ภาษาพาอ้วน

ภาษาพาอ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ภาษาพาอ้วน by: timmy buto

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ภาษาพาอ้วน

ในตอนที่แล้วผมนำทุกท่านไปรู้จักไอ้หนูจอมขยันที่ชื่ออินซูลิน (Insulin ) ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักที่ทำให้อ้วนกันแล้ว ถึงตรงนี้ทุกท่านก็พอจะรู้แล้วนะครับว่า อาหารประเภทไหนเป็นสาเหตุทำให้อ้วนมากที่สุด เล่นตรงๆ ก็คือกลุ่ม ข้าวแป้งน้ำตาล ส่วนโปรตีนกับไขมันที่หลายคนหลงเข้าใจผิดกลับหักมุมจากนางร้ายกลายเป็นนางเอกซะอย่างงั้น แต่ใช่ว่าโปรตีนกับไขมันจะไม่ทำให้อ้วนเลยนะครับ NO! NO! อย่าเข้าใจผิด หากกินในปริมาณมาก ความอ้วนที่ไม่พึงปรารถนาก็จะมาเยือนได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นชาวเอสกิโมที่ขั้วโลกเหนือคงจะเป็นมนุษย์ตัวผอมหมดทุกคนถูกต้องไหม? ผมมีสูตรการกินโปรตีนและไขมันอย่างฉลาด-แต่ยังจะไม่บอก…เพราะในตอนที่ 4 ผมจะนำทุกท่านไปทลายกำแพงภาษาที่สะกดจิตเรามายาวนานหลายพันปีให้แหลกเละไปข้างหนึ่งซะก่อน ฮึ! ตามมาเลยครับ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง จะนำบทสวดใหม่ที่เพิ่งแต่งให้ทุกคนได้เสกกันรัวๆ…

“ไอ้เหี้ย!….มึงเป็น แฮรี่ พอร์ตเตอร์ รึไง?”

“ฟังฉันก่อนดิวะ!…เอะอะก็ใช้แต่กำลัง…มึงคิดว่ากูสู้มึงได้เหรอ” ผมก้มหน้าพูดขณะท้องไส้กำลังปั่นป่วน….ยัยธนาคารออมสินลุกพร้อมกับฟาดมือ #เปี้ยง!# ลงบนโต๊ะเล่นผมสะดุ้งโหยง

“กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว…..” แม่งมันเล่นรัวใส่หน้าราวจะสะกดจิต ซึ่งมันก็ได้ผลเมื่อผมหลงลุกเดินตาลอยๆ ตามหลังมันไปยังร้านอาหารตามสั่งข้างๆ บริษัทอย่างคนว่านอนสอนง่าย

“หิวข้าว-หิวข้าว-หิวข้าว-หิวข้าว” และยัยธนาคารออมสินก็ย้ำต่อเสียงดังจนป้าที่กำลังผัดอะไรสักอย่างอยู่กับหน้าเตาหันมายิ้มให้

“วันนี้มีข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ข้าวกะเพราหมูกรอบ ข้าวหน้าเป็ดจะกินอะไรดีจ้า!” นั้น ๆ…แม้กระป้าก็ยังสะกดจิตนู๋ Timmy อีกคน….ตายๆ กูตาย สมองอันน้อยนิดนึกอะไรไม่ออกจึงบอกไปดัง ๆว่า

“งั้น!….เอาข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวก็แล้วกันครับป้า” กูว่าแล้ว….ส่วนยัยธนาคารออมสินนั้นรึงัดยา-อาหารเสริมคงหนีไม่พ้นดักแป้ง-ดักไขมันกรอกเข้าปากก่อนจะตามด้วยน้ำเปล่าเร็ว ๆ

“ของหนูข้าวขาหมูคะป้า” ดู๋ ดู ดู…มันกลัวซะที่ไหน….. “โค๊กลิตรขวด….”

“Oh!….แม่เจ้า”

เมื่ออ่านหัวเรื่องหลายคนคงสงสัยใช่ไหมครับ ว่า-ภาษามาเกี่ยวอะไรกับความอ้วนหรือผอม…ครับจริงๆ แล้วภาษาเป็นแค่นามธรรม เพราะฉะนั้นภาษาไม่สามารถทำให้อ้วนได้หรอกครับ แต่หากมีคำๆ หนึ่งเทียวกรอกหูเช้า-กลางวัน-เย็น เป็นเวลานานหรืออาจะหลายพันปีเช่นคำว่า “กินข้าว” หรือ “หิวข้าว” มันก็ไม่จะต่างอะไรกับสะกดจิต…เพราะฉะนั้นผมจึงไม่แปลกใจที่อาหารไทยมักจะมี 2 กลุ่มในมื้อเดียวเสมอ 1.กับหรืออาหาร 2.ข้าว จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งแตกต่างจากอาหารฝรั่งหลายขุม สปาเก็ตตี้ก็สปาเก็ตตี้ สลัดก็สลัด ขนมปังก็ขนมปัง ฝรั่งจะไม่กินขนมปังจิ่มน้ำซุปแน่นอน ไอ้เรื่องภาษาที่ฝรั่งเขาชักชวนกันแต่ละมื้อ เขาก็จะเรียกเป็นคำเฉพาะ Breakfast-Lunch-Dinner ความหมายที่ไม่มีชื่ออาหารเท่านั้น โอเคร!…ผมไม่เถียงว่าในภาษาไทยเราก็มีแยกคำพิเศษเช่นกัน…เช่น มื้อเช้า-มื้อเที่ยง-มื้อเย็น แต่คุณเคยได้ยินเพื่อน-พี่-ป้า-น้า-อา ฯลฯ เรียก “ไปกินมื้อเช้ากันเถอะ” หรือไม่ “เร็วเข้าไปกินมื้อเย็นกัน” เคยได้ยินไหม?

“เคยเดะ!…ทำไมจะไม่เคย” ยายธนาคารออมสินก็ยังเถียงฉอดๆ พร้อมกับวางกล้ามโตๆ ขู่

ใช่!อาจจะมี….แต่เมื่อเทียบกับคำเชิญชวนที่ติดปากว่า “กินข้าวเถอะหิวข้าวละ” หรือคำเดียวโดดๆ ราวกับตั้งใจสะกดจิตว่า “กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว” คำเหล่านี้จะติดปากคนไทยจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการเชิญชวนจนทำให้ชาวต่างชาติไม่เฉพาะฝรั่งถึงกับอึ้ง!-พูดไม่ออกมาแล้ว สรุปสุดท้ายอาหารที่ขาดไม่ได้ของคนไทยก็จะประกอบไปด้วย 2 กลุ่มเสมอ……..ใครไม่รู้ให้เลื่อนกลับขึ้นไปอ่านข้างบนใหม่ แต่ไม่เป็นไรวันนี้ผมอารมณ์ดีจะเฉลยให้ 1.กับหรืออาหาร 2.ข้าว เพราะเหตุนี้เองข้าวจึงเป็นอาหารหลักที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทย…ในสมัยโบราณคนต้องทำงานหนักต้องใช้แรงงานเยอะ การกินข้าวจึงเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะข้าวสามารถเปลี่ยนเป็นกลูโคสได้เร็วซ้ำยังมีไอ้หนูอินซูลินจอมขยันตามเก็บในเลือดนำไปป้อนให้เซลล์ที่ต้องการใช้พลังงานได้ทันเวลา…ถ้าดูจากภาพถ่ายเก่าๆ จะสังเกตุว่าคนโบราณที่อ้วน-ลงพุงมีน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบัน คนเราไม่ได้ขุดดิน ไม่ได้ไถ่นาเอง ไม่ได้นวดข้าวด้วยกำลังเหมือนแต่ก่อน : ยกตัวอย่างผม…วันๆ ก็นั่งอยู่กับหน้าคอมพ์ใช้เพียงปลายนิ้วเท่านั้นทำงาน พลังงานจากข้าวที่เข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่จึงเกินความจำเป็น สุดท้ายเมื่อไอ้หนูอินซูลินไม่สามารถนำกลูโคสไปป้อนให้เซลล์หรือถูกเซลล์ปฏิเสธ ตับก็จะเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงานสำรองในรูปของไขมัน…เห็นไหมครับว่าเพื่อนตายของเราฉลาดแค่ไหน ถ้าห้องเก็บไขมันล้นมีต่อเติมขยายเป็นโกดังเองได้อีก เออเนอะ! ไม่ได้เขียนแบบยังต่อเติมได้ แม่ง! ฉลาดโคตร….ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว

“พ่อ-แม่-พี่น้อง-ที่ต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนทั้งหลายเอ้ยยยย!…เวลาชวนไปกินข้าวได้โปรดใช้คำว่า ไปกินตับ-ไปกินซุป-ไปกินต้มไก่หรือไปกินแกงก็ได้….การกินแต่กับหรืออาหารอย่างเดียวที่โบราณบอกว่าจะเป็นปอบนั้น….มันจริงที่ไหน….กินกับอย่างเดียวก็อิ่มได้ โปรดทราบการเลือกกินเฉพาะผัก-เนื้อ-โปรตีน-หรือไขมันนอกจากจะไม่ทำให้เป็นปอบแล้ว คุณยังจะลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนกลับคืนสู่วัยหนุ่มสาวได้เร็วอีกด้วย ใครได้ยินโปรดแหกปากตะโกนบอกเพื่อนโดยด่วน แอ๊ะ! แอ๊ะ! แอ๊ะ!(สำลักน้ำลาย) พูดมากเจ็บคอ

ครับทั้งหมดทั้งมวลผมไม่ได้หมายความว่าข้าว หรือกลุ่ม ข้าวแป้งน้ำตาล จะเป็นผู้ร้ายไปเสียหมดนะครับ คุณต้องพิจารณากิจกรรมของตัวเอง พิจารณาการทำงาน-ไลฟ์สไตล์ของคุณว่ามีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายมากน้อยแค่ไหน แล้วลองคำนวณปริมาณแคลอรี่ในข้าว-อาหารเทียบกับปริมาณแคลอรี่ที่สูญเสียจากการทำงานตามสูตรในตอนที่ 2 คร่าวๆ ไม่ต้องเป๊ะ!…คุณก็จะรู้ว่า-ภายในรอบ 1 วันหากคุณต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนคุณมีสิทธิ์กินข้าวในปริมาณเท่าไร? เดี๋ยวในตอนต่อไปผมจะแนะนำช่วงเวลาในการกินอาหารแต่ละประเภทให้ทราบ…หวังว่าเมื่อผมเขียนบทความทั้ง 22 ตอนจบ…งานออกแบบ-วิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนในแบบไลฟ์สไตล์ของคุณก็จะเสร็จพร้อมคืนสู่ความเป็นหนุ่ม-เป็นสาวไปด้วยกันนะครับ ที่สำคัญต้องทำให้เป็นเรื่องสนุก เพราะเมื่อคุณสนุก-คุณก็จะทำมันได้ตลอดชีวิต…แข็งแรงจนอายุ 80 ปีแถมไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐอีก เอา!…ไม่เอา!

….โอเคร! หากต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน…จงลืมภาษาพาอ้วน-ลืมให้ได้ว่าข้าวคืออาหารหลักที่ขาดไม่ได้-แล้วคุณจะไฉไลแน่นอน

“กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว”

“โอเคร! กูเอาแกงจืดแล้วกัน”

“ป้าก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่หนึ่ง”

“นี้ยัยธนาคารออมสิน ชวนกูมากินข้าวแต่ทำไมสั่งก๋วยเตี๋ยววะหะ!”

“มันเป็นแค่ภาษาพูดเฉยๆ มึงจะจริงจังอะไรนักหนาเดี๋ยวแม่ตบคว่ำ!”

เห็นไหมเนี่ยคือยัยธนาคารออมสินหรือนางสาวชลิตาละ ก่อนกินก๋วยเตี๋ยวก็ตามธรรมเนียม ยา-อาหารเสริมหลายเม็ดกรอกนำเข้าปากไปก่อน…แม่งไม่ใส่ใจเพื่อนตายของมันเลย….

ครับสำหรับตอนนี้ขอเสริมตบท้ายนิดหน่อยก็คือ…จากประสบการณ์การลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนของตัวเองที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้-ถึงหมอจะสั่งห้ามหรือไม่อยากให้ใส่ใจนั้นก็คือการชั่งน้ำหนัก แต่ผมกลับกังวลในเรื่องนี้มาก “น้ำหนักจะลดลงกี่กิโลกรัมน่า!” คำถามจะวนเล่นงานเกือบทั้งวัน…เห็นตาชั่งที่ไหนเป็นวิ่งเข้าใส่ หน้า 7-11 หยอดเหรียญ 1 บาท 2 บาทกูก็เอา บนฮงบนฮ้างกูก็ใช้ หน้าโรงพยาบาล-ในออฟฟิศไม่มียกเว้น….ผลเป็นอย่างไรคุณรู้ไหม…ตาชั่งแต่ละที่มีความคาดเคลื่อนสูงมาก ถ้าวันไหนไปเจอตาชั่งแข็งหน่อย กูก็ Happy…แดกได้จ้า! แต่ถ้าวันไหนพลาดท่า-เสียทีเจอตาชั่งอ่อน…..แหม่!!!!!….ลมแทบจับ

เพื่อจบปัญหาดังกล่าวเอาแบบนี้ก็แล้วกันครับ จะถือว่าเป็นคำสั่งก็ได้

  1. ให้ทุกคนที่ต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนไปหาซื้อตาชั่งส่วนตัวให้เรียบร้อย
  2. กำหนดเวลาชั่งน้ำหนักให้ตรงกัน เป๊ะ ๆทุกวัน คาดเคลื่อนได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพราะอะไร? ก็เพราะว่าแต่ละช่วงเวลา-น้ำหนักของคนเราจะขึ้นลงไม่เท่ากัน
  3. ตามประสบการณ์ เมื่อน้ำหนักลดลง จะมีช่วงหนึ่งคงที่หรือไม่ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่าตกใจครับ เพราะช่วงนั้นเพื่อนตายของคุณกำลังเสริมมวลกระดูกหรือไม่ก็กำลังสร้างกล้ามเนื้อใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องดีใจด้วยซ้ำ
  4. เมื่อซื้อ เครื่องชั่งน้ำหนัก สิ่งที่ต้องมาคู่กันนั้นก็คือ สายวัด วัดไปเลยครับรอบเอวบริเวณสะดือ-ต้นแขน-ต้นขา แล้วจดเป็นสถิติให้ละเอียด….

ถ้าทำตามสูตรที่บอก ถึงแม้น้ำหนักจะคงที่…ผมรับรองว่าสัดส่วนของคุณลดลงแน่นอน หรือหากใครเผลอใจกับของแสลงบ่อยๆ นอกจากน้ำหนักจะไม่ลด-สัดส่วนก็อาจจะไม่ลด แต่…แต่ไม่ต้องเศร้าหมองให้กระดองใจเจ็บจี๊ดๆ หรอกครับ…คุณก็จะเป็นแม่หมู-พ่อหมูที่แข็งแรงไม่มีอะไรเสียหาย…พบกันตอนต่อไป โชคดีสวัสดีครับ

line1 for timmy

Spread the love