงใยหมางห่างไกล

……….

          “เรียวตะคุง ข้าต้องรับผิดชอบ..”

“หมายความว่า…”

“ข้าต้องรับผิดชอบ”โคทาโร่ย้ำประโยคเดิมซ้ำอีก

  “ข้ า ต้ อ ง รั บ ผิ ด ช อ บ”

……….

หัวใจของผู้กล้า…………………จะสะท้อนใสดุจกระจกเงา

มีเพียงความขลาดขุ่นบางเบาเท่านั้น……..ประหนึ่งศัตรู

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา5 ##