วิธีล้างผัก ผลไม้

วิธีล้างผัก ผลไม้

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 21 วิธีล้างผัก ผลไม้

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 21 วิธีล้างผัก ผลไม้

หากจะพูดถึงวิวัฒนาการอาหารสำหรับมนุษย์ ในมุมมองส่วนตัวแบ่งออกเป็น 5 ช่วง 5 ยุคดังนี้

  1. ยุคเริ่มแรกหรือยุคหิน ความจริงเป็นเช่นไรไม่มีใครรู้ แต่ถ้าจะให้เดาโดยอาศัยจินตนาการ อาหารมนุษย์ในยุกแรกน่าจะเป็นแค่อาหารสด หาได้แบบไหนก็กินกันแบบนั้น ไม่มีการปรุงแต่งหรือทำให้สุกใดๆ ทั้งสิ้น
  2. ยุคต่อมา…เมื่อมนุษย์เปลี่ยนจากชนเผาเร่ร่อนลงหลักปักฐานอยู่กับที่ การออกล่าสัตว์หาอาหารประทังชีวิตเป็นเรื่องยาก-ลำบากมากขึ้น มนุษย์เรียนรู้ที่ปลูก-เลี้ยงสัตว์ที่เป็นอาหารเอาไว้กินเอง ยุคนี้น่าจะมาพร้อมๆ วิธีทำให้อาหารสุกด้วยการเผา-ปิ้ง-ย่างแบบง่ายๆ เพื่อเพิ่มรสชาติรวมทั้งกลิ่นให้น่ารับประทานมากขึ้น วิวัฒนาปรุงแต่งอื่นๆ ก็เริ่มจากยุคนี้เช่นกัน
  3. ยุคอุตสาหกรรมอาหารตอนต้น ต่อมาอีกหลายพันปีเมื่อมนุษย์รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นสังคมและมีจำนวนมากขึ้น การผลิตอาหารจึงต้องเพิ่มตาม เมื่ออาหารสด-เนื้อสดไม่เพียงพอการนำเอาเนื้อสัตว์มาปรุงแต่งผสมกับผัก-ผลไม้เพื่อเพิ่มปริมาณจึงมีความจำเป็น เนื่องจากยุคนี้ความเป็นสังคม การเดินทาง-ติดต่อจึงได้นำอาหารเหล่านั้นไปเป็นสินค้าแลกเปลี่ยน ยุคอุตสาหกรรมอาหารเบื้องต้นจึงมีการแปรรูปเพื่อให้เก็บได้นานขึ้นเช่น-อบแห้ง-หมัก-ดอง…ยุคนี้น่าจะมีชื่อเรียกอาหาร-เห็นหน้าตาอาหารชัดเจนแล้วละ
  4. ยุคปัจจุบันหรือยุคอุตสาหกรรมอาหารตอนปลาย มีการแปรรูป-แลกเปลี่ยน-ซื้อขายเพิ่มเทคโนโลยี-เพิ่มสารปรุงแต่งรวมทั้งสารเคมีอีกหลายชนิดเพื่อยืดอายุให้นานขึ้น เมื่อมนุษย์มากขึ้น-การขยายตัวของสังคมถึงขีดสุด การผลิตอาหารไม่เพียงพอ มนุษย์จึงคิดค้นสารกระตุ้น-สารเคมี-ยากำจัดศัตรูพืช-ยาฆ่าแมลง-เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากที่สุด ทั้งภาคเกษตรต่อยอดถึงภาคอุตสาหกรรมล้วนจำเป็น-ต้องใช้สารเคมีในการผลิตทั้งสิ้น
  5. อาหารในยุคอนาคต มนุษย์ไม่สามารถก้าวข้ามสารเคมี-สารตกค้างที่มาพร้อมอาหารได้ เพื่อความอยู่รอด-วิวัฒนาการอาหารจำเป็นต้องมองข้ามรสชาติรวมถึงหน้าตา-สู่การกินที่มีศัพท์ใหม่เฉพาะอาจจะเรียกว่าการชาร์ตหรือเติมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงแทนการกินจากปากสู่กระเพาะ รวมถึงระยะเวลาในการชาร์ตสารอาหารแต่ละมื้อน่าจะนานกว่าปัจจุบันด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง อาจจะ 2-3 วันเติมคาร์โบไฮเดรต 1000 กรัม โปรตีน 1500 กรัม ไขมัน 200 กรัม หรือสารอาหารรวม 4 หลอด 5 หลอดเป็นต้น แน่นอนสิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นกับมนุษย์อนาคตแน่นอน

เอาละครับในเมื่อยุคปัจจุบันวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมอาหารยังไปไม่ถึงยุคอนาคต วิธีกำจัดสารพิษ-สารตกค้าง-สารปนเปือนจึงเป็นเรื่องจำเป็น หากหลักกิโลเมตรที่ 80 ยังเป็นเป้าหมาย ตามผมมาเลยครับ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ตอนที่ 21 จะรวบรวมวิธีล้างผัก-ผลไม้ในบทเดียวให้ได้อ่าน-ศึกษา-และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

“แก ฉันซื้อผักมาให้และล้างด้วยน้ำเกลือเรียบร้อยแล้วด้วย” ยัยชลิตาผลักประตูโผล่หน้าเพียงครึ่งเดียวบอก….

“ล้างด้วยอะไรนะ”

“เกลือ…ฉันอ่านเจอในอินเตอร์เนตเมื่อคืน…เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 4 ลิตรแช่ผักทิ้งไว้ 10 นาที”

“ฉันกำลังอ่านวิธีล้างผักและผลไม้เพื่อจะเขียนตอนที่ 21 พอดี : เขาบอกว่า วิธีล้างผัก-ผลไม้ด้วยเกลือป่น ไม่ค่อยเป็นที่นิยม เพราะลดปริมาณสารพิษ-สารตกค้างได้ไม่มาก-บางข้อมูลยังบอกอีกว่าการใช้เกลือล้างผัก-ผลไม้ไม่ได้ช่วยทำให้ผัก-ผลไม้สะอาดขึ้น เนื่องจากเกลือเป็นโซเดี่ยมคลอไรด์มีส่วนทำให้สารพิษ-สารตกค้างหรือยาฆ่าแมลงยิ่งติดแน่นคงทนมากขึ้น แต่ข้อมูลดังกล่าวก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ละนะ…เป็นอันว่าทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์นั้นแหละฉันล้างเอง” ผมพูดจากบทความในจอคอมพิวเตอร์

“เฮ้ย!….ได้ไง ถ้าอย่างนั้นแกเขียนจบแล้วส่งให้ฉันอ่านเลย เดี๋ยวจัดการต่อเอง…ฉันเป็นผู้หญิงนะโว้ย!…..แล้วก้อ…..” มันหยุดไปเฉยๆ ผมหันขวับด้วยความสงสัย….

“อย่ามีลับลมคมในกับฉัน….ยัยออมสิน….แล้วก้ออะไร….”

“ก็พอเดาออกแล้วนิ….”

“ตกลงไอ้ฝรั่งขี้นกหัวเหม็น…..”

“มาร์ตินเค้าเป็นคนดีนะแก….ถึงจะเป็นฝรั่งแคระก็เถอะ”

“เฮ้ย!…จริงดิ….”

“ไม่พูดมากละ….เขียนจบส่งให้ฉัน โอเคร!….” พูดจบมันก็ปิดประตูทันที…..

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยัยบ้าเอ้ย….”

ปัจจุบันคือยุคอุตสาหกรรมอาหารตอนปลาย

ประชากรมนุษย์บนโลกมีจำนวนมาก ความต้องการอาหารเพื่อดำรงค์ชีพก็สูง ขณะที่ภาคการผลิตมีพื้นที่เท่าเดิม ฉะนั้นมนุษย์จึงคิดค้นสารกระตุ้นเพื่อเร่งรัดเวลาเจริญเติบโตทั้งพืชและสัตว์ให้ใช้เวลาสั้นที่สุด จนเป็นสาเหตุให้อาหาร-ทั้งสำเร็จรูปและอาหารสดเต็มไปด้วยสารพิษ-สารเคมี-สารกระตุ้น-ยากำจัดศัตรูพืช-ยาฆ่าแมลง- เชื้อรา-แบคทีเรีย-ไวรัส-ไข่แมลง-ไข่พยาธิรวมทั้งโลหะหนักอื่นๆ มากมายปะปนมากับอาหารเหล่านั้น จนเป็นเหตุให้ชีวิตมนุษย์ไม่ปลอดภัย โรคที่เกิดขึ้นเฉียบพลันและเรื้อรังมาพร้อมกับสารตกค้างได้แก่ ปวดหัว-คลื่นไส้-อาเจียน-หน้ามืด-หายใจไม่ออก-ปวดท้อง-ท้องเสีย-เป็นไข้-ตัวชา-หมดสติ หรือที่เรียกว่า “อาหารเป็นพิษ”  ส่วนโรคเรื้อรังได้แก่ มะเร็ง-อัลไซเมอร์-พาร์กิมสัน-โรคกระเพาะ-การเจริญเติบโตผิดปกติและโรคเครียดเป็นต้น

เมื่อรู้ความร้ายแรงที่มาพร้อมกับสารพิษ-สารตกค้างแล้ว ทางรอดเดียวที่พอจะช่วยได้นั้นก็คือวิธีกำจัดสารตกค้างให้หมดไปหรือเหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ : ผมจึงรวบรวม 14 วิธีในการล้างผักและผลไม้ มาให้เลือกใช้ตามไลฟ์สไตล์และความสะดวกของแต่ละคน มีตั้ง 14 ข้อก็ต้องมีสักข้อละ-ที่สามารถปฏิบัติได้ทันที มาดูกันเลยครับ

  1. วิธีแช่ผัก-ผลไม้ด้วยน้ำเปล่า…เห็นหรือยังเพียงข้อแรกก็สามารถทำได้แล้ว โดยเริ่มจากการล้างผัก-ผลไม้ในรอบแรก เด็ดใบ-กิ่งก้านบางส่วน-นำลงไปแช่ในน้ำเปล่าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที วิธีนี้จะช่วยลดสารตกค้างได้ประมาณ 7-33%
  2. ล้างผัก-ผลไม้ด้วยวิธีปอกเปลือก ถ้าเป็นกะหล่ำปลีก็ให้ลอกใบนอกทิ้งสัก2-3ใบ ผลไม้ก็ปลอกเปลือกแล้วนำไปแช่ในน้ำสะอาดประมาณ 15 นาทีหลังจากนั้นก็ล้างอีกครั้ง วิธีนี้จะช่วยลดสารตกค้างได้มากถึง 27-72%
  3. ล้างผัก-ผลไม้ด้วยวิธีปล่อยน้ำไหลผ่าน ถ้าเป็นผัก-ผลไม้เล็กๆ ให้ใส่ตระแกรงโปร่งเปิดน้ำไหลผ่านได้เลย ถึงวิธีนี้จะใช้น้ำในปริมาณที่มากสักหน่อย แต่ก็สามารถลดสารตกค้างได้ประมาณ 25-63%
  4. วิธีการต้ม-ลวก : ก่อนจะนำผัก-ผลไม้ไปต้มหรือลวกควรล้างให้สะอาดก่อน วิธีนี้จะช่วยลดสารตกค้างได้ 50% แต่คุณค่าสารอาหารอาจจะสูญเสียไปเช่นกัน หากจะนำผักผลไม้ที่ว่าไปต้มหรือแกงต่อ ให้ทิ้งน้ำที่ใช้ลวกก่อนจะดีที่สุดนะครับ
  5. น้ำซาวข้าวก็ช่วยล้างผัก-ผลไม้ได้ ให้แช่ผัก-ผลไม้ในน้ำซาวข้าวประมาณ 10 นาทีแล้วล้างต่อด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้จะช่วยลดสารตกค้างได้ประมาณ 29-38%
  6. ล้างผัก-ผลไม้ด้วยน้ำปูนใส จะเป็นปูนแดงหรือปูนขาวที่ใช้กินกับหมวกก็ได้ เตรียมน้ำปูนใสให้พร้อมแล้วน้ำผัก-ผลไม้ลงไปแช่ประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นให้ล้างด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้จะช่วยล้างสารตกค้างได้ประมาณ 34-52%
  7. ด่างทับทิม (Potassium permanganate) ให้ใช้ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมกับน้ำเปล่า 4 ลิตร นำผัก-ผลไม้ลงไปแช่ประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้จะช่วยล้างสารตกค้างได้ประมาณ 35-43% ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ด่างทับทิมในปริมาณมากจนเกินไปเพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร-ระบบหายใจได้…
  8. น้ำส้มสายชู (Vinegar) ให้ใช้น้ำส้มสายชูที่มีความเข้มข้นประมาณ 5% ของกรดน้ำส้มผสมน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:10 แช่ผัก-ผลไม้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า วิธีนี้จะช่วยกำจัดสารตกค้างได้ประมาณ 60-84%
  9. ผงปูนคลอรีน (Calcium Hypochlorite) ให้ใช้ผงคลอรีน 60% จำนวนครึ่งช้อนชาผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตร นำผัก-ผลไม้แช่ประมาณ 15-30 นาที วิธีนี้จะช่วยฆ่าเชื้อโรคและสารตกค้างได้ดีมาก แต่อย่าลืมล้างด้วยน้ำสะอาดในขั้นตอนสุดท้ายด้วยนะครับ
  10. เบ็กกิ้งโซดา หรือโซเดี่ยม ไบคาร์บอนเนต (Sodium bicarbonate) บางทีเรียกว่า “โซดาทำขนมปัง” ใช้ครึ่งช้อนโต๊ะผสมน้ำเปล่า 10 ลิตร-นำผัก-ผลไม้ลงไปแช่ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด 2 รอบ วิธีนี้จะช่วยลดสารตกค้างได้มากถึง 90-95% เลยทีเดียว
  11. ผงฟู (Baking Powder) ให้ใช้ผงฟูครึ่งช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่นจนแตกตัวแล้วค่อยเทลงไปผสมกับน้ำเปล่าประมาณ 10 ลิตร-นำผัก-ผลไม้ลงไปแช่ประมาณ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำปล่า วิธีนี้จะช่วยล้างสารตกค้างได้มากกว่า 90%
  12. น้ำยาล้างผัก ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ความเข้มข้น 0.3% ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผัก-ผลไม้ประมาณ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้จะช่วยกำจัดสารตกค้างได้ประมาณ 25-75%
  13. น้ำยาล้างจาน-น้ำยาล้างขวดนมเด็ก วิธีนี้นิยมใช้ล้างผลไม้หรือผักหัวที่เป็นลูกๆ ใช้ฟองน้ำถูกเปลือกนอกเลยครับสามารถลดสารตกค้างได้ประมาณ 95 % วิธีนี้ล้างเปลือกไข่ก่อนนำไปต้มก็ได้นะด้วย
  14. ผงถ่าน-ผงถ่านแอคติเวทชาร์โคล (Activated charcoal ) หรือผงคาร์บอนกัมมันต์ (Activated carbon) เป็นผงคาร์บอนที่มีเนื้อพรุน มีคุณสมบัติดูดซับสูงมาก ให้ใช้ผงถ่าน 1 ช้อนชา ผสมน้ำ 5 ลิตร แล้วน้ำผัก-ผลไม้ลงไปแช่ประมาณ 20 นาที-ล้างด้วยน้ำสะอาดเป็นขั้นตอนสุดท้าย….

หมายเหตุ สำหรับเมล็ดธัญพืชและถั่วแห้ง ก่อนนำไปแช่หรือปรุงอาหารต้องล้างด้วยน้ำเปล่าก่อนเสมอนะครับ….

“แกผงฟูอยู่ไหน…”

“ในตู้แขวนซ้ายมือ”

“น้ำส้มสายชูละ”

“ด้านล่าง…” ผมตอบแบบเริ่มรำคาญ

“แล้ว…แล้ว…..” ยัยบ้ายังถามต่อไม่หยุด

“ไม่ต้องแล้ว กลับไปทำงานเถอะ…ปรินส์งานเสร็จจะล้างเอง”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…….ฉันก็คิดอยู่แล้ว…..ขอไข่ดาวน้ำ 2 ฟองด้วยนะกลัวโทรมนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เออ!…”

line1 for timmy

แผนปฏิบัติ ปฏิวัติความอ้วน

แผนปฏิบัติ ปฏิวัติความอ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 20 แผนปฏิบัติ ปฏิวัติความอ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 20 แผนปฏิบัติ ปฏิวัติความอ้วน

เนื่องจากสูตรหรือวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนในแบบที่นำเสนอ ไม่เชิงเป็นเรื่องของงานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนเพียงอย่างเดียว คนผอมหุ่นดี เปะ! เว่อร์! ที่เผลอเข้ามาอ่านก็ได้รับประโยชน์จากบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ไปพร้อมๆ กัน เพราะจุดประสงค์หนึ่งของโครงเรื่องที่วางไว้ตั้งแต่แรกคืองานลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพในระยะยาว ฉะนั้น งานที่ผมเขียนถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็น่าจะเป็นถนน-ถนนที่ชื่อว่า “สุขภาพ” สู่เป้าหมายคือหลักกิโลเมตรที่ 80 หรืออายุ 80 ปีเป็นหลัก

ถนนสุขภาพเริ่มต้นจากหลักกิโลเมตรที่ 0 แต่ไม่ว่าคุณจะเริ่มอ่านบทความนี้อายุเท่าไร เมื่อก้าวขาเข้ามาเดินบนถนนสุภาพ ทุกคนล้วนเริ่มต้นจากหลักกิโลเมตรที่ 0 ด้วยกันทั้งนั้น เราจะออกสตาร์ทที่จุดเดียวกัน เส้นทางหรือถนนสุขภาพจะนำทุกท่าน-ทุกวัยผ่านจุดเดียวกัน หลักกิโลเมตรเดียวกัน ชอบไม่ชอบก็ต้องผ่าน เพราะถนนที่ผมเขียนขึ้นมาไม่มีทางลัด ไม่มีจุดเชื่อมต่อจากเส้นทางอื่น หากท่านใด เคยรู้-เคยเห็นหลักกิโลเมตร  2 5 15 หรืออื่นๆ อยู่แล้ว (ยกตัวอย่าง) ก็ขอให้อ่าน-มอง-สำรวจเพื่อเป็นการรำลึก-ทบทวนสิ่งเก่าๆ

Update ข้อมูลหรืออาจะช่วยผมทาสี แต่งเติมเพื่อให้หลักกิโลเมตรที่ว่าชัดเจนมากขึ้น มีน้ำหนัก-เพิ่มมุมมองที่ถูกต้อง-ถูกหลักฮวงจุ้ยมากกว่าของเดิม ผมจะขอบคุณเป็นอย่างมาก เพราะถนนสุขภาพพร้อมเปิดทางสำหรับทุกคน-เข้ามาช่วยกันซ่อมแซม-กรุยทาง-เบิกทางสู่หลักกิโลเมตรที่ 80 อันเป็นเป้าหมายให้ได้ หากทุกคนเดินทางจนถึงหลักกิโลเมตรที่ 80 ได้สำเร็จพร้อมกันหลายๆ คน…ในวัย 80 ปีก็จะไม่เหงา เราจะจูงมือกันฉลองชัยในบั้นปลายอันหมายถึงกำไรชีวิตจากหลักกิโลเมตรที่ 81 กระทั้งธรรมชาติจะเรียกกลับคืน เมื่อนั้น-วันนั้นเราถึงจะปล่อยมือร่วมส่งกันและกันด้วยรอยยิ้ม คุณพร้อมจะเข้ามาร่วมเดินทางไปกับเราหรือยังครับ ถ้าพร้อมแล้ว กลับไปเริ่มต้นอ่านตอนที่ 1 โดยด่วน

หลักกิโลเมตรแรกบนถนนสุขภาพ ผมนำไปเจอกับอะไร? จำสูตรคำนวณหาค่า BMI แบบง่ายๆ ได้ไหม? : น้ำหนัก(กิโลกรัม)หารด้วย{ส่วนสูง(เมตร)ยกกำลัง 2}  ผมยกสูตรคำนวณค่า BMI ขึ้นมาก็เพราะค่า BMI เป็นการวิเคราะห์สุขภาพเบื้องต้น หากถนนสุขภาพไม่ผ่านหลักกิโลเมตรนี้ เราก็จะไม่รู้เลยว่าถนนที่กำลังเดินอยู่มีชื่อว่าอะไร การประคับประคองร่างกายหรือเพื่อนตายสู่หลักกิโลเมตรที่ 80 ก็จะสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ฉะนั้นการคำนวณหาค่า BMI ก็เสมือนทุกๆ ท่านได้เห็นป้ายชื่อถนน เห็นจุดเริ่มต้น และมองเห็นเป้าหมายก่อนจะเริ่มก้าวแรก พูดง่ายๆ ค่า BMI คือจุดวิเคราะห์เพื่อจะนำเข้าสู่ถนนสุขภาพนั้นเอง

หลักกิโลเมตรต่อมาวิธีคำนวณการเผาผลาญพลังงาน Basal Metabolic Rate (BMR)

  • สำหรับผู้ชาย BMR = 66+(13.7 x น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม)+(5 x ส่วนสูงเป็นเซนติเมตร)-(6.8 x อายุ)
  • สำหรับผู้หญิง BMR = 665+(9.6 x น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม)+(1.8 x ส่วนสูงเป็นเซ็นติเมตร)-(4.7 x อายุ)

ค่าที่ได้คือพลังงานที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ต่อ 1 วันหน่วยเป็นกิโลแคลอรี่ขณะที่ร่างกายยังไม่ขยับเขยื้อนหรือมีกิจกรรมใดๆ แล้วไลฟ์สไตล์แต่ละคนละ- 1 วัน ร่างกายต้องการพลังงานเท่าไร ผมมีสูตรให้คำนวณเพิ่มคร่าวๆ ดังนี้ครับ

  • ถ้านั่งอยู่กับที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลยก็จะ = BMR x 1.2
  • ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเล็กน้อยประมาณสัปดาห์ละ 1-3 วัน = BMR x 1.375
  • ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาปานกลางประมาณสัปดาห์ละ 3-5 วัน = BMR x 1.55
  • ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก ประมาณสัปดาห์ละ 6-7 วัน = BMR x1.725
  • ออกกำลังการหรือเล่นกีฬาอย่างหนักทุกวัน เช้าเย็น = BMR x 1.9

หลักกิโลเมตรนี้บอกอะไรบ้าง?…แน่นอนเมื่อคำนวณจบเราก็จะรู้คร่าวๆ แล้วว่า ในรอบ 1 วัน ควรรับประทานอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานมาก-น้อยเท่าไร? หากรับประทานน้อยกว่าร่างกายต้องการจะเกิดอะไรขึ้นและหากรับประทานมากกว่าละ…ง่ายๆ ร่างกายหรือเพื่อนตายก็จะเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินให้เป็นพลังงานสำรองในรูปแบบของไขมัน ร่างกายก็จะขยายใหญ่ขึ้น อ้วนขึ้น ตรงไปตรงมา จบเห่กันละยัยอ้วน-ไอ้อ้วน…สมการตรงไปตรงมา-ข้อนี้ต้องยกเว้นสำหรับบางคนที่มีโรคประจำตัวนะครับ

เมื่อรู้จักค่า BMI ต่อด้วยค่า BMR เรียบร้อยแล้วและเดินทางต่อได้สักระยะ หลายคนอาจจะเกิดคำถามหรือสงสัยว่า “ฉันยังอ้วนอยู่หรือเปล่านะ, น้ำหนักมาตรฐานหรือยัง หรือ ผอมไปหรือเปล่าเนี่ย” ต่างๆ นานา ผมจึงยกสูตรง่ายๆ สำหรับคำนวณหาค่ามาตรฐานของคนไทยและคนเอเชีย นั้นก็คือ

  • ผู้ชายใช้ส่วนสูงเป็นเซนติเมตรลบด้วย 100
  • ผู้หญิงใช้ส่วนสูงเป็นเซนติเมตรเช่นกันลบด้วย 110

ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำหนักหน่วยเป็นกิโลกรัม เมื่อเดินทางมาจนถึงหลักกิโลเมตรนี้หลายคนคงจะรู้แล้วใช่ไหมครับว่า ร่างกายที่แบกรับน้ำหนักไปไหนมาไหนตลอดเวลาอยู่ในเกณฑ์มารฐานหรือสุ่มเสี่ยงต่อสารพัดโรค ไลฟ์สไตล์แบบที่เป็นอยู่ควรจะปรับปรุงอย่างไร?-อาหารกลุ่มที่ให้พลังงานและไม่ให้พลังงานมีอะไร-ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ต้องกินในปริมาณมากหรือน้อยแค่ไหน? ถึงจะพอดีหรือเพียงพอต่อความต้องการ  ผมจงใจส่งข้อมูลเหล่านี้เข้าไปฝังในสมอง เพราะธรรมชาติไม่อยากตายง่ายๆ-สมองนั้นแหละจะเป็นตัวขับเคลื่อน-สานต่อในการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนและดูแลสุขภาพอย่างเป็นระบบ หลักกิโลเมตรถัดๆ ต่อจากนั้นกระทั้งถึงหลักกิโลเมตรที่ 80 อันเป็นเป้าหมายก็จะพอคาดเดาแนวทางได้ ระหว่างหลักกิโลเมตรนี้ผมถึงได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึก สารอาหารและอาหารแต่ละชนิด แต่ละประเภท ชนิดไหน-ประเภทไหนส่งผลกับเพื่อนตายหรือร่างกายอย่างไร ไม่สักแต่ว่าขอให้เป็นอาหารในรูปที่ชินตาก็ยัดเข้าปากขอให้อิ่มไปวันๆ ไม่ใช่!….เพราะถ้าต้องการเดินอยู่บนถนนสุขภาพอันมีเป้าหมายคือหลักกิโลเมตรที่ 80 ทุกคน-ทุกท่านต้องเลือกแต่สิ่งดี เติมอาหารและสารอาหารที่เกิดประโยชน์เข้าสู่ร่างกายอย่างไม่มีทางเลือก

ผมไม่อยากให้ซีเรียตกับข้อมูลเชิงลึกที่ว่ามา พูดง่ายๆ ไม่อยากให้พยายามจำ-เพราะเมื่อข้อมูลเหล่านั้นผ่านสายตาจะไหลเข้าสู่สมอง-ระบบสั่งการอัตโนมัติก็จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้เมื่อผ่านหลักกิโลที่ว่าไปได้ ทุกคน-ทุกท่านต้องสนุกกับมัน สนุกอยู่บนถนนที่ชื่อว่าสุขภาพให้เต็มเหนี่ยว เมื่อสนุก เราก็จะทำมันได้บ่อยๆ-เป็นประจำกระทั้งเกิดวินัยสร้างนิสัย-ฝังลงสู่กมลสันดานโดยไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ เชื่อผมซิ!

“แก Timmy ฉันได้ทำ แผนปฏิบัติ ปฏิวัติความอ้วน ขึ้นมา ช่วยตรวจดูให้หน่อยซิ! ว่ายังขาดตกบกพร่องอะไรบ้าง”  พูดจบยัยชลิตาหรือยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำก็วางแผ่นกระดาษที่ถูกปริ้นส์จากคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ วางลงต่อหน้า ผมหยิบขึ้นมาเอนหลังกับพนักเก้าอี้นวม

“อือ!….ดีวะ แต่ขอเวลาหน่อย”

“ฉันประมวล-สรุปจากบทความของแกตั้งแต่ตอนที่ 1 จนถึงตอนที่ 19 เลยนะ ถ้าโอเคร! จะได้ส่งไปทำบุญทำทานกับยัยแอนด์-ยัยเชอรี่…..ฮิ ฮิ ฮิ…เด็กของแกทั้งนั้น”

“ส่งไฟล์เข้าไลน์ฉันละกัน ขี้เกียจพิมพ์ใหม่นะ” ผมเงยหน้าบอก

“โอเคร!….ได้เลย Thanks….ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถึงวันนี้ฉันพอจะเป็นโปรเทรนนิ่งได้หรือยังวะแก”

“เริ่มต้นจากยัยเชอรี่ก่อนเพราะยัยแอนด์มาให้ฉันเทรนให้เงียบๆ จนน้ำหนักลดไปหลายกิโลกรัมแล้วละ….”

“ห่า!…จริงดิ!….แหมยัยนี้ทำอะไรไม่เคยเห็นหัวฉันเลย…จะโทรต่อว่าซะหน่อย….ไปละ ไฟล์จะส่งให้…โอ้ยยย!….ยัยบ้าเอ้ยหลอกได้แม้กระทั่งฉัน….” นางเดินบ่นเป็นหมีไม่ได้กินผึ้งไม่ทันถึงประตูก็หันมาตวาดเสียงดัง “แกก็อีกคน…จำไว้เลยนะ”

ไม่เพียงเป็นแผนปฏิวัติความอ้วนเท่านั้น แต่ตั้งใจว่าจะให้เป็นแผนที่เดินทางบนถนนสุขภาพมุ่งหน้าสู่หลักกิโลเมตรที่ 80 อันเป็นเป้าหมายให้จนได้ ฉะนั้นความสำคัญจึงไม่ได้มีสำหรับคนลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนเพียงอย่างเดียว แต่สำคัญสำหรับทุกคน ผมจะเริ่มต้นในการทำแผนปฏิบัติตั้งแต่ตื่นนอนกระทั้งหลับ หากสามารถปฏิบัติได้ รับรองว่าชีวิตที่เริ่มต้นจากหลักกิโลเมตรที่ 0 จะราบรื่นอย่างแน่นอน

ตื่นนอน ผมขอใช้ไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่ในการนำเสนอเทียบเคียงนะครับ โดยจะเริ่มต้นเขียนและขีดเส้นใต้หนาๆ ด้วยประโยคที่ว่า “ช่วงเช้าคือทุก ๆ อย่างของทั้งวัน” ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม เพราะความหมายกระจ่างในตัวอยู่แล้ว  8 ข้อที่ต้องปฏิบัติหากต้องการให้ตลอดทั้งวันราบรื่น มีดังนี้

  1. ตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกๆ วันโดยใช้นาฬิกาชีวิตเป็นตัวปลุกเรียก ใครที่ยังสร้างนิสัยการตื่นไม่ได้-แรกๆ อนุญาตให้ใช้นาฬิกาปลุกไปก่อน ถ้าผ่าน 21 วันนาฬิกาชีวิตจะปลุกคุณเอง
  2. ต้องมีเวลาก่อนเริ่มต้นทำงานอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพราะอะไร ก็เพราะช่วงเช้าคือทุกอย่างของทั้งวัน ฉะนั้นหากคุณตื่นมาพร้อมกับความเร่งรีบ ทั้งวันของคุณก็จะวุ่นวายกระทั้งหลับ ผมอยากให้เวลาช่วงนี้สบายๆ สมองจะได้มีเวลาทบทวน
  3. ให้ร่างกายเจอแสงตอนเช้าทุกวัน….ใครสามารถไปออกกำลังกายกลางแจ้ง-รับแสงแดดระหว่าง 6.00 น.-8.00 น. จะดีมาก หรือหากไม่สามารถ ตื่นนอนให้เปิดไฟ-เปิดม่าน-เปิดหน้าต่างรับแสงในทันทีช่วยได้ครับ
  4. ดื่มน้ำ 2 แก้วทันทีที่ตื่น….ก็ประมาณว่าเวลาหลับ 6-8 ชั่วโมง ร่างกายไม่ได้รับน้ำเลย การดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอนก็ประมาณได้เติมน้ำใหม่เข้าไปหมุนเวียน-เปลี่ยนถ่ายน้ำเก่าที่ร่างกายใช้งานมาทั้งคืนนั้นเอง
  5. ออกกำลังกาย หรือขยับเขยื้อนร่างกายอย่างน้อย 15-20 นาทีทุกๆ วัน เป็นการรีสตาร์ททุกๆ ระบบเพื่องานเผาผลาญตลอดทั้งวันจะได้มีประสิทธิภาพ-ไม่สะดุด
  6. เขียนอะไรก็ได้-จะบันทึก-เขียนโน้ต-ระบายความในใจหรือค้นหาคำที่ให้กำลังใจตัวเองสัก 1 หน้ากระดาษ A4 เพื่อเป็นการจูน-ปรับระบบสั่งการให้เข้าที่เข้าทาง เมื่อสมองได้ออกกำลังคิด สมองก็จะทำงานได้ดีตลอดทั้งวันเช่นกัน
  7. กินอาหารเช้าให้ตรงเวลา อาหารมื้อเช้าสำหรับคนกำลังลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนไม่ค่อยซีเรียตเท่าไร หิว-อยาก-อะไรกิน แต่ขอให้ศึกษาข้อมูลโภชนาการ สารอาหารให้ดี ควรกินให้จบภายใน 1 ชั่วโมง
  8. พยายามหาสิ่งดีๆ-เติมสิ่งดีๆ หรือฝึกมองโลกในมุมบวก เพราะหากเริ่มต้นด้วยความสุข ชีวิตทั้งวันก็จะสุขไปด้วย

ระหว่างทำงานช่วงเช้า สิ่งที่สามารถเติมเข้าสู่ร่างกาย น้ำเปล่า ชาเขียว น้ำมะนาว กาแฟดำ และน้ำสมุนไพรที่ไม่ใส่น้ำตาล-ไม่ใส่ครีม งดขนมขบเคี้ยบกรุบกรอบ เค้ก เด็ดขาด! STOP NOW!

อาหารมื้อเที่ยง สำหรับท่านที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน ให้ลดอาหารกลุ่ม ข้าวแป้งน้ำตาล ลงครึ่งหนึ่งของมื้อเช้า โปรตีนกินให้ถึงตามสูตร ไขมันดีกินได้ไม่ต้องกลัว สำคัญพยายามกินให้จบภายใน 1 ชั่วโมงเช่นเดียวกับมื้อเช้า น้ำเปล่าไม่จำกัด

ระหว่างทำงานช่วงบ่าย สิ่งที่สามารถผ่านเข้าปากได้เช่นเดียวกับระหว่างทำงานช่วงเช้า ขนมขบเคี้ยว กรุบกรอบตัดทิ้ง แต่สำหรับท่านที่ไม่ค่อยซีเรียตเกี่ยวกับน้ำหนัก-สัดส่วน ขนมขบเคี้ยวในกลุ่มธัญพืชได้ แต่ไม่ควรเยอะ เพราะสิ่งที่แฝงมากับขนมเหล่านี้ไม่มีเฉพาะธัญพืชอย่างเดียว น้ำตาล-น้ำมัน-แม้ไขมันทรานส์ก็อาจจะมีแฝงมาด้วยไม่มากก็น้อย….

และอาหารมื้อเย็น ควรลดหรืองดอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานโดยเฉพาะ ข้าวแป้งน้ำตาล กินให้จบภายใน 1 ชั่วโมงเช่นเดียวกับ 2 มื้อข้างต้น ถ้าจบก่อน 18.00 น.ได้จะดีมากๆ สำหรับท่านใดใช้สูตร IF ให้งดอาหารมื้อนี้ทำ Fasting ยาวไปถึงมื้อเช้าของอีกวันได้เลย ผลดีต่อร่างกายมากกว่าผลเสีย สำคัญการงดอาหารมื้อเย็นจะทำให้คุณไม่แก่เร็วอีกด้วย แต่ถ้าใครที่หิวจนทนไม่ไหว โปรตีนกับผักก็พอนะครับ

สุดท้ายก่อนเข้านอนสัก 1 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำเปล่า 1 แก้วเพื่อเป็นการล้างกระเพาะ-ลำไส้ แล้วการหลับลึกในช่วงเวลา 22.00 น.-02.00 น. โกรทฮอร์โมนจะได้ทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพ-ดีต่อเพื่อนตายของคุณทุกระบบอย่างแน่นอน

เมื่อร่างกายหรือเพื่อนตายได้รับแต่สิ่งดีๆ มีคุณภาพ ตรงเวลา แผนที่เดินทางจากหลักกิโลเมตรที่ 0 กระทั้งถึงเป้าหมายคือหลักกิโลเมตรที่ 80 ก็จะชัดเจน คุณภาพชีวิตบนถนนสุขภาพก็จะชัดเจน-สมบูรณ์แบบทุกกคน ก่อนจะปิดบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ผมอยากจะทิ้งท้ายไว้แบบนี้ครับ มนุษย์ที่เกิดมาบนโลกมีหลากหลายเผ่าพันธุ์-สีผิว-แม้กระทั้งเส้นขนหรือสีผมบนหัว แต่มนุษย์-ทุกคน-ทุกเผ่าพันธุ์-ทุกสีผิว-ทุกสีผม-ก็ล้วนถูกสร้างให้มีความสมบูรณ์แบบในตัว มีความสวยงาม-หล่อในแบบของตัวเอง หากพอใจในสิ่งเหล่านี้-แล้วให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นหลัก คุณก็จะดูดี-หล่อ-สวยและแข็งแรงในแบบของคุณ จนหลายคนที่เผลอเดินออกนอกถนนที่ชื่อสุขภาพต้องอิจฉาในบั้นปลายชีวิต….นี้คือความจริงแท้แน่นอนครับผม

สำหรับอีก 2 ตอนที่เหลือใครรักสุขภาพอยากรู้จักผัก-ผลไม้-วิธีล้าง-และสูตรอาหารคลีนที่ผมกินทุกเช้า อย่าได้พลาดเชียว…ถ้าพลาด คุณก็จะพลาดสูตรอาหารคลีนดีๆ ที่ทำได้ง่าย-เร็ว-สะดวก-สะอาด-ปลอดภัยมีสารอาหารครบถ้วน…..เร็วๆ นี้ แล้วเจอกันครับ

line1 for timmy

ออกกำลังกายให้สนุก ลุคใสๆ จะกลับมา

ออกกำลังกายให้สนุกลุคใสๆ จะกลับมา

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 19 ออกกำลังกายให้สนุก ลุคใสๆ จะกลับมา

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 19 ออกกำลังกายให้สนุก ลุค ใสๆ จะกลับมา

ในตอนที่ 18 ผมวางยายัยชลิตาไว้ข้อหนึ่ง ถ้ามันโวยวายแสดงว่าสอบผ่าน รอลุ้นไปพร้อมกันนะครับ นี้เกือบหกโมงเช้าละ มันปรับไลฟ์สไตล์มาตื่น-นอน-ทำงานพร้อมกับผมเพราะอาหารคลีนเป็นเหตุ ภาระในการเตรียมอาหารจึงตกเป็นของผมไปโดยปริยาย

“ก๊อกๆ….”

นั้นไงหลังจากที่มันเปลี่ยนเวลาตื่นมา 21 วัน-ในที่สุดนาฬิกาชีวิตก็ทำงาน เราจะไปออกกำลังกายกัน-เดี๋ยวขอสวมรองเท้าก่อน…. “เออ ๆ ไปแล้ว” ผมตะโกนบอกจากในห้องและทันทีที่เดินทางมาถึงสวนสาธารณะและขณะกำลังวอร์ม-อัพร่างกายอยู่นั้น

“แก…เมื่อคืนฉันไล่อ่านตอนที่ 18 อยากหน้าใสในวัย 40+ ต้องทำ 10 ข้อ-ในข้อที่ 3 (3.การกินข้าวตามวัฒนธรรมอาหารแบบไทย หรือการกินแป้ง ขนมปังและอาหารจำพวกเส้นตามวัฒนธรรมชาติตะวันตก แม้กระทั้งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารทั้งหมดที่กล่าวมาสุดท้ายจะถูกย่อยเป็นน้ำตาล ก็อย่างที่ได้เสนอไปแล้วนั้นแหละครับว่าฤทธิ์ของน้ำตาลทำให้ร่างกายรวมทั้งชั้นผิวภายนอกแก่ได้เร็วแค่ไหน…ทราบแล้วต้องเลี่ยง)….ในเมื่อข้าวแป้งน้ำตาลเป็นอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงาน ทำไมต้องเลี่ยงด้วยวะ”

ผมเบือนหน้าที่กำลังอมยิ้มไปทางอื่น….

“แก….ได้ยินที่ฉันพูดไหมเนี่ย”

“เออ….” ผมหยุดคิด (ยายนี้สอบผ่านโว่ย!) “….คนทุกวัยที่มีลมหายใจ อาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานขาดไม่ได้เด็ดขาด  ฉะนั้นคนในวัย 40+ ถ้าอยากหน้าใส ต้องใส่ใจไลฟ์สไตล์-คำนวณหาค่า BMR ของตัวเองให้เรียบร้อย เมื่อรู้ว่าอาหารในกลุ่มนี้โดยเฉพาะข้าวแป้งน้ำตาล-ร่างกายต้องการปริมาณเท่าไรต่อวัน เราจึงควบคุมการกินให้ใกล้เคียงที่สุด”

“ถ้าอย่างนั้นฉันใช้สูตร IF ของแกเลยได้ไหม”

“อาหารคลีนของฉันถูกบังคับไปในตัวแล้วนี้…” ผมแซวกลับพร้อมกับจ้องยัยชลิตาในระยะประเมิน “หุ่นแกเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วนะ….ถ้าใส่ชุดนักศึกษาฉันคงเผลอคิดว่าเรายังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ”

“น้ำหนักเข้าที่เข้าทางแล้วละ แต่ผิวฉันซิ! แห้ง แก้มก็ตอบไปหน่อย…ฉันคิดว่านะ”

ผมสำรวจตามที่ยัยชลิตาบอก แล้วก็พยักหน้า “ไม่เป็นไรเสริมโปรตีนอีกหน่อย มื้อเช้ากลับไปจะทำไข่ดาวน้ำเพิ่มสัก 3 ฟอง”

“โห!….คอเลสเตอรอลฉันไม่พุ่งรึไงยะ…”

“ไม่หรอก…แกมีแผนตรวจสุขภาพทุกๆ 6 เดือนอยู่แล้วนี่…อีกอย่างมื้อเย็นจากที่แก Fasting ให้กลับไปกินโปรตีนกับผัก ยิ่งมาออกกำลังกายด้วยแล้วแก้มตอบมากกว่านี้เดี๋ยวจะกู้กลับลำบาก”

“นี่!…ให้กำลังใจแล้วใช่ไหม” มันแยกเขี้ยวถาม

“เอาน่า….ใช้คำแรงๆ นี้แหละได้ผลไว…ไปวิ่งสักรอบแดดมาละ”

…………

…………

“เฮ้ย!…ทำไมแกวิ่งเหมือนกับเดินเร็วเลยวะ” ยัยชลิตาที่วิ่งยังกับม้ากระโดดอยู่ข้างๆ ถาม

“แต่ก่อนฉันก็วิ่งเหมือนแกนี้ละ แต่พอวิ่งหนักเข้า หัวเข่า-ข้อเท้ามีปัญหาจึงไปให้หมอเช็ค….”

“หมอว่าอย่างไรแก…”

“เวลาวิ่ง-ร่างกายจะทิ้งน้ำหนักลงสู่ขาทีละข้าง น้ำหนักตัวเท่าไรคูณด้วย 2 นั้นแหละคือน้ำหนักกระแทกลงหัวเข่าและข้อเท้า ถ้าไม่ปรับพฤติกรรมรับรองเกิดปัญหาใหญ่แน่นอน” ผมอธิบาย และก็เห็นยัยชลิตาค่อยๆ ลดสเต็ปการวิ่งของตัวเองลง

“เออ จริงวะ…”

“เพราะฉะนั้น ถ้าแกจะวิ่งเพื่อออกกำลังกาย ไม่ใช่ซ้อมเพื่อไปแข่งขัน ควรปรับสเต็ปเท้าใกล้เคียงกับการเดินเร็วให้มากที่สุด-ดีต่อการออกกำลังกายในระยะยาวด้วย”

“อย่างไรวะ สอนหน่อยดิ!”

“ง่ายๆ….วิธีการวิ่งเพื่อลดแรงกระแทก คือให้ฝ่าเท้า 2 ข้างวางอยู่บนพื้นแล้วค่อยก้าวต่อไปเสมอ”

“ให้ฝ่าเท้า 2 ข้างวางอยู่บนพื้นแล้วค่อยก้าวต่อไป….แบบนี้น่าเกลียดไหมแก คือฉันกลัวท่าวิ่งจะไม่ดึงดูดนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ยับบ้าเอ้ย! นึกว่าเรื่องอะไร….ที่สำคัญแกต้องหาสเต็ปการวิ่งของตัวเองให้เจอ…พยายามให้ฝีเท้าสัมพันธ์กับจังหวะของลมหายใจ แล้วแกจะวิ่งได้นานและสนุก เมื่อสนุกการออกกำลังกายก็จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เมื่อนั้นความสำเร็จเรื่องสุขภาพองค์รวมก็จะเกิดขึ้น ไม่เจ็บไม่ป่วยกระทั้งอายุ 80 ปี เอาไม่เอา”

“เอาดิ!….แต่ฉันเริ่มหายใจไม่ทันแล้ววะ แกวิ่งต่อไปเถอะ ฉันขอเปลี่ยนเป็นเดินเร็วดีกว่า เผื่อว่าจะเป็นสเต็ปของฉัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ อากาศกำลังดีโคตรๆ….ฉันขอวิ่งสัก 2 รอบแล้วกลับไปเจอกันที่เดิมนะ”

“โอเคร!…ฉันน่าจะมาออกกำลังกายกับแกตั้งนานแล้ว-ไม่น่าเชื่อว่าการได้รีสตาร์ทร่างกายตอนเช้าๆ จะรู้สึกดีเช่นนี้….”

เอาละครับ ออกกำลังกายให้สนุกลุคใสๆ จะกลับมา ผมจะประมวลสิ่งที่หลายๆ คนได้เขียนไว้ตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งคุณหมอหลายๆ ท่านมารวมกัน-การออกกำลังกายมีความสำคัญ-สัมพันธ์กับการทำให้เด็กลงได้อย่างไร และออกกำลังกายแบบไหน-ท่าไหนส่งผลกับลุคใสๆ ตรงๆ….ครับ!-อันที่จริง-เราต้องยอมรับความเป็นจริงข้อหนึ่งก่อนนะครับว่า ลุคใสๆ กู้กลับคืนมาไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับ ผ่านแล้วผ่านเลย แต่เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายหรือเพื่อนตายที่ถูกใช้งานมาครึ่งชีวิต ลุคใสๆ ที่ยกขึ้นมาจึงหมายถึง ท่วงท่า-ท่าทางกระฉับกระเฉง-มวลกล้ามเนื้อ-มวลกระดูกรวมทั้งผิวพรรณ ไม่โรย-แห้ง-เหี่ยว-หย่อนยานไปพร้อมกับเวลาเท่านั้นเอง คำถามจึงมีอยู่ว่า เมื่องานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนเข้าที่เข้าทาง-สเต็ปต่อไปคืออะไร…

ก็คือ…งานสร้างมวลกล้ามเนื้อให้กระชับอย่างไรละครับ ง่ายๆ -ออกกำลังกายให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตหรือเป็นกิจวัตรประจำวันไปเลยจะช่วยในเรื่องนี้ได้เยอะ แล้วจะออกกำลังกายแบบไหน-ท่าไหน จากที่ผมประมวลมีดังนี้

  1. เวทเทรนนิ่ง เริ่มจากเบาๆ หลังตื่นนอนตอนเช้า 15-20 นาทีก่อนอาบน้ำทุกวัน เสริมด้วยโปรตีนมื้อเช้า เที่ยง เย็น ตามสะดวก โปรตีนส่วนนี้จะเข้าไปเสริมกล้ามเนื้อ-ซ่อมแซมกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอทำให้กระชับ คืนท่วงท่ากระฉับกระเฉง ในที่สุดความเป็นหนุ่มเป็นสาวก็จะกลับมาเองโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ
  2. บ้านใครที่อยู่ใกล้สนามกีฬาหรือสวนสาธารณะเปิดโล่ง ถือว่าโชคดีมากๆ เพราะการออกกำลังกายกลางแจ้งด้วยการเดิน-วิ่งเบาๆ เป็นประจำ นอกจากจะกู้ท่าทางเฉื่อยชาแบบคนแก่สู่ท่วงท่ากระฉับกระเฉงแบบหนุ่มสาวได้เร็วแล้ว ระบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นย่อยอาหาร เลือด หัวใจรวมถึงปอดก็จะถูกกระตุ้นจนเกิดผลดีมากมาย…อีกประการ : ผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง-ได้รับแสงแดดตอนเช้าระหว่าง 6.00 น.-8.00 น. เป็นประจำนอกจากจะเพิ่มภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แล้ว ยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย
  3. โยคะ สำหรับคนที่ออกกำลังกายหนักๆ ไม่ได้ อาจจะเกิดจากโรคประจำตัวหรือสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย โยคะจึงเป็นทางออก การฝึกโยคะนอกจากจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จิตใจยังได้ผ่อนคลายตามไปด้วย เมื่อไม่เครียด ระบบอื่นๆ ก็จะถูกกระตุ้น ชีวิตดี กล้ามเนื้อกระชับผิวพรรณกลับมา คุณก็จะดูเด็กอัตโนมัติ
  4. ว่ายน้ำ การออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำช่วยได้เยอะมาก เป็นการออกกำลังกายอย่างเดียวที่ให้ผลไปพร้อมกันทุกส่วน-ทุกระบบ เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นทุกวัน คุณก็คิดเอาเองนะครับว่างานกู้ร่างเพื่อกลับคืนสู่วัยหนุ่มสาวจะง่ายดายเพียงใด

แต่สำหรับผม ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายด้วยท่าไหน-แบบไหน ล้วนส่งผลดีต่อร่างกายทั้งสิ้น สำคัญอยู่ที่ ทำมันให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ออกกำลังกายให้เป็นนิสัย-เป็นกิจวัตรประจำวัน เบา ๆ-อย่าหักโหม-อย่าหนักจนร่างกายได้รับบาดเจ็บ-ให้ลมหายใจเป็นตัวควบคุม แล้วความแข็งแรงกระทั้งอายุ 80 ปีจะเป็นรางวัลตอบแทน และสำหรับท่านใดที่ออกกำลังกายแล้วคล้ายจะหมดแรง หรือจะเป็นลม-แนะนำก่อนออกกำลังกายสักครึ่งชั่วโมงให้ดื่มน้ำหวานหรือกินอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานรองท้องจะดีต่อสุขภาพมากกว่า ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด เน้น! ขอให้ออกกำลังกายในแบบที่ตัวเองทำได้ทุกวัน-สนุกทุกวัน-ผ่อนคลายทุกๆ วัน จะเดิน-วิ่ง-เวทเทรนนิ่ง-โยคะ-หรือว่ายน้ำอะไรก็ได้ ทำไปเถอะรับรองงานกู้ร่างเพื่อย้อนกลับสู่วัยหนุ่มวัยสาวได้ผลทุกคน

ก่อนจะจบตอนที่ 19 การจะผอม-เด็ก-ดูดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหาร-และงานออกกำลังกายอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว  แต่ขึ้นอยู่กับหลายๆ สิ่งอย่างที่ได้เล่ามาตั้งแต่ตอนที่ 1 จนถึงตอนที่ 19 รวมกัน…อาหารงานโภชนาการต้องมา-น้ำและการดื่มน้ำต้องถึง-ออกกำลังกายต้องประจำ-นอนหลับพักผ่อนให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวันต้องมี

เคล็ดลับสำคัญอีกข้อ-มื้อเย็นทำ Intermittent Fasting ยาวไปเลยครับ ถ้าบังคับตัวเองได้เกิน 21 วัน ร่างกายหรือเพื่อนตายจะลืมอาหารเย็นไปเลย ทนกับความหิวด้วยการสร้างกิจกรรมขึ้นในสมอง แล้วจะผ่านมันไปได้ ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากซะอีก…อะ!…สุภาษิตนี้เห็นทีจะใช้ไม่ได้กับบทความนี้ เอาเป็นว่าถ้าผ่านมันไปได้ ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ก็จะเป็นของคุณ

ปิดท้าย ผมมีเทคนิคลดความอ้วนระยะยาวมาฝาก คิดว่าทุกท่านน่าจะรู้อยู่แล้ว แต่ผมอยากย้ำ จะย้ำ จะย้ำ และจะย้ำให้ขึ้นใจนั้นก็คือ

  1. ออกกำลังกายให้สนุก-แบบไหนก็ได้ที่คุณสะดวกและทำได้ตลอดชีวิต ถ้าไม่มีเวลาให้เดินเท้าระหว่างไปทำงาน หรือกำมือ-แบมือระหว่างพักก็ได้ ง่ายๆ จบเร็ว
  2. ควบคุมอาหาร โดยการศึกษาข้อมูลโภชนาการของอาหารแต่ละกลุ่ม-แต่ละประเภทให้กระจ่าง แล้วเลือกสิ่งดีๆ เข้าสู่ร่างกาย เพราะผลตอบแทนจะคุ้มค่ายิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1
  3. ลดความเครียดโดยการฝึกมองโลกในมุมบวก ถ้ามีปัญหาให้ร้องเพลง Let it Be

“ชั่งแม่มัน ชั่งแม่มาน ชั่งแม่มัน โอ้ยยย ชั่งแม่มาน” สัก 3 เที่ยว  อย่าใส่ใจกับปัญหาที่ไม่นำพา หรือปัญหาที่ไม่นำมาซึ่งรายได้…จบข่าว!

พักผ่อนให้เพียงพอ พูดง่ายๆ ขี้เซาให้ได้วันละ 8 ชั่วโมงขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนี้เข้านอนให้ไวนะครับ

line1 for timmy

Clean Food ชะลอวัย ไกลมะเร็ง

Clean Food ชะลอวัย ไกลมะเร็ง

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 16 Clean Food ชะลอวัย ไกลมะเร็ง

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 16 Clean Food ชะลอวัย ไกลมะเร็ง

อาหารคลีนช่วยให้ผอมได้จริงหรือ?…. “แก Timmy Timmy….”

(โอ้ย!…ให้ตายเถอะคิดผิดหรือเปล่าเนี่ย! ที่มาซื้อห้องติดกับยัยช้างน้ำ…นั้นๆ…มาละ…เสียงนำมาก่อนเลย…) คิดแบบคนอารมณ์เสีย

“Timmy แกทำอะไรอยู่” ยัยชลิตาผลักประตูตาลีตาเหลือกเดินถือแผ่นกระดาษเข้ามายื่นให้ “แก…อาหารคลีนช่วยให้ผอมได้จริงหรือเปล่า…ถ้าช่วยได้ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปฉันจะได้จัด อาจจะมีเผื่อแกด้วยนะ”

ผมรับแผ่นกระดาษมาพัดไล่อุณหภูมิแบบไม่ใส่ใจ…..

“แกได้ยินที่ฉันถามไหมเนี่ย…เดี๋ยวก็ตบคว่ำซะเลย….”

“เออ ไปลากเก้าอี้มานั่งให้เรียบร้อยก่อน…ประเด็นอาหารคลีนเป็นอาหารลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนหรือเปล่าสรุปไม่ตรงกัน แต่หัวลูกศรก็พุ่งไปในทิศทางใกล้เคียง แกเข้าใจที่ฉันพูดไหมเนี่ย!” ผมถามกลับขณะที่คิ้วทั้ง 2 ข้างของยัยออมสินเริ่มขมวดปมผูกโบแบบได้รูปสวยงาม

“หมายความว่าอย่างไรอะแก….”

“ในคำนิยามส่วนตัวนะ จะว่าไปแล้วอาหารคลีนก็คืออาหารประเภทหนึ่งคล้ายๆ กับอาหารญี่ปุ่น อาหารไทย อาหารอิตาเลี่ยนประมาณนั้น….”

“ไม่ช่วยลดน้ำหนักเหรอ”

“ก็ไม่เชิง เอาอย่างนี้ ตอนที่ 16 ฉันจะเขียนเรื่องอาหารคลีนโดยเฉพาะ เอาให้กระจ่างเลยเป็นไง”

“ฉันใจร้อนนะ อยากรู้สุดๆ แกช่วยเล่าเลยได้ปะ…”

ผมทิ้งสายตาแบบคนแปลกใจให้มันเห็น “ถ้าอย่างนั้นไปนั่งคุยที่โซฟาดีกว่า…ถ้าพูดเรื่องอาหารคลีน-ฉันคันปากอยากจะแทรกเรื่องไขมันทรานส์ไปด้วยซะเลย จะได้จบในทีเดียว”

“ไขมันทรานส์….คืออะไรอะแก”

“ชงกาแฟให้สักแก้วดิ ขอปริ้นส์งานแป๊บ! แล้วจะตามไป”

“โอเคร!……ได้เลย…

อาหารคลีน หรือ Clean Food คืออะไร? ง่ายๆ หมายถึงอาหารสดจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยเคมี-ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปหรือแปรสภาพน้อยที่สุด ไม่หมัก-ไม่ดองหรือปรุงรสจนเกิดรสชาติต่างจากเดิม ยกตัวอย่าง อาหารที่ผ่านการหมัก มีสารกันบูดเจือปน แช่มาในน้ำแข็ง อันนี้ถือว่าไม่ใช่อาหารคลีน ผลไม้ดอง-เชื่อม-กวน อันนี้ก็ไม่ใช่อาหารคลีน อาหารผ่านการทอดด้วยไฟแรง ๆน้ำมันเดือดจนมีควัน อันนี้ก็ไม่ใช่อาหารคลีน หากจำเป็นต้องทอดหรือผัดต้องใช้น้ำมันให้น้อยที่สุดเช่นใช้กระทะเทฟลอนเป็นต้น จำพวกเนื้อก็ต้องเป็นเนื้อไม่ติดมันหรือติดมันให้น้อยที่สุดเช่นกัน อีกอย่างอาหารคลีนไม่ใช่อาหารที่อุดมไปด้วยผักสดนานาชนิดอย่างที่เข้าใจนะครับ แต่เป็นอาหารทุก ๆหมู่ทั้งอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานและอาหารกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน

อาหารกลุ่มที่ให้พลังงานเช่น ข้าว-แป้ง-น้ำตาล ข้าวก็ต้องเป็นข้าวไม่ขัดสี ข้าวกล้อง กลุ่มแป้งก็จะเป็นแป้งอัลม่อน-แป้งมะพร้าว-แป้งข้าวกล้อง-แป้งข้าวโอ๊ตเป็นต้น ส่วนรสหวานเลือกอาหารหรือผลไม้ตามฤดูกาลที่สดใหม่มีรสหวานในตัวเสริม-ปรุงแทนการใช้น้ำตาล….เออ”

“อ้าว!…แล้วขนมปังละแก ถือว่าเป็นอาหารคลีนหรือเปล่า”

หากเป็นขนมปังโอลวีตของแท้ที่เห็นเมล็ดธัญพืชชัดเจน นั้นก็ถือว่ายังรวมอยู่ในกลุ่มของอาหารคลีน…หน้าตาอาหารคลีนที่เหมาะสม ควรประกอบไปด้วยอาหารทุก ๆกลุ่มทั้ง คาร์โปไฮเดรต-โปรตีน-วิตามิน-เกลือแร่-และไขมันนิดหน่อย เพราะเหตุนี้อาหารคลีนจึงเป็นแค่อาหารสดจากธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด ไม่เค็ม-ไม่หวาน-ไม่เปรี้ยว-ไม่อร่อยจนเหาะได้ เน้นรสชาติแท้ของธรรมชาติเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้จะถือว่าอาหารคลีนเป็นอาหารลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนก็ไม่น่าจะถูกต้องนัก เพียงแต่ว่าอาหารคลีนเป็นอาหารสดสะอาดให้สารอาหารครบถ้วน-ส่งต่อสู่ร่างกายและร่างกายก็ได้รับประโยชน์โดยตรง คล้าย ๆกับอาหารในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นแหละ การหวนคืนสู่จุดเริ่มต้นจึงหมายถึงร่างกายหรือเพื่อนตายไม่ได้รับสารเคมีหรือสารปรุ่งแต่งใด ๆ อาหารคลีนจึงช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคอุบัติใหม่เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดัน ไขมันในเส้นเลือดและโรคหัวใจเป็นต้น

10 วิธีในการเริ่มรับประทานอาหารคลีน

  1. เริ่มต้นจากผักและผลไม้-วิธีรับประทานผัก-ผลไม้ ให้รับประทานทั้งใบ-ก้าน-เนื้อผลไม้ ถ้าจะปั่นควรปั่นรวมทั้งหมดไม่ควรแยกกาก สำหรับคนที่รับประทานผักยากอาจจะใช้วิธีปั่นตามที่ว่ามาได้เลยนะครับ
  2. จำกัด / ลดกรรมวิธีในการปรุงแต่ง หรือใช้สารปรุงรสให้น้อยที่สุด กรณีทอดหรือผัดควรเลือกใช้กระทะเทฟลอน-ไฟอ่อน ๆ ส่วนกรณีต้ม-นึ่ง-ลวก หากไม่เติมซีอิ้ว น้ำปลา ซอสปรุงรสและอื่น ๆในปริมาณมากจนรสชาติเปลี่ยนก็ยังถือว่าเป็นอาหารคลีนอยู่
  3. ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูปที่มีขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ควรอ่านฉลาก ตรวจเช็คปริมาณไขมันอิ่มตัว-ไขมันไม่อิ่มตัวและน้ำตาลให้ดี หากมีค่าสูงและเจือปนสารเคมีตัวอื่นมากจนเกินไปก็ถือว่าไม่ใช่อาหารคลีน
  4. ลดคาร์โบไฮเดรตลง เลือกใช้ข้าวกล้อง ข้าวไม่ขัดสี และอาหารหารกลุ่มธัญพืชทดแทน
  5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์แฝงอยู่ การอ่านฉลากช่วยได้ เฉพาะไขมันทรานส์ผมจะขยายความในท้ายบทความนะครับ
  6. ใครที่ตัดขาดจากน้ำตาลและสารปรุงแต่งรสเช่นคะนอ ผงชูรส ซอสและอื่น ๆไม่ได้ ผมแนะนำให้ค่อย ๆลดปริมาณ-ใช้เวลาเข้าช่วยไม่ต้องรีบร้อน เมื่อถึงจุดที่ลิ้นคุ้นชินกับรสชาติของอาหารคลีนค่อยตัดทิ้งภายหลัง
  7. ลดหรืองดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์งดไปเลย ถ้าใครไม่สามารถลดได้ทันที…แนะนำให้ใช้เป็นชาเขียวแทน แต่ชาเขียวต้องไม่เติมครีมหรือน้ำตาลนะครับ
  8. อาหารกลุ่มที่จะเข้ามาทดแทนแป้งกับน้ำตาล ผมแนะนำให้ใช้เป็นแป้งจากถั่วหรือธัญพืชแทน อันนี้ได้ 2 ต่อ…ยกนิ้วโป้งสูง ๆเลยหนับหนุน
  9. ขนมคบเคี้ยวทุกชนิด หยุดเลย! Stop Now! แต่เบื้องต้นถ้ากลัวว่าปากจะเหงาหรือไม่ไหวจะเคลีย…ให้เปลี่ยนเป็นถั่ว หรือสแน็คบาร์ที่ทำมาจากธัญพืช-ในร้านสะดวกซื้อมีขาย มีให้เลือกมากมาย…ว่าไปตามอัธยาศัย
  10. งดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทุกประเภท น้ำตาลสูง-ต่ำหรือแอสปาร์เทมสารทดแทนความหวานก็ไม่ได้ พยายามฝืน-ฝึกลิ้นให้คุ้นชิน น้ำเปล่าเย็น-อุ่น-อุณหภูมิห้องดีที่สุดในโลกา

จากที่ว่ามาทั้งหมด อาหารคลีนจึงหมายถึงอาหารจากธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้สารอาหารที่ร่างกายควรจะได้รับจึงยังครบถ้วนกระบวนความ หากเทียบกับอาหารสำเร็จรูปที่ผ่านกระบวกการผลิตหลายขั้นตอน-สารอาหารจากธรรมชาติบางตัวอาจจะสูญหายระหว่างการผลิตนั้น ๆ ซ้ำยังเจอสารเคมีที่เป็นอันตรายเข้าไปอีก เสี่ยงต่อสารพัดโรคเช่น โรคอ้วน-เบาหวาน-ความดัน-ไขมันในเส้นเลือดและมะเร็ง อาหารคลีนจึงถือได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ไม่เชิงเป็นอาหารลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน…อันนี้เป็นการสรุปส่วนตัวนะครับ

ส่วนประโยชน์ของอาหารคลีนมีอะไรบ้างมาดูกัน

  1. หุ่นฟิตเฟิร์ม บอกลาไขมันส่วนเกินได้เลย
  2. ช่วยชะลอวัย-ลดริ้วรอย-ต้านอนุมูอิสระ-กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน-ช่วยระบบขับถ่าย-ผิวพรรณผ่องใส พูดง่าย ๆอาหารคลีนทำให้ย้อนกลับสู่วัยหนุ่มสาวได้อีกวิธีหนึ่ง
  3. ห่างไกลจากโรคมะเร็ง อาหารคลีนถือว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งชั้นเยี่ยม เพราะอุดมไปด้วยกากใยอาหาร-เพิ่มสารต้านอนุมูอิสระ-ลดสารก่อมะเร็ง-ลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ เป็นต้น

“เออ..ที่แกว่ามามันก็มีส่วนถูกนะ ถึงอาหารคลีนจะไม่ใช่อาหารลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนโดยตรง แต่การรับประทานอาหารคลีนเป็นประจำก็เกิดผลดีมหาศาล ย้อนวัยได้ด้วย โอเคร! ฉันเล่นจริง…แกเตรียมตัวกินคลีนได้เลย” ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำชั่งไม่รู้อะไรบ้างเลย…

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แกแหกตาดูรูปประกอบที่ฉันโพสต์ในทุก ๆตอนดิ!…ฉันรับประทานอาหารคลีนมา 2 ปีเกือบ 3 ปีแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“จริงดิ!…ทำไมแกไม่บอกและคิดจะทำเผื่อฉันบ้างไหมเนี่ย”

ผมจ้องหน้ายัยชลิตาตรง ๆ “ฉันกินอาหารคลีน มื้อเช้า ส่วนแกตื่นเที่ยง ไลฟ์สไตล์ต่างกันจึงเป็นเหตุให้แกพลาดของดีไงละเพื่อน”

“อย่างน้อย ๆน่าจะกระซิบบ้าง ปล่อยให้ฉันแก่ข้ามหน้าข้ามตาอยู่ได้….โอเคร ๆ ฉันผิดเองแหละที่ดันเลือกตื่นเที่ยง ว่าแต่ไขมันทรานส์คืออะไรอะแก ลองอธิบายหน่อยซิ ถ้าไม่เวิร์กฉันจะได้ไม่ข้องแวะ”

“อื้อ!….ได้เลย

ไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นหนึ่งในประเภทของไขมัน ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทคือ ไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว และสุดท้ายคือไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์มีส่วนประกอบหลักคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโครงสร้างชนิดทรานส์ พบได้เล็กน้อยจากไขมันในเนื้อสัตว์และนม ส่วนใหญ่ไขมันทรานส์จะเป็นไขมันที่ได้จากการสังเคราะห์ระหว่างการผลิต-โดยการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชแข็งตัวและช่วยยืดอายุ-เพิ่มความคงตัวของรสชาติและราคาถูก วงการอุตสาหกรรมอาหารจึงนิยมใช้น้ำมันชนิดนี้ในการประกอบอาหาร และอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารที่มีไขมันทรานส์มากที่สุด ได้แก่ เนยขาว มาร์การีน ครีมเทียม ครีมเทียมข้นหวาน-ที่นิยมนำมาทำขนม เครื่องดื่มสำเร็จรูปต่าง ๆ ทดแทนเนยสด-ครีมจริงและนมข้นหวานล้วน ดังนั้น-อาหารหรือขนมที่พบว่ามีไขมันทรานส์ผสมอยู่ได้แก่ขนมในตระกูลฝรั่งเช่น คุกกี้ เค้ก โดนัท วิปครีม พาย ขนมกรุบกรอบยี่ห้อต่าง ๆ อาหารฟาสต์ฟู้ด เฟรนช์ฟรายส์-ไก่ทอด เป็นต้น

ส่วนน้ำมันที่มีขายในท้องตลาดทั้งจากพืชและสัตว์ มีไขมันทรานส์แฝงอยู่หรือไม่-ต้องอ่านฉลากให้ละเอียด-ยี่ห้อไหนมีส่วนผสมของไขมันทรานส์ในปริมาณมากควรหลีกเลี่ยง พูดภาษานักเลงก็ประมาณ ตัวใครตัวมัน ส่วนอันตรายจากไขมันทรานส์มีอะไรบ้าง

  1. โรคอ้วนแน่นอน
  2. หัวใจและหลอดเลือด เช่นหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ/ตัน
  3. หลอดเลือดสมองตีบ/ตัน
  4. ไขมันในเลือดสูง
  5. โรคเบาหวาน
  6. ความดันโลหิตสูง
  7. โรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์
  8. จอประสาทตาเสื่อม
  9. นิ้วในถุงน้ำดี

“โห!….แกน้ำมันพืชที่ฉันใช้มาหลายปีจะมีไขมันทรานส์ผสมอยู่หรือเปล่าเนี่ย….ตาย ตาย ตายแน่ ๆ”

“…รีบไปอ่านฉลากด่วนเลย” ผมยุส่งและแอบสะใจสุดๆ

เพี้ยร!…. “ขอทีเถอะ ฉันไม่ใช่เด็กที่แกจะหลอกแล้วนะ ที่ตกใจนะ แค่อุทาน เข้าใจไหม-แค่อุทายะ! เดี่ยว ๆอีกสักทีดีไหม”

“ชะล่าใจไปเถอะเป็นอัลไซเมอร์เมื่อไรอย่ามาหาว่าไม่เตือนนะครับคุณเพื่อน”

“ไม่ต้องมาขู่…” ยัยธนาคารออมสินลุกเดินกลับไปตะโกนแหกปากที่ประตูก่อนจะหายเข้าไปในห้องตัวเอง…สักครู่ก็เดินถือขวดน้ำมันพืชเดินมาหยุดใกล้ ๆ “แก!….ทำไงดี ในฉลากบอกว่ามีไขมันทรานส์……ฮื้อ ๆฉันจะตายไหมเนี่ย!”

“แกจะเริ่มกินคลีนแล้วไม่ใช่รึไง….ทิ้งไปเลย”

“แต่ฉันพึ่งใช้ทอดไข่ดาวเพียงครั้งเดียวเองนะ”

ผมถลึงตาจ้องมันไม่กระพริบ…..

“ทิ้งก็ทิ้ง…..แต่ขนไปให้แม่บ้านดีกว่า เสียดาย”

“ของไม่ดี อย่าเอาไปให้คนอื่นเลยแก บาปเปล่า ๆทิ้งก็ทิ้งอย่าเสียดาย โอเคร!”

มันมองหน้าผมแบบคนโลเลสุดทาง “เอาอย่างนั้นเลยเหรอ”

“เออ…..” ผมแหกปากตะโกนใส่ก่อนจะปิดตอนที่ 16 ด้วยอารมณ์หงุดหงิด (มีทำตาละห้อยกะอีแค่น้ำมันพืชห่วย ๆขวดเดียว เดี๋ยวก็ตบคว่ำซะเลย) แค่คิดนะครับ ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำตัวใหญ่มากมาย หนู Timmyไม่กล้าหือกับมันหรอก ยัยนี้นางยักษ์ผสมกับช้างน้ำอย่างละ 50% ชัดๆ….

line1 for timmy

เทคนิคผอมเด็กดูดี

เทคนิคผอมเด็กดูดี

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 15 เทคนิคผอมเด็กดูดี

ผอม เด็ก ดูดี ตอนที่ 15 เทคนิคผอมเด็กดูดี

ก่อนอื่นผมต้องสารภาพเลยนะครับว่า แรกๆ ในสมองไม่เคยคิดจะมานั่งเขียนบทความเชิงวิชาการซับซ้อน ที่ต้องอาศัยความรู้-ความน่าเชื่อถือ ยิ่งเป็นบทความแนวสุขภาพด้วยแล้วยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต สมัยผมยังเป็นโดเรม่อน-น้ำหนักเกิน 85 กิโลกรัมหลายขีด และพยายามหาวิธีลดน้ำหนัก ผ่านวิธีลดน้ำหนักตามความเชื่อผิดๆ หลงทาง-ออกนอกเส้นทางที่ชื่อโภชนาการ เหินฟ้าข้ามสนามบินสุขภาพออกทะเลไปไกลจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด กระทั้งมาพบวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน-คืนสุขภาพ-สร้างร่างกายให้ย้อนกลับสู่วัยหนุ่ม-สาวโดยบังเอิญหรือตั้งใจจะบังเอิญก็แล้วแต่…ต้องขอบคุณหนังสือ “แก่ช้าลงแน่ แค่ปล่อยให้ท้องหิว” ที่เขียนโดยนายแพทย์โยะชิโนริ นะงุโมะ อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบ-ค้นคว้าศึกษาต่อยอด พร้อมกับนำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาล ผมไม่ได้หมายความว่าผมป่วยนะครับ แต่หมายถึงงานตรวจสุขภาพ ศึกษาระบบภายในร่างกายให้กระจ่างเพื่องานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนจะได้เป็นไปอย่างถูกต้อง-ตรงประเด็น-ตรงจุดประสงค์-ถูกทิศ-ถูกทาง

ประสบการณ์เกือบ 20 ปี ผมคิดว่าน่าจะมากพอ-สร้างความน่าเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง ผลักดันความรู้-ประสบการณ์ที่มีสู่บทความแนวสุขภาพเพื่อเป็นวิทยาทาน สร้างถนนสายสุขภาพสู่งานลดน้ำหนัด-ลดสัดส่วนตามหลักโภชนาการจริงๆ ขึ้นมาสักเล่ม นัยยะเผื่อวันหนึ่งผมไม่อยู่บนโลกนี้แล้วประสบการณ์ที่ตัวเองสั่งสมจะได้ไม่สูญสลาย จะได้ไม่มอดไหม้ไปพร้อมกับร่างและสังขาร ขอมองนอกประเด็นนิดหนึ่ง : ผมเชื่อว่าทุกชีวิตล้วนมีประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดีแตกต่างกันไป หากทุกคนร่วมกันเขียนหนังสือขึ้นมาคนละเล่มก่อนจะจากโลกนี้ ประสบการณ์และความรู้เหล่านั้นจะกลายเป็นหนังสือหลายๆ เล่ม เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับมหาชนรุ่นหลัง ให้พวกเขาได้อ่านและนำไปต่อยอด การหาวิธีเอาชนะธรรมชาติ-เดินทางข้ามเวลาสู่อาณานิคมใหม่-โลกใบใหม่ที่อยู่ห่างไกลหลายล้านปีแสงก็จะเป็นจริงก่อนโลกปัจจุบันจะดับสูญไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ 5000 ปีข้างหน้าไม่นานเลยนะครับ…ความรู้ที่มี-ประสบการณ์ที่เคยผ่าน-มหาชนรุ่นหลังไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ การต่อยอด-พัฒนาโดยอาศัยข้อมูลเก่าจากบันทึกหลายๆ เล่มจะทำให้การเรียนรู้ของมนุษยชาติเป็นไปแบบก้าวกระโดด คุณคิดเหมือนกับผมไหม?

“Timmy ทำไมน้ำหนักฉันไม่ลดลงละ ค้างอยู่ที่ 64-65 กิโลกรัมเป็นเดือนแล้วนะ”

ผมเงยหน้าจากคอมพิวเตอร์มองพร้อมกับยิ้มบางๆ “ใจเย็นๆ ถึงฉันจะให้แกซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักเป็นของตัวเองและให้ชั่งในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน…แต่แกต้องรู้ไว้ข้อหนึ่ง ช่วงเวลาที่น้ำหนักไม่ลดอาจจะเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเสริมสร้างกล้ามเนื้อ-มวลกระดูก-คืนความเป็นหนุ่มเป็นสาวที่สมบูรณ์แบบ วิธีลดน้ำหนักของฉันจึงมักจะห้อยท้ายด้วยคำว่า-ลดสัดส่วนเสมอ…เข้าใจไหม?”

“สัดส่วนลดลงเยอะเลยนะ ฉันใส่เสื้อ Size S ได้แล้วอะ”

“นั้นไง แกควรจะดีใจที่ร่างกายแกกำลังพาทุกๆ ระบบย้อนกลับแบบจริงๆ จังๆ” พูดจบผมก็ยกแก้วชามะนาวจิบ…

“แต่….ฉันติดใจอีกอย่าง” ยัยธนาคารออมสินหรือยัยชลิตา จิ! ปากเสียงดังก่อนจะก้มลงกระซิบ “ทำไมพุงฉันไม่ยุบอะแก…บางวันก็แบนราบแต่มาอีกวันกลับป่องขึ้นมาเหมือนเดิม ฉันผิดปกติเป็นโรคอะไรหรือเปล่าวะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ผมหัวเราะยาว จนยัยช้างสีน้ำตาลไหม้เริ่มออกอาการไม่ชัวร์! “ไม่มีอะไรหรอกแก…ประเด็นแรกที่ต้องรู้ในกระบวนการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนนั้นก็คือ พุงจะยุบเป็นอย่างสุดท้าย ประเด็นต่อมาที่พุงบางวันแบนราบ-บางวันป่องนะ เกิดจากประเภทของอาหารที่กินเข้าไปจนเกิดแก๊สในช่องท้อง ไม่ต้องซีเรียส…ลองกินขมิ้นชันไล่ลมดูซิ! เผื่อจะได้ผล”

“จริงหรือแก…”

“ก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลัก ฉันมีเทคนิคในการผลักร่างกายให้ใช้ไขมันเป็นอาหารมาฝาก ถ้าแกทำได้…รับรองว่าพุงยุบเร็วกว่าปกติแน่นอน” พูดจบ ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำก็เขย่าไหล่แรงๆ

“มีอะไรบ้างอะแก….บอกมาเลย เทคนิคง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งยาหรือศัลยกรรมฉันชอบอยู่แล้ว”

ผมยิ้มแบบคนต้องการจะเล่นตัว…

“เร็วดิ!….” มันเร่งพร้อมกับโยนฝ่ามือกว้างๆ หรือเรียกว่าน้องตบลงบนหัว 1 ที “หรือแกอยากโดนมากกว่านี้…เร็ว เดี๋ยวแม่ตบคว่ำ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..” ผมหัวเราะเมื่อเห็นอารมณ์กระตือรือร้นที่ร้ายกาจของมัน “เอาละ….นั่งก่อน…

3 เทคนิคง่าย ๆในการผลักร่างกายให้ใช้ไขมันเป็นอาหาร มีดังนี้

  1. ลดข้าวแป้งน้ำตาล-มื้อแรกกินตามปกติได้ มื้อที่ 2 ลดลงครึ่งหนึ่งและมื้อสุดท้าย Fasting ถ้าไม่ไหวโปรตีนกับผัก
  2. ลดช่วงเวลากินให้สั้นลง เพิ่มช่วง Fasting หรือช่วงอดให้นานขึ้น หมายความว่า หลังจากอาหารมื้อแรกจนจบมื้อสุดท้าย : สมมุติว่า มื้อแรกเริ่มเวลา 07.00 น. มื้อที่ 2 เวลา 12.00 น. และมื้อสุดท้ายจบที่เวลา 19.00 น.-นับจาก 07.00น.จนถึง 19.00น.ใช้เวลา 12 ชั่วงโมง ลดช่วงเวลาการกินให้สั้นลงหมายความว่า ให้กินมื้อสุดท้ายเร็วขึ้น อาจจะขยับขึ้นมากินเวลา 16.00 น.จบ 17.00 น. ระยะเวลาการกินก็จะเหลือแค่ 10 ชั่วโมงและเวลาอดหรือ Fasting จาก 12 ชั่วโมงก็จะขยายเป็น 14 ชั่วโมง เป็นต้น
  3. ออกกำลังกายในสิ่งที่ตัวเองชอบสม่ำเสมอ ไม่เน้น-นานหรือหนัก แต่เน้นให้ทำได้เป็นประจำ หากเป็นหลังตื่นนอนจะดีมากๆ

เพียงเทคนิคง่ายๆ แค่นี้ร่างกายก็จะดึงไขมันที่พุงมาเป็นอาหารได้มากขึ้นแล้วละ”

“1. ลดข้าวแป้งน้ำตาล 2.ลดช่วงเวลาการกินเพิ่มช่วงเวลาอด 3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ…เออมันก็ไม่ยากเกินความสามารถนะ….ได้ๆ ฉันจะลองทำดู ว่าแต่แกกำลังเขียนตอนที่ 15 ใช่เปล่า!”

“อื้อ!….เทคนิคผอมหน้าใส-เด็ก-ดูดีจากข้างใน

“เออๆ น่าสน แกจะเอากาแฟเย็นหรือนมสักแก้วไหม? ฉันจะลงไปซื้อให้”

“พูดยังไม่ทันขาดคำจะให้กินน้ำตาล 28 ช้อน ครีม เนย นม ล่ออินซูลินอีกละ” ผมต่อว่า

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันล้อเล่น….ตกลงกาแฟร้อนนะ….ได้ๆ แกเขียนไป ฉันจะกลับขึ้นมาอ่านทีหลัง”

….ผมส่ายหน้าตามแผ่นหลังที่เริ่มบอกสัดส่วนของยัยชลิตาได้ชัดขึ้น ก่อนจะหันมาจมอยู่กับเอกสารหลายแผ่นที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ เทคนิคผอมหน้าใส-เด็ก-ดูดีจากข้างใน เรามาร่วมกันย้อนวัยโดยเทคนิคกระตุ้นโกรทฮอร์โมนแบบง่าย ๆ 10 ข้อดังนี้

  1. ออกกำลังกายประเภท “เวทเทรนนิ่ง” เพราะการออกกำลังกายประเภทกระตุ้นกล้ามเนื้อสามารถกระตุ้นโกรทฮอร์โมนได้ดี โดยเริ่มต้นจากเบาๆ วันละ 10-15 นาทีแล้วค่อยๆขยายเพิ่มตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่เน้นให้ทำเป็นประจำหลังตื่นนอนก่อนอาบน้ำจะดีมาก
  2. ทานโปรตีนสมบูรณ์ หมายถึงกินโปรตีนจากหลาย ๆแหล่ง เช่น ไข่ ปลา เนื้อ หมู ไก่ หรือโปรตีนจากพืช 1 วันให้ได้อย่างน้อย ๆ 3 แหล่งขึ้นไป ทานให้ถึงคือโปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมตามที่ได้เสนอไปแล้ว การกินโปรตีนสมบูรณ์สามารถกระตุ้นโกรทฮอร์โมนได้
  3. ทำ IF (Intermittent Fasting) หรืองดอาหารมื้อสุดท้าย การทำ IF 1 ครั้งต่อวันสามารถกระตุ้นโกรทฮอร์โมนรวมถึงสามารถผลักร่างกายให้ใช้ไขมันที่พุงเป็นอาหารได้อีกทางหนึ่ง ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว ดี-ไม่ดี เอาหรือไม่เอาครับ
  4. นอนหลับให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะว่าช่วงเวลาที่ร่างกายหลับสนิทคือนาทีทองของโกรทฮอร์โมนที่จะสร้างมวลกระดูก-เสริมกล้ามเนื้อให้กลับคืนสู่วัยหนุ่ม-สาว ฉะนั้นใครที่ต้องการหล่อ-สวย-เด็ก-ดูดีแบบไม่ต้องพึ่งศัลกรรม ต้องเข้านอนก่อน 21.00 น.นะครับ
  5. ดื่มน้ำให้ได้ 2-3 ลิตรต่อวัน จะเป็นน้ำเย็น น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นก็ได้ เพื่ออะไร-ก็เพื่อให้ร่างกายชุ่มชื่น เลือดไหลเวียนเป็นปกตินั้นเอง
  6. ลดอาหารประเภทที่ทำให้เกิดน้ำตาลในร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่ม “ข้าวแป้งน้ำตาล” ก็อย่างที่รู้จากตอนที่ 14 นั้นแหละ น้ำตาลคือสารอาหารที่ทำให้ร่างกายแก่เร็วขึ้น…จบข่าว!
  7. กินน้ำมันจากธรรมชาติเพื่อบำรุงผิวจากข้างใน เช่นน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันจากสัตว์ แต่น้ำมันมือ 2 ถึงจะเป็นน้ำมันจากธรรมชาติก็ควรหลีกเลี่ยงนะครับ
  8. กำจัดความเครียดหรือลดความเครียดให้ได้มากที่สุด เทคนิคส่วนตัวง่ายๆ ให้แยกปัญหาออกเป็น 3 กลุ่ม
  • ปัญหามโนสาเร่ หรือปัญหาจากคนรอบข้างไม่เกี่ยวกับตัวเอง-ตัดจากสมองให้ไวอย่าเยอะ
  • ปัญหาครอบครัว ยกไว้ ค่อย ๆทำความเข้าใจและให้คิดว่า ปัญหาเหล่านี้คือเรื่องราวปกติที่ต้องแก้-ดูแลเป็นกิจวัตรประจำวันอย่างซีเรียตกับมัน-ได้แค่ไหน-เอาแค่นั้น
  • ปัญหาจากงาน คิด-แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือปัญหาที่นำมาซึ่งรายได้ โอเคร จมอยู่กับมันได้เลย ต่อมาปัญหาที่ไม่นำมาซึ่งรายได้ อาจจะมาจากเพื่อน-เพื่อนร่วมงาน…ให้คำปรึกษาได้แต่อย่าเก็บมาใส่สมอง….1 ชั่วโมงข้างหน้าต้องลืม ส่วนใครจะแหกปากร้องเพลง “Let it be” เหมือนผม…ว่าไปยาว ๆไม่มีลิขสิทธิ์
  1. เปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า-ทรงผม-เทรนการแต่งหน้า สิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยคลายเครียดได้แล้ว ยังเป็นตัวเสริมให้ดูเด็กได้อีกด้วย
  2. ประการสุดท้าย และสำคัญ ควรเข้าตรวจสุขภาพทุก ๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อจะได้รู้ปัญหาภายใน เพราะงานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนตามเทคนิคที่ผมว่ามาทั้งหมด หมายถึงงานดูแลสุขภาพครบวงจรตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าหรือตั้งแต่เส้นเลือดฝอยยันไส้ติ่งเลยทีเดียว คิดง่าย ๆไม่ต้องกลัวว่าเมื่อเข้าตรวจร่างกายแล้วจะพบโรคร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่ ให้คิดว่าการพบโรคร้ายแต่เนิ่น ๆ หมายถึงการได้เปรียบในทางรักษา อย่าลืมนะครับว่า 1 ชีวิตประกอบไปด้วย ร่างกายกับจิตใจ-หากร่างกายหรือเพื่อนตายเกิดโรคอุบัติขึ้นภายใน-แม้จิตใจจะเข้มแข็งเพียงใดก็อยู่ต่อไม่ได้ ฉะนั้นการรู้ก่อนโรคร้ายจะลุกลามถือว่างานรักษาได้เปรียบหลายขุม

สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวคุณ ผม Timmy Buto ก็แค่แชร์เรื่องราวจากประสบการณ์จริงเพื่อทุกคนจะได้นำไปสานต่อตามไลฟ์สไตล์ของใครของมัน-ข้อมูลสุขภาพ-โภชนาการปัจจุบันหาได้ง่าย ทุกคน-หรือหลายคนเข้าถึง เพราะฉะนั้น จะบอกว่าผมเก่งกว่าคงไม่ถูกต้อง…ขอบอกแบบนี้ครับ เรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องส่วนตัวที่อยากแชร์ก่อนตัวเองจะไม่มีโอกาสแชร์…ด้วยเหตุนี้ทุกๆ ท่านจงอ่าน-คิดวิเคราะห์-ต่อยอดอย่างมีสติด้วยตัวเองนะครับ….

“แก….”

ยัยตัวกวนมาอีกละ…..ผมมองไปยังประตู แต่ร่างสูงๆ ที่เริ่มจะเห็นสัดส่วนก็ตรงดิ่งวางแก้วกาแฟร้อนลงตรงหน้าแล้ว

“อเมริกาโน่ โนน้ำตาล โนครีม”….มันจ้องหน้าผมราวจะรอคำขอบใจ….แต่ผมเลือกพยักหน้าให้นิดๆ “แกเขียนเสร็จแล้วใช่ปะ….เทคนิคผอมหน้าใส-เด็ก-ดูดีจากข้างใน นะ”

“อื้อ!….” ผมตอบสั้น ๆ

“ส่งเข้า Line ให้ฉันด้วย Thanks ไปละฉันมีงานด่วน ว่างๆ จะเปิดอ่านเอง”

อะไรของมันวะเนี่ย! พูดจบประตูก็ปิดตามหลังพอดี….(เห็นกูเป็นอะไรเดี๋ยวตบคว่ำ!)-ผมคิด

“อย่าลืมส่งให้ฉันนะ”

ต๊าย! ยัยบ้าเล่นเกือบตกเก้าอี้ คิดไม่ทันจบ ดันเปิดประตูแหกปากเห่าใส่ นี้ถ้าเมื่อกี้ดันเผลอพูดให้มันได้ยินมีหวังโดนตบแน่ ๆ… “เออ….ไม่ลืมหรอก”

“ขอบใจมาก ๆจ้า!….ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

line1 for timmy

ลดน้ำตาลสู่วัยหวาน กันเถอะ

ลดน้ำตาลสู่วัยหวานกันเถอะ

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ลดน้ำตาลสู่วัยหวาน กันเถอะ

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ลดน้ำตาลสู่วัยหวาน กันเถอะ

อ่านเพิ่มเติม ลดน้ำตาลสู่วัยหวาน กันเถอะ

9 ข้อชะลอชราสู่วัยใส

9 ข้อชะลอชราสู่วัยใส

ผอม เด็ก ดูดี ตอน 9 ข้อชะลอชราสู่วัยใส

ผอม เด็ก ดูดี ตอน 9 ข้อชะลอชราสู่วัยใส

เมื่อบทความชุด ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ได้ดำเนินมาถึงครึ่งทาง ในส่วนแรกผมได้นำเสนอเกี่ยวกับระบบภายในร่างกาย-สูตรการกินอาหารแต่ละมื้อ-วิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนพอสมควรแล้วนะครับ ผมต้องขอย้ำอีกครั้ง เนื่องจากผมไม่ได้เป็นหมอ การมานั่งเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจึงขาดความน่าเชื่อถือพอสมควร ไม่พอสมควรละมากเลยที่เดียว แต่ทั้งหมดทั้งมวล…ผมก็เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์จริงที่เพียรพยายามลดน้ำหนักมาเกือบ 20 ปี ผิด-ถูกสุขอนามัย-หลักโภชนาการมากน้อยเพียงใด ก็ขอให้ท่านที่กำลังติดตามได้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองนะครับ เพราะเทรนด์ลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนในปัจจุบันมีออกมานำเสนอยิ่งกว่าแฟชั่นแต่ละฤดูซะอีก ถ้าจุดไหน-ตรงไหนข้อมูลไม่ถูกต้องหรือขาดๆ เกินๆ กระผมต้องกราบขอโทษมา ณ ที่นี่ด้วย

เจตนาจริงๆ เพียงแค่อยากเห็นคนไทย อยากเห็นเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน ปรับเข้าสู่แนวทางที่ตัวผู้เขียนใช้ได้ผลและผ่านมันมาด้วยตัวเองเท่านั้น หากบทความ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมองมีส่วนทำให้บางคน-บางท่านสามารถลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนได้ถาวร สุขภาพดีขึ้นอันนี้ถือว่าเป็นกำลังใจสำคัญในการที่จะมีงานเขียนดีๆ มีประโยชน์ออกมานำเสนออีกในอนาคต ขอขอบพระคุณล่วงหน้าที่ติดตาม

“แกบ่นอะไรคนเดียววะ” ยัยธนาคารออมสินมายืนด้านหลังตั้งแต่เมื่อไรกันเนี่ย!

“โอ้ย! ยายบ้าเอ้ยไม่ให้สุ่มให้เสียงตกใจหมด” ผมพูดไม่ทันจบ ยัยช้างสีน้ำตาลก็คว้ากระดาษโน้ตที่วางอยู่ตรงหน้าไปอ่าน

ชะลอชรากลับสู่วัยใส ต้องใส่ใจ 9 ข้อนี้…..” อ่านจบมันก็ทำตาลุกวาว “Timmy…”

ผมอมยิ้มแบบคนไว้เชิง “น้ำหนักแกลดลงกี่กิโลฯ ละ”

“เกือบ 8 โล แต่ต้นแขนต้นขาลงไปเยอะเลยนะ รอบเอวเพิ่งวัดเมื่อครู่ลดลงเกือบ 4 นิ้วแน่!…ว่าแต่ ชะลอ…”

“โอเคร!..” ผมยกมือห้ามแทรกแบบคนต้องการเบรก “เมื่อน้ำหนัก-สัดส่วนลดลงระดับหนึ่ง สเต็ปต่อไปฉันจะนำเสนอแนวทางของชะลอชรา”

“ชะลอ-ชรา แกใช้คำได้สะเทือนใจมาก ๆ”

ชะลอชรากลับสู่วัยใส ต้องใส่ใจ 9 ข้อนี้

“โอ้ย! สะเทือนใจฉันมากๆ เล่าเลย ถ้าชะลอชราสู่วัยใสได้จริงๆ ชลิตายอมตาย ต่อให้ต้องอดอาหารเป็นอาทิตย์ก็เถอะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยัยบ้า ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ความเชื่อแกนี้โบราณไม่เลิกเลยนะ…แต่ก็มีส่วนถูก…โอเคร! ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ ไปหาเก้าอี้มานั่งฟังดีๆ ฉันจะได้เล่ายาวทีเดียว”

“โอเคร!…..”

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาหลัก ผมอยากจะนำทุกท่านย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเมื่อ 170,000 ปีที่แล้ว เพื่อยืนยันความมหัศจรรย์ของเพื่อนตายหรือร่างกายกันสักหน่อย ตามหนังสือ “แก่ช้าลงแน่ แค่ปล่อยให้ท้องหิว” ที่เขียนโดยนายแพทย์ โยะชิโนะริ นะงุโมะ ท่านพูดถึงกระบวนการมหัศจรรย์ของเพื่อนตายเอาไว้คร่าวๆ ดังนี้

ประวัติศาสตร์ตลอด 170,000 ปีที่ผ่านมามนุษย์เราได้ต่อสู่กับความอดยาก หิวโหย ดำเนินชีวิตในแต่ละวันโดยที่ไม่รู้ว่าจะหาอาหารได้เมื่อไหร่ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงได้รับยีนชนิดหนึ่งที่ช่วยดูดซึมสารอาหารให้มากเท่าที่จะทำได้จากการกินอาหารเพียงเล็กน้อย และยังเปลี่ยนอาหารเป็นไขมันแล้วเก็บสะสมไว้ในร่างกาย โดยจะไม่นำสารอาหารเหล่านั้นออกไปใช้ในทันที ยีนที่ว่าคือ “ยีนอดออม” หากมันตุนอาหารไว้ในรูปแบบของไขมันแล้ว เราก็จะอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องกินอาหารไปอีกสักระยะ

ครับจากคำพูดในหนังสือดังกล่าวผมอยากให้เราผนวกเข้ากับโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ซึ่งมีสัดส่วนความสู่งเกิน 8 ศอกขึ้นไปมาวิเคราะห์ร่วมกัน นั้นก็แสดงว่า มนุษย์สมัยก่อนมีอัตราความสูงโดยเฉลี่ยมากกว่ามนุษย์ปัจจุบัน นอกจากความสูงแล้วความแข็งแข็งก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มนุษย์ในยุคนั้นจำเป็นต้องมี เพื่ออะไร ก็เพื่อต่อสู้กับสัตว์ร้ายที่มีขนาดตัวใหญ่กว่า-ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่มีมากกว่ายุคปัจจุบัน ชัดเจนแล้วใช่ไหมครับว่า  มื้ออาหารที่นักวิชาการสายไดโนเสาร์บัญญัติขึ้นมาล้วนเป็นนิทานหลอกเด็กทั้งสิ้น ยิ่งอดมื้อ-กินมื้อกระบวนการในร่างกายหรือเพื่อนตายเก็ยิ่งสร้างกระบวนการใหม่ๆ เพื่อไม่ให้เพื่อนตาย-ตายง่ายๆ หรือจะเรียกว่า ยิ่งอด เพื่อนตายก็ยิ่งจะแข็งแรงก็ไม่น่าจะผิด

ไหนๆ ก็ไหนๆ ละขอแถมเกล็ดความรู้อีกสักหน่อย คุณรู้หรือไม่ครับว่าอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายเท่าไร? แล้วทำไมเพื่อนตายของเราถึงอ้วนได้ง่ายแต่ลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนได้ยาก คือแบบนี้ครับ ถ้าเป็นน้ำตาลที่เพิ่งกินเข้าไปแล้วถูกนำไปใช้ทันที น้ำตาล 1 กรัม จะเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ประมาณ 4 กิโลแคลอรี แต่ถ้าเป็นไขมันที่เพื่อนตายสะสมเอาไว้ 1 กรัมจะเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ถึง 9 กิโลแคลอรี นั้นก็หมายความว่าหากจะดึงไขมันออกมาใช้ หรืออยากผอมเราต้องออกแรงมากกว่าน้ำตาลถึง 2 เท่านิดๆ….เพราะสาเหตุนี้จึงเป็นที่มาของคำปลอบโยนสำหรับผู้กำลังลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนว่าให้ใจเย็นๆ ทำสิ่งที่ได้ออกแบบไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน ทำให้เกิดนิสัย เป็นกิจวัตรประจำวันตั้งแต่ตื่นนอนยันหลับแล้วร่างกายจะค่อยๆ ปรับเข้าสู่จุดที่พึงพอใจเองและหากมี 9 ข้อตามที่จะกล่าวต่อจากนี้ งานชะลอชรากลับสู่วัยใสก็จะง่ายขึ้น…ยิ้มก่อนอ่าน ตาหวานก่อนเปิด ยิ้มเสียเถิดก่อนเปิดหน้าถัดไปนะครับ….

ชะลอชรากลับสู่วัยใส ต้องใส่ใจ 9 ข้อนี้

  1. สร้างสภาวะอดยากให้เกิดขึ้น หมายถึง ถ้างดอาหารเย็น เพลิดเพลินกับเสียงท้องร้อง จ๊อกๆ ตามที่นายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโมะ หรือนายแพทย์นะงุจัง เขียนไว้ในหนังสือตามที่ได้กล่าวข้างต้น ช่วงหนึ่งท่านได้กล่าวว่า : เวลาเราหิว ท้องจะร้องจ๊อกๆ ใช่ไหมครับ การที่ท้องร้อง “จ๊อก” นี้แหละคือจุดสำคัญในการย้อนกลับเป็นหนุ่มสาว เพราะตอนที่ท้องร้องคือช่วงที่ฮอร์โมนต่างๆ กำลังทำงานอย่างแข็งขัน เช่น โกรทฮอร์โมนที่เราเรียกอีกอย่างว่าเป็น “ฮอร์โมนที่ทำให้กลับเป็นหนุ่มสาว” ยีสเซอร์ทูอินที่มีสมญานามว่า “ยีสต่ออายุขัย” และอดิโพเนคทีนที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า “ฮอร์โมนมหัศจรรย์” ชั่วขณะที่ท้องร้อง “จ๊อก” คือช่วงเวลาที่ “เรากำลังกลับเป็นหนุ่มสาว” ไม่มีอะไรจะวิเศษไปกว่านี้อีกแล้วครับ ฉะนั้นเรามาตั้งตารอฟังเสียงท้องร้อง จ๊อกๆ กันเถอะ
  2. น้ำตาลเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้แก่เร็ว….คือแบบนี้ครับจากการศึกษางานวิจัยพบว่าการบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงมีความสัมพันธ์กับการเกิดริ้วรอยและแก่ก่อนวัยอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในเซลล์ผิวเท่านั้น ภาวะแก่ก่อนวัยดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับเซลล์ต่างๆ ในร่างกายของเราอีกด้วย ในบริบทนี้ผมอยากจะบอกว่า : น้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายมีทั้งน้ำตาลเกล็ดสำเร็จรูป-น้ำตาลที่มาพร้อมกับเครื่องดื่มและน้ำตาลแฝงมากับอาหารสารพัดไม่ว่าจะเป็น ข้าว-แป้ง-ผลไม้และอีกมากมาย แน่นอนเพื่อนตายหรือร่างกายเราขาดน้ำตาลไม่ได้ แต่ควรบริโภคปริมาณเท่าไรกันละ ผมมีข้อมูลครับ
  • ผู้ชาย : บริโภคไม่ควรเกิน 37.5 กรัม หรือประมาณ 9 ช้อนชาต่อวัน
  • ผู้หญิง : บริโภคไม่ควรเกิน 25 กรัม หรือประมาณ 5 ช้อนชาต่อวัน

สรุปรวบยอดเลยดีกว่า ข้อมูลเฉพาะน้ำตาล-ประเภทน้ำตาลผมจะยกไปเขียนไว้ในตอนหนึ่ง-พิเศษให้เลย เพราะผมมองว่าหากใครต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนแบบถาวรข้อมูลเฉพาะข้อมูลของน้ำตาลถือว่าสำคัญมากๆ แต่สำหรับตอนที่ 13 นี้จำไว้เพียงว่า “ถ้าไม่ยากแก่เร็วควรบริโภคน้ำตาลให้น้อยลงจบข่าว”

  1. ชะลอชรากลับสู่วัยใส…ต้องกินโปรตีนให้ถึง โปรตีนมีความสำคัญกับการกลับคืนสู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างไร? แน่นอนครับสำคัญมาก ไม่เชื่อลองหลับตานึกย้อนกลับไปดูการลดน้ำหนักตามสูตรโบราณก็ได้ ใครผอมโทรม-กระดูกปูดโปน ดูแก่กว่าวัย ไม่สดใสแทบทุกคน เพราะอะไร ก็เพราะว่าเมื่อก่อนความเชื่อผิดที่คิดว่ากินเนื้อ-กินไข่-กินโปรตีน-กินไขมันแล้วจะอ้วน ผลของมันจึงออกมาอย่างที่เห็น เพราะฉะนั้นใครต้องการชะลอชรากลับสู่วัยใสโดยสมบูรณ์-ช่วงลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนจำเป็นต้องบริโภคโปรตีนให้ถึง อ้าว! แล้วจำนวนหรือปริมาณเท่าไรละ ถึงจะเรียว่าเพียงพอ ง่ายๆ ครับ โปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมต่อวัน ยกตัวอย่าง : ใครหนัก 60 กิโลกรัมก็ควรกินโปรตีนให้ได้อย่างน้อย 60 กรัมเป็นต้น

“ไอ้บ้า!…ตอบหมาๆ เป็นนักวิชาการชิบ!หาย”

“มึงด่ากูทำไมเนี่ย กำลังจะพูดต่ออยู่แล้วเชียว”

“อ้าว! เหรอ…ขอโทษ…ต่อเลยกำลังเพลิน” หมั่นไส้ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำจริงๆ ตบคว่ำซะทีดีไหม…โอเคร! มันตัวใหญ่กว่าข้ามไปก่อนแล้วกัน ง่ายๆ ครับธรรมชาติออกแบบเครื่องมือวัดเพื่อความเหมาะสมกับร่างกายของมนุษย์มาพร้อมอยู่แล้ว

  • สำหรับผู้หญิงกินไปเลยครับถ้าเป็นเนื้อ-ไข่ต้ม-ไข่เจียว-หรือสารพัดเนื้อ-สารพัดโปรตีนประมาณ 1 ฝ่ามือไม่รวมนิ้วต่อมื้อ ถ้าเป็นหมูสับก็เกลี่ยรวมๆ กันกะประมาณนี้นะครับ กินไปเลยรับรองไม่อ้วน
  • และสำหรับผู้ชายก็ประมาณ 1 ฝ่ามือรวมนิ้วต่อมื้อ กินไปเลยเพราะ 1 วันส่วนใหญ่เราบริโภคโปรตีนไม่ถึงกันอยู่แล้ว ยัดๆ เข้าไปเถอะเพื่อความเป็นหนุ่มเป็นสาวไวขึ้น
  1. นอนให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ช่วงที่เราหลับสนิทนอกจากจะเป็นนาทีทองของ โกรทฮอร์โมนแล้ว ยังเป็นนาทีทองของกล้ามเนื้อจะได้ผลัดเปลี่ยนอีกด้วย ยิ่งหากหลับลึกได้นานเท่าไหร่เวลาตื่นก็จะรู้สึกสดชื่นมากเท่านั้น อันนี้ชัว!…นอนให้เร็วนอนให้นานแล้วเพื่อนตายจะดูเด็กลงอัตโนมัติ
  2. ออกกำลังกายช่วงเช้าหรือหลังจากตื่นนอนเป็นประจำ…ข้อนี้สำคัญ ผมจะเปรียบเทียบร่างกายกับรถยนต์ก็แล้วกันง่ายดี-รถยนต์ที่จอดทิ้งไว้เกิน 8 ชั่วโมง หากจะใช้งาน ถ้ามีเวลาสตาร์ทเป็นการวอร์มเครื่องยนต์ก่อนสัก 5-10 นาที อัตราการสึกหรอก็จะน้อยลง อายุการใช้งานยาว-นานขึ้น เพื่อนตายหรือร่างกายของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน หากช่วงเช้าหรือหลังตื่นนอนมีการขยับเขยื้อนออกกำลังกายไม่ต้องเยอะสักเหงื่อซึมๆ 5-10 นาทีระบบภายในจะตื่นตัวอัตราการเผาผลาญพลังงานตลอดทั้งวันก็ย่อมดีกว่าคนไม่ได้ออกกำลังกายเลยใช่ไหมครับ นี้แหละคือเหตุผลที่ผมจะบอกว่า การออกกำลังกายในตอนเช้าหรือหลังตื่นนอนคือเคล็ดลับที่จะทำให้ร่างกายกลับคืนสู่วัยหนุ่มสาว-แข็งแรงได้เร็วขึ้นอย่างไรละครับ
  3. ดื่มน้ำ 2 แก้วหลังตื่นนอนเป็นประจำ ปริมาณเท่าไรและทำไม? ปริมาณของแก้วทั่วๆ ไปนั้นแหละประมาณ 250 ซีซี 2 แก้วก็ประมาณ 500 ซีซี กะเอาเองไม่ต้องเปะ จะน้ำเย็น-น้ำอุ่น-หรือน้ำอุณหภูมิปกติได้หมด ทำไม? ก็เพื่อเพื่อนตายจะได้นำน้ำใหม่เข้าไปหมุ่นเวียนและถ่ายเท-ระบายน้ำเก่ารวมทั้งของเสียที่ใช้งานมาทั้งวันออกไป น้ำทำให้เพื่อนตายสดชื่น ถ้าร่างการสดชื่น เจ้าตัวก็จะสดใสตามไปด้วย…ชะลอชรากลับสู่วัยใสได้แน่นอน
  4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็รู้ๆ กันเป็นอย่างดีนะครับว่าในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มีผลอย่างไรกับร่างกาย การงดดื่มแอลกอฮอล์จึงเป็นการคืนสภาพให้เพื่อนตายฟื้นตัวเร็ว ประเด็นสำคัญแอลกอฮอล์มีส่วนทำให้หิวและกินอาหารมากขึ้น คุณก็จะอ้วนเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้นเอง
  5. ลดความเครียด ฝึกมองโลกในมุมบวก รู้จักชมตัวเอง สร้างกำลังใจให้คนในกระจกเงาทุกวัน ตื่นขึ้นมา ออกกำลังกายนิดหน่อย อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ชมตัวเอง-ยิ้มให้กำลังใจตัวเองไปเลย “ว้าว!…วันนี้ฉันสวยจังหรือหล่อเป็นบ้าเลย” อะไรก็ว่าไป หากชมตัวเองทุกวันกำลังใจก็จะตามมา เวลามีเรื่องเครียดควรมีคำสบถส่วนตัวเพื่อระบายเรื่องราวที่เป็นสาเหตุทำให้เครียดทิ้ง ยกตัวอย่างตัวผู้เขียนเอง เวลามีเรื่องเครียดเข้ามาในหัวจะตะโกน หรือร้องเพลง “Let it be” ดังๆ “Let it Be, Let it Be, Let it be Oh! Let it be” ก็ประมาณ “ชั่งแม่งมัน, ชั่งแม่มัน ชั่งแม่งมัน โอ้! ชั่งแม่มัน” รับรองปิดการขายได้ทุกเคสครับผม…
  6. ชะลอชรากลับสู่วัยใสต้องหยุดนิสัยเร่งรีบ…คุณเคยเห็นคนมีนิสัยเร่งรีบอยู่ตลอดเวลาไหม? นั้นก็คือระบบความคิดกับการกระทำเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน : ดูใบหน้าของเขาหรือเธอซิ หน้าก็นิ้ว-คิ้วขมวด ดูแก่เกินวัยอยู่ตลอดเวลาคุณชอบไหมละ เอาใหม่-หันมาฝึกนิสัยหยุดเร่งรีบ : สมองจะทำงานอย่างเป็นระบบหมายถึงคุณต้องฝึกคิดก่อนลงมือทำทุกๆ เรื่อง…จนกิริยาที่แสดงตามมาเป็นไปอย่างนิ่มนวลและเป็นสเต็ป เป็นขั้น-เป็นตอน ใบหน้าก็จะดูไม่อึดอัดและหากฝืน-ฝึก-ปฏิบัติ-ทำได้ทั้ง 9 ข้อจนเกิดเป็นนิสัยแล้ว-กระบวนการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนก็จะมาพร้อมกับความเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างแน่นอน….Timmy Confirm ครับ

“ยิ้มได้แล้วยัยโง่”

“ฉันควรต้องคิดก่อนทำทุกๆ เรื่องเลยใช่ไหมแก”

“ใช้สมองให้มากขึ้น ใช้ร่างกายให้น้อยลง แล้วทุกอย่างจะตามมาเอง”

“ฉันอยากเด็กลงสัก 10 ปีนะ”

“เมื่อหุ่นพร้อม ใช้เสื้อผ้าเข้าช่วยสัก 30% แต่งหน้าทำผม 20% การย้อนคืนสู่วัยใสแค่ 10 ปีไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม…เริ่มตั้งแต่วันนี้ ชะลอชรากลับสู่วัยใส ได้ผล 100% แน่นอน”

line1 for timmy

คีโตเจนิค ไดเอท

คีโตเจนิค ไดเอท

ผอม เด็ก ดูดี ตอน คีโตเจนิค ไดเอท วินัยสูง-ใจถึง

ผอม เด็ก ดูดี ตอน คีโตเจนิค ไดเอท วินัยสูง ใจถึง

อ่านเพิ่มเติม คีโตเจนิค ไดเอท

ความเชื่อผิดๆที่คิดว่ากินแล้วอ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ความเชื่อผิดๆที่คิดว่ากินแล้วอ้วน
อ่านเพิ่มเติม ความเชื่อผิดๆที่คิดว่ากินแล้วอ้วน

ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน

ความเชื่อผิดๆที่คิดว่ากินแล้วอ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน

“Timmy…คีโตเจนิค ไดเอทของฉันละ”

“แกควรรู้เรื่องนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นจะพลาดตลอดชีวิต” ผมทิ้งเลศนัยให้ยัยธนาคารออมสินคิดตาม….

“อะไรเหรอ….”

“ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน”

“เออวะ!…ฉันพลาดอะไรไปบ้างแล้ววะเนี่ย!….”

“ตกลงจะเอาคีโตก่อนไหม….”

“คีโตทีหลังก็ได้….เล่าเลยแก ฉันจะได้กลับลำได้ทัน”

“โอเคร!…….”

ก่อนจะนำเสนอสูตรลดน้ำหนักของไฮโชฯ ที่มีชื่อเรียกเฉพาะอังกฤษว่า คีโตเจนิค ไดเอต (Ketogenic Diet) เชื่อหรือยังขนาดชื่อภาษาไทยยังต้องเขียนทับศัพท์เลย….สุดๆ ก่อนจะถึงตรงนั้น สำหรับ ผอม-เด็ก-ดูดีเริ่มต้นที่สมอง ตอนที่ 10 ผมขอวกไปถล่มความเชื่อบ้านๆ ที่เคยครอบงำตัวผู้เขียนในอดีต และคิดว่าปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวก็ยังครอบงำหลายๆ คนในขณะนี้อย่างแน่นอน นั้นก็คือ “ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน” เมื่อวานก่อนผมนั่งฟังคุณหมอศรินบรรยายประเด็นนี้ใน Youtube เลยอยากเขียนขึ้นมาทันทีทันใด จึงถือโอกาสแซงคิวยัยชลิตา ยกความเชื่อบ้านๆ ธรรมดาที่ไม่ธรรมดาขึ้นมาดักทางใครบางคนให้ฉุกคิดก่อนบางสิ่งบางอย่างจะถูกกลืนลงท้องแบบเสียดุลการค้าอย่างแรงก่อนนะครับ

ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน

มีอะไรบ้างผมนั่งบรีฟได้ 17 ข้อ 17 อย่าง ซึ่งแน่นอนสิ่งที่บรีฟล้วนถอดรหัสมาจากความเชื่อของตัวเองและคนรอบข้างทั้งสิ้น มา! เรามาอ่านกันเลยดีกว่าจะมีสักกี่ข้อที่ตรงใจหรือสะดุดใจ-ผลักสมองให้สะดุ้งโหยงกันบ้าง

  1. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินผลไม้แล้วไม่อ้วน อ้าว!…ใครเคยคิดแบบนี้หรือกำลังคิดแบบนี้-ยกมือขึ้นสูงๆ ไอ้เจ้าผลไม้…หลายๆ ตอนผมก็เขียนถึงเป็นระยะๆ นะครับ แต่เมื่อมาเป็นประเด็น ความเชื่อผิด ที่คิดว่ากินแล้วไม่อ้วน ผมจึงขอยกขึ้นมาเขียนอีกครั้ง โดยเฉพาะไอ้เจ้าแตงโมง ส่วนตัวผมเสียรู้มาหลายสิบปี….แดกได้แดกดีกับความเชื่อกินผลไม้แทนข้าวแล้วจะผอม…ฉิบหาย! ผลงานของความเชื่อผิดๆ คือแดกเท่าไรน้ำหนักไม่เคยลด หนำซ้ำยังเดินหน้าต่อไม่หยุด เพราะฉะนั้น….ตอนนี้เราต้องมาปรับความคิดกับยกใหญ่แล้วละครับว่า ผลไม้รสหวานทุกชนิดทำให้อ้วน-ผลไม้เนื้อหนาถึงไม่หวานแต่ปริมาณคาร์โบไฮเดรตก็น่าตกใจ สรุปผมไม่ได้บอกนะว่า กินผลไม้ไม่ได้ แต่ขอแนะนำแบบนี้
  • ขนาดที่เหมะสมในการกินต่อมื้อและควรกินพร้อมอาหาร-ห้ามกินในเวลา Fasting เด็ดขาด นั้นก็คือ 1 กำปั้นของใครของมัน
  • น้ำผลไม้ที่มีการปั่นแยกกากมีค่า = น้ำหวาน ถ้าจะกินต้องกินทั้งเนื้อ เข้าใจตรงกันนะครับ
  1. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินข้าวต้มแล้วจะไม่อ้วน ผมขออธิบายอย่างนี้ ข้าวต้มถึงจะมีน้ำเป็นส่วนผสมอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อมันถูกย่อยจนละเอียด แป้งที่ผสมอยู่ในน้ำก็พร้อมจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสทันทีเมื่อถูกกลืนลงท้อง แล้วปริมาณข้าวต้มกับข้าวสวย ผมคิดว่าไม่ต่างกันมาก เพราะฉะนั้น ความเชื่อที่ว่ากินข้าวต้มแล้วจะทำให้ผอม…ประเด็นนี้จึงผิด 100%
  2. ความเชื่อผิดที่คิดว่า กินขนมจีนแทนข้าวแล้วจะไม่อ้วน ประเด็นนี้ก็ใกล้เคียงกับข้อที่ 2 นะครับ ยิ่งแป้งที่ถูกแปรรูปเป็นเส้นยิ่งน่ากลัว ผมเหมารวมแป้งแปรรูปทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น เส้นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ขาว-เหลือง สปาเก็ตตี้ หรือแม้แต่ขนมเค้ก ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบในร้านสะดวกซื้อล้วนน่ากลัวสำหรับคนต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนทั้งสิ้น
  3. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินสลัดแล้วจะผอม สำหรับสลัดผมต้องขอขยายที่ละอย่าง ก่อนอื่นยกผักสด-ผักสลัดออกไปก่อน…แล้วมาดูส่วนประกอบอื่นๆ บางเจ้ามีกล้วยต้ม-มันนึ่ง-เผือกต้ม-ฟักทอง-ลูกชิด-ลูกเดือย-ข้าวโพด-ถั่วเขียว-ถั่วแดง-ผลไม้ เมื่อนำหลายๆ สิ่งรวมกันคุณเริ่มเห็นอะไรในสลัดหรือยัง นี้ขนาดยังไม่ลงลึกในน้ำสลัดที่บางเจ้าเล่นขนทั้งนมข้นหวาน-น้ำตาล-มายองเนส-เนย (ถ้าใช้เนยเทียมยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก) สรุปเลยดีกว่า สูตรสลัดรอตอนสุดท้ายเลยผมมีสูตรเด็ดที่คิดขึ้นมาเอง บอกตรงๆ เวิร์กมากๆ มาฝาก
  4. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินน้อยแล้วจะไม่อ้วน ผมเชื่อว่าข้อนี้ตรงเผงกับความเชื่อของหลายคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ ใครที่ชอบเขี่ยข้าวทิ้ง-เขี่ยเนื้อ-เนื้อติดมัน-กินแค่ครึ่งเดียวแล้วทนทุกข์กับความหิวในเวลา Fasting ยกมือขึ้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า กูว่าแล้วต้องมียัยชลิตารวมอยู่ด้วย สิ่งที่ถูกต้องในการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนนั้นก็คือกินให้อิ่ม เน้นต้องกินให้อิ่มเผื่อช่วง Fasting ยาวๆ เพราะความเชื่อที่ว่า…กินน้อยๆ แล้วจะไม่ทำให้อ้วนเนี่ย!…โบราณชัดๆ สำคัญอยู่ที่ประเภทของอาหาร-ชนิดของอาหาร-คุณภาพของอาหารและเวลาที่กินเข้าไปต่างหาก….ใครไม่เข้าใจให้กลับไปไล่อ่านข้อมูลโภชนาการตอนที่ผ่านมาก่อนนะครับ เพราะหากคุณกินน้อย แต่เลือกกินเฉพาะอย่างนอกจากจะต้องทนหิว-สุขภาพเสีย-เพื่อนตายได้สารอาหารไม่ครบถ้วนแล้ว คุณยังจะยิ่งอ้วนหนักกว่าเดิม เพราะอะไร?-ก็เพราะในลิ้นชักมีลูกอม มีน้ำหวานอยู่ใช่ไหมละ…
  5. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า อาหารเช้าสำคัญกับร่างกาย ความเชื่อข้อนี้คลาสสิคสุดๆ เพราะกว่าผมจะแกะความเชื่อบ้าๆ นี้ทิ้งได้ต้องใช้เวลานานพอสมควร เอาแบบนี้-กลับไปย้อนอ่านบทความตอน IF-ที่รัก แล้วกรุณาอย่าผูกชีวิตตัวเองไว้กับดวงอาทิตย์ เปลี่ยนความคิด-เปลี่ยนภาษาเรียกมื้ออาหารเสียใหม่ จากมื้อเช้าให้เรียกว่า มื้อแรก-มื้อเที่ยงให้เรียกว่ามื้อที่ 2-มื้อค่ำให้เรียกว่ามื้อที่ 3 -สมมุติคุณเริ่มทำงาน 01.00 น. มื้อแรกของคุณก็คือมื้อดึกตอนเที่ยงคืน กินเข้าไปเถอะไม่ผิดกติกา ฉะนั้น ยึดไลฟ์สไตล์ของตัวเองเป็นหลัก อย่าไปถือดวงอาทิตย์เป็นสรณะ โอเคร!
  6. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า นมไม่ทำให้อ้วน ข้อนี้ผมหมายถึงนมกล่องนมสำเร็จรูปที่มีขายในร้านสะดวกซื้อนะครับ ความเชื่อผิดๆ ข้อนี้ไม่อธิบายมากเพราะข้อมูลโภชนาการมีแปะไว้ที่ข้างกล่องอยู่แล้ว ไล่อ่านเอาเองแล้วคุณจะตกใจในปริมาณไขมัน-คาร์โบไฮเดรต-น้ำตาล-ยิ่งบางยี่ห้อเล่นใช้น้ำตาลเทียมหรือน้ำตาลอุตสาหกรรมยิ่งหนักเข้าไปใหญ่…
  7. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองเดียวไม่ทำให้อ้วน ผมจะบอกอะไรให้ ดอก!นี้-คุณจะเจอทั้งแป้งแปรรูป-น้ำตาล-ผงชูรสที่กระตุ้นไอ้หนูซู่ซ่าหรือไอ้หนูอินซูลินสูงและปัง!เว่อร์กว่าน้ำตาลทรายถึง 200 เท่า…เมื่อบะหมี่ชามเล็กๆ ตกถึงท้องก็คิดเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนตายของคุณบ้าง
  8. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินขนมแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งไม่ทำให้อ้วน ฮึ ฮึ ฮึ….ดอกนี้ก็ไม่น้อยหน้าข้อที่ 8 ผมยืนยันครับความเชื่อข้อนี้ผิดถนัด หลายคนอาจจะเถียง “ขนมที่ฉันกินมันคือผลไม้อบแห้งยะ!…มาจากธรรมชาติล้วนๆ” ธรรมชาติลงโทษซิ!ไม่ว่า คุณเคยกวนน้ำตาล-หรือกวนผลไม้ไหม?….นั้นแหละ…เพราะน้ำตาลไม่สามารถระเหยไปพร้อมกับน้ำได้ มันจึงจับกันเป็นก้อนน่ารักๆ อร่อยสุดติ่งกระดิ่งลม…ชัดเจนแล้วข้ามเลย
  9. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินลูกชิ้นทอด-ปิ้งแล้วจะไม่อ้วน ผมจะอธิบายแบบนี้…กว่าเนื้อจะกลายมาเป็นลูกชิ้นเด้งลูกหนึ่งมันไม่มีเฉพาะเนื้อเพรียวๆ ทั้งแป้งแปรรูป-สารกันบูด-บอแรกซ์-และอื่นๆ ที่น่ากลัวอีกสารพัด นี้ยังไม่รวมถึงน้ำจิ่มที่เหนียวๆ ข้นๆ นะ…น้ำตาลทั้งนั้นเจ้าประคุณรุนช่องเอ๊ย!
  10. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินน้ำผึ้งธรรมชาติแทนน้ำตาลแล้วจะผอม ง่ายๆ แบบนี้ครับ ถึงน้ำผึ้งจะได้มาจากเกสรดอกไม้-มีสรรพคุณทางยา…แต่น้ำตาลก็คือน้ำตาลวันยันค่ำ-จะกลูโคส-ฟรุกโตส-ซูโครส-โมเลกุลเดี่ยวหรือโมเลกุลคู่ ทันทีที่ตกถึงท้องไอ้หนูอินซูลินจอมขยันก็พุ่งสูงปี๊ด! ยิ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดียวการดูดซึมเข้ากระแสเลือดก็ยิ่งเร็วกว่าน้ำตาลจากแป้งหลายเท่า หากเป็นแบบนี้ก็เท่ากับว่าคุณจะยิ่งอ้วนขึ้น ไม่ใช่ผอมลง ทราบแล้วเปลี่ยน
  11. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินอาหารเส้นแทนข้าวแล้วจะไม่อ้วน ความเชื่อผิดๆ ข้อนี้จะใกล้เคียงกับกินขนมจีน-กินบะหมี่สำเร็จรูป….สั้นๆ อาหารเส้นคือแป้งแปรรูป-หนักกว่ากินข้าวหลายเท่า
  12. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินส้มตำแทนอาหารแต่ละมื้อแล้วจะไม่อ้วน ข้อนี้ก็ไม่เชิงเป็นความเชื่อผิดๆ ซะที่เดียวนะครับ หากส้มตำเป็นตำป่า-ตำลาว-ตำปูปลาร้า แต่เมื่อไหร่เป็นตำไทย-ตำโคราช-ตำสั่ว (ตำขนมจีน) ถ้ามีผัดหมี่ประกอบด้วยถือว่าหนัก คุณเอ้ย-ทั้งถั่ว-น้ำตาลปีบเป็นช้อนๆ-ผงชูรส-น้ำปลา ถ้าบวกเส้นขนมจีนเข้าไปอีกบอกได้คำเดียวสั้นๆ ว่า….ปิดจ๊อบ!
  13. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า น้ำเต้าหู้ไม่ทำให้อ้วน ความจริงแล้ว น้ำเต้าหู้กับนม ผมควรผนวกเป็นหัวข้อเดียวกันนะ แต่ขอแยกเถอะ เพราะตำนานน้ำเต้าหู้กับปลาท่องโก๋ เล่นผมหลงทางมาหลายปี ในน้ำเต้าหู้นอกจากจะมีปริมาณคาร์โปรไฮเดรตสูงแล้ว (โปรตีนจากพืชยกไว้ในฐานะรู้กัน) หากใครนิยมใส่เครื่องเคียงบวกน้ำตาลทรายแดงด้วยแล้ว ไม่ต้องนับปาท่องโก๋ก็สามารถเป็นลมได้แล้วละ
  14. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า โยเกิร์ต/นมเปรี้ยว ไม่ทำให้อ้วน แน่นอนครับถ้าเป็นโยเกิร์ตแท้รสชาติห่วยบรม-ดีต่อสุขภาพแน่นอน แต่ประเด็นนี้ส่วนตัวนะครับ…ให้ตายเถอะโยเกิร์ตแท้ยี้ห้อดังแดกไม่ลงจริงๆ เพราะอะไร ก็เพราะว่ามันไม่หวาน ไม่อร่อย สู้ยี่ห้อที่มีสตอร์บอรี่-วุ้นมะพร้าวก็ไม่ได้ แดกก่อนนอนสบายท้องฉิบหาย หลับยังฝันว่าตื่นเช้าน้ำหนักจะลดอีก ไอ้ห่า!…ต้องถามว่า กูหลงเชื่อผิดๆ แบบนี้ได้อย่างไร? ไม่! ไม่! ต้องถามว่าหลงเชื่อผิดๆ แบบนี้มานานแค่ไหน? ต่างหาก….ส่วนนมเปรียวไม่ขอพูดถึง-ไปอ่านข้อมูลโภชนาการเอาเองดีกว่า กระซิบสั้นๆ น้ำตาลเพรียบ!
  15. ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินดักไขมันแล้วแดกได้สบายใจ พูดตรงๆ สำรับอาหารไทยแบบบ้านเราไม่ใช่ สเต็ก-แฮมเบอร์เกอร์หรือแซนวิสอย่างอาหารฝรั่งถูกต้องไหม? อาหารไทยต้องประกอบไปด้วยหลายๆ อย่างรวมกัน ข้าว-กับข้าวงี่!…ความจริงความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า ไขมันทำให้อ้วน ผมน่าจะแยกเป็นอีกข้อหนึ่ง แต่ในเมื่อเป็นความเชื่อที่เชื่อมโยงกันผมจึงขอรวบมาไว้เป็นข้อเดียวอธิบายง่ายกว่า ประเด็นที่ 1. ความจริงแล้วไขมันกระตุ้นไอ้หนูอินซูลินน้อยมากๆ แค่ผิวๆ เท่านั้นเอง ไขมันดี ไขมันจากสัตว์เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ ส่วนใครยังเข้าใจผิดคิดว่ากินไขมันแล้วจะส่งผลต่อคอเรสเตอรอลในเลือด คุณหมอหลายท่านเท่าที่ผมเคยถาม-ถก-คุยด้วยตัวเองประกอบกับข้อมมูลจากหลายแหล่ง หลายสถาบันยืนยันตรงกันแล้วว่าไขมันจากอาหารแทบไม่มีผลต่อคอเรสเตอรอลในเลือดเลย เพราะคอเรสเตอรอลในเลือดล้วนเกิดจากร่างกายสร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่มีปัญหาคอเรสเตอรอลในเลือดสูงก็โปรดรับรู้ไว้เลยนะครับอาหารที่กินเข้าไปส่งผลต่อเรื่องนี้น้อยจริงๆ เล่นซะยืดยาวกลับมาตัวดักไขมันกันดีกว่า แทนที่มื้อนั้นร่างกายจะได้ไขมันดีไปใช้งาน ร่างกายกลับได้รับเฉพาะแป้ง-กลูโคส ไอ้หนูอินซูลินก็ยิ้มหน้าบานนะซิครับ อ้วนเพลินๆ เพราะความเชื่อผิดๆ ก็สนุกดี
  16. ข้อสุดท้าย ความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินกล้วยไม่ทำให้อ้วน ผมต้องยอมรับนะครับคุณสมบัติของกล้วยน่าทึ่งจริงๆ ส่วนประเด็นความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่า กินกล้วยไม่ทำให้อ้วน ผมขอยกอธิบายเฉพาะประเด็นนี้ก่อน ข้อมูลกล้วยหอมผมมีเขียนไว้ในตอนที่ผ่านมาแล้ว ตอนนี้ผมจึงไม่แยกว่าเป็นกล้วยชนิดไหน? แต่จะแยกเป็นระยะ-เวลา/ห่าม-สุก-งอมแบบนี้ครับ ง่ายๆ กล้วยห่ามดีต่อสุขภาพแน่นอน กินทุกเช้า-วันละ 2 ลูกพร้อมอาหารมื้อแรกจะดีมาก ผมกินประจำ และกล้วยห่ามยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย แต่ แต่ ถ้าเป็นกล้วยสุก-งอม จากคาร์โบไฮเดรดในเนื้อกล้วยจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ยิ่งงอมจัดเท่าไรปริมาณน้ำตาลก็ยิ่งสูง สำหรับคนที่ตั้งใจจะลดน้ำหนักลดสัดส่วนฟังทางนี้ครับ
  • กินกล้วยห่ามๆ พร้อมมื้ออาหารจะดีมาก
  • เนื่องจากกล้วยสุกเร็ว วิธีบังคับไม่ให้สุก-งอมก็คือ เมื่อได้กล้วยมาให้แยกออกเป็นลูกๆ ตัดขั้วทิ้งใส่กล่องพลาสติดยัดตู้เย็นไว้เลย
  • ระยะที่เหมาะสำหรับกินเพื่อลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนคือระยะที่เรียกว่าห่ามๆ สังเกตสีเขียวประมาณ 60% จะสมบูรณ์แบบ

“โฮ! แก….โดนหลายข้อ….ตกลงทั้งหมดกินไม่ได้เลยใช่ไหมเนี่ย!”

“ไม่ใช่!…กินได้หมดนั้นแหละ แต่ต้องกินให้อยู่ในเวลา Feeding หรือพร้อมมื้ออาหารเท่านั้นเอง”

“ปริมาณละ….เวลาอาหารมากองตรงหน้าคงไม่มีใครยกเครื่องชั่งน้ำหนักมาวางคู่กันหรอกนะ”

ผมมองหน้ายัยธนาคารออมสินแล้วชูกำปั้นให้เห็น “ไม่ต้องเสียเวลาชั่งให้ยากหรอก ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โปรไฮเดรต-ผลไม้ให้กินเท่ากับ 1 กำปั้นของใครของมันต่อมื้อ…แค่นี่เองเห็นไหม? ธรรมชาติสร้างทุกอย่างให้ง่ายสำหรับการดำรงค์ชีพ อยู่ที่ว่าเราจะนึกถึงหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

“เออเนอะ ขนาดโปรตีนยังใช้ฝ่ามือวัดเลย”

“ไขมันก็เช่นกัน ใช้หัวนิ้วโป้งของแต่ละคนนั้นแหละวัด ผู้หญิงกินไขมันได้ 3-4 นิ้วโป้งต่อวัน ผู้ชายมากขึ้นอีกหน่อย 4-5 นิ้วโป้งต่อวัน เห็นไหมธรรมชาติฉลาดแค่ไหม…จบปะ!”

“เออวะ….สูตรลดน้ำหนักของแกนี้ลงลึกจริงๆ”

“เริ่มต้นจากปรับทัศนคติเป็นหลัก  ถ้าปรับได้ ชีวิตเปลี่ยนแน่นอน แต่อย่าลืมสูตร IF ของตัวเองนะ ถ้าเผลอกินอาหารหรือดูดน้ำหวานในเวลา Fasting  เพื่อนตายจะปิดสวิทซ์งานเผาผลาญในวันนั้นลงทันที”

“โอเคร…. Thank You Timmy”

“Welcome…..”

line1 for timmy

กินเพื่อผอม

กินเพื่อผอม

ผอม เด็ก ดูดี ตอน กินเพื่อผอม

ผอม เด็ก ดูดี ตอน กินเพื่อผอม

ก่อนจะเริ่มต้น ผอม-เด็ก-ดูดี เริ่มต้นที่สมอง ตอน : กินเพื่อผอม ผมอยากจะทบทวนความจำเกี่ยวกับอาหารแต่ละหมู่ที่ร่างกายหรือเพื่อนตายควรได้รับในแต่ละวันอีกครั้ง ก็อย่างที่รู้ๆ อาหารของมวลมนุษยชาติแบ่งออกเป็น 5 หมู่หลักๆ คือ โปรตีน-คาร์โบไฮเดรต-วิตามิน-เกลือแร่-ไขมัน….นกแก้วนกขุนทองก็ขับขานไปตามเรื่อง….ไอ้ฉิบหายท่องเป็นสูตรคูณแต่ไม่เข้าใจ-เข้าถึงเลยสักนิด ไม่เอา ยกเลิกความรู้ที่ไม่นำพาพวกนี้ให้หมด

ครับ….จากอาหารหลัก 5 หมู่ ผมจะแบ่งใหม่เป็น 2 กลุ่มหลักๆ เพื่อความสมดุลของร่างกายเทียบกับตาชั่งความยุติธรรมไปเลยชัดเจนกว่า…หาเรื่องเข้าคุกอีกแล้ว….อ้าวๆ วกมาที่อาหาร 2 กลุ่มนั้นก็คือ

  1. อาหารที่ให้พลังงานต่อร่างกายประกอบไปด้วย

1.1 คาร์โบไฮเดรต หรือข้าวแป้งน้ำตาล…เป็นต้น

1.2 โปรตีน ก็ประมาณเนื้อ-นม-ไข่…อันนี้เป็นเต้า

1.3 ไขมัน เฉพาะไขมันดีนะครับ เช่น น้ำมันมะพร้าว-น้ำมันมะกอก-ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ทุกชนิด…อันนี้เป็นตัว ๆ

  1. อาหารที่ไม่ให้พลังงานแต่ร่างกายขาดไม่ได้…ได้แก่

2.1 ผักใบเขียว

2.2 วิตามิน

2.3 เกลือแร่ กลุ่มนี้ไม่เป็นต้น ไม่เป็นเต้า และไม่เป็นตัว แต่มักจะปะปนมากับอาหารประเภทอื่น ก็ตลกบ้างบทความจะได้ไม่เครียด…เข้าใจนะครับ

คราวนี้มาขยายข้อมูลอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานเพื่อปูทางสู่เมนูอาหารที่ควรกินในแต่ละมื้อกันสักหน่อย อาหารในกลุ่มให้พลังงานประกอบไปด้วย 3 กลุ่มตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ผมจะไล่ตั้งแต่กลุ่มที่ให้พลังงานสูง-เร็ว-เมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถกระตุ้นไอ้หนูอินซูลินทันทีแบบเสียบปุ๊บติดปั๊บ…นั้นก็คือ คาร์โบไฮเดรต ข้าว-แป้ง-น้ำตาล เมื่อรู้ว่าอาหารกลุ่มนี้ให้พลังงานเร็ว-แรง-สูง สูตรการกินเพื่อให้สอดคล้องกับโปรแกรมลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนก็ควรจะมีในมื้อเช้าหรือมื้อแรก เพราะเมื่อ ข้าว-แป้ง-น้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย กิจกรรมทั้งวันจะส่งต่อให้เพื่อนตายนำพลังงานไปใช้ได้หมดพอดี เพราะฉะนั้น สูตรการคำนวณหาค่า BMR ในตอนที่ 2 จึงสำคัญ

สำหรับมื้อที่ 2 เมื่อรู้เวลากิจกรรมเหลือน้อยลง ปริมาณการกินอาหารกลุ่มนี้จึงต้องลดลงตามกิจกรรมหรืองานนั้นๆ ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผมเน้นหลายๆ ครั้งว่างานลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนของแต่ละคนขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพราะฉะนั้น คุณจะต้องออกแบบด้วยตัวเองเพื่อตัวเอง-ใช้สมองครับใช้สมองแล้วคุณจะผอม-เด็ก-ดูดี….แน่นอน

ต่อมาก็จะเป็นมื้อสุดท้าย เมื่อรู้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลานอน เพราะฉะนั้น กลุ่มอาหารที่ให้พลังงานสูงจึงควรงด…แต่ยังสามารถกินอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานรองๆ ลงมานั้นก็คือ โปรตีน-ไขมันผนวกเข้ากับอาหารกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน….ผักใบเขียวจึงเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างเพอร์เฟคสำหรับคนรักสุขภาพ หนำซ้ำในผักใบเขียวยังมีวิตามินเกลือแร่สำคัญๆ มากมายที่ร่างกายต้องการนำไปปรุงแต่งส่วนต่างๆ ให้เพื่อนตายดูดีขึ้น มีน้ำมีนวลขึ้น ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว เอาไม่เอา…แต่หากสาวๆ หนุ่มๆ ท่านใดไม่ชอบรับประทานผักเป็นการส่วนตัว การเลือกซื้อวิตามินหรืออาหารเสริมสำเร็จรูปมาใช้กับมื้อเย็นจึงเป็นงานออกแบบหน้าตาอาหารให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณได้เช่นกัน….ตามสะดวกเลยนะครับ

คราวนี้เรามาลงลึกที่หน้าตาอาหารในแต่ละมื้อกันบ้าง ก่อนอื่นผมจะยึดมาตรฐานหรือไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่ดังนี้นะครับ

ตื่นนอน>>>มื้อแรกประมาณ 07.00 น.-08.00 น.>>>เริ่มทำงาน 08.00 น.-12.00 น.>>>มื้อที่ 2 หรือมื้อเที่ยง 12.00 น.-13.00 น.>>>ทำงานช่วงบ่าย เวลา 13.00 น.-17.00 น.>>>มื้อค่ำ 17.00 น.-20.00 น. มื้อค่ำหรือมื้อที่ 3 ผมอยากขอแบบนี้ครับ จะเริ่มกินกี่โมงก็ได้แต่ขอให้จบก่อน 20.00 น. หรือก่อนเข้านอนสัก 3 ชั่วโมง

โอเคร! เมื่อแผนที่ชีวิตในรอบ 1 วันของคนส่วนใหญ่เป็นดังที่กล่าวมา

มื้อเช้าหรือมื้อแรก คุณอยากกินอะไร…กิน ข้าวจะตามสูตรคาร์บต่ำก็ไม่ว่ากัน กับข้าวจะกี่อย่าง โปรตีน-ไขมัน-ผัก-ผัด-ทอด-นึ่ง-แกง-ปิ้ง-ย่าง-จัดไป ของหวาน-ผลไม้-น้ำอัดลม-กาแฟเย็น-กาแฟร้อนใส่ครีมใส่น้ำตาล-ขนมปัง-เค้ก-จัดให้ครบ แต่ แต่….ขอเน้นกรุณาอย่ายืดเยื้อ-กินทุกอย่างจบภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น Fasting ยาวๆ น้ำเปล่า-ชาเขียวไม่ใส่ครีมหรือน้ำตาล-น้ำมะนาว+น้ำอุ่น เท่านั้น เน้นต้องเท่านี้.

โอเคร!…เมื่อนาฬิกาบอกเวลาพักเที่ยง 12.00 น.-อาหารมื้อที่ 2 ใครกินคาร์บต่ำก็ตามกติกา แต่หากใครใช้สูตร IF ให้ลดปริมาณข้าว-แป้ง-เส้น-ลงครึ่งหนึ่งของมื้อแรกหรือมื้อเช้า อาหารหรือกับข้าวจัดให้อิ่ม-แต่น้ำหวาน-น้ำอัดลมนานาชนิด-ของหวาน-กาแฟเย็น-ชาไข่มุก ถือว่าขอร้อง…ไม่เชิงห้าม หากเกินห้ามใจเอาแค่จิบๆ พอนะครับ กาแฟเปลี่ยนเป็นกาแฟดำจะดีมาก ผลไม้รสหวานได้นิดหน่อย แต่กินให้จบภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากนั้น Fasting ด้วยน้ำเปล่า-ชาเขียวไม่ใส่ครีมหรือน้ำตาล-น้ำมะนาว+น้ำอุ่นตามระเบียบ

และมื้อสุดท้ายไม่ควรกินหลัง 20.00 น. แต่หากท่านใดกินได้เร็ว-จบเร็วก็จะยิ่งได้เปรียบ ใครเลือกกินคาร์บต่ำจัดไป แต่หากใครเลือกสูตร IF มื้อสุดท้ายถ้าไม่หิว ไม่ต้องกิน Fasting สนุกๆ เล่นเกมเพลินๆ ยาวๆ แต่หากทนไม่ไหว อาหารในกลุ่ม ข้าว-แป้ง-น้ำตาล ตัดทิ้ง โปรตีน-ผัก จิ้มจุ่ม หมูย่าง หมูกระทะ ปลานึ่ง น้ำพริก-ผักลวก จัดไปอย่าให้เสีย ของหวาน-น้ำหวาน-น้ำอัดลม ห้ามเด็ดขาด สำหรับใครที่มีความเชื่อโบราณ-เก่าคร่ำครึที่ว่า ผลไม้ไม่ทำให้อ้วน กรุณาอย่างแรง-แข็งขัน-ด่วนๆ ตัดความเชื่อบ้าๆ พวกนี้ออกจากสมองให้เร็ว-ให้ด่วนๆ….

“อีบ้า!….น้ำตาลจากผลไม้เรียกว่าน้ำตาลฟลุกโตสยะ! ไม่ทำให้อ้วนหรอก…” ยัยธนาคารดอกเบี้ยต่ำยืนเถียงฉอดๆ ที่เคาน์เตอร์ครัว แม่ง! จริงๆ ถ้าไม่ติดว่าตัวใหญ่กว่าจะตบให้คว่ำ….

“น้ำตาลไม่ว่าจะเป็น-กลูโคส-ฟรุกโตส-ซูโครส-จะโมเลกุลเดี่ยวหรือคู่ล้วนมีผลกระตุ้นไอ้หนูอินซูลินทั้งนั้น….ใจเย็นๆ มีเวลาฉันจะอธิบายในตอนต่อไปให้ได้อ่าน โอเคร!”

“จริงเหรอแก….”

“คิดดู…แกแดกผลไม้มื้อเย็นมากี่ปี น้ำหนักเคยลดไหม?….คิด คิด…แล้วตอบฉันมา….”

“เออ….ใช่ ใช่ มิน่าละ”

“ฟังต่อ….ฉันมีเกร็ดความรู้ดีๆ มาฝาก”

“โอเครๆ จ้าๆ”

ส่วนผลไม้ไม่หวานจำพวกฝรั่ง ชมพู่ ถึงวิตามิน C สูงแต่ปริมาณคาร์โบไฮเดรตก็น่าตกใจเช่นกัน……

“นี้…แก ฉันขอขัดจังหวะอีกหน่อย….แตงโมละแก….ฉันว่ามีแต่น้ำนะ…”

“น้ำหวานสิไม่ว่า….แตงโมนี้แหละตัวดี….ถึงคาร์โบไฮเดรตจะต่ำแต่กลูโคส-ฟรุกโตสพุ่งปี๊ด! ปรอดแตกเชียวละแกเอ้ย”

โอเครนะครับ…..สำหรับแอบเปิ้ล 1 ผลเท่ากับ 1 คาร์บพอกินได้ ถ้าเป็นแอบเปิ้ลเขียวดีกว่า…..

“แกๆ ขออีกข้อหนึ่ง” (บอกตรงอยากตบยัยชลิตาจริง ๆ….)

“หึ!…..”

“กล้วยละแก กล้วยหอมที่มีขายในร้านสะดวกซื้อกินได้ไหม”

“ข้อมูลกล้วยหอมคร่าวๆ นะ… 1 ใบให้น้ำตาล 10 g หรือ 2 ช้อนชา ถึงไฟเบอร์จะสูง แต่สำหรับมื้อก่อนนอนแกยังจะแดกลงไหมละ….”

“ฮู้! ตั้ง 2 ช้อนชาเลยเหรอ”

“ถ้าแกจะแดกกล้วยหอมให้เลือกเค้กสักก้อนเพลินกว่า….” ผมแดกดันบวกประชดอีก 50%

“เออวะ!…น่าคิด….”

“หา!….นั้นๆ แก แก จะไปไหน”

“ไปซื้อเค้กไง แกจะรับสักก้อนไหม”

Stop Now!……Oh my god” กูขอกระแดะหน่อยเถอะ….

ครับผมเหนื่อยกับยัยช้างน้ำสีตาลไหม้จริงๆ สุดท้ายผมมีข้อคิดจากคุณหมอท่านหนึ่งมาฝาก อันนี้สำคัญอยากให้จำใส่สมองเลยนะครับ สั้นๆ ว่า—-“น้ำตาลทำให้แก่เร็ว-จบข่าว” และอีกอย่าง ถึงผัก-ผลไม้บางชนิดที่ไม่หวาน-ข้าวบางสายพันธุ์-จะไม่ทำให้อ้วน แต่ แต่ เน้นนะครับ… เมื่อไรที่กินพร้อมกับข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตถึงจะมีปริมาณไม่มาก เมื่อทั้งหมดเข้าไปกองรวมกันในกระเพาะ คุณก็อย่าคิดนะว่าจะไม่ทำให้อ้วน เพราะฉะนั้นสูตรการกิน-ปริมาณ-ประเภท-ชนิดและ Timing จะต้องอิงกับค่า BMR ของแต่ละคนแต่ละท่านเป็นสำคัญ…

“แก ตกลงฉันกินเค้กได้ไหมอะ…..”

“กลับไปทำงานให้วุ่นเข้าไว้ สมองจะได้ลืมหิวโอเคร!…..”

“ตกลง…ได้ หรือ ไม่ได้”

“ไม่ได้โว้ย!…..”

line1 for timmy

สำรวจรายการอาหารในรอบ 1 วัน

สำรวจรายการอาหารในรอบ 1 วัน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน สำรวจรายการอาหารในรอบ 1 วัน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน สำรวจรายการอาหารในรอบ 1 วัน

ฉันอยากลดความอ้วนยัยธนาคารออมสินแหกปากเป็นแม่ช้างจะคลอดลูก จนผมที่นั่งทำงานอยู่ห้องข้างๆ ต้องลุกพุ่งไปเปิดประตูถามแบบคนเสียมารยาท

“เป็นไรวะ!”

“..ดูหน้ากูดิบานยังกับกระด้ง แถมน้ำหนักขึ้นไม่หยุด ฮื้อๆ กูเครียด” พูดจบเธอก็โยนขนมกรุบกรอบ-เป็นมันฝรั่งทอดยี่ห้อดังเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ผมส่ายหน้าพร้อมกับเดินไปแย่งถุงมันฝรั่งจากมือ

“เอาน้ำอัดลมด้วยไหม?” ผมแกล้งถาม

“โค้กนะแก…ขอบใจ” พูดจบเธอก็หันกลับไปทำงานต่อราวกับไม่มีอะไร ผมยืนมองอย่างคนเอือมระอาสักพัก “มึงอะ….”

“หึ…..”

“มึงลดน้ำหนักได้อย่างไร….บอกสูตรหน่อยดิ นะนะ อยากลดความอ้วน

ผมยืนสำรวจจิปาถะรอบๆ ตัวมัน “ไม่ใช่ลดความอ้วน แต่มันคือวิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนเริ่มต้นให้ถูก… ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง…ไม่ใช่อยาก-แต่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ตลอดเวลาแบบนี้ไม่เอา”

“ก็กูเครียดนะ” มันยังเถียง ถ้าไม่ติดว่าตัวใหญ่กว่าจะตบให้คว่ำ

“มึงต้องผ่อนคลาย ตามหาความอยากที่แท้จริงให้เจอแล้วกูจะเป็นเทรนเนอร์ให้เอง”

“ความอยาก….อยากอะไรวะ”

ผมยิ้มแบบผู้เหนือกว่า “ก็อยากหุ่นดี…อยากสวยแบบจริงๆ จังๆ ไง….หาแม่น้ำทั้ง 5 ชักนำความอยากให้เรียบร้อย….พร้อมเมื่อไร….บอกเทรนเนอร์…โอเคร!”

“ก็พร้อมแล้วเนี่ย! พร้อมตั้งแต่นาทีนี้เลยด้วย” ยัยชลิตาสวนในลมหายใจเดียวกัน ผมมองหน้าแล้วกวาดสายตาไปรอบโต๊ะทำงานของมัน

“ขนขนมขบเคี้ยวพวกนี้ทิ้งให้หมด” ผมออกคำสั่ง มันทำหน้างออยู่พักใหญ่

“เสียดายอะ….หลายตัง”

“งั้น….พร้อมเมื่อไรค่อยเรียก” ผมพูดและกำลังจะหันหลังกลับเข้าห้อง

“นี้ แก แก แก…..ทิ้งแล้ว ทิ้งแล้ว ทิ้งแล้ว” และมันก็เก็บขนมนานาชนิดที่กระจายอยู่เต็มโต๊ะทิ้งลงถังขยะจริงๆ “หมดแล้ว…”

“ในตู้เย็นด้วย…เหลือแค่น้ำเปล่าพอ”

“แกอะ…” ยัยออมสินเตรียมตั้งท่าจะโวยวาย “เค้กจาก S&P กับโอปองแปงเชียวนะ”

“ถึงจะเป็นหูฉลามก็ต้องทิ้ง….ถ้ามึงต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนจริงๆ”

ครับในที่สุดยัยธนาคารออมสินหรือนางสาวชลิตาก็ยอมปฏิบัติตามอย่างคนว่านอนสอนง่าย มันใช้เวลาอยู่ 1 วันเต็มๆ เพื่อเคลียร์ทุกอย่าง ไม่เฉพาะของในตู้เย็น อะไรที่สามารถหยิบจับเข้าปากได้ง่าย บะมง-บะหมี่-ขบเคี้ยว-กรุบกรอบ-ผลไม้อบแห้ง-ขนมปังอบเนย ผมไล่เช็คบิลลงถังขยะไม่มีเหลือ….แต่มันคงแอบขนไปให้แม่บ้านอะนะ….เห็นหอบลังกระดาษลงลิฟต์ไปหลายรอบกระทั้งทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เราถึงกลับมานั่งรวมกันในห้องอีกครั้ง

“หมดเกลี้ยงแล้ว…ดึกๆ ฉัน ฉัน….”

“หุบปาก-ปิดสมองเลย ไม่อย่างนั้นการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนไม่รอดแน่นอน” เรามองหน้ากันสักครู่ก่อนผมจะยื่นกระดาษเปล่ากับปากกาให้…. “แกช่วยบรีฟรายการที่กินเข้าไป เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนกระทั้งหลับเลยนะ”

“ทุกอย่างเลยเหรอ”

“น้ำเปล่าก็ไม่เว้นเอาข้อมูลจริง ห้ามยักยอกเด็ดขาด” ผมบอกพร้อมกับหมุนตัวทิ้งให้มันอยู่กับความคิด…เป็นครั้งแรกที่ได้แกล้งเพื่อนยักษ์ตัวสีน้ำตาลไหม้ๆ ฮ่า ฮ่า ก็แอบสะใจอะนะ….2 ชั่วโมงผ่านไปมันก็เข้ามาวางกระดาษลงตรงหน้า “โห!…นี้มึงกินหรือยัดห่าวะ!…..”

ตื่นนอนเวลา 11.30 น. เมื่อล้างหน้าอาบน้ำเสร็จ

  • ดื่มนมรสผลไม้รวม 1 แก้ว
  • อาหารมื้อเช้าส่วนใหญ่จะเป็นข้าวผัดหรือกะเพราหรือข้าวราดแกง 1 จาน
  • ต่อด้วยโค้กกระป๋อง
  • กาแฟร้อนน้ำตาล 3 ช้อน-ครีมเทียม 2 ช้อน+ขนมปัง 1 ชุด บางวันก็เค้ก 1 ก้อน

อาหารว่างระหว่างมื้อแรก

  • ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบอย่างน้อย 2 ชนิด 2 ซอง
  • โค้ก-บางวันเป็นเบียร์ อย่างน้อย 1 กระป๋อง
  • น้ำเปล่าประมาณ 1 – 2 แก้ว

มื้อที่ 2

  • ข้าวราดแกงหรือข้าวขาหมูหรืออื่น ๆที่เท่าเทียม 1 ชุด
  • โค้ก 1 -2 แก้ว
  • น้ำเปล่า 1-2 แก้ว

อาหารว่างระหว่างมื้อที่ 2

  • กาแฟร้อนน้ำตาล 3 ช้อน-ครีมเทียม 2 ช้อน+ขนมปัง 1 ชุด บางวันก็เค้ก 1 ก้อน
  • ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบอย่างน้อย 2 ชนิด 2 ซอง
  • โค้กบางวันเปลี่ยนเป็นเบียร์อย่างน้อย 1 กระป๋อง
  • น้ำเปล่าประมาณ 1 – 2 แก้ว
  • เกือบ ๆ 2 ทุ่ม มีผลไม้หรือไม่ก็ส้มตำ +ขนมจีน 1 ชุด

และมื้อสุดท้ายก่อนนอน

  • อาหารประเภทยำ บางคืนเป็นข้าวกะเพรา/ข้าวมันไก่หรืออื่น ๆ 1 จาน
  • เบียร์หรือโค้ก 1 กระป๋อง
  • ตบท้ายด้วยน้ำเปล่า 1-2 แก้ว

โอ้!….พระเจ้า ผมนั่งอ่านรายการอาหารในรอบ 1 วันที่นางสาวชลิตาบรีฟมาให้

“เฉพาะโค้กกับเบียร์ 1 วัน แม่งก็ล่อเข้าไปเกือบ 1000 กิโลแคลอรี่ละ…ไหนลองรวมทั้งหมดดูดิแดกรวมกันทั้งหมดเท่าไร…..โอ่! โอ้! พระเจ้า เกือบ 4500 กิโลแคลอรี่”

ผมเผลอนึกถึงตัวเองสมัยน้ำหนักแตะ 85 กิโลกรัมใหม่ๆ กว่าจะลดสู่เป้าหมาย 64-65 กิโลกรัมอันเป็นน้ำหนักเดียวกับสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้สำเร็จก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 หรืออาจจะ 3 ปีด้วยซ้ำ และในระหว่าง 2-3 ปีที่ลดน้ำหนักกว่า 21 กิโลกรัม ผมไม่ได้ลดเฉพาะน้ำหนัก แต่ยังเป็นงานออกแบบ-ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ตื่นนอนยันหลับ ปรับนาฬิกาชีวิตให้เกิดสมดุล มีหลายครั้งที่ท้อ-เหนื่อยและตบะแตกจนต้องแดกของที่มีอยู่ในตู้เย็น-ในครัวจนเกลี้ยงไม่มีเหลือ….หลังๆ ผมจึงคิดค้นวิธีกำหลาบพฤติกรรมหมูบ้าด้วยการแก้ผ้าดูความทุเรศของตัวเองเทียบกับรูปนายแบบหุ่นฟิตเฟิร์มให้เจ็บกระดองใจเล่นๆ…เพื่ออะไร ก็เพื่อเป็นแรงจูงใจ-เป็นแรงผลักดันและเพื่อสมองจะได้จูนกลับเข้าสู่เส้นทางลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนอันเป็นเป้าหมายหลักให้ได้นั้นเอง

วันต่อมาผมจึงจับยัยออมสินมานั่งคุย “ก่อนที่จะบรีฟรายการอาหารที่ต้องกินในรอบวัน กูอยากให้มึงหาเพื่อให้เจอก่อน”

เพื่ออะไรอะ”

“ก็เพื่อเป้าหมายหรือแรงบันดาลใจไง มึงอยากสวยเพื่ออะไรก็ว่าไป…ถ้ามีไอดอลยิ่งดีให้ใช้รูปไอดอลของมึงแปะติดกระจกเงาไว้เทียบกับตัวเองเลย จะได้เตือนสติทุกวัน…ประเด็นต่อมามึงต้องหาเวลาออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องเยอะ-หนักหรือนาน แต่ขอให้ทำทุกวัน ถ้าเป็นช่วงเช้าได้จะดีมาก”

“ฉันตื่นเช้าไม่ไหวหรอก…”

“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่สะดวก ถ้าไม่ไหวให้ตัดการเดินทางอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นจากคอนโดฯ ไปหน้าปากซอยแทนที่จะนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างให้ใช้วิธีเดินนับก้าวแทน 5-10 นาทีก็ถือว่าดีและคุ้มค่าในการลงทุนแล้วละ”

“เอาอย่างนั้นเลยเหรอ”

“มาถึงเรื่องอาหารกันบ้าง….อื้อๆ รู้ไหมว่าในรอบ 1 วันมึงกินอาหารเข้าไปจำนวนเท่าไร”

“ว่ามาเลย” ยัยธนาคารออมสินพูดด้วยท่าทีจริงจังเป็นพิเศษ ซึ่งนั้นก็เป็นสัญญาณที่ดี

“เกือบ 4500 กิโลแคลอรี่ ขณะที่ไลฟ์สไตล์อย่างเราอัตราการเผาผลาญพลังงานไม่น่าจะเกิน 2000 หรือ 2000 กิโลแคลอรี่นิดๆ”

“โห….เล่นนับแคลเลยเหรอ”

“คร่าวๆ แกจะได้รู้ไง ถ้าโดยเฉลี่ยแก่กินอาหารเข้าไป 4500 กิโลแคลอรี่ อัตราที่ร่างกายเผาผลาญได้สมมุติว่า 2000 กิโลแคลอรี่ เพราะฉะนั้นในรอบ 1 วันจะมีพลังงานส่วนเกิน 2500 กิโลแคลอรี่และนั้นก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันล้วนๆ”

“โห! จริงดิ”

“ตื่นนอนให้ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้ว-ตัดนมรสผลไม้รวมกับโค้กของมึงทิ้ง ส่วนอาหารมื้อแรกตามที่บรีฟมาก็ถือว่าโอเคร แต่อยากให้เพิ่มโปรตีนเป็นไข่ต้มหรือไข่ดาวมื้อละฟอง”

“โอ้….ฉันจะไม่อ้วนหนักกว่าเดิมเหรอ”

“ไม่หรอกเพราะจุดประสงค์อยากให้อิ่มนานจนเลยมื้อที่ 2 สักหน่อย อีกอย่างอาหารว่างระหว่างทำงานทุกชนิด กินจุก-กินจิกรวมทั้งโค้กและเบียร์ตัดทิ้ง เวลาหงุดหงิดเพราะความเคยชินให้จิบน้ำเปล่าแทน ส่วนมื้อที่ 2 กินข้าวตามปกติแต่กรุณาตัดเบียร์กับโค้กออกจากชีวิตไปเลยดื่มน้ำเปล่าแทน…อื้อ! และอาหารว่างระหว่างทำงานช่วงหลัง-ถ้าตัดกาแฟไม่ได้ให้เปลี่ยนเป็นกาแฟดำ-รวมถึงหลังมื้อแรกด้วยนะ และมื้อสุดท้ายก่อนนอน เดือนแรกอาหารกินตามนี้ไปก่อน ขึ้นเดือนที่ 2 มื้อแรกให้กินตามปกติ ส่วนมื้อที่ 2 และ3 ไม่หิวไม่ต้องกิน แต่ถ้าหิวให้ลดคาร์โบไฮเดรตลงครึ่งหนึ่งของมื้อแรกหรือเลือกกินเฉพาะโปรตีนกับผัก ส่วนสูตรอาหารมีให้ในตอนสุดท้าย…อ้อ! ลืมไปก่อนนอนกรุณาตัดโค้กกับเบียร์ทิ้งด้วยละ ยิ่งเบียร์ตัวดี”

“เบียร์ทำให้อ้วนใช่ไหมแก”

“ไม่ทั้งหมด…เบียร์เป็นตัวกระตุ้นให้หิวบ่อยขึ้นต่างหาก”

“โอ้!…เหลือแต่อาหารหลัก 3 มื้อไม่รู้จะไหวรึเปล่า นะแก” ออมสินบ่นหน้าเศร้าๆ

“จากผลวิจัยระยะเวลาในการปรับ-เชตตัวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 21 วัน ถ้าผ่าน 21 วันไปได้ กูรับรองว่า สเต็ปต่อไปง่ายขึ้น….”

“กลัวว่าจะท้อก่อนนะสิ”

ผมยิ้มเกือบจะหัวเราะ “เข้าใจเพราะผ่านมันมาแล้ว แต่กูมีเคล็ดลับ 2 อย่างจะบอก…”

“หึ!….เคล็ดลับอะไร”

“……  1. เวลาหงุดหงิดอยากจะหาอะไรยัดเข้าปาก กูจะถามสมองว่า หิวหรืออยาก ถ้าสมองตอบว่าอยาก กูตัดทิ้ง

2. ถ้าเวลาท้อหรือหิวจนแทบเป็นบ้า กูจะแก้ผ้าดูความทุเรศของตัวเองผ่านกระจกเงาเทียบกับรูปนายแบบที่ใช้เป็นไอดอล”

“ไอ้บ้า….มิน่าละถึงเห็นรูป พี่ติ๊กเจษฯ แปะไว้ที่กระจกในห้องน้ำ…ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เออ…มันได้ผลนะโว้ย!….สุดท้ายสมองจะนิ่ง….อ้ออีกข้อ…สำคัญมากๆ…..ความหิวจะมาเป็นช่วงๆ กูอยากให้มึงหาอะไรทำ-ให้วุ่นเข้าไว้ เมื่อสมองไม่มีเวลาคิดมันก็จะเลิกหิวไปอัตโนมัติ”

“บรีฟรายการอาหารให้หน่อยดิ….นะนะ” ยัยธนาคารออมสินอ้อน ผมทำหน้าเซ็งๆ ก่อนจะสั่งปริ้นส์งานจากคอมพิวเตอร์ “เอาไปแปะติดตู้เย็นไว้เลยนะ”

ตื่นนอน

  • ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้ว
  • อาหารมื้อแรกตามปกติแต่ให้เพิ่มเป็นไข่ต้มหรือไข่ดาวเพื่อป้องกันหิว 1 ฟอง
  • กาแฟดำ

อาหารว่างระหว่างทำงาน

  • จิบน้ำเปล่า พยายามฝึก-ปรับพฤติกรรม หากผ่าน 21 วันได้ทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง

มื้อที่ 2

  • ช่วงเดือนแรกตามปกติ ขึ้นเดือนที่ 2 ให้ลดข้าว/แป้งเหลือครึ่งหนึ่งของมื้อแรก
  • น้ำเปล่าไม่จำกัด

อาหารว่างระหว่างมื้อที่ 2

  • กาแฟดำ
  • น้ำเปล่าจิบได้เรื่อยๆ ไม่จำกัด

และมื้อสุดท้ายก่อนนอน

  • เดือนแรกให้เหมือนเดิมไปก่อน ขึ้นเดือนที่ 2 ไม่หิวไม่ต้องกิน แต่ถ้าทนไม่ไหวให้กินโปรตีนกับผักเป็นหลัก
  • น้ำเปล่า

“นี้คือรายการอาหารสำหรับเดือนแรก ส่วนเดือนที่ 2 ค่อยมาลงรายละเอียดอีกที”

“โอเคร!….แล้วฉันจะ ผอม-เด็ก-ดูดี…..”

เริ่มต้นที่สมอง นะครับคุณเพื่อน”

ข้อควรปฏิบัติในการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนเบื้องต้น

  1. เคลียร์ของในตู้เย็นทิ้งให้หมด-อนุญาตให้เหลือเฉพาะน้ำเปล่าเท่านั้น
  2. งดอาหารว่างระหว่างมื้อเพื่อให้เพื่อนตายหรือร่างกายมีเวลาเผาผลาญ
  3. งดเครื่องดื่มประเภทมีน้ำตาลผสมทุกชนิดเช่นเบียร์-น้ำอัดลม-น้ำหวาน-ชาไข่มุก-กาแฟเย็น ถ้าหิวให้กินพร้อมมื้อแรกแต่ควรกินให้จบภายใน 1 ชั่วโมง
  4. ปรับพฤติกรรมตั้งแต่ตื่นนอนกระทั้งหลับ ค่อยๆ ฝืน-ฝึกวันละนิดไม่ต้องหักดิบหรือหักโหม เพราะตามงานวิจัยหากผ่าน 21 วันไปได้-ทุกอย่างจะค่อยๆ เข้าทีเข้าทางเอง
  5. ออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน-วันละ 5-10 นาทีเป็นอย่างน้อย เดินชิลๆ ชมนกชมไม้เพลินๆ ถ้าเป็นช่วงเช้าระหว่างเวลา 05.00 น-07.00 น. จะดีมาก เพราะเป็นการกระตุ้น-เปิดสวิตช์-รีสตาร์ทร่างกายให้เกิดการเผาผลาญพลังงานที่มีประสิทธิภาพทั้งวันได้ผลมากกว่าออกกำลังกายในช่วงเย็นหลายเท่า อีกประการ การออกกำลังกายในช่วงเช้ามีผลวิจัยบอกว่า สามารถลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย

“อะ! อะ!…ดักแป้ง-ดักไขมัน ยาลดความอ้วนก่อน-หลังอาหารทิ้งให้หมดเลย”

“หือ!….อื้อๆ ก็ได้….แต่ข้าวของฉันเยอะไปรึเปล่าอะแก”

“ไม่หรอก วันหลังถ้าเปลี่ยนเป็นข้าวหอมนิล-ไรซ์เบอร์รี่-ข้าวกล้องหรือข้าวไม่ขัดสีได้จะดีมากๆ”

ยัยธนาคารออมสินชูดักแป้ง-ดักไขมันและยาสารพัดให้เห็น “ทิ้งแน่นะ…ชัวนะมึง”

“เออน่า….ปล่อยให้ไอ้หนูอินซูลินจอมขยันวิ่งเล่นสัก 4-5 ชั่วโมงบ้างเถอะ จะได้มีแรงคิดงาน โอเคร!….”

line1 for timmy

ภาษาพาอ้วน

ภาษาพาอ้วน

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ภาษาพาอ้วน by: timmy buto

ผอม เด็ก ดูดี ตอน ภาษาพาอ้วน

ในตอนที่แล้วผมนำทุกท่านไปรู้จักไอ้หนูจอมขยันที่ชื่ออินซูลิน (Insulin ) ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักที่ทำให้อ้วนกันแล้ว ถึงตรงนี้ทุกท่านก็พอจะรู้แล้วนะครับว่า อาหารประเภทไหนเป็นสาเหตุทำให้อ้วนมากที่สุด เล่นตรงๆ ก็คือกลุ่ม ข้าวแป้งน้ำตาล ส่วนโปรตีนกับไขมันที่หลายคนหลงเข้าใจผิดกลับหักมุมจากนางร้ายกลายเป็นนางเอกซะอย่างงั้น แต่ใช่ว่าโปรตีนกับไขมันจะไม่ทำให้อ้วนเลยนะครับ NO! NO! อย่าเข้าใจผิด หากกินในปริมาณมาก ความอ้วนที่ไม่พึงปรารถนาก็จะมาเยือนได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นชาวเอสกิโมที่ขั้วโลกเหนือคงจะเป็นมนุษย์ตัวผอมหมดทุกคนถูกต้องไหม? ผมมีสูตรการกินโปรตีนและไขมันอย่างฉลาด-แต่ยังจะไม่บอก…เพราะในตอนที่ 4 ผมจะนำทุกท่านไปทลายกำแพงภาษาที่สะกดจิตเรามายาวนานหลายพันปีให้แหลกเละไปข้างหนึ่งซะก่อน ฮึ! ตามมาเลยครับ ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง จะนำบทสวดใหม่ที่เพิ่งแต่งให้ทุกคนได้เสกกันรัวๆ…

“ไอ้เหี้ย!….มึงเป็น แฮรี่ พอร์ตเตอร์ รึไง?”

“ฟังฉันก่อนดิวะ!…เอะอะก็ใช้แต่กำลัง…มึงคิดว่ากูสู้มึงได้เหรอ” ผมก้มหน้าพูดขณะท้องไส้กำลังปั่นป่วน….ยัยธนาคารออมสินลุกพร้อมกับฟาดมือ #เปี้ยง!# ลงบนโต๊ะเล่นผมสะดุ้งโหยง

“กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว…..” แม่งมันเล่นรัวใส่หน้าราวจะสะกดจิต ซึ่งมันก็ได้ผลเมื่อผมหลงลุกเดินตาลอยๆ ตามหลังมันไปยังร้านอาหารตามสั่งข้างๆ บริษัทอย่างคนว่านอนสอนง่าย

“หิวข้าว-หิวข้าว-หิวข้าว-หิวข้าว” และยัยธนาคารออมสินก็ย้ำต่อเสียงดังจนป้าที่กำลังผัดอะไรสักอย่างอยู่กับหน้าเตาหันมายิ้มให้

“วันนี้มีข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ข้าวกะเพราหมูกรอบ ข้าวหน้าเป็ดจะกินอะไรดีจ้า!” นั้น ๆ…แม้กระป้าก็ยังสะกดจิตนู๋ Timmy อีกคน….ตายๆ กูตาย สมองอันน้อยนิดนึกอะไรไม่ออกจึงบอกไปดัง ๆว่า

“งั้น!….เอาข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวก็แล้วกันครับป้า” กูว่าแล้ว….ส่วนยัยธนาคารออมสินนั้นรึงัดยา-อาหารเสริมคงหนีไม่พ้นดักแป้ง-ดักไขมันกรอกเข้าปากก่อนจะตามด้วยน้ำเปล่าเร็ว ๆ

“ของหนูข้าวขาหมูคะป้า” ดู๋ ดู ดู…มันกลัวซะที่ไหน….. “โค๊กลิตรขวด….”

“Oh!….แม่เจ้า”

เมื่ออ่านหัวเรื่องหลายคนคงสงสัยใช่ไหมครับ ว่า-ภาษามาเกี่ยวอะไรกับความอ้วนหรือผอม…ครับจริงๆ แล้วภาษาเป็นแค่นามธรรม เพราะฉะนั้นภาษาไม่สามารถทำให้อ้วนได้หรอกครับ แต่หากมีคำๆ หนึ่งเทียวกรอกหูเช้า-กลางวัน-เย็น เป็นเวลานานหรืออาจะหลายพันปีเช่นคำว่า “กินข้าว” หรือ “หิวข้าว” มันก็ไม่จะต่างอะไรกับสะกดจิต…เพราะฉะนั้นผมจึงไม่แปลกใจที่อาหารไทยมักจะมี 2 กลุ่มในมื้อเดียวเสมอ 1.กับหรืออาหาร 2.ข้าว จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งแตกต่างจากอาหารฝรั่งหลายขุม สปาเก็ตตี้ก็สปาเก็ตตี้ สลัดก็สลัด ขนมปังก็ขนมปัง ฝรั่งจะไม่กินขนมปังจิ่มน้ำซุปแน่นอน ไอ้เรื่องภาษาที่ฝรั่งเขาชักชวนกันแต่ละมื้อ เขาก็จะเรียกเป็นคำเฉพาะ Breakfast-Lunch-Dinner ความหมายที่ไม่มีชื่ออาหารเท่านั้น โอเคร!…ผมไม่เถียงว่าในภาษาไทยเราก็มีแยกคำพิเศษเช่นกัน…เช่น มื้อเช้า-มื้อเที่ยง-มื้อเย็น แต่คุณเคยได้ยินเพื่อน-พี่-ป้า-น้า-อา ฯลฯ เรียก “ไปกินมื้อเช้ากันเถอะ” หรือไม่ “เร็วเข้าไปกินมื้อเย็นกัน” เคยได้ยินไหม?

“เคยเดะ!…ทำไมจะไม่เคย” ยายธนาคารออมสินก็ยังเถียงฉอดๆ พร้อมกับวางกล้ามโตๆ ขู่

ใช่!อาจจะมี….แต่เมื่อเทียบกับคำเชิญชวนที่ติดปากว่า “กินข้าวเถอะหิวข้าวละ” หรือคำเดียวโดดๆ ราวกับตั้งใจสะกดจิตว่า “กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว” คำเหล่านี้จะติดปากคนไทยจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการเชิญชวนจนทำให้ชาวต่างชาติไม่เฉพาะฝรั่งถึงกับอึ้ง!-พูดไม่ออกมาแล้ว สรุปสุดท้ายอาหารที่ขาดไม่ได้ของคนไทยก็จะประกอบไปด้วย 2 กลุ่มเสมอ……..ใครไม่รู้ให้เลื่อนกลับขึ้นไปอ่านข้างบนใหม่ แต่ไม่เป็นไรวันนี้ผมอารมณ์ดีจะเฉลยให้ 1.กับหรืออาหาร 2.ข้าว เพราะเหตุนี้เองข้าวจึงเป็นอาหารหลักที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทย…ในสมัยโบราณคนต้องทำงานหนักต้องใช้แรงงานเยอะ การกินข้าวจึงเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะข้าวสามารถเปลี่ยนเป็นกลูโคสได้เร็วซ้ำยังมีไอ้หนูอินซูลินจอมขยันตามเก็บในเลือดนำไปป้อนให้เซลล์ที่ต้องการใช้พลังงานได้ทันเวลา…ถ้าดูจากภาพถ่ายเก่าๆ จะสังเกตุว่าคนโบราณที่อ้วน-ลงพุงมีน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบัน คนเราไม่ได้ขุดดิน ไม่ได้ไถ่นาเอง ไม่ได้นวดข้าวด้วยกำลังเหมือนแต่ก่อน : ยกตัวอย่างผม…วันๆ ก็นั่งอยู่กับหน้าคอมพ์ใช้เพียงปลายนิ้วเท่านั้นทำงาน พลังงานจากข้าวที่เข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่จึงเกินความจำเป็น สุดท้ายเมื่อไอ้หนูอินซูลินไม่สามารถนำกลูโคสไปป้อนให้เซลล์หรือถูกเซลล์ปฏิเสธ ตับก็จะเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงานสำรองในรูปของไขมัน…เห็นไหมครับว่าเพื่อนตายของเราฉลาดแค่ไหน ถ้าห้องเก็บไขมันล้นมีต่อเติมขยายเป็นโกดังเองได้อีก เออเนอะ! ไม่ได้เขียนแบบยังต่อเติมได้ แม่ง! ฉลาดโคตร….ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว

“พ่อ-แม่-พี่น้อง-ที่ต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนทั้งหลายเอ้ยยยย!…เวลาชวนไปกินข้าวได้โปรดใช้คำว่า ไปกินตับ-ไปกินซุป-ไปกินต้มไก่หรือไปกินแกงก็ได้….การกินแต่กับหรืออาหารอย่างเดียวที่โบราณบอกว่าจะเป็นปอบนั้น….มันจริงที่ไหน….กินกับอย่างเดียวก็อิ่มได้ โปรดทราบการเลือกกินเฉพาะผัก-เนื้อ-โปรตีน-หรือไขมันนอกจากจะไม่ทำให้เป็นปอบแล้ว คุณยังจะลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนกลับคืนสู่วัยหนุ่มสาวได้เร็วอีกด้วย ใครได้ยินโปรดแหกปากตะโกนบอกเพื่อนโดยด่วน แอ๊ะ! แอ๊ะ! แอ๊ะ!(สำลักน้ำลาย) พูดมากเจ็บคอ

ครับทั้งหมดทั้งมวลผมไม่ได้หมายความว่าข้าว หรือกลุ่ม ข้าวแป้งน้ำตาล จะเป็นผู้ร้ายไปเสียหมดนะครับ คุณต้องพิจารณากิจกรรมของตัวเอง พิจารณาการทำงาน-ไลฟ์สไตล์ของคุณว่ามีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายมากน้อยแค่ไหน แล้วลองคำนวณปริมาณแคลอรี่ในข้าว-อาหารเทียบกับปริมาณแคลอรี่ที่สูญเสียจากการทำงานตามสูตรในตอนที่ 2 คร่าวๆ ไม่ต้องเป๊ะ!…คุณก็จะรู้ว่า-ภายในรอบ 1 วันหากคุณต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนคุณมีสิทธิ์กินข้าวในปริมาณเท่าไร? เดี๋ยวในตอนต่อไปผมจะแนะนำช่วงเวลาในการกินอาหารแต่ละประเภทให้ทราบ…หวังว่าเมื่อผมเขียนบทความทั้ง 22 ตอนจบ…งานออกแบบ-วิธีลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนในแบบไลฟ์สไตล์ของคุณก็จะเสร็จพร้อมคืนสู่ความเป็นหนุ่ม-เป็นสาวไปด้วยกันนะครับ ที่สำคัญต้องทำให้เป็นเรื่องสนุก เพราะเมื่อคุณสนุก-คุณก็จะทำมันได้ตลอดชีวิต…แข็งแรงจนอายุ 80 ปีแถมไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐอีก เอา!…ไม่เอา!

….โอเคร! หากต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วน…จงลืมภาษาพาอ้วน-ลืมให้ได้ว่าข้าวคืออาหารหลักที่ขาดไม่ได้-แล้วคุณจะไฉไลแน่นอน

“กินข้าว-กินข้าว-กินข้าว”

“โอเคร! กูเอาแกงจืดแล้วกัน”

“ป้าก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่หนึ่ง”

“นี้ยัยธนาคารออมสิน ชวนกูมากินข้าวแต่ทำไมสั่งก๋วยเตี๋ยววะหะ!”

“มันเป็นแค่ภาษาพูดเฉยๆ มึงจะจริงจังอะไรนักหนาเดี๋ยวแม่ตบคว่ำ!”

เห็นไหมเนี่ยคือยัยธนาคารออมสินหรือนางสาวชลิตาละ ก่อนกินก๋วยเตี๋ยวก็ตามธรรมเนียม ยา-อาหารเสริมหลายเม็ดกรอกนำเข้าปากไปก่อน…แม่งไม่ใส่ใจเพื่อนตายของมันเลย….

ครับสำหรับตอนนี้ขอเสริมตบท้ายนิดหน่อยก็คือ…จากประสบการณ์การลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนของตัวเองที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้-ถึงหมอจะสั่งห้ามหรือไม่อยากให้ใส่ใจนั้นก็คือการชั่งน้ำหนัก แต่ผมกลับกังวลในเรื่องนี้มาก “น้ำหนักจะลดลงกี่กิโลกรัมน่า!” คำถามจะวนเล่นงานเกือบทั้งวัน…เห็นตาชั่งที่ไหนเป็นวิ่งเข้าใส่ หน้า 7-11 หยอดเหรียญ 1 บาท 2 บาทกูก็เอา บนฮงบนฮ้างกูก็ใช้ หน้าโรงพยาบาล-ในออฟฟิศไม่มียกเว้น….ผลเป็นอย่างไรคุณรู้ไหม…ตาชั่งแต่ละที่มีความคาดเคลื่อนสูงมาก ถ้าวันไหนไปเจอตาชั่งแข็งหน่อย กูก็ Happy…แดกได้จ้า! แต่ถ้าวันไหนพลาดท่า-เสียทีเจอตาชั่งอ่อน…..แหม่!!!!!….ลมแทบจับ

เพื่อจบปัญหาดังกล่าวเอาแบบนี้ก็แล้วกันครับ จะถือว่าเป็นคำสั่งก็ได้

  1. ให้ทุกคนที่ต้องการลดน้ำหนัก-ลดสัดส่วนไปหาซื้อตาชั่งส่วนตัวให้เรียบร้อย
  2. กำหนดเวลาชั่งน้ำหนักให้ตรงกัน เป๊ะ ๆทุกวัน คาดเคลื่อนได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพราะอะไร? ก็เพราะว่าแต่ละช่วงเวลา-น้ำหนักของคนเราจะขึ้นลงไม่เท่ากัน
  3. ตามประสบการณ์ เมื่อน้ำหนักลดลง จะมีช่วงหนึ่งคงที่หรือไม่ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่าตกใจครับ เพราะช่วงนั้นเพื่อนตายของคุณกำลังเสริมมวลกระดูกหรือไม่ก็กำลังสร้างกล้ามเนื้อใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องดีใจด้วยซ้ำ
  4. เมื่อซื้อ เครื่องชั่งน้ำหนัก สิ่งที่ต้องมาคู่กันนั้นก็คือ สายวัด วัดไปเลยครับรอบเอวบริเวณสะดือ-ต้นแขน-ต้นขา แล้วจดเป็นสถิติให้ละเอียด….

ถ้าทำตามสูตรที่บอก ถึงแม้น้ำหนักจะคงที่…ผมรับรองว่าสัดส่วนของคุณลดลงแน่นอน หรือหากใครเผลอใจกับของแสลงบ่อยๆ นอกจากน้ำหนักจะไม่ลด-สัดส่วนก็อาจจะไม่ลด แต่…แต่ไม่ต้องเศร้าหมองให้กระดองใจเจ็บจี๊ดๆ หรอกครับ…คุณก็จะเป็นแม่หมู-พ่อหมูที่แข็งแรงไม่มีอะไรเสียหาย…พบกันตอนต่อไป โชคดีสวัสดีครับ

line1 for timmy