นินจาเลือดซามูไร บทที่ 23

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 23 แสงสุดท้าย บนแผ่นดินแม่ “  นิยาย เรื่อง อูคาชิ เซดะ นินจาเลือกซามูไร บทที่ 23

แสงสุดท้าย

บนแผ่นดินแม่

“อาจารย์…” เสียงเรียกใหญ่ๆดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงเป็ดในกรงไม้ไผ่ เค็นจิหันขวับพร้อมๆ กับใบมีดอาบยาพิษเตรียมจะสะบัดใส่

“ข้าเอง…โจอาน”

“เจ้ามาได้ไง…ข้านึกว่ายังอยู่บนฝังเสียอีก”เค็นจิกระซิบเครียดๆ โจอานใช้มือเขย่ากรงเป็ดให้ร้องอีก“แล้วเอาชุดพ่อค้าเป็ดมาใส่ตั้งแต่เมื่อไรกัน”

“ความเร็วคือหัวใจของชิโนบิ มิใช่หรือ เขาหลับเป็นตายอยู่ตรงโน้น ข้าเลยยืมอุปกรณ์ของเขาชั่วคราว” เค็นจิมองตามสัญญาณปากที่โจอานสื่อบอก เขาเห็นชายในชุดเสื้อผ้าชั้นในตัวเดียวนอนขดเป็นกุ้งแช่บ๊วยอยู่ใต้หน้าต่าง จนทำให้อดขำไม่ได้

“ดูเขาท่าจะมีความสุขไม่หยอกเลยนะ…เจ้าว่าไหม ฮึๆ”

“ข้าว่าเขาน่าจะกำลังฝันดี ฮาๆ” ไชอินาริ โจอานหลุดหัวเราะ

“หาคุณชายและเด็กๆ ให้เจอก่อนจะค่ำ หากเรือเฉี่ยวเข้าใกล้แผ่นดินตอนฟ้ามืดเมื่อไหร่ พวกนอกรีตมันต้องลงมืออีกแน่นอน”

“อื้อ!” โจอานรับคำสั่งพร้อมกับดึงปีกหมวกต่ำลงเพื่อปิดพลางใบหน้าที่ไร้ผ้าคลุม  เขาเดินสะพายกรงเป็ดผ่านผู้โดยสารที่นั่งๆนอนๆ ไปทีละคน ส่วนเค็นจิก็พรางร่างจนไม่ต่างอะไรกับไอน้ำเดินแทรกผู้โดยสารที่ออกันอยู่ไต่กราบเรือไปด้านหน้า ในที่สุดเขาก็เห็นพวกนอกรีตปลอมตัวเป็นพ่อค้าหนึ่งในสามที่เห็นเมื่อตอนอยู่บนฝั่ง แต่มันไม่ใช่คนที่เขาต้องการเจอในเวลานี้

(ท่านปู่…) อยู่ๆ เสียงสื่อจากเซดะก็แทรกเข้ามา เค็นจิหันขวับไปสำรวจอากัปกิริยาของพวกนอกรีตที่หมายหัวเอาไว้ แต่ทุกอย่างยังปกติ เขาจึงถอนหายในออกมาอย่างโล่งเบา

(ข้าอยู่ทางนี้…) เสียงเซดะดังขึ้นอีก

(ระวังหน่อย…ตอนนี้มีพวกนอกรีต อยู่บนเรือพวกมันจะลักพาตัวเจ้า หรืออาจจะสังหาร) เค็นจิเตือน พลางไล่สายตาสำรวจไปรอบๆอีก

(ข้าเห็นพวกมันหนหนึ่งที่ท่าเทียบเรือเมือง เดโอะ…แต่รู้สึกว่าจะลงเรือไม่ทัน) เซดะบอก

(ข้าเห็นเจ้าแล้ว…แต่พวกนี้ลงเรือที่เมืองไดเซนยะ 3 หรือ 4  คน…และยังมีพวกมันกำลังตามเราบนฝั่งอีกนับร้อย ฟ้ามืดเมื่อเรือเฉี่ยวเข้าใกล้ฝั่งเมื่อไรข้าคิดว่าพวกมันคงไม่ปล่อยเจ้าไปถึงโอซาก้าแน่ๆ)

(เราต้องรอให้พวกมันลงมือก่อนหรือไง ข้าได้กลิ่นสาบพวกมันบนหลังคา 2 คนและที่ประหลาดมีกลิ่นสาบของปลาทะเลแต่น่ากลัวพิลึกที่ท้ายเรืออีกคน)

(พวกมันสองคนคอยจ้องข้าอยู่…แต่ข้ารู้ว่ามันยังไม่ลงมือเวลานี้แน่นอน…เซดะห้ามปะทะกับคนที่มีกลิ่นตัวเหมือนปลาทะเลโดยเด็ดขาด เพราะนั้นคือ อิเงะสึงิ เคนซึ มันกินเนื้อนางเงือกเข้าไป และเวลานี้เนื้อนางเงือกได้เลี้ยงตัวจนไม่มีใครสังหารมันได้)

(หมายความ…เนื้อนางเงือก)

(ใช่…มันเป็นสมบัติชินเดียวของอูคาชิ แต่ก็ถูกอิเงะสึงิ เคนซึขโมยไป…เวลานี้ไม่มีใครฆ่ามันได้อีก 300 ปี)

(ไม่มีทางตาย…เป็นไปได้อย่างไร ขนาดพวกโคงะที่มีเพชรอะโออิอยู่ในมือแท้ๆ ยังต้องเปลี่ยนผู้ครอบครองจนกระทั้งหายสาบสูญ…เนื้อนางเงือกก็ต้องมีจุดตายที่มองไม่เห็นซิน่า)

(ไม่เหมือนกัน เพชรอะโออิเพียงเสริมพลังให้แกร่งขึ้น แต่เนื้อนางเงือกของอิงะทำให้เป็นอมตะ อย่างน้อยก็ 300 ปี ตามอายุขัยของเงือก)

(แม้คอมันจะขาดกระเด็น)

(ใช่….ถึงแม้คอมันจะขาด ตัวจะหลุดออกจากกัน มันก็สามารถต่อกลับเข้าเองได้โดยไม่เสียเลือดแม้แต่หยดเดียว…มีทางเดียวที่มันจะตายได้ นั้นก็คือเลือดจากหญิงสาวพรหมจาริณีที่มีฤทธิ์เป็นกรด…ซึ่งข้าก็ไม่มั่นใจว่าจะมีเธอคนนั้นอยู่ในโลกใบนี้หรือไม่)

(ไม่น่าเชื่อ…ข้าจะลงมือกับ 2 คนที่หัวเรือเอง)

(เจ้าอย่าพึ่งขยับระวังซามูไรที่ติดตามจะรู้ทัน เพราะพวกเขาจะต้องโวยวายจนผู้คนแตกตื่น และเวลานี้ยังมีพวกมันอีก 2 คนกำลังจ้องข้าอยู่ จากที่ไหนสักแห่ง) เสียงเค็นจิเตือน

(ขอโทษ…แต่นั้นเป็นเพียงกายทิพย์  ข้าจะใช้มันล่อเป้า)

(ฉลาดไม่เบาเลยนะ…เจ้าคงจะกระจายไปทั้งลำเรือแล้วซิ)เค็นจิพูดอย่างพึงพอใจและร่างที่ไม่ต่างจากไอน้ำก็แทรกเข้าไปนั่งตำแหน่งที่ใกล้กับพวกนอกรีตคนที่หมายหัวทันที เขาดึงมีดพกอาบยาพิษหวังจะใช้สะกิดผิวเท่ารอยแมวข่วนเพื่อการตายจะได้เงียบที่สุด

“เค็นจิคุง…” และเสียงเรียกมาจากด้านหลังก็ทำให้เขาต้องชักมีดกลับแต่วินาทีนั้นเขาก็ทำสำเร็จไปแล้ว ไม่ทันไรเหยื่อผู้หลับใหลก็เบิกตาโพลงดิ้นพล่านๆจนคนที่นั่งอยู่ข้างๆหันไปดูด้วยความแปลกใจ สุดท้ายลมหายใจของมันก็หยุดลง เค็นจิในร่างพรางที่คิดว่าไม่มีใครเห็นก็ดีดตัวหนีออกห่าง ตอนนี้ทั้งโนอาน อิชิ และซามูไร ต่างชักดาบออกจากฝักแล้วยืนล้อมเป็นวงรอบกายทิพย์ของเซดะอย่างระมัดระวัง ผู้คนในเรือแตกตื่น ต่างวิ่งกรูไปรวมอยู่ในจุดๆ เดียว จนเป็นเหตุให้เรือโคลงเคลงจนยากที่จะบังคับให้วิ่งได้นิ่งเรียบเหมือนเดิม

“อิเงะสึงิ เคนซึ…ไอ้คนชั่ว!” เค็นจิคืนร่างตะโกนด่าใส่หน้าเด็กหนุ่มวัย 20 ปีที่ยืนผมยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวที่กราบเรือห่างจากเขาออกไปประมาณ 5 เมตร

“ขอบใจไอ้น้อง…ที่ยังไม่ลืมพี่คนนี้” อิเงะสึงิ เคนซึมีโอกาสได้พูดเพียงแค่นั้น ไชอินาริ โจอานและนินจาของอูคาชิอีก 3 คนก็เผยตัว พวกนอกรีตที่ตั้งรับอยู่ก่อนแล้วก็กระโจนร่ายเพลงตายใส่ทันที

“ลิ้มลองยาพิษจากคมดาบข้าบ้างจะเป็นไรไป…” ฉับ! ร่างของ เซดะทั้ง 12 ร่าง กระโจนเข้าใส่อิเงะสึงิ เคนซึ ที่ยังคงยื่นนิ่งไม่หวั่นไหว  คมดาบคาตานะอาบยาพิษจากทั้ง 12 ร่าง จำนวน 12  เล่มได้แบ่งร่างของอิเงะสึงิ เคนซึออกเป็น 12 ส่วนพร้อมๆกัน

“ฮาๆ…ฮาๆ…คุณชายน้อย 12 ร่างแบ่งข้าออกเป็น 12 ส่วน น่าปรบมือเป็นเกียรติให้จริงๆ แต่เอะ! ไหนละแขนอีกของข้า…เค็นจิเจ้าเห็นมันไหม” หัวของอิเงะสึงิ เคนซึที่กลิ้งไปมาเป็นลูกบอลอยู่กับพื้นตะโกนถาม… “ช่วยหามือกับแขนให้ข้าทีเค็นจิ!…ฮาๆๆ” และเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะตามมาอีก…จนผู้โดยสารบนเรือต่างกรีดร้องเสียงหลง หลายคนเป็นลมหมดสติไปตั้งแต่ดาบแรกของเซดะ

“ช่วยข้าหามันหน่อย เค็นจิ ยืนเซ่ออยู่ทำไม ข้าเป็นพี่ชายของเจ้านะ” หัวของอิเงะสึงิ เคนซึยังโวยวายไม่หยุด ขณะเดียวกันที่ชิ้นส่วนของร่างกายอื่นๆที่หล่นกระจายอยู่ใกล้ก็ค่อยคืบคลานเข้าต่อประกบกันอีก ไชอินาริ โนอานที่ยืนใกล้ๆกับโอสุเกะ อิชิตั้งสติกระโจนถีบร่างที่พึ่งจะยืนขึ้นตกทะเลพร้อมกับเสียงตะโกนห้ามของเค็นจิ “อย่า!…”แต่ช้าไปเสียแล้ว

“ขอบใจเจ้ามากๆ…ไอ้ลูกคนเผาถ่าน…เจ้านี้ยังโง่เช่นเดียวกับคนในตระกูลไชอินาริเลยนะ” หัวและใบหน้าของเคนซึยังเย้ยหยันต่อไม่เลิก “แน่จริงเจ้าเตะหัวข้าอีกซิ…ไอ้คนเผาถ่าน”

“มา…ข้าจะสนองความต้องการของมันเอง” โอสุเกะ อิชิ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆวิ่งเข้ามาเตะหัวของอิเงะสึงิ เคนซึ ลอยโด่งหมุ่นเป็นลูกบอลตกทะเลไปอีก

                อย่า!และเสียงตะโกนห้ามของเค็นจิก็ดังขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 จนทำให้เพลงดาบของนนิจาหยุดชะงัก  ทุกคนตะลึงช็อก…มองตามหัวของอิเงะสึงิ เคนซึที่ตกลงไปในทะเลเป็นจุดเดียวกัน

“มันเป็นปลา…จะประกอบร่างได้เร็วและแกร่งขึ้น” เค็นจิบอกและไม่ทันจะพูดจบประโยคหางของปลาขนาดใหญ่สีแดงเพลิงก็ตีสะบัดผิวน้ำพุ่งตรงเข้ามาหาเรือ

“นั้นแหละ คือเขา” เค็นจิบอกเสียงสั่นขณะจ้องฟองน้ำไม่กระพริบ มันสะบัดหางสีแดงเร็วขึ้น…เร็วขึ้นจนลำตัวไล่ขนานไปกับลำเรือ หัวปลาที่เป็นใบหน้าของอิเงะสึงิ เคนซึก็โผ่พ้นน้ำขึ้นมา

“กรี๊ด!…นี้มันนรกชัดๆ”

“ฮาๆ…” อิเงะสึงิ เคนซึหัวเราะร่าจนผิวน้ำกระเพื่อมขยายวงรัศมีออกไปรอบตัว สักครู่เขาก็กระโจนขึ้นม้วนตัวเหนือผิวน้ำปลายหางสีแดงตวัดส่งจมร่างของเขาหายลึกลงไป…เหมือนเขาตั้งใจจะกระทำบางอย่าง

“มันเกิดอะไรขึ้น ท่านลุง” โจอานถามเสียงสั่น สักพักร่างของ อิเงะสึงิ เคนซึ ก็พุ่งขึ้นมายืนอยู่บนกราบเรือได้อย่างไม่น่าเชื่อ หางปลาสีแดงค่อยๆเปลี่ยนเป็นขาพร้อมกับก้าวอาดๆเข้ามายืนใกล้ๆเค็นจิ

“พี่บอกให้เจ้าช่วยหาแขนอีกข้างให้ เจ้าหามันไม่ได้รึ…” เขากระแทกเสียงดุใส่

“ข้า…ข้าเจอมันหล่นใกล้กรงเป็ด แต่นิ้วก้อยหายไป สงสัยเป็ด เป็ดข้าคงหิว” พ่อค้าเป็ดคนที่นอนเป็นกุ้งแช่บ๊วยเมื่อครู่ยื่นแขนข้างหนึ่งให้ “นี้…ของๆท่าน…จะด่าก็จงด่าเป็ดของข้าเถอะ” เขาพูดต่ออย่างเกรงๆ

“ฮาๆ…ฮาๆ…ไม่มีใครฆ่าท่านได้ นอกจากเป็ด” ไชอินาริ โนอานได้ทีหัวเราะข่ม ทำเอาหลายคนกั้นหัวเราะไม่อยู่ อิเงะสึงิ เคนซึรีบต่อแขน จนอยู่ในสะภาพเดิม เขาพุ่งตัวเข้าใส่กรงเป็ดแล้วฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ ด้วยความโมโห จนเป็ดหลายตัวตกใจกระพือปีกบินหนีไปคนละทางสองทาง

“ไอ้เป็ดบ้า…เอานิ้วกูคืนมา” เขาแหกปากตะโกนด่าไปทั่ว จนเค็นจิอดหัวเราะตามไปอีกคนไม่ได้

“รู้อย่างนี้ ข้าน่าจะสับพวงสวรรค์ของท่านให้เป็ดกินแก้หิ้วซะก็สิ้นเรื่อง” เซดะพูดไปขำไปไม่หยุด

“เซดะ!…”อิเงะสึงิ เคนซึตวาดใส่ นาทีเดียวกันมีดสั้นอาบยาพิษ 12 เล่มก็ถูกเขาสะบัดใส่กายทิพย์ของเซดะทั้ง 12 ร่าง เค็นจิที่ระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว แต่เขากลับไม่แน่ใจว่ากายทิพย์ตนไหนคือร่างของเซดะตนจริง

“ไม่นะ!…” เขาตะโกนพร้อมกับพุ่งแบ่งร่างพรางของตัวเอง 12 ตนเข้าไปขวาง และเลือดสีแดงจากร่างพรางหนึ่งก็พุ่งสวนปลายมีดออกมา

“ท่านปู่…ไม่!” เซดะตะโกนออกมาจากร่างพรางที่ 13 ที่ยังยืนอยู่ในวงล้อมของซามูไร เขารวบร่างทั้งหมดพุ่งเข้าไปรับเค็นจิ

(เราพลาดอีกแล้วหรือนี้) เค็นจิถามตัวเอง มือทั้งสองกำด้ามมีดที่ยังปักคาอกเอาไว้แน่น ความเจ็บปวดกำลังเล่นงานเขาอย่างหนัก

“เค็นจิคุง…” อิเงะสึงิ เคนซึตกตะลึงหลุดเสียงยืนหน้าซีดเผือด…“เค็นจิ!” เขาอุทานออกมาอีก…“เค็นจิ!…ทำไมเจ้าถึงโง่ขนาดนี้…”และหลุดตวาดใส่อย่างคนขาดสติ… “เจ้าไม่เห็นร่างที่ 13 ของคุณชายรึไง…เค็นจิ” เสียงเขาต่ำลงพอๆ กับเสียงค่ำครวญเมื่อครู่ นาทีเดียวกันพวกนอกรีต 4 คนที่ยืนประจันหน้ากับนินจาคู่ต่อสู้อยู่ เห็นช่องเปิดที่เหล่าซามูไรกำลังเผลอเลยพุ่งหวังจะสังหารเซดะอีกคน แต่อิงะสึงิ ก็เร็วกว่า เขากระโจนเข้าไปสังหารคนทั้ง 4 คนด้วยพลังระเบิดลึกลับที่พุ่งออกมาจากดวงตาจนร่างที่กำลังโผทะยานอยู่กลางอากาศระเบิดเป็นจุลวูบหายลงไปในน้ำ

— บึ้ม!—

“ไม่นะอูคาชิซัง…ท่านต้องไม่เป็นอะไร” เสียงโนอานดังมาจากด้านหลัง เขาเดินแทรกผ่านผู้คนเข้าไปหา แต่อิเงะสึงิ เคนซึก็แทรกเข้าไปดึงร่างของเค็นจิมาจากเซดะก่อน “ข้าเพียงแต่จะมาปกป้องเหลนข้า และมาส่งเขาไปในที่ปลอดภัย แต่ทำไมเจ้าโง่นัก…เค็นจิ” เสียงอิเงะสึงิ เคนซึรำพึงรำพันเหมือนคนขาดสติ ทำเอาเซดะ โนอาน โจอาน อิชิ สะอึกและประหลาดใจไปตามๆกัน แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเซดะอีกคนที่ยังยืนมองพวกเขานิ่งๆ ปะปนกับผู้โดยสารที่ท้ายเรือ

“ข้าโง่…และไม่เคยรู้เลยว่า เซดะจะสามารถถอดร่างที่ 13 ได้” เค็นจิพยายามเค้นเสียงให้ผ่านความเจ็บปวดออกมา “แม้การตายของข้าก็ยังโง่อีก” เขาพยายามพูดต่อ วินาทีนั้นน้ำตาหยดแรกของอิเงะสึงิ เคนซึก็ล้นทะลักออกมาให้เห็น

“เจ้าทำให้พี่อ่อนแอ…เค็นจิคุง”

“แต่…อะไร…เมื่อครู่ท่านพี่บอกว่ามาปกป้องเหลน…ไม่ เป็นไปไม่ได้ ไอ้คนนรกส่งมาเกิดอย่างท่าน…ไม่สมควรมาเห็นใจข้าแม้ในยามสุด…สุดท้าย” เค็นจิพยายามจะเอาชนะ แต่อิเงะสึงิ เคนซึกลับกระชับร่างที่เริ่มชาให้แน่นขึ้น จนเซดะที่นั่งอยู่ใกล้ๆแน่ใจแล้วว่า น้ำตาหยดนั้นของอิเงะสึงิ เคนซึไหลออกมาจากหัวใจของเขา

“เจ้าเกลียดข้าได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ” อิเงะสึงิ เคนซึพึมพำน้อยใจและน้ำตาของเขาก็ล้นทะลักออกมามากขึ้น

“หากข้ารู้ว่า…เจ้าโง่ถึงเพียงนี้…ข้าจะเลือกปกป้องเจ้า…มิใช่คุณชายน้อย…เค็นจิ เคนจิ!” เขาแผดเสียงทั้งหมดที่มีออกมาด้วยความคับแค้นใจ ก่อนจะส่งร่างเค็นจิคืนให้เซดะ

“หมายความว่า ว่า อย่าง อย่างไร” เสียงเค็นจิเบาลง จนอยู่ระดับเดียวกับลมหายใจ

“ทุกอย่างจะกระจ่าง เมื่อผู้รักษาบันทึกลับยอมเปิดเผย” อิเงะสึงิ เคนซึพูดเสียงปนสะอื้น เขาหันไปมองเซดะอย่างตั้งใจ “เจ้ามีร่างพรางที่ 13 ทั้งๆที่ไม่สามารถถอดได้…เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน” คำๆ นี้หลุดออกมา “หากอีกหนึ่งเป็นดั่งเทพ อีกหนึ่งก็ต้องเป็นดั่งมาร…แต่ข้าก็เลือกที่จะปกป้องมาร เพราะมารก็คือเหลนอีกคนของข้า และวันนี้เขาก็มาเพื่อที่จะปกป้องเทพที่เป็นพี่ชาย และเพื่อจะได้เห็นหน้าพี่ชายของเขาสักครั้ง” อิเงะสึงิ เคนซึพูดปริศนาเพียงเท่านั้น เขาก็พุ่งตัวลงไปในน้ำหายไปทันที

ตูม!

“ทำไม!…มารอย่างข้าก็มีหัวใจ…มารอย่างข้าก็มีความรู้สึก ทำไม ทำไม”  น้ำเสียงคล้ายจะเป็นเซดะตัดพ้อในโชคชะตา สักครู่เขาก็ก้าวออกไปยืนนิ่งที่กราบเรืออย่างคนหมดหวัง

“คุณชายน้อย!” โนอานอุทานมองสลับกับเซดะอีกคน…ก่อนเซดะคนนั้นจะพุ่งลงน้ำตามอิเงะสึงิ เคนซึไป… ตูม!

“หมายความว่า ว่า เซดะ…อีก เซดะ” เค็นจิสับสนกับภาพสุดท้ายที่เห็น…แต่มันก็ค่อยๆ เลือนรางจนดับวูบสู่สีดำ

“ท่านปู่…ท่านปู่…ได้ยินข้าไหม…”

(เจ้าไม่…ต้องเป็นห่วงข้า…จงเดินหน้าต่อไป…เซดะ อีกเซดะให้สัญญากับข้าสิ เจ้าจะต้องเดินหน้าต่อไป) เค็นจิเปลี่ยนมาใช้เสียงสื่อแต่เขาก็ยังสับสนกับภาพสุดท้ายอยู่ดี

(ช่วยบอกโนอาน) และเขาก็เปลี่ยนเรื่องเหมือนจะสรุปว่าภาพเซดะอีกคนเป็นเพียงภาพลวงสุดท้าย

(โนอาน)

“ท่านปู่เรียกชื่อเจ้า…เพื่อนข้า”

(ถึงแม้ว่าคนในตระกูลเจ้าจะเป็นแค่คนเผาถ่าน)เซดะไล่แปลความหมายให้เพื่อนฟังไปทีละประโยคทั้งๆที่อารมณ์กำลังจะร้องไห้อย่างหนัก

(แต่ความเพียรและความซื่อตรงได้นำทางให้เจ้าเป็นบุคคลสำคัญที่สุดของอูคาชิ)

(จงรักษาสมบัติที่มีค่ายิ่งให้รอดกลับมา คุณชายน้อยแห่งอูคาชิต้องรอด นี้แหละคือภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่ชิโนบิอย่างเจ้าควรจะภาคถูมิ…ข้าหวังว่าโจอานพ่อของเจ้าคงจะดีใจไม่น้อย)

“ข้าภูมิใจที่สุด…เค็นจิ ข้าภูมิใจเป็นที่สุด” โจอานที่นั่งอยู่ข้างๆแทรกเสียงดังก่อนที่เซดะจะพูดจบ

                {งานเลี้ยงยกเลิก…เดินหน้าต่อไปเพื่อรักษาสมบัติของอูคาชิให้รอด…โอสุเกะ อิชิ} เค็นจิบอกภาษาผ่านรหัสลับที่ตกลงเอาไว้กับโอสุเกะ อิชิ  เด็กหนุ่มวัย 15 ผู้เย่อหยิ่งหน้าซีดเผือด…

“ไม่!…เขาละเมอปฏิเสธอย่างเลื่อนลอย

“ข้าให้สัญญา…ท่านลุง” โนอานปนพูดขึ้นมาแทน เขาพยักหน้ารับปากอย่างไม่ลังเล…แต่เด็กหนุ่มผู้จองหอง “ไม่!” กลับสั่นไปทั้งตัว

“ข้าเอ่อ…ข้าก็…”โอสุเกะ อิชิพยายามจะรับปาก…แต่ก็ยังขาดสติที่จะพูด “ข้า…ไม่!” การร้องไห้ของเขา…หลายคนเข้าใจว่าเป็นความอาลัยสุดท้ายที่มีให้เค็นจิ…แต่ในใจกลับบอกความหมายเป็นอย่างอื่น… “ไม่!…”

(เซดะ…คนที่เมืองไทยจะต้อนรับเจ้าด้วยรอยยิ้ม…ไปให้ไกลจากไอ้พวกนอกรีต) เค็นจิใช้มือที่เปื้อนเลือดของตัวเองล้วงเข้าไปในพกเสื้อของชุดกิมิโนสีเทา แต่เขาก็ไม่มีแรงพอจะดึงสิ่งนั้นออกมา…เพราะนาทีเดียวกันชีวิตของอูคาชิ เค็นจิก็จบลงแล้วโดยสิ้นเชิง

“ท่านปู่…” เซดะตะโกนพร้อมกับเขย่าร่างไร้วิญญาณของเค็นจิอย่างบ้าคลั่ง จนมือที่กำซองจดหมายสีเปลือกไม้ทั้ง 3 ฉบับหลุดกระจายออกมาพร้อมกับมือของเขา

(จดหมายท่านพ่อนี้…ทำไมข้าไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย) เซดะวางร่างของเค็นจิลงบนตักตัวเอง ผู้โดยสารล้อมวงเข้ามามุงดูกันมากขึ้นๆ

(ข้าขอโทษ คุณชาย…มันเป็นความโง่ของข้าเองที่ไม่อยากเสียเจ้าไป  ข้าอยากให้เจ้าเป็นคุณชายแห่งหุบเขาอิงะมากกว่าจะให้เจ้าหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่อื่น…แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าฟูจิกาว่าคิดถูก  เจ้าจงไปเพื่อรักษาอูคาชิให้คงอยู่   เซดะคุง…ในจดหมายมีที่อยู่ของพ่อเจ้า มันจะช่วยนำทางสู่เป้าหมาย…เซดะคุง…จิตของข้ากำลังดับลงแล้ว เห็นทีข้าต้องบอกลา…เวลานี้) เสียงจากกระแสจิตของเค็นจิดังในหัวทำให้ความสับสนที่กำลังหมุนเป็นลูกข่างค่อยๆ ช้าลง

(หลับเถอะท่านปู่…ขอบคุณที่ท่านยังไม่ทำลายมัน) เซดะอุ้มร่างไร้วิญญาณของเค็นจิ จนถึง โอซาก้าและ…

“คุณชายข้าเอง…”ไชอินาริ โจอานเข้ามาช่วย และก่อนเรือจะเข้าจอดเทียบ เสียงศพของพวกนอกรีตที่เหลือก็ถูกโยนลงน้ำท้ายเรือ

“ข้าสั่งให้อิชิ และโนอาน…จัดการเอง” โจอานกระซิบ เซดะพยักหน้า  เรือค่อยๆวิ่งช้าลง และจอดนิ่งในอีกไม่กี่นาทีต่อมา  ผู้คนส่วนหนึ่งกำลังทยอยขึ้นฝั่งด้วยท่าทีที่ตื่นตระหนก แต่อีกส่วนหนึ่งกำลังก้าวเดินลงมาสมทบ

“พ่อภูมิใจใจตัวเจ้า โนอาน จงปกป้องคุณชายด้วยชีวิต…ข้าหมายรวมถึงเจ้าด้วยอิชิคุง” โจอานพูดก่อนจะอุ้มร่างไร้วิญญาณของเค็นจิลงจากเรือ เขาหันมามองคนทั้ง 3 ด้วยความรู้สึกมากมาย แต่อยู่ๆ

เสียงของเซดะที่เขาไม่สามารถเข้าถึงก็ดังขึ้นมาในหัว

(…สัญญาชิโนบิไม่มีวันตายสักวันข้าจะพาอูคาชิกลับมาและจะกลับมาเพื่ออูคาชิ) เสียงเรือคำรามเสียงดังขึ้นอีก หัวใจของเด็กทั้ง 3 คนก็เริ่มสั่นตามไปด้วย แววตาที่เย้อหยิ่งจองหองของโอสุเกะ อิชิกำลังเปลี่ยนเป็นความวิตกอย่างคาดไม่ถึง

“ท่านลุง…ข้า”โอสุเกะ อิชิตะโกนเหมือนคนกำลังสับสน

“เจ้าต้องเดินหน้าต่อไป…อิชิคุง” โจอานตะโกนบอก แต่โอสุเกะ อิชิกลับกระสับกระสายวิ่งกลับมาท้ายเรือจนคล้ายกับว่าจะกระโจนขึ้นฝั่ง…แต่โนอานกับเซดะก็วิ่งตามมารวบตัวเขามากอดไว้ด้วยความเข้าใจในอีกความหมายหนึ่งที่มีต่อเพื่อนรุ่นน้อง…

“ท่านลุง…ข้า…ข้า”

“ข้าจะบอกพ่อของเจ้าเอง…ว่าเจ้าเข้มแข็งที่สุด” เรือเคลื่อนห่างจากชายฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ ในหัวใจของนักวางแผนอย่างโอสุเกะ อิชิ ก็กำลังลอยห่างจากความเป้าหมาย เขาปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทิ้งอย่างไม่หวั่นเกรงว่าจะมีใครเห็นความอ่อนแอ ทั้ง 3 ทรุดนั่งเหมือนอยากจะซึมซับภาพแผ่นดินสุดท้ายของญี่ปุ่นเอาไว้ในความทรงจำให้เต็มที่ เงาของไชอินาริ โนอานที่อุ้มร่างไร้วิญญาณของเค็นจิยังเด่นสง่าในแสงสีอำพัน สักครู่เงาของคนกลุ่มใหญ่ก็วิ่งกรูกันเข้ามาสมทบ เสียงหลายคนร้องไห้ หลายคนโบกมือลาอยู่ในแสงสุดท้ายบนแผ่นดินแม่

เซดะคุง…ข้าจะรอพวกเจ้ากลับมา…โชคเข้าข้างเจ้าเสมอเซดะ…เซดะป็นเสียงตะโกนของมินาโมโต ฟูจิกาว่า

“ท่านปู่…สัญญาชิโนบิไม่มีวันตาย”

“อิชิคุง…เจ้าต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้…”

“ท่านพ่อ…ฮื้อๆ…ท่านพ่อ!” และโอสุเกะ อิชิผู้เย่อหยิ่งก็ร้องให้ออกมาเสียงดังกว่าเดิม…ภายนอกที่แข็งกร้าวช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยในยามนี้

“สัญญาชิโนบิจะไม่มีวันตาย…ข้าจะทำหน้าที่ให้ดีกว่าคนเผ่าถ่าน ลาก่อนทุกคน”

………..

แสงสุดท้าย

เมื่อแผ่นดินญี่ปุ่นลับตาไปแล้ว เซดะก็หยิบซองจดหมายของโคทาโร่ออกมาอ่าน รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า ทำให้การเดินทางไปประเทศที่ไม่เคยรู้จักครั้งนี้กลับไม่รู้สึกโดดเดี่ยว อย่างน้อยเป้าหมายในการไปก็ชัดเจนมากกว่าเมื่อวาน และเหมือนมันจะชัดเจนขึ้นพร้อมๆ กับดวงดาวสีแดงที่กำลังทอแสงแรกตรงขอบฟ้าทางทิศใต้ หลังจากแสงสุดท้ายหมดไปไม่นาน…และเวลานี้อ่าวโอซาก้าก็กำลังจะมืดลง

“คุณชาย…”

“ต่อจากนี้เรียกข้าว่าเซดะเฉยๆ ก็พอ”

“เอ่อ…เซดะ นั้นไงดวงดาวแห่งนักฆ่าสีเลือด…ข้าจำมันได้” โนอานพูดพลางชี้นิ้วนำสายตา

“แล้วเจ้าละ…ว่าใช่หรือไม่…อิชิคุง”

“อือ!…” โอสุเกะ อิชิตอบเพื่อนทั้ง 2 สั้นๆ ก่อนเขาจะก้มหน้าซบลงกับเข่าตัวเอง  เซดะมองหน้าโจอาน พวกเขาขยับเข้าไปนั่งคนละด้านของเพื่อนรุ่นน้องผู้เย่อหยิ่งและร่วมกันโอบกระชับเขาให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ “อื้อๆ…ข้าไม่มีแผนสำรอง…ข้าขอโทษคุณชาย…”

“อิชิคุง!…”

……….

แม้จะดู…….แกร่ง………แข็ง……และกระด้างเกินทน

แต่ก็ยังบอบบางอยู่ดี……..โอ้เจ้าเปราะแก้วแห่งอิงะ

โอสุเกะ อิชิ

………..

 

…ข้าพบนางครั้งแรกก็รู้สึกหลงรักในนาทีนั้น ข้าอยากให้ท่านเห็นรอยยิ้มที่แสนวิเศษ เหมือนนางใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝีปากที่บอบบางให้ข้า

“ท่านพ่อ!…เพราะนางใช่ไหมที่ทำให้นกกระเรียนจากคาโกคุมะหลงฟ้าที่ประเทศไทย…” เซดะหลุดคำพูดลอยๆ ระหว่างที่นั่งอ่านจดหมายฉบับแรกได้เพียงครึ่งเดียว…เขาเงยหน้ายิ้มบางๆ ไปให้ดวงดาวแห่งนักฆ่าที่กำลังทอแสงสีเลือดที่ขอบฟ้าทางทิศใต้อย่างมีความหมาย…

“มินาโมโต ทซึรุคือชื่อใหม่สำหรับท่าน…พ่อข้า”

……….

ต่อจากนี้       จำจากดิน      ต้องจากถิ่น                 

จำจากกลิ่น    ต่อจากไป     ไกลสุดแสน

ต้องจากลา     จำจักบอก      ต่อจากแดน              

 ต้องจากแคว้น       จำจักใคร่    ได้บอกลา

แสงย่ำค่ำ     เสียงค่ำครวญ       ที่ขอบฟ้า          

 แสงสั่งลา         เสียงใครใคร่       ที่ใฝ่หา

แสงเหลือบเร้น  เสียงกรีดร้อง    ที่ต้องลา 

 แสงปลายฟ้า      เสียงรำพัน    แสนอาลัย

                อูคาชิ  เซดะ

………..

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 22

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 22 พวกนอกรีต “ดูเหมือนพวกนอกรีตจะไม่ใช่คนที่เราคุ้นเคยเลยสักคน…” นิยาย เรื่อง อูคาชิ เซดะ นินจาเลือกซามูไร บทที่ 22

ที่ท่าเรือเมืองเดโอะ

การเดินทางที่ต้องใช้ความเร็วดั่งสายฟ้าก็เริ่มต้น พวกเขาหยุดให้ม้าได้ดื่มน้ำเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะเร่งเดินทางต่อ จนในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเมืองเดโอะอย่างไร้อุปสรรค์ แต่ก็คลาดจากเรือขนสินค้าที่ เซดะและเพื่อนๆ ร่วมเดินทางไปแล้ว และก็คลาดกับคนของบ้านมินาโมโตอย่างที่เค็นจิต้องการจะให้เป็น

“ดูเหมือนจะปกติ…แผนการพวกมันยังไม่เปลี่ยน” เค็นจิบอก

“อูคาชิซัง ข้าจะตามไปส่งข่าวกับคนของมินาโมโต พวกเขาคงจะยังไม่ออกจากเมืองเดโอะ” โอคิตะ ทากิเสนอ พร้อมกับเตรียมจะชักม้าวิ่งออกไป

“ไม่ต้อง!” โอสุเกะ ฮิเดะโพล่งขึ้นก่อน ทากิหันไปสบตาคนทั้ง 2 สลับกันไปมา

“ข้าให้คนของเราไปส่งข่าวให้ฟูจิกาว่าได้รู้แล้ว…เราไม่มีเวลาพอ จุดหมายที่สำคัญยังรอเราอยู่ที่ท่าเรือของเมืองไดเซนยะ” เค็นจิอธิบาย ซึ่งนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ทากิหายสงสัย ขณะเดียวกันชายสวมหมวกปิดหน้าแต่งกายคล้ายพนักงานของท่าเรือก็เดินตรงเข้ามารายงาน

“เรือออกไปได้สัก 1 ชั่วโมงแล้วละ…พวกละครเร่จากมิเอะก็พลาดเช่นเดียวกับพวกท่าน”

“อูคาชิซัง!…ละครเร่” เสียงโอคิตะ ทากิตกใจ

“เค็นจิ เหมือนท่านจะมีบางอย่างที่ข้ายังไม่รู้” โอสุเกะ ฮิเดะ เห็นบางอย่างในแววตาคู่นั้น เลยได้โอกาสชิงถามขึ้นบ้าง

“อิเงะสึงิ เคนซึ กลับมาเร็วกว่าที่คาดการเอาไว้”

“จริงรึ!” ทั้งโอสุเกะ ฮิเดะและทากิก็อุทานขึ้นพร้อมกัน

“เอานี้…จะไปไหนก็ไป” เค็นจิส่งถุงดำให้คนของท่าเรืออย่างรำคาญ เมื่อเห็นเขายืนจ้องเหมือนจะอยากรู้สิ่งที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่

“ขอบคุณนายท่าน…” เขายื่นมือมารับ นาทีนั้นนิ้วของเค็นจิก็จงใจสะกิดเข้ากับฝ่ามือของอีกฝ่าย ชายคนนั้นเบี่ยงตัวเดินหนีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากดูเหมือนทั้ง 3 คนจะไม่ทันสังเกตเห็น หึๆๆๆ…(โง่ชะมัด)

“สายข่าว บอกว่าเห็นเขากลับมาเป็นหนุ่มวัย 20 ต้นๆ…ข้าว่างานของเราต้องลำบากมากขึ้นแล้วละ” เค็นจิบอกอีก

“จะเป็นไปได้อย่างไร…เขาจะ 80 ปีแล้วนะข้าว่าต้องจำคนผิดแน่ๆ”

“แต่ข้าเชื่อ เพราะเนื้อนางเงือกจะเลี้ยงผิวหนังและเสริมสร้างพลังสู่วัยที่แกร่งที่สุด” เค็นจิอธิบายเสียงเบาลงและเบาลง

“ท่านเดินทางต่อไปไหวไหม ดูท่าทางจะมีปัญหา” ทากิถาม ทันทีที่สังเกตเห็นกล้ามเนื้อแขนของเค็นจิค่อยๆ บีบรัดเข้าหากัน

“อ๊าก!….” เสียงความเจ็บปวดดังขึ้นในอาคารท่าเรือ ขณะเดียวกันร่างของเค็นจิที่อยู่บนหลังม้าก็ค่อยๆ รูดลง แต่ทากิก็เร็วพอที่จะกระโจนลงไปรับเขาเอาไว้ทัน

“เค็นจิ!…เป็นอะไรไป” โอสุเกะ ฮิเดะอุทานเสียงหลง

“ไม่นะ ท่านเค็นจิ…” โอคิตะ ทากิตะโกนลั่นพอกัน“อูคาชิซัง!….อู…”

“เรียกข้าทำไม” เสียงเค็นจิอีกคนดังมาจากระยะที่ไกลออกไป ทั้งสองเงยหน้าหันไปมอง เค็นจิคนนั้นยืนยิ้มให้ เขาพับแขนเสื้อสีขาวขุ่นที่เปื้อนเลือดก่อนจะดีดตัวเข้ามาหา แต่ทั้ง 2 ก็ยังลังเล

“วางมันลงได้แล้ว…ดูซะให้เต็มตาว่าร่างที่เจ้ากำลังอุ้มอยู่มันเป็นใคร” เค็นจิในร่างที่พึ่งดีดตัวเข้ามาพูดขึ้น ทั้งสองก้มมองร่างของเค็นจิที่หมดสติในอ้อมแขน…และในชั่วพริบตาร่างนั้นก็กลายเป็นคนงานท่าเรือที่พึ่งเดินจากไปเมื่อครู่

“มันเกิดอะไรขึ้น” ทากิอุทานพร้อมกับทิ้งร่างนั้นลงกับพื้นอย่างไม่ปรานี เขากระชากเสื้อของมันขาดจนเผยให้เห็นรอยสักรูปสายฟ้าสีดำผ่ากลางดาวสามแฉกที่หน้าอกด้านขวา

“ไอ้พวกห่า! นอกรีต” เขาพ่นคำด่าออกมาทางจมูก

“เจ้ารู้ได้ไง ว่าเป็นมัน” โอสุเกะ ฮิเดะปาดเหงื่ออย่างเสียรู้

“ตะวันตก รหัสดาวดวงที่ 3…ใช้รหัสนี้อ่านนัยน์ตาของทุกๆ คนที่พบ…ละครเล่ห์ของพวกนอกรีตได้เริ่มขึ้นแล้ว” เค็นจิอธิบายและกระโดดนำขึ้นหลังม้า “เราต้องออกเดินทางต่อเดี๋ยวนี้…”เขาสั่ง ทั้ง 2 จึงขึ้นหลังม้าของตัวเองแล้วเร่งความเร็วตามไปติดๆ

……….

การเดินทางระหว่างเมืองเดโอะ ไปเมืองไดเซนยะ เป็นเส้นทางที่พวกเขาไม่คุ้นเคย บางช่วงต้องไต่ไปตามสันเขาสูงและบางช่วงต้องลงเดินแข่งกับม้า ความเหนื่อยล้า ทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงทางเข้าเมืองไดเซนยะจนได้   แต่ก็ต้องเจอด่วนตรวจของทหารลาดตระเวนอยู่หลายต่อหลายจุด ซึ่งนั้นก็ทำให้พวกเขาอดหวาดระแวงไม่ได้ว่า มันอาจจะเป็นฉากหนึ่งของละครเล่ห์ที่พวกนอกรีตใช้ถ่วงเวลาพวกเขา และมีหลายด่านที่เค็จจิไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียง เขาก็จะใช้พลังจากดวงตาที่เป็นมรดกของชิโนบิสะกดลึกบังคับพวกเขาให้หลับ ซึ่งมันก็ได้ผล

“พวกเจ้า 3 คน จะไปไหนกัน” เสียงทหารที่ยืนคุมด่านตรวจถามขณะที่พวกเขายังนั่งอยู่บนหลังม้า

“พวกข้า เป็นพ่อค้ากำลังจะเอาของไปลงเรือที่ท่าเรือ ไดเซนยะ” เค็นจิบอกจุดประสงค์อย่างขอไปทีและใช้รหัสลับอ่านเข้าไปในดวงตาของทหารที่ยืนอยู่ทีละคน

“พ่อค้าเหรอ…ไหนละสินค้าที่ว่า ข้าไม่เห็นมีสิ่งใดนอกจากตัวพวกเจ้ากับม้าสามตัว” ทหารที่พึ่งเดินออกมาจากป้อมตะคอกเสียงดัง พร้อมกับแสดงสีหน้าไม่พอใจข่มขู่ “เมื่อครู่ก็พวกละครเร่ไร้สติ…นี้ก็พ่อค้าไร้สิ่งของ” เขาบ่นรำคาญจนทั้ง 3 สะดุ้ง

(ฮิเดะคุง จัดการ เราไม่มีเวลาแล้ว) เขาใช้เสียงสื่อสั่งเพื่อนพลางพยักหน้าอย่างรู้กันบอกทากิ  พวกเขากระโดดลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้าไปประกบตัวต่อตัว

“พวกท่านจะทำอะไร” ทหารคนเดิมถามพร้อมกับยกปืนยาวในมือขึ้นมาเล็งใส่ เค็นจิโค้งศีรษะก่อนจะเพ่งกระแสจิตออกจากดวงตาชิโนบิเข้าสู่ดวงตาที่แข็งกร้าว ไม่ทันไรปืนที่ถืออยู่ในมือก็หล่นพร้อมๆ ร่างที่ล้มลงไปกองอยู่กับพื้นดิน

“ข้าเสียใจที่ต้องทำเช่นนี้ อภัยด้วย” เสียงโอสุเกะ ฮิเดะดังขึ้น แต่สำหรับโอคิตะ ทากิ เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงนี้ กำปั้นและแรงทุบอย่างสุดกำลังจึงใช้แทนได้เช่นเดียวกัน

“เอาละเราไปต่อกันเถอะแต่ต้องระวังให้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า…มองทุกอย่างที่เห็นเป็นปกติ ให้ผิดปกติ เข้าใจที่พูดนะ” เค็นจิย้ำ

“อื้อ!…” ทั้ง 2 พยักหน้าพร้อมกับกระโจนขึ้นหลังม้า อีก 30 นาทีพวกเขาก็มาถึงท่าเทียบก่อนเรือจะมาถึง 15 นาที

“ทากิ เข้าไปสำรวจในเรือ อย่าแสดงตัวให้คุณชายน้อยเห็น แล้วกลับมารายงาน” เค็นจิออกคำสั่ง พวกเขากระโดดลงจากหลังม้าปล่อยให้พวกมันไปกินหญ้ารออยู่ใกล้ๆ ทากิพยักหน้ารับพร้อมกับดึงชุดที่เตรียมไว้ใต้อานนั่งออกมาเปลี่ยน เขาเก็บชุดพลางเอาไว้ที่เดิมก่อนจะเดินแยกไป

“พวกมันต้องซุ้มรออยู่ที่ไหนสักแห่ง…จำเอาไว้เราจะลงมือก่อนพวกนอกรีตไม่ได้เด็ดขาด…ไม่เช่นนั้นจิตพิรุธของคุณชายน้อยจะไม่เชื่อเรา” เค็นจิกำชับ

“ดูเหมือนพวกนอกรีตจะไม่ใช่คนที่เราคุ้นเคยเลยสักคน…” โอสุเกะ ฮิเดะตั้งขอสังเกตเมื่อกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ

“หากพลาดข้าจะเป็นคนไปกับเรือส่วนเจ้ากับทากิให้ไปดักรอข้าที่โอซาก้า…เรือจะวิ่งอ้อมสันเขาพวกเจ้าจะมีเวลาพักผ่อนครึ่งวัน”

“สบายใจได้…” โอสุเกะ  ฮิเดะรับปาก “ดูผู้หญิงที่ถือห่อผ้า 2 คนนั้นซิ…ข้ารู้สึกว่าพวกนางไม่ใช่หญิง” โอสุเกะ ฮิเดะพูดต่อ

“ข้าก็รู้สึกเช่นเดียวกัน…จับตาดูเอาไว้” เค็นจิกระซิบพร้อมกับใช้ประสาทสัมผัสเข้าไปดักฟังเสียงที่กำลังเกิดขึ้นภายในตัวอาคาร ซึ่งอันที่จริงเขาทำได้ไม่ดีเท่าไรนัก บางครั้งยังเคยโดนนินจาด้วยกันหลอกอยู่บ่อยๆ

พวกนอกรีต

#นรกชัดๆ…# น้ำเสียงพึมพำจนผิดธรรมดาดังเพียงครั้งเดียวแล้วก็เงียบไป กลุ่มคนที่รอลงเรือต่างนั่งออกันอยู่แน่นขนัดใต้หลังคามุงแฝก โดยมีทหาร 4 หรือ 5 คน ยืนตรวจตราสัมภาระอยู่ใกล้ๆ นอกจากผู้หญิง 2 คนที่โอสุเกะบอก ก็ไม่เห็นใครอีกเลยที่น่าสงสัย

“อย่างน้อยตอนนี้ก็มี 3” เขาพูดอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “เราต้องแยกพวกมันให้ออก และนับหัวมันก่อนจะลงมือ” เค็นจิพูดต่อ แต่สายตาของโอสุเกะ ฮิเดะกำลังจับจ้องไปที่พ่อค้าที่แต่งชุดคล้ายคนจีนสวมหมวกปีกกว้างนั่งอยู่ข้างลังใส่เป็ดอย่างพินิจพิจารณา

“คนที่ 4 ด้านหลังพ่อค้าชาวจีน” โอสุเกะ ฮิเดะกระซิบ สักพักเสียงเครื่องยนต์เรือขนสินค้าขนาดใหญ่ที่รอคอยก็ดังใกล้เข้ามา พวกเขารอจนมั่นใจว่ามันจอดเทียบท่าสนิท เพียงไม่นานโอคิตะ ทากิ ก็เร่งเดินเข้ามารายงานอย่างรีบเร่ง แต่ดูเหมือนเขาจะรักษาภาพของพ่อค้าเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

“คุณชายน้อยรวมทั้งพวกเขาทั้งสองปลอดภัยดี”

“พวกนอกรีต มันจะมาไม้ไหนของมัน…อันที่จริงเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วนะ” โอสุเกะ ฮิเดะบ่นอย่างคนกำลังระแวง

“ตามมา…ข้าได้กลิ่นนอกรีตซะเต็มปอด พวกมันใกล้จะลงมือแล้วละ” เค็นจิบอกพลางดึงหมวกแบบทหารปิดอำพรางใบหน้า แล้วเร่งเดินนำเข้าไปต่อแถว

“ดูหนุ่มคนนั้น เขามีแผลเป็นที่คาง ตำแหน่งเดียวกับอิเงะสึงิ เคนซึเลยละ” โอสุเกะ ฮิเดะสะกิดบอก เค็นจิใช้หางตาเหลือบมองใต้ปีกหมวกและในที่สุดเขาก็มั่นใจเมื่อเห็นแววตาที่คุ้นเคยหันมาทางพวกเขาและมันก็ผ่านไปเฉยๆ

“ใช่…นั้นละเขา ดูดีทีเดียว ยังกับเด็กหนุ่มวัย 20 ” เค็นจิกระซิบตอบ “เราสังหารเขาไม่ตายแล้วละตอนนี้ พยายามเลี่ยงอย่างประทะ เพราะมันได้ไม่คุ้มเสีย”

“อื้อ!”

#นรกชัดๆ…# เสียงกร่นด่าดังขึ้นจากคนเดิมอีก แต่คราวนี้

                เปรี้ยง!…พึ้ม!เสียงระเบิดจากภายในตัวอาคารดังขึ้นพร้อมกับกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นไปบนอากาศ หลังคามุงแฝกยุบหวบหายไปในกลุ่มควัน เสียงผู้คนกรีดร้องดังลั่น

“ไม่นะ…” โอสุเกะ ฮิเดะอุทาน สักพักร่างที่โผจากเงาสู่เงาก็พุ่งทะยานเข้าห้ำหันกัน

“โจอาน!” เค็นจิหลุดอุทานเมื่อเห็นไชอินาริ โจอานพุ่งทะยานพาร่างที่อ้วนกลมเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆ

“พี่มิกิ…” โอคิตะ ทากิในชุดพ่อค้าอุทานขึ้นบ้าง

“บ้าที่สุด มิกิจัง…” โอสุเกะ ฮิเดะกัดฟันด่าออกมาอย่างหัวเสีย

“ข้าสั่งเจ้าไปทำอะไร มิกิจัง” เค็นจิกระแทกเสียงใส่หน้า

“แล้วท่านละ เค็นจิ ท่านกำลังทำอะไร ข้างสงสัยแต่แรกแล้วว่าท่านต้องมีแผนการบางอย่าง ข้าเลยนำพวกของเราตามมา…ดูซิพวกท่านมีกันแค่ 3 คน แต่พวกมันมีเป็นร้อย ท่านจะเอาปัญญาที่ไหนไปสู้” นางตอกกลับอย่างหัวเสีย แต่เสียงเรือขนสินค้าที่จอดเทียบท่า…อยู่ๆ ก็คำรามขึ้นเหมือนจะแล่นออกจากตรงนั้นไปให้เร็วที่สุด

“ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าจัดการให้เสร็จ แล้วไปรอข้าที่โอซาก้า” เค็นจิตะโกนใส่ ก่อนเขาจะดีดตัวหายเข้าไปในกลุ่มควันสีขาวอย่างรวดเร็ว

“เค็นจิ…เค็นจิ บ้าเอ้ย…บอกให้ข้ารักษาตัวให้สมกับที่ข้าเป็นห่วงก็ยังดี” มิกิพร่ำตามหลัง แต่นางก็ไม่มีเวลามาเสียดาย ร่างบอบบางในชุดพลางสีดำดีดตัวสูงพร้อมกับชักดาบคู่ที่ติดอยู่ด้านหลังพุ่งเข้าใส่เงาที่พาดผ่าน นางเสียบปลายมีดทะลุอกนินจาหนุ่มที่กำลังเงื้อมดาบ พร้อมกันสองคน ก่อนจะพ่นเข็มพิษที่ซ่อนไว้ในปากใส่ท้ายทอยนินจาในระยะประชิดอีกคน แต่มันก็ดีดตัวเพื่อหวังจะหนีสักครู่ร่างในเงาที่ลอยอยู่กลางอากาศก็หล่นวูบตกลงไปกระแทกพื้นดินเสียงดัง… “ชิ!…เด็กน้อยชัดๆ” นางสาปส่งก่อนจะดีดตัวต่อไปยังท่าเทียบเรือ นางได้แต่ยืนมองในขณะที่เรือขนสินค้ากำลังแล่นห่างออกจากฝั่ง แต่ทันใดนั้นร่างในเงาสีดำก็พุ่งตามเรือไปอย่างไม่คิดชีวิต นางเห็นเขาใช้ปลายเท้าสะกิดผิวน้ำ 2 ครั้งก่อนจะขึ้นเรือไปได้

“โจอาน…” มิกิอุทานและสะบัดดาวกระจายที่ซ่อนในแขนเสื้อใส่นินจาอีก 5 คน ที่หวังจะเลียนแบบเขา จนพวกมันจะลอยค้างอยู่กลางอากาศก่อนจะหล่นกระแทกน้ำจมหายไปกับความตาย

“ชิ!…ไอ้ พวกนอกรีต”

#นรกชัดๆ…มันขึ้นเรือไปได้#

……….

หากผิดพราด………………….กับเรื่องเดิมเป็นครั้งที่ 2

จงเชื่อเถอะว่า….. มันคือสันดานของพวกนรกชัดๆ

ยูกาว่า ชิการุ

……….

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 21

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 21 ที่หุบเขาอิงะ “เค็นจิ…คิดดีแล้วรึที่จะหักหลังฟูจิกาว่า…” นิยาย เรื่อง อูคาชิ เซดะ นินจาเลือกซามูไร บทที่ 21

ที่หุบเขาอิงะ

“เค็นจิ…คิดดีแล้วรึที่จะหักหลังฟูจิกาว่า…” โอสุเกะ ฮิเดะถามด้วยท่าทีที่หนักใจอยู่ไม่น้อย แต่อีกฝ่ายกลับนิ่ง “บางครั้งข้าก็คิดว่าแผนการของอิชิคุง…อาจจะบ้าบิ่นเกินไปสักหน่อย…” เขาพูดต่อ เค็นจิจิบน้ำชาจนหมดถ้วยก่อนจะเงยหน้ามองเพื่อน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร “ข้าจะไปรับมันกลับ” โอสุเกะ ฮิเดะพูดหยั่งเชิง

“อิชิคุง…มันพูดถูก คุณชายน้อยเป็นสมบัติของอูคาชิมาตั้งแต่แรก เขาก็ต้องเป็นของอูคาชิต่อไป…ฟังข้าให้ดีนะฮิเดะ…เราไม่ได้หักหลังมินาโมโต แต่เราจะช่วยเขาต่างหาก…” เค็นจิพูดอย่างคนมีสติอยู่เต็มร้อย ขณะเดียวกันเขาก็ขยับเข้าไปกระซิบในระยะประชิด “แต่คราวนี้เราจำเป็นต้องใช้เล่ห์กลเยี่ยงเดียวกับพวกนอกรีต…”

“เค็นจิ!…”

“ข้าคิดว่ายาสุน่าจะเข้าใจ ในเมื่อสถานการณ์บีบบังคับ เราก็จำเป็นต้องทำ”

“แล้วจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้จิตพิรุธของคุณชายน้อยรู้ทัน และป้องปรามไม่ให้พันธมิตรของมินาโมโตหวนกลับมาเล่นงานเราภายหลัง” โอสุเกะ ฮิเดะถามกลับ สีหน้าที่ยังไม่วางใจกับแผนการนี้

“เราต้องรอให้พวกนอกรีตลงมือก่อน…แล้วเราจึงจะเข้าไป”

“มันก็ยังไม่ใช่เหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่เราจะห้ามไม่ให้คุณชายน้อยเดินทางต่อ” โอสุเกะ ฮิเดะวิเคราะห์ตามเหตุอ้างและพยายามหาช่องโหว่ที่อาจจะผิดพราด

“ง่ายนิดเดียวประเทศญี่ปุ่นปิดตัวจากภายนอกนั้นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง การเดินทางของคุณชายในครั้งนี้มันก็ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว หากเราสามารถจมเรือสินค้าลำนั้นได้คุณชายน้อยจะว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรไปเองได้อย่างนั้นหรือ”

“อื้อ!…”

“จากนั้นเราก็แจ้งกับฟูจิกาว่า ว่าเป็นฝีมือของพวกนอกรีตซะ ลองคิดดูซิฮิเดะคุง ว่า มินาโมโตจะขอบคุณอูคาชิหรือจะเล่นงานกันแน่…” เค็นจิยิ้มที่มุมปาก

“อิชิคุง รู้แผนการทั้งหมดนี้หรือเปล่า” โอสุเกะ ฮิเดะย้อน

“ไม่ทั้งหมด…เจ้าเตรียมคนไปกับเราคนหรือ 2 คนก็พอ”เค็นจิลากเสียงต่ำ แววตาของเขาหันจ้องกล่องไม้สียางสนที่วางอยู่ไม่ไกล อย่างมีความหมาย ซึ่งดูเหมือนโอสุเกะ ฮิเดะก็สงสัยสิ่งนั้นด้วยแต่ก็ไม่กล้าถาม

“คาดว่าพวกนอกรีตจะชิงลงมือที่ไหน”

“ท่าเรือเมืองไดเซนยะเพราะหากพวกมันพราดยังมีโอกาสอีกครั้งที่ท่าเรือเก่าของโอซาก้าก่อนเรือขนสินค้าจะออกจากญี่ปุ่น”เค็นจิกระซิบ

“ถ้าพวกมันชิงลงมือก่อนนั้นละ” สีหน้าของโอสุเกะเริ่มเป็นกังวล

“ไม่มีทาง…พวกมันไม่กล้าลงมือขณะที่มีซามูไรของมินาโมโตยังคุมอยู่อย่างแน่นอน ข้ามีสายข่าวอยู่สองแหล่งที่น่าเชื่อถือได้…ตอนนี้เราต้องรอ…อีกไม่เกิน 2 วัน”

“อิเงะสึงิ เคนซึ…เราต้องเฝ้าระวังเขาอีกคน…ไม่แน่เขาอาจจะซุ้มเล่นงานในระหว่างทางไปเมืองเดโอะ”

“อย่าหวั่นไปเลย คนของเราก็อยู่…และอีกอย่างหากเขากินเนื้อนางเงือกทันทีที่เรารู้ว่าหายไป…เขายังต้องทนทุกข์อยู่กับมันอีกครึ่งปี คงไม่มีปัญญาพาร่างกายที่บอบบางไม่ต่างอะไรกับทารกแรกเกิดไปเผชิญหน้ากับซามูไรเป็นแน่…เออ!…ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร…จนปานนี้คนของเรายังตามตัวเขาไม่เจออีกรึ”

“ยังไร้วี่แวว ขนาดพวกชิโนบิหลังเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ่ำโอะโอะคามิสุนัขจิงจอกขาวซ่อนอยู่ที่ไหน…เขาใช้เวลาเลี้ยงตัวเองนานถึงขนาดนั้นเลยรึ”

“13 ปี แต่ชีวิตเขาจะอยู่ต่อไปได้อีก 300 ปี มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม สำหรับคนที่ต้องการเป็นอมตะ…แต่สำหรับแผนการของโอสุเกะ อิชิในครั้งนี้ เราจะพลาดอีกไม่ได้” เค็นจิย้ำหนักแน่น…ทั้งสองยิ้มให้อย่างรู้กัน…ก่อนโอสุเกะ ฮิเดะจะเดินออกจากห้องลับหลังม่านไม้ไผ่ไปอย่างเงียบๆ

……….

จอมปลวกจะสูงขึ้นได้อีก…………………….1,000 เมตร

หาก หมื่น แสน ล้าน………….พลังร่วมแห่งพวกพ้อง

โอสุเกะ ฮิเดะ

……….

ละครเล่ห์ฉากที่ 1

อูคาชิ เค็นจิและโอสุเกะ ฮิเดะรอฟังข่าวที่ปราสาทสีดำ 2 วัน ในที่สุดทุกอย่างก็เป็นไปตามสิ่งที่คาดเอาไว้

“ท่านเจ้าคะ…เซยามิ และ มิโอะจัง ขอพบ” เสียงคนใช้ดังขึ้นที่ด้านนอกในขณะที่ เค็นจิกำลังนั่งสมาธิ อยู่ในห้องเล็กๆข้างสะพานรูปดาวหลังบ้าน เขายิ้มที่มุมปากนิดๆก่อนจะตอบกลับไป

“เข้ามา…” ประตูค่อยๆเปิดออกหญิงวัยกลางคน และหญิงสาวที่เค็จจิใช้เป็นสายลับ ก็รีบซอยเท้าเข้ามานั่งในระยะประชิด

“ท่านเจ้าคะ…พวกนอกรีต จะลงมือลักพาตัวคุณชายน้อย ระหว่างการเดินทางจากเมืองไดเซนยะไปโอซาก้า เวลานี้ขบวนละครเล่ห์ของพวกมันเริ่มออกเดินทางไปแล้วเจ้าคะ” หญิงวัยกลางรีบพูดจนปากคอสั่น

“หากพลาดพวกมันจะสังหารคุณชายน้อย…และที่ทำให้ข้าหายใจไม่ทั่วท้อง เวลานี้อิเงะสึงิ เคนซึได้กลับมาแล้วด้วยเจ้าคะ” มิโอะแทรกต่อด้วยอาการเดียวกัน

“จริงรึ…มิโอะจัง”เค็นจิหน้าซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผาก “ข้าพลาดอีกแล้วรึนี้…” เค็นจิพึมพำก่อนจะหันไปซักมิโอะต่อ “เจ้าเห็นมันกับตาเลยรึ”

“เขาเหมือนหนุ่มวัย 20 ต้นๆ แต่โครงหน้าและผมสีขาวที่ยาวเกือบถึงสะโพก…ข้าจำเขาได้ไม่ผิดแน่” มิโอะพูดเร็วแววตาของนางในขณะนั้นดูเหมือนจะกลัวสุดขีดพอๆ กับเซยามิ ที่ยังนั่งตัวแข็งสั่นอยู่ข้างๆ

“เป็นไปได้อย่างไร เขาใช้อะไรเร่งการเจริญของเนื้อนางเงือกกันแน่…เอาละขอบใจพวกเจ้ามาก…นี้เป็นรางวัล” เค็นจิพูดพลางส่งถุงผ้าสีดำให้พวกนางคนละถุง

“ทางตะวันตกรหัสดาวดวงที่ 3” เซยามิกดเสียงต่ำแจ้งระหัสลับ ก่อนจะรีบคลานออกไป

(ตะวันตก รหัสดาวดวงที่ 3 ฮิเดะคุง…ข้าไว้ใจ โอคิตะ ทากิ  คนเดียว พาเขามาพบข้าเดี๋ยวนี้)

(ตะวันตก รหัสดาวดวงที่ 3 จะรีบไปเดี่ยวนี้)โอสุเกะตอบกับด้วยรหัสเดียวกัน เหมือนจะล่อหลอกสายข่าวของศัตรูให้หลงคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน

(กันไชอินาริ โจอานไว้กับเด็กๆ…เพราะเขาซื่อและบริสุทธิ์เกินไป)

(เรื่องนั้นข้าจัดการได้)

“มิกิจัง…มิกิจัง” เค็นจิตะโกนออกไปข้างนอก สักพัก โอคิตะ มิกิก็เปิดประตูเลื่อนวิ่งซอยเท้าเข้ามาอย่างไม่เคยเป็น

“ปกติ…ท่านไม่เคยตะโกนเรียกข้า” นางเอ่ยในลักษณะกำลังสงสัย

“มิกิจัง เจ้าเป็นพี่เลี้ยงของคุณชายทั้งสองคนมาตั้งแต่เด็กๆฟูจิกาว่าไว้ใจเจ้า อีก 3 วันไปส่งจดหมายฉบับนี้ให้ถึงมือเขา…” เค็นจิกดเสียงต่ำอธิบายอย่างรีบร้อน เขาหันไปหยิบซองจดหมายสีเปลือกไม้ยื่นให้

“บอกข้าได้ไหม…” นางกระซิบกระซาบ

“ไม่ต้องถาม…เพียงแค่ทำตามที่ข้าสั่งก็พอ”เค็นจิตัดบท ดูเหมือนมิกิจะยังติดใจแต่ก็ไม่กล้าซักอะไรต่ออีก

“อือ! ท่านคงมีเหตุผล…อีก 3 วันข้าจะไปส่งด้วยตัวเอง”

“ท่านฮิเดะกับทากิ มาขอพบ” และเสียงคนใช้ที่หน้าประตูดังขึ้นอีก มันยิ่งตอกย้ำให้มิกิสงสัยในพฤติกรรมของพวกเขาหนักขึ้นไปอีก นางจ้องเค็นจิลึกเข้าไปในดวงตาเหมือนจะเค้นหาความจริง แต่…

“ไม่มีอะไรหรอกน่า…เจ้าออกไปได้แล้ว” เค็นจิตวาดเสียงแข็ง มิกิยัดจดหมายไว้ในเสื้อ นางสบสายตากับเขาอีกครั้ง แต่ก็จำเป็นต้องลุกเดินออกจากห้องไป

(คุณชายโปรดเข้าใจข้าด้วย)เขาปลอบความรู้สึกผิดที่กำลังก่อตัวขึ้น และโอสุเกะ ฮิเดะกับโอคิตะ ทากิก็เดินสวนมิกิเข้ามาด้านใน

“ม้าพร้อมหรือยัง…เราต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้ ส่วนเรื่องอื่นข้าจะอธิบายให้พวกเจ้าฟังระหว่างทาง” เค็นจิพูดอย่างเร่งรีบ ทั้งสองพยักหน้า พวกเขาจึงเร่งฝีเท้าออกจาห้องและเดินตรงไปยังคอกม้า แต่ถึงจะทำตัวให้เป็นปกติมากเท่าไร แต่ก็ไม่รอดจากสายตาที่สงสัยของมิกิไปได้

“ตะวันตกรหัสดาวดวงที่ 3 พวกมันออกเดินทางโดยอาศัยละครเล่ห์” เค็นจิบอกคนทั้งคู่ ในขณะที่พวกเขาควบม้าตรงไปยังช่องเขาคุโระอิสีนิล “เหลือเวลาเพียงแค่ 1 วัน กับอีก 1 คืน เราต้องไปให้ถึงเมือง เดโอะข้าหวั่นใจว่าแผนของพวกมันจะเป็นแผนลวง…เพราะเมื่อใดก็ตามที่พวกนอกรีตใช้ละครเล่ห์มาบังหน้านั้นก็แสดงว่า แผนการอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา” เค็นจิบอก พร้อมกับเร่งสายบังคับม้าให้เร็วขึ้น

……….

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 20

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 20 แผนร้าย ของโอสุเกะ อิชิ นิยาย เรื่อง อูคาชิ เซดะ นินจาเลือกซามูไร บทที่ 20

แผนร้าย ของโอสุเกะ อิชิ

ดวงอาทิตย์สีนัยน์ตานกกระเรียนสาดแสงแรกอาบยอดไม้ที่เพิ่งผลิใบใหม่จนเกิดสีเหลืองอุ่นแผ่กระจายไปทั่วแนวป่าที่ลาดต่ำสู่ทะเลสาบทางทิศตะวันออก วงกลมสีแดงไร้ที่ติไม่ต่างอะไรกับตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลกำลังลอยเด่นเหนือสันเขาอีกฝั่งที่เสมือนกำแพงธรรมชาติชั้นนอกสุดของเมืองคาโกคุมะ หมอกสีขาวราวกับกลุ่มควันโรยตัวละเลียดไปกับยอดป่าและหลังคาบ้านสีทึมๆที่ปลูกติดๆกันเป็นแถวยาว มันค่อยๆ เคลื่อนตัวตามกันไปตามกระแสลมอย่างเชื่องช้า จนคล้ายจะหยุดนิ่งในบางจังหวะ แต่มินาโมโต ฟูจิกาว่ากลับมองข้ามมันไปยังดวงอาทิตย์สีแดงไร้ที่ติดวงนั้น

“โคทาโร่…” เขาอุทานราวกำลังละเมอ

#อยากกลับบ้าน…ข้าอยากกลับบ้าน# เสียงสะท้อนต่ำที่ดูคล้ายจะดังออกมาจากดวงอาทิตย์ทำให้ฟูจิกาว่าไม่ละสายตาไปไหน เขาจ้องลึกเข้าไปในวงกลมสีแดงและใช้สมาธิเพื่อสัมผัสอย่างคนคาดหวัง…(ขอข้าได้ยินอีกสักครั้ง)

“โคทาโร่…มินาโมโต โคทาโร่”ฟูจิกาว่าพลั้งปาก เมื่อปรากฏดวงตาของคนที่เขากำลังเฝ้ารออยู่ในนั้นจริงๆ

“โคทาโร่…”เขาหลุดเรียกเสียงดังขึ้นมาอีก จนโอฟูริคนใช้เก่าแก่ที่กำลังรินน้ำชาลงถ้วยกระเบื้องสียอดสนต้องเงยหน้าขึ้นมอง แต่นางก็เลือกจะนิ่งและหันกลับไปรินน้ำชาต่อจนเสร็จแล้วค่อยๆคลานออกไป…แต่ความเชื่องช้าก็ทำให้ฟูจิกาว่าหยุดนางเอาไว้ก่อนจะพ้นประตู

“เจ้าได้ยินเสียงโคทาโร่หรือไม่ โอฟูริ” เขาถามทั้งๆที่สายตายังคงนิ่งอยู่จุดเดิม โอฟูริทรุดนั่งหมอบ

“ข้าไม่ได้ยินเสียงใดๆ นอกจากเสียงน้ำชากระทบถ้วยเจ้าคะ” นางตอบด้วยเสียงวัย 73 ปี

“จะไปไหนก็ไป” ฟูจิกาว่าไล่ โอฟูริจึงก้มศีรษะที่สั่นเทิ้มลงจรดพื้น แต่พอนางลุกได้ ตุ๊กตาไขลานก็เข้าสิง

“โคทาโร่…ไม่ซิ ทซึรุ นกกระเรียน….เจ้ากำลังบินหลงฟ้าอยู่ที่ไหน…ถึงได้หาทางกลับไม่เจอ” เขาพึมพำก่อนจะยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาหมุน 3 รอบ และจิบมันนิดๆ โดยที่ไม่ยอมละสายตาไปจากดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยสูง

“โคทาโร่…ทซึรุคุง” เขาพยายามเพ่งสมาธิเข้าไปที่มันอีกเป็นครั้งที่ 2 เพื่อหวังว่าจะใช้มันเป็นสะพานเชื่อมระหว่างดวงจิตที่ผูกพัน

#ข้าคิดถึงบ้าน…ข้าอยากกลับบ้าน#และน้ำเสียงรำพึงรำพันต่ำๆก็ดังขึ้นอย่างที่คาดหวัง จนมือที่ถือถ้วยน้ำชาถึงกันกระตุก แต่โชคดีที่น้ำชาถูกจิบพร่องลงไปบ้างแล้ว

“โคทาโร่ ทซึรุ… นั้นเป็นเจ้าจริงหรือ” ฟูจิกาว่าหลุดเผลอ “ข้าปวดใจทุกครั้งที่ฟ้าสาง…โคทาโร่ ไม่ซิ ทซึรุ…ข้าจะรอให้เห็นเป็นตัวเจ้ามายืนอยู่ที่นี้ หากวันนั้นมาถึงจริงๆฟ้าที่คาโกคุมะคงจะทำให้ข้ามีความสุขไม่น้อย…”พูดจบฟูจิกาว่าก็ยกถ้วยน้ำชาในมือขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะลุกเดินหนีจากตรงนั้นไป

……….

ที่หุบเขาอิงะ 

          “ข้าจะไม่ยอมเสียสมบัติของเราไปอีก…” เสียงหนุ่มน้อยวัย 15 ชื่อ โอสุเกะ อิชิดังขึ้นกลางวงที่ประชุมนินจา เมื่อโอสุเกะ ฮิเดะ อ่านจดหมายจาก เค็นจิจบลง

“อิชิคุง…เจ้าเป็นแค่เด็ก” โอสุเกะ ฮิเดะปรามแต่ไม่จริงจังนัก

“ข้าพ้นวัยเด็กมาเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน…และเวลานี้ข้าก็สอบอัครนินจัตสึผ่านแล้วด้วย สิทธิอะไรที่ชิโนบิโนะโมโนะพึงมี ข้าก็มีสิทธิ์เสมอกัน”เขาพูดด้วยท่าทีทะนง มุมปากเผยอกระตุกเชิดสูงแบบคนผยอง เหมือนต้องการจะแสดงให้นินจาที่รวมตัวรอบๆ เห็นพลังบางอย่างในตัวของเขา

“ข้อนั้นข้ารู้ แต่…” ไชอินาริ โจอานพูดเกรงๆ แต่เสียงที่เล็กแหลมก็สวนขึ้นอีก…

“ท่านลุง!…ส่งข้าตามประกบคุณชายน้อย แล้วแสร้งบอกมินาโมโตว่าข้าจะตามคุณชายน้อยไปด้วย…เราจะลงมือชิงตัวเขาระหว่างทาง”

“อิชิคุง!…” โจอานเสียงดังพร้อมกับหลายๆคน

“นี้เป็นแผนการของเจ้ารึ” โอสุเกะ ฮิเดะถามขึ้น โจอานเบิกตาค้างอย่างคนคาดไม่ถึง

“ข้าสนับสนุนแผนการของ อิชิคุง หากเราไม่มีคุณชายน้อย อูคาชิก็ต้องล่มสะลาย”

“ข้าเองก็ไม่ยอมให้พวกนอกรีตกลืนกินเราแน่ๆ”

“ข้าเอาด้วย” “ข้าด้วย” ข้าด้วยคน” เสียงนินจาดังขึ้นทีละคน ทีละคน จนเจ้าของแผนการเชิดคอแสยะยิ้มสูงขึ้นไปอีก “ฮึๆ…”

“เรื่องนี้ข้าต้องปรึกษากับเค็นจิก่อน…แล้วจะให้คำตอบอีกที” โอสุเกะ ฮิเดะ สรุป โจอานพยักหน้าเห็นด้วยหงึกๆ แต่เขาก็เลือกที่จะนิ่ง “อิชิคุง เจ้าเตรียมตัวไปคาโกคุมะในวันพรุ่งนี้กับข้า” โอสุเกะ ฮิเดะ พูดต่อ

“เค็นจิ ต้องเห็นด้วยเพราะมันเป็นเสมือนแผนสำรองเมื่อ 12 ปีที่แล้ว…หึๆ” โอสุเกะ อิชิพูดแบบคนมั่นใจ รอยยิ้มของเขาช่างเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ที่ยากจะเข้าถึง

“โอสุเกะซัง…แต่ข้า…เอ่อ” โจอานดูเหมือนจะลังเล แต่สายตาที่แข็งกร้าวของโอสุเก อิชิก็ทำให้เขาเงียบไปอีก

“ขอบคุณท่านลุงข้าจะประกบคุณชายน้อยอยู่ที่นั้น…จนกว่าจะได้คำตอบ” โอสุเกะ อิชิ ย้ำประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงแน่นหนัก

“อื้อ!…”

……….

บ้านมินาโมโต

แสงแดดเบนเงายอดเขาแหลมสูงทางทิศตะวันตกทาบไปกับหลังคาปราสาทที่ตั้งตระหง่านบนเนินเขาทางทิศตะวันออกของเมืองคาโกคุมะไม่นานนักมันก็ค่อยๆ เคลื่อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง จนแดดสุดท้ายจากช่องเขา 2 ลูกฉายประกายสีอำพันเข้ามาแทนที่ เด็กหนุ่มวัย 17 ยืนมองทุกคนของบ้านมินาโมโตที่กำลังจัดข้าวจัดของเพื่อการเดินทางไกลของตัวเองอย่างเงียบๆ  การลักลอบเดินทางออกนอกประเทศในครั้งนี้ ถูกวางแผ่นล่วงหน้าเป็นเดือน ซากาโตะ คัทซึตะหัวหน้าซามูไร ที่มีใบหน้าเหมือนคนปวดส้วมอยู่ตลอดเวลา ต้องเดินทางไปกลับระหว่างท่าเรือเมือง เดโอะกับคาโกคุมะเฉลี่ยหลายครั้งในรอบสัปดาห์

“เรือพ่อค้าชาวจีนจะเข้าเทียบฝั่งอีก 5 วันข้างหน้า พวกเขาไม่มีสิทธ์ค้างคืน เมื่อสินค้าลงหมดเรือของพวกเขาก็รีบต้องกลับทันที” ซากาโตะ คัทซึตะ รายงาน แต่ใบหน้ายังคงคล้ายคนปวดส้วมอยู่เช่นเดิม

“คนนำทางว่าอย่างไร…” ฟูจิกาว่าถามต่อ เขาขมวดคิ้วเหมือนกำลังคิดหนักอยู่ไม่น้อย

“เรือจะแวะรับสินค้าที่เมืองไดเซนยะ และโอซาก้าเป็นที่สุดท้ายก่อนจะออกจากญี่ปุ่นตรงไปยังฮ่องกง”

“พวกเขาไม่ได้ไปถึงเมืองไทยหรอกรึ”

“คนนำทางบอกว่า หากไปถึงที่นั้นแล้วจะหาเรือต่อไปเมืองไทยไม่ยาก” คัทซึตะอธิบายด้วยน้ำเสียงดูมั่นใจ

“ถ้าเป็นเช่นนั้นช่วยว่าจ้างคนนำทางไปส่งคุณชายน้อยจนถึงโรงงานมิตซูบิชิที่ประเทศไทยต้องจ่ายเพิ่มอีกสักเท่าไรก็บอกมา” ฟูจิกาว่ากดเสียงต่ำขณะนินจา 2 คนกำลังเดินผ่านเข้ามาบริเวณนั้น

“เรื่องนั้น….นายท่านไม่ต้องเป็นห่วง…ข้าจัดการได้…เรามีเวลาอีก 1 วัน…และต้องออกเดินทางในเช้าวันถัดไป” เขาบอกแผนการคราวๆ

“คัทซึตะคุง…ข้าฝากด้วยนะ…หรือหากเป็นไปได้ข้าจะลองติดต่อกับเพื่อนให้มารับคุณชายน้อยที่ฮ่องกงอีกแผนหนึ่ง” ฟูจิกาว่าพูดเรียบๆ คัทซึตะโค้งคำนับ ก่อนจะพาใบหน้าที่ไม่ต่างอะไรกับคนปวดส้วมเดินหายไปพร้อมกับซามูไรติดตาม

ท่าเรือเมือง เดโอะ  อยู่ห่างจากเมืองคาโกคุมา ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 2 วันเดินทางด้วยม้า คุณนายมินาโมโต  ไอ  ถึงแม้ปีนี้นางจะมีอายุมากแล้ว แต่นางก็ยืนยันว่าจะต้องตามไปส่งให้ได้  นางเริ่มเตรียมข้าวของสำหรับตัวเองล่วงหน้าถึง 2 วัน

“ท่านย่า ข้าว่าข้าวของที่เตรียมให้ข้ามันมากเกินไป” เซดะพูด ในขณะยืนมองนางคุมคนใช้จัดข้าวของลงลังไม้อยู่ในเรือนครัวด้านหลัง

“ไม่ได้ๆ อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องนำมันไปด้วย ย่าว่ามันยังน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ…หลีกไปๆ เซดะคุงอย่าเข้ามายืนเกะกะ” นางเอะอะเสียงดัง ในขณะที่คนใช้ 3 4 คนช่วยกันหิ้วถุงผ้าสีดำเดินผ่านมา “ของที่เจ้าชอบทั้งนั้นแหละ…หึๆ” นางพูดต่อและหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี

“กลิ่นเหมือนผักดอง”

“ใช่…เดี๋ยวย่าจะไปเอาสาหร่ายแห้งมาเพิ่มให้อีกหน่อย” นางรีบพูดเซดะจะหันไปห้ามอีก แต่นางก็เดินตัวปลิวหายไปแล้ว

(ข้าซึ้งน้ำใจท่านย่านัก) ความรู้สึกบอก เซดะพยักหน้าเป็นการบอกขอบคุณคนใช้ที่กำลังง้วนอยู่กับงานของตัวเอง สักพักเขาก็เดินออกไปจากตรงนั้นเช่นกัน

ก่อนวันออกเดินทางพวกเขาเตรียมตัวตั้งแต่หัวค่ำ เผื่อเวลาเดินทางจริงๆ จะได้ไม่ขรุขระ คุณนาย มินาโมโต ไอ ไม่ยอมนอนทั้งคืน เพราะนางมัวแต่สั่งคนใช้เช็คข้าวของที่เซดะต้องนำไปด้วยรอบแล้วรอบเล่า  นางบอกว่ายังมีเวลานอนในรถอีกทั้งวัน  แต่เซดะรู้ดีว่าอันที่จริงแล้วนางกลัวว่าจะตื่นไม่ทันเสียมากกว่า

“เจ้าคิดดีแล้วหรือ อิชิคุง…ว่าจะตามคุณชายน้อยไปด้วย” เค็นจิถามเสียงดัง แต่หางตากลับกระตุกเหมือนจะสื่อพิรุธบางอย่างให้เข้าใจ โอสุเกะ อิชิหันไปมองเซดะและโนอานด้วยสายตาที่แข็งกร้าวก่อนจะตอบกลับเสียงดังไม่แพ้กัน “คุณชายน้อย อยู่ที่ไหน ข้าก็ขอตามไปทุกๆที่”

“เจ้าพูดออกมาจากความรู้สึกจริงๆ หรือว่า มีแผนการอะไรกันแน่อิชิคุง” ไชอินาริ โนอานสวนอย่างคนกำลังสงสัย ขณะเดียวกันเขาก็พาร่างที่อ้วนพุ้ย สูงใหญ่เดินเข้าไปหาโอสุเกะ อิชิ

“แววตาคนเผ่าถ่านอย่างเจ้าไม่สามารถทำให้ข้าหลับได้หรอกโนอาน” อิชิ บีบเสียงเล็กๆ ใกล้ๆ หู ราวจะเย้ยยัน “ชิ!…” พลางสะบัดหางเสียงที่ส่อถึงความไม่พอใจใส่เขาอีก ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง “พ่อข้าต้องการให้ข้าตามไปดูแลคุณชายน้อยเช่นเดียวกับพ่อของเจ้า” อิชิพูดต่อเสียงดัง เพื่อหวังจะให้เซดะที่ยื่นอยู่ห่างออกไปได้ยินชัดๆ

“อิชิ…คุง!” โนอานพ่นเสียงโมโหใส่ เขาโกรธจนพุงกระเพื่อม “เป็นคำสั่งจากพ่อ….นั้นแสดงว่า เจ้าถูกบังคับ”

“โนอาน!…”

“เอาเถอะ…พอได้แล้ว…ว่าแต่เจ้าเถอะโนอาน ข้าว่าเจ้าน่าจะลืมอะไรบางอย่าง” เค็นจิแทรกห้ามศึก ก่อนทั้งสองจะลงไม้ลงมือจริงๆ

“เออ…ใช่ ท่านลุง ข้าลืมเข็มทิศ กับกระบอกยาพิษ…ข้าไปเอาก่อนนะ” โนอานอุทาน เขาหันไปขู่ อิชิด้วยสายตาอีกครั้ง ก่อนจะวิ่งหายไปยังเรือนพักของตัวเองที่อยู่ด้านหลัง

“ต่อไปเจ้าอย่าประมาทโนอานอีก…เด็ดขาด” เค็นจิดุใส่อิชิ

“ชิ!…ไอ้ลูกคนเผาถ่าน” อิชิยังไม่เลิก จนเค็นจิต้องกำหลาบด้วยพลังลึกลับที่ฉายออกมาจากดวงตาอีกครั้ง

“ได้ต่อไป…ข้า…ข้าจะระวังตัวให้มากขึ้น” โอสุเกะ อิชิตอบเกร็งๆแต่ลับหลังเค็นจิก็ยังแฝงไปด้วยความเครียดแค้นเจืออยู่เช่นเดิม

“อู อูคาชิซัง!…อู อู อูคาชิ ซัง!” เสียงโอคิตะ ไออิ ดังไกลมาจากทางด้านหลัง ท่าทีร้อนรนของเขาทำเอาเค็นจิต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน

“มีอะไร ไออิคุง”

“ฟู ฟู จิกาว่า …กลับ กลับมา แล้ว…อยู่ที่ ที่ คอก ม้า กับ กับ ซา…”

“เออๆ…ขอบใจข้ารู้แล้ว” เค็นจิรีบตัดบทอย่างรำคาญ ก่อนจะเบี่ยงตัวเดินสวนไปในนาทีนั้น “ข้าจะกลับหุบเขาอิงะคืนนี้…และเจ้าก็ควรจะกลับไปพร้อมๆกับข้า” เค็นจิหันมากำชับและโอคิตะ ไออิก็วิ่งตามไปอีกคน

ทั้งเค็นจิและไออิเดินตรงไปยังคอกม้าที่อยู่อีกฝั่งของลานโล่ง ไม่นานนักทั้ง 2 ก็เห็น ฟูจิกาว่ากำลังยืนคุยกับซามูไรกว่า 10 คนอยู่ไม่ไกลจากคอกม้าเท่าไรนัก

“ฟูจิกาว่า เห็นทีข้าต้องบอกลาท่านตรงนี้เลย” เค็นจิพยายามเค้นคำพูดออกมา ในขณะที่ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากัน

“อย่าบอกนะว่าเจ้าจะไม่ไปส่งคุณชาย” ฟูจิกาว่าถาม

“ข้าลำบากใจ…ฝากลาคุณชายน้อยด้วย” เค็นจิพูดก้มหน้า “ข้าจะรอเขากลับมา…ที่หุบเขาอิงะ” เค็นจิก้มหัวลงอีก

“มินาโม โมโตซัง…ข้าเอง เอง ก็ เห็นที ต้อง ต้องลาท่าน เหมือน เหมือนกัน” โอคิตะไออิพูดขึ้นบ้าง

“แต่… พวกนอกรีต” ฟูจิกาว่าพูดอย่างเป็นกังวล

“ไม่ต้องห่าง…ข้าเตรียมนินจาเอาไว้พร้อมแล้ว” เค็นจิบอก และดูเหมือนเขาจะพยายามบีบอารมณ์ให้ใบหน้าตัวเองแดงขึ้น

“รึ เออ…ถ้าอย่างนั้นข้าก็เข้าใจพวกเจ้า…ขอบใจเค็นจิคุง…ขอบคุณอาจารย์ไออิ…ข้าจะไม่บอกลาพวกเจ้าหรอกนะ…เพราะอีกไม่นานเราต้องได้เจอกันอยู่ดี บ้านมินาโมโตยังเปิดตอนรับพวกท่านเสมอ”

“ขอบคุณ…” เสียงทั้งเค็นจิและไออิ ดังขึ้นพร้อมกัน ฟูจิกาว่าก้มหัวแทนคำบอกลา แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นก็ไม่ปรากฏร่างของทั้ง 2 ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว

……….

นัยน์ตาของคนเลว…………ย่อมฉายแววความผิดปรากฏอยู่

แต่วาจาของศัตรู………..กลับหวานเลิศคำเยินยอที่เกินจริง

อูคาชิ เค็นจิ

………..

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 19

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 19 แผนล่ม นิยาย เรื่อง อูคาชิ เซดะ นินจาเลือกซามูไร บทที่ 19

เวลาต่อมา

การปล่อยระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิของฝ่ายสัมพันธมิตรได้ไม่กี่วัน ข่าวการประกาศยอมแพ้สงครามของญี่ปุ่นก็ตามมา  มินาโมโต ฟูจิกาว่า เฝ้ารอการกลับบ้านของลูกชายคนเดียว มินาโมโต  โคทาโร่ หลังสงครามสิ้นสุดลงอย่างใจจดใจจ่อ….กระทั้งผ่านไป 7 เดือนแล้วก็ยังไร้วี่แววของเขา

“ข้ารอทั้งๆ ที่ รู้คำตอบอยู่แล้ว…โคทาโร่คุง” ฟูจิกาว่าพึมพำด้วยสีหน้าเหมือนคนคิดไม่ตก

“หรือเจ้าว่าไงเค็นจิ…ข้ายังมีความหวังอยู่บ้างไหม”ชายที่มีอายุอ่อนกว่า 5 ปีนั่งก้มหน้า…เขานิ่งนานเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

“ข้าว่าเราน่าจะให้คนไปตรวจดูรายชื่อทหารที่เสียชีวิตที่ศาลเจ้า คามิโคโซ ยาสุกูนิ”เค็นจิพูดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบก้มหน้าลงอย่างเดิม เหมือนกลัวว่าคำพูดจะเสียดแทงใจคู่สนทนาที่กำลังนั่งนิ่งอยู่ใต้แสงสะท้อนจากโคมไฟเข้าให้

“ที่กรุงโตเกียวนะรึ…ไม่!” ฟูจิกาว่าปฏิเสธทั้งๆ ที่ยังไม่ได้คิด

“แต่ข้าว่า…”

ไม่!และฟูจิกาว่าก็ปฏิเสธอีก จนเค็นจิเห็นอารมณ์ที่กำลังเดือดเป็นไอน้ำของเขา

“เพราะข้ารู้…ไม่ว่าคำตอบมันจะออกมาเช่นไร…ก็ล้วนทำให้ข้าเศร้า” เขาพูดให้ข้อคิด

“คุณชายต้องปลอดภัย” เค็นจิพูดเหมือนรู้ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนาสั้นๆก่อนจะหันไปหยิบน้ำชาที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาดื่มเพื่อกลบเกลื่อน

“เขาต้องกลับมา…ข้าคิดว่าเขาจะต้องกลับมา ฟ้าสางที่คาโกคุมะ วันใดวันหนึ่ง โคทาโร่จะต้องกลับบ้าน” ฟูจิกาว่าย้ำเหมือนจะพยายามทำให้ตัวเองเชื่อตาม “แล้ว เซดะคุง เป็นอย่างไรบ้าง”

“เขาเรียนรู้ได้เร็ว…แต่พวกนอกรีตยังตามตัวเขาไม่เลิก”เค็นจิตอบห้วนๆ

“เขาเหมือนพ่อเขา…มากเกินไป” ฟูจิกาว่าเอ่ยลอยๆและภาพความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในอดีตก็หวนกลับมาเล่นงานอีกจนได้ เขาลุกเดินไปยังสวนหลังบ้าน ปล่อยให้อูคาชิ เค็นจินั่งนิ่งเป็นหินอยู่เพียงลำพังในห้อง

“ข้าขอโทษ ฟูจิกาว่า ข้าขอโทษ” เค็นจิก้มหน้าหลุดเสียงเบาเหมือนไม่ประสงค์จะให้ใครอื่นได้ยิน เขาดึงจดหมายฉบับที่ 3 ของโคทาโร่ออกมาอ่านเป็นรอบที่ 17 และมันก็ทำให้น้ำตาของนินจาแก่ๆ ไหลออกมาเป็นครั้งที่ 17

                ข้าขอโทษคุณชาย ข้าจำเป็นต้องเก็บมันไว้เป็นความลับ เพื่ออูคาชิ เพื่อเรา เพื่อพี่น้องชิโนบิ หุบเขาอิงะจะต้องมีคนสานต่ออุดมการณ์

 ……….

แม้แต่ผึ่ง…………….ก็มิอาจเก็บงำความหวานแห่งเกสรได้ฉันใด

ดวงอาทิตย์…………………….ก็ย่อมมีจุดดับที่มองไม่เห็นฉันนั้น

มินาโมโต ฟูจิกาว่า

……….

แผนล่ม

                ตั้งแต่ถนนแห่งกาลเวลาของบ้านมินาโมโตได้เปิดทางเบี่ยงให้นินจาจากหุบเขาอิงะเข้ามาร่วมใช้ บัดนี้รถยนต์แห่งชีวิตของพวกเขาก็วิ่งอยู่บนถนนสายนี้เป็นรอบที่ 9 มันเป็นปีที่ 9 แล้วที่มินาโมโต ฟูจิกาว่า หลับได้ยาวขึ้น และเป็นปีที่ 9 เช่นกันที่อูคาชิ เค็นจิ พยายามหลับจะให้ลงในความมืดแต่มันก็ไม่ได้ผล เขายังหวาดระแวงกับทุกๆ เสียงรอบๆ ปราสาทบนเนินเขาทางทิศตะวันออกของเมืองคาโกคุมะและก็มักจะสะดุ้งตื่นแม้กระทั้งเสียงตีปีกของนกกระเรียนมงกุฎแดงที่ถูกขังอยู่ในกรงเหล็กขนาดใหญ่หลังบ้าน

เวลาผ่านเที่ยงคืนมา 10 นาที ผู้คนส่วนใหญ่ในปราสาทมินาโมโตกำลังหลับใหล เหลือเพียงคนใช้ไม่กี่คนที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัว  พวกนางคงใช้เวลาอีกไม่นานเสียงมีดหันผักก็จะเงียบไปอีก คราวนี้ก็คงเหลือเพียงซามูไรที่ป้อมประตูหน้าปราสาท และนินจาของอูคาชิที่พลางตัวเฝ้ายามอยู่รอบๆบ้าน ดูเหมือนเสียงเหล่านี้จะมีแค่ 2 คนที่สัมผัสได้ นั้นก็คือเค็นจิและคุณชายน้อยเซดะ ซึ่งตัวคุณชายน้อยเองยังมีความสามารถพิเศษที่ต่างไปจากเค็นจินั้นก็คือ เขาสามารถจำกลิ่นเฉพาะตัวของทุกคนได้หมด ไม่เว้นแม้กระทั้งไชอินาริ โนอานที่ยืนพลางตัวนิ่งอยู่นอกกำแพง ส่วนเหล่าซามูไรของมินาโมโตนั้นไม่ต้องพูดถึง เสียงกระซิบกระซาบของพวกเขาคงจะเป็นเสมือนยาแก้ง่วงขนานเอกที่ทำให้อยู่ได้ตลอดคืน เพราะแต่ละเรื่องที่พวกเขาสรรหามาคุยกันล้วนแทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่

……….

เวลาเดียวกันที่ห้องนอนชั้น 2

อยู่ๆ เซดะก็สัมผัสกลิ่นแปลกแยกที่ไม่คุ้นเคยเข้าโดยบังเอิญ เสียงฝีเท้าที่วิ่งอย่างแผ่วเบาราวกับใบไม้กลิ้งไปตามสันหลังคา มันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น เซดะเพ่งสมาธิไปทางต้นเสียง เปลวเพลิงสีอำพันจากดวงโคมไฟจากยางสนที่อยู่บนผนังเหนือหัวฉาบใบหน้าและแววตาที่ค่อยๆ แข็งกร้าวขึ้นที่ละนิด จนเห็นความกังวลปรากฏชัดเจน

(ไม่ใช่คนในบ้านมินาโมโต ไม่ใช่กลิ่นพี่น้องชิโนบิที่ข้าคุ้นเคย…หรือว่า…พวกนอกรีต)เซดะทบทวนสิ่งที่ตนเองสัมผัส  สักครู่เสียงฝี่เท้าก็ค่อยๆ ไล่ลงตามแผ่นกระเบื้อง มันเร็วไม่ต่างจากสายลมที่โชยผ่านช่องเขา

(มันมากันสองคน ไม่สิ…หรือนี้ ทำไมข้าถึงไม่สามารถจับความเคลื่อนไหวอีกคนได้…)เขาเริ่มพะวงกับอีกหนึ่งสิ่งที่แปลกประหลาด

(อ๋อ!…นิ่งเข้าไว้เซดะ นิ่งเข้าไว้)วินาทีนั้นเอง จิตพิรุธก็บอกว่ามีดวงตาอีกคู่จากเงาต้นไผ่ข้างเรือนน้ำชากำลังจ้องมายังเขา ขณะเดียวกันกระแสจิตที่คาดไม่ถึงก็กำลังแทรกเข้ามาอ่านใจแบบไม่มีมารยาท เซดะเป่าลมออกจากปากและพยายามทำจิตให้ว่าง มืออีกข้างกำลังกำมีดพกสั้นอาบยาพิษที่เค็นจิแอบซ่อนไว้ในหนังสืออย่างระมัดระวัง เพียงเสี้ยววินาทีเสียงวัตถุแปลกปลอมก็พุ่งเข้าหา เซดะเอี้ยวตัวหลบตามสัญชาตญาณ มันคือดาวกระจายที่พวกนินจาอ่อนหัดนิยมใช้ และเขาก็ไม่ปล่อยเวลาให้มันเล่นงานฝ่ายเดียว มีดพกสั้นในมือที่พร้อมอยู่แล้วก็สะบัดสวนกลับไปในเงามืดทันที มันปักเข้ากลางหน้าผากของนินจาผู้นั้นอย่างจัง แรงต้านทานดับวูบลงพร้อมๆ กับเผยตัวหล่นลงไปกระแทกพื้นดินแฉะๆ เบื้องล่างเสียงดัง

“อ๊าก!…”และเงาของเค็นจิจากห้องข้างๆ ก็พุ่งออกไปทางหน้าต่าง เซดะไม่รอช้า เขาดีดตัวตามเค็นจิออกไปติดๆ เขากดปลายเท้าที่ยอดไผ่ ก่อนจะโรยตัวลงยืนนิ่งใกล้ๆ กับเค็นจิที่ประตูหน้าบ้าน

“ตามไป…อย่าให้มันรอด” เค็นจิตะโกนสั่งเหมือนกับเวลานี้เขาเป็นซามูไรคนหนึ่งไปแล้ว เหล่าซามูไรที่ป้อมประตูและนินจาที่พลางตัวอยู่ตามที่ต่างๆ โผจากเงาสู่เงาสลับกันไปมาเสียงกระซิบกระซาบที่ฟังไม่รู้เรื่องดังก้องอยู่ในหู

“ข้าจับมันได้ หนึ่งคน” เสียงโนอานดังขึ้นที่ประตู

เหล่าซามูไรเข้ายาม ต่างถือโคมไฟวิ่งกรูเข้าไปหา เสียงเอะอะโวยวายของพวกเขาได้ปลุกทุกคนทั้งปราสาทให้ตื่น โนอานและซามูไรลากนินจาที่จับได้เข้ามาให้ฟูจิกาว่าได้เห็นใบหน้าชัดๆ  สักพักซามูไรอีก 5 คนก็ลากศพนินจาที่ยังมีมีดสั้นปักคาอยู่ที่หน้าผากเข้ามาสมทบอีกคน

“พวกมันเป็นใคร” ฟูจิกาว่าตะเบ็งเสียงแข็งกร้าวถาม เค็นจิกระชากผ้าคลุมหน้าสีดำของนินจาที่ยังมีชีวิต พร้อมกับบีบปากทันทีที่รู้ว่ามันกำลังจะดุลบางอย่างขึ้นจากใต้ลิ้น คราวนี้เขาช้าไป มันใช้ฟันกรามบดขยี้จนเปราะปลิดชีพแตก ฟองสีม่วงไหลล้นส่งกลิ่นยาพิษเหม็นคลุ้งไปทั่ว

“อย่าให้มันตาย” ฟูจิกาว่าพ่นเสียงโกรธจัด พร้อมกับถือดาบคาตานะเดินเข้าไปใกล้ๆ แต่มันก็หมดสติไปก่อนแล้ว เค็นจิฉีกเสื้อพรางสีดำจนขาดเป็นทางยาวถึงหน้าท้อง มันเผยให้เห็นรอยสักรูปสายฟ้ากลางดาวสามแฉก บนหน้าอกด้านขวาอย่างชัดเจน

“ยูกาว่า…” เค็นจิรายงานเสียงต่ำ

“ไอ้พวกนอกรีต…เอามันไปตัดหัวแล้วเสียบประจานที่ทางเข้าเมือง” ฟูจิกาว่าตะเบ็งสุดเสียงจนคอปูดเอ็น ซามูไรกรูเข้ามาช่วยกันลากศพนินจาสองคนไปที่สนามหญ้า พวกเขาใช้ดาบคาตานะฟันคอนินจาคนที่ยังมีมีดสั้นปักคาอยู่จนขาดกระเด็น ก่อนจะเดินเข้าไปเงื้อมดาบฟัดฉับเข้าที่คอของนินจาอีกคน เลือดสีแดงของมันพุ่งกระฉูด เหมือนยังมีลมหายใจและตัวของมันดิ้นเร่าๆเป็นปลาถูกทุบ แต่หัวของมันได้หลุดกระเด็นห่างออกไปหลายเมตรก่อนแล้ว

“บัดซบ…ไอ้สารเลว ชิการุ มันกล้าตบตาข้าได้อย่างไรกัน” เค็นจิโกรธจนตัวสั่น เขาเดินเข้าไปดึงดาบออกมาจากมือของซามูไร พร้อมกับฟันไปที่ตัวนินจาคนนั้นอย่างไม่ยั้ง

“ท่านปู่เล็ก พอเถอะ…” เซดะเดินเข้าห้าม

“มันบ้ามากๆ…มันกล้าใช้ยาสลบกับเปราะปลิดชีพ เพื่อหวังจะตบตา…ไอ้พวกนอกรีต…ไอ้พวกนอกรีต!” เค็นจิคำรามด่าจนลูกตาโพลนปูดออกมา

“นำร่างมันถ่วงหินทิ้งแม่น้ำ อย่าให้ข้าเห็น…”

“พวกมันหมายจะสังหารเซดะเลยหรือนี้” ฟูจิกาว่าตั้งขอสังเกตก่อนจะเผยอริมฝีปากให้เห็นความเกลียดชังชัดๆ

“พวกมัน…พยายามมาเกือบ 10 ปี ที่ลักพาตัวคุณชายน้อย แต่ในเมื่อไม่สำเร็จ…พวกมันคงกลัวว่าสักวันหนึ่งคุณชายน้อยจะกลับไปแก้แค้น” เค็นจิวิเคราะห์

“แต่ข้าว่าไม่…เพราะดาวกระจายผสมยาสลบมันทำให้ข้าบาดเจ็บและหลับไปเท่านั้น…พวกมันหวังลักพาตัวข้าอย่างเคย” เซดะโพล่งบอก ทุกคนหันกลับไปจ้องเขาเป็นจุดเดียว

“เจ้ารู้ได้อย่างไร เซดะคุง” เค็นจิถาม…

“กลิ่นที่มากับดาวกระจาย เหมือนกับกลิ่นเปราะปลิดชีพ” เขาบอก

“พวกมันหนีรอดไปได้…อูคาชิซัง มีคนของพวกมันอีกไม่ต่ำกว่า 30 ซุ้มรออยู่ตามแนวป่าทางทิศใต้” ไชอินาริ โนอานโผเข้ามารายงานพร้อมกับพรรคพวกอีก 4 คน เขาก้มกระซิบประโยคสุดท้ายใกล้ๆหูของเค็นจิ เหมือนไม่ต้องการให้อีกหลายคนได้ยิน

“อะ อะ ไร นะ พวก พวกมัน อีก…30”

“ไออิคุง!…ฟูจิกาว่า…ข้าว่าเราต้องจัดการอะไรบางอย่างกับเรื่องนี้” เค็นจิหันไปพูดเสียงเรียบๆอย่างเป็นการเป็นงานกับโอคิตะ ไออิ ก่อนจะเดินเข้าไปกระซิบกระซาบกับฟูจิกา “ใช่…ข้าเห็นทีต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างให้เด็ดขาดเสียที…หากไม่เช่นนั้นไม่วันใดก็วันหนึ่งเราต้องเสียเซดะให้พวกนอกรีตหรือไม่ก็พวกชิโนบิหลังเขาโคงะเป็นแน่” ฟูจิกาว่าวิเคราะห์ สักพักนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความหวังก็ฉายออกมาพร้อมๆ กับเสียงของเขา ข้าจะส่ง เซดะ ไปเมืองไทย

“ฟูจิกาว่า!” เค็นจิอุทานอย่างคนคาดไม่ถึง เขาแทบล้มทั้งยืน เมื่อแผนที่อยู่ในใจถูกมองข้าม

“ท่านปู่!”

“คุณชาย…” ไชอินาริ โนอานจ้องหน้าเซดะไม่กระพริบ

“แต่ สงคราม  เพิ่งจบ เพียงไม่กี่เดือน ข้า ข้าเกรงว่า” เสียงเค็นจิไม่เป็นปกติแล้ว…

“เค็นจิคุง…เจ้าคงจะแก่กว่าข้าแล้วละตอนนี้ สงครามมันจบหลายปีแล้วถึงประเทศเราจะปิดแต่ข้าก็พอมีหนทางซ่อนตัวเซดะออกไปกับเรือขนสินค้าได้ ข้าเชื่อว่า โคทาโร่ยังมีชีวิตอยู่ เขาจะไม่ยอมตายตราบใดที่ดาบคาตานะ มูโตยังไม่กลับมาที่นี้”ฟูจิกาว่าพูดพร้อมกันนั้นเสียงม้า 2 ตัวกำลังลากศพนินจาก็ดังลงเนินเขาไป

“คุณ คุณ ชาย…นายท่าน คุณชาย ยังยัง เด็ก…ข้า ข้า ยังรับมือ พวกมัน ไหว” โอคิตะ ไออิพยายามคัดค้าน แต่สีหน้าของฟูจิกาว่า ดูเหมือนจะเด็ดเดี่ยวมากกว่า

“เซดะคุง ปีนี้เจ้าคงอายุจะ 18 ปีแล้วซินะ” ฟูจิกาว่าหันไปถามและยิ้มผ่านไปทางโอคิตะ ไออิ

“ปีนี้ข้า 17 ย่างเข้า 18ปี” เซดะตอบด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

“เซดะคุง…ปู่ไม่ได้ให้เจ้าหนีพวกนอกรีตอย่างคนขลาด…แต่ปู่ต้องการให้เจ้าไปตามหาดาบคาตานะ มูโตและโคทาโร่ พ่อของเจ้า…ปู่มั่นใจว่าเขารอเจ้าอยู่…”

“แต่…”เค็นจิจะคัดค้าน…จนแล้วจนรอดก็ยังนึกไม่ออกถึงเหตุผลที่จะยกขึ้นมาอ้าง…

“ท่านปู่ แต่ข้า…”

“หากคุณชายไป ข้าก็จะขอตามไปด้วย” ไชอินาริ โนอานรีบเสนอตัวอย่างไม่ลังเล

“ดาบคาตานะ มูโตคือชีวิตและวิญญาณของซามูไร หากเขาตายไปกับสงครามจริงๆ วิญญาณของเขาก็จะไม่ทิ้งดาบเล่มนั้นไปไหน แต่จิตวิญญาณโคลนจะนำเขาไปเกิดใหม่กับผู้ที่ครอบครองใกล้ๆกับสายน้ำตาม วิถีกรรมแห่งซามูไร…ปู่หวังว่าดาวแห่งนักรบจะช่วยนำทางให้พ่อลูกได้พบกัน”ฟูจิกาว่าพูด พร้อมกับจับไหลทั้ง 2 ข้างของเซดะนิ่งๆ

“ฟูจิกาว่า…ไม่” เค็นจิพูดได้เพียงเท่านั้นก่อนจะนิ่งไปอีก แผนการที่วางเอาไว้เมื่อ 12 ปีก่อน กำลังจะล้มเหลว เขาสบสายตากับโอคิตะ ไออิอย่างรู้กันแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“เสียงของโคทาโร่ ที่ปู่สัมผัสได้บอกว่าเขา อยากกลับบ้าน กลับบ้านหลังนี้ เซดะพ่อของเจ้ากำลังรออยู่ หากเจ้าพบดาบคาตานะ มูโตเจ้าก็จะได้เจอกับพ่อเช่นกัน…”ฟูจิกาว่าอธิบายเชิงชักนำ เซดะได้แต่นิ่งเหมือนโดนสะกด ข้างในกำลังใช้ความคิดอย่างหนักก่อนจะหันไปสบสายตากับไชอินาริ โนอาน อย่างมีความหมาย

“ข้าตกลง…”เซดะตอบรับ

“คุณชายน้อย…แต่ เอ่อ ฟูจิกาว่า ข้าว่า…” เค็นจิพยายามอีก

“เค็นจิคุง…เจ้าไม่ต้องห่วง…ดาวแห่งนักรบจะนำพาสองพ่อลูกให้เจอกันจนได้…และข้าก็พอมีเพื่อนทำโรงงานอยู่ที่เมืองไทยช่วยดูแล…เขาจะปลอดภัยจากทุกๆกลุ่มของนินจา”

“แต่ว่า…”เค็นจิมีท่าทีที่ไม่ยอมในเรื่องนี้ง่ายๆ ภาพและข้อความในจดหมายทั้ง 3 ฉบับที่โคทาโร่ส่งมาถึงฟูจิกาว่ากำลังวนเวียนหลอกหลอน

“เค็นจิคุง!…เจ้าขัดข้องเรื่องใดหรือไม่” ฟูจิกาว่าเริ่มขึ้นเสียงสูง จนเค็นจิ และโอคิตะ ไออิ ไม่กล้าพูดต่อ

(ข้าจะไปเมืองไทยเพราะนั้นมันคือหน้าที่สำคัญยิ่งสำหรับลูก…)

(คุณชายน้อย)เค็นจิจ้องหน้าเซดะอย่างเศร้าๆ

“เค็นจิ…เรา เรา” ไออิพยายามจะพูด แต่…

“นายท่าน…ข้าจะไปกับคุณชายน้อย…ได้โปรด” ไชอินาริ โนอานเสนอตัวเองอีกพร้อมกับหันขวับไปยืนยันกับฟูจิกาว่าอย่างคนมุ่งมั่น สักครู่ก็หันไปขออนุญาตเค็นจิในท่าทีอีกคน

“ข้า…ข้าขัดข้องได้ด้วยหรือ” เค็นจิกระแทกเสียงต่ำห้วนๆ ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นบันไดไป ทุกคนได้แต่มองตาม โดยเฉพาะมินาโมโต ฟูจิกาว่า

………..

ดาวล้านดวงกำลังทอแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้าสีนิล ในจำนวนของพวกมันทางทิศใต้ กำลังปรากฏดาวดวงหนึ่งที่สุกสว่างสีแดงสดใสมากกว่าดวงอื่นๆ หลายคนบอกว่านั้นคือดาวแห่งนักฆ่าสีเลือด แต่สำหรับซามูไรแล้วกลับเห็นมันเป็นดาวแห่งนักรบ และมันกำลังจะชี้เป้าหมายบางอย่างให้กับใครบางคน

“ข้าจะไปกับคุณชาย”

                ขอบใจมากเพื่อนรัก…ข้าเป็นนินจาเลือดซามูไร พ่อข้าก็เลือดผสมเช่นเดียวกัน…ฌานสื่อญาณ แลดาวแห่งนักรบจะนำทางให้เราเซดะบอกขณะโอบไหล่เพื่อนรักตัวใหญ่…อย่างซาบซึ้งในมิตรภาพ

“เซดะคุง…ปู่จะรอพวกเจ้ากลับมา…เจ้าต้องกลับมาพร้อมกับ ทซึรุ นกกระเรียนของบ้านมินาโมโตที่กำลังบินหลงฟ้าอยู่ที่ไหนสักแห่ง จงพาเขากลับมา ฟ้าสางที่คาโกคุมะ สักกี่วันกี่ปีปูก็จะรอ…จงเชื่อในฌานที่ชี้นำ และสื่อให้ถึงญาณอีกดวงที่รอ ปู่อยากจะเห็น มินาโมโต ทซึรุ มายืนอยู่ตรงนี้…”

……….

เหมือนดวงดาวนำทาง…….สู่เป้าหมาย

เหมือนสื่อใจถึงฌาน……….บอกทางฝัน

เหมือนสื่อจิต……………บอกวิถีที่ตรงกัน

เหมือนคืนวันที่ฌาน……………สื่อถึงใจ

ท้องฟ้า               สีนิล        คอยปิดกั้น

แต่สื่อฌาน      บอกทาง      สู่เป้าหมาย

เมื่อดารา   สาดแสง    พราวพร่างพราย

สื่อความหมาย     คล้ายมือ      ชี้นำทาง

………..

“โนอานเพื่อนรัก การผจญภัยของเรา กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว”

“คุณชาย…ชีวิตข้าพ้นจากคนเผาถ่านก็เพราะท่าน…หากมันจะเป็นของคุณชายก็ไม่แปลกอะไร…ข้าพร้อมจะตามคุณชายไปทุกๆที่”

………..

ดวงดาวนับล้าน…………………….กำลังเรียกข้า

แต่ก็มีเจ้าเพียงคนเดียว………………ที่ข้าเลือก

อูคาชิ เซดะ

……….

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 18

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 18 จดหมายทวงสิทธิ์ นิยาย เรื่อง อูคาชิ เซดะ นินจาเลือกซามูไร บทที่ 18

จดหมายทวงสิทธิ์

นับตั้งแต่คุณชายน้อย อูคาชิ เซดะเข้ามาอยู่ในบ้านมินาโมโต ซากุระต้นใหญ่หน้าบ้านก็เบ่งบานมากกว่าทุกๆ ปี และปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 3 ดอกสีชมพูขาวก็ยังแข่งกันบานสะพรั่งขาวโพลนไปทั้งต้น จนทำให้ฟูจิกาว่าอดคิดถึง 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ได้ ครั้งแรกเมื่อเขากลับจากสนามรบมาพร้อมกับยามุดะ ครั้งนั้นเขากลับมาพร้อมกับความรักและความงาม ครั้งที่ 2 กับภาพในวันสุดท้ายของมินาโมโต โคทาโร่ก่อน สงครามมหาเอเชียบูรพา จะพรากเขาไป จนกระทั้งวันนี้สงครามที่เกิดขึ้นก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงในเร็ววัน ความทุกข์ยากแสนเข็นกำลังแผ่กระจายคล้ายโรคระบาทไปทั่วทุกๆหย่อมหญ้า แต่บ้านมินาโมโตก็ยังมีโชคอยู่บ้าง เมื่ออยู่ๆสวรรค์ก็ประทานหลานชายที่เหมือนบุตรของตัวเองมาให้  รอยยิ้มจึงไม่จางหายไปซะทีเดียว แต่ความเหมือนที่ต่างเวลาของคนทั้ง 2 กำลังทำให้เขาเป็นกังวล เพราะนับวันพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิในตัวเซดะจะฉายแววออกมาให้ฟูจิกาว่าเห็นมากขึ้น เขาเคยผ่านความสูญเสียมาแล้วครั้งหนึ่งและจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 …ฟูจิกาว่าให้สัญญากับตัวเองอย่างนั้น

“ข้าจะไม่มีวันเสียเซดะให้กับนินจากลุ่มไหนอีก…ข้าให้ปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของมินาโมโตทุกๆ คน”

“คุณท่านเจ้าคะ…มีจดหมายจากอูคาชิซังเจ้าค้า…” เสียงแม่บ้านดังขึ้นจากหลังประตูบานเลื่อน เงาของนางก้มศีรษะลงจรดพื้นหลังพูดจบ

“เอาข้ามาให้ข้าโดยเร็ว”ฟูจิกาว่าสวนกลับ ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเงารางๆ ผ่านผนังก้มศีรษะลงจรดพื้นเป็นครั้งที่ 2 ก่อนประตูบานเลื่อนจะเปิดออก นางลุกเดินซอยเท้าสั้นๆ ไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาไขลานเข้ามานั่งลงและเดินเข่านำซองจดหมายสีน้ำตาลมายื่นให้

“เจ้าออกไปข้างนอกก่อน” ฟูจิกาว่าสั่ง นางจึงก้มศีรษะลงจรดพื้นและลุกเดินเป็นตุ๊กตาไขลานกลับไปนั่งลงที่เดิม

ถึงมินาโมโต ฟูจิกาว่า

                ก่อนอื่นข้าต้องขอขอบคุณที่มินาโมโตให้เกียติกับอูคาชิ ทั้งๆ ที่ท่านสามารถเปลี่ยนแปลงคุณชายน้อยของเราให้เป็นคุณชายมินาโมโตได้แต่ท่านก็ไม่ทำ เราอูคาชิซึ้งในน้ำใจท่านเป็นอันมาก

                ข้ามีข่าวไม่ค่อยดีอยากจะเตือนให้ท่านได้ระวังตัว อย่างที่เรารู้ๆ กัน คุณชายน้อยเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิ  ตามจารีตของชิโนบิโนะโมโนะจะถือว่าคุณชายน้อยเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งสำหรับชิโนบิทุกๆ กลุ่ม เขาเกิดมาเพื่อเป็นอาวุธแห่งโลกมืด ฟูจิกาว่าเวลานี้พวกนอกรีต นำโดย ยูกาว่า ชิการุ และพวกชิโนบิหลังเขาโคงะก็ต่างพยายามตามล่าตัวคุณชายน้อยอยู่ เรารู้สึกเป็นกังวลกับเรื่องนี้ จึงได้ส่งจดหมายมาเตือนท่านในฐานะมิตร เพื่อหาทางออกร่วมกัน 

                                                                                อูคาชิ  เค็นจิ

ฟูจิกาว่านั่งอ่านจดหมายด้วยใจคอไม่สู้ดีนัก  หนทางที่จะป้องกัน เซดะ ให้พ้นจากพวกนินจาทั้งสองกลุ่มมันยากเกินกำลังที่มี

“ภัยจากนินจาก็ต้องป้องกันด้วยนินจา…ข้าต้องอาศัยพวกเจ้าแล้วละอูคาชิ” ฟูจิกาว่าพึมพำพร้อมกับหยิบแผ่นกระดาษที่วางอยู่ใกล้ๆ มาเขียนจดหมายตอบกลับในนาทีนั้น

“คัทซึตะคุงให้คนนำจดหมายฉบับนี้ไปยังหุบเขาอิงะโดยด่วน” ฟูจิกาว่าออกคำสั่งในขณะที่ยืนอยู่หน้าบ้าน

“อูคาชิ…” ซากาโตะ คัทซึตะรับจดหมายอย่างงงๆ ฟูจิกาว่าพยักหน้า แต่คัทซึตะก็ยังยืนพินิจพิจารณาจดหมายในซองสีน้ำตาลอยู่นาน “เราไม่รู้ทางเข้าหมู่บ้านอิงะ”

“ขอเพียงเจ้าไปให้ถึงป่าฮานะ ตรงช่องเขาคุโระอิสีนิลสัญชาตญาณนินจาจะออกมารับจดหมายเอง” ฟูจิกาว่าอธิบายตามความเข้าใจส่วนตัว

“ถ้าแบบนั้น ท่านก็อย่าได้เป็นกังวล ข้าจะรักษามันด้วยชีวิต” ซากาโตะ คัทซึตะ รับคำสั่งเสียงดัง เขาอัดมันเข้าไปในพกเสื้อ และม้าเร็ว 4 ตัวก็นำพวกเขาหายลงเนินเขาไปในนาทีนั้น

……….

และวันที่คาดหวังก็เป็นจริง

การเดินทางมาของอูคาชิ เค็นจิในอีกสัปดาห์ต่อมา มีความหมายกับทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง  มินาโมโต ฟูจิกาว่าหายใจได้โล่งขึ้นเมื่อเห็นพวกเขาไม่ขัดข้องในข้อเสนอ  และอูคาชิ เค็นจิเองก็มีความหวังกับแผนการที่ถูกวางเอาไว้ตั้งแต่แรกมากขึ้น…

“ขอคารวะ มินาโมโตซัง” อูคาชิ เค็นจิกับนินจาที่ติดตามมาด้วย 10 คน นั่งลงกับพื้นในเรือนน้ำชา

“ข้ายินดีที่สุด…และต้องขอบใจพวกเจ้ามาก ที่คอยแจ้งความเคลื่อนไหวของพวกนอกรีตให้รู้โดยตลอด” ฟูจิกาว่าเอ่ย เขาส่งสัญญาณให้คนใช้ที่นั่งอยู่ด้านนอกเร่งนำเครื่องดื่มเข้ามา โดยมีสาเกที่ได้มาจากโอซาก้ารวมอยู่ด้วย

“เป็นเกียติของ อูคาชิ มากกว่าที่ท่านให้การอุปการะ คุณชายน้อยของพวกเรา” เค็นจิกระแซะเป็นเชิง กระนั้นเขาก็ต้องระมัดระวังทุกๆ คำที่อาจจะสร้างความขุ่นเคือง

“ท่านสบายดีนะ ท่านปู่” เซดะทักเค็นจิด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบดุจหิน เค็นจิอมยิ้มพิจารณาเด็กชายวัย 8 ขวบที่นั่งอยู่ด้านหลังฟูจิกาว่าด้วยสายตาที่พึงพอใจ

“ช่างเหมือนกับ…พ่อ…พ่อเขาเหลือเกิน…ข้าอดคิดถึง โค ทา โร่ไม่ได้” เสียงเค็นจิพูดติดๆ ขัดๆ เขาก้มต่ำเหมือนอยากจะสกัดกั้นไม่ให้ความรู้สึกเดิมๆ เกิดขึ้นในเวลานี้

“ใช่ เขาเหมือนพ่อเขา ทั้งร่างกาย และจิตใจ…เจ้าตอบรับในสิ่งที่ข้าเสนอแล้วใช่ไหม” ฟูจิกาว่าถาม เซดะได้ยินฟูจิกาว่ากำลังจะคุยเรื่องที่เป็นความลับเฉพาะ เขาจึงหันหลังจะลุกออกจากห้อง…แต่

“เซดะ….เจ้าไม่ต้องไปเพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าโดยตรง” ฟูจิกาว่าหันไปบอก เซดะจึงนั่งลงที่เดิม ซึ่งดูเหมือนเขาเองก็ต้องการจะให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

“ใช่แล้วละ คุณชาย” เค็นจิสมทบขึ้นอีก

“ข้าว่าสีหน้าของเจ้าต้องมีเรื่องอะไรที่มากกว่าในจดหมายอย่างแน่นอน” ฟูจิกาว่าทัก แต่เค็นจิกลับก้มหน้าเงียบ “หากเป็นเรื่องส่วนตัวก็ไม่เป็นไร…โอฟูริ นำสาเกเข้ามาเพิ่มอีก”

“มิได้หรอก…ข้าเพียงแต่หนักใจกับพวกนอกรีต เพราะหลังจากที่แยกตัวออกไป พวกมันก็ได้นำความสามารถของชิโนบิไปใช้ในทางที่ไม่สมควร ยูกาว่ากำลังนำความเป็นชิโนบิสู่หายนะ  จนข้าขยะแขยงที่จะเอ่ยถึงคนพวกนั้น…” เค็นจิหยุดกลืนน้ำลายลงคอ “เวลานี้พวกนอกรีตกลายเป็นนักฆ่ารับจ้างไม่ต่างอะไรกับโจรสลัดช่องแคบทะเลเกาหลี…ใครมีเงินงานก็เดิน…ใครมีทองให้งานก็รุ่ง อุดมการณ์ของชิโนบิโนะโมโนะ…ดูเหมือนพวกมันจะลืมหมดแล้ว” เขาหยุดพูดและปล่อยลมหายใจออกมายาวๆ 2 ครั้ง “หลายปีมานี้สวรรค์คงเห็นพฤติกรรมนอกรีตของพวกมันถึงไม่ยอมส่งผู้มีพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงบรรพบุรุษไปให้  พวกมันเลยหวังจะเอาตัวคุณชายน้อยไปใช้งาน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนพยายามลอบสังหารหลายครั้ง” เค็นจิหยุดพูดชำเลืองไปที่เซดะ เซดะพยักหน้าให้อย่างเห็นด้วย “ข้ารู้สึกเจ็บปวด…” พูดจบเค็นจิก็ยกถ้วยเหล้าสาเกขึ้นดื่มจนหมด

“อื้อ!…”

“มินาโมโตซัง…” เค็นจิพูดต่อและพยายามกดเสียงให้ปกติ “ข้าเกรงว่าสักวันหนึ่งความอยากรู้อยากลอง ตามวัยหนุ่มของคุณชายจะนำมาซึ่งภัยแก่ตัวเขา…เออข้าเลยอยากจะขอความเห็นจากท่าน” เค็นจิใช้ความพยายามพูดประโยคสุดท้ายด้วยอาการที่ลำบากเต็มกลืน เขาก้มหน้าที่เริ่มแดงและซดเหล้าสาเกที่โอฟูริพึ่งจะรินให้จนหมดอีกเป็นครั้งที่ 2

“ว่ามาเลย…ข้าไว้ใจเจ้า” ฟูจิกาว่าตอบกลับอย่างไม่เคลือบแคลง

“คือข้าว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องให้คุณชายน้อย ได้เรียนรู้ทุกอย่างที่เป็นศาสตร์ของชิโนบิโนะโมโนะ” เค็นจิกดเสียงต่ำลง ฟูจิกาว่าหน้าแดงขึ้นมาทันที เขาวางถ้วยสาเกที่ยังไม่ดื่นลงที่เดิมจนเกิดเสียงดัง

“ว่าอะไรนะ!…”

“เพื่อ…เอ่อ เพื่อจะได้เป็นภูมิคุ้มกันตัวคุณชายน้อยเอง…มิฉะนั้นแล้ว ข้าเกรงว่าคุณชายอาจจะหลงกลพวกนอกรีตหรือไม่ก็พวกหลังเขาโคงะเข้าสักวัน” เค็นจิกัดฟันพูดจนจบ

“มันนอกเหนือจากสิ่งที่ข้าต้องการ…” ฟูจิกาว่าตะคอก จนหลายคนในห้องเงียบกริบ และความเงียบที่เข้ามากั้นกลางนี้เองที่ทำให้ฟูจิกาว่าใช้ไตร่ตรองจุดประสงค์ที่แท้จริงของอีกฝ่าย ก่อนจะหันไปพูดกับคนที่นั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง “แต่เอ่อ…แล้วเจ้าว่าไงละ เซดะ”

“ข้าเห็นด้วยกับท่านปู่เล็ก…เพราะหากข้าไม่รู้สิ่งที่อยู่ในตัว เห็นทีข้าต้องไปเรียนรู้จากพวกมันกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นแน่” คำตอบของเซดะเกินวัย 8 ขวบขึ้นไปหลายปี ทำให้เค็นจิเผยยิ้มที่ไม่อาจปกปิดออกมาเงียบๆ

“ถ้าเป็นแบบนี้…ข้าเองก็ไม่ติดใจอะไร แต่เขาจะต้องชำนาญทั้งศาสตร์ซามูไรและชิโนบิไปพร้อมๆกัน…” ฟูจิกาว่าต่อลอง “เจ้าเหมือนพ่อของเจ้าจริงๆ เซดะคุง”

“ข้ารับรอง…และขอบคุณอีกครั้งที่เข้าใจ…คนของข้าจะมาคุ้มกันให้คุณชายที่นี้ 10 คนรวมทั้งไชอินาริ โนอานหลานข้าด้วย”

“โนอาน…ข้าคิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นเจ้า…ข้าจำได้” เซดะแทรกและยิ้มกว้างไปให้เด็กชายตัวอ้วนใหญ่วัยใกล้เคียงกับเขาที่นั่งนิ่งอยู่หลังสุด

“ข้าก็อยากจะมารับใช้คุณชายตั้งแต่ครั้งที่เราเจอกันที่วัดไรอันจิแล้วละ” โนอานพูดเสียงใหญ่สมกับตัว

“ไม่มีปัญหา…ขอเพียงเซดะปลอดภัยถึงมากกว่านี้มินาโมโตก็เลี้ยงได้ แต่หน้าหนาวคงลำบากกันหน่อย เพราะเสบียงส่วนหนึ่งเราต้องส่งเข้าคลัง…บ้านเมืองอยู่ในช่วงสงครามก็อย่างนี้” ฟูจิกาว่าเปรยๆสายตาของเขากวาดมองไปยังอูคาชิที่นั่งอยู่ทุกคน

“ไม่เป็นไร…เพราะชิโนบิอย่างเราไม่นิยมเนื้อสัตว์และพืชกลิ่นฉุนอยู่แล้ว พวกเราช่วยเหลือกันเองได้”

“คนของข้าเตรียมบ้านรับรองเอาไว้ด้านหลัง แต่เค็นจิ เจ้าจะต้องนอนติดกับห้องเซดะคุง” ฟูจิกาว่าย้ำเสียงหนักแน่น เขายกเหล้าสาเกที่เหลือดื่มจนหมดแล้วจึงถอนหายในออกมาอย่างโล่งอก

“ขอบคุณ มินาโมโตซัง”

“ข้าเองต่างหากที่ต้องขอบใจเจ้า…เค็นจิคุงฮาๆ…มาดื่มต่ออีกถ้วย”

……….

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาอูคาชิ เค็นจิ ไชอินาริ โนอานและนินจากว่า 10 คนก็สับเปลี่ยนเข้ามาป้องกันคุณชายน้อยที่บ้านมินาโมโตไม่ขาดสาย เค็นจิให้โอสุเกะ ฮิเดะมาถ่ายทอดศาสตร์วิชาที่เขาชำนาญเป็นครั้งคราว ไม่นานนักเซดะก็สามารถพรางตัวจนไม่เหลือเงาในแสงเวลากลางวัน เวลาเดียวกันเขาก็สามารถถอดกายทิพย์หลอกศัตรูได้ไม่ต่ำกว่า 10 ร่างพรางในเวลาไม่ถึงปี

(คุณชายน้อยของข้า เจ้าช่างเหมือนพ่อไม่มีผิด หากพวกนอกรีตได้ตัวไป อูคาชิคงจะเหลือเพียงชื่อในตำนานเป็นแน่) เค็นจิคิดและไม่ลืมที่จะสกัดกั้นไม่ให้อีกฝ่ายเข้าถึง และเวลาแค่ปีเดียวเค็นจิก็เป็นอีกคนที่ฟูจิกาว่าไว้วางใจ รวมถึงเรื่องส่วนตัวบางเรื่องด้วย

“อูคาชิซัง…มีจดหมายถึงฟูจิกาว่า” เสียงสาวใช้ที่ติดตามมาจากหุบเขาอิงะดังขึ้น นางคลานเข้ามาพร้อมกับจดหมายในซองสีน้ำตาล

“จดหมายจากโคทาโร่…คุณชายของข้า” เค็นจิอุทาน

“ข้าจะเก็บไว้ให้ฟูจิกาว่าเอง…” เขาตอบ แต่แววตากลับมีประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออกซ่อนอยู่

“ต่อไปเจ้าต้องเป็นคนรับจดหมายที่เขียนถึงฟูจิกาว่ามาให้ข้าก่อนทุกครั้ง…เข้าใจไหม” เค็นจิย้ำและบังคับนางด้วยสายตาที่แข็งกร้าวอีก

“ได้เจ้าคะ…” นางรับปากสั้นๆ ด้วยท่าที่เกรงๆ ก่อนจะรีบลุกเดินออกไป…เค็นจิถือวิสาสะแกะจดหมายฉบับนั้นออกมาอ่านอย่างกระหาย

(คุณชายอูคาชิ แต่งงานแล้ว คุณชายของข้า) เค็นจิยิ้มทั้งน้ำตาที่ไหลพรากอาบแก้ม เขาใช้ความเงียบเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้สึกจนเต็มอิ่มก่อนจะรีบเก็บจดหมายซ่อนไว้ในกล่องไม้สียางสนและไม่ลืมที่จะพลางมันด้วยฝ่ามือจนหายไป

(ไออิคุง เจ้าจะต้องเก็บมันเป็นความลับ…ความลับของคุณชายแห่งอิงะ) เค็นจิใช้เสียงสื่อติดต่อกับอีกคนที่หุบเขาในจังหวัดมิเอะ

(อีก อีก..ไม่นาน นาน ข้า ข้าจะตามไปที่ ที่นั้น)

(อื้อ!)

……….

จงไว้ใจตัวเอง…………….เป็นอันดับแรก

ก่อนจะไปวางใจ………………….คนที่เห็น

อูคาชิ เค็นจิ

……….

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 17

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 17 เชอรี่กลีบสุดท้าย แห่งป่าฮานะ  นิยาย เรื่อง อูคาชิ เซดะ นินจาเลือกซามูไร บทที่ 17

เชอรี่กลีบสุดท้าย แห่งป่าฮานะ

แดดสีเลือดจางๆ สาดกระทบพรมกลีบสีชมพู-ขาวสะท้อนเฉดสีบางๆ ให้แดงฉานไปทั้งป่า  มันเป็นกรีบดอกเชอรี่รุ่นสุดท้ายของฤดูก่อนป่าทั้งป่าจะเข้าสู่กลางฤดูฝนในอีกไม่กี่วัน เสื่อที่ทอจากสายป่านขนาด  3X6 ฟุต ขอบทั้งสี่ด้านถักด้วยด้ายสีขาวตัดสลับกันไปมา ตรงกลางมีลวดลายหลากสีอันบ่งบอกถึงตำแหน่งและความสำคัญของผู้ใช้ ยังเด่นชัดโดยมีพานทรงสูงสีปูนปูทับด้วยผ้าขาวที่มีดวงอาทิตย์สีแดงตรงกลางอันหมายถึงตัวแทนของเทพเจ้าแห่งอาทิตย์อุทัย วางไว้ด้านหน้า ปราศจากดาบสั้นวากิซาชิ

มินาโมโต ฟูจิกาว่า ฮันโต ซาซากุมิและเหล่าซามูไรอีกนับร้อยต่างนั่งเรียงรายอยู่รอบๆ โดยมีกลุ่มคนใช้ของอูคาชิ และนินจาที่ยังจงรักภักดีนั่งรวมกลุ่มกันอยู่อีกฟากหนึ่ง สักครู่อูคาชิ ยาสุ ในชุดกิโมโนสีขาวห่มทับด้วยเสื้อคลุมสีดำปล่อยชายเป็นอิสระ ก็เผยตัวเดินนำโอสุเกะ ฮิเดะ  อูคาชิ เค็นจิ ไชอินาริ โจอานและนินจาอีกกลุ่มใหญ่ผ่านช่องเขาคุโระอิสีนิลออกมาสมทบ อูคาชิ ยาสุเดินเข้าไปนั่งคุกเข่าตรงกลางเสื่อที่ถูกปูรออยู่ก่อนแล้วด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เขาทิ้งน้ำหนักของตัวเองกดทับลงบนส้นเท้าทั้งสองข้างด้วยท่าทีที่ตั้งมั่น นาทีนั้นฮันโต ซาซากุมิก็ลุกเดินเข้าไปยืนจ้องเขาอย่างเหยียดๆ เขากระตุกโหนกแก้มใส่ 2 ครั้ง ก่อนจะดึงดาบสั้นวากิซาชิที่พกติดตัวมาวางทับลงบนผ้าสีขาวบนพานทรงสูงที่วางอยู่ตรงหน้า

“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ว่าเจ้าไม่ใช้ร่างพรางเพื่อตบตาข้า” ซาซากุมิกระแทกเสียงดังใส่หน้ายาสุ เหมือนจงใจจะให้ได้ยินกันไปทั่วทุกตัวคนที่นั่งเป็นสักขีพยานอยู่รอบๆ ยาสุเงยหน้าขึ้นจ้องเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบดาบสั้นที่พึ่งวางขึ้นมาเชือดข้อมือตัวเองจนเลือดสีแดงพุ่งไปเปรอะชุดกิโมโนสีเขียวหม่นของฮันโต ซาซากุมิจนเกิดจุดแต้มแดงทั่วทั้งตัว

“ข้า อูคาชิ ยาสุ ท่านพอใจหรือยัง…ฮันโตซัง”ยาสุกดเสียงต่ำเรียบๆ ใส่ ก่อนจะวางดาบสั้นไว้ที่เดิม

“บัดซบที่สุด…ชุดข้า” ซาซากุมิหัวเสีย พร้อมกับหันหลังเดินกลับไปนั่งที่เดิม… “บ้าเอ้ย!…”

“ข้าว่าท่านถอดกิโมโนสีดำออกก่อนจะดีกว่านะ” และเสียงมินาโมโต ฟูจิกาว่าก็โพล่งขึ้น…เขาใช้แววตาเรียบๆจ้องศัตรูที่ไม่เคยเห็นตัว อย่างตั้งใจจะสำรวจบางอย่าง

“ถึงจะตายอย่างจารีตของซามูไร…แต่ข้าก็ยังเป็นชิโนบิ…หากข้ายังมีลมหายใจ สีดำก็ยังเป็นทั้งหมดของชีวิตข้า…” เสียงของยาสุนิ่งจนไม่ปรากฏอาการสั่นกลัวออกมาให้เห็น เขาหันไปพยักหน้าให้ฟูจิกาว่าแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ดูเหมือนเป็นครั้งแรกที่เราได้เจอกัน”

“และข้าก็ควรจะยินดีด้วยใช่ไหมที่จะเป็นครั้งสุดท้าย” มินาโมโต ฟูจิกาว่าพูด เขาลุกเดินเข้าไปนั่งลงตรงข้ามก่อนจะก้มศีรษะให้

“เป็นครั้งแรกที่ข้ามีโอกาสคารวะท่าน เป็นครั้งแรกที่ข้ามีโอกาสกล่าวทักทายกับท่าน เป็นครั้งแรกที่จะปรับความเข้าใจกับเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา”

“และมันก็จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสอโหสิกรรมกับเรื่องราวทั้งหมด” อูคาชิ ยาสุจำคำจากหลวงพ่อวัดไรอันจิมาพูดพร้อมกับก้มศีรษะตอบกลับในแบบของเขา

“ข้าก็เช่นกัน…อูคาชิซัง” มินาโมโต ฟูจิกาว่าไม่ลังเลที่จะกระทำแบบเดียวกันซ้ำอีก

“เดี๋ยวก่อนมินาโมโตซัง…” ยาสุเรียกก่อนที่ฟูจิกาว่าจะลุกเดินกลับ “คนอย่างข้าสมควรจะรู้เรื่องราวของคุณชาย…คุณชายมินาโมโตหรือไม่”ยาสุพูดอย่างคนระมัดระวัง ฟูจิกาว่าหันมาจ้องหน้าเขาเหมือนจะสำรวจความจริงใจจากดวงตาที่พร่ามัวคู่นั้น

“โคทาโร่ เกิดมาพร้อมกับดวงดาวแห่งนักรบ…อูคาชิซัง…เวลานี้เขาเป็นส่วนหนึ่งของสงครามมหาเอเชียบูรพาไปแล้วละ” ฟูจิกาว่าตอบ สักพักก็เดินกลับไปนั่งลงที่เดิม

“ดวงดาวแห่งนักฆ่า…นั้นแหละคือชีวิตของเจ้าเซดะ” เสียงพึมพำดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม “เค็นจิ…ถอดกิโมโนสีดำ…หลังจากข้าหมดลมหายใจไปแล้ว” ยาสุสั่งเสียงดังเหมือนจงใจจะให้ได้ยินถึงหูฮันโต ซาซากุมิที่นั่งหน้าบึ้งอยู่ไกลออกไป  เค็นจิพยักหน้าที่แดงกล่ำให้พี่ชายเห็น สักพักเขาก็ก้มศีรษะลงจรดพื้นเหมือนจะแทนคำบอกลาจากปาก ก่อนจะลุกถอยหลังให้พ้นรัศมี ปล่อยให้ โอสุเกะ ฮิเดะ ยืนถือดาบคาตานะเล่มยาวในท่าเตรียมพร้อมอยู่ห่างออกไปทางด้านหลังซ้ายประมาณ เมตรกว่าๆด้วยใบหน้าที่บอกความรู้สึกไม่ถูก มีเพียงมือที่กำดาบเท่านั้นที่ยังสั่นกระตุกบอกถึงความเจ็บปวดที่ฝังอยู่ข้างใน

“สัญญาชิโนบิ ไม่มีวันตาย” ฮันโต ซาซากุมิพึมพำออกมาพร้อมกับกระตุกโหนกแก้มจนสั่นระริก และไม่ลืมที่จะแสยะยิ้มอย่างมี เลศนัยให้เห็น

ทันทีที่สายลมบางๆ โชยกรีบดอกเซอรรี่ป่าจนร่วงพรู อูคาชิ ยาสุก็หยิบดาบวากิซาชิขึ้นมา เลือดสีแดงสดจากข้อมือยังหยดติ๋งๆตลอดเวลา แต่ก็ไม่ใส่ใจกลับเอาผ้าสีขาวที่กองอยู่ใกล้มาพันรอบๆด้ามจับเลื้อยลงมาที่คมดาบจนเหลือไว้เพื่อสังหารตัวเองเพียง 7 นิ้ว เขากำมันไว้แน่นด้วยมือทั้งสองข้างแล้วค่อยๆชูมันขึ้นสูงในองศาที่พร้อมจะสังหาร มุมปากเผยอกระตุกสั่น ฟันกรามขบกันแน่น แดดสีเลือดสาดสะท้อนคมมีดในมือมันวาววับ  จนหลายคนขนลุกชวนสยอง…อูคาชิ ยาสุสูดลมหายใจเข้าสู่ปอดจนเต็มที่ เวลาเพียงเสี้ยววินาทีดาบวากิซาชิก็ถูกกระชากเข้าที่ชายโครงด้านซ้ายบน

“อ๊าก!…” เสียงร้องตกใจของเหล่าคนใช้ผู้หญิงดังระงมไปทั่งบริเวณเลือดสีแดงฉานพุ่งสวนออกมาจากตำแหน่งคมดาบที่ปักคาอยู่ ยาสุกันฟันกรามแน่นและแน่นขึ้นเมื่อเขาจงใจจะกรีดมันลงไปด้านล่างขวา

“ท่านพี่…” เสียงเรียกของเค็นจิดังลอดไรฟันออกมาพร้อมกับน้ำตาของลูกผู้ชาย

“อ๊าก!ๆ…” เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของยาสุ  ทำให้โอสุเกะ เงื้อมดาบขึ้นจนสุดแขน โดยหวังจะปลดปล่อยความเจ็บปวดให้กับเพื่อนแลเสมือนพี่ชายให้จบสิ้นลงในนาทีนั้น แต่ฟูจิกาว่ากลับยกมือห้ามเอาไว้ก่อน  เลือดสีแดงยังไหลไม่หยุด จนลวดลายบนเสื่อหายไป อูคาชิ ยาสุพาใบหน้าที่แดงกล่ำเหงื่อกาฬผุดออกทุกรูขุมขน เขาพยายามควบคุมสติให้ได้อีกครั้ง แต่ใบหน้าที่บูดเบี้ยวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดกำลังบั่นทอนจนยากจะควบคุมแต่สักครู่ดาบวากิซาชิที่เต็มไปด้วยเลือด ก็ถูกชูขึ้นอีกครั้ง เขากัดฟันจนแขวนทั้ง 2 ข้างสั่นเทานาทีนั้นเขาก็กระชากมันกลับแทงเข้าใต้ชายโครงด้านขวาบน

“อ๊าก!…” เสียงร้องของเขาดังก้องไปทั้งช่องเขาคุโระอิสีนิล แต่เหล่านินจาและซามูไรที่ยืนนิ่งประจันหน้ากันคนละฟากกลับสงบนิ่ง ราวเห็นความตายที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเรื่องบางเบาราวกับขนนก

“อ๊าก!….” ยาสุสูดลมหายใจเฮือกสุดท้ายกดปลายดาบกรีดหน้าท้องตัวเองลงไปด้านล่างซ้ายจนเป็นเห็นแผลเปิดเป็นรูปกากบาท

“สัญ…สัญญา ชิโน โนบิ ไม่มีวัน ตา ตาย” เขาคุมสติพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม มินาโมโต ฟูจิกาว่าและเหล่าซามูไรกว่าร้อยคนก้มศีรษะ มีเพียงฮันโต ซาซากุมิ เท่านั้นที่ยังนั่งแสยะยิ้มคอตั้งเหมือนจะสะใจอยู่เช่นเดิม เลือดและลำไส้ไหลทะลักออกมากองอยู่ตรงหน้า โอสุเกะ ฮิเดะเงื้อมดาบคาตานะจนสุดแขน เขาเหวี่ยงมันลงที่ต้นคอของยาสุด้วยแรงทั้งหมดที่มี น้ำตาไหลพรากราวกับห่าฝนสาดไปพร้อมๆกับคมดาบนั้นๆ และดาบเดียวก็ทำให้ยาสุพบกับอิสรภาพ

“ไม่!….”

“นี้หรือคือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ข้าตอบแทนท่าน…ยาสุ” โอสุเกะ ฮิเดะตะโกนเสียงดัง ดาบคาตานะหลุดจากมือ เขาทรุดหมอบนิ่งอยู่ต่อหน้าร่างที่ไร้ศีรษะของบุคคลที่เคารพ “ยาสุ..ยาสุ…ยาสุ.” เขาเรียกชื่อซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนผิด

“อูคาชิซัง…ข้านับถือท่านจริงๆ…เอาศพเขาไปฝังไว้ที่วัดไรอันจิข้างๆ กับคุณนายมินาโมโต” ฮันโต ซาซากุมิสั่ง พร้อมกับกระตุกโหนกแก้มใส่ร่างที่ไร้ศีรษะของเขา

“วันนี้…ข้าเชื่อแล้วว่ายังเหลือวาจาสัตย์ในหมู่นินจา…ในเมื่อท่านทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้…ข้าเองก็ให้สัญญาเรื่องของคุณชายน้อยเป็นการตอบแทน…” มินาโมโต ฟูจิกาว่าให้คำมั่น สายลมที่โชยกระชากกลีบสุดท้ายของดอกเชอรี่ลอยสูงขึ้น ในที่สุด พัน หมื่น แสน ล้านกลีบก็โรยต่ำลงแนบนิ่งกับพื้นดินอย่างหลีกหนีไม่พ้น เหมือนมันจะบอกถึงสัจธรรมของชีวิตให้หลายๆคนที่รวมตัวกันอยู่ในป่าฮานะได้เข้าใจ โดยเฉพาะมินาโมโต ฟูจิกาว่าที่นัยน์ดวงตาของเขาเวลานี้ไม่เหลือความเครียดแค้นต่ออูคาชิให้เห็นแม้แต่น้อย

……….

ถึงจะเบ่งบาน…………………….ในช่วงเวลาสั้นๆ

แต่กลีบสุดท้ายของเจ้า ก็ไม่เคยโรยไปจากใจข้า

โอสุเกะ ฮิเดะ

……….

สนมซึต้นที่ 2

ตะวันลอน  ละเลงเล่น   เร้นผืนฟ้า

แทนเสียงลา    เพลาค่ำ    ย่ำยอแสง

อัสดง         สนธยา         นภาแลง

สื่อผ่านแสง  แทนเสียงข้า ว่าลาไกล

ยกมือโบก   บอกผ่านสี  ที่หลากแสง

ขอบฟ้าแดง  แสนรำพัน  วันห่างหาย

ดั่งเสียงข้า     ลาแสนคำ    แสนอาลัย

ใจมอดไหม้  เมื่อแสงดับ  ลับนิรันดร์

อูคาชิ ยาสุ

ดวงอาทิตย์ยามเย็นสาดแสงสุดท้ายทาบต้นไม้น้อยใหญ่จนเกิดเงาสีดำยาวราบไปกับพื้น มันสูงและใหญ่กว่าต้นแบบจริงหลายเท่า มินาโมโต ฟูจิกาว่าจ้องเข้าไปในวงกลมสีแดงที่จวนจะลับเทือกเขาอีกฟากของหลังวัดไรอันจิอย่างพินิจพิจารณา สักครู่เสียงถอนหายใจยาวๆก็ทำให้เด็กชายวัย 5 ขวบในชุดกิโมโนสีดำสนิทต้องเงยหน้ามองด้วยแววตาที่เรียบนิ่ง

“เซดะคุง เข้าไปเคารพย่าและทวดนินจาของเจ้าซิ” ฟูจิกาว่าออกคำสั่งเบาๆพร้อมกับปล่อยมือน้อยๆ ให้เป็นอิสระ แต่แววตาที่นิ่งดุจหินผาของเด็กชายยังคงเฉย…จนฟูจิกาว่าต้องพยักหน้าย้ำให้เห็น

“ข้าเรียกนางว่าแม่…และเรียกอีกคนว่าพ่อ” เซดะเอ่ยเสียงแหลมเล็กในลำคอ

“อื้อ!…” ฟูจิกาว่าพยักหน้า เด็กน้อยจึงยอมเดินไปนั่งคลุกเข่าลงหน้าหลุมฝังศพของมินาโมโต ยามุดะ ศีรษะที่นิ่งอยู่กับพื้นนานเหมือนจะมีความรู้สึกมากมายซ่อนอยู่ สักพักเด็กน้อยก็ลุกขึ้นและหันกลับมามองฟูจิกาว่าอีก “ท่านปู่บอกไม่ให้ข้าร้องไห้…ข้าก็จะไม่ร้อง”

“อื้อ!…บอกลาทวด…เอ่อ…พ่อของเจ้าด้วยซิ” ฟูจิกาว่าแนะขึ้นอีก เซดะจึงกระทำอย่างเดิมหน้าหลุมฝังศพของอูคาชิ ยาสุ แต่ทันทีที่ลุกขึ้นมามือน้อยๆ ก็รีบจับมืออันหยาบกร้านของฟูจิกาว่าไว้ทันที

“เจ้ากลัวรึ” ฟูจิกาว่าถาม เซดะส่ายหน้าแต่ก็ยังจับมือเขาไว้แน่น

สายลมยามพลบค่ำค่อยๆ แรงขึ้น ดวงอาทิตย์สีแดงได้ลับเทือกเขาไปแล้ว คงเหลือเพียงแสงสะท้อนที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเท่านั้นที่คงทอประกายแสงสีแดงเพลิงเป็นวงกว้างๆ จนกระทั้งความมืดไล่รุกคืบเข้ากลืนกิน…

มินาโมโต ฟูจิกาว่า กระชับมือเด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ  พวกเขากำลังยืนมอง อูคาชิ เค็นจิ โอสุเกะ ฮิเดะ และไชอินาริ โจอานช่วยกันปลูกต้นสนมซึต้นที่ 2 ข้างๆต้นแรกที่เริ่มผลิยอดใหม่บ้างแล้วโดยมีคนกลุ่มเล็กๆและเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกับเซดะยืนจ้องเขาไม่กระพริบอยู่ทางด้านหลัง ฟูจิกาว่า ก้มหัวลงช้าๆ นัยน์ตาของเขาเวลานี้มีแต่ความอาดูรเท่านั้นที่หล่อเลี้ยงไม่ให้แห้งผาด… (นี้คือส่วนหนึ่งของ คำสาปซามูไร ที่ข้าพยายามหนีมาตลอดชีวิตใช่ไหมยามุดะ) เขาฝากความรู้สึกถามคนรักจนเค็นจิและโอสุเกะ ฮิเดะเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมๆ กัน

“คืนนี้นายท่านจะพักที่ไหน…ถ้าไม่รังเกียจข้าขอเชิญที่บ้านอูคาชิ…เอ่อจะเป็นเกียติกับพวกเราที่สุด” เค็นจิเดินเข้ามาถาม ในขณะที่ ฟูจิกาว่ากำลังจะเดินไปขึ้นม้าที่มีซามูไรสองคนคอยเตรียมเอาไว้รออยู่ก่อนแล้ว

“ขอบใจเจ้ามาก…ข้ากับเซดะคงไม่รบกวน อีกอย่าง มันคงไม่เหมาะนักหากท่านจะเปิดทางเข้าหมู่บ้านให้คนภายนอกมากกว่า 50 คน ข้าเห็นทีต้องบอกลาพวกท่าน ตรงนี้เลย” ฟูจิกาว่ากดเสียงต่ำขณะที่ส่งเซดะขึ้นไปนั่งบนหลังม้าเรียบร้อยแล้ว

“อูคาชิ อยู่ในมือเจ้าแล้วนะ…จงเลือกทางเดินที่เหมาะสมกับวิถีชิโนบิด้วยตัวของท่านเถอะ เราคงจะได้เจอกันในเร็ววัน ลาก่อน” พูดจบฟูจิกาว่าก็พาร่างของตัวเองขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอีกคน

“คุณชายน้อย สักวันข้าจะไปอยู่กับท่าน” เสียงของเด็กชายคนเดิมดังแทรกขึ้น จากด้านหลังไชอินาริ โจอาน

“โนอานคุง…ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนชิโนบิโนะโมโนะได้หรือเปล่าเลย อย่างริให้สัญญาลอยๆ” ไชอินาริ โจอานกำชับบุตรชายตัวอ้วนของเขา

“ท่านพ่อยังสอบได้ ข้าก็ต้องสอบได้…ข้าไม่มีวันเป็นแค่คนเผาถ่านเหมือนท่านปู่แน่” เด็กน้อยโนอานพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเป็นพิเศษ

“ข้าจะรอเจ้านะโนอาน” เซดะพูดพร้อมกับส่งยิ้มให้

ทันทีที่เงารัตติกาลเริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ แสงโคมจากยางสนในมือของซามูไรก็ถูกจุดขึ้น พวกเขาออกเดินทางไปพร้อมๆ กับแสงของโคมไฟเหล่านั้น อูคาชิ  เค็นจิ โอสุเกะ ฮิเดะ ไชอินาริ โจอาน บุตรชายและนินจาอีกบางส่วนได้แต่ยืนมอง จนกระทั้งพวกเขาลับหายลงไปตามเนินเขา

“วันหนึ่ง…คุณชายข้าให้สัญญา” เค็นจิพูดเสียงละเมอ สักพักทั้งหมดก็เดินแยกไปอีกทาง

……….

ถึงจะสุดปลายฟ้า………..ก็ไม่ไกลเกินฝัน

หากคงตั้งมั่น……………..กับก้าวต่อไป

อูคาชิ เค็นจิ

……….

หมู่ดาวในคืนต้นฤดูใบไม้ผลิยังคงทอแสงระยิบระยับไปทั่วท้องฟ้า เซดะขยับตัวเล็กน้อยในอ้อมกอดของฟูจิกาว่าที่นั่งอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่ขณะถูกรายล้อมด้วยเหล่าม้าเร็วของซามูไรกว่า 50 ตัว

“เจ้ารู้ไหม เซดะ ว่าย่าและทวดของเจ้ากำลังรอเราอยู่ตรงนั้น” ฟูจิกาว่าพูดพลางชี้มือนำสายตาไปยังหมู่ดาวบนทางช้างเผือกที่ทอดตัวจากทิศเหนือจรดทิศใต้บนหัว

“ตรงไหนท่านปู่…แล้วเห็นท่านแม่ อุ้ย!ท่านย่ายิ้มให้ข้าไหม” เซดะถามเสียงแหลมสูงขณะหันไปจ้องหน้าฟูจิกาว่าสลับกับหมู่ดาวไปมา

“แน่นอนพวกเขากำลังส่งยิ้มให้เรา ตรงนั้น เจ้าเห็นไหม ตรงนั้นละ” ฟูจิกาว่าจับมือเด็กน้อยชี้ให้ตรงกับหมู่ดาวที่เขากำลังพูดถึง นานๆเด็กน้อยเซดะก็จะถามด้วยความไร้เดียรสาถึงหมู่ดาวอื่นๆ บ้าง จนกระทั้งหลับไป ฟูจิกากระชับร่างเซดะเข้ามากอดให้แน่นขึ้นเหมือนนี้คือของขวัญอันล้ำค่าจากคนที่เขารัก 2 คน ที่จากไปเกือบจะพร้อมๆกันในเวลานี้

(เริ่มปรับตัวให้หลับในยามค่ำคืนได้แล้วซินะเซดะคุง เจ้าช่างเหมือนพ่อของเจ้าตอนเด็กไม่ผิดเพี้ยน) ฟูจิกาว่าพิจารณา เขาอมยิ้มพร้อมกับก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเบาๆ ไม่นานนักเสียงฝีเท้าของขบวนม้าก็เร่งให้เร็วขึ้น ฟูจิกาว่าสั่งพักให้ม้าได้ดื่มน้ำ 2 ครั้ง ก่อนเดินทางต่อไปโดยไม่ยอมหยุดพักที่ไหนอีก  จนกระทั้งฟ้าเริ่มสางพวกเขาก็มาถึงเมืองคาโกคุมะอย่างที่ตั้งใจ

“ต่อจากนี้ไป บ้านมินาโมโต จะเป็นของเจ้าเซดะคุง” ฟูจิกากระซิบ เหมือนจะบอกเด็กน้อยที่กำลังหลับแต่ก็ไม่ต้องการให้ตื่นในเวลาเดียวกัน

……….

แน่วแน่ดุจน้ำนิ่ง…………………ที่สะท้อน

ภาพที่ 2……………………………. แห่งข้า

อูคาชิ เซดะ

……….

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 16

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 16 เพชฌฆาตจำยอม นิยาย เรื่อง อูคาชิ เซดะ นินจาเลือกซามูไร บทที่ 16

ไคซากุ-นิน เพชฌฆาตจำยอม

ณ ปราสาทฮันโต เมืองไบเซน

“ข้าต้องการเห็นการตายของยาสุให้เร็วที่สุด”

“ใจเย็นๆ ชิการุคุง…อย่างไรเสีย…ทุกอย่างของอูคาชิก็ต้องเป็นของเจ้า”

“ชิโนบิแก่ๆ แต่ต้องมาตายอย่างซามูไร…หึๆ” เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นและเงียบไป สักครู่เสียงของคนๆเดิมก็ดังต่อขึ้นอีก “ข้านับถือท่านจริงๆ…ฮันโตซัง”

“เจ้าจะยิ่งใหญ่ ไม่แพ้อูคาชิ…ข้าให้สัญญา”

“ไม่!…ข้าจะต้องยิ่งใหญ่กว่าอูคาชิหลายเท่า”

(ไอ้ พวก นอกรีต) เสียงกร่นด่ามาจากความรู้สึกของฮันโต ซาซากุมิที่นั่งปั้นหน้าแสร้งยิ้มอยู่โต๊ะกลาง โดยมียูกาว่า ชิการุยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มพร้อมกับยิ้มตอบกลับแต่แววตาของเขากลับมีบางอย่างซ่อนอยู่

(สักวันข้าจะครองปราสาทฮันโต…ไอ้แก่ผิดเพศ ซาซากุมิ!)

“ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าเองก็ยินดียิ่ง…แต่งานของข้าในคืนนี้จะพลาดไม่ได้” (ไอ้! พวกนอกรีต) เสียงกร่นด่าจากข้างในดังตามขึ้นอีก

“ในเมื่อสิ่งที่ท่านตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ…ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย” (ไอ้แก่ผิดเพศ มึงจะเป็นรายต่อไป) และเขาก็แสร้งยิ้มพร้อมกับยกน้ำชาอีกถ้วยขึ้นมาจิบบางๆ

“แด่ความสัมพันธ์ของเรา”

“เช่นกัน…ฮึๆ…หึๆ”

……….

ฤดูใบไม้ผลิ ที่ป่าฮานะ

เวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านฤดูหิมะไปอย่างช้าๆ และในที่สุดดอกเชอรี่ป่า และดอกไม้นานาพันธุ์ก็ผลิบานพร้อมๆ กันทั้งหุบเขา อูคาชิ ยาสุก้มลงดึงดอกไม้สีขาวรูปกระดิ่งที่ส่งกลิ่นหอมชวนหลงใหลขึ้นจากพื้นดินที่ยังชื้นแฉะ เขาพิจารณาอยู่นาน ก่อนวางมันลงกับโขดหินสีดำใกล้กับช่องเขาคุโระอิสีนิล เหมือนจะเป็นการไว้อาลัยให้กับใครบางคนที่พึ่งจะจากไปเมื่อไม่นานมานี้

“Return of happiness. แด่ความสุขที่จะกลับคืนสู่เจ้า ยามุดะ” ยาสุพูดในลำคอ ก่อนจะพาชุดกิโมโนสีขาวสะอาดตาเดินแทรกหายเข้าไปในป่าต้นเชอรี่ที่กำลังผลิกลีบแรกสีชมพูขาวบานสะพรั่ง

(เค็นจิ…ฮิเดะคุง ข้าจะรอพวกเจ้าที่ป่าฮานะ)ยาสุส่งกระแสตรงไปยังคนทั้งสอง เขาดีดตัวข้ามลำธารเล็กๆ ไปยังลานหินกว้างใกล้ๆกับน้ำตกที่กำลังบรรเลงเพลงป่าไม่ขาดสาย  ไม่นานอูคาชิ เค็นจิและโอสุเกะ ฮิเดะก็ลอยตัวข้ามปลายต้นสนมซึที่กำลังผลิใบใหม่สีเขียวอมแดดใกล้เข้ามา พวกเขาจะกดปลายเท้าอีกครั้งที่กิ่งเชอรี่ป่าที่กำลังผลิบาน จนทำให้กลีบดอกร่วงพลูเป็นสาย

“มากันแล้วรึ!” อูคาชิ ยาสุทักทาย ทั้ง 2 คนโค้งศีรษะแทนคำพูดและยื่นนิ่งอยู่ต่อหน้า

“ข้าต้องการสารภาพผิดกับพวกเจ้า…” อูคาชิ ยาสุเริ่มด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่มันกลับเย็นวาบเมื่อจิตพิรุธของคนทั้ง 2 บอกว่าไม่ใช่ข่าวดีแน่ๆ

“เค็นจิ…ฮิเดะคุง” เสียงเรียกดังแผ่วเบาราวกับใบไม้ในภาษาเฉพาะ จนเป็นเหตุให้คนทั้งคู่ทรุดนั่งนิ่งกับพื้นอย่างหมดแรง พร้อมกันนั้นยาสุก็ได้บังคับให้เค็นจิเป็น ไคซากุ-นิน (KAISHAKU-NIN) หรือผู้ช่วยให้เขาได้พบกับความตายด้วยวิธีฮาราคีรีเยี่ยงซามูไร ตามที่ได้เคยให้สัญญาไว้กับใครบางคน เค็นจิลนลานลุกพรวดจะปฏิเสธ แต่ก็ถูกยาสุยกมือห้ามเอาไว้ก่อน

“ข้าเกิดมาเพื่อเป็นชิโนบิโดยสายเลือด แต่วันนี้ข้าพาพี่น้องของเราพบกับความพ่ายแพ้ให้กับซามูไร พวกมันส่งดาบสั้นวากิซาชิมาให้ข้าเพื่อปลิดชีพตัวเอง การล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าเสมือนเป็นการบีบคั้นให้ข้ารู้จักสำนึกในแบบเดียวกัน…” ยาสุหยุดหายใจครู่หนึ่ง “เจ้าต้องช่วยปลดปล่อยอิสรภาพให้กับวิญญาณของข้า” ยาสุพูดต่อด้วยเสียงที่หนักแน่นขึ้น

“ข้าทำไม่ได้…จะให้ข้าตายตรงนี้ข้าก็ทำตามที่ท่านพี่ขอไม่ได้” เค็นจิไม่ลังเลที่จะปฏิเสธ เขาตะเบ็งเสียงแข็งจนลมหายใจบีบรัดเร็วดุจเสียงกลองรบยามออกศึก “ท่านพี่…ไม่” เขาปฏิเสธเสียงต่ำลึกออกมาอีก พร้อมกับจ้องไปที่ชายในชุดกิโมโนสีขาวที่นั่งนิ่งบนโขดหินอย่างไม่วางตา “ท่านพี่ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” เค็นจิยังพูดต่อ ขณะที่ริมฝีปากเริ่มสั่น เมื่อเห็นยาสุพยักหน้ายืนยันความตั้งใจอย่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

“ข้านึกอยู่แล้ว…ว่าเจ้าต้องตอบเช่นนี้…” ยาสุเอ่ย เขาละสายตาไปจับจ้องอีกคนที่ยังนั่งตัวสั่นอยู่กับที่ “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นเจ้าฮิเดะคุง…”

“ยาสุ!…”โอสุเกะ ฮิเดะอุทานลั่น

“ใช่…เจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ…ได้โปรดช่วยปล่อยวิญญาณของข้าให้เป็นอิสระ แล้วพันธนาการจากพวกฮันโต ที่ผูกมัดอูคาชิก็จะสิ้นสุดลง…พี่น้องของเราก็จะกลับมารวมกลุ่มกันได้อีกครั้ง”

“ข้ารู้ว่าท่านเจ็บปวดตั้งแต่ครั้งเมื่อเราทำงานพลาดที่ปราสาทฮันโต จนเป็นเหตุให้พี่น้องเราส่วนหนึ่งถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่นั้น แต่ท่านก็รู้ดีว่านั้นนะ…เป็นแผนการของพวกนอกรีต พันธนาการจะไม่มีความหมายหากท่านไม่ใส่ใจ” โอสุเกะ ฮิเดะ พยายามชักนำ

“ข้าจะทำพิธีก่อนดอกเชอรี่จะร่วง” ยาสุย้ำจุดยืนเดิมเสียงแข็ง

“ท่านต้องบ้าอย่างที่เค็นจิพูดแน่ๆ” โอสุเกะ ฮิเดะเสียงแข็งขึ้นบ้าง เขาลุกตามเค็นจิพร้อมกับหันหลังให้ยาสุด้วยความรู้สึกมากมายที่อธิบายไม่ถูก

“ข้าจะทำพิธีที่นี้ ก่อนดอกเชอรี่จะร่วง…พวกฮันโตและมินาโมโต กำลังรอข่าวจากเจ้าอยู่นะเค็นจิ…พวกเขาต้องการมาเห็นการตายของข้า มิฉะนั้นดอกซูซูรันจะไม่มีวันเบ่งบานในหุบเขาอิงะอีกเลย…ข้าขอเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย…เพื่อเรา” น้ำเสียงของยาสุยังเรียบและเด็ดขาดในเวลาเดียวกัน

“โอสุเกะพูดถูก…ท่านกำลังเดินเข้าสู่กับดักของพวกนอกรีต” เค็นจะพยายามทัดทาน

“ไม่มีพวกนอกรีต…มันคือความรับผิดชอบของผู้แพ้…โอสุเกะเจ้าต้องเป็นไคซากุ นิน นี้คือคำสั่ง!” ยาสุย้ำประโยคสุดท้ายใส่เขา มันหนักแน่นจนทั้ง 2 ผงะ

“ทำไมต้องเป็นข้า…” เสียงโอสุเกะพร่ำไม่หยุดปาก “ทำไม?”

“ยุคของข้าได้จบลงแล้ว…ต่อจากนี้อูคาชิอยู่ในมือของพวกเจ้า…น้องรัก” เสียงสุดท้ายของยาสุดังและไกลออกไปราว 100 ไมล์ จนทั้งเค็นจิและโอสุเกะ ฮิเดะต่างหันไปมอง แต่โขดหินที่มียาสุนั่งอยู่เมื่อครู่กลับว่างเปล่า ไม่ปรากฏร่างของชายชราในชุดกิโมโนสีขาว เหลือเพียงดอกไม้รูปกระดิ่งเท่านั้นที่วางอยู่แทนที่

“ยาสุ!…”

“เขาอยู่กับหลวงพ่อที่วัดไรอันจิ…ตั้งแต่วันที่ร่างของยามุดะถูกฝังแล้วละ” เค็นจิบอก

“เขาไม่กลับเข้าหมู่บ้านอีกเลยใช่ไหม!” โอสุเกะ ฮิเดะถาม

“ดูเหมือนความตั้งใจเขาจะเป็นอย่างนั้น”

“ยาสุ…”

“เขาไม่ยอมผ่านช่องเขาคุโระอิสีนิล”

“ยาสุ…ทำไมข้าถึงรับรู้ความเจ็บปวดของท่านช้าไปนัก…”

“ฮิเดะคุง….ข้าเองก็รู้สึกผิดไม่น้อย” เสียงเค็นจิต่ำ จนแทบจะจมหายลงไปในดิน

“ข้าเต็มใจ…จะเป็นไคซากุ-นิน เพื่อท่าน…ยาสุ”

………..

แม้แต่หยดน้ำ………………………….ก็กร่อนหินได้ฉันใด

สองมือก็สามารถสร้างโลกให้สวยงาม……ได้ฉันนั้น

โอสุเกะ ฮิเดะ

………..

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 15

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 15 คำขอจากเสี้ยวจันทรา นิยาย เรื่อง อูคาชิ เซดะ นินจาเลือกซามูไร บทที่ 15

คำขอจากเสี้ยวจันทรา

ก่อนฟ้าสางคืนนั้นอูคาชิ ยาสุ ได้เรียกนินจาที่ยังจงรักภักดีเข้ามาหาโดยมียามุดะ มิกิ  เค็นจิ โอสุเกะ ฮิเดะและอาจารย์โอคิตะ ไออินั่งอยู่ในห้องประชุมลับหลังม่านไม้ไผ่ด้วย  เขาแจ้งประสงค์ของตัวเองเพื่อแลกกับทรัพย์สินที่มี กลุ่มนินจาได้แต่นิ่งสงบ…เหมือนยอมจำนนท์ต่อปัญหาที่ต่างคนก็รับรู้มาก่อนแล้ว มีเพียงไชอินาริ โจอานคนเดียวที่ไม่เห็นด้วย

“คุณชายน้อยก็เหมือนลูกข้าคนหนึ่ง…ข้าจะไม่ยอมให้เขาไปเติบโตที่อื่นโดยเด็ดขาด” โจอานตะเบ็งเสียงสั่นเครือออกมา…

“โจอานคุง…คาโกคุมะไม่ใช่ที่อื่น มินาโมโตเป็น…”

“เจ้าไม่ต้องพูดต่อแล้วยามุดะ…มันเกินที่ข้าจะรับไหว…ยอมก็คือยอม”ยาสุแทรกทันควัน เขานิ่งและค่อยๆหันหน้าไปหาโจอานที่ยังก้มหน้าอยู่ไม่ไกลจากมิกิ เท่าไรนัก “โจอานคุง…ในความเสี่ยงย่อมมีการผิดพลาดรออยู่”

“เขาคือความหวังเดียวของอูคาชิ…ข้าเชื่อว่ามินาโมโตจะให้ความปลอดภัยกับเขา จนกว่าจะพร้อม…เพื่อรับมือกับพวกมัน” ยามุดะแทรกขึ้นต่อ…และยาสุก็สวนอีก

                ยามุดะ!

“ท่านพ่อ…ข้าขอโทษ…ข้าขอโทษ…”นางละล่ำละลัก จนลนลานถอยหลังห่างออกไป 2 ก้าวก่อนจะทรุดนั่งก้มศีรษะลงจรดพื้นและพูดซ้ำๆไม่ต่างอะไรกับคนบ้า “ข้าขอโทษ…ข้าขอโทษ”

“…พอได้แล้ว…” เค็นจิกระซิบ ยามุดะถึงกล้าเงยใบหน้าที่อาบน้ำตาขึ้นมามองหน้ายาสุ นางเห็นเขาพยักหน้าให้เรียบๆ ทั้งที่ยังหายใจติดๆขัดๆ ก่อนยาสุหันไปพูดกับโจอานต่อ “โจอานคุง…”

“บุตรของคุณชาย ก็เสมือนบุตรคนหนึ่งของข้า ยาสุ…เค็นจิ ท่านอาจารย์…เราคุมครองเขาได้” โจอานพยายามชักนำ แต่ทุกคนก็หลบสายตาเขาไปหมด

“ถึงอย่างไรเขาก็ต้องไป…เพราะที่นี้ไม่ปลอดภัยเสียแล้ว…” เค็นจิเอ่ยเสียงต่ำอย่างคนระมัดระวัง

“ถ้าเป็นเช่นนั้น…ข้าจะขอตามไปอยู่กับคุณชายน้อย” โจอานเสนอตัวอย่างไม่ลังเล

“เป็นไปไม่ได้ เพราะที่นี้ก็ต้องการเจ้าเช่นกัน…แต่ถ้าเป็น ไชอินาริ โนอานนะไม่แน่”โอสุเกะ ฮิเดะสมทบ

“โนอาน…โนอาน โนอานรึ ใช่” โจอานพร่ำเหมือนคนละเมอ สักครู่ความเป็นกังวลที่อาบไปทั่วใบหน้าก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม

“ข้ามีแผนจะให้เขาตามคุณชายน้อยไปเรียนที่บ้าน…เอ่อ คาโกคุมะ อีกสามปีข้างหน้า เจ้าจงไปเตรียมพร้อมสำหรับการสอบของบุตรชายให้ดี”เค็นจิพูดเสียงเรียบๆ โจอานก้มหน้าต่ำทันทีที่ปะกับสายตาอันเหนื่อยล้าของยาสุเข้า

“อนาคตของอูคาชิ…อยู่ในกำมือของทุกๆคน…บัดนี้พึงรับรู้เอาไว้ว่าศัตรูของอิงะ มิใช่มีเพียงพวกชิโนบิหลังหุบเขาโคงะเท่านั้น หากแต่ยังมี ไอ้พวกนอกรีต โดยเฉพาะอิเงะสึงิ เคนซึ ตามล่าและฆ่ามันซะก่อนที่เนื้อนางเงือกจะเลี้ยงตัวจนโตเต็มวัย เพราะถ้าถึงเวลานั้น จะไม่มีใครสังหารเขาได้อีก…นอกจาก…”ยาสุหยุดพูดพักหนึ่ง เขาค่อยๆยันตัวเองลุกเดินไปหยุดที่หน้าตราสัญลักษณ์รูปสายฟ้าสีดำผ่ากลางจันทร์เสี้ยวเหนือผนัง “จะไม่มีใครสังหารเขาได้อีก 300 ปี นอกจากหญิงสาวพรหมจาริณีที่มีเลือดเป็นกรดเท่านั้น…ซึ่งข้าเองก็ไม่มั่นใจว่าเมื่อไรหญิงคนที่ว่าจะถือกำเนิดขึ้น…”เขาหยุดหายใจลึกๆจนลำตัวยืดสูง สายตาก็เพ่งออกไปนอกหน้าต่างทางทิศตะวันออก “ฟ้าเริ่มสางแล้วละ…แยกย้ายกันไปได้…ข้าจะส่งตัวคุณชายน้อยในคืนเดียวกับที่คุณชายอูคาชิมา…รอสัญญาณออกเดินทางจากข้า” ยาสุกล่าวเสียงต่ำ ทุกคนก้มศีรษะลงจรดพื้นด้วยความจำยอม เมื่อเงยหน้าก็ไม่ปรากฏร่างของยาสุยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว

……….

จุดเริ่มต้น…และจุดจบ คือ เวลาของ 1 ประสบการณ์

จงเอาเยี่ยงมาปรับใช้……แต่อย่าเอาอย่างไปลอกเลียน

เพราะนั้นคือวิถีแห่งคนโง่เขลา……………..โดยแท้

อูคาชิ ยาสุ

………..

คืนพรากปีที่ 15

และในคืนเดือนมืดกลางฤดูหนาวซึ่งเป็นคืนเดียวกับเมื่อ 15 ปีก่อน  เงาสีดำที่อำพรางตัวตนในความมืดของนินจาสองคนที่กำลังอุ้มคุณชายน้อย เซดะ ที่อายุพึ่งจะเลย 5 ขวบมาไม่กี่วัน โผจากเงาสู่เงาฝ่าความมืดและพายุหิมะที่กำลังตกหนักไต่ไปตามยอดไม้อย่างเร่งรีบ โดยมีขบวนม้าเร็วที่คอยหลอกล้อศัตรูทั้ง 3 ด้านตามมาห่างๆ

#คุณชายน้อยเป็นอย่างไรบ้าง#

#ยังหลับและไม่เป็นไร ตัวข้ายังอุ่นพอ#เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในความมืด

#ตามข้ามา…#สิ้นเสียง ปลายต้นสนมซึก็สั่นพึ่บๆ ประหนึ่งนกกลางคืนถลาออกจากรัง จนเกล็ดหิมะที่เกาะขาวโพลนไปทั้งต้นร่วงพรูทับกับเป็นชั้นๆลงไปกองอยู่กับพื้น

#ระวังหน่อย มากิ…#

#ข้าขอโทษ…#

#พวกที่ตามมา…ไม่อาจช่วยเราได้ทุกครั้งหรอกนะ…ตามข้าให้ทัน#เสียงตวาดประหนึ่งสายลมกระชากเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว พวกเขาหายไป พร้อมกับเสียงฝีเท้าของกลีบม้าหลายสิบตัวที่ควบตามมาทางด้านหลัง…และในที่สุดทิศทางที่ทั้งหมดมุ่งไปก็คือเมืองคาโกคุมะทางทิศตะวันตกนั้นเอง

มันช่างเหมือนกับภาพความสูญเสียเดิมๆที่เคยเกิดขึ้นกับยามุดะมาแล้วครั้งหนึ่ง และคืนนี้ความรู้สึกเมื่อ 15 ปีก่อนก็หวนกลับมาเล่นงานนางอีกจนได้

“เซดะ…เซดะ…อูคาชิ เซดะนางตะโกนข้ามช่องเขาคุโระอิสีนิลสู่ป่าฮานะที่ปกคลุมไปด้วยหิมะจนขาวโพลน

“เซดะ…เซดะคุง”มันดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนขบวนม้าสีนิลหายออกไป ส่วนอูคาชิ ยาสุ เขาหายไปตั้งแต่ยังไม่ค่ำ มีเพียงมิกิคนเดียวที่นั่งกอดยามุดะเอาไว้แน่น

“นายหญิง…นายหญิง เสียงของท่านจะทำให้พวกนอกรีตรู้ความเคลื่อนไหว” มิกิเขย่าเรียกสติ

“โจอานคุงและพวกเจ้าตามไปคุ้มกันและส่งคุณชายน้อยให้ถึงมือฟูจิกาว่า…หลบหลีกการปะทะกับพวกนอกรีตและอย่าริต่อกรกับอิเงะสึงิ เคนซึ ชีวิตของคุณชายน้อยสำคัญกว่า”เสียงเค็นจิกำชับในวงจำกัด

“โปรดวางใจ…ไชอินาริรอดพ้นจากคนเผ่าถ่านก็เพราะคุณชายทั้ง 2 คุณชายน้อยจะต้องปลอดภัย แม้จะแลกด้วยชีวิตของข้าก็ตาม”โจอานให้คำมั่น เขาส่งสัญญาณบอกนินจาอีกหกเจ็ดคนที่พร้อมอยู่แล้ว

“แบ่งเป็น 2 กลุ่มไล่โอบล้อมตามไปคนละด้าน…”เสียงเค็นจิสั่ง สักครู่เขาก็ยื่นใบหน้าเข้าไปกระซิบบอกบางอย่างที่เป็นความลับสุดยอดกับโจอานอีก “ฝากเก็บดอกอุเมะที่ขึ้นข้างๆ ปราสาทมินาโมโตมาให้ข้าสักกำ…ข้ารู้ว่ายามุดะชอบมัน” โจอานอมยิ้ม ก่อนจะนำเหล่านินจาชุดสุดท้ายดีดตัวผ่านช่องเขาคุโระอิสีนิล เป็นขบวนสุดท้าย

……….

รุ่งสางของวันต่อมา

ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกค่อยๆสว่างขึ้น สัญญาณจากจิตพิรุธก็บอกยามุดะว่าทุกอย่างได้ผ่านไปด้วยดี คุณชายน้อยเซดะถึงมือฟูจิกาว่าและเขาก็ปลอดภัยท่ามกลางซามูไรของมินาโมโตในเวลานี้ นางเพ่งสายตาหยุดที่ขอบฟ้าสีแดง และถอนหายใจออกมาอย่างคนโล่งอก แต่ใบหน้าโดยรวมก็ยังหม่นหมองอยู่ดี

“คุณชายน้อยปลอดภัยแล้วละ…มิกิและพวกเจ้าแยกย้ายกันไปหลับได้” ยามุดะเอ่ยพร้อมๆกับรอยยิ้มฝืนๆ

“แต่นายหญิง…ข้า” มิกิพยายามค้าน เหมือนไม่ไว้วางใจมากนัก

“ข้าอยากอยู่คนเดียว…นี้คือคำสั่ง…ออกไปให้หมด” ยามุดะกระแทกเสียงแหลมสูง จนคนใช้สี่ห้าคนที่นั่งอยู่รอบๆ ต่างถอยกรูแทบไม่ทัน

“มิกิ!…” ยามุดะขู่อีกพร้อมๆ กับกดดันนางด้วยสายตา

“ได้…ได้…นายหญิง” มิกิกลัวจนตัวสั่น นางลนลานถอยหลังลุกเดินซอยเท้าสั้นๆ เป็นตุ๊กตาตามคนอื่นๆออกไป

แสงสีอำพันจากโคมไฟดับพรึบลงพร้อมกับแสงแรกที่กำลังตระกายขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เหล่านินจากำลังจะเข้านอน แต่ผู้คนในหุบเขาอิงะกำลังจะตื่น ยามุดะหยิบมีดสั้นมาจ่อข้างลำคอของตัวเองอยู่นาน นางสูดลมหายใจเข้าออกจนหน้าอกกระเพื่อมหลายครั้ง คาบน้ำตาของเมื่อคืนยังแห้งเกรอะกรังทั้งสองแก้ม

“ข้าไม่เคยลืมความรู้สึกเมื่อ 15 ปีก่อน…มันเจ็บปวดเกินข้าจะพบปะมันได้อีก” สิ้นเสียงพึมพำ นางก็เสือกปลายมีดปักเข้าไปตรงๆอย่างไม่ลังเล  ฟันกรามทั้ง 2 ขบขยี้จนสั่น นางเกร็งเงยใบหน้าขึ้นสูง พลางเร่งข้อมืองัดปลายมีดเพื่อตัดเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ขึ้นไปเลี้ยงสมองให้ขาด…ไม่มีเสียงกรีดร้องขอมีชีวิต ไม่มีเสียงดิ้นทุรนทุราย นางล้มลงและพยายามยึดตัวเองกับพื้นไม้ ดวงตาแดงฉานกระพริบถี่ๆ ติดต่อกันเหมือนจะปรับแสงเพื่อให้มองเห็นเลือดสีแดงที่กำลังพุ่งกระฉูดออกมาจากลำคออย่างชัดๆ พลันปลายนิ้วที่สั่นเทาจวนจะหมดแรงก็ละเลงไปกับเลือดสดๆ ตรงหน้า นางกัดฟันสู้กับลมหายใจเฮือกสุดท้ายเขียนข้อความที่อัดอั้นตลอดชีวิตลงกับพื้น…อย่างบรรจง ยังไม่ทันจะเขียนชื่อตัวเองลงไว้บรรทัดสุดท้ายครบทุกตัวอักษร มัจจุราชก็กระชากวิญญาณของนาง สติจมวูบสู่สีดำสิ้นแล้ว

……….

ข้าเกิดมาเป็นชิโนบิ………… เพราะเลือดอูคาชิและหุบเขาที่ชื่ออิงะ

แต่ในหัวใจของข้ากลับเต็มไปด้วยซามูไรแห่งขุนเขาพระอาทิตย์…

ฉะนั้น……ข้าจึงเลือกตายเฉกเช่นหนึ่งภรรยาของครอบครัวซามูไร

…………………………………………………………………..อภัยให้ข้าด้วย

มิ นา โม โต  ย า ม…..

……….

 และทันทีที่แสงแรกอาบยอดสน

“ยามุดะ…ยามุดะยามุดะ!” เสียงตะโกน เมื่อเห็นภาพของสตรีผู้เปรียบเสมือนน้องสาวคนสุดท้ายนอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น

“ยามุดะ…” เค็นจิสะอึกติดอยู่ในลำคอ…ความรู้สึกทั้งหมดช็อกไปชั่วขณะ…แต่กลิ่นบางๆ ของดอกอุเมะที่ถืออยู่ในมือก็กระตุ้นเรียกสติของเขาให้กลับมา “ดอกอุเมะที่เจ้าชอบ…ยามุดะ…ข้าเก็บดอกอุเมะที่ข้างปราสาทมินาโมโตมาฝากเจ้า ตื่นซิ ลุกขึ้นมาคุยกับข้า…อ๊าก!…ฮื้อๆ…ยามุดะ ยามุดะ!”เสียงของเขาปลุกผู้คนในหุบเขาอิงะ มือที่สั่นเกร็งค่อยๆ ช้อนร่างไร้วิญญาณของอูคาชิ ยามุดะขึ้นมากอดแนบอก

“ยามุดะ…ตื่นมารับดอกอุเมะจากพี่ชายของเจ้าคนนี้ก่อน…ยามุดะ” เขาได้แต่พร่ำเรียกนางอย่างคนเสียสติ โดยมี อูคาชิ ยาสุยืนเกร็งนิ่งเหมือนโดนมนต์สะกดอยู่ไม่ไกล

“นางเลือกเกิดไม่ได้…แต่น่ายินดีที่นางเลือกตายตามวิถีที่นางปรารถนา…หลับให้สบายเถอะลูกรัก”

……….

งานศพของอูคาชิ ยามุดะถูกจัดขึ้นในนาม มินาโมโต ยามุดะตามวิถีของซามูไร มีแค่เหล่าคนใช้และนินจาเพียงไม่กี่คนที่ไปร่วมงาน ศพนางถูกฝังในวัด ไรอันจิ และมีป้ายชื่อที่สลักมาจากหินแกรนิตสีดำว่า “มินาโมโต ยามุดะ” ผลึกติดแน่นอยู่ข้างๆ ดูเหมือนวิถีห่มศพพันใบไม้ปล่อยไหลไปกับสายน้ำตามแบบจารีตเดิมของนินจา นางจะไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้นกับสิ่งสุดท้าย

……….

สายฟ้าฟาด      ผ่าวงเลี้ยว      จันทรา

ดังเพลา     ว่าจากแล้ว     แก้วตาหนอ

เคยดีดพลิ้ว เพลงเพลินไพร ใกล้พะนอ

เจ้าเฝ้ารอ         ล้อเสียงข้า      ว่าลาเลว

ใบไม้เปลี่ยน    เหลืองแสด   แดงทั้งป่า

แต่ดวงตา    แลใบหน้า   คร่าคลายเหงา

เสียงหัวเราะ    ต่อกระซิก     ในวัยเยาว์

บัดนี้เงา         เจ้าห่างหาย       ใยไม่ลา

………..

                เค็นจิวางช่อดอกอุเมะข้างกองดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะหลังจากเสียงเพลงแห่งหุบเขาที่ตัวเองแต่งขึ้นจบลง สำเนียงดังลาเลวทำให้หลายคนหลังวัดไรอันจิถึงกับหลั่งน้ำตา…จนภาพที่เคยเกิดขึ้นในอดีตผุดขึ้นมาในหัว

……….

…ภาพในอดีต…

#ฮะๆ…ฮิๆ…เสียงร้องเพลงของอาเล็ก…เหมือนกับเสียงลาเลวไม่มีผิด#

#ถ้าเสียงอาดั่งลาเลว…เอ้! แล้วน้ำเสียงเจ้าละ…#

#เอ่อ!…เสียงระฆังแห่งหุบเขาตะวันตก ฮะๆ…#

……….

 เค็นจิเผลอยิ้มบางๆ เขาปาดน้ำตาหยดสุดท้ายทิ้ง “หลับให้สบายนะ…ไอ้ตัวเล็กของอา”

“ยามุดะ ลูกรักหากชาติหน้าเจ้าสามารถเลือกเกิดได้ ขอให้เป็นอย่างที่หัวใจของเจ้าปรารถนาเถอะ”น้ำเสียงแหบแห้งติดอยู่ในลำคอของยาสุ ปนออกมาพร้อมๆกับความรู้สึก นินจา 2 คน ช่วยกันขุดดินเพื่อปลูกต้นสนมซึที่เตรียมเอาไว้ ขอบฟ้าทางตะวันออกเริ่มจะสว่างขึ้น แต่ยาสุก็ยังยืนนิ่งท้าทายแสงนั้นอย่างไม่ไหวเกรง มันไล่เงามืดจนเห็นสีดินที่พึ่งขุดขึ้นมาชัดมากขึ้นเรื่อยๆ โอสุเกะ ฮิเดะจึงเดินย่ำหิมะเข้ามากระซิบ “เราต้องกลับแล้ว…หากฟ้าเปิดจนแสงอุ่น เราจะพรางกายลำบาก”

“ทุกคนกลับไปก่อน…ข้ามีบางอย่างต้องสะสาง”

“ข้าจะอยู่เป็นเพื่อน” โอสุเกะโพล่งขึ้นอย่างไม่ลังเล แต่ยาสุก็ไม่วายหันไปดุเขาด้วยสายตา  “ขอบใจฮิเดะคุง…มันเป็นสิ่งที่ข้าต้องสะสาง…คนเดียว!” ยาสุย้ำสองคำสุดท้ายหนักแน่น และบังคับสายตาให้แข็งกร้าวไล่เขาอีก จนโอสุเกะ ฮิเดะไม่อาจปฏิเสธมันได้  “พวกเจ้ากลับกันเถอะ…ข้าให้สัญญาว่าจะไม่ตายถ้าข้าไม่อยากตาย”ยาสุพูดเสียงดัง จนทุกคนจำต้องโค้งศีรษะต่ำลงก่อนจะพากันดีดตัวลอยข้ามยอดสนที่กำลังต้องแสงแรกและเค็นจิก็นำทางทั้งหมดโผวูบออกไปทางหลังวัดที่ลาดต่ำสู่พื้นราบที่มีบ้านเรือนหลายหลังกระจายตัวอยู่จนสุดเทือกเขาอีกด้าน

บัดนี้ ณ.หลังวัดไรอันจิ คงเหลือเพียงนินจาแก่ๆผ่านโลกมา 75 ปีเท่านั้น ที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาปล่อยให้แสงแรกค่อยๆลามเลียจนเกิดเงาทาบไปกับพื้น เป็นครั้งแรกที่ความเป็นนินจาของเขาอยู่ใต้อำนาจของดวงอาทิตย์ ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของซามูไรอย่างไม่เกรงกลัว…

“ข้าไม่เคยกลัวที่จะเผชิญหน้ากับเจ้า…มินาโมโต” เสียงพึมพำเหมือนจะรู้ว่ากำลังรอใครอยู่…ไม่นานนักเสียงกลีบเท้าของม้ากว่า 10 ตัวก็ดังใกล้เข้ามา แต่อูคาชิ ยาสุ ก็ยังยืนหันหลังนิ่งไม่สะทกสะท้าน

“ข้าคิดอยู่แล้วว่าสัญญาชิโนบิจะไม่มีวันตาย” เสียงทุ้มกังวานดังที่ด้านหลัง อูคาชิ ยาสุค่อยๆหันไปยิ้มให้และพยักหน้าทักทายซามูไรกว่า 10 คนในแบบของนินจา (ซาซากุมิ) เขาเอ่ยชื่อชายที่เห็นออกมา ด้วยน้ำเสียงที่ผิดคลาด

“ทุกอย่างมันจบลงแล้วนะยาสุ…ถึงเวลาที่ท่านต้องรับผิดชอบ…กับเรื่องราวทั้งหมด” ฮันโต ซาซากุมิตอกย้ำในสัญญาเดิมที่เคยให้ไว้

“สัญญาชิโนบิไม่มีวันตาย” อูคาชิ ยาสุโต้กลับทันควัน เขาเขม่นหนังตาพลางกราดมองไปยังกลุ่มซามูไร ที่ยังยืนนิ่งในระยะที่ห่างออกไปอย่างพินิจพิจารณา

“ถ้าจะมองหา มินาโมโตซัง…ขอบอกว่า ข้าเสียใจ ที่เขายังไม่พร้อมจะเจอท่าน…เขาจะมาเคารพศพคุณนายมินาโมโตภายหลัง”ฮันโต ซาซากุมิพูดและเชิดหน้าที่หยิ่งยโสใส่ นาทีเดียวกันซามูไรที่ยืนอยู่ด้านหลังก็เดินถือดอกไม้สีขาวเข้ามาพร้อมกับหลวงพ่อแห่งวัดไรอันจิ

“ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะฮันโตซัง”หลวงพ่อกล่าวทักทายและออกเดินนำเข้าไปยังหลุมฝังศพ ฮันโต ซาซากุมิรับดอกไม้จากมือซามูไรก่อนจะหันมายักคิ้วให้ยาสุแบบคนได้ใจ “ข้าจะไปบอกข่าวดีกับคุณนายมินาโมโต…ว่านางอาจจะได้หลานชายเร็วๆ นี้”

“ซาซากุมิ!….” ยาสุพ่นเสียงออกทางจมูก มือทั้ง 2 กำเกร็งและขยับเข้าไปเผชิญหน้าในระยะประชิด “ถ้าธุระมีแค่นี้ ข้าขอตัว” เขากดเสียงต่ำเหมือนต้องการจะจำกัดให้ได้ยินเพียง 2 คน

“หากสัญญาชิโนบิล่ม…รู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนินจาของท่าน” ซาซากุมิขู่ “ชิ!…”และพ่นหางเสียงลอดไรฟันเข้าไปในหูยาสุอย่างตั้งใจ “ข้าจะปั่นหัว…ให้อิงะ…กลับไปฆ่าอิงะซะให้แหลกทั้งหุบเขา…หึๆ…ฮาๆ” ดวงตาของซาซากุมิเบิกกว้างพร้อมๆ กับระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น

“เหตุผลระหว่างข้ากับเจ้า…ขอให้เป็นความลับที่ตายไปพร้อมกับข้า” ยาสุหน้าซีดเขาพยายามกดเสียงต่ำลงไปอีก

“สัญญาของซามูไรคือชีวิต…ข้าเตรียมต้นสนไว้ให้ท่านแล้วนะยาสุ…หวังว่ามันจะถูกนำมาปลูกใกล้ๆ กับหลุมฝังศพแม่ยายของข้า…เร็วๆนี้…ฮะๆ…ฮาๆ” เสียงหัวเราะดังขึ้นไปอีก จนหลวงพ่อหันมาจ้องเชิงตำหนิ

“ข้าขอตัว…” ยาสุเอ่ยสั้นๆ เขารีบสาวเท้าแยกไป

“รีบส่งข่าวในเร็ววัน…มิฉะนั้นนินจาของท่านจะกลายเป็นพวกนอกรีตเพราะฝีมือข้าเอง” ซาซากุมิตะโกนไล่ตามหลัง มันยิ่งทำให้ยาสุอยากจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น และทันทีที่พ้นสายตา เขาก็ดีดตัวลอยขึ้นเหนือยอดไม้ก่อนจะโผวูบหายไปทันที

(จะไม่มีพวกนอกรีต…เกมนี้ต้องจบลงที่ข้าคนเดียว)

 ………..

หากความโกรธแค้น……….คือการสร้างปมปัญหาให้คนๆหนึ่งโง่ลง

การให้อภัย………………ก็น่าจะเป็นทางออกให้คนๆนั้นฉลาดขึ้น

อูคาชิ ยาสุ

………..

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 14

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 14 คุณชายเลือดผสม หากจะเปรียบเวลากับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันคงจะเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่มีทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด

คุณชายเลือดผสม

หากจะเปรียบเวลากับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันคงจะเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่มีทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ถ้าเป็นถนน ก็คงเป็นถนนที่ทอดยาวเป็นทางโค้งหายลับเข้าไปในม่านหมอก ไม่มีใครเห็นหนทางข้างหน้า ผ่านหลายๆ ฤดูสุดท้ายก็จะวนมาบรรจบที่เดิม โดยที่เราไม่รู้เลยว่าจุดไหนเป็นจุดเริ่มต้นและปลายทาง

หากเวลาเป็นดั่งถนนเช่นนั้นแล้ว ชีวิตของคนแต่ละคนก็คงจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากรถนานาชนิด ทั้งจักยาน มอเตอร์ไซด์ สามล้อ 4 ล้อ รถยนต์ กระบะ บรรทุก ฯลฯ บางคันที่มีพร้อมทั้งอำนาจและบารมี รถแห่งชีวิตของพวกเขาก็มีทั้งรถตำรวจรถของเหล่าอารักขาคอยวิ่งประคับประคองไปตลอดเส้นทาง หรือบางคันก็ถูกพ่วงติดกับรถคันใหญ่ตลอดเวลา กว่าจะรู้ว่าเครื่องยนต์บกพร่องหรือไม่มีทักษะการบังคับ มันก็อาจจะสายเกินไป  และอีกหลายคันที่สามารถโลดแล่นได้ด้วยตัวเอง แต่กลับไม่รู้จักทะนุถนอม เหยียบคันเร่งเป็นอย่างเดียว เหมือนกับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเบรกมีไว้ทำไม มันก็อาจจะแหกโค้งใดโค้งหนึ่งและหนึ่งชีวิตหรือรถหนึ่งคันก็ต้องจบลงก่อนน้ำมันจะหมดถัง…แล้วรถชีวิตของคุณละเป็นแบบไหนกันบ้าง

……….

ต้นฤดูใบไม้ผลิ ย้อนเวลากลับไปยังหุบเขาอิงะ

ชีวิตหนึ่งชีวิต…ที่ผ่านไปบนถนนสายที่ชื่อกาลเวลา หลายรอบหลายฤดูกาลทำให้หลายๆ คนแกร่งขึ้นและหลายคนกลับรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบจะหมดแรง อาจจะเป็นเพราะแต่ละรอบแต่ละฤดูมีสิ่งท้าทายใหม่ๆ วนเข้ามาทดสอบอยู่เสมอ หากแกร่งพอ ก็จะผ่านมันไปได้ แต่ถ้าหมดแรงเมื่อใดหนึ่งชีวิตของรถ 1 คันก็ต้องหยุดวิ่ง เช่นเดียวกับต้นเมเปิ้ล ต้นเบิร์ช สนมซึ และต้นเชอรี่ป่าที่เริ่มผลิยอดผลิดอกออกผลใหม่ๆ ตอนต้นฤดู หลังจากความแกร่งของพวกมันได้นำชีวิตผ่านพ้นความเหน็บหนาวในฤดูหิมะมาได้ ดูเหมือนจะมีเพียงบาดแผลที่เคยโดนถาก โดนบาก โดนฟันเท่านั้น ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเวลาที่คอยย้ำเตือนไม่ให้ลืมง่ายๆ… เช่นเดียวกับ อูคาชิ  ยาสุ ประมุขของนินจาแห่งหุบเขาอิงะ เขาไม่เคยลืมดวงตาที่แสนพิเศษของคนบางคน เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนกลางฤดูหนาวปีที่แล้วยังฝังลึก จนยากจะลืมเลือน การสร้างความเกลียดชังเพื่อจะให้ลืม วันนี้…มันกลับทำให้เขารู้สึกผิดจนยากจะให้อภัย

“เซดะ…ปานนี้เจ้าจะเป็นอย่างไรบ้างนะ” เสียงพึมพำกลางป่าฮานะ…ขณะที่ดอกเซอรี่กำลังผลิดอกแรกบานสะพรั่งไปทั้งหุบเขา “อูคาชิ เซดะ” คนหนึ่งจากไป แต่ก็ยังมีเด็กน้อยอันเป็นบุตรชายที่เกิดจากเขาขึ้นมาแทนที่ “ดวงดาวแห่งนักฆ่า” เมื่อ 16 ปีที่แล้วเป็นอย่างไร คืนที่ทารกถือกำเนิดก็เด่นสว่างไม่แพ้กัน

……….

ฤดูใบไม้ร่วงปี 1939

วัย 5 ขวบของ คุณชายน้อย… อูคาชิ  เซดะความเหมือนที่ต่างเวลา ยิ่งตอกย้ำให้เรื่องราวความเศร้าในอดีตของหลายคนในหุบเขาอิงะผุดขึ้นมาหลอกหลอน นับวันพรสวรรค์พิเศษที่มีอยู่ในตัวจะฉายแววเช่นเดียวกับพ่อชัดเจนมากขึ้น มันยิ่งทำให้ อูคาชิ ยาสุ เทียวคิดถึงดวงตาที่แสนพิเศษที่จากไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วเป็นร้อยเท่าพันทวี  เพราะฉะนั้นทางออกเดียวสำหรับเรื่องนี้เขาจึงเลือกที่จะแอบมองเหลนตัวเองอยู่ห่างๆ…แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร

ส่านยามุดะ นางก็ใช้สิทธิอ้างความเป็นย่าเอาคุณชายน้อยมาเลี้ยงเอง  ซึ่งโอตาบิ ซามิโอะก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรในเรื่องนี้ เพราะหน้าที่ของนางได้สิ้นสุดลงตั้งแต่คลอดเซดะออกมาแล้ว เวลานี้นางเองก็ได้แต่งงานกับยูกาว่า ชิการุ และมีบุตรวัย 2 ขวบกำลังอุ้มท้องอีกคนให้กับเขา นางจึงไม่ค่อยสนใจพอๆ กับความเกลียดชังที่ยูกาว่า ชิการุมีให้ หนึ่งชีวิตที่เกิดมาเพื่อทดแทนกับอีกหนึ่งชีวิตที่หายไปของคุณชายแห่งหุบเขาอิงะ ซามิโอะอาจจะถูกมองว่าเป็นแม่ที่ใจดำแต่ก็ว่านางไม่ได้ เพราะทั้งหมดอยู่ที่สามี ที่ใช้อำนาจควบคุมนางเอาไว้ตลอดเวลา

ยามุดะต้องการให้คุณชายน้อยรับรู้เรื่องราวของพ่อตัวเองให้มากที่สุด แต่โอกาสของนางก็มีเฉพาะก่อนเซดะจะหลับไม่กี่ชั่วโมง…เพราะจิตพิรุธบอกอยู่เสมอว่า อูคาชิ ยาสุ กำลังเฝ้ามองด้วยความเจ็บปวดอยู่ที่ไหนสักแห่ง นางคิดเสมอว่าหากเป็นไปได้ นางปรารถนาจะส่งเซดะไปอยู่กับฟูจิกาว่าที่เมืองคาโกคุมะซะ ซามูไรผู้มีชีวิตใต้แสงตะวันเป็นสิ่งที่นางเฝ้ารอให้เกิดกับหลานชายคนเดียวมากกว่านักฆ่าใต้แสงจันทร์เช่นเดียวกับนาง

#ข้าเกียดโลกมืด…ใจข้าสั่น…ปานแผ่นดินจะเลื่อนลั่นแลภูผาช่องเขาคุโระอิ สีนิล จะถล่มลงมากลบหมู่บ้านชิโนบิจนไม่เหลือเรื่องราวให้กล่าวขาน#ปลายพู่กันที่พึ่งเขียนเสร็จสั่นระริก นางไม่กล้าเสี่ยงแม้แต่จะคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาในหัว เพราะในรัศมีที่นางอยู่ อูคาชิ ยาสุพ่อสามารถสัมผัสถึงมันได้…

#ข้าจะทำอย่างไรดี…หากข้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เท่ากับเอายาพิษผสมในอาหารให้กับท่านพ่อกิน…ในที่สุดข้าก็จะเป็นต้นเหตุของเรื่องนอกรีตอีกจนได้#… “แล้วข้าจะทำอย่างไร”นางเผลอพลั้งอุทานออกมา

#ซามูไรคือครอบครัวที่ข้าปรารถนา…ท่านพ่อ#นางวางพู่กันและหยิบกระดาษแผ่นนั้นจ่อที่เปลวเทียนตรงหน้า มันลุกไหม้สว่างวาบ จนความรู้สึกที่ระบายเป็นตัวหนังสือเหลือเพียงผงไหม้สีดำกองใหญ่ นางนิ่งเหมือนต้องการจะอ่านความเงียบเพื่อหาทางออก แต่ฝ่ามือที่ขาวราวผ้าดิบกำลังละเลงอยู่กับผงไหม้สีดำนั้น

“ชีวิตของข้าแม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่มีสิทธิ์” นางละเมอขาดสติ มือที่เปรอะไปด้วยผงไหม้ก็ลูบไล้ไปทั่วใบหน้า โดยเฉพาะขอบตาทั้ง 2 ข้างดูเหมือนนางจะเน้นเป็นพิเศษ เพียงครู่ผ้าสีดำที่ปล่อยชายทิ้งเอาไว้ด้านหลังก็ถูกดึงขึ้นมาคาดปิด นางปัดเปลวเทียนจนดับ ความมืดกลืนร่างในชุดพรางที่ยืนนิ่งใกล้ๆหน้าต่าง นกรัตติกาลพร้อมจะออกไปใช้ชีวิตที่มันแสนจะเกลียดชังแล้วเวลานี้

……….

อีกมุมหนึ่ง

อูคาชิ  ยาสุ ชายแก่วัย 75 ที่วันๆ เอาแต่จมปลักอยู่ในเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต นับวันอำนาจในตัวจะลดน้อยลง หลายครั้งที่นินจาหนุ่มๆ มักจะมีการประชุมนอกรอบโดยไม่มีเขาอยู่ด้วย ผู้หญิงที่เกิดมาเพื่อเป็นวงดาบเสี้ยวจันทรา อย่างยามุดะเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก  หากไม่ใช่หน้าที่ตรงๆ นางก็เลือกจะอยู่กับเซดะเสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นอำนาจในการควบคุมทั้งหมดจึงตกเป็นของเด็กหนุ่มรุ่นใหม่อย่าง ยูกาว่า ชิการุ โดยสิ้นเชิง

“เคนจิ…ข้ากลัวความเชี่ยวกลาดของสายน้ำอย่างชิการุเหลือเกิน สายข่าวบอกข้าว่าเห็นเขาหายไปในป่าในหุบเขาโคงะอยู่บ่อยๆ…ข้าว่าชิการุคุงต้องมีแผนการบางอย่างร่วมกับพวกชิโนบิหลังเขาแน่ๆ” โอสุเกะ ฮิเดะตั้งขอสังเกต ขณะที่พวกเขามีโอกาสอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง

“อิเงะสึงิ เคนซึเองก็คล้ายจะเป็นเช่นนั้นอีกคน…” เค็นจิตอบกลับเครียดๆ…พลางเป่าลมออกทางปากเสียงดัง

“เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วยหรือ…” โอสุเกะ ฮิเดะ ถาม

“ดูเหมือนเขาจะเศร้าหนัก ตอนที่ โอคิตะชัง ถูกพวกโคงะสังหารที่เกียวโต…และข้าก็มั่นใจว่าต้องเป็นเขาที่ขโมยเนื้อนางเงือกที่เหลือเพียงชินเดียวของตระกูลไป”

“อะไรนะ!…เขาหายไปพร้อมกับเนื้อนางเงือก…ทำไมข้าไม่รู้เรื่องนี้” โอสุเกะ ฮิเดะกระโจนพรวดเข้าไปกระซิบถามใกล้ๆ โหนกแก้มที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านสั่นกระตุกหลายครั้ง

“ถ้าเขากินมันเข้าไป เขาก็จะอยู่ได้ในร่างเด็กหนุ่มไปอีก 300 ปี” เค็นจิพูดต่อ…

“เคนซึ…มีเหตุผลอะไร…” โอสุเกะ ฮิเดะตวาดเสียงหลงพลางเกร็งฟันกรามแน่น “ทำไมไม่ใช่ยาสุที่ได้กินมัน…”

“คุณธรรมตัวเดียวที่พี่ชายข้าไม่ยอมกิน…สมบัติชิ้นเดียวที่แม่ทิ้งเอาไว้เลยต้องตกไปเป็นของพี่ชายต่างสายเลือดอย่างเขา…ข้าเกลียดมัน” เค็นจิกัดฟันพร่ำทั้งหมดที่อัดอั้นอยู่ข่างใน “แต่เขา…ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับชิการุ”

“แล้วเราจะทำอย่างไร ต่อไป” โอสุเกะถามแบบคนกำลังหาทางออก

“หากเขากินมันเข้าไปตั้งแรกวันแรก เวลานี้อิเงะสึงิ เคนซึก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กทารก ตามหาตัวเขาให้เจอแล้วสังหารเขาซะ ก่อนที่เนื้อนางเหงือกจะเลี้ยงตัวจนเต็ม เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะไม่ตายไปอีก 300 ปี และไม่มีใครสังหารเขาได้…นอกจากฟ้าจะส่งหญิงที่มีเลือดเป็นกรดมาเพื่อสังหารเขาโดยเฉพาะเท่านั้น…ซึ่งข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไร”

“ข้าจะจัดการทันทีที่รู้…แต่เวลานี้เราต้องเพิ่มอารักขา คุณชายน้อยให้มากขึ้น…เพราะสายตาของชิการุคุง ทำให้ข้าไม่วางใจ” โอสุเกะ ฮิเดะพูดเกรงๆ โหนกแก้มสูงที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านกระตุกขึ้นมาอีก

“ข้าเองก็กังวลเรื่องนี้เช่นกัน…ข้าฝากเหลนของเราด้วยนะโอสุเกะ” เค็นจิกำชับแกมขอร้อง เขาตบไหล่เพื่อน 3 ที ก่อนจะเดินแยกไปหลังเรือนนอน

……….

#ไอ้บ้า…เคนซึ…ในที่สุดก็เป็นแก่จนได้…#เป็นเสียงกร่นด่าพร้อมๆกับลมหายใจที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของใครบางคนที่แอบฟังคนทั้งคู่สนทนากันอยู่

……….

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตสร้างรอยร้าวลึกให้กับ ยูกาว่า ชิการุ มากเพียงใด คุณชายน้อยเซดะที่เสมือนผลผลิตจากเรื่องนี้ ก็ยิ่งได้รับความเกลียดชังจากเขามากขึ้นเป็น 2 เท่า ยิ่งพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิติดตัวคุณชายน้อยมากกว่าบุตรชายของตัวเองเข้าแล้ว ชิการุ ก็ยิ่งอยากจะสังหารเขาให้ตายโดยเร็ววัน

“อย่าหวังจะรอด…ไอ้เซดะ!” เขากระแทกเสียงกร่นต่ำจนน่ากลัว…สักพัก “หากบุตรของข้าคนนี้มีพรสวรรค์พิเศษติดตัวมาละก็ รู้ใช่ไหมซามิโอะจัง…ว่าข้าจะทำอย่างไรกับไอ้ตัวมารนั้น” เขาหมายถึงบุตรคนแรกของนาง

“ท่านพี่จะทำอะไรคุณชายน้อย” ซามิโอะค่อยๆ ปล่อยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่นางก็ระวังไม่ให้น้ำเสียงกระด้างเกินวิสัย

“ลูกของเราเองต่างหากที่สมควรจะเป็นคุณชายแห่งหุบเขาอิงะ…ข้าจะสังหารมันซะให้พ้นทาง” ยูกาว่า ชิการุพ่นความในใจลอดไรฟัน

“นั้นนะลูกข้านะ…” ซามิโอะโพล่งอย่างลืมตัว

                เพรี้ย! “บัดซบ… เจ้าไม่มีสิทธิ์ไปนับญาติกับไอ้เด็กนรกนั้น” ยูกาว่า ชิการุ ตบหน้าจนซามิโอะฟุบหมอบติดกับพื้น เลือดสีแดงสดค่อยๆซึมออกจากมุมปาก

“ข้าขอโทษ…ข้าไม่ทันได้คิด…” เสียงของนางอ่อนลง

“ข้าหวังว่า คำพูดสับปลับพวกนี้ จะไม่หลุดออกมาให้ข้าได้ยินอีก” ชิการุบีบคางซามิโอะเชิดขึ้นจนเกือบจะชิด สายตาแห่งความเกลียดชังบีบรัดความรู้สึกของนางให้ตื่นกลัว “มันกับข้าต้องอยู่กันคนละโลก…จำใส่กะโหลกของเจ้าเอาไว้…ชิ!…” เขากดเสียงแข็งอาฆาต ฝ่ามือก็สะบัดนางจนล้มฟุบไปกับพื้นอีกเป็นครั้งที่ 2  “ชิ!…” พลางสะบัดหางเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังใส่นางก่อนจะเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไป

……….

ความเกลียดชัง……….คือประตูสู่หายนะ

ดั่ง……..ผึ้งแค้นปล่อยเข็มพิษจนตาย

ซามิโอะจัง 

……….

บรรยากาศอึมครึมเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย ยามุดะเห็นความไม่ปลอดภัยที่กำลังเกิดขึ้นกับเซดะอย่างชัดเจน การลอบสังหารโดยไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครเกิดขึ้นหลายครั้งในรอบสัปดาห์นางเครียดและเป็นห่วงว่าสักวันนางอาจจะพลาดจนต้องเสียเซดะไปอีกคน…กระทั้งความอดทนที่นางมีขาดสะบั้นลง

“ท่านอา ข้าจะทำอย่างไรดี หากข้าพลาด เซดะ ก็ต้องตาย ข้าทนเสียเขาไปอีกคนไม่ได้” ยามุดะกัดฟันกระซิบกระซาบใกล้ๆหูของเค็นจิ ในตอนเย็นวันที่นางมั่นใจว่ายาสุไม่ได้อยู่ในรัศมี เค็นจิมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบาๆไม่แพ้กัน “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่…รีบบอกข้ามา”

ยามุดะมองหน้าเค็นจิอย่างจริงจังก่อนจะตัดสินใจพูดอย่างที่นางอยากให้เป็น “หาก เซดะได้อยู่กับมินาโมโต เขาจะปลอดภัย”

“ยามุดะ!…”เค็นจิ อุทานอย่างคาดไม่ถึง แต่ยามุดะกลับพยักหน้าให้เชื่อมั่นตามนั้น “คุณชายน้อยเกิดมาพร้อมกับดวงดาวนักฆ่า…อูคาชิต้องการเขา…เราไม่มีตัวสำรอง” เค็นจิพ่นเสียงออกทางจมูก

“แต่ถ้าดาวนักฆ่าถูกดับไปละ… อูคาชิก็ต้องจบสิ้นอยู่ดี ซามูไรถือว่าเขาเกิดมาพร้อมกับดาวแห่งนักรบ…เขาจะดูแลเซดะอย่างดี ส่วนเราก็เพียงแต่รอให้เขาแกร่งพอจะรับมือกับพวกนอกรีตได้ เมื่อนั้นค่อยพาเขากลับมากอบกู้อูคาชิ…ก็ยังไม่สาย”

“แต่…” เค็นจิเงียบ ยามุดะจ้องเหมือนจะรอคำตอบ

“อื้อ!…” เค็นจิลูบเคราไม่กี่เส้นอย่างครุ่นคิด

“ข้าจะบอกฟูจิกาว่า…ขอให้ท่านอาไปเป็นอาจารย์สอนศาสตร์ของชิโนบิเมื่อพร้อม…ได้โปรด” ยามุดะกระซิบแกมวิงวอนกลายๆ

“แล้วจะเอาเหตุผลใดไปพูดกับยาสุละ” เค็นจิคล้ายจะเห็นด้วย จนทำให้ยามุดะฉายยิ้มออกมา

“นี้แหละคือสิ่งที่ข้ากลุ้มใจ…” ยามุดะตอบพร้อมๆ เสียงประตูบานเลื่อนค่อยเปิดเข้ามาทีละชั้น จนกระทั้ง

“ท่านพ่อ!…” ยามุดะเบิกตาค้างเมื่อรู้ว่าเป็นเขา และเค็นจิก็มีอาการไม่ต่างกัน

“ยาสุ…ท่านได้ยิน”

“คิดจะส่ง เซดะ ไปสู่อ้อมกอด ของ มินาโมโต…” ยาสุโพล่งขึ้นอย่างแข็งขืน พลางไล่สายตาที่แข็งกร้าวไปรอบๆห้อง…สักพักเขาก็เดินเข้าไปหยุดที่หน้าตราสัญลักษณ์รูปสายฟ้าสีดำผ่ากลางจันทร์เสี้ยวที่แขวนนิ่งบนผนัง “คิดจะส่งเซดะไปสู่อ้อมกอดของมินาโมโต” และประโยคเดิมก็หลุดออกมาอีก ยามุดะกับเค็นจิมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ สักพักเขาก็เดินอ้อมมานั่งลงบนเบาะผ้าสีน้ำตาลสลับขาวด้านหน้าของคนทั้งคู่ “ทั้งหมดมันเป็นความผิดของข้าเอง ข้าเสียทีให้กับอิเงะสึงิ เคนซึ ตั้งแต่เขาได้เนื้อนางเงือกไป และตอนนี้ข้าก็ไม่แกร่งพอที่จะลุกขึ้นมากำหลาบพี่น้องชิโนบิที่กำลังออกนอกรีตอีก” ยาสุสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด ดวงตาที่เหม่อลอยไปหยุดที่ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลอีกครั้ง

“ตราสัญลักษณ์ของตระกูลอูคาชิ จะต้องมีคนมาสานต่อ ข้าควรจะทำอย่างที่เจ้าแนะใช่ไหม ยามุดะ” เสียงของยาสุอ่อนลง จนรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าได้อย่างชัดเจน แต่ยามุดะและเค็นจิก็ยังนิ่ง  “เค็นจิ…ข้าเป็นพี่ที่แย่มากๆเลยใช่ไหม…อันที่จริงเนื้อนางเงือกชิ้นสุดท้ายมันน่าตกเป็นของเจ้า…แต่ข้าก็ไม่เข้มแข็งพอจะยื่นมันให้…”

“ท่านพี่…อย่าแสดงความรู้สึกเช่นนี้กับข้า…” เค็นจิตอบกลับ เขาก้มศีรษะลงจรดพื้น “ได้โปรด…”

“ท่านพ่อ…ความผิดทั้งหมดเป็นเพราะข้าคนเดียวที่นอกรีตตามใจตัวเองตั้งแต่แรก…” ยามุดะละล่ำละลักปนสะอื้นอย่างสุดจะทน

“เขา จะ ปลอดภัย ใช่ไหม…หาก ได้อยู่กับ …มินาโมโต” ยาสุพยายามเค้นคำพูดเหล่านั้นออกมาอีก

“…ท่านพ่อ!”

“ข้าถามว่า…เขาจะปลอดภัยใช่ไหม?” ยาสุตะเบ็งเสียงแข็ง จนยามุดะลนลานคลานเข้าไปหมอบนิ่งใกล้ๆ นางก้มหน้าร้องไห้อยู่กับพื้นจนยาสุยอมถามประโยคเดิมด้วยน้ำเสียงที่แผ่วช้า…“เหลนข้าจะปลอดภัย…อย่างที่เจ้าว่าใช่ไหมยามุดะลูกรัก”

“เขาจะไปแทนช่วงชีวิตหนึ่งชองโคทาโร่ที่หายไป…ท่านพ่อ ข้าสัญญา ข้าจะไม่ให้ ฟูจิกาว่า เปลี่ยนชื่อใหม่ให้กับเขาเด็ดขาด เขาจะเติบโตขึ้นเป็น อูคาชิ อย่างสง่างามและเต็มเปรี่ยมไปด้วยคุณธรรม เพื่อจะกลับมาสานต่ออุดมการณ์ของชิโนบิเมื่อเขาแกร่งพอ...สายฟ้าสีดำผ่ากลางจันทร์เสี้ยว จะยังคงอยู่…ข้ามั่นใจ” ยามุดะพูดอย่างที่ใจคิดจนจบ นางเริ่มสัมผัสได้ถึงความฝันที่กำลังเป็นความจริงในขณะที่นางกำลังร้องไห้

“ข้าหวังว่า…เมล็ดถั่วจะยังคงงอกใหม่เป็นต้นถั่ว…ไม่ว่ามันจะหล่นลงบนผืนดินอิงะหรือคาโกคุมะก็ตามที…สัญญาชิโนบิจะไม่มีวันตายนะลูกรัก…และเป็นหน้าที่หลักของเจ้าเค็นจิคุง”เมื่อน้ำเสียงที่เย็นเฉียบของยาสุจบลง ใบไม้และดอกไม้ทั้งป่าก็พลันผลิยอด ผลิดอกใหม่เบ่งบานพร้อมกันทั้งหุบเขา โดยเฉพาะดอกไม้สีขาวรูปกระดิ่ง ดอกซูซูรัน ที่ขึ้นบนพื้นดินเฉอะแฉะ มันยังคงส่งกลิ่นหอมในยามที่สายลมอ่อนโชยเข้ามา เหมือนจะบอกว่า “ความสุขกำลังหวนคืนมาอีกครั้ง”

……….

แม้แต่ดอกไม้ติดดิน………ก็ยังมีความหมาย

Return      of       happiness

โอ้เจ้าดอกซูซูรัน…………………………..

อูคาชิ ยามุดะ

……….

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 13

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 13 ดาบประจำตระกูล เหตุผลที่ทั้งชีวิตของช่างคนนั้น ตีดาบได้เพียง 4 เล่ม ก็เพราะว่า มันมีกรรมวิธีที่สลับซับซ้อน

คาตานะ มูโต

แสงดาวล้านดวงในคืนสุดท้ายปลายฤดูหนาวกระจ่างฟ้าจนเบนเงาต้นเบิร์ช ต้นทิวที่หิมะเริ่มละลายเกือบหมดราบไปกับพื้นดิน กิ่งก้านที่ยืนนิ่งดุจยืนตายซากเป็นแถวยาวตลอดสันเขา มีเพียงต้นสนมซึเท่านั้นที่ยังคงไม่โรยใบสีเขียวทึมๆ ตลอดทั้งฤดูที่ผ่านมา เงาป่าอีกด้านคงสีดำทะมึนตัดกับเส้นขอบฟ้า เป็นทิวยาวจากทิศตะวันออกอ้อมสันเขาไปจรดทิศตะวันตก มองเผินๆ ไม่แตกต่างอะไรกับเหล่านักรบนับล้าน ที่ยืนเรียงหน้ากระดานพร้อมจะกรำศึกหนักที่ใกล้เข้ามา ไม่ปรากฏเคล้าลางแห่งความพ่ายแพ้เลยสักนิด

เสียงสุนัขจิ้งจอกหอนยาว และอีกหลายตัวต่างหอนรับกันเป็นทอดๆ ไปรอบเมืองคาโกคุมะ โคทาโร่เงยหน้าขึ้นมองพ่ออย่างตั้งคำถาม

“ไม่ใช่ฤดูของมัน” เขาพูด

“พวกมันคง อยากจะฉลองขนใหม่เต็มที” ฟูจิกาว่าตั้งสมมุติฐานลอยๆ และไม่ยอมละมือไปจากการเขียนหนังสือด้วยพู่กันตรงหน้า โคทาโร่หัวเราะในลำคอ ฟูจิกาว่าเหลือบมองนิดๆ ก่อนจะอดขำตามไปด้วยไม่ได้

“ข้าไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะที่จะให้ท่านหลอกได้”

“รึ…ข้านึกว่ามันจะได้ผล หึๆ”โคมไฟในเรือนน้ำชาส่องแสงสีอำพันไปรอบผนังสีครีม ตราประจำตระกูลมินาโมโตยังโดดเด่นอยู่ที่เดิม รูปนกกระเรียนมงกุฎแดงสีขาวในวงกลมสีแดงก็ยังขยับปีกขึ้นๆลงๆตามจังหวะของเปลวแสงที่เต้นระริก ยิ่งเมื่อลมอ่อนๆโชยเข้ามาตามร่องประตู เงาปีกนกกระเรียนก็ยิ่งขยับเร็วขึ้น…และเร็วขึ้น จนคล้ายว่ามันกำลังร่อนถลาอยู่กลางดวงอาทิตย์สีแดงในยามเช้าอย่างไรอย่างนั้น

โคทาโร่ไม่ยอมละสายตาไปจากมัน เขาเคยเปรยๆกับมาเอดะในคืนก่อนว่า ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลของพวกเขาดูเหมือนมีหลายชีวิตหลายอารมณ์และหลายความรู้สึกซ่อนอยู่…บางครั้งมันดูเหมือนนกกระเรียนหมดแรงกระพือปีก แต่บางเวลามันกลับมีพลังมากมายจนสามารถไต่ระดับความสูงเหนือยอดเขาหิมาลัยได้อย่างน่าประหลาด

“เจ้ารู้ไหม ว่าทำไมกระเรียนมงกุฎแดงจึงกลายมาเป็นตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลของเรา” ฟูจิกาว่าตั้งคำถามถามลอยๆ โคทาโร่หันไปยิ้มบางๆ ส่ายหน้าให้เห็น

“มีอะไรที่ข้าควรจะรู้…เกี่ยวกับเรื่องนี้” โคทาโร่ถามกลับ…

“นกกระเรียนใช้เส้นทางอพยพผ่านเทือกเขาหิมาลัย…ซึ่งที่นั้นมีเทพหลายองค์ประทับอยู่และอีกนัยหนึ่งมันยังเป็นนกที่ใช้เป็นสัญลักษณ์แทน…” ฟูจิกาว่าหยุดพูดเอาดื้อๆ เขาวางถ้วยน้ำชาบนถาดกระเบื้องสีเขียว ลุกเดินไปหยุดจ้องตราสัญลักษณ์แบบจริงจัง จนโคทาโร่อดลุกตามไปยืนข้างๆไม่ได้

“ท่านพ่อ!”

“เอ่อ…เป็นสัญลักษณ์แทนความรัก…และอีกบางอย่างที่เจ้าจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับดาบคาตานะ…ประจำตระกูล”

“ข้าไม่เข้าใจ…ทั้งนกกระเรียนและดาบคาตานะจะสัมพันธ์กันได้อย่างไร” โคทาโร่ถามพลางขมวดคิ้วทั้ง 2 ข้างเข้าหากัน

“กระเรียนเป็นนกที่มีรักได้เพียงครั้งเดียว…หากคู่มันตาย อีกตัวก็จะ…ตรมใจและตายตามไปด้วย…”

“เรื่องนั้นข้าพอรู้…แต่ดาบคาตานะ มันเกี่ยวกันได้อย่างไร” เขาย้ำอีก ฟูจิกาว่าไม่พูดต่อ อีกด้านแอบยินดีอยู่ลึกๆ อย่างน้อยโคทาโร่ก็ยังสนใจในเรื่องนี้จริงๆ

เสียงสุนัขจิ้งจอกเงียบไปแล้ว โคทาโร่เองก็เงียบเหมือนตั้งใจจะรอคำตอบอยู่ ใบหน้าที่เป็นกังวลของฟูจิกาว่ากำลังชั่งใจกับความเป็นมาในสิ่งที่เขาอยากจะบอกบุตรชาย ภาพของโคทาโร่ในชุดทหารติดดาบซามูไรเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ…จะเกิดอะไรขึ้นกับบุตรชายคนเดียวของมินาโมโต?  เป็นคำถามที่วนเวียนในหัวตลอดหนึ่งปีที่มีทหารเข้ามาปิดประกาศนั้นๆ และที่สำคัญโคทาโร่เองก็กระหายที่จะเป็นทหารด้วย

“ท่านพ่อ…ข้ารอฟังคำตอบอยู่นะ” โคทาโร่เร่ง ฟูจิกาว่าเดินกลับมานั่งรินเหล้าสาเกลงถ้วยที่คนใช้พึ่งนำเข้ามาวางเมื่อครู่ เขาซดมันพราดเดียวจนหมด ก่อนจะลุกเดินกลับไปยืนนิ่งที่เดิมก่อนจะดีดนิ้วเสียงดัง 2 ที ซามูไร 2 คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆวิ่งเข้าไปเลื่อนผนังออกคนละด้าน แต่ตราสัญลักษณ์ยังนิ่งอยู่จุดเดิมและยังมีประตูชั้นในที่ลึกเข้าไปก็ปรากฏตราสัญลักษณ์แบบเดิมแต่เป็นสีดำสนิทซ่อนอยู่ แต่ตำแหน่งที่นำสายตายังเป็นดวงเดียวกันที่ทับซ้อน เมื่อซามูไรจุดคบเพลิง แสงสะท้อนที่กลับมายิ่งทำให้ตราสัญลักษณ์ทั้ง 2 โดดเด่นชัดจนเห็นนกกระเรียนคล้ายจะมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ

“ข้าสงสัยอยู่แล้วเชียว ว่าต้องมีห้องนี้” โคทาโร่พูดอย่างคาดเดา เขาลุกเดินตามเข้าไป

“ห้องลับประจำตระกูล…เจ้ารออยู่ด้านนอก ไม่อย่างนั้นจะเปิดไม่ได้” ฟูจิกาว่าแนะ โคทาโร่หยุดนิ่งที่ประตูชั้นนอก ฟูจิกาว่าใช้มือกดปุ่มสีดำที่เรียงกันลงมาเป็นแนวตั้งสลับไปมา และทำแบบเดิมซ้ำอีก 2 ครั้ง ทันทีที่ฟูจิกาว่านิ่ง ประตูสีดำด้านในก็จะค่อยๆเลื่อนเปิดออกเองช้าๆ โคทาโร่ขยับไปทางขวา 2 ก้าวเพื่อลดแสงสะท้อน คราวนี้รูปตราสัญลักษณ์อันเดิมแต่ทำมาจากโลหะสีทองก็ปรากฏมีดาบคาตานะเล่มยาวแขวนพาดทแยงมุมอยู่บนผนังอีกชั้นที่ลึกเข้าไป เขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อฟูจิกาว่าเดินเข้าไปเอื้อมปลดดาบเล่มนั้นลงมาจากหิ้ง

#แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…#ขณะเดียวกันนกกระเรียนหลังบ้านก็แข่งกันร้องประสานเสียงอย่างไม่ทราบสาเหตุ โคทาโร่คล้ายจะไม่ได้ยินเพราะประสาททุกส่วนถูกดาบคาตานะเล่มนั้นตรึงจิตไปจนหมดสิ้นแล้ว

ดาบประจำตระกูล

“มันถึงเวลาแล้วโคทาโร่คุง และนี้คือดาบประจำตระกูลของเรา…คาตานะ มูโต…” ฟูจิกาว่ากดเสียงต่ำ เหมือนจงใจจำกัดรัศมีให้ได้ยินเฉพาะ โคทาโร่รู้สึกเย็นวาบอีกทันทีที่มือสัมผัสกับหนังปลากระเบนสีดำที่ด้ามจับและมีตราสัญลักษณ์เล็กๆ สีเงินปรากฏอยู่ ฟูจิกาว่าเดินนำไปนั่งลงที่เดิม ก่อนเขาจะพูดต่อแบบคนใจเย็น “มันจะเป็นของเจ้า หากว่ามันเลือกเจ้าเป็นนาย”ความเป็นกังวลเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ

“ข้าขอจับมันให้ถนัดมือสักครั้งเถอะ” โคทาโร่ขออย่างกระหาย ฟูจิกาว่าชะงัก แต่ก็จำเป็นต้องส่งมันให้เขา

“หากไม่มีสงคราม ข้าจะไม่มีทางให้เจ้าได้เห็นมันโดยเด็ดขาด” ฟูจิกาว่าพึมพำในลำคอ และไม่ยอมละสายตาไปจากมือของโคทาโร่ที่เทียวลูปไล้ปลอกหนังสีดำที่มีลวดลายขนนกพันตีเป็นเกลียวโดยรอบไปตลอดทั้งฝัก

“ดาบคาตานะ มูโต จะเลือกซามูไรในสายเลือดมินาโมโตโดยตรงเท่านั้น”

“แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่ามันเลือกข้า” โคทาโร่ถาม มันยิ่งทำให้ใบหน้าของฟูจิกาว่าซีดขาวลงไปอีก

“เวลานี้เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง”

“เย็น ใช่…ข้ารู้สึกมีความสุขอย่างน่าประหลาด” โคทาโร่กระชับดาบด้วยสองมือ และ…

“อย่าริชักมันออกจากฝัก” ฟูจิกากระแทกเสียงดัง จนซามูไร 2 คนที่นั่งอยู่ต่างเบิกตากว้าง…เหมือนกับพวกเขาจะรู้ฤทธิ์เดชและอำนาจแฝงของมันเป็นอย่างดี

“….” โคทาโร่ดันดาบกลับเข้าที่ และค่อยๆ เงยหน้าจ้องฟูจิกาว่า แต่เสียงลมหายใจที่แผ่วเบาราวกับนินจาที่ด้านนอกก็ทำให้เขาลังเล

“ใครอยู่ด้านนอก” ซามูไรยืนชักดาบเตรียมพร้อมก่อนจะตะโกนออกไป สักพักคนใช้หญิงเก่าแก่อายุจะ 75 ปี ก็ค่อยเลื่อนประตูเปิดออกและเดินเข้ามานั่งหมอบลงกับพื้น แต่ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวก็เบิกกว้าง

“นายท่าน…เจ้าคะ…นายท่าน…คุณ คุณชายยังเด็กนัก” โอฟูริอุทานเสียงหลง  “ได้  ได้โปรด…เจ้าคะ…คุณชายยังไม่พร้อมที่จะถือมันเอาไว้ในมือ…คุณชายยังเด็กมากนัก…กรุณาเถอะ…ได้โปรดเถอะเจ้าค้า” นางวิงวอนหลายรอบ…ในที่สุดนางก็ร้องไห้ออกมา

“อะไรกัน โอฟูริ เจ้ามองหน้าโคทาโร่ให้ดีอีกทีซิ”

“ทำไมรึ เจ้าคะ…ข้าก็เห็นคุณชายของข้าทุกวัน” พูดจบดวงตาพล่ามัวและเปียกชุ่มก็จ้องใบหน้าของโคทาโร่

“โอฟูริ…ปีนี้ข้า 20 แล้วนะ” โคทาโร่บอกพลางหัวเราะออกมา

“เจ้าแก่ขึ้นเยอะเลยนะ” ฟูจิกาว่าพูดพลางอดขำตามโคทาโร่ไปอีกคนไม่ได้…

“จริงๆ ด้วย…เออ…ข้าคงแก่อย่างที่ คุณนายใหญ่ว่าจริงๆ ฮึๆ” โอฟูริหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเข้าไปยกชุดน้ำชาที่วางอยู่ เดินงกๆเงิ่นๆ ออกไป

“ยังมีใครแอบฟังอยู่หรือเปล่า” ฟูจิกาว่ากระซิบ

“มีคนใช้หญิงในครัว 2 คน และยามเฝ้าประตูหน้าบ้านอีก 3 คน…แล้วเมื่อครู่ทำไมไม่ให้ข้าชักดาบประจำตระกูลออกมา”

“จำเอาไว้….เจ้าจะชักดาบก็ต่อเมื่อ เจ้าต้องการปลิดชีพศัตรูเท่านั้น…”ฟูจิกาว่าแนะ “โคทาโร่คุง”เขาลุกเดินไปหยุดที่หน้าตราสัญลักษณ์ที่ซ้อนกันอยู่ “ดาบคาตานะคือชีวิตของซามูไรและบัดนี้ดาบมูโตก็คือชีวิตหนึ่งของเจ้าแล้ว”เสียงของฟูจิกาว่าดูเข้มแข็งและจริงจังอย่างมีจุดประสงค์

                เมื่อ 200 ปีที่แล้วต้นตระกูลเรา ได้ว่าจ้างช่างตีดาบที่อพยพมาจากเมืองจีนคนหนึ่ง ว่ากันว่าเขาเป็นช่างตีดาบที่เก่งที่สุดในยุค ทั้งชีวิตของเขาจะสามารถตีดาบแบบเดียวกันนี้ได้มากที่สุดเพียง 4 เล่ม และหนึ่งในสี่เล่มก็อยู่ในมือเจ้าเวลานี้ฟูจิกาว่าพูดเสียงเรียบๆ เขาถอนหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม เหล้าสาเกที่เหลือถูกรินลงในถ้วย 2 ใบที่เรียงกันอยู่

“เจ้าควรจะดื่ม”เขาแนะและยื่นถ้วยสาเกให้ โคทาโร่รับไปดื่มพรวดเดียวจนหมดและฟูจิกาว่าก็ซดมันตามไปอีกที

“มันเป็นดาบคาตานะที่งดงามมากๆ เท่าที่ข้าเคยเห็น” โคทาโร่เปรยๆ

                เหตุผลที่ทั้งชีวิตของช่างคนนั้น ตีดาบได้เพียง 4 เล่ม ก็เพราะว่า มันมีกรรมวิธีที่สลับซับซ้อนมากมาย โดยเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกนกกระเรียนมงกุฎแดง เขาจะต้องเลือกเฉพาะนกตัวเมียที่มีคู่พร้อมจะวางไข่ จากนั้นหัวหน้าช่างจะทำพิธีฝนแท่งเหล็กด้วยตะไบจนเป็นผงละเอียด และนำผงเหล็กที่ได้ไปผสมกับเนื้อวัวบด  แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมเล็กๆ ก่อนจะนำไปให้นกกระเรียนกิน

                “ทำไมต้องเป็นนกตัวเมียที่กำลังจะวางไข่”โคทาโร่ถาม

                เขาบอกว่าในกระเพราะของนกกระเรียนที่กำลังสร้างไข่จะมีสารบางอย่างเสริมให้ผงเหล็กแข็งแกร่ง และเมื่อนกกระเรียนถ่ายมูลออกมา ช่างตีเหล็กก็จะนำเอามูลของมันไปผ่านการร่อนแร่ เพื่อคัดเอาเฉพาะผงเหล็กและนำผงเหล็กที่ได้กลับไปหลอมขึ้นรูปใหม่ เขาจะทำซ้ำๆอยู่อย่างนี้ถึง 3 รอบ เหล็กที่ได้จะมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุด ความแข็งแกร่งของมันสามารถตัดเหล็กที่มีความหนาถึง 1 นิ้วได้อย่างสบายฟูจิกาว่าอธิบาย “แต่สำหรับดาบมูโตเล่มนี้ ต้องผ่านกรรมวิธีนั้นๆถึง 5 รอบ เราต้องเสียนกกระเรียนมงกุฎแดงไปถึง 43 ตัว”

“และคู่ของมันอีก 43 ตัวก็ ตรมใจตาย”โคทาโร่เสริมอย่างคาดคะเน ฟูจิกาว่าพยักหน้าอย่างไม่สบายใจนัก

“ไม่มีดาบซามูไรเล่มใดจะแข็งแกร่งเท่ากับดาบ คาตานะ มูโต เล่มนี้อีกแล้ว…โคทาโร่คุงมองตาข้า นับตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป เจ้าคือซามูไรลำดับที่ 201 ของมินาโมโต ดาบคาตานะเล่มนี้เลือกเจ้าเป็นนายคนใหม่ของมันแล้วละ จงรักษาเอาไว้ด้วยชีวิต…”

“ท่านพ่อ…” โคทาโร่อุทาน

“เจ้าอายุครบ 20 ปีเต็ม ความฝันที่จะเป็นนักบินพึ่งจะเริ่มต้นและมันก็จะจบลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เจ้าหนีไม่พ้นสงครามแน่ๆ โคทาโร่คุง” ดวงตาของฟูจิกาว่ากำลังเห็นอนาคตของบุตรชายอย่างชัดแจ้ง เหมือนจะชัดเจนยิ่งกว่าวันไหนๆ

“ด้วยเหตุนี้ ท่านพ่อเลยอยากให้ดาบคาตานะเล่มนี้…ออกสงครามพร้อมกับข้า” โคทาโร่เอ่ยลอยๆ ฟูจิกาว่าพยักหน้ารับ

“สงครามครั้งนี้ ไม่ใช่สงครามไล่ล่าโจรสลัดหรือสงครามระหว่างจีน มองโก เกาหลี หรือรัสเซีย แต่มันเป็นมหาสงครามระหว่างเอเชีย กับชาติตะวันตก…ดาบคาตานะ มูโตจะนำทางเจ้ากลับบ้านหลังสงครามสิ้นสุดลง” ฟูจิกาว่าบอกพลางจ้องหน้าบุตรชายชัดๆ “จงนำดาบเล่มนี้ติดตัวไปกับเจ้า…ถึงแม้จะมีปืนในมือก็ตามที”

“ท่านพ่อ…” โคทาโร่ให้คำมั่นด้วยการพยักหน้า แต่ก็พยายามจะหลบสายตาผู้เป็นพ่ออยู่ตลอดเวลา

“จ้องตาข้าซิ โคทาโร่คุง” ฟูจิกาว่ากระตุ้นเหมือนอยากจะมั่นใจในคำมั่นที่เขาให้เมื่อครู่

“ท่านพ่อคงลืมไปแล้วว่าข้าเป็นชิโนบิ…ท่านอาจจะหลับได้”

“เออ…ใช่! ข้าลืมไป ฮึๆ…”ฟูจิกาว่าหัวเราะ “ถึงแม้ความตายสำหรับซามูไรจะเป็นเรื่องเบาบางยิ่งกว่าขนนก แต่ข้าก็ไม่ปรารถนาจะให้มันเกิดขึ้นกับเจ้า”และฟูจิกาว่าก็ลุกเดินไปหยิบดาบวากิซาชิ (Wakizashi) แล้วนำมันมาวางไว้ตรงหน้าโคทาโร่อีกเล่ม “เป็นสิทธิ์ของเจ้าว่าจะพกมันหรือไม่”ฟูจิกาว่าพูดต่อ (สมัยก่อนซามูไรจะพกดาบอยู่ 2 เล่ม คือดาบยาวเรียกว่าคาตานะ เอาไว้ต่อสู้และป้องกันภัยจากศัตรู และวากิซาชิ ดาบสั้น ยาวประมาณ 12 นิ้วถึง 24 นิ้ว มีไว้สำหรับทำ “เซปปุกุ” (Seppuku) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือ “ฮาราคีรี”เพื่อจบชีวิตตัวเองเมื่อเห็นสมควร)  โคทาโร่มองหน้าพ่อและหยิบดาบสั้นเล่มนั้นมาคู่กัน เขาถอยหลังไปสองก้าวแล้วก้มศีรษะลงจรดพื้นเสมือนแทนคำบอกลา

………..

มุ่งตรง…ไปข้างหน้า   นัยน์ตาคม…….ดุจเหยี่ยว

เที่ยวท่อง……แดนไกล  ใจมั่น………ดั่งหินผา

มินาโมโต โคทาโร่

………..

          (โคทาโร่คุง ข้าดีใจ ที่มันเลือกเจ้าและข้าก็เสียใจไม่น้อยที่เจ้าเลือกมัน…ดาบคาตานะ มูโต เล่มนี้เป็นเสมือนสัญญาทางจิตวิญญาณที่มีต่อบ้านมินาโมโต มันคือหลักประกันให้ข้ามั่นใจได้ว่า เจ้าจะต้องกลับมาและข้าก็แอบหวังลึกๆเช่นกันว่าเจ้าจะรับมือกับคำสาปจากมันได้ เพียงแค่ข้านึก หัวใจข้าก็แทบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ…ลูกพ่อ สายน้ำจะนำพาจิตวิญญาณแห่งซามูไรอย่างเจ้ามาคืนข้า…ฟ้าสางที่คาโกคุมะ…ใช่….ฟ้าสางที่คาโกคุมะ…ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี้) ฟูจิกาว่าไล่วนสิ่งปรารถนา โคทาโร่จ้องใบหน้าพ่อไม่กระพริบ เขาได้ยินและสัมผัสเสียงสื่อของฟูจิกาว่าได้กระจ่างชัดทุกถ่อยคำ แสงสีอำพันจากโคมไฟรอบๆห้องฉายให้เห็น ร่างของซามูไรหนุ่มนั่งกำดาบ 2 เล่มไว้ในมือ เขาก้มศีรษะลงจรดพื้นเป็นครั้งที่ 2 เหมือนอยากจะบอกลาแทนเสียงที่ไม่อาจเอ่ยจากปากเป็นคำรบที่ 2 เช่นกัน

………..

ความพ่ายแพ้………..คือบทเรียนแรกที่ต้องอ่าน

เสมือนความมืดตอนสี่นาฬิกา……ก่อนฟ้าสาง

มินาโมโต โคทาโร่

………..

สงครามมหาเอเชียบูรพา

ต้นฤดูใบไม้ผลิ ปี 1939

สองอาทิตย์หลังจากที่ โคทาโร่ได้เป็นเจ้าของดาบ คาตานะ มูโต อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ฟูจิกาว่าคาดการไว้ก็เป็นจริง เด็กหนุ่มในเมืองคาโกคุมะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารถี่ขึ้น นักเรียนการบินปีแรกอย่างโคทาโร่ก็มีคำสั่งให้กระจายตัวเข้าสังกัดตามหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพตั้งแต่กลางอาทิตย์ที่ผ่านมา แผนการบุกเข้าโจมตีพร้อมกันทุกส่วนของโลกก็มีเคล้าลางจะเป็นจริงมากขึ้น ถ้าฟูจิกาว่าคาดไม่ผิดแผนการจู่โจมคงจะเกิดขึ้นหลังจากคณะผู้แทนเจรจาซื้อขายน้ำมันกับอเมริกาจบสิ้นลง ซึ่งจากความบาดหมางระหว่าง 2 ประเทศ ยังไม่เห็นท่าทีว่าจะตกลงกันได้เลยสักครั้ง หากเป็นไปดังคาดการประเทศบ่อน้ำมันอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ในการครอบครองของฮอลแลนด์คงเป็นประเทศเป้าหมายอันดับต้นๆ นั้นก็หมายความว่าญี่ปุ่นต้องประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกาไปพร้อมๆ กัน

“ไม่เกิน 2 ปี หลังจากนี้…สงครามจะเกิดขึ้นแน่ๆ” ฟูจิกาว่าพึมพำ เขาหลับตานิ่งเหมือนไม่อยากจะจิตนาการถึงอนาคตที่ดำมืดของบุตรชาย

ดอกซากุระเริ่มเบ่งบานต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ ลมเช้าโชยพัดเย็นสบาย หอบเอากรีบดอกโรยหลุดร่วงลงสู่พื้นดิน ต้นไม้นานาชนิดที่ยืนเหมือนตายซากตลอดฤดูหนาว ก็เริ่มผลิใบใหม่ ทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นด้วยความสุข แต่สำหรับปีนี้ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น ไม่มีคำถามว่า “เพราะอะไร, เพราะเหตุใด” แต่ดูเหมือนทุกคนจะทราบคำตอบอยู่แล้ว

ฟูจิกาว่ายืนเหม่อหน้าตราสัญลักษณ์รูปนกกระเรียนมงกุฎแดงกำลังกระพือปีกบินอยู่กลางดวงอาทิตย์ มันนานพอควรกับความรู้สึกที่มากมาย กระทั้งมินาโมโต โคทาโร่ในชุดนายทหารบกเต็มยศติดดาบคาตานะ มูโตอยู่ข้างเอว เดินเข้ามาคลุกเข่าลงด้านหลัง

“ท่านพ่อ” เขาเอ่ยทักสั้นๆก่อนจะก้มศีรษะจรดพื้น

                โคทาโร่คุง เจ้าต้องรักษาตัว อย่าให้ดาบคาตานะ มูโตห่างกาย เพราะมันจะพาเจ้ากลับมาหาข้าหลังสงครามฟูจิกาว่าพูดเป็นเชิงกำชับทั้งๆที่ยืนหันหลังให้เขา

“ข้าให้สัญญา…..ท่านพ่อ ข้าขอสัญญา” โคทาโรให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ฟูจิกาว่าหันกลับมายิ้ม…แต่มันก็ฝืนเศร้าเต็มทน

“ข้าจะภาวนาขอให้เจ้าปลอดภัย” เสียงของคุณนายมินาโมโต ไอ ดังแทรกคนทั้งคู่ทางด้านหลัง โคทาโร่หันกลับไปยิ้มให้นาง เขาก้มหัวแทนคำอำลาแก่นางอีกคน

                “ข้าเองก็จะรอเจ้า…โคทาโร่คุง”เสียงมาเอดะที่พึ่งจะซอยเท้าสั้นๆเข้ามานั่งด้านหลังคุณนายมินาโมโต ไอ ดังขึ้นอีก

“ท่านพี่…ก็อย่างพึ่งแต่งงานก่อนข้ากลับแล้วกัน”โคทาโร่กระเซ้าเหมือนไม่อยากเห็นบรรยากาศเศร้าหนักไปกว่าที่เป็นอยู่

“ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะกลับมาซะก่อน” มาเอดะตอบกลับกวนๆ

“ท่านแม่…ฝากบอกลาพี่โนริยาดะด้วย…บอกนางว่าข้าจะภาวนาขอให้นางได้บุตรชาย”

“อื้อ!…” คุณนาย ไอรับผงกหัวนิดๆ ก่อนนัยน์ตาของนางจะปรากฏน้ำใสๆเอ่อล้นออกมา โคทาโร่รีบลุกหันหลังเดินถอยออกไป เหมือนเขาไม่อยากเห็นการอำลาในลักษณะนี้

“ข้าจะคิดถึง…ทุกคน” เขาพูดและค้อมศีรษะให้อีกครั้งที่หน้าประตู เสียงร้องไห้ของคุณนาย ไอ ดังขึ้นพร้อมกับมาเอดะ…ประตูชั้นนอกสุดเปิดออก โคทาโร่ก้าวลงบันไดเตี้ยๆ เดินเข้าไปหยุดใต้ต้นซากุระใหญ่หน้าบ้านที่กำลังออกดอกสีขาวอมชมพูบานสะพรั่ง สายลมต้นฤดูโชยผ่านเบาๆ เพียงเท่านั้นกลีบดอกก็หลุดร่วงลอยหมุนคว้างอยู่รอบตัวเขา มันโรยตัวต่ำไปกองรวมกันจนขาวโพลนแผ่เต็มพื้น ไม่ต่างอะไรกับพรมราคาแพงจากเปอร์เซียมาปูเพื่อส่งอำลา เหล่าซามูไรและคนใช้ในบ้านก็ออกมาออกันอยู่ด้านหน้า พวกเขาพร้อมใจกันนั่งลงกับพื้นและก้มศีรษะบอกลาอยู่อย่างนั้น โคทาโร่หยุดยืนนิ่ง สักครู่ก็หันกลับมา เหมือนต้องการจะจดจำทุกๆรายละเอียดของปราสาทบนเนินเขาให้ขึ้นใจ เขาก้มหัวนิดๆให้ ฟูจิกาว่า คุณนายไอ และมาเอดะ อีกครั้ง พร้อมกับกระชับดาบคาตานะ มูโตให้แน่นขึ้น…

“ข้าไปละนะ!” เขาเอ่ยลาสั้นๆ บนใบหน้าที่เรียบนิ่ง…“สัญญาว่าข้าจะกลับมา” พูดจบม่านกรีบซากุระก็กลืนเขาหายไปในเช้าวันนั้นเอง…

……….

ซากุระ      พร่างพราว     ขาวชมพู   

 พวงพรางพู่ ชูพวงพลาง กระจ่างใส

ขาวกลีบอ่อน  ผ่อนพลิ้ว  ละลิ่วไกล   

อยากอยู่ใกล้   พวงพิศ    พินิจนาน

แต่หัวใจ      เลือดนักสู้     คู่นักรบ    

จะหลีกหลบ      เลี่ยงไซ้    ได้ไฉน

จักออกสู้         ด้วยเลือด     ซามูไร    

ถึงชีพวาย   มลายสิ้น   ไม่กริ่งเกรง

……….

อีก 1 เดือนต่อมา

          “นายท่าน!…นายท่านมีจดหมายจากนายหญิงยามุดะ…”

“หุบเขาอิงะนั้นหรือ…”

“จากอูคาชิ….ใช่ๆ…จากหุบเขาอิงะจริงๆ”

“เอาเข้ามาเร็วๆ…” เสียงฟูจิกาว่าเร่งจากด้านใน…และสักครู่

                โคทาโร่มีบุตรชาย…ชื่ออูคาชิ เซดะหรือนี้…

                อูคาชิ เซดะ…อูคาชิ เซดะ…ยามุดะ

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 12

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 12 ปักษาคืนรัง2 ท้องฟ้าสีเทาจางๆ สงบนิ่งราบเรียบตั้งแต่ขอบฟ้าเหนือยอดเขาที่สูงชันทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

ปักษาคืนรัง2

เมืองคาโกคุมะ

ท้องฟ้าสีเทาจางๆ สงบนิ่งราบเรียบตั้งแต่ขอบฟ้าเหนือยอดเขาที่สูงชันทางทิศตะวันออกเฉียงใต้อ้อมจรดทิวเขาไกลๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  จันทร์เสี้ยวกำลังย้ายตำแหน่งค่อนไปทางทิศตะวันตก ไม่บ่อยนักที่จะเห็นมันกลางพายุหิมะที่กำลังโปรยปรายเช่นคืนนี้ เงาทะมึนของต้นสนมซึที่ขึ้นเป็นแถวยาวลดลั่นไปตามไหล่เขาทางตะวันตกมันเลือนรางในม่านสีขาว แต่ชั่วขณะนั้นเองก็มีบางอย่างเกิดขึ้น

ม้าสีขาว 2 ตัว โจนทะยานออกมาจากราวป่า ความเร็วของมันมาพร้อมกับความเงียบที่น่าพิศวง  ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวจากกีบเท้าที่ตะกุยหิมะไปตามรายทาง และไม่นานนักรอยเท้าตามหลังที่เป็นทางยาวก็ถูกหิมะทับถมจนราบเรียบ มันลดความเร็วช้าลงในขณะที่เดินไปตามถนนเล็กๆในเมืองคาโกคุมะ เป้าหมายคือบ้านหลังใหญ่ ที่เจ้าของห้ามเรียกว่าปราสาทบนเนินเขาที่สวยงามทางทิศตะวันออก สัญญาณมือคนนำทางบอกให้ม้าตัวที่ตามหลังมาเลี้ยวซ้ายมุมถนน ร้านค้าในเวลานี้ปิดเงียบ ไม่มีแสงไฟจากดวงโคมเล็ดลอดออกมา ทุกชีวิตกำลังหลับได้ที่ มีเพียงสุนัขที่ขังอยู่ในกรงเพียงไม่กี่ตัวที่ได้กลิ่น มันเห่าได้เพียงครั้งเดียวก่อนดวงตาที่แฝงไปด้วยพลังงานลึกลับจะสะกดมันนิ่งหลับทั้งๆที่ยังยืนอ้าปากกว้างอยู่ในท่านั้น

“ใกล้จะยามสามแล้ว เราต้องรีบแล้วละ เดี๋ยวคุณชายจะตื่นซะก่อน” เสียงนินจาในชุดพลางสีขาวดังแผ่วเบาๆ

“ยังพอมีเวลา…” อีกคนโต้กลับ ในขณะกำลังนั่งประคองร่างเด็กหนุ่มวัยใกล้ 16 ปีบนหลังม้าตัวที่ตามหลัง

“ปราสาทมินาโมโต อยู่ด้านหน้า เอาสายจูงมาให้ข้า แล้วเจ้ารีบไปจัดการกับซามูไรที่ป้อมยามให้เรียบร้อย…” เสียงคำสั่งจบลงอีกคนพยักหน้ารับ เขาส่งสายจูงให้ ก่อนจะดีดตัวลอยข้ามบ้าน 2 หลังมุมเลี้ยวหายไป

“คุณชายอดทนอีกนิด จวนจะถึงบ้านแล้ว” เสียงพูดดังลอยๆจากคนที่กำลังบังคับม้าสองตัวให้เลี้ยวไปตามทางโค้ง เขาตีแส้บังคับนำให้เลี้ยวขวาและบังคับมันมุ่งตรงสู่ปราสาทบนเนินเขา ความมืดไม่ได้เป็นอุปสรรค์ในการมองเห็นตัวหนังสือสีทองหวัดๆที่แกะสลักบนแผ่นหินสีเทาขนาด 2 ฝ่ามือที่เขียนว่า บ้านมินาโมโต โดยมีรูปดอกซากุระประดับอยู่รอบๆ ติดกระจายอยู่ทุกช่องของกำแพงหินสูงตลอดความยาวกว่า 1 กิโลเมตร

ทันทีที่ม้า 2 ตัวมาถึง ประตูรั้วก็ถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างของซามูไร 3 คนที่ป้อมยามที่หลับสนิทอยู่คนละมุม เหมือนพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะหลับในท่าทางที่แปลกประหลาด…

#เฝ้าระวังจนกว่าพวกข้าจะกลับออกมา#เสียงกระซิบในความเงียบจากนินจาที่นั่งอยู่บนหลังม้า ก่อนนินจา 6 คนที่ยืนเรียงกันในชุดพรางสีขาวจะโผวูบหายไป

“ตามข้ามา…” นินจาอีกคนเผยตัวใกล้ๆ เขารับสายจูงที่ฝากไว้ก่อนจะเดินนำหายเข้าไปในเงาของต้นซากุระ ที่ตอนนี้เหลือแต่กิ่งก้านและเกล็ดน้ำค้างแข็งเกาะอยู่เต็มต้น พวกเขาช่วยกันนำร่างที่หลับสนิทลงมาและอุ้มเข้าไปวางไว้ใต้ชายคาที่แห้งสนิท ทั้งคู่ยืนนิ่งก่อนอีกคนจะนั่งลงและกระชับชายกิโมโนสีดำของเด็กหนุ่มให้เข้าที่ เพื่อไม่ให้ความหนาวเย็นเล่นงานในขณะที่ยังหลับอยู่ด้านนอก

“ลาก่อน คุณชาย” เขาเอ่ยขึ้นเบาๆพร้อมกับโค้งศีรษะต่ำ อีกคนดึงซองจดหมายออกจากพกเสื้อและนำเข้าไปยัดไว้ในตัวเขาอย่างระมัดระวัง

“ข้าจะทนคิดถึงคุณชาย ให้ถึงที่สุด” เสียงห้วนๆ แต่บาดลึกจนคนที่ยืนอยู่ข้างถึงกับสั่นเทิ้ม “และจะไม่มีวันอ่อนแออีก…ต่อจากนี้…”ร่างสีขาวที่ยืนนิ่งโงนเงนไปมา “คุณชาย!…ข้าขอบคุณที่ชุบชีวิตคนเผาถ่านอย่างข้า…ให้ยืนหยัดเคียงข้างท่านในเวลานี้” เขาทรุดลงนั่งและหมอบลงกับพื้นหิมะ

“เร็วเข้า!…เจ้าต้องนำม้าออกไปรอข้างนอก…เดี๋ยวข้าจะปลุกคนในบ้านให้ตื่น…ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่สบายใจจนถึงหุบเขา” พูดจบร่างสีขาวก็ไม่รอฟังเสียงตอบกลับ เขาโจนทะยานไปทางสวนหลังบ้านราวกับเคยมาที่นี้หลายครั้ง

“ลาก่อน!…” สิ้นเสียง ม้าสีขาว 2 ตัวก็ถูกบังคับให้เดินออกไปรอที่นอกประตู

          #แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…แกร๋ๆ #เสียงร้องของนกกระเรียนมงกุฎแดงดังขึ้นพร้อมกับเสียงตีปีกพรึบๆของมัน

             #ท่านพี่…ข้าเห็นแสงไฟจากห้องเลยเข้ามาดู#

#นกกระเรียนหลังบ้าน…หนีไปอีกตัวแล้วใช่ไหม#

                #ข้าได้ยินเสียงร้องของมันเช่นกัน#เสียงพูดคุยดังขึ้นในห้องหนึ่งของเรือนน้ำชา และร่างในชุดพรางสีขาวก็กระโดดขึ้นหลังม้าที่รออยู่ พวกเขาควบมันหายไปในม่านหิมะ ก่อนอีก 6 คนที่พรางตัวอยู่รอบๆ จะเผยตัวและพุ่งตามไปติดๆ

……….

 ข้านำตัวคุณชายมาคืนตามสัญญา

อูคาชิ ยาสุ

……….

อีก 1 ชั่วโมงต่อมา

                ฟูจิกาว่าอ่านจดหมายที่ติดมากับเด็กหนุ่มปริศนา สักพักเขาก็ละสายตาจากมันจ้องไปยังร่างที่ยังคงหลับลึกอยู่ใต้ชายคาทางเข้าด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและยินดีไปพร้อมกัน

“โคทาโร่ 10 ปีเชียวนะ…แต่ใบหน้าของเจ้าก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด…” ฟูจิกาว่าพูดออกมาลอยๆ ทำเอาคนใช้และซามูไรที่นั่งนิ่งถึงกับสะดุ้งหน้าตื่น

“โคทาโร่ โคทาโร่ โคทาโร่คุง” เขาแผดเสียงดังพร้อมกับน้ำตาซามูไรที่มีค่ายิ่งกว่าเพชรอะโออิก็ทะลัก

“ท่านพี่ โคทาโร่ต้องการหมอ” เสียงคุณนายไอเรียกสติ

“หมอ โทชิ! …ไปตามหมอ คัทซึรุ โทชิ มาเดี๋ยวนี้” ฟูจิกาว่าแผดเสียงสั่ง ซามูไรสามสี่คนที่ยืนถือโคมไฟอยู่รอบนอกโค้งศีรษะก่อนจะวิ่งออกนอกประตูหายไปอย่างรวดเร็ว

“ข้าอุ้มคุณชายเองนายท่าน” เสียงซากาโตะ คัทซึตะดังที่ด้านหลัง เขาเข้ามาช้อนร่างที่กำลังหลับของเด็กหนุ่มแล้วเดินไปตามระเบียงไม้

“เอาโคทาโร่ไปที่ห้องเดิมของเขา” ฟูจิกาว่าเร่งตามหลัง โดยมีขบวนของคุณนายมินาโมโต ไอเดินแยกหายเข้าไปในครัว

“เร่งต้มน้ำอุ่นเร็วเข้า…โอฟูริเจ้าช้าเกินไปไม่ต้องให้ รินะจังทำแทน…เร็วเข้า”

“เจ้าคะนายหญิง”

#เร่งจุดโคมไฟทุกดวง…#เสียงสั่งการจากซามูไรที่อยู่ด้านล่างแว่วเข้ามา ไม่นานปราสาทมินาโมโตตอนยาม 3 ก็สว่างขึ้นพร้อมๆกัน ทุกคนในบ้านต่างพบกับความยินดีและตกใจที่ไม่มียามุดะไปพร้อมๆ กัน

และเช้าวันรุ่งขึ้นข่าวการกลับมาของคุณชายมินาโมโตและการหายตัวไปของยามุดะ ก็แพร่สะพัดออกไป เหล่าซามูไรและคนใช้ ไม่รู้จะจัดงานเฉลิมฉลองหรือจะไว้อาลัยให้กับคุณนายมินาโมโต ยามุดะ กันแน่ บรรยากาศจึงเป็นไปอย่างอึมครึมเหมือนกับท้องฟ้าเวลานี้ไม่ผิดเพี้ยน

ฟูจิกาว่านั่งอ่านจดหมายที่ติดตัวโคทาโร่รอบแล้วรอบเล่าอย่างไม่เคยเบื่อ เหมือนเขาอยากจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวนั้นให้จงได้ “อูคาชิ ยาสุ…อูคาชิ ยาสุ เป็นใครกัน” เขาพึมพำ “อูคาชิ ยาสุ!” และเขาก็พ่นน้ำเสียงที่เครียดแค้นออกมาพร้อมกับลมหายใจที่ร้อนผ่าวๆ

“คุณชายฟื้นแล้ว นายท่าน” เสียงหมอคัทซึรุ โทชิ ทำให้ฟูจิกาว่ารีบขยับตัวเข้าไปกุมมือเด็กหนุ่มเอาไว้แน่น

“นี้ ข้า อยู่ที่  ไหน” เสียงเด็กหนุ่มดังเบาจนฟูจิกาว่าต้องก้มลงไปกระซิบตอบใกล้ๆ

“โคทาโร่   โคทาโร่คุง…” ฟูจิกาว่าเรียกชื่อเขาซ้ำๆหลายครั้ง จนเด็กหนุ่มค่อยๆหันมามองช้าๆ

“ท่าน เป็น ใคร”

“พ่อไงลูก…พ่อของเจ้าไง” ฟูจิกาว่าเสียงสั่นเครือ มือที่กุมมือของเด็กหนุ่มกลับสั่นหนักเกินคำพูดที่เขาพยายามควบคุมให้นิ่ง

“บ้านมินาโมโต…บ้าน มิ นา โม โต” เขาพูดได้เพียงเท่านั้นก่อนจะหมดสติไปอีก

“โคทาโร่คุง..เจ้าจะเป็นอะไรไม่ได้นะ…โทชิ โทชิ ลูกข้า”

“คุณชายอยู่ด้านนอกนานเกินไป เขากำลังมีไข้ขึ้นสูง…แต่ไม่เป็นไรข้าจะดูแลให้ดีที่สุด” น้ำเสียงเรียบๆ ของหมอโทชิพอจะบรรเทาอาการตื่นกลัวของฟูจิกาว่าได้บ้าง แต่ 10 ปีที่ผ่านมากับภาพแรกที่เห็น มันช่างเจ็บปวดจนแทบจะกระอักออกมาเป็นลิ้มเลือดเสียให้ได้

“ข้าให้ยาคุณชายแล้วละ…ตอนนี้ก็ให้พักผ่อนมากๆ” โทชิแนะในขณะกระชับผ้าห่มอีกผืนให้หนาขึ้น

“ลูกข้าจะไม่เป็นไรใช่ไหม” ฟูจิกาว่าถาม

“ตอนนี้คุณชายปลอดภัยแล้ว…พอตื่นก็ให้เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ปะเดี๋ยวไข้ก็ค่อยๆ ลดลงไปเอง…”

# พวกเจ้ารีบไปเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้อีก#เสียงคุณนายมินาโมโต ไอ ดังขึ้นที่หลังประตู เหมือนนางก็เป็นกังวลไม่แพ้กัน

#เจ้าคะ…#

#โอฟูริ…เจ้าลืมเตรียมน้ำชาแล้วนะเช้านี้#

#โอ้!…ใช่….ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เจ้าค้าๆๆ#

………..

ดั่งปักษา        หวนคืน          สู่รวงรัง

ดั่งแสงจันทร์  อาทิตย์ส่อง กลางหนาว

ดั่งความสุข         หวนคืน    มาอีกคราว

ดั่งแสงดาว    พราวพร่าง  แสนล้านดวง

มินาโมโต โคทาโร่

………..

                #…แกร๋ๆ แกร๋ๆ แกร๋ๆ #นกกระเรียนมงกุฎแดงหลายตัวร้องประสานเสียงขึ้นพร้อมๆกัน ทะเลสาบที่กำลังแข็งเป็นหินหลังบ้านมินาโมโตกำลังมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง หิมะที่ตกติดต่อกันหลายวันเริ่มหยุดเป็นช่วงๆ ทุกอย่างที่อยู่นอกหน้าต่างขาวโพลนตั้งแต่ริมขอบวงกบจนกระทั้งไกลข้ามภูเขาข้างหน้าจนสุดลูกหูลูกตา

#…แกร๋ๆ แกร๋ๆ แกร๋ๆ…#และเสียงแหลมเล็กปวดแก้วหูของมันก็ปลุกให้คนหนึ่งที่กำลังนอนซมพิษไข้อยู่บนเตียง เด็กหนุ่มกระพริบตาถี่ๆหลายครั้งก่อนจะกวาดมองไปรอบๆห้องที่ไม่คุ้นชินแต่รู้สึกคุ้นเคยอย่างพินิจพิจารณา

“ตื่นแล้วเหรอ คุณชาย”เสียงชายแก่ที่นั่งหลบอยู่มุมหนึ่งทักขึ้น เขาพาชุดกิโมโนสีเทาที่หนาหลายชั้นเดินเข้ามาหา โคทาโร่พยักหน้าบอก เขาจับแขนและอิงหลังมือสากๆที่หน้าผาก สักครู่ก็ถอยออกไปนั่งลงกับพื้นอย่างเกรงๆ เสียงคนใช้เลื่อนประตูเปิดเข้ามาทีละชั้น ก่อนชายวัยกลางคนจะปรากฏตัวขึ้น

“คุณชายพึ่งรู้สึกตัวเมื่อครู่…ข้ากำลังจะให้คนไปตามท่านอยู่เชียว” คัทซึรุ โทชิแจ้งเสียงเรียบๆ

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง โคทาโร่” ฟูจิกาว่าเข้ามานั่งข้างๆ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความยินดีทั้งในน้ำเสียงและรอยยิ้มที่ฉายออกมาพร้อมกัน

“ท่านคือ…” โคทาโร่จ้องใบหน้าอย่างคลางแคลง

“พ่อไง…พ่อของเจ้าไง” ฟูจิกาว่าบอกเสียงเรียบๆ พลางจ้องใบหน้าเด็กหนุ่มที่พึ่งตื่นอย่างไม่วางตา เหมือนกระหายอยากมานานแสนนาน

“ฟูจิกาว่า ท่านคือพ่อข้า ข้าจำได้รางๆ…ท่านคือพ่อข้า” ดวงตาเขาเปล่งประกายพร้อมๆกับคำพูดนั้น สักพักเสียงเลื่อนประตูเปิดก็ใกล้เข้ามาอีกคน

“คุณชายเป็นอย่างไรบ้าง…โทชิคุณนาย ไอ ถามชายคนที่นั่งหมอบอยู่อย่างตั้งใจ

“ให้คุณชายดื่มยาติดต่อกับอีกสามเวลา ก็จะเป็นปกติ…ไม่มีอะไรน่าห่วง”เขาเงยหน้าตอบ

“ขอบใจเจ้ามากโทชิ ที่ช่วยดูแลลูกข้า” ฟูจิกาว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยินดีไม่น้อย ในขณะที่โคทาโร่ก็กอดเขาแน่น

“ข้าเต็มใจและดีใจเป็นที่สุด…หากมีอะไรให้คนไปตามข้าได้ทุกเมื่อ”

“อ้าว!…เจ้าจะกลับแล้วหรือ…ไม่รอให้หิมะละลายสักหน่อยค” คุณนายไอพูดเสริมขณะวาดสายตามองออกไปด้านนอก

“ข้าเป็นห่วงที่บ้าน…ทิ้งเมียและลูกไว้เพียงลำพังตั้งแต่เมื่อคืน” โทชิตอบ

“เออ…ใช่เจ้าก็พึ่งได้บุตรชายนิ…ข้าดีใจด้วย” ฟูจิกาว่าหันไปพูดตื่นๆ “ไอ…จัดค่ารักษา ของขวัญตอนรับสมาชิกใหม่ และให้คนม้าพาคัทซึรุซังไปส่งให้ถึงประตูบ้าน” ฟูจิกาว่าสั่งและผงกหัวแสดงความยินดีกับเขาอีก

“เจ้าคะ…ท่านพี่” คุณนายไอ ก้มหัวนิดๆ นางถอยหลังเดินซอยเท้าสั้นๆ เป็นตุ๊กตาออกจากห้องด้วยอาการเร่งรีบ

“ขอบคุณท่านมาก…ข้าต้องขอตัว” โทชิบอกลาสั้นๆ รอยยิ้มที่ฉายออกมาในเช้าวันนี้ เป็นรอยยิ้มที่เต็มเปรี่ยมไปด้วยความยินดีโดยแท้

………..

ก้าวสู่……โลกใหม่…….. ด้วยหัวใจ…ทระนง

ทุกย่างก้าว…มั่งคง………ดุจสิงขร…หมื่นปี

มินาโมโต โคทาโร่

………..

นับตั้งแต่ โคทาโร่ กลับคืนสู่อ้อมกอดของมินาโมโต ในเวลาอันรวดเร็วเขาก็กลายเป็นขวัญใจทุกคนในปราสาท และได้รับการถ่ายทอดวิถีแห่งบูชิโดจากฟูจิกาว่าไปอย่างเต็มที่

“ถึงแม้ยุคของซามูไร จะสิ้นสุดไปนานแล้ว… แต่มรดกที่สะสมมาจากความเป็นซามูไรในอดีต ก็ต้องมีคนสานต่อ…ซามูไรลำดับที่ 201 จึงเป็นของเจ้า โคทาโร่” การฝึกฝนเรียนรู้ต้องเป็นไปอย่างลับในสวนหลังบ้าน หรือในป่าเลยเนินเขาไกลออกไป ตามแต่โอกาสและจังหวะที่เหมาะสม ยุคสมัยที่เปลี่ยนแต่ก็ไม่ทำให้จิตวิญญาณแห่งวิถีบูชิโดเปลี่ยนตามไปด้วย นับวันก็ยิ่งจะมีค่ามากขึ้น มากขึ้น

“…คนในตระกูลมินาโมโตเป็นซามูไรมาทุกรุ่น ข้าหวังว่าเจ้าจะยังคงรักษามันเอาไว้ได้” ฟูจิกาว่าพูดขณะวาดดาบคาตานะขึ้นสูง และเหวี่ยงปลายดาบสู่จุดตายที่เป้าหมายจะเป็นศัตรู

“ท่านพ่อ….เก็บดาบ มีคนขี่ม้ามาทางนี้ 5 คน” โคทาโร่กดเสียงต่ำ ทันทีที่จิตพิรุธบอก สายตาพวกเขากำลังจับนิ่งที่เหลี่ยมหินทางโค้งสูงขึ้นไป สักครู่กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดทหารขององค์จักรพรรดิก็ขี่ม้าถือธงทิวสีขาวตรงดิ่งเข้ามาอย่างที่โคทาโร่บอกจริงๆ

“เจ้าอยู่เฉยๆ” ฟูจิกาว่ายื่นดาบคาตานะในมือให้เขาไปซ่อน…

“พวกท่านกำลังทำอะไร……..” ทหารคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น

“ข้ากับลูกชายมาเก็บเห็ด ท่านมีอะไรให้เรารับใช้หรือ” ฟูจิกาว่าโค้งคำนับก่อนตอบอย่างเสียไม่ได้

“ไม่มีอะไรหรอก…..พวกข้าเป็นทหารขององค์จักรพรรดิ จะเดินทางไปเมืองคาโกคุมะ และเมืองยามากะตะ”

“อ้อ คาโกคุมะ เลยเขาลูกนี้ก็ถึงแล้วละท่าน” โคทาโร่ชี้มือนำทาง ฟูจิกาว่าพอเดาออกทันทีที่เห็นแผ่นกระดาษหนาปึกในกระเป๋าสีเขียวขุ่นว่าการมาครั้งนี้เพื่อการใดกันแน่ เพราะข่าวที่กำลังแพร่สะพัดว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะบุกเอเชีย เพื่อต่อต้านการล่าอานานิคมของกลุ่มประเทศทางตะวันตกกำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

“ขอบใจ” เขาไม่ได้สนใจเสียงตอบกลับ และหลังจากที่เสียงกีบม้าดังเลยทางโค้งลงไปแล้ว ฟูจิกาว่าก็เริ่มเป็นกังวลกับแววตาของโคทาโร่ที่กำลังไล่ตามหลังพวกเขา

“ทำไมพวกเขาถึงไม่ใช้รถ”

“คงเกรงว่าจะอ้อม…เรากลับบ้านกันเถอะโคทาโร่”

“ท่านพ่อ…หลังจากที่ข้าเรียนจบ ข้าอยากจะไปสอบโรงเรียนนักบิน…ข้าอยากเป็นทหารเหมือนพวกเขา” คำพูดที่หลุดออกมาจากปาก ทำเอาฟูจิกาว่ารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว

“จริงๆ นะท่านพ่อ…ถึงข้าจะบินได้แต่ข้าก็ไม่ใช่นก…ข้าก็เลยอยากจะเป็นนักบินอย่างนก” เขาอธิบายเป็นฉากๆ เวลานี้ดวงดาวแห่งนักรบที่เกิดมาพร้อมกับเขากำลังเล่นงานฟูจิกาว่าอีกคราหนึ่ง

“ตามใจ…เก็บดาบ แล้วกลับกันได้แล้ว” ฟูจิกาว่าโอบไหล่บุตรชายที่สูงเกือบจะเลยศีรษะไปจูงเอาม้าก่อนจะควบมันตามกลุ่มทหารนั้นลงไปติดๆ

“ข้าอยากจะรู้ว่าพวกเขามาติดประกาศเรื่องอะไร…ข้าล่วงหน้าไปก่อนนะ” เสียงของโคทาโร่ดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ แต่หัวใจของฟูจิกาว่ากลับเต็มไปด้วยดวงดาวแห่งนักรบที่กำลังเศร้าหมอง “ข้าควรจะยินดี…ใช่ข้าควรจะยินดีซิ!” ฟูจิกาว่าพึมพำหลังเสียงกีบม้าของโคทาโร่เลยต้นแอ๊ดไปไกลแล้ว

โคทาโร่…ใกล้ถึงเวลาที่เราต้องจากกันอีกแล้วหรือนี้”

………..

หากดวงดาวแห่งนักรบ……………….ยังสุกสว่าง

หัวใจนักฆ่า…………..ก็ปรารถนาดุจเดียวกัน

มินาโมโต โคทาโร่

………..

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 11

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 11 ปักษาคืนรัง คืนฟ้าสีนิล ปลายสัปดาห์ที่ 2 ของฤดูหนาว หิมะที่ทับถมบนพื้นดินตั้งแต่เมื่อคืนก่อนยังไม่ทันละลาย

ปักษาคืนรัง1

คืนฟ้าสีนิล ปลายสัปดาห์ที่ 2 ของฤดูหนาว  หิมะที่ทับถมบนพื้นดินตั้งแต่เมื่อคืนก่อนยังไม่ทันละลาย ก็มีเคล้าลางของพายุลูกใหม่กำลังจะเข้ามาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า นับตั้งแต่ซามิโอะจากไปเมื่อสามเดือนก่อน เซดะก็ปล่อยให้ความเหงาเข้ามาเป็นเพื่อนได้โดยง่าย คืนนี้เขาอยู่ในชุดกิโมโนสีน้ำตาลสำหรับฤดูหนาวที่มิกิเตรียมไว้ให้ เขาออกมานั่งเหม่อมองที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันตก เหมือนมีหลายเรื่องให้คิดตามที่จิตพิรุธบอก แต่ก็ยังไม่แน่ใจนักว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ที่ทำให้รู้สึกประหลาดได้ถึงเพียงนี้  จนกระทั้งเสียงของยาสุที่อยู่ในเรือนน้ำชา สั่งมิกิให้มาตามเข้าไปพบ แต่เขาก็ทำเป็นไม่ได้ยิน กระทั้งเสียงฝีเท้าของคนรับคำสั่งใกล้เข้ามา ในใจอยากจะถอดกายทิพย์แล้วหนีไปเสียให้พ้น แต่สิ่งที่ยาสุต้องการคุยด้วยก็เป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน

“คุณชายนั่งอยู่ตรงนี้เอง ท่านพ่อเรียกหาเจ้าคะ” มิกิซอยเท้าสั้นเข้ามานั่งในแบบของนางและก้มศีรษะลงนิดๆทางด้านหลัง  เซดะพยักหน้าอย่างไร้อารมณ์ เขาลุกเดินผ่านนางไปตามพื้นระเบียงไม้เก่าๆ ที่ทอดตัวเชื่อมระหว่างเรือนนอนกับเรือนน้ำชาไกลออกไป สายลมจากช่องเขาคุโระอิสีนิลเริ่มหอบเอาเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมา แต่ยอดต้นสนมซึที่ขึ้นอยู่รายล้อมตัวปราสาทสีดำยังคงนิ่งเหมือนจะไม่สะทกสะท้าน ไม่มีร่างที่โผจากเงาสู่เงาของเด็กชิโนบิระดับ 1,ระดับ 2 และระดับ 3 ให้เห็นเหมือนคืนก่อน มีเพียงแสงไฟสีส้มสะท้อนผ่านผนังสีขาวตลอดแนวทางเดินเท่านั้นที่ยังบ่งบอกว่ายังมีความเคลื่อนไหวของเหล่านินจาอยู่ และยังช่วยนำทางโดยไม่จำเป็นต้องปรับแสงสว่างจากนัยน์ตาให้เห็นสีเขียวอมเหลืองในความมืดให้ยุ่งยาก

เซดะเดินเข้าไปในเรือนน้ำชาที่มีคนใช้คอยนั่งประจำที่ประตูเลื่อนบานใหญ่ชั้นนอกสุด พวกนางศีรษะหัวต่ำก่อนจะเคาะเป็นสัญญาณ 2 ครั้งจึงเลื่อนเปิดทาง  เขาเดินผ่านเข้าไปโดยไม่ได้ทักทายเพื่อนนินจาที่นั่งสมาธิอยู่ในมุมด้านขวา คนใช้ประจำประตูชั้นกลางก็กระทำแบบเดียวกับชั้นแรก เขานึกขำพวกนางที่ต้องทำงานซ้ำๆซากๆตลอดทั้งวันทั้งคืนได้อย่างไม่แสดงอาการเบื่อหน่ายให้เห็น  เขาก้มหัวให้นิดๆขณะเดินผ่านเข้าไป

“คุณชาย…เจ้าคะ” เสียงคนใช้ชั้นในสุดดังขึ้นก่อนที่จะเดินไปถึง

“อื่อ!…เข้ามา”อูคาชิ ยาสุตอบกลับจากข้างใน ประตูถูกเลื่อนเปิดช้าๆ เซดะเดินแทรกผ่านเข้าไป แต่ยาสุก็ยังนั่งนิ่งอยู่บนเบาะผ้าสีน้ำตาลดำสลับขาว เขาหลับตาใต้แสงสว่างสีส้มที่กระจายบนผนังทั้ง 4 ด้าน เซดะมองพ่อด้วยอาการแปลกใจนิดๆ ที่คืนนี้มีโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กพร้อมกับถาดและถ้วยกระเบื้องสีน้ำตาลสำหรับน้ำชา 2 ชุด วางเรียงกันอยู่ทั้งๆที่เขาไม่เคยพิศวาสรสชาติขมๆของชาในหุบเขานี้เลย

“ท่านพ่อ”เซดะเอ่ย  ยาสุวาดมือเชิญทั้งๆที่ยังหลับตานิ่ง เขายิ่งรู้สึกใจหายวาบกับกิริยาเชื้อเชิญที่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ก็ยอมนั่งลงอย่างว่าง่าย คนใช้แก่ๆวัยใกล้จะ 70 ที่นั่งอยู่ไม่ห่างคลานเข่าเข้ามาพร้อมกับกาน้ำชา นางก้มศีรษะลงจรดพื้น ก่อนจะเริ่มรินจนเต็มทั้ง 2 ชุด

“คืนนี้พิเศษหน่อยนะ ดื่มน้ำชาร้อนๆก่อน” ยาสุลืมตาจ้องเขาพร้อมกับเอ่ยเชิญชวน“พวกเจ้าออกไปข้างนอกได้แล้ว”ยาสุสั่ง คนใช้ชายหญิง ที่นั่งอยู่รอบๆ ทุกคนก้มศีรษะลงจรดพื้นก่อนทยอยกันเดินออกไปจนเหลือแค่พวกเขาเพียงลำพัง จิตพิรุธของเซดะเริ่มวิตกเมื่อเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น

“ท่านพ่อ มีอะไรพิเศษจะคุยกับข้า” เซดะถามอย่างคนระมัดระวังตัว

“เรื่องที่เจ้าอยากรู้มากที่สุดไงละ…ข้าจะไม่ปิดบังเจ้าอีกต่อไป” ยาสุพูดเสียงต่ำช้าๆ เหมือนเขาตั้งใจจะให้มันชัดเจนในที่เดียว เซดะตกใจแทบจะสำลักน้ำชาที่พึ่งยกจรดริมฝีปาก เขารีบวางถ้วยกระเบื้องในมือลงที่เดิม

“มันเกิดอะไรขึ้น แต่ก่อนท่านพ่อเกลียดนักหนาเมื่อข้าถามถึงเรื่องนี้…มีอะไรมากกว่าสิ่งที่ข้าควรจะรู้อย่างนั้นหรือ” พูดจบ ทั้งคู่ก็นิ่ง…ยาสุจิบชานิดๆ…ใบหน้าที่เรียบสนิททำให้อีกฝ่ายเริ่มกลัว จนอยากจะลุกเดินหนีไปจากตรงนั้นให้ไวที่สุด

“ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องรู้ความจริงเซดะคุง”

“ท่านพ่อ!”

“…นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้…ชีวิตของเจ้าจะเปลี่ยนไป…” ยาสุพูดอย่างคนใจเย็น แต่กลิ่นของสาเกที่ลอยออกมากับลมหายใจ กำลังตอกย้ำให้เซดะนั่งไม่ติด

“ในที่สุดนิทานของคนเผาถ่าน…ที่ท่านพ่อเคยกรอกหูข้าว่าไม่มีแก่นสารเชื่อถือไม่ได้…ก็เป็นจริงขึ้นมาใช่ไหม” เซดะเอ่ยประโยคนี้เบาๆ

“ใช่!…ข้าโกหกเจ้ามาตลอด…และในเมื่อนิทานของคนเผาถ่านเป็นจริง เจ้าบอกข้าเองมิใช่หรือว่าจะยอมแลกมันกับตำแหน่งคุณชายแห่งหุบเขาอิงะ…”ยาสุตวาดกลับเสียงแข็ง นัยน์ตาของเขาแดงกล่ำทันที ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งกลับเต็มไปด้วยริ้วรอย จนโหนกแก้มยกสูงเขม่นสั่น “พรุ่งนี้! เจ้าไม่ใช่คุณชายอูคาชิและไม่ใช่นักฆ่าชิโนบิอีกต่อไป”

“ท่านพ่อ!”

“มีแต่ดาบคาตานะและทายาทซามูไรที่ไม่ยอมจบสิ้นไปกับกาลเวลา….หึๆ…ความตายเป็นสิ่งบางเบาราวกับขนนก…อย่างมินาโมโตเท่านั้น ที่รอเจ้าอยู่”ยาสุนิ่งสะอึก เหมือนสะดุดความรู้สึกข้างในกับคำพูดของตัวเองเข้าอย่างจัง เขาเชิดหน้าสูงและสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดก่อนจะปล่อยมันทิ้งอย่างระมัดระวัง “เจ้าไม่ใช่อูคาชิ เซดะ…นับตั้งแต่แสงแรกแตะขอบฟ้า ข้าจำเป็น ต้องคืนเจ้าให้กับมินาโมโต จงลืมเงามืดแห่งราตรี ลืมสายฟ้าสีดำผ่ากลางจันทร์เสี้ยวซะ หากต้องการให้พี่น้องอูคาชิได้อยู่ต่อ”

“ท่านพ่อ!”เซดะหลุดตะโกนอย่างสุดจะทน น้ำตาของเขาล้นทะลักออกมา… แต่ดวงตาสื่อดวงตาใต้แสงไฟยังคงสั่นระริก “ท่านพ่อเห็นแก่ตัว…ท่านพ่อกำลังเห็นข้าเป็นสิ้นค้าแลกเปลี่ยน”เซดะพูดพลางใช้หลังมือที่สั่นเทาปาดน้ำตาที่กำลังไหลทิ้ง “…เพื่อพี่น้องอูคาชิ…หึๆ…แล้วข้าละ…ข้าไม่ใช่อูคาชิหรืออย่างไร ข้าไม่ใช่ชิโนบิรึ ตอบข้าซิ…ตอบข้า…ตอบข้ามา”—แพล้ง!—เขาปัดชุดน้ำชาบนโต๊ะญี่ปุ่นกระเด็นแตกกระจายไปทั้งห้อง สติก็หลุดจนยากจะควบคุมได้

“ตอบข้าซิ”—โครม!—เขาตะโกนเสียงสูงขึ้นไปอีก พร้อมๆกับยกโต๊ะญี่ปุ่นที่กั้นกลางเหวี่ยงทะลุผนังออกไปด้านนอกจนมองเห็นมิกิและคนใช้อีกหลายคนกำลังนั่งร้องไห้รวมกันอยู่มุมหนึ่ง  แต่ยาสุก็ยังนิ่ง มีเพียงกลิ่นสาเกเท่านั้นที่เซดะสัมผัสได้จากตัวเขาเวลานี้

“ข้าอยากจะถามท่านพ่ออีกข้อหนึ่ง…ยามุดะ ผู้หญิงที่ท่านเอ่ยถึง นางเป็นแม่ของข้าจริงหรือไม่”

“ใช่นางคือแม่ของเจ้า…”

“ฮื่อๆ…นี้ก็นิทานของคนเผาถ่าน” เซดะร้องไห้เสียงดังขึ้น

“นางเกิดมาพร้อมกับวงดาบเสี้ยวจันทรา”

“นี้ก็นิทานของคนเผาถ่าน”

“เซดะ ข้าจำเป็นที่จะต้องคืนเจ้าให้กับมินาโมโต”

“ข้าคือมินาโมโต…โคทาโร่ นี้ก็นิทานบทหนึ่งของคนเผา เผาถ่าน” เซดะตะโกนใส่ด้วยความคับแค้นใจสุดๆ

“สิ่งที่…ชิโนบิแห่งหุบเขาอิงะต้องการก็คือเลือดชิโนบิโนะโมโนะบริสุทธิ์มากกว่า ที่มีอยู่ในตัวเจ้าเพียงครึ่งเดียว”

“ท่านพ่อพูดอะไร….ท่านพูดอะไรออกมา”

“เซดะ…” ยาสุตวาด เรียกสติ

“ทั้งๆที่รู้ ทำไมท่านถึงลักพาตัวข้ามาที่นี้ตั้งแต่แรก…” แต่เสียงที่ตอกกลับแรงขึ้นกว่าหลายเท่า จนโอสุเกะ ฮิเดะและไชอินาริ โจอานที่นั่งฟังอยู่ข้างนอก ถึงกับร้องไห้เสียงดังอย่างไม่อาย “ข้าเกลียดท่าน…ข้าเกลียดท่าน”ทันทีที่เซดะตะโกนคำๆนั้น น้ำตาของยาสุก็ทะลักไหลล้นอาบทั้ง2 แก้มทันที

#ข้าจะทำให้เขาเกียดข้า…เกียดให้ถึงที่สุดนับตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันจากลา…มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้เขากับข้าลืมกันและกันได้ง่ายขึ้น# พลันเสียงของยาสุก็ผุดขึ้นมาจากความทรงจำ…ของหลายคนโดยเฉพาะ อิเงะสึงิ เคนซึ ,โอสุเกะ ฮิเดะ,อูคาชิ เค็นจิ และอาจารย์โอคิตะ ไออิ

“เวลาที่ผ่านมามันได้พิสูจน์ให้ข้าเห็นแล้วว่า เจ้าควรจะเป็นซามูไร มากกว่าชิโนบิ…ข้าขอตำแหน่งคุณชายแห่งหุบเขาอิงะคืนอย่างที่เจ้าเคยท้าทายไว้กับข้า” ยาสุบีบเสียงพยายามให้มีความเกลียดชังปนออกมาด้วย แต่มือและแขนทั้ง 2 ข้างของชายวัย 70 ปี ก็กำลังสั่นเกร็ง เหมือนมันจะต่อต้าน

“ไม่มีทางอื่นอีกแล้วใช่ไหม…ท่าน…พ่อ” เซดะลดระดับเสียง เหมือนจะเห็นเนื้อแท้ในความรู้สึกของยาสุได้ชัดมากว่าอาการที่เสแสร้งของเขา

“พรุ่งนี้ เจ้าจะต้องเป็น คุณชายมินาโมโต โคทาโร่ พ่อ…”ยาสุสะดุดคำสรรพนามที่เอ่ย เขากลืนน้ำลายลงคอเฮือกหนึ่ง “พ่อ…ข้าขอโทษ นิทานของคนเผาถ่านเป็นเรื่องจริงทั้งหมด…ไชอินาริ โจอานชนะข้าแล้ว พ่อ…เอ่อ ข้ารับปากจะให้เขาได้เข้าสอบอัครนินจัตสึเป็นกรณีพิเศษ”ในที่สุดยาสุก็ทนไม่ได้อีกต่อไป

“เป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายจากคุณชายแห่งหุบเขาอิงะ”เซดะฝืนพูด เขามองผ่านผนังที่ขาดโหว่ไปยังโจอาน

“คุณชาย….คุณชาย…ฮื้อๆ…คุณชาย ฮื้อๆๆๆ” โจอานร้องไห้เสียงดัง…และดูเหมือนจะไม่หยุดลงง่ายๆ ยาสุทรุดลงกับพื้นพร้อมกับช้อนร่างเซดะขึ้นมากอด

“เจ้าจะต้องโชคดี….คุณชายมินาโมโต…ข้าจะทำให้เจ้าหลับตลอดการเดินทาง”

“ท่านพ่อ!…”

“ข้าต้องรักษาความลับ…เพื่อให้เป็นความลับไปตลอดกาล”

“…บอกโจอาน แทนข้าด้วย…ว่าสัญญาชิโนบิ ไม่มีวันตาย…” เซดะพูดเสียงสั่นเครือพร้อมกับเบิกตาที่เปียกชุ่มกว้างพร้อมจะรับมนต์สะกดชิโนบิจากดวงตาสู่ดวงตา เขาใช้ปลายนิ้วแตะน้ำชาที่ไหลนองอยู่กับพื้น และกัดฟันในเฮือกสุดท้าย เขียนประโยคๆหนึ่ง แทนความรู้สึก ก่อนทุกอย่างจะดับวูบลง…“ข้ารัก……….ท่าน…พ่อ”

ข้ารักชิโนบิ

“ลูกพ่อ…ลูกพ่อ…ข้ารักเจ้าที่สุด…ข้าลืมเจ้าไม่ได้…คุณชายเจ้าได้ยินข้าไหม…ข้าลืมเจ้าไม่ได้…ข้าเกลียดเจ้าไม่ลง…ลูกพ่อ”ยาสุแผดเสียงดังจนตัวเองแทบจะหลุดลอยจากพื้น เขาร้องไห้ไม่ต่างอะไรกับเด็กๆ ในขณะที่ร่างของเซดะก็หลับลึกอยู่ในอ้อมกอดที่สั่นเกร็ง ขณะเดียวกันนินจาในชุดพลางสีเดียวกับหิมะกว่า 20 คนที่เตรียมพร้อมอยู่ด้านนอก ก็โผวูบเข้ามายืนนิ่งล้อมรอบคนทั้งคู่

“เราต้องปล่อยเขาไป…เพื่อความอยู่รอดของเรา” อิเงะสึงิ เคนซึ กระซิบเรียกสติ

“ตอนนี้ ซามิโอะจัง ได้คลอดบุตรชายอย่างที่เราต้องการแล้ว” โอสุเกะ ฮิเดะรายงานต่อ ยาสุค่อยๆเงยหน้าขึ้น เขาฝืนยิ้มบางๆในแสงไฟสีส้ม…แต่ก็ยังเศร้าหนักอย่างฝืนไม่ออกให้หลายคนเห็น

“ขืนเรายังให้คุณชายอยู่ต่อ พวกชิโนบิในหุบเขาโคงะต้องเปิดทางเข้าหมู่บ้านให้กับพันธมิตรของมินาโมโตเล่นงานแน่ๆ”ยูกาว่า ชิการุกระแทกเสียงแข็งกร้าวที่ด้านหลัง เหมือนจะมีเขาเพียงคนเดียวที่อยากจะไล่ เซดะ ไปให้พ้นหูพ้นตาในเวลานี้

“ยามุดะ มาถึงไหนแล้ว” ยาสุถามกลับ พร้อมกับเช็ดน้ำตาที่อาบทั้งสองแก้มอย่างรวดเร็ว

“ครึ่งทางในป่าใกล้เขตุมิเอะ…แต่ตอนนี้คุณชายต้องไปแล้วละ…ก่อนที่เขาจะตื่น” อิเงะสึงิ เคนซึกำชับซ้ำ 2  ยาสุจึงยอมส่งร่างเซดะให้กับนินจา 2 คนที่รอพร้อมอยู่ข้างๆ พวกเขาช่วยกันอุ้มร่างที่กำลังหลับใหลเดินผ่านประตูหลายชั้นออกไปลานโล่งหน้าปราสาทสีดำ

“คุณชาย…คุณชาย” เสียงมิกิดังขึ้นปานจะขาดใจอยู่ด้านใน ก่อนจะพาร่างกระเซอะกระเซิงวิ่งตามพวกเขาออกมา “คุณชายเจ้าคะ!…ฮื้อๆ”

“ข้าจะตามไปส่งคุณชาย ให้ถึงคาโกคุมะ” ไชอินาริ โจอานรีบเสนอตัวทั้งๆที่ไม่ได้รับอนุญาตตั้งแต่แรก

“เจ้าได้เป็นชิโนบิสมใจแล้วนิ…ก็มีสิทธิ์ตัดสินใจได้เหมือนคนอื่นๆ…” เค็นจิรีบบอก

“แต่ แต่ เจ้า เจ้า ต้อง เปลี่ยนชุด ชุด…”

“ขุดพลางหิมะ…” โจอานร้อนใจและดีใจในคำอนุญาตของเค็นจิ

“วู้ๆ….ขอบใจ โจอานคุง ไม่อย่างนั้นใจข้าขาดแน่ๆ” เค็นจิเล่นต่อ เหมือนจงใจจะทำให้บรรยากาศที่เศร้าดีขึ้น

“ข้าอยากส่งคุณชายให้ปลอดภัยด้วยตัวเอง…” โจอานพูดพร้อมกับชำเลืองหางตาไปหยุดที่ด้านหลัง ยูกาว่า ชิการุ อย่างไม่ไว้ใจ ซึ่งดูเหมือนยาสุจะเห็นด้วยกับเขา

“อื้อ…ส่งคุณชายให้ถึงมือฟูจิกาว่า พร้อมกับจดหมายฉบับนี้”ยาสุกดเสียงต่ำและพยายามบีบให้เป็นปกติ เขายื่นซองจดหมายในมือให้โจอานเป็นคนรับผิดชอบ… “นี้คือภารกิจแรกของเจ้า!โจอาน”

“ขอบคุณ…ขอบคุณ…ในที่สุดสัญญาชิโนบิก็ไม่มีวันตาย ข้าจะไม่มีวันลืมว่า ไชอินาริ พ้นจากคนเผาถ่านได้ก็เพราะคุณชาย” โจอานดีใจสุดๆ แต่ก็ยังร้องไห้ออกมาอีกอยู่ดี เขาโผวูบหายไปจากตรงนั้น แต่เพียงเสี้ยวนาทีเขาก็กลับมาพร้อมกับชุดพรางสีหิมะอย่างที่ตั้งใจ จนสร้างความไม่พอใจให้กับ ยูกาว่า ชิการุอย่างเห็นได้ชัด

“ชิ!….”

……….

สายธารไม่เคยหวนคืน……………..ไหลกลับ

ไกลลับเลี้ยวลัดเลาะ……………………..หุบเขา

พรากกราด  จากหิน…..พรากมวลหมู่เม็ดดิน

ไกลถิ่นฐานสู่คงคา………..ลอยเคว้งลงเวิ้งนที

อูคาชิ ยาสุ

……….

 วันต่อมา

เช้าวันใหม่ท้องฟ้าไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก ลำแสงจากดวงอาทิตย์ยังไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะได้  ไม่มีเสียงนกกระจิบร้องขับขานเหมือนทุกๆวัน ดอกอุเมะที่ถูกหิมะทับถมยังไม่เบ่งบาน เหมือนมันกำลังรอแสงแรก ยามุดะ กลับมาถึงหมู่บ้านตอนฟ้าใกล้สางพร้อมๆกับนินจา แต่อีกกลุ่มที่ไปส่งคุณชายมินาโมโต โคทาโร่ ยังกลับมาไม่ถึง พวกเขาคงต้องหลบนอนอยู่ที่ไหนสักแห่ง รอจนกว่าจะค่ำช่องเขาคุโระอิสีนิล จึงจะเปิดรับอีกครั้ง แต่สำหรับอดีตของคุณชายหุบเขาอิงะ ที่ถูกประมุขแห่งอูคาชิ สะกดจิตให้หลับก่อนจะนำออกสู่ภายนอก เขาก็จะไม่มีวันกลับเข้าสู่หมู่บ้านลึกลับแห่งนี้ได้อีกต่อไป…ถึงแม้จะพยายามสักแค่ไหนก็ตาม

“เจ้าจากพวกเราไป เกือบ 20 ปี ยังเหมือนเดิมเลยนะ ยามุดะ ลูกรัก”ยาสุพึมพำกับร่างที่ยังหลับไม่ได้สติของบุตรสาว

“ช่วยบอกหน่อยสิ ว่าพ่อควรจะดีใจที่เจ้ากลับมา หรือจะเศร้าที่เสียหลานชายไปกันแน่”ยาสุพึมพำต่อ “เซดะไม่ได้จากเราไปใช่ไหม เขาเพียงกลับมาเกิดใหม่ในร่างของทารกเท่านั้น ไม่มีชื่อใดที่เหมาะสมกว่านี้อีกแล้ว อูคาชิ เซดะ ก็ยังคงจะเป็นอูคาชิ เซดะแห่งหุบเขาอิงะต่อไป…หรือเจ้าว่าอย่างไร”ยาสุเหมือนจะใช้สิ่งนี้เพื่อหลอกให้ตัวเองดีขึ้น แสงแรกกำลังสว่างเหนือพื้นหิมะ ดอกอุเมะที่กำลังรอก็ได้เวลาเบ่งบานทั้งๆที่ยังหนาวเหน็บ เหมือนมันกำลังส่งสัญญาณถึงความสุขที่จะกลับมาถึงแม้ว่าเรื่องเศร้าจะยังไม่จางหายไปง่ายๆก็ตาม

……….

อีก 1 เดือนต่อจากนั้น

“คุณชายอูคาชิได้ตายไปจากเราแล้ว แต่ขอบใจ ที่เจ้ายังกลับมาเกิดใหม่ในจุดเดิม…เจ้าจะได้เป็นคุณชายอูคาชิเต็มตัวเสียที ข้าจะให้ชื่อกับเจ้า…ว่า เซดะ คุณชายน้อย…คุณชายอูคาชิ เซดะ” ยาสุ ชูร่างของทารกเพศชายขึ้นเหนือหัว เสียงหัวเราะของเขาดูแหบแห้งจวนจะเป็นเพียงเสียงที่เสแสร้งหลอกๆ

“ไปเอาสาเกมาเลี้ยง กินเนื้อให้เต็มที ต่อจากนี้อีก 3 วันเพื่อทุกคน ฮาๆ…”เขาเชิญชวน แต่ใบหน้าของหลายคนยังคงเศร้า ยาสุมองหน้าทารกในอ้อมแขน ดวงตาพิเศษของคนที่เขาพยายามเกลียดได้ปรากฏชัดขึ้นมาอีกครั้ง

“คุณชายน้อยเซดะ…เฮ…คุณชายเซดะกลับมาอีกครั้งแล้ว”โจอานชายหนุ่มร่างใหญ่นำตะโกนเป็นคนแรกๆ…ทุกคนพยายามสนุก ขาดแต่เพียงอิเงะสึงิ เคนซึคนเดียวเท่านั้นที่หายไป

“คุณชาย…คุณชายน้อยของเรา”หลายคนพยายามยินดี…

          “กูจะฆ่ามึง…ไอ้อูคาชิ!” และเป็นเสียงขู่คำราม ในขณะที่ฟันกรามบดขยี้กันอย่างหนักของ ยูกาว่า ชิการุ….

……….

แม้จะหนาวลึก………………………………จนทรวงสะท้าน

แต่เจ้าก็ยังเบ่งบานในฤดูหิมะ…………โอ้แม่ดอกอุเมะ

อูคาชิ ยามุดะ

……….

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 10

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 10 เลือดหนุ่มแรก “จงเร่งนำของสิ่งนี้ไปให้ อูคาชิซัง…ให้ถึงมือเขา!

เลือดหนุ่มแรก

ที่ปราสาทฮันโต

“จงเร่งนำของสิ่งนี้ไปให้ อูคาชิซัง…ให้ถึงมือเขา!” ฮันโต ซาซากุมิย้ำเสียงแน่นๆ พร้อมกับยื่นมีดสั้น “วากิซาชิ” และจดหมายให้คนนำสาร

“เจ้ารู้ใช่ไหม ว่ามันหมายถึงอะไร…” เขาพูดต่อพลางเกร็งใบหน้าจนโหนกแก้มด้านซ้ายกระตุก ความเคียดแค้น ความสะใจกำลังถูกสะสางไปพร้อมกันแล้วในเวลานี้

“อูคาชิซัง…มิใช่คนโง่…แต่การรักษาเกียติของชิโนบิกับซามูไรต่างกัน ข้าเกรงว่า…”

“ฮึๆ…ฮึ…เขาไม่กล้าปฏิเสธข้าทั้ง 2 ข้อหรอกน่า…”

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย” คนนำสารกำมีดสั้นพร้อมกับจดหมายในมือแน่น เขาก้มหัวนิดๆ แล้วเดินถอยหลังออกไปเร็วๆ

“ฮาๆ…ให้ทุกคนคอยดู…ทุกคนจะได้เห็น ชิโนบิแก่ๆ แต่จะต้องมาตายด้วยฮาราคีรีอย่างซามูไร…ฮ่าๆ…ช่างมีเกียติเหลือเกิน อูคาชิซัง…ฮ่าๆๆ”

……….

หุบเขาอิงะ

การทำงานล้มเหลวของอูคาชิที่ปราสาทฮันโตเป็นเสมือนสายปานที่ยึดโยงหุบเขาอิงะเอาไว้ค่อยๆ ขาดที่ละเส้น มินาโมโต ฟูจิกาว่ายกบุตรสาวคนโตให้แต่งงานกับไอ้ผิดเพศอย่าง ฮันโต ซาซากุมิ เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตระกูลและ 2 เมืองที่ขนาบหุบเขาอิงะคนละด้าน มันสร้างแรงกดดันให้กับอูคาชิ ยาสุมากมายหลายเท่า และหากพวกชิโนบิในหุบเขาโคงะเล่นด้วยกับเรื่องนี้ อูคาชิก็เห็นทีจะไม่มีทางรอด

“เคนซึ ข้าต้องการให้เจ้าทำหน้าที่เจรจากับยามุดะ เพราะข้าไม่ประสงค์จะเจอนางนอกหุบเขา” ยาสุพูดด้วยแววตาที่หม่นหมอง เหมือนพยายามเลี่ยงสิ่งที่กำลังบีบคั้นอย่างหนักโดยเฉพาะดาบ วากิซาชิ และความหมายแห่งมันที่ส่งมาถึงเมื่อ 2 วันก่อน

“ไว้ใจได้…ข้าจะทำให้ดีที่สุด” อิเงะสึงิ เคนซึรับปาก ยาสุยกถ้วยน้ำชาสีน้ำตาลดำขึ้นมาหมุน 3 รอบ แต่ก็ไม่ได้ดื่ม

“นี้ข้าไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วใช่ไหม เค็นจิ” ยาสุหลุดเพ้อขึ้นมาลอยๆ ถ้วยน้ำชาในมือยังหมุ่นไปอีกหลายรอบ แต่ก็ยังไม่ดื่มมันอีก

“หากฮันโต สามารถเจรจากับพวกโคงะสำเร็จ…เราเห็นทีจะลำบาก” เสียงเค็นจิพึมพำในลำคอ เหมือนไม่ประสงค์จะให้สิ่งที่คาดการณ์ถึงหูอีกหลายคนที่นั่งอยู่วงนอก

“แต่เราสามารถเจรจากับพวกหุบเขาโคงะ เพื่อยืดเวลาได้ชั่วหนึ่งหญิงตั้งครรภ์ตามสัญญาชิโนบิที่เคยมีให้กัน” อยู่ๆ โอสุเกะ ฮิเดะก็เสนอเหมือนจะชี้นำบางอย่าง…ทุกสายตาในห้องลับหลังม่านไม้ไผ่หันไปจ้องเขาเป็นจุดเดียว

“เจ้าหมายความว่า….” อิเงะสึงิ เคนซึกดเสียงต่ำถามใกล้ๆ ยาสุยิ้มออกมาอย่างเห็นด้วย…เหมือนเขาจะรู้ความหมายที่โอสุเกะ ฮิเดะได้สื่อออกมาแล้วเวลานี้

“เราจะไม่ยอมเสียคุณชายไป…เพราะพรสวรรค์พิเศษที่อยู่ในตัวเขาคือสมบัติที่มีค่ายิ่งสำหรับชิโนบิ และเขาต้องรีบถ่ายเทพรสวรรค์กับทายาทโดยตรงจากสายเลือดสู่สายเลือด ข้าเชื่อว่าพวกโคงะคงจะเข้าใจ” โอสุเกะ ฮิเดะอธิบาย เขาวาดสายตาจับจ้องไล่ไปทีละคน เหมือนจะขอแรงสนับสนุน

“แต่…แต่คุณชาย พึ่ง พึ่งจะ 15…”

“ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้…เค็นจิ และฮิเดะคุงเป็นหน้าที่ของพวกเจ้า…ในการไปเจรจากับพวกโคงะ…” ยาสุเหมือนจะสรุปตามนั้นแล้ว

“แต่…แต่…คุณชาย…พึ่ง 15 ปี” เสียงของโอคิตะ ไออิพยายามคัดค้านขึ้นอีก

“15 ปี ของคุณชายก็แกร่งพอ สำหรับ เลือดหนุ่มแรก …ข้าเชื่อและมั่นใจอย่างนั้น” โอสุเกะ ฮิเดะสวนกลับ พร้อมก้มหัวให้อาจารย์โอคิตะทั้งสองที่คอยจดบันทึกอยู่อีกมุมหนึ่ง

“ข้าเห็นด้วย…ทุกอย่างมันต้องมีทางออก” อิเงะสึงิ เคนซึออกแรงหนุนความคิดของฮิเดะอีกคน

“ใช่แล้ว 15 ปี สำหรับเซดะก็แกร่งพอสำหรับเลือดของหนุ่มแรก…ข้าฝากพวกเจ้าด้วยนะ” ยาสุตอบรับเบาๆ ก่อนจะซดน้ำชาในถ้วยกระเบื้องสีน้ำตาลที่เย็นชืดจนหมด

……….

อีกมุมหนึ่ง

สายลมโชยเบาๆ มาจากช่องเขาคุโระอิสีนิล มันหอบไอหิมะแรกที่เย็นยะเยือกมาปลิดป่าใบสีแดงที่กำลังเริงระบำให้หลุดร่วงเป็นรอบที่ 10 ตั้งแต่คุณชายอูคาชิ เซดะปรากฏตัวขึ้นที่นี้  ความเป็นหนุ่มแรกวัย 15 ของเขา ได้นำมาซึ่งความหงุดหงิดของยาสุเกือบทุกวันและทุกๆเรื่อง จนบางครั้งนิทานจากคนเผาถ่านที่ยาสุเทียวกรอกหูมาตั้งแต่เด็กว่าไม่มีแก่นสาร กำลังดลใจให้เขารู้สึกว่ามันคือเรื่องจริง

“โจอานไม่เคยโกหกข้า ไม่เลยตั้งแต่วันแรกจนเดี๋ยวนี้” เซดะเทียวนึกถึงสิ่งนี้ทุกครั้งที่มีปัญหา ประกอบกับชื่อเรียกที่หลุดออกมาจากปาก ฮันโต ซาซากุมิ ก็ไม่มีทางที่เขาจะลืมมันไปได้ง่ายๆ

“คุณชาย มินาโมโต โคทาโร่” เซดะเพ้อขึ้นมาลอยๆ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนรักที่นั่งนิ่งเป็นหินอยู่ข้างๆ “โจอาน บอกซิว่าข้าเป็นใคร”

“คุณชาย ข้ายืนยันว่านิทานจากคนเผ่าถ่านเป็นเรื่องจริง” โจอานย้ำอย่างหนักแน่น

“ข้าคือมินาโมโต โคทาโร่”

“และคุณชายอูคาชิ แห่งหุบเขาอิงะในเวลาเดียวกัน”

………..

ในห้องประชุมลับหลังม่านไม้ไผ่อีก 1 เดือนต่อมา

“เคนซึ ยามุดะว่าอย่างไรบ้าง”ยาสุกระวีกระวาดถามอย่างคนร้อนใจ

“…….” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับจากคู่สนทนาที่นั่งนิ่ง เหมือนเขาจะไม่แน่ใจกับอะไรบางอย่างในห้อง

“มีอะไรหรือ” โอสุเกะ ฮิเดะและอูคาชิ เค็นจิหลุดถามขึ้นพร้อมกันพวกเขาประสานสายตากันไปมาก่อนเสียงอิเงะสึงิ เคนซึจะดังขึ้น “ข้ารู้สึกว่าไม่มีเฉพาะเรา 6 คนที่อยู่ในห้องนี้”

“เจ้า เจ้า หมายความว่า ว่า อย่างไร อิ อิเงะซัง” อาจารย์โอคิตะ อีอิหลุดเสียงไม่ต่อเนื่องทั้งๆที่เขาควรจะนั่งเงียบ และอาจารย์โอคิตะ ไออิ ที่นั่งอยู่ข้างกันก็เบิกตาโพลง “ใคร…ใครจะกล้า กล้า”

“เดี๋ยวข้าจัดการเอง…” อิเงะสึงิ เคนซึเอ่ยสั้นๆ เขาลุกเดินถอยหลัง 3 ก้าวสายปานแดงถูกดึงออกมาจากกระเป๋า เขาตวัดมันไปรัดรอบๆเสาไม้ที่อยู่หลังห้องอย่างรวดเร็ว

“โอ้ย! ข้าเจ็บ…ท่านลุง” เป็นเสียงของเซดะที่ตะโกนลั่นพร้อมๆกับเผยร่าง สีหน้าของเขาดูเหมือนจะเจ็บใจมากกว่าเจ็บตัวหลายเท่า

“เซดะคุง…ข้าเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่ามันไม่ใช่ธุระอะไรของเจ้า” ยาสุกระแทกเสียงดังใส่พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ แต่เซดะ กลับนิ่งและจ้องหน้าเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

“คุณชายออกไปข้างนอกก่อน” โอสุเกะ ฮิเดะเดินเข้ามารวบตัวเขาทันทีที่อิเงะสึงิ เคนซึ คลายปมสายป่านพ้นตัว

“ความลับหลังม่านไม้ไผ่…หึๆ…ท่านพ่อมีอะไรปิดบังข้ากันแน่…หรือมันเกี่ยวกับคุณชายมินาโมโต โคทาโร่…” เซดะพูดด้วยเสียงเรียบๆ แต่กลับเต็มไปด้วยอารมณ์ที่กำลังเดือดดาลสุดๆ

“เซดะ!” ยาสุตวาด จนใบหน้าที่แดงกล่ำเขม่นปูดรอยย่นสูง

“บอกข้าสิ ท่านพ่อ! บอกข้า…”

“ลากตัวคุณชายออกไป…” แต่ก็ไม่มีใครกล้าขยับ “เอาเขาออกไป!” ยาสุแผดเสียงทั้งหมดที่มี จนโอสุเกะ ฮิเดะไม่รออีก

“คุณชาย…คุณชายไปกับข้า…”

“ท่านพ่อ!…ท่านพ่อ…มีอะไรเกี่ยวกับตัวข้ากันแน่” เสียงเซดะตะโกนไปตามทางเดินที่ไกลออกไปเรื่อยๆ

“คุณชายเชื่อข้า…”

“ยามุดะที่ท่านพ่อกล่าวถึงไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งในรอบสัปดาห์ นางเป็นใครกันแน่ หรือนางเป็นเจ้าของวงดาบเสี้ยวจันทราที่ข้าถนัดรองมาจากดาบคาตานะของพวกซามูไร…ท่านพ่อบอกข้าซิว่านิทานของพวกเผาถ่านเป็นเรื่องจริง…ท่านต่างหากที่โกหกข้ามาโดยตลอด…ท่านพ่อ ท่านพ่อนางคือแม่ของข้าใช่หรือไม่” เสียงของเซดะยังดังเล็ดลอดเข้ามาจนถึงห้องประชุมชั้นในสุด ไม่มีใครอยากได้ยิน แต่ทุกคนก็ได้ยิน โดยเฉพาะอาจารย์โอคิตะทั้ง 2 พวกเขาตกตะลึกค้างไม่หุบปาก แต่สักครู่ก็ก้มหน้าจดบันทึกบางอย่างลงในสมุดสีดำคนละเล่มอย่างเอาจริงเอาจัง

“เลือดหนุ่มแรกกำลังพลุ่งพล่านตามวัย…ท่านพี่ต้องใจเย็นให้ถึงที่สุด” เค็นจิปลอบและพยักหน้าให้ยาสุเชื่อตามเขา

“อีอิ…ไออิคุงจงบันทึกลงไป นับตั้งแต่บัดนี้ ข้าจะทำให้เขาเกลียดข้า…เกลียดให้ถึงที่สุดจนกว่าจะถึงวันจากลา…มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้เราลืมกันและกันได้ง่ายขึ้น”ยาสุกดเสียงต่ำที่ยังสั่นระริกบอก อาจารย์โอคิตะทั้ง 2 ก้มศีรษะรับอย่างเกร็งๆ แต่ก็ไม่กล้าหลุดคำถามใดๆ ออกมาอีก

“ท่านพร้อมหรือยัง” อิเงะสึงิ เคนซึถามแทรกขึ้น หลังจากสังเกตเห็นอารมณ์ของยาสุเริ่มจะเข้าที่

“ฮิเดะกำลังเข้ามา…รอเขาก่อน” ยาสุพูดช้าๆ พลางเป่าลมออกมาทางปากเสียงดัง สักพักโอสุเกะ ฮิเดะก็เดินผ่านประตูเลื่อนชั้นสุดท้ายลอดม่านไม้ไผ่มาถึง

“คุณชาย…” โอสุเกะ ฮิเดะจะรายงาน แต่ยาสุรีบยกมือห้ามเอาไว้

“พวกโคงะว่าอย่างไร” ยาสุถอนหายใจออกมายาว 3 ครั้งก่อนจะหันไปถามเค็นจิ ที่นั่งคู่กับโอสุเกะ ฮิเดะ

“เรามีเวลาแค่หนึ่งหญิงตั้งครรภ์ สัญญาชิโนบิยังไม่ตาย” เค็นจิก้มหน้ารายงาน

“โอสุเกะ….”

“ซามิโอะจัง…นางเหมาะสมที่สุดกับภารกิจนี้” เสียงสนทนาตอบโต้กันไปมา ความลับหลังม่านไม้ไผ่ ก็ยังคงเป็นความลับอยู่ ภารกิจกับเวลาแค่หนึ่งหญิงตั้งครรภ์กำลังจะเริ่มต้น ไม่มีใครล่วงรู้ความลับ นอกจากพวกเขาทั้ง 6 คนกับบันทึกในสมุดสีดำอีก 2 เล่ม

……….

ความลับ…………………ไม่ต่างอะไรกับไข่

มันจะไม่ยอมเปิดเผย…จนกว่าจะฟักเป็นตัว

อูคาชิ ยาสุ

……….

การเปลี่ยนไปของอูคาชิ ยาสุทำให้เลือดหนุ่มแรกของเซดะ เต็มไปด้วยความสับสน เขาหัดดื่มสาเก และเหล้าจากแป้งหมักของพ่อค้าชาวจีนกับกลุ่มผู้ใหญ่แทบทุกวันและบางครั้งยังร่วมวงดื่มน้ำตาลเมากับคนเผาถ่าน บางเวลาก็ขลุกอยู่ในครัวเสบียง จนสาวๆไม่เป็นอันทำงาน  เขาทำตัวไม่ต่างอะไรกับคนอายุสามสิบ หนีเที่ยวในชั่วโมงฝึกบ่อยขึ้น ความเสเพลที่คุณชายทำเพื่อประชด ยาสุ เป็นเหตุให้เขากับ โอตาบิ ซามิโอะ เด็กสาวที่แก่กว่า 2 ปีมีความสัมพันที่ลึกซึ้งกันจนได้…

…………

รสแรกเพลงรักซ่าน……สั่นหวิว

บรรเลงพลิ้วตามโน้ตใจ…ที่ใฝ่หา

เนื้อแนบเนื้อสวาทรัก…..ปักอุรา

ฟ้าทั้งฟ้าวาดวิมาน…….วิวาห์เรา

โอตาบิ ซามิโอะ

……….

และทุกๆ ครั้งที่เขามีกามกิจ เสียงร้องที่เกิดจากแรงปรารถนาของ ซามิโอะ จะสอดประสานกับเสียงลั่นของพื้นไม้เป็นจังหวะ  ยิ่งเขากลัวว่าความลับจะแตกเท่าไร ซามิโอะ ก็ยิ่งทำตัวไม่ต่างจากโสเภณีกับเขาได้ทุกวัน น่าแปลกที่ไม่ปรากฏสายตาระแคะระคายสงสัยในเรื่องนี้แม้แต่นินจาด้วยกัน เว้นแต่ ยูกาว่า ชิการุ พี่ชายของกุโบะ และเป็นคนรักของซามิโอะคนเดียวเท่านั้น ที่จ้องเหมือนจะฉีกเนื้อเขาออกเป็นชิ้นๆ

(…กูจะฆ่ามึง…ไอ้เซดะ!เสียงกล่นด่าที่ออกมากับเสียงสื่ออย่างแผ่วเบา มันเจือออกมาพร้อมกับแววตาอาฆาตแค้น และมันก็ดังขึ้นอีกพร้อมๆกับเสียงขบฟันกรามที่ไม่ปกติ (มึงทิ้งน้องกู…มึงส่งคนของกูไปเป็นตัวประกันที่ปราสาทฮันโต…และวันนี้มึงยังอาจหาญมาพราก ซามิโอะ ไปจากกูอีก…ไอ้คุณชายนรก!เห็นทียูกาว่าจะอยู่ร่วมในหุบเขาอิงะไม่ได้เสียแล้ว) เซดะได้ยินมันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เพราะความเสเพลในวงเหล้าจึงทำให้เสียงกร่นด่าไม่ต่างกับเสียงสายลมลอดจากช่องเขาคุโระอิสีนิลเข้ามาในหมู่บ้าน

และอีกหลายเดือนต่อจากนั้น  อยู่ๆโอตะบิ ซามิโอะ ก็หายตัวไปจากหุบเขาอิงะเฉยๆ ยูกาว่า ชิการุบอกอย่างเดือดดาลว่า นางถูกส่งตัวไปอยู่เกียวโตกับแม่ เพราะเขาเป็นต้นเหตุ และอูคาชิ ยาสุเองก็ใช้เหตุผลเดียวกันนี้เป็นข้อรังเกียดมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

……….

เกลียดสิ่งใด……………………ก็จะจดจำสิ่งนั้นไม่มีวันลืม

เช่นเดียวกับ…………………หนอน 1,000 ตัวในซากเน่า

อูคาชิ เซดะ

……….

ประหนึ่งเทพประดุจมาร

ที่เกียวโตปลายปี 1935

#อุแวๆ…อุแวๆ…#

#แฝดชาย!…#

#หา!…ปิศาจมาเกิดชัดๆ#เสียงตื่นตระหนกดังตอบโต้กันไปมาภายในห้องคลอด

……….

“โอ้!…ไม่นะ” อิเงะสึงิ เคนซึยืนหน้าซีดเมื่อรู้ความเคลื่อนไหวนั้นๆ

“เรา…เราจะทำ…ทำอย่างไรดี…ดี” เสียงติดๆ ขัดๆ ของโอคิตะ อีอิ ผู้ติดตามเพียงคนเดียวดังขึ้น ใบหน้าของเขาซีดมากกว่าเคนซึหลายเท่า

“อีกหนึ่งเทพ…และอีกหนึ่งก็ต้องเป็นมาร…เห็นทีข้าต้องเสียสละครั้งใหญ่หลวงเสียแล้ว อีอิคุง”

“แล้ว แล้ว จะ จะทำอย่าง อย่างไรดี ดี” เขายังย้ำถาม นาทีนั้นอิเงะสึงิ เคนซึ ก็หันมากระซิบ

“ปิดบันทึกลับชิโนบิ…เราจะรู้เรื่องนี้เพียง 2 คน คือเจ้า…ข้า…” น้ำเสียงของอิเงะสึงิ เคนซึน่ากลัวจนโอคิตะ อีอิสั่นเพราะเดาทางเขาไม่ออก

“คนคน อื่น อื่นในห้อง ห้องคลอดละ ละ”

“มีทางเลือกอื่นอีกหรือ…” เขาถามกลับพลางใช้ดวงตาชี้นำความหมายแห่งมัน

“แม้ แม้ แต่ ซา ซา มิโอะจัง…” ใบหน้าของอาจารย์โอคิตะเริ่มเครียดสนิททันทีที่เห็นภาพจากความหมายที่สายตาเขาบอก

“นางเป็นของยูกาว่า…ข้าจะล้างสมองนาง…”

“เคนซึ!…”

“ไม่เป็นไร…ข้าจะไม่ตาย…จนกว่าเขาจะตาย…” เคนซึเอ่ยอย่างไตร่ตรองและสีหน้าเขาก็เริ่มสลด

“ท่าน ท่านจะ จะ ทำอะไร”

“ขอโทษนะ ยาสุ…ข้าจำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อควบคุมเขา…ข้าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่ออีก 300 ปี”

“เนื้อ…เนื้อ นาง นาง เงือก….”

“ข้าจำเป็นจริงๆ…อีอิคุง เจ้ามีหน้าที่จดบันทึกและเก็บความลับนี้ลงในหีบซะ…หน้าที่เจ้าก็จะได้สิ้นสุด”อิเงะสึงิ เคนซึยื่นหน้ากระซิบ อีอิหน้าซีดเป็นแผ่นกระดาษเมื่อมีดสั้นมาจ่อที่คอตรงจุดตายเส้นเลือดใหญ่ มือของเขาสั่นแต่ก็ยังตวัดตัวหนังสือไปมาพร้อมกับลงชื่อและตราประทับสีแดงเอาไว้ด้านล่าง

“เก็บมันลงไปในหีบ…เพื่อความสมบูรณ์” เคนซึย้ำพลางกดปลายมีด จนสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของคมมัจจุราช

“เคะ…เคนซึ!…”โอคิตะ อีอิอุทาน แต่ผมที่ยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวก็ปกปิดความเศร้าไปจนหมดสิ้น

“เก็บมันไว้ชั้นล่างสุด…น้องข้า” เคนซึย้ำเสียงต่ำลึก มันน่ากลัวซะยิ่งกว่าเสียงตวาดหลายเท่า

“ลูก ชาย ชาย ข้า ยัง เด็ก เด็กนัก…ข้า ข้า ไม่อยากตาย ตายตอน นี้” อีอิ พยายามอ้อนวอน…ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อีกแล้ว

“ไออิคุง…น้องชายของเจ้ายังอยู่ถือว่าทำเพื่อคุณชายเถอะนะน้องรัก”

อ๊าก!” ทันทีที่บันทึกถูกเก็บเข้าที่ เลือดของโอคิตะ อีอิก็พุ่งสวนปลายมีด สีแดงฉานของมันกระเด็นไปทั่วทั้งห้อง อิเงะสึงิ เคนซึกดร่างของอีอิแน่นจนแน่นิ่งไปกับพื้น…สักครู่ปลายมีดเล่มเดียวกันก็กรีดลงกลางหน้าผากของร่างไร้วิญญาณเป็นตัวอักษรของพวกโคงะ

“หลับให้สบายเถอะน้องข้า…มันเป็นทางเดียวที่จะเก็บความลับของคุณชายเอาไว้กับข้าได้…ดีที่สุด” เคนซึเอ่ยเศร้าๆเขาใช้ฝ่ามือลูบเปลือกตาที่ยังเหลือกโพลงให้ปิดลง สักครู่เขาก็ดีดตัวหายออกไปทางหน้าต่าง เพียงเสี้ยววินาทีก็เปิดประตูกลับเข้ามาพร้อมกับนินจาอีก 2 คน ด้วยชุดกิโมโนสีน้ำตาลตัวใหม่

อีอิคุง!” อิเงะสึงิ เคนซึแผดเสียงตกใจดังลั่นห้อง

“อาจารย์!…” นินจา 2 คนที่ตามเข้ามาต่างก็ตกใจไม่แพ้กัน อิเงะสึงิ เคนซึทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ร่างไร้วิญญาณอย่างคนหมดแรง เขาช้อนร่างโอคิตะ อีอิขึ้นมากอด ก่อนจะปล่อยน้ำตาให้ไหลในแบบที่เขาไม่เคยทำมาก่อน

“อย่างน้อยการตายของเจ้าก็มีข้าที่เสียใจ…น้องรัก” เขาก้มลงกระซิบที่ข้างหู ก่อนจะรวบรวมเสียงทั้งหมดตะเบ็งเป็นชื่อเขาออกมาอีกหลายครั้ง อีอิคุง!…ไม่นะอีอิคุง!…อีอิคุง!”

“ฝีมือของพวกโคงะ…” เสียงนินจาคนหนึ่งดังขึ้น เมื่อเห็นรอยแผลรูปตัวอักษรโคงะปรากฏที่หน้าผาก…ซึ่งมันก็ทำให้แววตาแห่งความยินดีของอิเงะสึงิ เคนซึค่อยๆ ฉายออกมาลับๆ (ฮึๆๆ)… อีอิคุง…อีอิคุง!

……….

อย่าพึ่งมั่นใจว่า…….บุคคลที่ยืนอยู่หน้ากระจกเงา

จะเก็บงำความลับเอาไว้ได้…………….ตลอดไป

อิเงะสึงิ เคนซึ

…………

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 9

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 9 สัญญาชิโนบิ ความลึกลับทางสายเลือดและจิตวิญญาณที่ไม่มีใครมาลอกเลียนได้

สัญญาชิโนบิ

ความลึกลับทางสายเลือดและจิตวิญญาณที่ไม่มีใครมาลอกเลียนได้ ไม่นานนักพรสวรรค์พิเศษที่เกิดมาพร้อมๆ กับนินจาก็ทำให้ยามุดะโดดเด่น เวลานี้นางสามารถถอดร่างได้ถึง 10 ร่าง ตามที่เคยทำได้เมื่ออดีต เสียงดอกไม้กำลังเริงระบำกับผีเสื้อในสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะเข้าฤดูหิมะก็ดังก้องขึ้นในหู นางยิ้มออกมาเศร้าๆ เมื่อรู้ตัวว่าทุกอย่างในร่างกายได้กลับไปสู่ความเป็นตัวตนที่นางเกลียดมันยิ่งกว่าหนอนพันตัวในซากเน่าโดยสมบูรณ์ และมือที่คอยปิดปากหาวในเวลาเช้า ม่านตารี่ลงทันทีที่แสงแรกเบิกฟ้า ก็ยิ่งทำให้หัวใจของนางยิ่งรู้สึกหวิวหน่วงลึกยากจะอธิบาย

“นี้ข้ากำลังจะกลับสู่โลกมืดอีกครั้งแล้วหรือนี้…ข้าหนีไม่พ้นจริงๆ” ยามุดะพึมพำขณะอยู่ลำพังในห้องและทันที่ดวงอาทิตย์จะลอยขึ้นพ้นชายคาดวงตานางก็ค่อยๆ หลับสู่สีดำ

“นายหญิง นายหญิงต้องไม่สบาย” เสียงโมริดังหลังเสียงประตูหน้าห้องเลื่อนเปิด

“เปล่า…โมริจัง ข้าไม่รับอาหารเช้าและเที่ยง”

“ท่านต้องไม่สบายแน่ๆ…ข้าจะให้คนไปตามหมอโทชิ” เสียงโมริดังลุกลี้ลุกลนมากกว่าเดิม และก่อนที่เสียงซอยเท้าสั้นๆ จะพ้นประตู

“ข้าบอกว่าไม่ต้อง!” ยามุดะตวาด จนสาวใช้รีบทรุดลงไปกองกับพื้นราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว  “…และอย่าให้ใครเข้ามรบกวนจนกว่าจะถึงยามเย็น”

“แต่ว่า…นายหญิง…นายหญิงเจ้าคะ…นายหญิง” โมริเรียกอยู่นานแต่ก็ไม่มีเสียงตอบ นางจึงตัดสินใจเดินเข่าเข้าไปดูใกล้ๆ “นายหญิงหลับอีกแล้ว”ถึงแม้ว่ากิจวัตรของยามุดะจะเปลี่ยนมาได้พักหนึ่งแล้ว แต่โมริก็ยังไม่ชินอยู่ดี คำถามและเสียงเรียกเดิมๆจึงมักจะดังขึ้นเป็นประจำในทุกๆเช้า

และทันทีที่แดดกำลังจะลาฟ้ายามุดะก็ตื่น เสียงของโมริก็จะเร่งให้ประสาททุกส่วนตื่นเร็วขึ้น “นายหญิง ข้าเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้ให้แล้ว”

แต่เย็นนี้กลิ่นสาบจางๆที่ยามุดะเคยรู้จักก็แทรกเพิ่มเข้ามาสะกิด…

(ชิ…ชิโนบิ ) ยามุดะลุกได้เร็วกว่าทุกครั้ง ดวงตาหวาดระแวงไล่สำรวจซ้ายที-ขวาที

“และข้าก็เตรียมกิโมโนสีครีมกับอาหารเอาไว้…” ยามุดะยกมือขึ้นห้ามก่อนนางที่จะพูดจบ

(เราพร้อมจะแลกตัวคุณชาย…ในคืนที่ 5 สัปดาห์ที่ 2 ของฤดูหิมะ กลิ่นดอกอุเมะที่นายหญิงชอบคือสัญญาณรอจากเราที่หน้าบ้าน) เสียงสื่อในระยะใกล้ ทำให้ยามุดะอมยิ้ม แต่มันก็ยังดูเศร้าอยู่ดี

(อื้อ!…) ยามุดะสื่อเสียงกลับไปสั้นๆ (ข้าหวังว่าสัญญา ชิโนบิจะไม่มีวันตาย…ไม่เช่นนั้นข้าจะยอมให้ฟูจิกาว่านำกองทัพของมินาโมโตและฮันโต โดยมีชิโนบิในหุบเขาโคงะเป็นผู้เบิกหน้าผาคุโระอิสีนิลให้เอง) ยามุดะเสียงแข็ง และเกร็งกล้ามเนื้อจนมุมปากเผยอกระตุก…

(โปรดวางใจ…ตอนนี้หมดหน้าที่ของพวกข้าแล้ว จงเตรียมตัวให้พร้อมเพราะคืนนั้นพายุหิมะจะเข้า การเดินทางคงลำบากเพิ่มเป็น 2 เท่า)

(อื้อ!…)

“นายหญิง…เจ้าคะ”

“ข้าจะอาบน้ำ” ยามุดะกรอกตากลับมาบอก นางลุกเดินไปนั่งสางผมที่หน้ากระจกโดยมีสายตาของโมริคอยชำเลืองอยู่ตลอดเวลา

“น้ำอุ่นเตรียมเอาไว้แล้ว ข้าจะอาบให้” โมริเสนอหน้าบาน

“ไม่ต้องข้าจะอาบเอง…เจ้าจัดเตรียมชุดกิโมโนไว้ให้ข้าก็แล้วกัน”

“เจ้าค้า…”

……….

หากผิดสัญญา 1 ครั้ง……………………1 ชีวิตก็จะเหลือ 0.5

และประตูเวลา…………จะนำพาหายนะเข้ามาใกล้อีก 1 ปี

มินาโมโต ยามุดะ

………..

กลิ่นดอกอุเมะ

วันที่ 5 ของสัปดาห์ที่ 2 เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเต็มตัว เย็นนี้ยามุดะตื่นนอนเร็วกว่าปกติ อันที่จริงนางนอนไม่หลับเลยตั้งแต่เช้า นางรีบอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่หิมะหลังบ่ายสามเริ่มโปรยปลายลงมา

“วันนี้นายหญิงของข้าดูสวยเป็นพิเศษ…แต่ข้าก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนัยน์ตาของท่านถึงดูเศร้านัก” โมริพูดลอยๆ ไม่หวังกับคำตอบมากนัก นางวางผ้าที่กำลังชุนลงในตะกร้าไม้ไผ่ แล้วบางอย่างในแววตาของยามุดะก็ดลใจให้นางเดินเข้ามานั่งลงใกล้ๆ

“โมริจัง…” ยามุดะเรียกชื่อนางทั้งที่ยังดูเหม่อลอย

“เจ้าคะ…นายหญิง”

“รับปากกับข้าได้ไหม…หากโนริยาดะแต่งงานกับฮันโต ซาซากุมิเมื่อไร เจ้าจะตามไปอยู่กับนาง” น้ำเสียงดูจริงจังผิดกับอารมณ์โดยเฉพาะแววตา โมริตัวขยับเข้าใกล้จนชิดด้วยความประหลาดใจ

“นายหญิง…พูดเหมือนกับว่า”

“รับปากกับข้าก่อนซิ…” ยามุดะจ้องสาวใช้และใช้สายตาวิงวอนอีก จนโมริรู้สึกได้ถึงความเศร้าอย่างที่สุด “ข้าไม่รู้จะไว้ใจใครอีก…ถ้าไม่ใช่เจ้า”

“แล้วนายหญิง…จะอยู่กับใครเจ้าคะ”

“ข้าไม่มีวาสนาได้อยู่ที่นี้…ข้าต้องกลับคืนสู่โลกของข้าในคืนนี้” เสียงยามุดะสั่นดุจเปลวเทียนบนเชิงเหนือผนัง ใบหน้าที่ขาวจนซีดเชิดสูงเหมือนจงใจไม่ให้น้ำตาล้นออกมา แต่โมริกลับร้องไห้ออกมาก่อน

“เจ้าร้องไห้…เหมือนกับรู้เรื่องของข้า” ยามุดะหันกลับไปมองด้วยความรู้สึกแปลกใจ

“หลายคืนข้าจะเข้ามาห่มผ้าให้…แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นนายหญิงนอนอยู่บนเตียง นอกจากหน้าต่างที่เปิดทิ้งเอาไว้…หากจะให้ข้าเดา…คงไม่ผิด”

“ใช่อย่างที่ใจเจ้ากำลังจะบอก…ข้าเป็นชิโนบิ…สิ่งที่ข้าทำก็เพื่อโคทาโร่” น้ำเสียงเศร้าสนิททำเอาโมริผวากอด

“นายหญิงเจ้าคะ….” นางร้องไห้เสียงดังจนคนใช้อีก 2 คนที่นั่งประจำอยู่ด้านนอกวิ่งกรูกันเข้ามานั่งหมอบลงข้างๆ

“รับปากกับข้าซิ…ว่าจะตามไปดูแลโนริยาดะแทนข้า…” เสียงยามุดะเริ่มสั่นเครือมือที่ลูบหัวโมริก็สั่นระริก

“ข้าให้สัญญาจะดูแลคุณหนูให้ดีที่สุด…นายหญิงไม่ต้องเป็นห่วง” โมริพูดปนสะอื้นพลางซบใบหน้าลงบนตักของนาง

“ขอบใจเจ้ามาก…เอาละช่วยสางผมให้ข้าที โนริยาดะกับมาเอดะกำลังรอข้าอยู่”

“คืนนี้นายหญิงของข้าต้องสวยที่สุด…” น้ำเสียงของโมริสั่นน้อยลง นางรีบเช็ดน้ำตาให้แห้งก่อนจะลุกขึ้นสางผมจนแล้วเสร็จ ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆจากทั้งสองอีกเลย

(สัญญาชิโนบิไม่มีวันตาย) ยามุดะทบทวนตามสื่อเสียงเดิมๆ ที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีก เวลานี้หัวใจของนางเริ่มเต้นแรงขึ้น หลังจากที่แต่งตัวเสร็จนางก็เร่งฝีเท้าสั้นๆตรงไปยังเรือนน้ำชาที่นางให้โมริไปตามบุตรสาวทั้งสองไปรอ กลิ่นดอกอุเมะที่นางหลงใหลโชยมากับสายลมบางๆแต่คืนนี้มันกลับทำให้นางเศร้าจนยากจะควบคุมสติให้เป็นปกติ

“โมริจังและพวกเจ้า…ออกไปก่อน” ยามุดะหันไปสั่งสาวใช้ที่นั่งตาแดงอยู่มุมห้อง โมริมองนางนิ่งๆ…สักครู่นางก็จำใจก้มศีรษะลงทั้งๆที่อยากจะร่วมอยู่ในห้องด้วย นางลุกเดินตามคนใช้กลุ่มใหญ่ออกไปทางด้านหลัง…หลังจากนั้นทั้ง 3 แม่ลูกก็ผวาเข้าหากัน…

“โนริยาดะ มาเอดะจัง เจ้าทั้งคู่ฟังแม่ให้ดี…แม่เกิดมาเพื่อเป็นอาวุธของนินจาตั้งแต่แรก โลกมืดเป็นบ้านเก่าที่แม่จากมา” ยามุดะสะดุดหยุดลงทั้งๆที่บุตรสาวทั้งสองยังนั่งจ้องหน้ารอ  “ถึงเวลาแล้วที่แม่ต้องกลับไป…เพื่อโคทาโร่ พวกเจ้าบอกน้องด้วยว่าแม่รักเขาที่สุด” ยามุดะพูดต่อพลางเปิดอ้อมแขนกระซับทั้ง 2 ให้แน่นขึ้น

“ยาดะจัง…ทั้งหมดนี้คือคำตอบที่แม่เคยให้สัญญาไว้กับเจ้า แม่เป็นนินจา…แม่เป็นชิโนบิ แต่โคทาโร่ไม่ใช่” เสียงนางสั่นมากขึ้น

“ท่านแม่…ข้าไม่ยอม”

“ข้าเช่นกัน”

“ฟ้าได้ลิขิตสองชีวิต ให้เป็นตัวตายตัวแทนของกันและกัน โคทาโร่เกิดมาเพื่อเป็นซามูไรอย่างพ่อ มิใช่อาวุธร้ายอย่างแม่”

“ท่านแม่ มันไม่มีทางอื่นอีกแล้วรึ” มาเอดะถามทั้งๆที่ยังร้องไห้ไม่หยุด ยามุดะส่ายหน้าพลันน้ำตาก็ล้นทะลักตามบุตรสาว

“…พวกเจ้าต้องเข้มแข็งให้สมกับในกายมีเลือดซามูไรอยู่เต็มเปรี่ยม…พวกเจ้าต้องยิ้มให้การจากลาในครั้งนี้ซิ…ลูกรัก” ยามุดะเชิดคางบุตรสาวทั้ง 2 คนขึ้นมาปลอบ

“ยิ้ม ให้ แม่ เห็น เป็น ครั้ง สุดท้าย…” ยามุดะพูดติดๆขัดๆ เหมือนมีบางอย่างจุกแน่นในอก

“เราจะได้เจอกันอีกไหม” โนริยาดะถามและพยายามฝืนยิ้มให้เห็น

“หากฟ้าลิขิต…แม่ก็ปรารถนาจะให้เป็นเช่นนั้น” ยามุดะพยายามเค้นคำที่มีความหวังมอบให้ ทั้งๆที่ในใจรู้ดีว่าไม่มีทาง “ใจแม่จะขาดยามที่เห็นน้ำตาของพวกเจ้า…” ยามุดะเกร็งกอดบุตรสาวแน่นขึ้น กลิ่นดอกอุเมะก็โชยมาไม่ขาดสาย สัญญาชิโนบิก็ไม่เคยตายรวมทั้งคืนนี้ นางปล่อยมือใช้ผ้าซับน้ำตาของนางเองจนแห้ง “…มองตาแม่ซิลูก…แล้วพวกเจ้าจะตื่นมาพร้อมๆ น้องชายของเจ้า” ยามุดะพูดพร้อมกับเพ่งมนต์สะกดเข้าไปในดวงตาของบุตรสาวทั้งสองสลับกันไปมา

“ท่านแม่…”

“ข้ารักท่าน…” ไม่นานนักดวงตาของบุตรสาวทั้ง 2 ก็ค่อยๆ รี่ลงและหลับทั้งน้ำตาที่พวกนางทั้ง 2 ใช้แทนคำบอกลา

“แม่ก็รักพวกเจ้าที่สุด”

……….

แม้แต่นกไร้คอน…ก็ยังมีความหวัง…ในวันพรุ่ง

มินาโมโต ยามุดะ

……….

มินาโมโต ฟูจิกาว่า นั่งมองตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลบนผนังที่เป็นทางผ่านเข้าสู่ห้องลับ เขากำลังยืนเหม่อกับภาพนกกระเรียนมงกุฎแดงสีขาวกำลังบินผ่านดวงอาทิตย์สีแดง เปลวแสงสีอำพันจากโคมไฟใต้ตราสัญลักษณ์เต้นระริกยิ่งทำให้เห็นภาพนกกระเรียนตัวนั้นดูเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต เขายิ้มบางๆให้มัน และเสียงฝีเท้าสั้นๆ ของคนที่กำลังรอก็มาลงหยุดที่ด้านหลัง มันทำให้เขาเศร้าลงโดยฉับพลัน

“ท่านพี่ ข้าขอโทษ…ข้าขอโทษ” เสียงแหบแห้งดังขึ้น ฟูจิกาว่าหันไปช้าๆ ภาพของยามุดะในชุดกิโมโนสีครีมนั่งนิ่งอยู่กับพื้น มันสื่อให้เขารู้ความหมายที่นางจงใจ

“อย่าทิ้งข้าไปได้ไหม”

“ข้ามันคนบาป…”

“……” ฟูจิกาว่าทรุด เขาเชิดคางยามุดะขึ้นเหมือนต้องการเห็นใบหน้าของนางชัดๆ

“ขอให้ข้าได้ไถ่โทษ…ที่ปิดบังความเป็นชิโนบิของตัวเองมาโดยตลอด ถึงเวลาแล้วที่ข้าต้องแลกเพื่อเรา เพื่อมินาโมโต เพื่อโคทาโร่ และทุกๆคน” ยามุดะพูดเพื่อมิให้ตัวเองลังเล

“กิโมโนสีครีมตัวนี้…เจ้าใส่ครั้งแรกที่เข้ามาเป็นเจ้าสาว…และครั้งนี้…” ฟูจิกาว่าพูดและนิ่งไปอีกทั้งๆที่ใจอยากจะพูดกับนางให้มากที่สุด “ฮันโต และโคงะรับปากว่าช่วย…เจ้าไม่จำเป็นต้องทำ” เขาทักท้วงทั้งๆที่รู้ว่าไม่เป็นผล

“ข้าเกลียดโลกมืด และเกลียดอูคาชิยิ่งกว่าหนอนพันตัวในซากเน่า แต่พวกเขาก็คือครอบครัวข้า…และหุบเขาอิงะก็คือบ้านข้า…ท่านพี่ข้าขอ…ข้าขอให้เป็นทางเลือกสุดท้ายหากพรุ่งนี้โคทาโร่ยังไม่กลับมา” ยามุดะพูดเสียงต่ำ นางสะดุ้งนิดๆ เมื่อกลิ่นดอกอุเมะโชยเข้ามาแรงกว่าเดิม นางเม้นริมฝีปากเพื่อไม่ให้ฟูจิกาว่ารู้ความหมาย นางลุกขึ้นพลางใช้มือทั้ง 2 ข้างประคองใบหน้าของสามีและบรรจงจูบริมฝีปากเขาพร้อมกับน้ำตาใต้แสงโคมสีอำพัน

“ข้าคงไม่มีวาสนาจะจูบเจ้าได้ครบพันครั้งอีกแล้วใช่ไหมยามุดะ”

“พวกนินจามารอข้าที่หน้าบ้าน…” นางบอกแต่ฟูจิกาว่าเหมือนจะไม่ยอมฟัง เขาละเลงจูบนางไปทั่วทุกส่วนหวังจะให้ครบพันครั้งก่อนนางจะไป

“ท่านพี่ ท่านพี่ มองตาข้า…” ฟูจิกาว่าชะงัก ขณะเดียวกันยามุดะก็ใช้สายตาเพ็งเข้าไปในดวงตาที่กำลังเรียกร้อง

“ข้าจะนับว่าจูบนี้เป็นครั้งที่หนึ่งพัน…ของเรา” พูดจบยามุดะก็บดขยี้ริมฝีปากกับฟูจิกาว่าเหมือนจะหลอมรวม แต่ดวงตาที่เบิกค้าง นางก็ใช้มรดกที่ได้รับจากนินจาเพ่งเข้าไปสะกดปิดจุดหลับทันที

(ขอโทษ…ข้าไม่อยากเห็นน้ำตาของซามูไรที่มีค่ายิ่งกว่าเพชรอะโออิ…เพราะมันจะตามไปหลอกหลอนข้าถึงหุบเขา) ยามุดะสื่อเตือนตัวเอง นางกัดริมฝีปากเพื่อไม่ให้ร้องให้อีก จนเห็นเลือดสีแดงซึมรอบๆ ก่อนจะค่อยๆวางร่างสามีลงกับพื้น นางจ้องเขาอยู่นานก่อนจะลุกเดินหันหลังห่างไป 3 ก้าว “ลาก่อน…” นางพูดสั้นๆ ก่อนจะก้าวต่อไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย

……….

บานสะพรั่งกลางหิมะ…ไม่รู้จักเหน็บหนาว…โอ้แม่ดอก…อุเมะ

มินาโมโต ยามุดะ

……….

เวลาต่อมา

#แกร๋ๆ แกร๋ๆแกร๋ๆ# เสียงร้องเสียงตีปีกพรึบๆของนกกระเรียนมงกุฎแดงที่หลังบ้าน และเสียงนั้นก็หายไปในความมืด เหมือนมันจงใจจะบินไปพร้อมๆ กับยามุดะ ฟูจิกาว่าสะดุ้งตื่นในอีก 6 ชั่วโมงต่อมา เขามองไปรอบๆห้องที่ว่างเปล่า หิมะข้างนอกกำลังโปรยปรายไม่ขาดสาย เขาเดินออกไปยืนนิ่งริมระเบียง มันเป็นคืนแรกที่เห็นจันทร์เสี้ยวลอยเด่นกลางฟ้าคู่กับพายุหิมะที่กำลังทำหน้าที่

“ท่านพี่…ข้าเห็นแสงไฟจากห้องเลยเข้ามาดู” เสียงคุณนายมานาโมโต ไอ ดังขึ้นที่ประตูหลัง นางซอยเท้าสั้นๆ เข้ามานั่งลงในระยะหนึ่ง

นกกระเรียนหลังบ้าน…หนีไปอีกตัวแล้วใช่ไหม” ฟูจิกาว่าถาม

“ข้าก็ได้ยินเสียงร้องของมันเช่นกัน” นางตอบ แววตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและวิตกกังวลกับเรื่องราวทั้งหมด “นางบอกอำลาข้า…เมื่อ…”

ไอ..ฟูจิกาว่ารีบตัดบท ไอ…ข้าจะเห็นแก่ตัวเกินไปไหม หากข้าอยากจะให้เจ้ารักข้า อยู่กับข้า ดูแลข้าตลอดไป ทั้งๆที่ข้าไม่ได้รักเจ้าเลยสักนิด” ฟูจิกาว่าพูดเอื่อยๆ คุณนายไอนิ่งอึ้งแต่ในที่สุดนางก็ลุกเดินเข้าไปสวมกอดเขาจากด้านหลัง

                ..ถึงแม้ท่านพี่จะไม่ได้รักข้า แต่ท่านก็เป็นคนสอนให้ข้าได้รู้จักความรัก…คำขอบคุณของข้าก็เสมือนกับคำบอกรักจากข้าเช่นกัน” คุณนายไอพูดเรียบๆแต่จริงจังในความหมาย ฟูจิกาว่ากระชับมือของนางเข้ามาแนบอก เหมือนอยากจะขอบคุณกับคำตอบที่นางให้

“เจ้าเข้าใจข้าเสมอ ไอ” ฟูจิกาว่าพูดต่อพร้อมกับหันหน้าไปสวมกอดนางตอบ สักพักชุดกิโมโนของคนทั้งสองก็หลุดลงไปกองอยู่กับพื้น มีเพียงเนื้อแนบเนื้อเท่านั้นที่ทำให้อุ่นในคืนหนาวเช่นนี้

“ท่านพี่…ข้าขอบคุณ…ท่านพี่…ท่านพี่”

……….

เหมือนรักของข้าโดนสาป

เหมือนบาปของข้ามหันต์

เหมือนโทษจากฟ้าลงทันธ์

เช่นวันที่ฟ้าพรากจากไกล

มินาโมโต ฟูจิกาว่า

……….

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 8

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 8 กลับคืนสู่ตัวตน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปีการตามหา มินาโมโต โคทาโร่ บุตรชายคนเดียวของตระกูลก็ยังไร้วี่แวว

กลับคืนสู่ตัวตน

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปีการตามหา มินาโมโต โคทาโร่ บุตรชายคนเดียวของตระกูลก็ยังไร้วี่แวว หมู่บ้านนินจาในหุบเขาอิงะก็ยังเป็นความลับที่ไม่อาจจะเข้าถึง แม้แต่เลือดนินจาอย่างยามุดะเองก็ไม่เป็นผล ทุกๆวันของฟูจิกาว่าจึงหมดไปกับการลาดตระเวนไปทุกๆ จุดทุกๆ ที่ ที่คาดว่าจะเป็นหน้าผาคุโระอิสีนิล ตามที่ยามุดะบอก แต่ก็คว้าน้ำเหลวไม่เป็นท่าทุกครั้ง

ส่วนยามุดะ…นางยังคงโทษตัวเองไม่เลิก แม้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงไรก็ตาม นางมักจะเอาหมอนปิดปากร้องไห้ เหมือนกลัวว่าเสียงโศกเศร้าจะทำให้ฟูจิกาว่ารำคาญ แต่กระนั้นมันก็ไม่เป็นความลับ นางอยากจะฆ่าตัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดหลายครั้งต่อสัปดาห์ แต่โมริก็คอยกันนางให้อยู่ห่างจากมีดได้ทุกครั้ง

อูคาชิ…ข้าเกลียด อูคาชิ ข้าเกลียดชิโนบิ ข้าเกลียดหุบเขาอิงะ ข้าเกลียดโลกมืด” เข้าปีที่ 10 แล้ว ที่เสียงกล่นด่าประโยคเดิมยังหลุดจากปากไม่เว้นแต่ละวัน เวลานี้ยามุดะไม่ต่างอะไรกับคนบ้า มันนานพอสำหรับจะให้ลืมเรื่องบางเรื่อง แต่สำหรับเรื่องที่กินลึกเข้าไปในหัวใจ แม้วันสุดท้ายของชีวิตนางก็จะยังร้องไห้อยู่ดี

“หากการตามหายังล้มเหลว เห็นทีข้าต้องเอาชีวิตเข้าแลก” ยามุดะพึมพำ โมริเงยหน้ามองแวบหนึ่งก่อนจะหันไปสนใจกับงานที่กองอยู่ตรงหน้า ทำเหมือนไม่มีอะไรเช่นที่เคยทำ  “เลือดบริสุทธิ์อย่างข้า กับเลือดผสมอย่างโคทาโร่ ดูซิว่า…ท่านพ่อจะเลือกใคร” นางบ่นเสียงดังขึ้นอีกจนโมริกระวีกระวาดเข้าไปหา

“นายหญิง…อีกไม่นานคุณชายมินาโมโตก็ต้องกลับ” โมริไม่รีรอจะพูดประโยคซ้ำๆ ที่นางใช้ได้ผล

“เจ้าพูดประโยคเดิมๆนี้เข้าปีที่ 10 แล้วนะโมริจัง” ยามุดะหันไปกระแทกใส่จนสาวใช้นิ่งก้มหน้า  “ข้าขอโทษ…ที่หงุดหงิด…แต่ตอนนี้ข้าเริ่มหิวแล้วละ” พูดจบยามุดะก็ถอนหายใจออกมายาวๆ จนโมริเงยหน้ามองเพื่อสำรวจอารมณ์ที่คาดว่าจะปกติอย่างคนหวาดหวั่น

“ถ้าอย่างนั้นนายหญิงเร่งแต่งตัวใหม่เถอะ ข้าจะสางผมให้นะเจ้าคะ” นางเสนอเมื่อแน่ใจอย่างที่เห็น

“ไม่ต้อง ข้าจัดการเอง…เจ้ารีบลงไปสั่งเตรียมอาหารด้านล่างจะดีกว่า”

“เจ้าคะ…นายหญิง…กิโมโนสีเขียวปีกแมลงทับ ข้าได้เตรียมไว้ให้แล้ว” โมริบอกยิ้มๆ นางชายตาไปที่ชุดกิโมโนที่แขวนอยู่อย่างตั้งใจ ยามุดะพยักหน้า “ไปเถอะข้าจัดการเองได้” ยามุดะกำชับอีก จนสาวใช้จำต้องลุกเดินซอยเท้าสั้นๆ ออกปะตูไป

“เลือดข้ายังเป็นชิโนบิ…มันคงไม่ใช่เรื่องยากหากข้าจะกลับไปสื่อเสียงติดต่อ…ข้าจะไม่ลังเลอีก ข้าจะไม่ลังเลอีกต่อไป” ยามุดะพึมพำคนเดียวในห้อง ความเงียบและความว่างเปล่ากำลังนำทางให้สมาธิของนางนิ่ง และแล้ว…

(ท่านพ่อเคยพยายามติดต่อกับข้าด้วยวิธีนี้ ญาณชิโนบิ)

(ท่านพ่อ…ท่านพ่อ…ท่านพ่อ) “ข้าต้องฝึก….เพื่อกลับไปสู่ตัวตน…ข้าหนีโลกมืดไม่พ้นจริงๆ” นาทีนั้นน้ำตาของยามุดะก็หยดแหมะลงพื้น ทั้งๆที่ใบหน้าของนางกำลังแข็งกร้าว

การฝึกฝนเพื่อกลับคืนสู่ตัวตนของยามุดะเป็นไปอย่างเงียบๆ นางมุ่งมั่นจนโมริอดสงสัยไม่ได้ กระนั้นยามุดะก็ไล่โมริออกมานั่งนอกประตู โมริพยายามแข็งขื่นแต่ก็เกรงสายตาปริศนาของนาง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โนริยาดะ บุตรสาวคนโตเข้ามาเห็นยามุดะในขณะกำลังฝึกทบทวนการพลางตัวกับผนัง แต่ในเวลานั้นนางยังทำได้ไม่สมบูรณ์นัก จึงทำให้โนริยาดะเห็นแต่เพียงศีรษะของนางลอยอยู่นิ่งกับผนังสีครีม

“กรี๊ด!…ท่านแม่” เสียงกรีดร้องของบุตรสาวทำให้ยามุดะรีบเป่าผงแป้งสีขาวเพื่อกางอาคมครอบ มิให้เสียงดังจนคนทั้งบ้านแตกตื่น

“โนริ….โนริยาดะ ฟังแม่…” ยามุดะจ้องเข้าไปในดวงตาที่ยังเบิกค้าง จนบุตรสาวได้สติ

“ท่านแม่ เมื่อครู่…ข้าเห็น…ข้าเห็น” โนริยาดะเสียงสั่น ดวงตาของนางกลับกรอกไปมาอย่างคนหวาดระแวง

“โนริจัง ฟังแม่…สิ่งที่เจ้าเห็นเป็นเพียงภาพลวงตา…รับปากกับแม่ซิ ว่าจะไม่พูดเรื่องนี้กับใคร” ยามุดะย้ำเสียงต่ำใกล้ๆ และจงใจใช้พลังลึกลับจากดวงตาที่เป็นมรดกของนินจากระตุ้นให้บุตรสาวเชื่อ

“หมายความว่าอย่างไร….ภาพลวงตา ข้าไม่เข้าใจ”

“แล้วเจ้าจะค่อยๆรู้จักมันเอง…รับปากกับแม่ซิว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง” ยามุดะย้ำเป็นครั้งที่ 2

“ท่านแม่บอกข้าก่อน ว่ากำลังจะทำอะไรแล้วข้าถึงจะรับปาก”

“โนริจัง…แม่ให้สัญญาจะบอกลูกแน่นอน แต่ไม่ใช่วันนี้”

“แล้ว…เมื่อไรกัน” โนริยาดะคาดคั้น พลางเบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอดมานั่งจ้องหน้านางอย่างเอาจริง

“อีกไม่นาน…แม่สัญญา” ยามุดะเสียงแข็ง

“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ให้สัญญา” ยามุดะดึงบุตรสาวเข้ามากอดแทนความรู้สึกที่กำลังสับสน นางใช้เวลาฝึกตัวเองไม่นาน กระบวนการถอดร่างก็สำเร็จ ตอนนี้นางสามารถถอดร่างได้ถึง 3 ร่าง และอีกไม่นานนางจะต้องถอดให้ได้ไม่น้อยกว่า 10 ร่างเหมือนที่เคยทำได้ในอดีต

ตอนกลางคืนยามุดะจะหายไปเป็นระยะๆ เพื่อฝึกฝนตนเองให้เข้ากับโลกมืด นางหลีกเลี่ยงการสะกดจิตเข้าไปในดวงตาของฟูจิกาว่าเพื่อจะทำให้เขาหลับ เพราะนางเชื่อว่าสิ่งนั้นอาจจะทำให้ความรักบริสุทธิ์เกิดรอยด่าง…จนกระทั้งคืนหนึ่งความตั้งใจของยามุดะก็เป็นผล

(อูคาชิ ยามุดะ เจ้าของวงดาบเสี้ยวจันทรา…ขอต้อนรับกลับคืนสู่หุบเขาอิงะ) อยู่ๆ เสียงสื่อที่มาจากกระแสจิตของใครบางคนก็ดังขึ้นในหัว ยามุดะฉายยิ้มทั้งน้ำตา (โลกมืดคือบ้านของเจ้า…ยามุดะ)

(ใช่!ความมืดคือโลกที่ข้าเกิด ข้าไม่อาจปฏิเสธมันได้) ยามุดะตอบกลับและเงียบรอจากอีกฝ่าย แต่เสียงสื่อก็เงียบจนนางรู้สึกกลัว (…ข้าขอแลกเลือดบริสุทธิ์ในกายข้า กับเลือดผสมที่มีวิญญาณของศัตรูซ่อนอยู่) ยามุดะรีบสื่อเสียงต่อ และเฝ้าภาวนาให้อีกฝ่ายได้ยินในสิ่งที่นางเสนอ แต่มันก็ยังเงียบเช่นเดิม

โคทาโร่ ไม่ใช่ชิโนบิ…เขาไม่ได้เกิดมาเพื่ออูคาชิ แต่เขาคือซามูไรแห่งมินาโมโต…เขาเกิดมาเพื่อเป็นซามูไรยามุดะหลุดเสียงตะโกน จนนกกระเรียนมงกุฎแดงในสวนหลังบ้าน ตกใจตีปีกเสียงดังขึ้นพร้อมๆกัน #พึบๆ…พึบๆ แกร๋ๆ…แกร๋ๆ#

(เจ้าเกิด  มาเพื่อ  เป็นอาวุธ…วงดาบเสี้ยวจันทรา) ไม่ใช่เสียงคนเดิมที่ตอบกลับมา ยามุดะเบิกตากว้างอย่างคนคาดไม่ถึง

“ท่านพ่อ”

(คืนเดือนเสี้ยวก่อนฤดูหิมะ…ใบไม้สีแดงจะนำทางเจ้าสู่น้ำตก มะทซึ นิ เราจะรอเจ้าที่นั้น…น้ำตกต้นสนคู่แห่งหุบเขา…)

(โคงะ น้ำตกต้นสนคู่แห่งหุบเขาโคงะใกล้ศัตรูหมายเลขหนึ่ง)

(ใกล้ศัตรูเท่าไร ก็ยิ่งปลอดภัยจากซามูไรเท่านั้น)

(ท่านพ่อ…)

(เวลานี้เจ้าไม่มีสิทธิ์ มาต่อรอง)

(ใช่…และข้าก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ)

(ใบไม้ใบแรกโหมโรง…สัญญาชิโนบิก็จะเริ่มต้น) ทันทีที่เสียงนั้นพูดจบ เสียงป่ากลางหุบเขาทิศตะวันออกของเมืองคาโกคุมะ ก็เข้ามาแทนที่ ยามุดะยืนนิ่งอยู่นานก่อนความยินดีจะฉายออกมาเป็นรอยยิ้ม

“โคทาโร่…แม่มีหวังแล้ว” ยามุดะพึมพำพร้อมๆ กับน้ำตาแห่งความยินดีหยดลงสู่พื้นดิน “เจ้าจะต้องเป็นซามูไรเหมือนพ่อ…มิใช่อาวุธนินจาอย่างแม่” นางปล่อยน้ำเสียงแหบแห้ง…ก่อนปลายเท้าที่ทำหน้าที่ไม่ต่างกับสปริงจะพานางทะยานขึ้นจากหมู่แมกไม้ นางส่งตัวจากต้นแอ็ด ต่อด้วยต้นสนมซึ กางแขนทั้ง 2 ข้างออกเหินเวหาราวกับเข้าใจว่าตัวเองคือนกรัตติกาล “โคทาโร่ๆๆๆๆๆ…”

…….

ตามหาฝัน……………………………………….อันรางเลือน

ดีกว่าเลือนรางบนทางที่………………………..มิได้ฝัน

มินาโมโต ยามุดะ

……….

ใบไม้โหมโรงในคืนจันทร์เสี้ยว

ทันทีที่ฤดูใบไม้ร่วงเยื้องกรายเข้ามา ใบไม้ใบแรกก็เริ่มโหมโรงเปลี่ยนสีในตัวเองจากเขียวเป็นเหลืองและแดงลามไปทั้งป่า ยามุดะ ใจสั่นหวิว นางบอกตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่า มันคืออาการของความตื่นเต้นที่สัญญาชิโนบิมาถึงหรือว่าเป็นเพราะลางอาลัยที่นางจำต้องจากที่นี้กันแน่

“โมริ…” ยามุดะเรียกสาวใช้ที่นั่งเย็บผ้าอยู่หน้าห้อง ประตูถูกเลื่อนออกช้าๆ และคนที่นางเรียกก็นั่งก้มหน้ารอคำสั่งอยู่ตรงนั้น

“มีอะไรหรือเจ้าคะนายหญิง”

“คืนนี้ข้าอยากพักผ่อน อย่าให้ใครเข้ามาในห้องโดยเด็ดขาด!” ยามุดะย้ำประโยคสุดท้ายเสียงหนักแน่น และใช้สายตาแกมบังคับในเชิง

“เจ้าคะ” โมริก้มหัวรับคำสั่งและประตูก็เลือนปิดพร้อมๆ กับแสงไฟภายในห้องนอน

#นายหญิงหลับแล้วเจ้าคะ#เสียงของโมริจากนอกประตู

#รึ!…ไม่เป็นไรเอาไว้พรุ่งนี้ก็แล้วกัน ข้าไม่อยากรบกวนนาง#และก็เป็นเสียงพูดของมินาโมโต ฟูจิกาว่า

“…ข้ารักท่าน” ยามุดะพึมพำในความมืด “แต่ข้าจะลังเลอีกไม่ได้” นางกดเสียงต่ำด้วยความเจ็บปวดสักพักร่างในชุดพรางสีดำก็พุ่งทะยานออกไปทางหน้าต่างหายเข้าไปในเงามืดของคืนเดือนเสี้ยวที่ปกปิดความเป็นตัวตนของนาง ปลายเท้าทำหน้าที่ไม่ต่างกับสปริงกดเบาๆจากต้นแอ๊ดที่พึ่งเปลี่ยนเป็นสีแดงลอยข้ามไปยังโขดหินที่อยู่ไกลออกไป นางหยุดกระพริบตาถี่ๆ หลายครั้งเพื่อปรับแสงสีเขียวอมเหลืองให้เห็นชัด

(ใบไม้สีแดงจะนำทางเจ้าสู่น้ำตก มะทซึ นิ) พลันเสียงสื่อในความทรงจำก็ผุดขึ้นมาในหัว

“น้ำตกต้นสนคู่แห่งหุบเขาโคงะ” นางทบทวน ก่อนจะปล่อยผมที่ขมวดเอาไว้ให้เป็นอิสระ อากาศบางเบาถูกสูดเข้าจนเต็มปอด สักพักมันก็ถูกพ่นออกมาแรงๆ แล้วร่างที่พร้อมจะโผจากเงาสู่เงาก็ลอยสูง แขนทั้งสองข้างกางออกประหนึ่งจะใช้มันแทนปีกของนกรัตติกาล ยามุดะกระพริบตาอีกครั้ง สุดท้ายยอดไม้สีแดงข้างหน้าก็ฉุดร่างของนางให้ลอยข้ามไปหา ปลายเท้ากดส่งต่อไปยังต้นสีแดงถัดไปเป็นระยะๆ จนลับเหลี่ยมเขาทางทิศตะวันออกของคาโกคุมะ

อีก 3 ชั่วโมง…ในที่สุดนางสัมผัสเสียงน้ำตกที่ใกล้เข้ามาได้อย่างชัดเจน นางเริ่มโผช้าลงพลางส่ายสายตาที่แหลมคมประดุจเหยี่ยวสำรวจเข้าไปในความมืดของป่าเบื้องล่าง

“ใช่!…น้ำตกมะทซึ นิ…มันคือน้ำตกต้นสนคู่แห่งหุบเขาโคงะ ข้าจำมันได้ดี” ยามุดะพึมพำพร้อมลดระดับต่ำ ทันทีที่ปลายเท้าทั้งสองสัมผัสกับโขดหิน นินจากว่า 10 คนก็พุ่งทะยานออกมาจากราวป่ารอบๆ พวกมันล้อมวงหมุนเข้ามาหานางช้าๆ แต่ยามุดะก็ไม่มีท่าทีจะหวาดหวั่น นางกลับฉายยิ้มไปให้แทน

“ขอบใจที่มา ตามสัญญา” นางกดเสียงต่ำทุ้มๆ เหมือนไม่ต้องการให้สะท้อนกับโขดหินหลังน้ำตก สัญชาตญาณบางอย่างชักนำให้นางกระโจนต่อไปยังพื้นราบที่ถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้แห้ง โดยมีเหล่านินจาพวกนั้นตามไปหมุนรอบๆ ตัวนางด้วยท่าทีระแวดระวังเป็นพิเศษ

“ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามิใช่โคงะ…และพวกเจ้าก็รู้เช่นกันว่าข้าเป็นใคร” ยามุดะยิ้มมุมปาก ในขณะที่ปลายเท้าก็กดกิ่งไม้ให้แตกเหมือนจะส่งรหัสลับบอกอีกคน

#แกร็ก!#

“ยามุดะ…เจ้าสบายดีใช่ไหม” ทันใดนั้นเสียงเยือกเย็นประหนึ่งสายลมฤดูหนาวก็ลอยมาจากต้นสน 2 ต้นเหนือน้ำตกขึ้นไป ยามุดะมองตามทิศที่เสียงเรียก มีความยินดีไม่น้อยเจืออยู่ และแล้วร่างชายชราผมยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวในชุดกิโมโนสีเทาขุ่นก็ลอยข้ามลำธารเข้ามาหยุดนอกวงล้อมของนินจา ที่เวลานี้พวกมันเริ่มหมุนช้าลงแล้ว

“ท่านลุง…เคนซึ” ยามุดะเสียงสั่น ใจนางเองก็สั่นลึกจนแทบจะจมหายไปในพื้นดิน

“เจ้ามีความสุขดีใช่ไหม…” เขาย้ำประโยคเดิมพลางเสยเส้นผมสีขาวที่คลุมใบหน้าออกให้พ้นสายตา

“ข้ามีความสุขที่สุด…แต่จะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อนรกกำลังรอข้าอยู่” ยามุดะประชดอย่างที่อัดอั้น “ท่านลุงไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอด 15 ปี” นางประมาณ และกระพริบดวงตาอีก 2 ครั้ง

“สุขภาพข้าแย่ลงไปเยอะ” อิเงะสึงิ เคนซึตอบและเงียบไปพักหนึ่ง “ยามุดะ…ชิโนบิอย่างเรา ถูกฟ้าลิขิตให้เกิดมาเพื่อปกป้องความยุติธรรมในโลกมืด เราเกิดมาเพื่อเป็นอาวุธ นรกที่เจ้าว่ามันอยู่ในใจของเจ้าเองต่างหาก เลือดชิโนบิบริสุทธิ์ในกายจะไม่มีวันเปลี่ยนเป็นอื่น โดยเฉพาะซามูไร” เขาเหน็บแนมพร้อมกับเดินตรงเข้ามาหา ในขณะที่เหล่านินจาก็หยุดนิ่งในท่าเตรียมพร้อมจะจู่โจม

“ข้าจะไม่หนีมันอีก…แต่คนที่มีเลือดชิโนบิอยู่เพียงครึ่งเดียวอย่างโคทาโร่ ก็ไม่สมควรจะอยู่ในหมู่บ้านเช่นเดียวกัน…” ยามุดะยืนกรานเสียงแข็ง มือของนางข้างลำตัวกำเกร็งแน่น

“เขา ต้อง มี…ตัวตายตัวแทน…” อิเงะสึงิ เคนซึพูดเสียงเบากว่าเมื่อครู่

“ท่านลุงกำลังจะทำอะไรกับบุตรชายข้า…”

“เขาจะไม่เป็นอะไร…แต่ขอเวลาเราสักนิด…ข้าให้สัญญาไม่นานเกินไป…แล้วจะส่งคนไปรับ”

“ข้าหนีมาเองข้าก็ต้องกลับเอง…เพียงแค่ท่านบอกรหัสผ่านกับข้า”

“ไม่ได้!…” อิเงะสึงิ เคนซึปฏิเสธเสียงแข็งดัง

“ทำไม…ข้าก็เป็นอูคาชิคนหนึ่ง…ชิโนบิทุกคนย่อมมีสิทธิ์เข้าออกหมู่บ้านเท่าเทียมกัน”

“แต่ไม่ใช่เวลานี้…หากฟูจิกาว่ารู้…ความลับที่ปิดตายมากว่า 400 ปี ก็จะถูกเปิดเผย…เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม แล้วข้าจะรีบส่งคนไปรับ” พูดจบ อิเงะสึงิ เคนซึก็ส่งสัญญาณให้เหล่านินจาทั้ง 10 คนก้มหัวให้นาง

“ข้าจะบอกยาสุ ว่าเจ้ายังสวยเหมือนเดิม” เขายิ้มบางๆ จนริมฝีปากแนบแบนเป็นเส้นตรง ทันทีที่ใบไม้รอบๆ เริ่มโบกสะบัด ร่างของนินจาทั้ง 10 และเคนซึก็ลอยสูงจากพื้น

“ท่านลุง…เคนซึ… เดี๋ยวอย่างพึ่งไป” ยามุดะตะโกนไล่หลัง แต่สายลมวูบหนึ่ง ก็หอบทั้งหมดหายลับยอดไม้ไปแล้ว

(เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม…สัญญาชิโนบิไม่มีวันตาย แล้วข้าจะส่งคนไปรับ)เสียงสื่อดังขึ้นในหัว…แต่ยามุดะเหมือนจะร้องไห้ออกมา

(ข้าต้องรอถึงเมื่อไร…ท่านลุง ท่านลุง) นางกรอกเสียงสื่อกลับอย่างสุดจะทานกับคำตอบ มีเพียงเสียงของน้ำตกกระทบโขดหินเท่านั้นที่ตอบกลับ “ข้ารู้ว่าสัญญาชิโนบิไม่มีวันตาย…แต่เมื่อไรกัน” ยามุดะตะโกนด้วยเสียงทั้งหมดที่มี จนนกป่าที่เกาะคอนหลับอยู่ตามกิ่งไม้รอบๆ ตกใจตีปีกบินหนีไปคนละทาง “ข้าต้องรอถึงเมื่อไร” ความมืดปกปิดความเป็นตัวตนของนางได้ แต่ไม่สามารถปกป้องเสียงสะอื้นที่ลอยไปตามลมได้ “เจ้าต้องเข้มแข็งกว่านี้ ยามุดะ” นางกำชับตัวเอง และปล่อยให้ความเงียบเข้ามาเยียวยา น้ำตาหยดสุดท้ายถูกปาดทิ้ง ไม่นานร่างในชุดพรางสีดำก็ดีดตัวไปยังโขดหินใกล้ๆ ก่อนจะส่งต่อลอยสูงเหนือยอดต้นหลิว “ข้าต้องเข้มแข็ง….กว่านี้” นางกดปลายเท้าอีกครั้งที่ยอดต้นสนคู่เหนือน้ำตกมะทซึ นิ ความมืดกลืนร่างนางหายไปเหลือไว้เพียงจันทร์เสี้ยวในคืนที่สัญญาชิโนบิจบลงและเริ่มต้นใหม่อีกเป็นครั้งที่ 2  เวลาต่อจากนี้เท่านั้นที่จะช่วยนางพิสูจน์ว่า สัญญาชิโนบิจะไม่มีวันตายหรือไม่

ประกายแสงสีอำพันเริ่มจับที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เสียงนกเล็กๆ ตามรายทางที่นางโผทะยานผ่านกล่าวอรุณสวัสดิ์ ยามุดะเร่งโผให้เร็วขึ้นนางต้องกลับให้ถึงคาโกคุมะก่อนฟ้าสางซึ่งเวลาก็น้อยลงทุกที

(เจ้าต้องเป็นซามูไรเหมือนพ่อ มิใช่อาวุธร้ายอย่างแม่…โคทาโร่)

……….

บางเรื่อง……………….ต้องอาศัยคนโง่เจรจา

จึงจะถือว่า……………………………ฉลาดล้ำ

อิเงะสึงิ  เคนซึ

…………

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 7

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 7ภายในปราสาทฮันโต แสงไฟจากในห้องสาดผ่านผนังบุด้วยกระดาษสาสีขาว ทำให้เห็นทางเดินภายในปราสาท

ภายในปราสาทฮันโต

แสงไฟจากในห้องสาดผ่านผนังบุด้วยกระดาษสาสีขาว ทำให้เห็นทางเดินภายในปราสาทอย่างไม่จำเป็นต้องอาศัยแสงสว่างจากโคมไฟเหนือผนังที่กระจายอยู่ตามทางเดินแคบเลยสักนิด แต่กระนั้นเหล่าคนใช้สตรีที่เดินผ่านไปมาเป็นคู่ๆ ก็ไม่วายจะถือดวงโคมนำทางด้วยความเคยชิน พวกนางเทียวเดินสำรวจความเรียบร้อยไปตามห้องต่างเป็นระยะๆ ไม่นานเงาของซามูไร 4 หรือ 5 คนที่ถูกแสงสะท้อนทาบไปกับผนังก็ปรากฏที่มุมเลี้ยว

#พวกเจ้ากำลังจะไปไหน#เสียงซามูไรคนหนึ่งดังขึ้นห้วนๆ เงาของพวกนางก้มหัวนิดๆ

#พวกข้าจะไปเตรียมของที่ห้องท่านประมุข#

#อือ! ไปได้#สิ้นเสียง เงาของพวกนางก้มหัวให้อีกก่อนจะลุกเดินซอยเท้าสั้นๆผ่านแสงที่ฉายสะท้อนหายลับมุมเลี้ยวไป

(ตามพวกนางไป…) โอสุเกะ ฮิเดะ ส่งเป็นสัญญาณมือ นินจากว่า 20 คนที่กระจายตัวอยู่รีบเก็บเงาให้พ้นจากแสง ก่อนจะไต่ไปตามฝ้าเพดาน ผนังและวิ่งไปตามพื้นในจุดที่ยังเหลือเงารัตติกาลอยู่ ความเร็วไร้เสียงผสานกับการซ่อนพรางทำให้ทั้งหมดหลุดลอดสายตาที่คอยระแวดระวังของเหล่าซามูไรไปได้อย่างง่ายดาย พวกเขาตามคนใช้ทั้งสองขึ้นบันไดสู่ชั้น 3 และชั้น 4  พวกนางเดินซอยเท้าสั้นๆไปหยุดและนั่งลงหน้าประตูบานเลื่อนขนาดใหญ่ สักพักมันก็ถูกเลื่อนออกจากคนใช้อีก 2 คนที่ประจำอยู่ด้านใน พวกนางเอามือทั้งสองข้างแตะพื้นก้มศีรษะให้ซามูไร 2 คนที่นั่งยามอยู่หน้าประตูอีกชั้น

#อื้อ!…#ซามูไรคนหนึ่งคำรามเสียงไม่หลุดออกมาจากลำคอ พยักหน้าอนุญาต ทั้ง 2 ยกถาดไม้ที่นำมาด้วยเดินลึกเข้าไปยังประตูอีกชั้น ทันทีที่บานเลื่อนถูกเปิดออก นินจาในชุดพลางสีดำก็เผยตัวตรงเข้าไปสังหารซามูไรและคนใช้ทั้งหมดทันที

ภายในปราสาทฮันโต… “เพล้ง!…ชิโนบิ” เป็นเสียงถาดไม้ใส่ผ้าหลุดจากมือคนใช้อีกสองคนที่บังเอิญเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เสียงกรีดร้องราวกับฟ้าลั่นพร้อมกันนั้นเลือดสีแดงฉานก็พุงกระฉูดออกจากลำคอ นารุกดร่างสาวใช้ที่อายุน่าจะไล่เลี่ยกันติดกับพื้นจนแน่นิ่ง แต่เสียงตะโกนของพวกนางเมื่อสักครู่ได้ปลุกคนทั้งปราสาทให้ตื่นขึ้นมาแล้วในเวลานี้

“สังหารซาซากุมิ” เสียงของเค็นจิดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ประตูบานเลื่อนทุกบานถูกเปิดออก กลายเป็นโถงโล่งทะลุถึงกันเกือบทุกห้อง และนาทีเดียวกันนั้นซามูไรนับร้อยที่ซ่อนตัวอยู่ก็กระโจนเข้ามาล้อมพวกเขาไว้

“กับดักของไอ้ผิดเพศ…” เสียงใครอีกคนดังข้ามชั้นเตือน

(คุณชายตามข้ามา) เสียงสื่อจาก โอสุเกะ ฮิเดะ “ถอนตัว…” และก็เป็นฮิเดะที่เป็นคนออกคำสั่งเมื่อเห็นว่ากำลังตกเป็นรอง

“สังหารไอ้ซาซากุมิ” แต่จุดยืนของอิเงะสึงิ เคนซึก็ยังไม่เปลี่ยน

“จะยังถอนตัวไม่ได้ พี่น้องเรากำลังตกอยู่ในอันตราย” เซดะสวนกลับ พร้อมจะกระโจนเข้าไปร่วมวง แต่มือของ โอสุเกะ ฮิเดะ ก็รวบตัวเขาเอาไว้ได้ทัน

(คุณชายเราพลาด…) “ถอนตัว”

“สังหารไอ้ซาซากุมิ…ให้ได้” และเสียงของเค็นจิจากอีกห้องก็ยังแข็งขืนสมทบ

(พวกเขาคือพี่น้องเรา…พี่น้องอูคาชิ) เซดะตอบกลับพยายามสะบัดให้หลุด แต่ก็ไม่สำเร็จ

(มันคือวิถีของชิโนบิ…คุณชายเราต้องไปแล้ว)

“ไม่!…” และในที่สุดเซดะก็หลุดจากโอสุเกะ ฮิเดะจนได้ เขาพุ่งลงสู่กลางสังเวียนที่เต็มไปด้วยเลือด วงดาบเสี้ยวจันทราในมือกระชากวิญญาณซามูไรทีเดียว 5 คน และอีก 2 คนที่วิ่งเข้าใส่อย่างไม่คิดชีวิต เขาหมุนตัวดึงดาบคาตานะในมือของเหยื่อที่นอนนิ่งอยู่กับพื้น และเพลงดาบคาตานะของนินจาในชุดพรางสีดำก็เริ่มต้นขึ้น

“อ๊าก!ๆ….มา เข้ามา” เซดะแผดเสียงสูงพร้อมกับกระโจนข้ามหัวซามูไรหลายคนเข้าไปช่วยเพื่อนที่กำลังถูกต้อนให้จนมุม ร่างของซามูไร 3 คนขาดเป็น 2 ท่อนในดาบเดียว เลือดสีแดงพุ่งตามปลาบดาบที่ตวัดสู่เพดาน

“คุณชาย!”

“กุโบะคุง…เจ้าไม่เป็นไรนะ…” เซดะถาม แต่กุโบะก็ยังตื่นกับเพลงดาบคาตานะในมือนินจาอย่างเขา

“ข้า ข้าไม่เป็นไรคุณชาย”

“ดีแล้วรีบนำพี่น้องถอนตัว…” เซดะสั่งเสียงดัง ตะขอเหล็กกับสายปานพาร่างของนินจาหลายคนลอยทะลุผ่านฝ้าเดานสู่หลังคา

“ข้าต้องสอบอัครนินจัตสึให้ผ่านในคืนนี้” กุโบะย้ำและแข็งขืนในที เขาหันหลังชนกับเซดะพร้อมกับร่ายเพลงดาบจนเกิดสะเก็ดไฟ แป๊บๆ ฉายเงาคนทั้งคู่วูบวาบประดุจภาพที่ต่อไม่ติด

“ฆ่าไอ้ซาซากิมิ…” เสียงเค็นจิดังใกล้เข้ามาอีก แต่ทันใดนั้นผนังห้องอีกฝั่งก็พังครืนลงมา

บึ้ม! “เค็นจิ ถอนตัว มันคือกับดัก” เซดะดีดตัวไปอยู่กลางวงของนินจาอีกชุดที่พยายามตีโอบล้อมมาจากด้านหลัง

“อะไรนะ คุณชาย”

“หากไอ้ซาซากุมิ ไม่ตาย เจ้าก็รู้ใช่ไหมเค็นจิ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” อิเงะสึงิ เคนซึ โผวูบเข้ากระซิบ พลางกดดันพวกเขาด้วยสายตาที่เซดะไม่มีทางอ่านมันออก

“เราค่อยคิดหาทางแก้ไขภายหลัง…ข้าว่ามันน่าจะพอมีทาง” โอสุเกะ ฮิเดะ โผเข้ามาแนะ

“นารุคุง…ยูกาว่า กุโบะ พวกเจ้าต้องถอนตัวเดี๋ยวนี้” เค็นจิ ตัดสินใจก่อนความสับสนจะฆ่าพวกเขาเสียเอง

“เค็นจิ…” อิเงะสึงิ เคนซึ ตะคอก

“ข้าอาวุโสพอ…ที่จะตัดสินใจแทนพี่ข้าได้…ถอนตัว!” เค็นจิพูดจบ…คำสั่งสุดท้ายก็ตะเบ็งสุดเสียง นินจากว่า 40 คนโผจากเงาสู่เงาลอยวูบหายออกไปทางช่องหน้าต่าง

“นารุ…กุโบะคุง”

“นี้เป็นการสอบอัครนินจัตสึครั้งสุดท้ายของข้า หากยังฆ่าไอ้ซาซากุมิไม่ได้ ข้าก็เป็นได้แค่ชิโนบิปลายแถว ข้ายอมไม่ได้ คุณชายนั้นแหละไปซะ”กุโบะตอกกลับเสียงแข็ง ดูเหมือนนารุเองก็กำลังบ้าไปกับเขาอีกคน “เป้าหมายเดียวของข้า คือต้องผ่านอัครนินจัตสึในคืนนี้ ข้าตั้งใจจะมาสังหาร ไอ้ซาซากุมิ ไม่ได้ตั้งใจมาถอนเงา”

และเวลานี้นินจาส่วนหนึ่งได้ออกนอกปราสาทไปแล้ว คงเหลือแต่พวกเขาไม่ถึง 10 คน ที่ยังละเลงเลือดซามูไรไปกับพื้นชั้น 4  อย่างเมามัน

และเมื่อกำลังไม่พอ คุณชายอูคาชิ เซดะทั้ง 12 ร่างกระโจนพรวดลงไปยืนล้อมคนทั้ง 2 เอาไว้ ไม่นานซามูไรอีกชุดก็กรูกันเข้ามาอย่างใจนึก ร่างของนินจากับดาบคาตานะทั้ง 12 ร่าง ก็ยังคงบรรเลงเพลงดาบเล่นกับความตาย ทุกกระบวนท่าไม่พลาดไปจากสายตาของซามูไรอายุ 50 ต้นๆ ที่เป็นเจ้าของปราสาทพร้อมๆกับเด็กหนุ่มวันเดียวกับเขาที่ยืนนิ่งเป็นเงาอยู่ด้านหลัง

                คุณชายมินาโมโต โคทาโร่และเสียงเรียกในชื่อเดิมที่ยาสุบอกว่าเป็นแค่นิทานของคนเผาถ่านก็แววเข้าหู ต้นเสียงมาจากหลังม่านสีขาว ในห้องที่ลึกเข้าไป เซดะในร่างจริงชะงัก แต่สักครู่เขาก็ดีดตัวออกจากวงล้อมเพื่อหวังจะเดินลึกเข้าไปตามเสียงนั้น และชายในชุดกิโมโนสีดำสนิทพร้อมกับเด็กหนุ่มหน้าขาวก็เดินแหวกม่านเข้ามาอย่างใจเย็น

#พาคุณหญิงมินาโมโตเข้าห้องนิรภัย#เสียงคนใช้บนชั้น 5 ดังขึ้น แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเท่ากับชายคนที่เรียกชื่อเดิมของเขาคนนี้

“คุณชาย มินาโมโต โคทาโร่”เซดะทวนชื่นที่ได้ยินอีกครั้ง และความรู้สึกเย็นวาบก็แผ่กระจายไปทั้ง 12 ร่าง

(ต้องถอนเงาตอนนี้…คุณชาย) เสียงสื่อในสำเนียงอูราคามิแจ้งอีก แต่เซดะก็ยังจ้องอยู่เฉพาะชายที่คาดว่าจะเป็นประมุขอย่างไม่ยอมละสายตา

“ไอ้ซาซากุมิ!…” และอิเงะสึงิ เคนซึ ที่โผพุ่งอาวุธลับเข้าใส่

“เจอกันกี่ครั้งๆ เจ้าก็ยังจะสังหารข้าอยู่ร่ำไปนะเคนซึคุง” ฮันโต ซาซากุมิพูดเย้ยหยันอย่างคนใจเย็น เขาเผยอมุมปากด้วยท่าทีที่ดูแคลนสุดๆ

“ถึงจะสักกี่ครั้ง ข้าก็จะสังหารเจ้าอีกนั้นแหละ” อิเงะสึงิ เคนซึพ่นน้ำเสียงเกลียดชังที่ขุดออกมาจากกระดูกดำ แต่ดูเหมือนทุกขณะจิตของซาซากุมิจับจ้องมาที่เซดะเพียงคนเดียว

(ไม่มีประโยชน์ที่จะสู้ต่อ…ถอนเงาซะเถอะก่อนที่ซามูไรอีกชุดจะกรูเข้ามา) และเสียงสื่อในสำเนียงอูราคามิก็รบกวนเซดะอีก แต่คราวนี้เขาเองก็เริ่มรำคาญขึ้นมาแล้ว

(เจ้าเป็นใคร…อยู่ที่ไหน)

(ไม่มีประโยชน์ที่จะตอบ…รับรู้แค่ว่าข้าปรารถนาดี) เขาสื่อเสียงอีก…เซดะพยายามมองหา…แต่เจ้าของสำเนียงอูราคามิก็ไม่ยอมเผยตัว มีเพียงรอยยิ้มบางๆ ของเด็กหนุ่มวัยใกล้เคียงกับเขาที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ด้านหลังซาซากุมิเท่านั้นที่เขาสงสัย

“เขาคือคุณชายมินาโมโต จับตัวเอาไว้” ซาซากุมิตะโกน และทันทีผนังทั้ง 4 ด้านก็พังครืนลงมา ซามูไรนับร้อยวิ่งกรูกันเข้ามาเพิ่มและโอบล้อมทั้งหมดไว้อีกชั้น

“งานเลี้ยงเลิกแล้วคุณชาย” อิเงะสึงิ เคนซึ รวบตัวเซดะในร่างจริงลอยขึ้นสู่หลังคาก่อนจะพรางร่างหายไป

“เราต้องลงไปช่วยพวกเขา”เซดะพยายามดิ้นขืน แต่โอสุเกะ ฮิเดะก็ดึงร่างเขาเข้ามกอดไว้อีกคน

“ไม่มีประโยชน์อะไรคุณชาย เราทำดีที่สุดแล้ว…พวกเขาต้องสังหารตัวเองตามวิถีของชิโนบิ” เสียงของโอสุเกะ ฮิเดะสั่นเครือ หลังจากที่ทั้งหมดโผออกมาอยู่นอกปราสาทได้สำเร็จ แต่ช่องโหว่ของแผ่นกระเบื้องหลังคาที่แตกหักก็ทำให้ยังพอมองเห็นเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างชัดเจน และร่างพรางของเซดะที่ยังสู้อยู่กับซามูไรก็ค่อยหายทีละร่าง ทีละร่าง

“คุณชาย!”

“คุณชาย…”

“พวกเขาทั้งคู่สอบอัครนินจัตสึไม่ผ่าน” เค็นจิเสริมอีกคน

#อย่าฆ่าพวกมัน…สองคนคือกุญแจตัวสำคัญ#เสียงของฮันโต ซาซากุมิดังขึ้นลอยๆ ซามูไรหลายคนเข้ามาช่วยล็อคแขนและขาของยูกาว่า โกบุและโอสุเกะ นารุ เอาไว้แน่น พวกมันกระชากผ้าคลุมหน้าของนินจาทั้งคู่ออก

“นารุคุง…เจ้าต้องทำ…เจ้าต้องทำ” โอสุเกะ ฮิเดะพึมพำ แต่วงแขนก็ยังกอดเซดะเอาไว้แน่น เขาจ้องผ่านช่องโหว่ไปยังเห็นใบหน้าที่ขลาดกลัวของบุตรชายอย่างเกรงๆ และดูเหมือนนารุจะไม่สารถรถควบคุมตัวเองไว้ได้อีกแล้ว แต่ยูกาว่า กุโบะกลับนิ่งเฉย สักครู่ลิ้นก็ดุลอะไรบ้างอย่างขึ้นมา เขาพยักหน้าให้เหมือนจะรู้ว่ามีสายตาของพี่น้องชิโนบิคอยจ้องเขาอยู่ ฟันกรามขบบางอย่างในปาก ยาพิษกับฟองสีม่วงได้ส่งวิญญาณของเขาให้หลุดลอยออกจากร่างที่ถูกพันธนาการนั้นแล้ว

“กุโบะ…ไม่นะ กุโบะ” เซดะพยายามดิ้นขืน แต่ก็ไม่เป็นผล

“เขาได้ทำหน้าที่ของชิโนบิโนะโมโนะอย่างสมบูรณ์แล้วละคุณชาย” เค็นจิปลอบ ยูกาว่า กุโบะ เลือกจะปลิดชีพตัวเองหลังสอบอัครนินจัตสึไม่ผ่าน แต่สำหรับโอสุเกะ นารุกลับตะโกนขอความช่วยเหลือดังลั่น

“เราต้องช่วยนารุ…เขายังมีโอกาสแก้ตัวอีก 1 ครั้ง เราต้องช่วยเขา” เซดะเกรี้ยวกราดพยายามดิ้นจนสุดกำลัง

“มันสายเกินไปแล้วคุณชาย” เสียงโอสุเกะ ฮิเดะ สั่นเครือจนไม่อาจเก็บอารมณ์ที่กำลังจะร้องไห้เอาไว้ได้

#ช่วยข้าด้วย…ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย#

“โอสุเกะ ฮิเดะ ข้าให้ท่านตัดสินใจ” เสียงอิเงะสึงิ เคนซึดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขาคลายแขนออกจากร่างเซดะและทันใดนั้นดาวกระจายอาบยาพิษก็ลอยออกจากมือของฮิเดะพุ่งฝ่าความมืดตรงไปยังร่างของบุตรชายที่กำลังถูกซามูไรลากไปตามทางเดินและมันไม่เคยพลาดเป้า

“นารุ…ไม่ นารุคุง”

                ไม่…ๆเสียงร้องของเซดะดังขึ้นบนหลังคา โอสุเกะ ฮิเดะโอบรัดตัวเขา มันสั่นเกร็งพอๆกับน้ำตาที่ไหลทะลักไม่หยุด

“พ่อทำดีที่สุดแล้ว นารุ”

“เราไปกันเถอะ…เขาทั้ง 2 จบชีวิตชิโนบิได้อย่างงดงามแล้วละ” เค็นจิปลอบพลางตบไหล่ฮิเดะเบาๆ เซดะมองผ่านช่องโหว่ของแผ่นกระเบื้องไปยังร่างที่สงบนิ่งของนารุเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มที่มุมปากของเขาเหมือนจะบอกขอบคุณเจ้าของดาวกระจายอย่างใดอย่างนั้น

“ข้าไม่ปรารถนาจะเห็นความตายเยี่ยงนี้เกิดขึ้นกับใครอีก” เซดะพูดลอยๆ แล้วโอสุเกะ ฮิเดะก็ลากตัวเขากระโจนไปพร้อมกับสายลม พวกเขาลอยข้ามกำแพงออกจากที่นั้นไปได้ก่อนลูกธนูนับร้อยจะพุ่งตามหลังมาทัน…

……….

ในเงาของราตรีทางทิศใต้ของปราสาท

“ฆ่าเขาทำไม…ฆ่านารุทำไม” เซดะตะคอกเสียงสะอื้นเบาๆ… “นารุเหมือนกับน้องชายข้า…”

“นี้คืออีกบทเรียนหนึ่งที่คุณชายต้องผ่าน…เราต้องสังหารผู้ที่ไม่สมควรเป็นนักฆ่าในโลกมืดก่อนความอ่อนแอจะนำภัยมาสู่พี่น้องชิโนบิทั้งหุบเขา รอยยิ้มสุดท้ายของนารุบอกว่าเขาขอบคุณข้า” โอสุเกะ ฮิเดะพยายามพูด

“เจ้าทำดีที่สุดแล้วละ โอสุเกะชัง” อิเงะสึงิ เคนซึ ปลอบ

“อุดมการณ์ข้อที่ 3 หากเขาไม่อาจสังหารตัวเองเพื่อปกปิดความลับได้ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของพี่น้องชิโนบิ…ที่จะต้องช่วย” เค็นจิเสริม…แต่ก็เงียบเพื่อปกปิดเสียงสะอื้นของตัวเองไม่ให้เล็ดลอดออกมา “แม้แต่ตัวข้าเอง” เขาพูดต่อ

“แต่เขาเป็นบุตรของท่านนะ”

“ใช่…แม้แต่บุตร…ชาย….หรือตัวข้า…” โอสุเกะ ฮิเดะ ไล่เรียงคำพูดพร้อมกับหันไปพยักหน้าให้เค็นจิ

“อาจารย์โอสุเกะ…ข้ารู้ว่าท่านคอยปกป้องข้า ตามคำสั่งของท่านพ่อ หากว่าข้าสามารถแทนที่นารุได้ข้าก็ยินดี…” เซดะพยักหน้าถอยห่างออกมาก้มศีรษะให้เขา “ข้ายินดีจะทำหน้าที่เป็นบุตรของท่านแทนเขา”

“คุณชาย…ข้า…ข้า…”

……….

ก่อนหลับตา      ให้นึกถึงเกียรติ…………………..ที่จะคงอยู่

ดั่งภูผาคุโระอิสีนิล………………แห่งหุบเขาอิงะร้อย ร้อย ปี

โอสุเกะ ฮิเดะ

……….

(นี้คือผลของการสอบอัครนินจัตสึไม่ผ่านอย่างนั้นหรือ) เซดะคิดในใจ เค็นจิและอิเงะสึงิ เคนซึต่างพร้อมใจกันหันขวับจ้องหน้าเขา เหมือนทั้งคู่จะสัมผัสสิ่งที่เขากำลังคิดได้ ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกกำลังจะเบิกแสงแรก ฝูงม้าสีนิลมากกว่า 150 ตัวก็โผทะยานตามกันไปตามทางแคบๆเลียบไหล่เขา พวกมันกระโจนข้ามลำธารที่เป็นเหวลึก เพื่อมุ่งตรงไปยังภูเขาอีกลูกที่อยู่ห่างออกไป ไม่นานแสงสีอำพันก็สัมผัสขอบเมฆ มันคือสัญญาณบอกให้ทั้งหมดต้องเข้าเขตุหมู่บ้าน ก่อนเงาของต้นไม้จะปรากฏต่อหน้า

……….

เมฆสีนิล   ติดแต้มแต่ง   แสงอำพัน

แจงคืนวัน      เวลารุ่ง     พุ่งมาหา

แสงเรืองรอง      สะท้อนภู      บูรพา

กาลเวลา    ฟ้าวันใหม่     ได้มาเยือน

แดดปลายฟ้า   ลามเงามืด  คืนลับหาย

รัตติกาล      มลายดับ      ลับเปลวแสง

เรืองสะท้อน   เงาสะท้าน   กลางฟ้าแดง

ข้าสิ้นแรง    เมื่อแสงสาด   พรากเจ้าไป

          “หลับให้สบายเถอะ โอสุเกะนารุ-ยูกาว่า กุโบะน้องชายข้า           

……….

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 6

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 6ความลับหลังม่านไม้ไผ่ มีแมลงเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่อาจหาญเผชิญหน้ากับความเหน็บหนาว

ความลับหลังม่านไม้ไผ่

ฤดูใบไม้ร่วงผ่านเข้ามาอีกปี…อีกปี…และอีกปี ต้นไม้ทั้งหุบเขาอิงะก็ยังคงโหมโรง เริงระรำเพื่อตอนรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง อีกครั้ง…อีกครั้งและอีกครั้ง ป่าใบสีแดง เหลืองและน้ำตาลต่างร่วงพลูยามโดนลมกระโชกเข้ามาทางช่องเขาคุโระอิสีนิล ต้นแอด เมเปิ้ล และต้นโอ๊ค กำลังจะปรับสภาพตัวเองเพื่อจะอยู่ให้รอดในฤดูหิมะ มีเพียงต้นสนมซึเท่านั้น ที่ยังคงเขียวครึ้มเหมือนไม่หวั่นเกรงใดๆ กับเรื่องนี้

ไม่มีดอกซูซูลันส่งกลิ่นหอมสีขาวรูปกระดิ่งที่โผล่ขึ้นจากดินเหมือนเช่นต้นฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงผีเสื้อ ตัวหนอนและแมลงนานาชนิดเท่านั้นที่กำลังเร่งฝังไข่ใบสุดท้ายไว้ใต้เปลือกแข็งของต้นไม้ ซึ่งเป็นที่ที่พวกมันหวังจะให้ลูกๆ ปลอดภัยตลอดฤดูหิมะ เมื่อภารกิจสุดท้ายสิ้นสุดลง เหล่าแมลงตัวแล้วตัวเล่าก็เลือกที่จะปลิดชีพตัวเองก่อนพายุลูกแรกจะมาเยือน

……….

อเวจีสีขาว ที่ยาวนาน   ดั่งเวทีประหาร ล้านบาป

อูคาชิ เซดะ

……….

คงมีแมลงเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่อาจหาญเผชิญหน้ากับความเหน็บหนาวที่เปรียบดั่งอเวจีสีขาวไปได้ ในขณะที่ทุกอย่างกำลังนิ่งเงียบไม่ปรากฏเสียงฝีเท้าย้ำพื้นที่เต็มไปด้วยซากใบไม้ แต่พลันเสียงวัตถุบางอย่างก็ดังหวีดหวิวทวนกระแสลมใกล้เข้ามา นินจาหลายคนกระโจนหลบหาที่กำบังตามสัญชาตญาณ มีเพียงอูคาชิ ยาสุและเซดะเท่านั้น ที่ยังคงยืนนิ่งมองหน้ากันไปมาและแล้วลูกธนูลึกลับก็ลอยแหวกอากาศเข้ามาปักติดกับต้นสนมซึที่อยู่ไม่ห่างจากพวกเขา มันมาพร้อมกับม้วนกระดาษสีน้ำตาลหมองๆ โอสุเกะ ฮิเดะที่ยืนอยู่ใกล้สุดเดินเข้าไปดึงลูกธนูออกจากต้นสนพร้อมนำม้วนกระดาษส่งให้ยาสุอย่างเร่งรีบ

“ฮันโต ซาซากุมิ ผู้ปกครองเมืองไบเซน เราต้องสังหารเขาก่อนพันธมิตรจากตระกูลต่างๆ ทางเหนือจะมาประชุมกันที่นั้น” ยาสุสรุปข้อความที่ปรากฏในแผ่นกระดาษสั้นๆ ให้ทุกคนรู้ เขาใช้หางตาเหลือบมองเซดะแวบหนึ่งแล้วกลับมาจ้องข้อความบางอย่างในจดหมายฉบับนั้นอย่างคนมีนัยยะสุดท้ายก็จุดไฟเผาทิ้งทันที…เซดะสงสัยในสิ่งที่ไม่เคยเป็น เขาจ้องเปลวไฟที่สว่างวาบสลับกับใบหน้าผู้เป็นพ่อไปมา

“จะลงมือเมื่อไร” เค็นจิถามแบบคนรู้ทัน

“เคนซึ, เค็นจิ, ฮิเดะ, และอาจารย์โอคิตะทั้ง 2 ท่านเชิญด้านใน ส่วนที่เหลือรออยู่ที่นี้” ยาสุพูดเร็วเหมือนมีความลับบางอย่าง

“ท่านพ่อ…แม้แต่ข้าก็ไม่มีสิทธิ์หรือไง” เซดะโพล่งขึ้นตรงๆ

“ใช่…เจ้ายิ่งจะต้องอยู่ด้านนอก…และอย่าพยายามแอบฟังเหมือนครั้งที่ผ่านมา…เพราะมันจะไม่ได้ผล” ยาสุหันกลับมากำชับเอาจริง…เซดะได้แต่มองตามหลังคนทั้งหมดไป

คนใช้ในบ้านค่อยๆ เลื่อนประตูปิดตามหลังพวกเขาทีละชั้น…ทีละชั้น กระทั่งทั้งหมดเข้ามารวมกันอยู่ในห้องประชุมหลังม่านไม้ไผ่แคบๆที่ถูกกางอาคมครอบไว้เรียบร้อยแล้ว

“ท่านพี่มีอะไร ที่เป็นความลับอย่างนั้นหรือ” เค็นจิเอ่ยถามก่อนคนอื่น ซึ่งก็เหมือนจะเป็นคำถามเดียวกันที่ทุกคนอยากจะรู้

“พวกเจ้าออกไปข้างนอก” ยาสุสั่งคนใช้ผู้หญิงที่นั่งก้มหน้านิ่งอยู่รอบๆ พวกนางรีบก้มศีรษะจรดพื้นแล้วลุกเดินซอยเท้าสั้นๆ หายไปคนละทาง

“มินาโมโตซัง ได้ยกบุตรสาวคนโตของยามุดะให้กับไอ้แก่ผิดเพศ ฮันโต ซาซากุมิ หวังจะผนึกกำลัง สานต่อไมตรีกับพวกโคงะ เพื่อจะให้พวกหลังเขาเปิดทางเข้าหมู่บ้านโจมตีเรา การสังหารฮันโต คือทางรอดเดียวของอิงะในเวลานี้” ยาสุอธิบายเสียงต่ำด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

“ฮันโตซัง…จะต้องตายก่อนจะรวบรวมตระกูลซามูไรเก่าแก่ที่เกียวโตได้สำเร็จ” อิเงะสึงิ เคนซึเสริมอย่างคาดคะเน

“ใช่.!…”

“แต่ว่าพวกโคงะ จะเล่นด้วยรึ…เพราะได้ข่าวแววๆ ว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังหนุนพวกมันจัดตั้งองค์กรลับ เพื่อหวังจะได้ความสามารถพิเศษไปใช้งานด้านการข่าวของทหาร” โอสุเกะ ฮิเดะตั้งขอสังเกต ยาสุหันขวับพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เขาเหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้

“เอ่อใช่…ข้าลืมสายตาของไอ้ทาอิโระ เมื่อครั้งที่คนของรัฐบาลเรียกเข้าไปประชุมที่โตเกียวได้อย่างไรกัน…นี้แหละคือเหตุผลสำคัญที่พวกโคงะจะร่วมมือกับฮันโตและมินาโมโตเพื่อหวังจะล้มล้างเรา…”

“ท่านกำลังจะ กำลังจะ เอ่อ เอ่อ บอก บอก ว่า” อาจารย์โอคิตะ อีอิพูดไม่ทันจบ โอคิตะ ไออิน้องชายก็แทรกขึ้นแทน “พวกโคงะหวังจะเป็นหนึ่งเดียว…เป็นหนึ่งเดียวขององค์กรลับระดับชาติ…ระดับชาติ”

“ใช่ หากไม่มีเรา งานของพวกมันก็จะง่ายยิ่งขึ้น” ยาสุสรุปตามเหตุผลที่เห็นสอดคล้องกัน

“หากเราสังหาร ไอ้ผิดเพศ ซาซากุมิได้สำเร็จ ทุกอย่างก็จบ” อิเงะสึงิ เคนซึ พูดอีก พลางลูบไล้ผมที่ยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวของตัวเองอย่างคาดการณ์

“และข้าจะทวงคืนยามุดะจากมินาโมโต ให้สมกับที่ปิดบังข้ามาหลายสิบปี” ยาสุพึมพำด้วยสายตาที่แข็งกร้าวและมั่นใจเป็นพิเศษ

“เราจะลงมือกันเมื่อไร” เค็นจิถาม

“คืนนี้…เราต้องชิงลงมือก่อนพวกมันจะรู้ตัว”

“แล้วคุณชายละ”

“ให้ไปด้วย เพิ่มคนคอยอารักขาเป็น 2 เท่า แต่อย่าให้รู้ตัว เพราะจิตพิรุธของเขาไวมาก” ยาสุกำชับเสียงหนักแน่น

“คืนนี้บุตรของข้าพร้อมเข้าสอบอัครนินจัตสึ” โอสุเกะ ฮิเดะ แทรกขึ้นทันที

“นารุ นั้นหรือ…เขาไม่เด็กไปหน่อยหรือไง” อิเงะสึงิ เคนซึ ตั้งข้อสังเกต และจ้องไปที่ โอสุเกะ ฮิเดะ ด้วยความเป็นห่วง

“เขาพร้อมแล้วละ…ข้าว่า” เสียงของ โอสุเกะ ฮิเดะ ไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไรนัก แต่เขาก็พยักหน้าย้ำในจุดยืนเดิม จนทุกคนไม่กล้าแย้งอีก

“ถ้าอย่างนั้น เค็นจิ…เป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้า” ยาสุพูด

“ได้…นารุมันจะได้สมใจก็คราวนี้แหละ” เค็นจิรับคำสั่ง พร้อมกับพูดถึงลูกศิษย์คนโปรดด้วยรอยยิ้มแห่งความสมใจจางๆ

“อาจารย์โอคิตะ ทั้ง 2 ข้าต้องรบกวนพวกเจ้าด้วยนะ” ยาสุหันไปก้มหัวให้พวกเขานิดๆ

“บันทึกลับ…บันทึกลับของคุณชาย มัน มันเป็นหน้าที่หลักของตระกูล…ของตระกูลข้าอยู่แล้ว พวกข้า…พวกข้าต่างหาก…ต่างหากที่ต้องขอบคุณที่ท่านประมุขที่ไว้ใจ…” โอคิตะ ไออิ พูดซ้ำไปซ้ำมาจนแทบจะไม่จบประโยค…แต่เขาก็ได้ถอนหายใจออกมาจนได้

“โอ้ย!…ข้าใจแทบขาด กว่าพวกเจ้าจะพูดจบ…เฮ้ย!” โอสุเกะ ฮิเดะ โพล่งขึ้น พร้อมกับถอนหายใจยาวๆ จนหลายคนอดขำตามไม่ได้

………..

ความลับ……………………ไม่มีวันตาย

แม้แต่สายลม…………………………ก็รู้

อูคาชิ ยาสุ

……….

 

ผลสอบอัครนินจัตสึที่ปราสาทฮันโต

คืนเดือนมืดที่ปราสาทฮันโต

โคมไฟที่เว้นระยะห่างเท่าๆ กันเป็นแถวยาวไกลจนสุดมุมโค้งกำแพงหินปูนที่สูงไม่ต่ำกว่า 3 เมตร มันทอดตัวยาวไล่ระดับสูงขึ้นไปตามทางเข้าที่ลาดชันและเหมือนจะโอบล้อมตัวปราสาท 5 ชั้น ที่ปลูกสร้างอย่างมีศิลปะบนเนินเขาทางทิศตะวันตกของเมืองไบเซนเอาไว้ทุกด้าน มันแสดงให้ผู้คนทั่วไปได้เห็นถึงอำนาจ บารมีที่เหลือล้นของเจ้าของอย่างเด่นชัด โคมไฟจากยางสนอีกชั้นที่กระจายกันอยู่ภายในแนวรั้วติดกับปราสาทเผยให้เห็นกิจกรรมของเหล่าซามูไรในชุดสีน้ำตาลแดงที่กำลังยืนเฝ้ายามอยู่ตามจุดต่างๆ และแต่ละจุดก็มีไม่ต่ำกว่า 5 คน หนึ่งในนั้นจะยืนถือโคมไฟนิ่งเป็นหุ่นหินอยู่ด้านหน้า ทุกๆ 15 นาที เขาก็จะออกเดินนำจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งวนไปรอบๆ ดูจากสีหน้าที่จริงจังของพวกเขาแล้วเหมือนหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติอยู่สำคัญยิ่งกว่าชีวิตที่มีลมหายใจหลายร้อยพันทวี

……….

อีกมุมหนึ่ง

ณ จุดที่มืดสนิททางทิศใต้ของตัวปราสาท ดวงตาที่ไม่ต่างอะไรกับนกรัตติกาลกว่า 150 คู่กระจายโอบล้อมปราสาทเป็นรูปเสี้ยวจันทรา เสียงซุบซิบไม่ต่างอะไรกับสายลมดังระงมไปทั่ว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเอะใจในเสียงเหล่านั้นเลยสักนิด…พวกเขานิ่งรอสัญญาณจู่โจมจากผู้นำที่อยู่ส่วนกลาง…อย่างตั้งมั่น

(คุณชายกับนารุคุง ตามข้ามา ส่วนกุโบะและพวกเจ้าตามเค็นจิอ้อมไปทางซ้าย เราจะไปพร้อมกับสายลมกระโชกปลายสน) โอสุเกะ ฮิเดะ สื่อเสียงให้นินจาเพียงไม่กี่คนที่สามารถรับคลื่นความถี่สูงนี้ได้ กุโบะ กับ นารุ หลับตาหนึ่งครั้งแทนการพยักหน้า พวกเขาซุบซิบตามสายลมที่กวัดแกว่งใบไม้ต่อๆ กันไป จนเงียบนิ่งลงอีกครั้ง

“นารุ – ยูกาว่า กุโบะ นี้คือบททดสอบอัครนินจัตสึของพวกเจ้า…อย่าประมาณ เพราะการพลาดเพียงครั้งเดียว มันหมายถึงชีวิต” อิเงะสึงิ เคนซึ กำชับเลียนเสียงจิ้งหรีด ทั้ง 2 กระพริบตาพร้อมกันอีก แต่นารุเด็กหนุ่มวัย 12 ปี เหมือนจะตื่นเต้นจนยากจะควบคุมให้นิ่งได้ในเวลานี้

“ข้าจะคอยดูพวกเจ้าอยู่ห่างๆ คำเตือนจากรุ่นพี่จะช่วยให้ผ่านมันไปได้” เขาพูดผ่านผ้าที่คลุมใบหน้าสีดำ

“ข้าจะระวังให้ถึงที่สุด” ยูกาว่า กุโบะ กระซิบเลียนเสียงป่าตอบกลับ และทันทีที่ปลายสนมซึแกว่งไกว สัญญาณโผจากเค็นจิจึงเริ่มต้น

(ไปได้) ร่างในเงาสีดำที่กลืนเป็นสีเดียวกับราตรีลอยข้ามกำแพงหินปูนไปพร้อมๆ กันทุกด้าน  เชือกป่านติดตะขอเหล็กถูกโยนขึ้นไปบนสันหลังคาปราสาท แต่เสียงของมันกลับเงียบสนิทจนผิดวิสัย พวกเขาดึงตัวเองวิ่งตามขึ้นไป ก่อนจะแยกออกไปเป็น 2 กลุ่ม คืนเดือนมืดเช่นนี้ช่วยพรางเงาสีดำของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ในที่สุดทั้งหมดก็หายไปทันทีที่สายลมนิ่ง เหล่าซามูไรที่กำลังเฝ้ายามอยู่ด้านล่าง กำลังเปลี่ยนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ดูเหมือนไม่มีใครรู้ตัวเลยว่า ณ เวลานี้มีนักฆ่าชิโนบิกระจายตัวเกาะติดกับผนังและหลังคาปราสาทไม่ต่างอะไรกับปลิงลมกระหายเลือดอยู่ทุกด้านแล้ว

แต่ในขณะที่ซามูไร 5 คนที่จุดทางเข้ากำลังเดินเรียงแถวผ่านซุ้มประตูด้านหนึ่งและจะโผล่ไปยังอีกด้าน อยู่ๆปลายเท้าที่สั่นระริกของโอสุเกะ นารุก็สะกิดเข้ากับแผ่นกระเบื้องมุงหลังคาชั้นบนสุดโดยบังเอิญ “แคล็กๆๆๆ…” มันไหลลงไปตามแนวลาด เสียงของมันทำให้ซามูไรชักดาบคาตานะเตรียมสู้ แต่ก็ช้ากว่านินจา 5 คน ที่กระโจนตาม พวกเขาแยกประกบตัวต่อตัว ใช้มีดสั้นเชือดเส้นเลือดใหญ่และกล่องเสียงที่ลำคอแล้วกดพวกเขาไว้กับพื้นจนแน่นิ่ง เซดะใช้ปลายเท้ารับแผ่นหลังคากระเบื้องเอาไว้ได้ทันก่อนที่เสียงของมันจะปลุกคนทั้งปราสาทให้แตกตื่น

(ซ่อนศพ แล้วไปต่อ) โอสุเกะ ฮิเดะส่งสัญญาณมือ  พวกเขาทำงานอย่างรู้กันก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นหลังคาอีกครั้ง

(นารุ) โอสุเกะ ฮิเดะดุ เขาด้วยสายตา แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะต้องต่อว่ามากไปกว่านี้

(ข้าขอโทษ…) ในแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นกลัวฉายออกมาแทนเสียงสื่อ โอสุเกะ ฮิเดะเริ่มเป็นกังวล…ทางเดียวเวลานี้คือต้องรักษาชีวิตของบุตรชายกลับไปหุบเขาอิงะให้ได้ ถึงแม้ว่าจะสอบอัครนินจัตสึไม่ผ่านก็ตามที…

“อย่าห่างข้า” ฮิเดะกำชับบุตรชายและพยักหน้าให้เขาอีก ก่อนทั้งหมดโผตามกันเข้าไปในความมืดใต้ชายคาชั้น 3 พวกเขาซ่อนเงาหาช่องผ่านทะลุเข้าไปด้านในทันที

……….

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 5

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 5วงดาบเสี้ยวจันทรา “เป็นอาวุธ…ของผู้หญิง เจ้าควรจะเลือกใช้อาวุธที่ดูเหมาะสมกับเจ้าในการสังหารครั้งต่อไป”

อัครนินจัตสึกับวงดาบเสี้ยวจันทรา

มีนินจาไม่กี่คนเกิดมาพร้อมพรสวรรค์พิเศษที่เสมือนสมบัติอันล้ำค่า สำหรับชนเผ่าลึกลับแห่งหุบเขาอิงะ เพียงไม่นานความสามารถที่โดดเด่นของอูคาชิ เซดะ ก็ฉายแววออกมาให้เห็น เขาใช้เวลาเพียง 4 ปี ในการเป็นนักเรียนในโรงเรียนชิโนบิโนะโมโนะและได้รับอนุญาตพิเศษในการออกไปเรียนในโรงเรียนทั่วไปนอกหมู่บ้าน เวลานี้แม้แต่เสียงนินทาของคนเผาถ่านที่อยู่ใต้ลมท้ายหุบเขา เขาเองก็ไม่พลาด แต่เพราะความตั้งใจของ ไชอินาริ โจอาน ที่ต้องการเป็นชิโนบิให้ได้ จึงทำให้กิจกรรมของทั้งคู่จึงยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ซึ่งเวลานี้ความสามารถของโจอานเองก็ไม่แพ้เหล่านักเรียนชิโนบิระดับ 6 เข้าไปแล้ว

“ประสานมือ ไว้ระดับหน้าอกให้ปลายนิ้วกลางทั้ง 2 ชี้ขึ้น…กำหนดจิตไว้ที่กลางลำตัวแล้วค่อยๆ ตีวงรอบตัวเอง…อย่างนั้นละโจอาน”

“คุณชายข้าถอดร่างได้ถึง 6 ร่างแล้ว” เสียงพูดจากทั้ง 6 ร่างพรางของโจอานดังขึ้นพร้อมกัน

“ดีมาก…คราวนี้เจ้าจะต้องฝึกแยกจิตให้กระจายเข้าไปยัง 6 ร่างเพื่อจะได้แยกความสัมพันธ์ของการกระทำให้ต่างกันออกไป”เซดะพูดในน้ำเสียงที่เบาและนิ่งในขณะที่ยืนหลับตาบนโขนหินสีดำ โจอานพยายามทำตามคำแนะนำแต่ที่สุดร่างพรางก็ไหลเข้ามารวมกันและแยกออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ไม่เคยมีนักเรียนระดับ 6 จะสามารถทำได้ตั้งแต่ครั้งแรก…เจ้าต้องฝึกให้หนัก โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ดูเหมือนเจ้าจะแอบกินเนื้อสัตว์มาอีกแล้วใช่ไหม”เซดะถามพร้อมๆกับกระโดดลงมายืนอยู่ใกล้ๆ

“คุณชายรู้ได้อย่างไร…” โจอานถามอย่างงงๆ

“ก็กลิ่นตัวของเจ้ามันฟ้องออกอย่างนี้…เอาละคืนนี้ข้าจะไปสอบอัครนินจัตสึกับชิโนบิรุ่นพี่…หากคิดจะเป็นมือขวาของข้าก็จงละเนื้อสัตว์และพืชกลิ่นฉุนให้ได้…แล้วเราค่อยเจอกัน”

“ข้าจะพยายามให้มากขึ้น…และข้าขอ…”ไชอินาริ โจอานก้มหัวให้เซดะ แต่เงาสีดำก็พุ่งทะยานหายไปแล้ว “ข้าขอให้คุณชายโชคดี”

ในขณะที่อายุยังไม่ถึง 12 ปีดีนัก เซดะก็สามารถถอดร่างได้ถึง 12 ร่าง เขาเป็นนินจาที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสอบอัครนินจัตสึ กับภารกิจร่วมในการลอบสังหาร ผู้ว่าการทหารท้องถิ่นผู้ชั่วร้ายและเป็นปฏิปักษ์กับเมืองฮามิน (Hamin)  เขาสังหารนายทหารใหญ่ที่เป็นเป้าหมาย รวมทั้งผู้ที่ติดตามได้อีกหลายคนในคืนนั้น

“ผู้ว่าการทหารแห่งคาวาอิ เป็นศพ…ที่ทำให้เจ้าสอบอัครนินจัตสึผ่านได้ในเวลาอันรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ” ยาสุในชุดกิมิโนสีโคลนขุ่น ยืนพูดหลังจากนินจาทั้ง 28 คนที่ออกไปทำภารกิจกลับมาถึงหมู่บ้านตอนใกล้สว่าง โดยมี อิเงะสึงิ เคนซึ, อูคาชิ เค็นจิ, โอสุเกะ ฮิเดะและชิโนบิอาวุโสแห่งหุบเขาอีกหลายคนยืนเรียงแถวอยู่ด้านหน้า

“ใช่แล้วท่านพ่อ ข้าเชือดคอมันจนขาดด้วยวงดาบเสี้ยวจันทรา”เซดะรายงานพลันดึงผ้าสีดำที่คลุมใบหน้าออก

“คุณชายสอบผ่าน…ทุกฝีก้าวของเขาคือชิโนบิสมบูรณ์แล้ว” อิเงะสึงิ เคนซึ เสริม ถึงแม้เขาจะไม่อยู่ใน 28 คนที่ออกไปปฏิบัติการ แต่ทุกย่างก้าวของผู้สอบอัครนินจัตสึอยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลา

วงดาบเสี้ยวจันทรา

“เจ้าไม่ใช่ซามูไรนะ เซดะ ที่จะต้องโชว์พลังและความแข็งแกร่งอย่างบ้าๆ…หัวใจของชิโนบิคือความเร็ว เราไม่จำเป็นต้องสังหารเหยื่อให้ตายในดาบเดียว เพราะยาพิษที่อาบอยู่กับอาวุธ เพียงแค่เปิดผิวเป้าหมายให้เป็นแผล เหยื่อก็จะเป็นอัมภาสและเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง และอีกอย่างที่เจ้าจะต้องรู้…วงดาบเสี้ยวจันทราเป็นอาวุธประจำกายของเออ…” ยาสุหยุดชะงักเกือบจะหลุดสิ่งที่ไม่อยากจะให้เซดะรู้ออกมา “เป็นอาวุธ…ของผู้หญิง เจ้าควรจะเลือกใช้อาวุธที่ดูเหมาะสมกับเจ้าในการสังหารครั้งต่อไป” ยาสุพยายามกลบเกลื่อน แต่ก็ไม่รอดจากความสงสัยไปได้

“……..” ยังไม่มีคำพูดใดๆ หลุดจากปากของ อูคาชิ เซดะในคืนนี้ มีเพียงความคาดหวังว่า วันหนึ่งยาสุต้องบอกความจริงกับเขา

“คืนนี้ข้าสังหารไป 4 ศพ….” และเซดะก็พลั้งปากพูดขึ้นอีก แต่โอสุเกะ ฮิเดะที่ยืนนิ่งนานอยู่ด้านหลังก็สวนขึ้นเองบ้าง

“คุณชาย…อย่ารินับศพคนที่เจ้าสังหารเพราะนั้นเป็นการไม่ให้เกียติผู้ตายอย่างไม่น่าให้อภัย พวกเขามิใช่ศัตรู แต่เป็นเพียงหน้าที่หนึ่งของชิโนบิเท่านั้น”

“เอาละ พวกเจ้าทุกคนคายเปราะปลิดชีพ แล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้” อูคาชิ ยาสุรีบสรุป และนินจารวมทั้งอิเงะสึงิ เคนซึก็ค่อยๆ ดุลบางอย่างที่ฝังอยู่ใต้ลิ้นออกมา มันเป็นเปราะแก้วขนาดเล็กที่บรรจุยาพิษน้ำสีม่วง เค็นจินำขวดปากกว้างที่บรรจุน้ำยาใสๆ ไปรับคืนจนครบทุกคนก่อนจะปิดผนึกมัน และนำเข้าไปเก็บรวมไว้ข้างในอย่างเดิม

……….

หากหาญกล้า………..สังหารฆ่าผู้ใด

ต้องทำได้……….ถ้าจำต้องสังหารตน

เงาหนึ่งอยู่……อีกหนึ่งดับกลับสับสน

เหมือนละคนจนสุดท้ายต้องตายตาม

……….

วันหนึ่งในระหว่างการทำสมาธิ อยู่ๆ เสียงพูดคุยที่แววมากับสายลมก็สะดุดเข้ากับหูของอูคาชิ ยาสุ โดยบังเอิญ

#ข้าได้ยินคนเผาถ่านคุยกันว่า…พ่อของคุณชายจริงๆ ก็คือประมุขของตระกูลมินาโมโต เป็นตระกูลซามูไรเก่าแก่ที่เมืองคาโกคุมะ ห่างไปทางทิศตะวันตกหลายไมล์…ส่วนแม่ของคุณชายคือ เจ้าของวงดาบเสี้ยวจันทราที่คุณชายถนัดพอกับดาบคาตานะของซามูไรนั้นแหละ#

#นางชื่ออะไรเจ้ารู้ไหม#

#นางชื่อยามุดะ เป็นบุตรสาวคนเดียวของท่านประมุขยาสุ…นางหายไปในสนามรบที่เมืองมิยาวาตะ เมื่อหลายสิบปีก่อน ทุกคนในหุบเขาคิดว่านางน่าจะปลิดชีพตัวเองหรือไม่ก็ถูกสังหารไปแล้ว แต่เมื่อดวงดาวแห่งนักฆ่าปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือเมืองคาโกคุมะ พวกเขาถึงรู้ว่าคนสำคัญแห่งอูคาชิได้ถือกำเนิดขึ้น การออกตามหาและจะต้องเข้าถึงตัวคุณชายก่อนชิโนบิอีกกลุ่มในหุบเขาโคงะ และเมื่อความจริงเป็นอย่างที่ดวงดาวแจ้งบอก อูคาชิ ยาสุถึงรู้ว่าบุตรสาวคนเดียวของตนเองแอบหนีไปมีครอบครัวใหม่ซึ่งเป็นซามูไร #เสียงพูดหยุดลงสักครู่ อีกเสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมาแทน

#ดวงดาวแห่งนักฆ่า…#

#ใช่แล้ว…และคืนที่คุณชายมาถึงที่นี้ข้าและคนอื่นในหมู่บ้านถูกกันตัวเอาไว้ด้านนอก พวกข้าไม่รู้อะไรมากนอกจากได้ยินเสียงประกาศของท่านประมุขว่า คุณชายอูคาชิ เซดะกลับมาแล้ว#

#ข้าเกิดมาเพื่อเป็นอาวุธแห่งหุบเขาอิงะจริงๆหรือ โจอาน#

#แต่คุณชายก็ไม่เคยนึกชอบอาวุธที่อาบยาพิษของชิโนบิเลย นอกจากวงดาบเสี้ยวจันทราและดาบคาตานะไม่ใช่หรือ#

#คาตานะเหมือนกับชีวิตของข้า…โจอานข้ารู้สึกอย่างนั้น#และเสียงนั้นก็มันทำให้อีกคนถึงกับตัวสั่น อูคาชิ ยาสุเปิดตาพร้อมกับกำมือทั้ง 2 ข้างเกร็งแน่นจนหนังใต้ตาเขม่นคิ้วกระตุกหลายที…

“คุณชาย!…ในที่สุดเจ้าก็ไม่เคยลืม…” ยาสุพึมพำ สักพักเสียงลมหายใจก็ถูกดึงเข้าและผ่อนออกมายาวๆ หลายครั้ง

“ข้าโดนบีบทุกๆด้าน รวมทั้งเจ้าด้วยหรือนี้…”

……….

ความมืด……………..ประดุจเงาของปิศาจฉันใด

แสงสว่างก็ประหนึ่งไออุ่นจากทวยเทพฉันนั้น

อูคาชิ เซดะ

………..

คืนต่อมา หลังจากเซดะกลับมาจากโรงเรียนของรัฐบาลญี่ปุ่นที่อยู่นอกหมู่บ้าน อูคาชิ ยาสุกำลังนั่งรอเขาในห้องโถงใหญ่ ที่เคยใช้เป็นที่ประชุม

“มาถึงแล้วครับ” เขารายงานตัวเสียงเรียบๆ

“ดูเหมือนเจ้า…มีบางอย่างอยู่ในใจ” และอยู่ๆ ยาสุก็โพล่งขึ้น เหมือนจะเปิดทางให้เซดะถามบางเรื่อง “เจ้ามีบางอย่างที่อยากจะถามข้า…เซดะคุง” ยาสุกระแทกเสียงดัง เหมือนจะกระตุ้นอีก

“ข้าอยากรู้เรื่องราวของข้า” เซดะพลั้งปากโต้กลับ สักพักเขาก็เดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งตรงข้าม

“เจ้าคือบุตรชายคนเดียวของข้า…เซดะก็คือชื่อของเจ้า” ยาสุกดเสียงต่ำพร้อมกับยกถ้วยที่มีเหล้าสาเกอยู่ครึ่งหนึ่งดื่ม ตาที่จ้องเขม็งเริ่มแดงกล่ำ “สิ่งที่เจ้ารู้มาล้วนเป็นนิทานหลอกเด็กทั้งสิ้น”

“ท่านพ่อ!…” เซดะปล่อยเสียงจนคอปูดเป็นเอ็น “ข้ามีสิทธ์จะรู้เรื่องราวของตัวเอง…ยิ่งท่านพ่อพยายามปิดบังมากเท่าไร ข้าก็ยิ่งอยากจะรู้มากขึ้นเท่านั้น” เขาลดระดับเสียงให้ต่ำ แต่มันก็ยังแข็งกร้าวเกินกว่าอีกคนจะรับได้

“เจ้าไม่มีเรื่องราวใดๆ ทั้งนั้น…นอกจากเจ้าคือ คุณชายอูคาซิ  เซดะบุตรชายคนเดียวของข้า…เจ้าคือบุตรชายคนเดียวของข้า”

“แล้วแม่ข้าละ นางเป็นใคร?” เซดะยังไม่ยอมแพ้ เขาจ้องตายาสุเหมือนจะท้าทายอำนาจที่มี

“คุณชายอย่า…ไม่เอา…อย่าทำอย่างนี้…เราไปกันดีกว่า…คุณชาย” และเสียงมิกิก็ห้ามเอาไว้ นางเดินกึ่งวิ่งเข้าไปนั่งลงใกล้ๆ พร้อมกับกระตุกชายกิโมโนเรียกสติไม่ให้ทำอะไรอย่างที่นางคาดเดา

“มิกิ เอาตัวคุณชายออกไป ฟ้าใกล้สางแล้วคุณชายคงอยากพักผ่อน”

“หึๆ…ฟ้าสางแล้วต้องนอน…และตื่นอีกครั้งก็เมื่อตะวันลับเหลี่ยมเขา หึๆ…ช่างน่าขัน…” เซดะแดกดันพร้อมกับเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เขานิ่งชั่งใจตัวเองสักครู่…ก่อนจะขึ้นเสียงสูงใส่ยาสุต่ออีก “ข้าจะตื่นตอนฟ้าสางและเข้านอนตอนพลบค่ำเหมือนเช่นซามูไร…ใครจะกล้าทำอะไรข้า”

“มิกิจัง เอาตัวคุณชายออกไป!”

“ท่านพ่อ…หากข้าจะยอมแลกตำแหน่งคุณชายอูคาชิกับอดีตของข้า…ท่านจะว่าอย่างไร…ท่านพ่อ ข้าจะแลกมัน ข้าจะแลกกับมัน…” เสียงตะโกนดังไกลไปตามแรงฉุดลากไปตามระเบียงไม้ด้านหลัง

“คุณชายไม่เอา…ไม่พูดอย่างนี้…คุณชาย…พวกเจ้ามัวทำอะไรอยู่เข้ามาช่วยข้าที” เสียงมิกิตวาดคนใช้ ในที่สุดเสียงโวยวายของเซดะก็ค่อยๆ ไกลออกไปสู่เรือนนอนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของปราสาทสีดำ

“ถึงจะเป็น 10,000 ซามูไร 100,000 โคงะ มาบีบคั้น…ข้าไม่เคยหวั่นไหว…แต่ทำไมเพียงแค่ความทรงจำที่ข้าอยากจะให้มันเลือนหาย…กลับทำให้หัวใจข้าแทบแหลกสลาย…ลูกพ่อ”

……….

แม้จะอยู่ในความมืด………….ไม่เห็นกระทั้งแสงสะท้อนบนผิวน้ำ

จงเชื่อเถอะว่า………….ความงามของหมู่ดาวกำลังเฉิดฉายเป็นที่ 1

อูคาชิ เซดะ

……….

จบ นินจาเลือดซามูไร บทที่ 5 วงดาบเสี้ยวจันทรา

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 4

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 4สัญญาแลกเปลี่ยน การเรียนและการฝึกฝนเพื่อจะได้ก้าวขึ้นเป็นชิโนบิเต็มตัวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

กลางฤดูใบไม้ผลิ ที่ลานฝึกบนยอดเขาเหนือลม

“การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถือเป็นหัวใจสำคัญของชิโนบิโนะโมโนะ เพราะจะช่วยพลางตัวตนให้หลุดพ้นสายตาผู้คนยามเมื่อปฏิบัติภารกิจ เทคนิคโผจากเงาสู่เงาไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ จำเป็นต้องเรียนรู้ ต้องฝึกฝน…สุดท้ายก่อนออกปฏิบัติภารกิจ 3 วัน ชิโนบิที่ได้รับมอบหมายไม่มีสิทธิ์กินเนื้อสัตว์หรือพืชที่มีกลิ่นฉุนทุกชนิด…” โอสุเกะ ฮิเดะชายวัย 33 ปีที่มีรอยแผลเป็นพาดทแยงจากเหนือคิ้วขวาจรดปลายคางล่างซ้ายเดินพูดวนกลับไปกลับมาต่อหน้าเด็กๆในหุบเขาอิงะรุ่นอายุ 7-9 ขวบกว่า 60 คนที่เข้าทดสอบเป็นชิโนบิในรุ่นใหม่ โดยมีบรรดานักเรียนชิโนบิรุ่นพี่ถึงระดับ 6 กว่า 300 คนยืนตีวงเป็นเสี้ยวจันทราสีดำโอบล้อมไว้อีกชั้น “เพราะอะไรรู้ไหม?”

“พลางกลิ่นกาย ไม่ให้คนหรือสัตว์รู้ตัวล่วงหน้าครับอาจารย์”นักเรียนปี 2 ตะเบ็งเสียงแหบๆจากแถวล่าง

“ดีมากมาโนรุคุง…ชิโนบิเกิดมาเพื่อเป็นอาวุธ  แต่เป็นอาวุธที่สังหารได้แม้กระทั้งตัวเอง”โอสุเกะ ฮิเดะกดเสียงต่ำยาวๆราวข่มขวัญ เขากระตุกโหนกแก้มเหี้ยมๆขณะเดินกลับไปยืนที่เดิมอย่างคนไว้ท่า

“ใครไม่ผ่านบททดสอบ จะต้องฝังตัวอยู่ในหมู่บ้านกลางหุบเขาอิงะ…ความลับของชิโนบิต้องเป็นนิรันดร์”อูคาชิ เค็นจิ อาจารย์รุ่นน้องเสริม โอสุเกะ ฮิเดะเริ่มเดินไล่แถวจัดระยะห่างไปทีละคนเป็นรอบที่ 2 จนกระทั้ง

“คุณชายอูคาชิ” เขาหยุดหน้าเด็กน้อยผิวขาวในชุดพลางสีดำรัดรูปเช่นเดียวกับคนอื่นๆ “ดูเหมือนคุณชายจะอายุน้อยที่สุดเลยนะ…” แววตาที่แข็งกร้าวไม่ปรากฏอารมณ์ให้อ่าน เป็นที่พึงพอใจในกริยาลึกๆ “แม้แต่คุณชายก็ไม่มีข้อยกเว้น…”

“……..” เซดะพยักหน้าอย่างคนทะนงโอสุเกะ ฮิเดะกระตุกแก้มเหี้ยมๆ เพียงครึ่งเดียวก่อนจะผ่านไป

“เราจะเริ่มต้นทันทีที่แสงสุดท้ายลับเหลี่ยมเขา…ข้าหวังว่าพวกเจ้าทั้ง 60 คน จะผ่านมันไปได้”อิเงะสึงิ เคนซึพูดเสียงเรียบๆมาจากโขดหินสีดำขนาดใหญ่กลางวง เขาปล่อยให้ผมยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวปลิวไสวอย่างอิสระ สักครู่

“ทุกอย่างพร้อมแล้ว…” โอสุเกะ ฮิเดะโผวูบเข้าไปรายงานใกล้ๆ อิเงะสึงิ เคนซึกระโจไปหยุดกึ่งกลางทางทิศตะวันตกในแบบประทับท่า       

“ทุกคนเตรียมกล่าวอุดมการณ์ตามข้า” เค็นจิเสียงสูงพลางประสานมือหันออกยกบังหน้าห่างระยะดวงตาประมาณคืบสู่ทิศบูรพา ทุกคนนิ่งในท่าเดียวกันสักครู่เสียงเค็นจิก็กล่าวนำ

          “อุดมการณ์ชิโนบิโนะโมโนะข้าชื่อ ( อูคาชิ เค็นจิ )

          “ด้วยเกียติของผู้พิทักษ์

          “ข้อที่ 1…ข้าจะขจัดความชั่วในโลกมืดให้หมดสิ้น

          “ข้อที่ 2… ข้าจะผดุงความยุติธรรมให้คงอยู่

          “ข้อที่ 3 เกียติของชิโนบิ จะเปิดเผยมิได้

เมื่อเสียงปฏิญาณจบ อิเงะสึงิ เคนซึเหลือบไปมองดวงอาทิตย์ที่จวนจะลับเหลี่ยมเขา ก่อนจะส่งสัญญาณบางอย่างเพียงเสี้ยววินาที นินจารุ่นใหญ่ก็ดีดตัวลอยขึ้นรับลำแสงสุดท้ายก่อนจะโผวูบหายลงเนินเขาไปราวกับไม่เคยมีตัวตน…“ฮิเดะ…เค็นจิคุง…ข้าฝากดูแลเด็กๆด้วย ข้าจะไปรอทางเข้าหมู่บ้าน” อิเงะสึงิ เคนสึบอก…

“ไม่ต้องห่วงท่านลุง…”

“รุ่นพี่ระดับ 3 ถึงระดับ 6 ไปประจำจุด” สิ้นเสียงคำสั่งจากอิเงะสึงิ เคนซึ นักเรียนชิโนบิตัวสูงก็ก้มศีรษะแล้วโผวูบหายไปอีก

“ส่วนระดับ 1 และ 2 ตามข้ามา” อิเงะสึงิ เคนซึดีดตัวนำทางไม่มีเสียงผ่านช่องเขาคุโรอิ เห็นเพียงยอดไม้ไหวเป็นทางเท่านั้นที่บอกตำแหน่งลับสายตา

พลันแดดสุดท้ายลับเหลี่ยมเขา เซดะก็ถ่วงลมหายใจหายใจช้าลงผ่อนให้ยาวขึ้นเพื่อลดความตื่นเต้น ซึ่งดูเหมือนเด็กหลายคนก็ถูกฝึกมาให้กระทำอย่างเดียวกัน สายลมที่พัดโชยเอื่อยๆเมื่อตอนกลางวันเริ่มแสดงบทกระโชก ใบต้นโอ๊คและต้นเอมที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลเสียงดังซู่ๆ สัญญาณของบททดสอบเพื่อจะได้เป็นนักเรียนชิโนบิกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

“เอาละ…ทุกคนหยิบถุงผ้าประจำตัวขึ้นมา” โอสุเกะ ฮิเดะสั่งและไม่ลืมกระตุกแก้มเหี้ยมอย่างเคยชิน เขาล้วงเอาถุงผ้าของตัวเองออกชูขึ้นเป็นแบบอย่าง

“…สิ่งที่อยู่ในนี้ก็คือผงแป้ง สีและกลิ่นจะไม่ซ้ำกัน เมื่อข้าบอกว่าเริ่มได้ ทุกคนต้องล้วงเอาผงแป้งในถุงโปรยให้มันลอยไปตามสายลมแบบนี้” ผงแป้งสีเขียวของโอสุเกะ ฮิเดะลอยวูบหายลงเนินเขาอย่างรวดเร็ว เด็กๆมองตามฝุ่นสีเขียวไม่กระพริบโดยเฉพาะเด็กตัวสูงร่างอ้วนที่ยืนอยู่หัวแถว “สายลมจะพัดผงแป้งเข้าสู่หมู่บ้านเบื้องล่าง คนที่จะได้เป็นนักเรียนชิโนบิ จะต้องไปถึงหมู่บ้านก่อนผงแป้งของตัวเอง…”เขาอธิบายเสียงสูง เด็กหลายคนเริ่มเกร็ง แต่เซดะกลับไม่แสดงปฏิกิริยาจนดูราวกับก้อนหินไร้ชีวิต

“ขอให้โชคเข้าข้างเจ้านะ ไชอินาริ โจอาน” โอสุเกะ ฮิเดะให้กำลังใจ เหมือนหวังจะช่วยลดความตื่นเต้นที่กำลังเพิ่มขึ้นทุกขณะ โจอานพยักหน้าที่กำลังซีดช้าๆ

“ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของเจ้าแล้วนะโจอานคุง…พยายามให้ถึงที่สุดละ” เค็นจิสมทบขึ้นอีกคน

“ข้า…ข้า…จะพยายาม” โจอานตอบเสียงไม่มั่นใจ

“แล้วคุณชายละ…” โอสุเกะ ฮิเดะหันไปถาม

“ข้ากำลังใช้สมาธิ” เซดะตอบห้วนๆ..เค็นจิที่ยืนห่างออกไปเกือบจะหลุดเสียงหัวเราะ

“เอาละทุกคนเตรียมพร้อม…” เค็นจิสั่ง…เด็กๆ ต่างล้วงเข้าไปในถุงผ้าสีโคลนแล้วชูผงแป้งหลากสีในกำมือสูงขึ้นเหนือหัว เมื่อเสียงสายลมกระชากใบต้นโอ๊คและต้นเอมทางช่องเขาคุโรอิ

          “เริ่มได้!โอสุเกะ ฮิเดะก็ตะเบ็งเสียงดังก้องกังวาน ขณะเดียวกันก็ดีดตัวสู่ท้องฟ้าสีอำพัน พร้อมกับอาจารย์ทุกคน พวกเขาติดนิ่งอยู่อย่างนั้นกระทั้ง ผงแป้งในมือเด็กๆถูกเหวี่ยงขึ้นไปบนอากาศ สายลมกระชากผงหลากสีวูบต่ำลงสู่หมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปหลายไมล์ เด็กๆในชุดพลางสีดำวิ่งกรูลงภูเขา จุดหมายคือต้องผ่านด่านทดสอบเลื่อนฐานะจากเด็กชายในหุบเขาอิงะเป็นนักเรียนชิโนบิอย่างบรรพบุรุษให้ได้ ไม่มีใครอยากเป็นแค่คนเผาถ่าน คนเสบียงในหมู่บ้านราวกับถูกจองจำไปตลอดชีวิตเป็นแน่ๆ

เซดะและเด็กรุ่นเดียวกันอีก 4 คนยังตื่นตะลึงตั้งตัวไม่ติดพวกเขายังยืนนิ่งอยู่กับที่ในขณะที่เพื่อนๆตัวใหญ่ออกวิ่งหายลงเนินเขาไปแล้ว และหนึ่งในนั้นก็เหวียงผงแป้งเหมือนเป็นการเรียกสติคนที่เหลือ และร่างเล็กๆที่พึ่งจะเลย 7 ขวบมาไม่นานถึงออกวิ่งตามเพื่อนๆไป

“ข้าหวังว่าพรสวรรค์พิเศษจะยังอยู่ข้างเจ้านะคุณชาย” เค็นจิพึมพำตามแผ่นหลังไวๆ

“ดูฝีเท้าคุณชายซิ! ราวกับเกิดมาพร้อมสายลมชัดๆ…เราไปเถอะ” สิ้นเสียงโอสุเกะ ฮิเดะร่างสีดำที่ลอยนิ่งกลางท้องฟ้าสีอำพันก็วูบหายราวกับไม่เคยมีตัวตน

ความลาดชั้นของเนินเขาทำให้ฝ่าเท้าน้อยๆต้องทำงานหนัก หนักขึ้น เร็วขึ้นและเร็วขึ้น จนรู้สึกเพียงปลายเท้าสัมผัสยอดหญ้า เมื่อความลาดชั้นสูงขึ้นอีกหลายองศา ปลายเท้าที่เคยตะกุยยอดหญ้ากลับดีดส่งสู่ยอดไม้ จากยอดสนสู่ต้นเชอรี่ที่กำลังออกดอกสีชมพูบานสะพรั่ง ยอดโอ๊คสู่ยอดอิโจ(ต้นแปะก้วย) และต้นถัดๆ ไป ร่างน้อยๆ เหนือยอดไม้ไม่อาจหยุดตัวเองได้ ไม่ถึงห้านาทีสายลมก็นำพวกเขาละริ้วติดผืนผ้าสีดำขนาดใหญ่หน้าหมู่บ้าน ที่ละร่างไหลรูดลงสู่พื้นโดยมีนินจารุ่นใหญ่คอยรองรับเอาไว้

เซดะ สำรวจตัวเองแบบงงๆทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสกับพื้นดิน

“ข้าบินได้…ข้าบินได้” เขาตะโกนเสียงแหลมตื่นเต้น

“คุณชายเซดะมาถึงเป็นคนที่ 4” เสียงหนึ่งตะโกนบอก อีกคนก็ใช้ดินสอจดชื่อเขาลงไปในสมุดพกเล็กๆ พวกเขาไม่มีเวลาหันกลับไปมองที่ใดนอกจากผืนผ้าสีดำหลายผืนที่เรียงต่อกันยาวตลอดแนว

#อ๊ากๆ…อ๊ากๆ…อ๊ากๆ…#เสียงเพื่อนๆตามกันมา ใบหน้าราวกับพึ่งตื่นจากฝันค่อยๆรูดตัวลงสู่พื้นคนแล้วคนเล่า เสียงโห่เฮของกองเชียรดังไม่ขาดสาย นินจาหลายคนวิ่งวุ่นเพื่อพิสูจน์ผงแป้งในมือเทียบกับผืนผ้าใบสีดำ จากนั้นพวกเขาก็ขานชื่อและจดบันทึกไล่ตามกันไปกระทั้ง

“รวดๆ โจอาน” เซดะตะโกนเสียงแหลมเล็กๆ ทันทีที่เห็นไชอินาริ โจอานและรุ่นน้องอีกหลายคนวิ่งออกมาจากแนวป่า

“โจอาน…โจอาน…” และเป็นอิเงะสึงิ เคนซึ ที่รับร่างของเขาเอาไว้ “ข้าเสียใจด้วยนะโจอานคุง ฟ้าลิขิตชีวิตเจ้าแล้ว รวมทั้งพวกเจ้าที่มาถึงทีหลังผงแป้งด้วย”อิเงะสึงิ เคนซึปลอบก่อนจะตะโกนประโยคสุดท้าย

“เอาละ พวกเจ้าทั้ง 60 คน มารวมกันอยู่ตรงนี้…ข้าจะประกาศรายชื่อผู้ที่สอบผ่าน…ทีละคน”

“ท่านลุงข้าเอง” เค็นจิเดินเข้าไปช่วย อิเงะสึงิ เคนซึยื่นสมุดให้

“…….ลำดับที่ 1…..ลำดับที่ 2….ลำดับที่ 3….ลำดับที่ 4 คุณชายอูคาชิ เซดะ…ลำดับที่ 5…..ฯลฯ” เค็นจิขานรายชื่อไปจนกระทั้ง “ลำดับที่ 23 ลำดับสุดท้าย…ยินดีด้วยนะ…กุโปะคุง…ยูกาว่า กุโปะ…” และเด็กชายตัวน้อยอายุรุ่นเดียวกับเซดะออกอาการดีใจสุดๆ…จนผู้เป็นพ่อวิ่งไล่ตามไม่ทัน “สรุปปีนี้มีผู้ผ่านบททดสอบจำนวน 23 คน…ส่วนที่เหลือให้ไปฝึกฝนมาใหม่แล้วเจอกันปีหน้า” เค็นจิสรุปเสร็จ นักเรียนชิโนบิระดับ 3 ถึงระดับ 6 ที่พรางตัวคอยช่วยเหลือเด็กๆตามแนวป่าก็โผเข้ามาสมทบ รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่ใบหน้าว่าที่ชิโนบิ และอีกหลายคนฟูมฟายราวกับจะถูกจองจำหลังจากนั้น….

“ข้าไม่อยากเป็นคนเผาถ่าน” โจอานน้อยเนื้อต่ำใจ พ่อตบไหล่ปลอบ ฝ่ามือเปรอะผงถ่านสีดำทำให้น้ำตาของเด็กชายร่างอ้วนไหลอย่างคนยอมโชคชะตา

“ท่านพ่อ…”

“กลับบ้านเราเถอะ…”

โจอานปาดน้ำตาเพียงครั้งเดียว ผงแป้งสีเหลืองจากการทดสอบพาดยาวจากหัวคิ้วถึงร่องแก้ม เขาไม่ใช่ตัวตลกแต่หลายคนกลับหัวเราะใส่หน้าและลับหลังกระทั้ง 2 พ่อลูกไชอินาริหายลับชะง่อนหินต้นไทรพันปี

                “เจ้าทำได้ เซดะ” ยาสุยอบุตรชายตัวน้อยในอ้อมแขน

“ข้าน่าจะทำได้ดีกว่านี้” เซดะเบะปากเสียดาย วงแขนโอบคอยาสุไว้แน่น

“ข้าว่าเจ้ากำลังกลัว”

“เปล่า…” เซดะตาโตปล่อยมือปฏิเสธ “ข้าไม่กลัวสักหน่อย”

“เซดะคุง…”

“วางข้าลง…ข้าจะไปหามิกิ…และข้าจะปกป้องนางให้ท่านเห็น” ยาสุรีบวางเซดะพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะตามหลังเด็กน้อยไป

“คุณชายข้าดีใจที่สุด ที่เจ้าสอบผ่าน…รู้ไหมเวลาของเจ้ามาเป็นอันดับ 1 เลยนะ” เค็นจิพุ่งเข้าไปกระซิบ เซดะตาโต พร้อมกับดึงเค็นจิเข้ามากระซิบถามบ้าง  “เวลาของข้าดีที่สุดจริงเหรอท่านอา”

“อื้อ!…” เค็นจิพยักหน้าอย่างแข็งขัน “มันเป็นความลับห้ามบอกใครเด็ดขาด” เขากำชับแบบจริงจัง

“พรุ่งนี้ท่านอาต้องสอนวิชาหายตัวให้ข้า…มิฉะนั้นท่านพ่อจะต้องรู้เรื่องนี้” เขาเสนอข้อแลกเปลี่ยนพลางหันไปมองหน้ายาสุที่ยืนอมยิ้มอยู่ไม่ห่าง

“ได้เลยคุณชาย…มาข้าขออุ้มบ้าง”

“ไม่…เดี๋ยวท่านพ่อจะหาว่าขี้กลัว ข้าจะไปปกป้องมิกิ…”

“เซดะคุง….เซดะคุง” เค็นจิตะโกนไล่ตามหลัง “เขากำลังจะกลายเป็นดวงใจของทุกคนจริงๆนะท่านพี่”

“ข้าก็ว่าอย่างนั้น”

……….

เมื่อความมืด………………………….เริ่มต้นฉันใด

ดวงดาวก็สุกสว่างสวยงามขึ้นพร้อมกันฉันนั้น

อูคาชิ เซดะ

……….

สัญญาแลกเปลี่ยน

สัญญาแลกเปลี่ยน การเรียนและการฝึกฝนเพื่อจะได้ก้าวขึ้นเป็นชิโนบิเต็มตัวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้แต่วิถีชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไป พวกเขาจะต้องเริ่มต้นการเป็นนักเรียนชิโนบิในชั่วโมงที่ 2 เมื่อแสงสุดท้ายหมดและจบลงที่ชั่วโมงสุดท้ายก่อนฟ้าสางของทุกๆ วัน พืชไร้กลิ่นคืออาหารหลักในทุกๆ 3 ชั่วโมงสำหรับนักเรียน และ 2 เวลาเมื่อพลบค่ำและก่อนฟ้าสางสำหรับชิโนบิที่สอบ อัครนินจัตสึ ผ่านแล้ว พวกเขาจะได้กินเนื้อสัตว์ก็ต่อเมื่อ มีวันหยุดมากพอสำหรับสลายกลิ่นตัวให้หมดหรืออย่างน้อย 3 วันติดกันเท่านั้น

……….

รัตติกาลคือชีวิตใหม่แห่งข้า…ชิโนบิโนะโมโนะ

อูคาชิ เซดะ

……….

          ถึงจะแสนสาหัสสำหรับคนธรรมดาแต่มันก็เป็นวิถีชีวิตที่ทุกคนในหุบเขาแห่งนี้ปรารถนา วิชาหลักๆ ที่เหล่านักเรียนชิโนบิตั้งแต่ระดับ 1 (ชั้นปีที่ 1) ถึงระดับ 6 (ชั้นปีที่ 6) จะต้องผ่านให้ได้มีดังนี้

: วิชาพรางตัว (วิชาหลักของระดับที่ 1และระดับ 2)

: วิชาศาสนาและสมาธิ (วิชาหลักทุกระดับชั้น)

: วิชากายทิพย์ (ทุกระดับ ระดับละ 1 ร่างพราง จนสามารถถอดได้ไม่ต่ำ 6 ร่างพรางในระดับ 6 จึงจะมีสิทธิ์สอบอัครนินจัตสึ)

: วิชาสะกดจิตเบื้องต้น (วิชาหลักระดับ 1 ถึงระดับ 3)

: วิชาคาถาและคำสาปนินจา (วิชาหลัก ระดับ 3 ถึงระดับ 6)

: วิชาสะกดจิตขั้นสูง (วิชาหลักระดับ 4 ถึง ระดับ 6)

: วิชาสื่อนัยน์เมะและฌานสื่อญาณ (วิชาเลือกระดับ 5 และระดับ 6 แต่ต้องผ่านวิชาสะกดจิตขั้นสูงมาแล้ว)

: วิชาการเลียนเสียงป่า การดักฟังและการแยกกลิ่น (วิชาเลือกชั้นปีที่ 4 ขึ้นไป)

:  วิชาโผและการเคลื่อนที่ (วิชาหลักทุกระดับชั้น)

: วิชาการเข้าปะทะปักษาเหินลม (วิชาหลักระดับ 3 ถึงระดับ 6)

: วิชายาพิษกับอาวุธนินจา (วิชาหลักระดับที่ 5 และระดับที่ 6)

: วิชาพลังจิต (คัดจากนักเรียนที่มีพรสวรรค์พิเศษ)

: วิชาละครเล่ห์และการปลอมตัว (วิชาเลือกเสรี)

: วิชาล่องหนผ่านวัตถุ (วิชาหลักระดับ 3 ถึงระดับ 6)

: วิชาประวัติศาสตร์และอนาคต (วิชาหลักระดับ 4)

: วิชาดวงดาว (วิชาหลักทุกระดับชั้น)

: วิชาพยากรณ์ศาสตร์ (วิชาเลือกเสรี)

: วิชาต้องห้าม   สำหรับผู้ที่สามารถสอบอัครนินจัตสึผ่านแล้วเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้าเรียน

มีอยู่หลายครั้งในช่วงวิชาศาสนาและสมาธิซึ่งเป็นวิชาที่ เซดะ สนใจน้อยที่สุด เขาจะแอบถอดร่างเพื่อตบตาอาจารย์ผู้สอนแล้วออกไปเดินเล่นข้างนอกกับโจอานและเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันอีก 4 หรือ 5 คนเป็นประจำ แต่เมื่อถูกจับได้ เขาก็จะรีบกลับสู่ร่างเดิมจนอาจารย์ผู้สอนต้องปวดหัวกับพฤติกรรมแปลกๆ ของเขาเช่นเดียวกับคืนนี้

“คุณชาย…ข้าอยากจะเป็นชิโนบิ” ไชอินาริ โจอานนั่งปรับทุกข์กับร่างพรางของเซดะที่หน้าผาทางทิศตะวันตกของโรงเรียน “ข้าไม่อยากเป็นแค่คนเผาถ่านธรรมดาๆ…” น้ำเสียงที่ดูเหมือนคนละเมอพูดต่อ เซดะปล่อยให้ความเงียบเข้ามาคั่นกลาง สักครู่โจอานก็ลุกเดินไปยืนกางแขนเหมือนต้องการเป็นนกที่กำลังจะล่อนถลาลงมาจากชะง่อนหินสู่หุบเหวที่ดำมืดเบื้องล่าง

“ข้าอยากจะบินได้ ข้าอยากจะโผจากเงาสู่เงาเหมือนชิโนบิ…และคุณชาย” เขาอธิบายพร้อมกับทำท่าจะกระโดดลงสู่หุบเหวแห่งนั้นจริงๆ

“ถ้าเจ้ากระโดดลงไปตอนนี้ ข้ารับรองได้เลยว่าเจ้าไม่มีทางได้เป็นชิโนบิแน่ๆ แต่จะกลายเป็นผีเฝ้าหุบเหวแทน” เซดะวัย 9 ขวบเหน็บ…แต่ก็ไม่จริงจังนัก

“ข้าอยากเป็นชิโนบิจริงๆ นะคุณชาย…” และเขาก็เดินกลับมาปรับทุกข์อีกครั้ง

“ข้าจะสอนทุกอย่างที่ข้าเรียนให้กับเจ้า…” อยู่ๆ เซดะก็พูดประโยคนี้ โจอานถึงกับเบิกตากว้าง “แต่เจ้าจะต้องเล่าทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับตัวข้า” อูคาชิ เซดะต่อรองแลกเปลี่ยนจนโจอานถึงกับหน้าถอดสี

“คุณชาย…นั้นนะหายนะของข้าเลยนะ” เขากดเสียงต่ำใกล้ๆ เหมือนจะหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ

“หากตกลง…ข้าก็จะสอนให้และเมื่อข้าสอบอัครนินจัตสึผ่านข้าจะเลือกเจ้ามาเป็นมือขวา” เซดะเสนอต่อ

“คือเอ่อข้า…ข้า…เอ่อ”

“ไม่มีใครสงสัยเจ้าหรอก…ชิโนบิชินชากับเสียงซุบซิบของคนเผาถ่านจนคล้ายเสียงใบไม้ยามต้องลมเข้าไปทุกขณะ…” เซดะชักจูงอย่างคาดหวัง เพราะเวลานี้ความทรงจำอันน้อยนิดที่ติดตัวเขามากำลังเล่นกับความรู้สึกที่ขัดแย้งกันเองหนักขึ้นทุกวัน เซดะลุกพร้อมกับเดินไปหยุดในตำแหน่งเดียวกับโจอานเมื่อครู่ แต่ดวงตากลับเหมอลอยอยู่ที่เส้นขอบฟ้าเลยยอดเขาไกลออกไป “ข้ารู้สึกว่าบ้านข้าอยู่ทางทิศนั้น”

“คุณชาย!…” โจอานอุทานเสียงดัง

“ได้โปรด…โจอานเรื่องนี้จะมีแค่เรา 2 คนที่รู้” เซดะอ้อนวอน

“แต่ข้าไม่รู้อะไรมากนักหรอก…เพราะตอนที่คุณชายมาถึงข้าเองก็พึ่ง 7 ขวบ” เสียงของโจอานเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ

“ก็นั้นแหละที่ข้าอยากรู้…และอีกอย่างข้าว่าเจ้าน่าจะฉลาดพอที่จะหาเรื่องราวทั้งหมดของข้าจากคนเผาถ่านด้วยกัน” เซดะแนะ..และใช้หางตาชำเลืองดูอาการของเพื่อน…เขาเห็นโจอานครุ่นคิดสักพัก…แววตาในเชิงบวกของเพื่อนก็ฉายตามออกมาฟ้อง

“ถ้าอย่างนั้น…ข้าก็สัญญา”

“ต้องอย่างนี้…”

“ข้าจะได้เป็นมือขวาของคุณชายจริงเหรอ…ทั้งที่ข้าไม่ใช่นักเรียนชิโนบิ” โจอานกระวีกระวาดถามด้วยความตื่นเต้น

“เจ้าก็คือคนหนึ่งในหุบเขาอิงะ หากมุ่งมั่นให้ข้ามั่นใจว่าจะเอาตัวรอดได้…สัญญาชิโนบิก็ไม่มีวันตาย” เซดะพูดและยิ้มบางๆ ให้เพื่อน ความหวังกับความทรงจำที่แสนจะเลือนรางได้ฝากไว้ที่เขาแล้ว

#คุณชาย#และเสียงของเค็นจิก็ดังขึ้นมาจากในห้อง…

“ข้าจะต้องรีบกลับเข้าร่างแล้วละ เค็นจิ กำลังสงสัย” เซดะชิงพูดอย่างร้อนรน

“ข้าหวังว่าสัญญาชิโนบิจะไม่มีวันตาย” โจอานวัย 12 ปีย้ำอีกที…

“ใช่…เจ้าก็เช่นกัน” เซดะตอบกลับ แววตาที่มั่นคงของทั้งคู่เสมือนคำสัญญาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว “ข้าไปก่อนแล้วค่อยเจอกัน…”เซดะพูดก่อนจะดีดตัวลอยสูงขึ้นและหายวับไปทันที

“ข้าอยากจะทำได้อย่างนี้จังเลย” โจอานพึมพำ แต่รอยยิ้มที่ฉายออกมาจากมุมปากเหมือนกำลังเห็นความฝันของตัวเองเป็นจริงมากขึ้นแล้วในเวลานี้ “ข้าจะต้องหลุดพ้นจากคนเผาถ่าน…ให้ได้”

……….

คำสัญญาเสมือน 1 ชีวิต……………ที่พร้อมจะเติมเต็ม

หรือลดทอนความเป็น……………………………มนุษย์

ไชอินาริ โจอาน

……….